โรคปวดข้อคนไข้สนใจฝังเข็ม และกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้น

dailynews140727_02โรคปวดข้อเป็นโรคเรื้อรัง มักพบในผู้สูงอายุ ปวดไปตามข้อต่าง ๆ รอบตัว ที่พบกันบ่อยคือที่ข้อเข่า ปวดเป็น ๆ หาย ๆ เวลาจะเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน หรือเปลี่ยนท่ามักจะปวดขัดมาก พอเดิน ๆ ไปก็หาย และแล้วก็มาปวดใหม่อีกวนเวียนอยู่เช่นนี้ ทำให้ทรมาน ไม่สะดวกในการเดินทาง ยาระงับปวดมักมีติดตัวกินกันมาตลอด โรคปวดข้อเป็นโรคหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพชีวิตประจำวันอย่างมาก

สาเหตุ มีหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ความเสื่อมของกระดูก การปฏิบัติตัวในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องข้อเข่า การนั่งที่ต้องห้าม นั่งขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ และนั่งพับเพียบ จะทำให้เอ็นรอบเข่าตึงขึ้น ผู้ที่ต้องปฏิบัติธรรม นั่งนาน ๆ นั่งบนเก้าอี้ดูจะผ่อนคลายข้อเข่าดีขึ้น

ผมมาคุยเรื่องปวดข้อเข่าวันนี้เนื่องด้วยมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล ได้ไปออกหน่วยแพทย์ ณ โรงเรียนมัธยมตระการพืชผล อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เมื่อ 13 มิ.ย. 57 จากความร่วมมือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค วปอ. รุ่น 27 มณฑลทหารบกที่ 22 คนไข้ให้ความสนใจมาตรวจกันมาก 7,830 ราย

คณะแพทย์พยาบาลที่ไปช่วยกันตรวจคนไข้ราว 300 ท่าน จาก 17 โรงพยาบาลใน กทม. จะจัดเป็นหน่วยตรวจต่าง ๆ โดยเป็นเรื่องโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางราว 25 คลินิก สำหรับเรื่องปวดข้อที่ได้คุยมา โดยทั่วไปคนไข้ประเภทนี้จะมาตรวจทางแพทย์กระดูกหรือออร์โธปิดิกส์แพทย์ ซึ่งมีอยู่ 2 คณะด้วยกัน จาก รพ.เลิดสิน และ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งแพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคให้คำแนะนำ ให้ยา บางรายอาจฉีดยาเข้าไปในข้อเพื่อระงับการอักเสบด้วย

คลินิกทางด้านระงับการปวด : โรคปวดข้อนี้คณะที่มาช่วยตรวจรักษาคนไข้มาจากหลายสถาบัน การแพทย์แผนไทยจาก รพ.ธรรมศาสตร์ฯ, ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล, คลินิกหัวเฉียวแพทย์ไทยจีน และคณะแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต ในภาพรวมคล้ายเป็นแพทย์ทางเลือกคนละแบบกับการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นภูมิปัญญาของคนไทยมาแต่เก่าก่อนหรือแพทย์แผนไทยที่เราคุ้นหูกัน นอกจากนี้ก็เป็นแพทย์แผนจีนและอินเดีย ซึ่งมีประวัติการรักษาเรื่องปวดมายาวนานมากเช่นกัน

วิธีการรักษา : ทางแพทย์แผนไทย จะตรวจวินิจฉัยโรค จ่ายยาสมุนไพร ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู กายภาพบำบัดจะให้บริการเรื่องการนวด นวดแบบแผนไทย นวดกดจุด การแช่เท้าด้วยยาสมุนไพร มีไพร ขมิ้นชัน มะกรูด เป็นตัวหลัก และอื่น ๆ ร่วมด้วยอีก แช่เท้าราว 15 นาที จะทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดปวดข้อเท้าได้ดี สุขภาพทั่วไปดีขึ้น และจะให้ออกกำลังกายแบบฤาษีดัดตน ลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อ ลดปวดข้อตามตัว ลดอาการชา แล้วได้ยาสมุนไพรไปกินต่อด้วย

ทางแพทย์แผนจีน จะมีการฝังเข็ม เป็นศาสตร์สำคัญมากอย่างหนึ่งทำกันมายาวนาน การไปกระตุ้นประสาทใต้ผิวหนังซึ่งมีเครือข่ายถึงกันหมดในร่างกาย จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย แบบปวดข้อ ปวดหลัง เบาปวดเมื่อยตามร่างกายไปได้

