‘เมือกหอยทาก’ บำรุงผิวดีจริงหรือ

dailynews141220_01เทรนด์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของเมือกจากหอยทากกำลังมาแรง เพราะมีการโหมกระแสว่าช่วยเรื่องการบำรุง คืนความอ่อนวัยให้กับผิวพรรณ จนล่าสุดเกิดเป็นธุรกิจ “สปาหอยทาก” ขึ้นกลางเมืองเชียงใหม่ ที่จัดบริการหอยทากตัวเป็น ๆ ซึ่งอ้างว่านำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส มาไต่ไปตามผิวหน้าให้ปล่อยน้ำเมือกออกมาบำรุงผิว กระทั่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องรุดเข้าไปตรวจสอบถึงความเป็นคุณ เป็นโทษ นั้น

ต่อเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลผิวพรรณ อย่าง นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง อธิบายให้ได้เข้าใจว่าการเอาเมือกหอยทากมาบำรุงผิวพรรณนั้น มาจากการสังเกตธรรมชาติของตัวหอยทากเองที่สามารถปล่อยเยื่อเมือกออกมาเพื่อสร้างเซลล์ผิวหนังให้งอกขึ้นใหม่เมื่อได้รับการบาดเจ็บ คนเราจึงพยายามศึกษาหาสารที่มีอยู่ในเมือกหอยทากว่าตัวใดที่ช่วยเรื่องการฟื้นฟูสภาพผิว และนำมาผสมเป็นเครื่องสำอางในที่สุด จากนั้นก็ทำการโฆษณาว่าสารสกัดจากตัวหอยทากสามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้

ส่วนกรณีที่นำเอาหอยทากสด ๆ มาไต่บนผิวหน้าโดยยึดหลักคุณประโยชน์เดียวกันนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพูดยาก เพราะเมือกที่หอยทากปล่อยออกมาเพื่อช่วยซ่อมแซมตัวเองนั้นเราไม่สามารถรู้ได้ว่ามีความเข้มข้นมากน้อยเพียงใด เรื่องความสมดุลของภาวะเป็นกรด เป็นด่าง เหมาะกับผิวของคนเราหรือไม่ อย่าลืมว่าผิวหนังของคนแตกต่างจากผิวหนังของหอยทากอย่างสิ้นเชิง การตอบสนองย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นตรงนี้ต้องระมัดระวังโดยเฉพาะเรื่องความสะอาดที่แม้แต่การเลี้ยงแบบพิเศษเราก็ไม่สามารถวางใจได้ เพราะที่สกัดมาทำเครื่องสำอางยังต้องผ่านการตรวจสอบตั้งหลายกระบวนการ

สิ่งสำคัญเลยคือเรื่องความสะอาด เมือกสด ๆ แบบนี้อาจจะไม่ได้เหมาะกับผิวหน้าคนเรา จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองในทางลบ เช่น การระคายเคือง ผื่นแดงคัน สิวเห่อ ถ้าเป็นมาก ๆ อาจจะแสบ ลอกเป็นขุย ๆ ได้ ยิ่งพอเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าในเมือกหอยทากมีเชื้อโคลิฟอร์ม หรือเชื้ออีโคไล ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงแล้วยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะถ้าผิวหนังบริเวณนั้นมีแผลแม้เพียงเล็กน้อยเชื้อโรคเหล่านี้ก็จะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้จนทำให้เกิดการติดเชื้อ เป็นหนอง เป็นฝีตามมาได้ ในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดได้ แต่ปัญหาหลักคือการติดเชื้อที่ผิวมากกว่า

มาถึงตรงนี้ นพ.จินดา ได้ให้คำแนะนำเคล็ดลับในการดูแลผิวหน้าให้ดูสุขภาพดี เริ่มต้นที่การพักผ่อนให้เต็มที่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ตามมาด้วยการทำความสะอาดที่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะกับสภาพผิว เช่น ถ้าเป็นคนผิวมันสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฟองนิดหน่อยได้ แต่ถ้าเป็นคนผิวแห้งเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่มีฟอง และควรใช้เพียงน้ำเย็นธรรมดาเท่านั้น อย่าใช้น้ำอุ่นล้างหน้า โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว เพราะน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้ง เกิดการระคายเคืองได้ง่าย

