แบคทีเรีย ลดพุงได้จริงหรือ ?

dailynews141104_01พุง เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากมี สำหรับคนที่ขี้เกียจออกกำลังกาย ทดลองมาหลายวิธีอาจยังไม่เกิดผล รับประทานอาหารเสริมก็กลัวผลข้างเคียงและไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายในราคาสูง

“เดลินิวส์ออนไลน์” มีทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ชอบรับประทานให้เลือกรับประทาน “แบคทีเรีย” ที่ถูกต้องพร้อมสลายไขมัน ให้หน้าท้องแบนราบ ได้อย่างมั่นใจ

“แบคทีเรีย” ไม่ใช่พิษร้ายต่อร่างกายเสมอไป เราเปลี่ยนแบคทีเรียศัตรูที่เป็นพิษให้เป็นมิตรต่อร่างกายได้โดยการเลือกแบคทีเรียชนิดดีหรือโปรไบโอติก ที่มีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร ซึ่งเป็นตัวควบคุมความอยากอาหารและมีแนวโน้มในการช่วยสลายการสะสมของไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้อง โดยแบคทีเรียที่กล่าวมาข้างต้น สามารถหาได้จากอาหารที่รับประทานอยู่ในชีวิตประจำวัน ดังนี้

1. ผักดอง อุดมด้วยโปรไบโอติก แต่ควรเลือกแบบที่ดองในเกลือทะเลและน้ำ เพราะน้ำส้มสายชู ทำให้ได้รับประโยชน์จากแบคทีเรียชนิดดีไม่เต็มที่
2. ถั่วแขก ถั่วฝักอุดมด้วยแป้งที่ทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ ซึ่งเป็นพรีไบโอติกที่ช่วยเผาผลาญไขมัน ถ้าคุณนำถั่วแขกไปลวก แล้วต่อด้วยการแช่น้ำเย็นจัด ๆ ก็จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้น
3. กระเทียมต้น กระเทียมต้นครึ่งต้นมีอินูลิน ซึ่งเป็นพรีไบโอติก ถึง 5 กรัม และยังมีโอลิโกฟรุคโตส ช่วยรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในกระแสเลือดอีก 5 กรัม
4. กระเทียม นอกจากจะช่วยเพิ่มจำนวน L Reuteri (แบคทีเรียที่ช่วยต้านโรค) แล้ว กระเทียมสองกลีบยังช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ อี โคไล (แบคทีเรียชนิดไม่ดี) และทำให้ได้รับพรีไบโอติกอีก 1 กรัมด้วย
5. หน่อไม้ฝรั่ง หน่งไม้ฝรั่งแค่ 5-6 ต้น มีฟรีไบโอติกถึง 6 กรัมแค่การต้มจะทำให้ผักชนิดนี้ช่วยลดไขมันได้น้อยลง จึงควรต้มโดยใช้ไฟอ่อนแค่สองนาที สีจะได้เขียวสดเหมือนเดิมด้วย
6. แก่นตะวัน แค่ 20 กรัมมีอินูลิน ซึ่งเป็นพรีไบโอติกถึง 3.5 กรัม และถ้านำไปบดผสมกับน้ำมันก็จะได้เมนูคาร์โบไฮเดรตต่ำ ซึ่งดีต่อสุขภาพมากินแทนมันบด
7. กล้วย อุดมด้วยโอลิโกฟรุคโตสซึ่งเป็นพรีไบโอติก ถ้าอยากปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ เพื่อลดอาการท้องอืดคุณควรจะกินกล้วยวันละสองผล
8. แตงโม แตงโมแต่ละเสี้ยว (1/16) มีพรีไบโอติก 1 กรัม ถ้าจะให้ได้รับไบโอติกในปริมาณที่ควรบริโภคในแต่ละวัน ต้องกินแตงโมทั้งลูก แต่อาหารที่อุดมด้วยพรีไบโอติกก็ไม่ได้มีแค่แตงโม