การแพทย์แผนอินเดีย เป็นศาสตร์ที่มีมายาวนานมากเช่นกัน แพทย์จะตรวจซักประวัติหาสาเหตุของโรคนั้น ๆ พร้อมให้คำแนะนำจนเข้าใจและให้ยามารับประทานต่อด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นทางเลือกของคนไข้อีกทางหนึ่ง ที่เลี่ยงมาจากการรักษาแผนปัจจุบัน อยากมาลองดูทางด้านนี้และมีคนมาใช้บริการกันมากด้วย โรคปวดเมื่อย ปวดข้อเป็นโรคเรื้อรังต้องใช้เวลา คนไข้บางครั้งก็ใจร้อน อยากลองทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้างหวังจะให้หายเร็วขึ้น และรู้สึกสบายใจที่ได้รักษาหลาย ๆ ทาง เพื่อหวังจะได้หายจากโรคปวดทั้งหลายเหล่านี้ได้เร็วขึ้น

โรคปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อตามร่างกายเป็นโรคเรื้อรัง คนไข้รักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันมานานยังไม่ค่อยหายเลยเปลี่ยนมารักษาแพทย์ทางเลือกดูบ้าง มีทั้งแพทย์แผนไทย จีน และอินเดีย ล้วนมีประวัติการรักษาว่าได้ผลมายาวนาน ผลจะเป็นอย่างไรคงต้องมีการติดตามและประเมินผลกันต่อไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา  : เดลินิวส์ 27 กรกฎาคม 2557

ทฤษฎีแพทย์แผนไทย เปลี่ยนคนไข้ ‘มะเร็ง’ กลายเป็นหมอ

dailynews140427_001_1ความเจ็บป่วยเมื่อเกิดขึ้นไม่ว่าจะมากหรือน้อยล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตทั้งของผู้ที่เจ็บป่วยเองและคนที่อยู่รอบข้าง ยิ่งถ้าชีวิตต้องเจ็บป่วยด้วย “โรคมะเร็ง” ต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมาน การปรับตัวย่อมทำได้ยากลำบากและมีผลกระทบต่อจิตใจ จึงจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้จิตใจเข้มแข็ง เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายและก้าวผ่านไปให้ได้ เฉกเช่น ภิรตา จิรวัชราธิกุล ผู้ที่มะเร็งเปลี่ยนชีวิต จากคนไข้กลายมาเป็นหมอ

 dailynews140427_001_3

ภิรตา จิรวัชราธิกุล หรือ หมอติ่ง เล่าถึงประสบการณ์ที่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งให้ฟังว่า เมื่อปลายปี พ.ศ. 2544 ป่วยเป็นโรคมะเร็งที่เต้านมด้านซ้ายใกล้หัวใจแล้วลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นระยะที่ 3 ทันทีที่รู้ก็วูบไปเหมือนกัน จากนั้น ได้รับการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันดังเช่นผู้ป่วยโรคมะเร็งคนอื่น ๆ เมื่อรักษาไปได้สักระยะหนึ่งก็รู้สึกได้ว่าไม่มีทางหายขาดแน่ ๆ จึงถอดใจ

’แต่ก็เริ่มหาวิธีรักษาตัวเอง โดยคิดถึงสมุนไพรไทยแต่ไม่กล้าซื้อมากิน โชคดีมีพี่คนหนึ่งแนะนำเรื่องสมุนไพรว่า สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข กำลังเปิดรับสมัครจึงตัดสินใจเข้าเรียน รอไม่ได้ เพราะความตายอยู่เบื้องหน้า เมื่อเข้าเรียนในสัปดาห์แรกบอกอาจารย์ว่า ตนเองเป็นมะเร็ง อาจารย์มียาอะไรช่วยได้หรือไม่ อาจารย์ตอบกลับมาว่า เลือด น้ำเหลือง ต้องดี มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ถ้าเลือด น้ำเหลืองไม่ดี ปวนทุกระบบในร่างกาย แล้วก็ให้สูตรยามา ตั้งแต่บัดนั้นมาที่คิดว่าจะต้องตายแล้วจนวันนี้ผ่านมา 14 ปีที่หายขาดจากโรคมะเร็ง โดยใช้สมุนไพรไทยและแพทย์แผนไทยเป็นทางเลือกในการรักษาตนเอง“

