กล้วยหอม…ที่รัก โดย อาร์โนลด์ มรุต ทวีเพ็ชร

ไม่เพียงแต่ลิงเท่านั้นที่ชอบกินกล้วย กล้วยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ง่ายในบ้านเราและยังมีราคาไม่แพง แถมด้วยประโยชน์มากมายมหาศาล

ในฐานะชาวชีวจิตที่ใส่ใจและดูแลสุขภาพ ผมขอแนะนำให้ทานกล้วยหอมเป็นอาหารเช้า เพื่อให้พลังงานดีๆ แก่ร่างกายก่อนที่จะเริ่มต้นวันใหม่ จะทานพร้อมน้ำนมถั่วเหลือง เสริมด้วยธัญพืชจำพวก งาดำ จมูกข้าวสาลี ซีเรียลอบกรอบ เติมความหวานด้วยน้ำผึ้งอีกซักช้อน ก็จะทำให้คุณพร้อมลุยงานต่อไป

หลายคนคงไม่รู้ว่า กล้วยหอม นั้นมีสารอาหารที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อาทิ โปรตีน วิตามินเอ วิตามินซี สารเพ็กติน รวมถึงธาตุฟอสฟอรัสและแคลเซียม บำรุงสายตาให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น ยับยั้งการเกิดโรคต่าง ๆ ในช่องปาก ลดการเกิดตะคริว และยังเป็นผลไม้มีฤทธิ์เย็นช่วยผ่อนร้อนได้

นอกจากน้ำตาล 3 ชนิด คือ ซูโครส (sucrose) ฟรักโทส (fructose) และกลูโคส (glucose) ที่มีในกล้วยหอมจะช่วยให้พลังงานแก่ร่างกายพร้อมนำไปใช้ทันที กล้วยหอมยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างสำคัญ คือช่วยให้คลายความซึมเศร้า เพราะในกล้วยหอมมี กรดอะมิโนชื่อ Tryptophan ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็น Serotonin สารกระตุ้นที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใสและมีความสุขมากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

ไม่เพียงเท่านั้น วิตามินบี 6 บี 12 โพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่มีอยู่มาก ยังช่วยผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ให้ร่างกายฟื้นตัวจากการขาดสารนิโคติน ส่วนธาตุเหล็กในกล้วยหอมช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินช่วยลดภาวะโลหิตจางได้อีก

ส่วนสาวๆ ออฟฟิศที่อยากลด ละ เลิก ขนมจุบจิบในช่วงบ่าย หากลองทานกล้วยหอมทีละน้อยทุกๆ 2 ชั่วโมง สามารถช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและลดการอยากกินของจุกจิกลงไปได้ครับ

ส่วนประโยชน์ที่ดูเหมือนจะเหมาะกับตัวผมที่สุด คงจะเป็นการช่วยลดการเป็นแผลในกระเพาะอาหาร และอาการจุกเสียดแน่นท้อง ส่วนเส้นใยในกล้วยหอมช่วยให้การย่อยของลำไส้เล็กทำงานดีขึ้น ระบบขับถ่ายในร่างกายทำงานได้ดี ลดปัญหาท้องผูก
เป็นไงครับ นี่แค่ส่วนหนึ่งของประโยชน์และคุณค่าจากผลไม้กล้วยๆ เท่านั้นนะครับ ถูกและดี แถมหาทานง่ายแบบนี้ จะไม่ให้เป็นผลไม้สุดโปรดได้อย่างไร

ฉบับนี้เลยมีเมนู ‘เค้กกล้วยหอม สูตรสำหรับคนขี้แพ้” มาฝากกัน ส่วนเรื่อง “คนขี้แพ้” ไว้ให้ผมรวบรวมข้อมูลดีๆ แล้วจะนำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ ตอนนี้ผมกำลังศึกษาการทำขนมสำหรับคนแพ้อาหาร เช่น Gluten ผลิตภัณฑ์จากนม ข้าวสาลี ฯลฯ อยู่ รับรองว่าจะเป็นข่าวดีให้ใครหลายๆ คนครับ

ส่วนผสม:
1. กล้วยหอมสุก 2 ลูก
2. น้ำมันรำข้าว 110 กรัม
3. เกลือ 1/2 ช้อนชา
4. ไข่ไก่ 2 ฟอง
5. เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
6. น้ำตาลทราย 160 กรัม สามารถใช้น้ำตาลมอลโตสสกัดจากมันสำปะหลังที่ใช้สำหรับปรุงอาหารทดแทนได้
7. ผงฟู 1/2 ช้อนชา หรือใช้ Guar Gum สูตร Gluten Free แทน
8. แป้งเค้ก 150 กรัม เลือกสูตร Gluten Free และ Wheat Free อาจจะหาซื้อยากสักหน่อย หากสนใจอีเมล์มาถามได้ครับ

วิธีทำ:
1. ตั้งเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศา แล้วทาพิมพ์ขนาด 9 x 3 นิ้วด้วยน้ำมันรำข้าว
2. บดกล้วยให้ละเอียดแล้วพักไว้
3. ร่อนแป้ง
4. ใส่ผงฟู เบกกิ้งโซดา น้ำตาล และเกลือ แล้วตีทุกอย่างให้เข้ากัน
5. ใส่ไข่ 2 ฟอง และกล้วยที่บดไว้ลงไป ตีให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำมันรำข้าว
6. ตีส่วนผสมทั้งหมดประมาณ 5 นาทีแล้วก็เทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ในขั้นตอนแรก จากนั้นนำเข้าตู้อบทันที
7. อบเวลาประมาณ 30-45 นาที (30 นาทีแรก เปิดดูใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มดูหากแป้งยังติดมากับไม้จิ้มให้อบต่อไป ไม่ควรเกิน 45 นาที)
8. พักไว้จนเย็นแล้วค่อยแกะออกมาจากพิมพ์ พร้อมเสิร์ฟครับ

ที่มา:  กรุงเทพธุรกิจ 7 ตุลาคม 2555

Advertisements