นี่จึงเป็นวิธีเบื้องต้นที่สลายไขมันบนหน้าท้องได้ โดยไม่ต้องจ่ายราคาสูงและสามารถหาซื้อได้สะดวก

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก http://healthmeplease.com

ชนัดดา บุญครอง

ที่มา : เดลินิวส์ 3 พฤศจิกายน 2557

พูดเกินจริง! “แบคทีเรียกินเนื้อคน” หมอแนะอย่าปล่อยแผลเน่า ป้องกันเชื้อลุกลามได้

manager140724_01กรมควบคุมโรค คาด ชายถูกเงี่ยงปลาตำ ติดเชื้อเสียชีวิต อาจเกิดจากแบคทีเรีย 2 กลุ่มที่มีฤทธิ์รุนแรง ทำให้เกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อ ระบุตัวที่อยู่ในน้ำเน่าและดินคือ “เนโครไทซิง ฟาสซิไอติส” ชี้ “แบคทีเรียกินเนื้อคน” พูดเกินจริง แนะอย่าปล่อยให้แผลเน่า รักษาถูกวิธีป้องกันได้

พูดเกินจริง! “แบคทีเรียกินเนื้อคน” หมอแนะอย่าปล่อยแผลเน่า ป้องกันเชื้อลุกลามได้

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึงกรณีข่าวชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากการถูกเงี่ยงปลาตำ ขณะเลือกซื้อปลาทับทิมในตลาด และมีการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดกินเนื้อมนุษย์ ว่า เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวคาดว่า อาจมาจากเชื้อแอนแอโรบิกแบคทีเรีย (Anaerobic Bacteria) และเชื้อแอโรโมแนสแบคทีเรีย (Aeromonas Bacteria) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ออกฤทธิ์รุนแรงกว่าแบคทีเรียตัวอื่นหลายเท่า อยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยออกซิเจน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อ และลามไปถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดจนช็อกเสียชีวิตในเวลา 48 ชั่วโมง ผู้ที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อคือ คนที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เพราะหากเป็นแผลเชื้อจะลามมากกว่าคนทั่วไป

นพ.โอภาส การย์กวินพงษ์ รองอธิบดี คร. กล่าวว่า แบคทีเรียกินเนื้อคนเป็นเรื่องที่พูดเกินจริง เพราะปกติแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อมหลายชนิดก็มีการทำให้เกิดการติดเชื้อที่บาดแผล ในกล้ามเนื้อ ทำลายเนื้อเยื่อ และลุกลาม โดยเฉพาะกรณีแผลลึก ทำให้มีไข้สูง ปวดบริเวณแผล หากรักษาไม่ถูกต้องอาจเสียชีวิตได้ 5 – 7 วัน เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย โดยประเทศไทยมีรายงานการเสียชีวิตจากเหตุนี้ประปราย ไม่มีการเก็บสถิติ อย่างช่วงสึนามิก็พบผู้เสียชีวิตจากเหตุนี้หลายราย อย่างไรก็ตาม แบคทีเรียที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวมีหลายตัว แต่ที่พบในน้ำเน่าและดิน เรียกว่า เชื้อแบคทีเรียเนโครไทซิง ฟาสซิไอติส (Necrotizing Fasciitis) หากติดเชื้อนี้แล้วดูแลรักษาแผลอย่างดีก็ไม่เป็นอันตราย หากปล่อยให้แผลเน่าอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดได้

“ส่วนน้ำในสระว่ายน้ำ หรือน้ำประปาไม่มีปัญหาเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ แต่เพื่อความมั่นใจ แม้เกิดบาดแผลเล็กน้อยระหว่างสัมผัสกับน้ำสกปรก ขอให้ไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก สำหรับข้อความที่ส่งกันทางไลน์บอกว่าเสียชีวิตใน 2 วัน ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อที่บาดแผล ติดเชื้อในกล้ามเนื้อ ทำลายเนื้อเยื่อนั้นไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด” รองอธิบดี คร. กล่าว