จากการได้เรียนรู้ ได้ทำยาสมุนไพรตามวิชาแพทย์แผนไทยที่เรียนมา (ใบประกอบโรคศิลปะ บภ.บผ. และ พท.ว.) ประกอบกับดูแลสุขภาพตนเองมาโดยตลอด ทำให้มั่นใจว่านี่คือ อีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เพื่อนมนุษย์พ้นจากโรคร้ายที่กำลังเผชิญอยู่ได้ จึงเปิด ศุภเวชคลินิคการแพทย์แผนไทย ขึ้น โดยใช้สมุนไพรต่าง ๆ ในการรักษาโรค รวมทั้งรับบรรยายในเรื่องเคล็ดลับสุขภาพดีด้วยภูมิปัญญาไทยตามสถานที่ต่าง ๆ

 dailynews140427_001_2

สำหรับขั้นตอนในการรักษาผู้ป่วย หมอติ่ง เล่าว่า คนไข้ที่เข้ามารักษาส่วนใหญ่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเม็ดเลือด รวมทั้ง โรคสะเก็ดเงิน การรักษาจะใช้ทฤษฎีแพทย์แผนไทย โดยการจัดตรวจวิเคราะห์ธาตุ ซึ่งได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งจะโยงสู่การกินอาหารรักษาโรค รวมทั้ง มีการซักประวัติอย่างละเอียด

“จากการสอบถามผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยดื่มน้ำ กินข้าวไม่ตรงเวลา นอนไม่เป็นเวลา บางคนอดนอน รวมทั้งไม่ขับถ่ายของเสียทุกวัน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมก่อโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง แม้ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม แต่ปัจจัยที่สำคัญ คือ พฤติกรรมที่ปฏิบัติในแต่ละวัน อะไรไม่ดีไม่ถูกกับตัวเองก็ไม่รู้ แต่มักเลือกเอาความต้องการของตัวเองเป็นหลัก มีความคิดที่ว่า ฉันชอบกินอย่างนี้ก็จะกินอย่างนี้ จึงทำให้เป็นการกินไปป่วยไป เพราะอาหารที่กินไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงทำให้เกิดอาการป่วยขึ้นตามมา”

dailynews140427_001_4

เมื่อซักประวัติเรียบร้อยแล้ว จะให้ผู้ป่วยกินยาระบายของเสียทุกคน ถึงแม้ผู้ป่วยจะขับถ่ายได้เป็นปกติก็จะต้องกินยาระบายเช่นกัน รวมทั้ง ยาที่เป็นสมุนไพรกินเพื่อไม่ให้มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ซึ่งจะให้ยาชนิดใดขึ้นอยู่กับลักษณะและโรคที่ดำเนินอยู่ และที่สำคัญจะให้ผู้ป่วยปรับการดำเนินชีวิตเสียใหม่ ทั้งในส่วนของการกินโดยอาหารใดที่เป็นของแสลงที่จะทำให้โรคกำเริบทั้งหลายควรหลีกเลี่ยง และควรกินอาหารสด ที่ปรุงสุก ใหม่

  dailynews140427_001_6

’สิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเราแก่สง่า ตายสงบ มีอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก คือ หัวใจ ถ้าหัวใจหยุดเต้นเมื่อไรเปลี่ยนภพทันที ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มียาหอมบำรุงหัวใจ มีสมุนไพรจำพวก มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี เกสร บัวหลวง จำปา กระดังงา ลำดวน ลำเจียก”

ต่อมา คือ อาหารใหม่ เพราะกินถูกเป็นโอสถทิพ กินผิดเป็นยาพิษทำลายตัวเอง โดยอาหารที่กินจะต้องเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะอยู่ในกระเพาะกับลำไส้เล็กรอการย่อยเพื่อดูดซึมไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ฉะนั้น จะแนะนำผู้ป่วยในเรื่องการกินอาหารอย่างไรให้เป็นยา จะได้ไม่ป่วย เพราะการป้องกันจะดีกว่าการรักษา อย่ารอให้ป่วย ถ้าป่วยแล้วจะเจ็บทั้งตัว อีกทั้งยังต้องเสียทรัพย์อีกเป็นจำนวนมาก

สุดท้ายก็คือ อาหารเก่า หรืออาหารที่ผ่านการย่อย ดูดซึมแล้วอยู่ที่ลำไส้ใหญ่เพื่อถ่ายเป็นอุจจาระออกจากร่างกาย คนเรากินอาหารต้องเทขยะทิ้งทุกวันด้วย ไม่ควรให้มีการหมักหมมกลายเป็นมลพิษในร่างกาย นอกจากการดูแลตนเองในเรื่องอาหารแล้ว จะต้องบำรุงในเรื่องของเลือด น้ำเหลืองร่วมด้วย ซึ่งตัวยาที่ให้ผู้ป่วยจะเป็นยาสมุนไพร มีทั้งยาต้ม ยาผง เวลาจะกินต้องชงก่อน และยาแคปซูล โดยตัวยาหลัก ๆ จะเป็นตัวยาตำรับซึ่งมีหลายตัวด้วยกัน มีตัวยาหลัก ตัวยารอง ตัวยาแก้ ตัวยากัน ซึ่งจะเป็นสมุนไพรไทยทั้งจาก ราก ดอก ผล ของต้นไม้ทั้งสิ้น

ความเปลี่ยนแปลงจะขึ้นอยู่กับคนไข้ ซึ่งแต่ละคนจะใช้เวลาในการรักษาที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นมากจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 เดือนถึงจะเห็นผล โดยจะเห็นผลช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับคนไข้ในการดูแลตัวเอง ซึ่งจะต้องคุมปัจจัยที่จะก่อให้อาการกำเริบให้ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของอาหาร ซึ่งจะเน้นให้กินปลาเป็นหลัก ผักเป็นพื้น

“โดยจะต้องกินให้ถูกต้องตามธาตุของตนเอง ผู้ที่เป็นธาตุไฟจะต้องกิน ขม เย็น จืด กินคุมไว้ไม่ให้ข้างในร่างกายร้อนรุ่มมากนัก เพราะถ้าข้างในร่างกายร้อนรุ่มมากจะส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว กระทบอารมณ์จะหงุดหงิดขี้รำคาญ ส่วนคนที่เป็นธาตุดิน จะต้องกินฝาด หวาน มัน เค็ม คนที่เป็นธาตุน้ำจะต้องกิน เปรี้ยว ขม ธาตุลม เผ็ด ร้อน”

ในส่วนของยาบำรุงโลหิต จะมี เบญจกุล โดยเบญจแปลว่า 5 คือ ดูแล อากาศ ธาตุในร่างกาย มีเทียนทั้ง 5 มีโกศทั้ง 5 บำรุงกำลัง ทั้งหมดนี้คือ ครึ่งส่วน แล้วก็ตัวยาหลัก เช่น ดอกคำไทย กว่างเสน แก่นไม้สัก ว่านชักมดลูก ซึ่งจะช่วยดูแลทั้งเม็ดเลือดแดงและน้ำเหลือง

ส่วนทาง ด้านจิตใจ จะให้คำแนะนำ ทั้งผู้ป่วยและญาติเพราะไม่ใช่คนไข้คนเดียวที่จิตตกคนรอบข้างก็พลอยเป็นไปด้วย โดยจะใช้หลักธรรมคำสอนทั้งหลายปลอบประโลมจิตใจ เพื่อให้จิตใจเขาพองฟูขึ้นมาก่อน พอจิตใจพองฟูแล้วพูดให้ทำอะไรก็จะง่ายขึ้น ถ้าจิตตกจะทำอะไรก็ลำบาก โดยจะพยายามพูดให้คนไข้อยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันยังมีลมหายใจอยู่ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อดีตผ่านไปแล้วอย่าไปรื้อฟื้นขึ้นมา อนาคตยังมาไม่ถึงอย่าไปเอื้อม เพราะคนไข้หลายคนชอบเข้าไปอยู่ในอนาคต ฉันจะต้องอย่างนั้น ฉันจะต้องอย่างนี้ วาดภาพไปเอง โดยทั้งหมดยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง ทำให้เกิดความเครียด พอเครียดมะเร็งกำเริบ ฉะนั้น ต้องทำให้สารความสุขหลั่งมาก ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายเข้มแข็ง

 dailynews140427_001_5

หมอติ่ง กล่าวทิ้งท้ายว่า มี 6 ดี หนีมะเร็งได้ ซึ่งได้แก่ อาหารไทยดี นั้นก็คือ ปลาเป็นหลัก ผักเป็นพื้น กินธัญพืช ถั่ว งา กินผักหลากสี เขียว เหลือง ส้ม แดง ม่วง ผลไม้ตามฤดูกาลที่ไม่หวานจัด โดยจะต้องสด มีการปรุงสุกใหม่ รวมทั้งดื่มน้ำไม่ต่ำกว่า 2 ลิตร ต่อวัน เพราะน้ำเป็นยาอายุวัฒนะที่ถูกที่สุด อาหารที่ชอบแต่ไม่ดีกับสุขภาพต้องฝืนใจหยุด อาหารที่ไม่ชอบแต่ทำให้ร่างกายแข็งแรงต้องฝืนใจกินเข้าไป