ด้าน นพ.เสรี หงษ์หยก อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และเพื่อนของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ทราบข่าวเนื่องจากเพื่อนโทรศัพท์มาปรึกษาอาการ โดยพบว่าไปเลือกซื้อปลาในวันที่ 18 ก.ค. จากนั้นมีอาการปวดในวันที่ 20 ก.ค. ไปหาแพทย์ ซึ่งก็ล้างแผลปกติ ต่อมาหกล้มตรงบริเวณบันได มีอาการขาบวม ไปพบแพทย์ก็พบว่าติดเชื้อแล้ว กระทั่งมาทราบอีกทีว่าเสียชีวิต

ที่มา ASTV : ผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2557

นักวิจัยระบุแบคทีเรียดี-ไม่ดีในท้องคนเราอาจมีบทบาทสำคัญต่อน้ำหนักตัวและโรคอ้วน

voathai130918_001นักวิจัยเชื่อว่าการเกิดโรคอ้วนนั้นอาจมีอะไรมากกว่าปริมาณอาหารที่รับประทาน หรือปริมาณการออกกำลังกาย เพราะรายงานชิ้นล่าสุดของนักวิจัยที่ Washington University ระบุว่า แบคทีเรียที่อยู่ในท้องของเราอาจมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เราอ้วนหรือผอมได้ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้อาจทำให้เราเข้าใจถึงการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องและมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น

นักวิจัยเริ่มต้นด้วยการนำหนูทดลองกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกเลี้ยงภายใต้สภาพแวดล้อมที่ฆ่าเชื้อโรคแล้ว ทำให้ไม่มีเชื้อโรคอยู่ในท้องของหนูเหล่านั้น จากนั้นนำจุลินทรีย์ที่เติบโตในท้องของมนุษย์แฝดคู่หนึ่งมาใส่ไว้ในท้องของหนูทดลอง โดยยีนของแฝดคู่นี้เหมือนกันทุกประการ แต่คนหนึ่งเป็นโรคอ้วน ส่วนอีกคนไม่เป็น

ผลการทดลองปรากฎว่า หนูทดลองที่มีจุลินทรีย์จากท้องของแฝดที่เป็นโรคอ้วนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าหนูตัวที่ได้รับจุลินทรีย์จากแฝดที่ไม่เป็นโรคอ้วน และพบว่าหนูที่มีจุลินทรีย์โรคอ้วนมีปัญหาที่ระบบการเผาผลาญอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่พบในคนที่เป็นโรคอ้วน

นอกจากนี้ นักวิจัยที่ Washington University ยังพบความน่าสนใจบางอย่าง เมื่อนำหนูทดลองที่มีจุลินทรีย์โรคอ้วนกับหนูที่มีจุลินทรีย์ที่ไม่เป็นโรคอ้วย มาขังไว้ในกรงเดียวกัน โดยนักวิจัย Jeffrey Gordon บอกว่าเมื่อจุลินทรีย์ที่อยู่ในหนูทดลองตัวผอมย้ายที่อยู่เข้าไปอาศัยในท้องของหนูทดลองที่เป็นโรคอ้วน จะมีผลช่วยชะลอให้น้ำหนักตัวของหนูทดลองตัวนั้นไม่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาค้นคว้าต่อไป หากต้องการผลิตยาผสมเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดี เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและป้องกันไม่ให้เป็นโรคอ้วน ถึงกระนั้น นักวิจัยชี้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมอาหารการกิน

งานวิจัยเรื่องบทบาทของแบคทีเรียในท้องคนเรากับการเป็นโรคอ้วนชิ้นนี้ ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Science

รายงานจาก Steve Baragona / เรียบเรียงโดย ทรงพจน์ สุภาผล

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

Dr. Jeffrey I. Gordon, left, and Vanessa K. Ridaura are two members of a scientific team whose research shows a connection between human gut bacteria and obesity.

Dr. Jeffrey I. Gordon, left, and Vanessa K. Ridaura are two members of a scientific team whose research shows a connection between human gut bacteria and obesity.

Gut Bacteria From Thin Humans Can Slim Mice Down

By GINA KOLATA
Published: September 5, 2013
The trillions of bacteria that live in the gut — helping digest foods, making some vitamins, making amino acids — may help determine if a person is fat or thin.

The evidence is from a novel experiment involving mice and humans that is part of a growing fascination with gut bacteria and their role in health and diseases like irritable bowel syndrome and Crohn’s disease. In this case, the focus was on obesity. Researchers found pairs of human twins in which one was obese and the other lean. They transferred gut bacteria from these twins into mice and watched what happened. The mice with bacteria from fat twins grew fat; those that got bacteria from lean twins stayed lean.

The study, published online Thursday by the journal Science, is “pretty striking,” said Dr. Jeffrey S. Flier, an obesity researcher and the dean of the Harvard Medical School, who was not involved with the study. “It’s a very powerful set of experiments.”

Michael Fischbach of the University of California, San Francisco, who also was not involved with the study, called it “the clearest evidence to date that gut bacteria can help cause obesity.”

“I’m very excited about this,” he added, saying the next step will be to try using gut bacteria to treat obesity by transplanting feces from thin people.

“I have little doubt that that will be the next thing that happens,” Dr. Fischbach said.

But Dr. Flier said it was far too soon for that.

“This is not a study that says humans will have a different body weight” if they get a fecal transplant, he said. “This is a scientific advance,” he added, but many questions remain.

Dr. Jeffrey I. Gordon of Washington University in St. Louis, the senior investigator for the study, also urged caution. He wants to figure out which bacteria are responsible for the effect so that, eventually, people can be given pure mixtures of bacteria instead of feces. Or, even better, learn what the bacteria produce that induces thinness and give that as a treatment.

While gut bacteria are a new hot topic in medicine, he added that human biology is complex and that obesity in particular has many contributors, including genetics and diet.

In fact, the part of the study that most surprised other experts was an experiment indicating that, with the right diet, it might be possible to change the bacteria in a fat person’s gut so that they promote leanness rather than obesity. The investigators discovered that given a chance, and in the presence of a low-fat diet, bacteria from a lean twin will take over the gut of a mouse that already had bacteria from a fat twin. The fat mouse then loses weight. But the opposite does not happen. No matter what the diet, bacteria from a fat mouse do not take over in a mouse that is thin.

Although researchers suspected that gut bacteria might play a role in human obesity, it has been difficult to get convincing evidence. While there are often differences in gut bacteria in fat and lean people, they could be a cause or an effect of obesity. And gut bacteria vary from individual to individual, making it very difficult to decide which, if any, affect body weight.

Those obstacles led Dr. Gordon and his colleagues to look for those rare sets of twins in which only one twin is fat. That allowed them to cancel out much of the effect of genetics and environment. They gave the twins’ fecal bacteria to mice that were born and reared in a sterile environment and had no bacteria of their own as a result. The mice were genetically identical, so genetic factors played no role in their weights.

Five weeks after they got human gut bacteria, the mice with bacteria from the fat twins had about 15 to 17 percent more body fat than those that had bacteria from thin twins. They also had some of the metabolic changes associated with obesity.

Next came what Dr. Gordon calls the “Battle of the Microbiota,” referring to the collection of gut microbes. The researchers put mice with gut bacteria from lean twins in the same cage as mice with gut bacteria from obese twins. Mice housed together eat one another’s droppings, so the mice in the cage naturally end up sharing gut bacteria. He also put in germ-free mice to determine which collection of gut bacteria they would get. Or would they get a mixture?

That led to the discovery that bacteria from the lean twins took over in the mice that started out with bacteria from the fat twins, resulting in weight loss and a correction of the metabolic abnormalities the mice had developed. But the mice were eating standard mouse food, which is very low in fat.

Then Dr. Gordon’s colleague Vanessa K. Ridaura had an idea. From a national survey about what Americans eat, she and her colleagues determined the diets of those eating the most fruits and vegetables and the least saturated fats and the diets of those at the opposite end of the spectrum. With that information, they created mouse food pellets of the same two compositions by cooking and drying fruits and vegetables and combining them with fats in the right proportions. They then repeated the experiment, putting fat and lean mice together in a cage and giving them one of the two types of food.