ต่อมา คือ ยาดี ธรรมชาติทั้งหลายได้สร้างต้นไม้ให้มนุษย์แต่ไม่ได้ให้ไว้เป็นอาหารอย่างเดียว แต่สามารถใช้เป็นยาได้ด้วยซึ่งก็คือ สมุนไพรต่าง ๆ จากนั้น คือ อารมณ์ดี ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่เครียด คิดติดบวกไว้เสมอ และหมั่นทำบุญ ทำทาน จากนั้นจะเป็น ออกกำลังกายดี โดยออกกำลังกายเบา ๆ ไม่ว่าจะเป็นเดินตากแดดยามเช้า เล่นโยคะ รำไทเก๊ก

ดีที่ 5 คือ อุจจาระดี จะต้องขับถ่ายระบายของเสียทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้า ร่างกาย สมองจะปลอดโปร่ง โล่ง สบาย ไม่อึดอัด รำคาญ โดยอาจารย์สอนไว้ว่า รักษาไข้อย่าเสียดายขี้ เอาขี้ออกเสียได้หายเร็วทุกโรค ถึงแม้จะถ่ายได้ทุกวันก็อย่าคิดว่าจะออกหมด โดยจะมี ปะระเมหะ แปลว่า คราบเมือกมัน เปลวไต อยู่ทั่วเส้นเอ็นทั้งหลายในร่างกายที่มีอยู่  2,700 เส้น ตอนแรกก็เป็นเมือกมันก่อน สะสมนานเข้าก็เป็นนิ่ว หินปูน ถ้าดื่มน้ำน้อย เลือดก็จะหนืดการไหลเวียนไม่ดี เกิดการตกตะกอนกลายเป็นมะเร็งได้ อย่าให้ของเสียตกค้างอยู่ในร่างกาย สุดท้าย หลับดี การหลับที่ดีจะต้องหลับลึก ไม่ใช่หลับไปฝันไป หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในขณะที่หลับ ถ้าสามารถทำให้ตัวเองหลับลึกได้ร่างกายก็จะไม่ทรุดโทรม

วิชาแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาไทยทั้งหลาย ถือเป็นมรดกของคนไทยทุกคน อยากให้ลูกหลานช่วยกันดำรงรักษาภูมิปัญญานี้ไว้ ช่วยกันรักษาต้นไม้ที่เป็นสมุนไพรไทยทั้งหลาย เพื่อให้คงอยู่กับประเทศไทยสืบต่อไป และที่สำคัญช่วยให้ผู้ป่วยพ้นทนทุกข์ทรมานจากโรคที่เป็นอยู่.

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์ 27 เมษายน 2557

นวดนาคราชคืนชีพ

dailynews140309_002มีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ พยายามสรรหาหาสารพัดวิธีเพื่อให้ “น้องชาย” กลับมาผงาดปั๋งเหมือนเดิม โดยเฉพาะการใช้ยาแผนปัจจุบัน แต่จะมีใครรู้บ้างว่าการนวดซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทย ที่เรียกว่า “นวดนาคราชคืนชีพ” ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหา “นกเขาไม่ขัน”

นพ.กวิรัช ตันติวงษ์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงสถานการณ์โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายไทย ว่า ผู้ชายไทยอายุ 40-70 ปี เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศประมาณ 42% โดยผู้ชายอายุระหว่าง 40-50 ปี เป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงมาก คือ นกเขาไม่ขันเลยมีอยู่ประมาณ 3% ในขณะที่กลุ่มอายุ 60-70 ปี นกเขาไม่ขันเลยพบประมาณ 30%

ปัญหาของคนที่เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คือ “การแข็งตัว” หรือ “การคงการแข็งตัว” ให้ได้เหมือนสมัยหนุ่ม ๆ ลดลง

กรณีรุนแรงมาก คือ อ่อนไปเลยไม่แข็งตัวเลย

รุนแรงปานกลาง คือ แข็งตัวได้ สอดใส่ได้แต่ไม่นาน

รุนแรงน้อย คือ แข็งตัวไม่เต็มที่เหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังสอดใส่จนเสร็จกิจได้

สาเหตุหลัก คือ อายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศเสื่อมลง และมีโรคปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ส่วนความเครียดเป็นปัจจัยเสริมอย่างหนึ่งพบได้ประมาณ 10%