The fat mice that got food high in fat and low in fruits and vegetables kept the gut bacteria from the fat twins and remained fat. The thin twins’ gut bacteria took over only when the mice got pellets that were rich in fruits and vegetables and low in fat.

“This is all weird and wonderful,” said Robert W. Karp, a program director for genetics and genomics at the National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases.

And it raises questions of what comes next.

Dr. Gordon’s plan to isolate the bacteria or their products responsible for leanness “could take many decades,” said Dr. Alexander Khoruts, a gastroenterologist at the University of Minnesota.

“I am not down on this approach,” Dr. Khoruts said, but added that it would be a lot quicker to try fecal transplants. They have worked in one situation: people with a terrible gut infection with the bacteria Clostridium difficile get better when given feces from healthy people.

Those were people with no other treatment options, Dr. Karp noted, but, he said, perhaps obese people who have not done well after bariatric surgery might be in the same desperate situation.

“Maybe we could try it out very, very gingerly, very, very carefully,” Dr. Karp said, noting that that was his personal opinion.

But he added that he was not sure weight loss centers would take that cautious approach.

“It would not surprise me if someone somewhere starts doing it,” Dr. Karp said.

SOURCE : www.nytimes.com

ร่างกายคนเป็นสวรรค์ของจุลินทรีย์ ชุมนุมกันอยู่ทั่วตัวแม้แต่ในลำไส้

นักวิทยาศาสตร์เปิดโปงให้รู้ตัวว่า ร่างกายของเราแต่ละคนนั้นมีสภาพเหมือน กับโลกที่พักอาศัยของเหล่าแบคทีเรีย เชื้อราและจุลินทรีย์ต่างๆเต็มไปหมด ไม่ว่าจะตามเนื้อตัว ในจมูก หรือในลำไส้

พวกเขาได้พบในการทำแผนผังที่อยู่ของพวกมัน ที่มีอยู่ทั้งภายในตัวและภายนอก คิดคำนวณออกมาได้ว่าคนที่แข็งแรงเป็นปกติ จะกลายเป็นบ้านให้จุลินทรีย์สายพันธุ์ต่าง ๆ พักอาศัย ไม่น้อยกว่า 10,000 สายพันธุ์

แต่อย่าเพิ่งคิดรังเกียจมัน พวกจุลชีพเหล่านี้ ที่ทำงานเพื่อให้เราแข็งแรงมีอนามัยดี ก็มากมายหลายพวก ในเวลาเดียวกัน ก็มีแบคทีเรียและเชื้อโรคที่เป็นภัยต่อเรา สามารถทำให้เราเป็นโรคบางโรคได้ นักวิจัยได้พบจากการศึกษากับอาสาสมัครที่เป็นผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 242 คน ได้พบว่า เชื้อโรคพวกนี้สามารถอยู่ร่วมกับจุลินทรีย์ให้คุณได้อย่างเงียบๆ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าถูกควบคุมอยู่ก็ได้

พวกนักวิจัย ใคร่อยากจะรู้ต่อไปว่า พวกเชื้อที่เป็นผู้ร้ายทำอย่างไร ถึงทำให้บางคนเจ็บป่วยได้ ในขณะที่บางคนไม่เป็นอะไร และมีอะไรที่ไปทำให้จุลชีพในตัวเราแหกคอก ก่อโรคตั้งแต่ เป็นโรคลำไส้แปรปรวน ไปจนถึงโรคสะเก็ดเงินของผิวหนัง

ดร.ฟิลิป ทารร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า “พวกมันไม่ใช่อยู่เฉยๆ ดังนั้น เราต้องคำนึงถึงมัน เหมือนกับที่เราคำนึงถึงระบบนิเวศในป่า หรือในน้ำ”.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

Scientists Probe Diversity of Human Body’s Microbes

They hope the ‘microbiome’ they have mapped will help prevent, treat disease in the future

By Amanda Gardner
HealthDay Reporter

WEDNESDAY, June 13 (HealthDay News) — For the first time, researchers have been able to identify what is “normal” when it comes to the microorganisms living in and on the human body.