ในอดีตคนไข้ที่มีปัญหานกเขาไม่ขันมาพบแพทย์ประมาณ 3% เท่านั้น แต่ปัจจุบันคนไข้มาพบแพทย์เพิ่มขึ้นประมาณ 10% แต่ถือว่ายังไม่มาก ดังนั้นหากมีปัญหาควรมาพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา

นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง “นวดนาคราชคืนชีพ” ว่า เป็นศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณมาช้านานแล้ว ซึ่งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น ในอดีตคนโบราณก็พยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง การนวดเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาไม่สู้ให้กลับคืนมา หลักการ คือ จะมีการกดเส้นเลือดดำที่ไหลกลับบริเวณหน้าท้อง จะทำให้เลือดคั่งอยู่และส่วนที่เป็นอวัยวะที่รองรับเลือดอยู่ขยายตัว

การนวดนาคราชคืนชีพเป็นทางเลือกหนึ่ง คงไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่เป็นทางเลือกที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาและลดอันตรายจากการใช้ยาได้ ที่สำคัญ คือ การนวดนาคราชคืนชีพควรทำโดยแพทย์แผนไทยที่อยู่ในสถานพยาบาลเท่านั้น เพราะการนวดในปัจจุบันมี 3 ระดับ คือ 1.สถานพยาบาล จะมีอยู่ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ มีหมอแผนไทย และผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมมากกว่า 330 ชม. 2.สถานประกอบการ มีหมอนวดที่จบนวดผ่อนคลายอย่างน้อย 150 ชม. ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าทำได้ และอยู่ภายใต้กฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข และ 3.สถานบริการ มีตั้งแต่อาบอบนวด คาราโอเกะ ต้องเสียเงินเยอะ กรณีนี้ไม่มีใบอนุญาต ไม่ถูกกฎหมาย ดังนั้นควรไปใช้บริการกับสถานพยาบาลหรือสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองเท่านั้น

ด้าน น.ส.พันธุมา จันทะวงษา เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน รพ.พังโคน จ.สกลนคร กล่าวว่า เริ่มนวดนาคราชคืนชีพตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ชายมาใช้บริการประมาณ 80 คน อายุระหว่าง  35-60 ปี ที่ได้ผลจริง ๆ มีประมาณ 52 คน ก่อนนวดต้องประเมินก่อนว่า คนไข้มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานหรือไม่ สูบบุหรี่มานานหรือยัง เคยมีอุบัติเหตุหรือไม่ และต้องดูสภาพครอบครัว ความเครียด ดูองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างหากเป็นคนอ้วน หรือมีไขมันหน้าท้องมากการนวดอาจจะไม่ได้ผล เพราะบริเวณหน้าท้องถือว่ามีความสำคัญเหมือนเป็นการเปิดเส้นให้เลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศ ถ้าอ้วนมาก ไขมันหนา การนวดจะไม่ได้ผล โดยการนวดคนไข้แต่ละคนจะนวดทั้งหมด 12 ครั้ง นวดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชม. โดยจุดที่สำคัญ คือ บริเวณหน้าท้อง.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  9 มีนาคม 2557

โด่ไม่รู้ล้ม..บำรุงกำลังแก้ปวดตามข้อ

ช่วงนี้ประเทศไทยอุณหภูมิลดลงทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะแถบภาคเหนือและอีสานมีอากาศหนาวเย็น อาการปวดตามข้อมักจะสร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of the knees) หรือที่ทางการแพทย์แผนไทยเรียกว่า โรคลมจับโปงเข่า ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกอ่อนที่บุอยู่บนผิวข้อต่อกระดูกสึกกร่อน ทำให้ตัวกระดูกเกิดการเสียดสีกัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ ข้อติด ระยะแรกจะมีอาการเป็นๆ หายๆ และเป็นมากขึ้น จนในที่สุดจะปวดรุนแรงหรือปวดตลอดเวลา เดินไม่ถนัด ขาโก่ง เดินกะเผลก หรือตัวเอนไปมา งอ และเหยียดเข่าลำบาก อาจมีอาการกล้ามเนื้อขาลีบ และในรายที่มีกล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรง ก็จะมีอาการเข่าอ่อน เข่าทรุดร่วมด้วย