According to 14 new studies being published in the June 14 issue of Nature and several Public Library of Science journals, the human “microbiome” consists of more than 10,000 microbial species and 8 million microbial genes, most of which co-exist happily with humans to their mutual benefit.

“This is giving us a picture of what a healthy individual looks like,” said Jeffrey Cirillo, a professor of microbial and molecular pathogenesis at Texas A&M Health Science Center College of Medicine in Bryan, who was not involved with the study.

Scientists hope that knowing what “normal” looks like will one day help scientists prevent and treat diseases.

Little has been known about the inhabitants of the various parts of the human body because it’s difficult if not impossible to grow most of the bacteria found there, Dr. Eric Green, director of the National Human Genome Research Institute, said during a Wednesday news conference.

But the advent of new and cost-effective DNA sequencing techniques now allows researchers to sample and identify microorganisms directly from the human body.

This massive five-year project involved 240 healthy adult volunteers in St. Louis and Houston.

Researchers took samples from 15 sites in men and 18 sites in women, including the mouth, skin, nose, vagina and lower intestine.

The researchers counted more than 10,000 species of microbes in the body and as many as 10 bacterial cells for every human cell.

In a 200-pound adult, that amounts to between two and six pounds of bacteria, Green said.

The 8 million or so genes from these microbes (compare that to only 22,000 in the normal human genome) “play a critical role in our development and health,” said Bruce Birren, director of the Genomic Sequencing Center for Infectious Diseases and co-director of the Genome Sequencing and Analysis Program at the Broad Institute of MIT and Harvard.

Interestingly, bacteria in one part of the body are very different from those in another, with the most diversity found on the skin.

Microbes also differed greatly from individual to individual, suggesting that people might have their own unique “microbial signatures.”

Although the actual organisms might be different, the functions they perform stay the same.

“They have the same core functions,” said Birren. “We don’t all have the same bacteria, although they all seem to have been organized to do similar things.”

Confirming previous suspicions, the researchers found that even healthy people harbor certain levels of harmful bacteria.

The challenge now is to figure out how and why they become dangerous and cause illness.

“This is really a new vista in biology,” said Dr. Phillip Tarr, director of pediatric gastroenterology and nutrition at Washington University School of Medicine in St. Louis. “This opens up many, many new opportunities to improve the health of our population.”

One paper in the series looked at how microbes in the intestine might be linked to necrotizing enterocolitis, a gastrointestinal illness in premature babies that can kill up to one-third of its victims.

“These bacteria are not passengers,” Tarr explained. “They are metabolically active as a community and we now have to reckon with them much as we have to reckon with an ecosystem in a forest or a body of water. We’re moving out of old paradigm of one germ one disease one person and more into the paradigm of how the microbial community affects both health and disease.”

Cirillo added: “This is a huge study, the most comprehensive I’ve seen, particularly in healthy individuals. It’s going to set a foundation for a lot of future work.”

More information

The U.S. National Institutes of Health has more on human microbiota.

SOURCES: Jeffrey Cirillo, Ph.D., professor, microbial and molecular pathogenesis, Texas A&M Health Science Center College of Medicine, Bryan, Texas; June 13, 2012, press conference with: Eric D. Green, M.D., Ph.D., director, National Human Genome Research Institute, Bethesda, Md.; Bruce Birren, Ph.D., director, Genomic Sequencing Center for Infectious Diseases, and co-director, Genome Sequencing and Analysis Program, Broad Institute of MIT and Harvard, Cambridge, Mass.; Phillip Tarr, M.D., professor, pediatrics, and director, pediatric gastroenterology and nutrition, Washington University School of Medicine, St. Louis; June 14, 2012, Nature; June 14, 2012, Public Library of Science

Last Updated: June 13, 2012

Data from: consumer.healthday.com