นางสาวแววใจ พิมพิลา แพทย์แผนไทย มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ในระยะนี้มีผู้ป่วยที่มีอาการปวดตามข้อมาเข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นโรคลมที่เกิดขึ้นกับข้อเข่าและข้อเท้า ซึ่งแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ โรคลมจับโปงแห้ง และโรคลมจับโปงน้ำ ซึ่งอาจเกิดจากการเสื่อมตามอายุขัย โดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือนจะมีโอกาสเกิดได้มาก เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน น้ำหนักตัวมาก ทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักมาก การใช้งานเกินกำลัง เช่น การเดินขึ้นลงบันได หรือการอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ การรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น หน่อไม้ เครื่องในสัตว์ เป็นต้น การกระทบอากาศเย็นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงได้ไม่สะดวก หรือการอักเสบของเข่าจากอุบัติเหตุ

การรักษาด้วยแพทย์แผนไทยมีหลายวิธี อาทิ การนวดรักษาโดยเน้นที่จุดเหนือเข่า ใต้เข่า และรอบเข่า เพื่อคลายกล้ามเนื้อ การจ่ายยาสมุนไพรตามอาการ โดยส่วนใหญ่ใช้กลุ่มยารสร้อนช่วยขับลมในเส้น เช่น พริกไทยดำ การประคบสมุนไพร และการใช้ท่าบริหารตนเองเพื่อบรรเทาอาการ และช่วยให้กล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรง

โดยโรคลมจับโปงแห้ง จะมีอาการปวด บวม แดง ร้อนที่เข่า มีสภาวะเข่าติด ขาโก่ง นั่งยอง ๆ หรือพับเพียบไม่ได้ เดินขัดข้อเข่า ขณะเดินจะมีเสียงดังในเข่า อาการจะปวดมากเวลาเปลี่ยนอิริยาบถ และก้าวขึ้นบันได หมอยาพื้นบ้านใช้สูตรยาโด่ไม่รู้ล้มตำรับปราจีนบุรี ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ แก้ปวดเมื่อยได้ทุกชนิด บำรุงกำลัง ไม่เหนื่อยง่าย

โรคลมจับโปงน้ำ มีอาการอักเสบ ปวด บวม แดง และมีความร้อนเกิดขึ้น ถ้าเป็นมากจะมีอาการปวดลงส้นเท้า ทำให้มีลักษณะการเดินไม่ปกติ รักษาได้ด้วยวิธีการพอกสมุนไพรรสเย็น เพื่อดูดพิษร้อนออก โดยการใช้ดินสอพองตำผสมใบย่านาง พอกเข่า หรือบริเวณที่บวม และนวดบริเวณเหนือเข่า เพื่อให้กล้ามเนื้อคลาย พอสมุนไพรที่พอกแห้ง ก็เปลี่ยนพอกใหม่จนกว่าอาการจะทุเลา

นอกจากนี้ นางสาวแววใจยังได้ให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า ช่วงที่มีอาการควรหลีกเลี่ยงของแสลงประเภทหน่อไม้ทุกชนิด และข้าวเหนียว เนื่องจากเป็นของย่อยยาก ทำให้ร่างกายมีกรดเพิ่ม ทำให้อาการปวดมากขึ้น ควรรับประทานอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ขับปัสสาวะ หรือดื่มน้ำตะไคร้ใบเตยที่มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงไต ใช้ลดอาการบวมจากโรคไต เบาหวาน หรือบวมไม่ทราบสาเหตุได้  น้ำตะไคร้ใบเตยจะช่วยขับกรดยูริก โดยใช้ส่วนผสมดังนี้ ตะไคร้ 4-5 ต้น ใบเตย 2-3 ใบ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร กินต่างน้ำ เห็นผลภายใน 3-4 วัน สูตรนี้ได้รับการยืนยันจากคนไข้ที่มารักษากับแพทย์แผนไทยที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นำไปต้มดื่มแล้วสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดให้ทุเลา และลดบวมได้จริง แต่อาจมีผลข้างเคียงคือจะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น

ผู้ที่สนใจสามารถเข้ารับการปรึกษาแพทย์แผนไทยได้ ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ณ ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร หรือสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-3721-1088 ต่อ 3333 หรือโทร. 0-3721-1289.

 

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 26 มกราคม 2555

เผย “นวดกดจุด” ช่วยคนป่วยไมเกรนอาการดีขึ้น 97%

เผย “นวดกดจุด” ช่วยคนป่วยไมเกรนอาการดีขึ้น 97%  

สธ.เปิดอบรมนวดกดจุด 90 คน เพื่อขยายบริการผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดไมเกรน ปวดคอ ปวดไหล่ ไม่ต้องใช้ยา เผยหลังติดตามผลการนวดกดจุดทางคลินิกในปี 2552 ในกลุ่มผู้ป่วย 1,086 คน เผยผู้ป่วยไมเกรน อาการดีขึ้นร้อยละ 97

ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เปิดเผยว่า ในปี 2554 นี้ สธ.จะเพิ่มบริการประชาชนด้วยการแพทย์ทางเลือกให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยจะขยายการให้บริการนวดกดจุด (Acupressure) ซึ่งเป็นองค์ความรู้การแพทย์แผนจีน มีหลักการเช่นเดียวกับการฝังเข็มที่มีมานานกว่า 4,000 ปี เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดบ่า ปวดแขน ปวดเข่า ปวดหลัง เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้ไม่ต้องใช้ยา แต่มีประสิทธิภาพสูง จะทำให้สามารถลดการใช้ยาในกลุ่มแก้ปวดลงได้ โดยได้มอบหมายให้สำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดหลักสูตรอบรมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งรัฐและเอกชนที่สนใจ โควตาปีนี้จำนวน 90 คน อบรมทั้งหมด 3 รุ่น จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2554 เป็นต้นไป ใช้เวลาอบรมเพียง 5 วันต่อรุ่น

ทางด้าน นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯกล่าวว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2545-2553 สำนักการแพทย์ทางเลือกได้จัดอบรมการนวดกดจุดแก่บุคลากรทางการแพทย์ อาทิ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด เภสัชกร แพทย์แผนไทย นักวิชาการสาธารณสุขมาแล้ว 6 รุ่น รวม 239 คน ใช้เวลาเรียน 40 ชั่วโมง ประกอบด้วย ภาคทฤษฎี 15 ชั่วโมง และฝึกปฏิบัติ 25 ชั่วโมง และได้ติดตามหลังอบรม พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ไปให้บริการประชาชนในสถานพยาบาลต่างๆ ได้อย่างดี

นพ.เทวัญ กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาทางคลินิกของบริการการนวดกดจุดในโรงพยาบาล 13 แห่ง ใน 7 กลุ่มอาการ ได้แก่ กลุ่มปวดศีรษะไมเกรน กลุ่มปวดคอ ปวดบ่า กลุ่มปวดแขน ปวดไหล่ กลุ่มอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก กลุ่มปวดหลัง กลุ่มปวดเข่า ปวดตึงเส้นขา และกลุ่มเส้นท้องตึง ระหว่างเดือนมกราคม- กรกฎาคม 2552 มีประชาชนใช้บริการรวม 1,086 คน โดยได้รับการนวดบำบัดรวม 1,982 ครั้ง เฉลี่ยคนละ 1.78 ครั้ง ปรากฏว่า อาการดีขึ้น 983 คน คิดเป็นร้อยละ 91 กลุ่มอาการที่เห็นผลดีขึ้นมากที่สุดได้แก่ อาการปวดศีรษะไมเกรน ดีขึ้นร้อยละ 97 โดยมีผู้ป่วยเข้ารับการนวดทั้งหมด 130 ราย อาการดีขึ้น 126 ราย รองลงมา คือ ผู้ป่วยอาการปวดคอ ปวดบ่า รับบริการจำนวน 254 ราย อาการดีขึ้น 235 ราย คิดเป็นร้อยละ 93 ผู้ที่มีอาการปวดไหล่จำนวน 224 ราย หลังนวดอาการดีขึ้น 192 ราย คิดเป็นร้อยละ 86 ผู้ที่มีอาการปวดหลังจำนวน 262 ราย หลังนวดมีอาการดีขึ้น 240 ราย คิดเป็นร้อยละ 92

นพ.เทวัญ กล่าวต่ออีกว่า การนวดกดจุดเป็นการบำบัดรักษาที่เกี่ยวข้องกับจุดต่างๆ ในร่างกาย เป็นวิธีการที่ใช้ง่าย ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกวัน โดยใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้บำบัดกดลงไปตรงจุดสำคัญที่เป็นจุดเดียวกับจุดฝังเข็ม วงการแพทย์ตะวันตกเริ่มให้การยอมรับว่า เป็นการเยียวยารักษาร่างกายที่มีความสำคัญแขนงหนึ่ง และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งวิธีการนี้สามารถนำไปใช้บริการผสมผสานแก่ประชาชนอย่างปลอดภัย สามารถลดการใช้ยาแก้ปวด ซึ่งมูลค่าการใช้ยากลุ่มนี้สูงปีละหลายพันล้านบาทได้

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 3 มกราคม 2553