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังยังย้ำว่า หลังล้างหน้าต้องทาครีมบำรุงสม่ำเสมอเพื่อให้คงความชุ่มชื้นและผิวหนังไม่เหี่ยวย่น แต่ก็ต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพผิว คนผิวแห้งก็ควรใช้ครีมบำรุงผิวที่มีความเข้มข้น แต่ถ้าคนผิวมันก็ต้องใช้แบบที่เข้มข้นไม่มาก เช่น เป็นเจล เป็นโลชั่น เพื่อไม่ให้เกิดไขมันอุดตัน ที่สำคัญควรทาครีมกันแดดด้วยเสมอ เพราะแสงแดดเป็นตัวการจะทำให้ผิวเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับคนที่รักและใส่ใจในสุขภาพผิวของตัวเองจริง ๆ ควรเลือกผลิตภัณฑ์หรือวิธีการดูแลที่ได้มาตรฐาน พิสูจน์ได้จริง ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ เพราะผลลัพธ์อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย.

อภิวรรณ เสาเวียง : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 20 ธันวาคม 2557

Advertisements

หน้าหนาว ทำให้คนเหงา! มากิน “กล้วยหอม” ลดอาการซึมเศร้ากัน!

matichon141116_01หน้าหนาวแล้วสินะ

ว่ากันว่าหน้าหนาวทำให้คนเราไม่สดใส โดยเฉพาะผู้คนทางฟากฝั่งประเทศยุโรป เพราะปกติก็ไม่ค่อยได้เจอแสงแดดกันเต็มๆ ยิ่งหน้าหนาวอากาศที่มัวซัวซึมเซา ทำให้มีโอกาสเป็น “โรคซึมเศร้า”

…โรคที่เกิดจากการหลั่งของฮอร์โมนชนิดหนึ่งซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจึงไม่สามารถบังคับจิตใจตนเองไม่ให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากสมองสั่งการโดยตรง

ฉะนั้น ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจึงต้องเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ โดยแพทย์จะให้ยาเพื่อลดฮอร์โมนชนิดดังกล่าว

แล้วทำอย่างไรจะลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการซึมเศร้า?

มีค่ะมีการวิจัยพบว่ามีผลไม้ชนิดหนึ่งที่ช่วยลดการเกิดอาการซึมเศร้าได้นั่นคือ “กล้วยหอม”

ทั้งนี้ เนื่องจากในกล้วยหอมมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) อันเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนให้เป็นสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่จะทำให้ผ่อนคลาย มีความสุข หายจากความกังวลทั้งปวง

นอกจากนี้ การกินกล้วยหอมยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันการเป็นโรคที่เกี่ยวกับสมองอื่นๆ ได้ด้วย เพราะเป็นแหล่งรวมวิตามินบีที่สูงมาก ซึ่งวิตามินบีนี้จะช่วยในการทำงานของระบบประสาท และทำให้การทำงานของสมองได้สมดุล

ที่มา: มติชน 16 พฤศจิกายน 2557

กินอาหารช่วยต้านแดด

bangkokbiznews140502_01แสงแดดและอากาศที่ร้อนขึ้นทุกวัน มีผลกระทบโดยตรงต่อผิวหนังของเรา ทั้งปัญหาผิวแห้งกร้าน ผิวแดง ผิวไหม้ ไปจนถึงปัญหาใหญ่อย่างมะเร็งผิวหนัง การหลีกเลี่ยงและป้องกันแสงแดดและแสงยูวีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

ในปัจจุบัน นอกจากการมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและป้องกันแดดต่างๆ มาให้เลือกใช้กันแล้ว ยังมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันได้ว่า การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายต่อต้านกับแสงแดดได้ดียิ่งขึ้น และช่วยป้องกันผิวไหม้จากแสงแดดได้ โดยเฉพาะอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง

อาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง พบในผักใบเขียว แครอท พริก หรือพริกหยวกสีแดง ผลไม้สีเหลืองอย่างมะม่วง แตงโม โดยจะให้ประสิทธิภาพดีหากมีการรับประทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูงเหล่านี้ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 10 สัปดาห์ขึ้นไป

ส่วนสาร ไลโคปีน (lycopene) ก็เป็นสารอีกตัวหนึ่งในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ซึ่งนอกจากจะเป็นสารต้านมะเร็งแล้ว หากรับประทานต่อเนื่อง 3 เดือนขึ้นไป ก็จะเห็นผลดีในการช่วยป้องกันผิวไหม้จากแสงแดด ซึ่งสารไลโคปีนนี้พบมากในมะเขือเทศ และฟักข้าว

มะเขือเทศ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามิเอ วิตามินเค วิตามินพี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และมีสารจำพวก ไลโคปีน (lycopene) แคโรทีนอยด์ (carotenoid) เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) และกรดอะมิโน เป็นต้น

มะเขือเทศมีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย มีการศึกษาพบว่าการรับประทานซอสมะเขือเทศวันละ 48 – 55 กรัม หรือประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ หรือรับประทานน้ำมะเขือเทศวันละ 250 ซีซี ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 10 สัปดาห์ขึ้นไป จะช่วยเพิ่มปริมาณสารแคโรทีนอยด์ในผิวหนัง และอาการแดงของผิวหนังหลังจากโดนแสงแดดจะน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่รับประทานซอสมะเขือเทศถึง 33% นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มที่รับประทานมะเขือเทศ แสงแดดจะทำลายโมเลกุลของ DNA ในผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน และมีการสร้าง procollagen มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน

ส่วนฟักข้าวนั้น เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไลโคปีน ซึ่งมีปริมาณสูงกว่ามะเขือเทศถึง 12 เท่า และมีสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น เบต้า-แคโรทีน มากกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซี มากกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีน มากกว่าข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และโอเมก้า-9 มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยในการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ป้องกันปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด

นอกจากนี้ ในฟักข้าว ยังมีไลโคปีนชนิดพิเศษ ที่เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) ซึ่งเป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยดักจับและดูดซึมแคโรทีน ฟักข้าวจึงจัดเป็นแหล่งของไลโคปีนที่ดีที่สุด

สำหรับการรับประทานมะเขือเทศหรือฟักข้าวนั้น แนะนำให้รับประทานมะเขือเทศหรือฟักข้าวที่ผ่านความร้อน ซึ่งจะมีปริมาณไลโคปีนสูงกว่าในผลสด เนื่องจากความร้อนจะทำให้เซลล์มะเขือเทศหรือฟักข้าวแตก ส่วนการบดก็จะยิ่งทำให้ไลโคปีนออกมานอกเซลล์ได้มากขึ้น และสารไลโคปีนในธรรมชาติเมื่อถูกความร้อนร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ความร้อนที่ใช้ปรุงจะต้องไม่สูงมาก และไม่ให้ความร้อนเป็นเวลานานเกินไป เพราะจะทำให้ไลโคปีนสลายไปนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีผักผลไม้อื่นๆ ที่อุดมไปด้วยไลโคปีน เช่น แตงโม 1 ชิ้น (286 กรัม) มีไลโคปีน 12,962 ไมโครกรัม, มะละกอ 1 ผล (304 กรัม) มีไลโคปีน 5,557 ไมโครกรัม, มะม่วง 1 ผล (207 กรัม) มีไลโคปีน 6 ไมโครกรัม และในแครอท 1 ผล (72 กรัม) มีปริมาณไลโคปีน 1 ไมโครกรัม

ส่วนใน ชาเขียว ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ โพลีฟีนอล (Pholyphenols) ก็สามารถช่วยปกป้องผิวหนังไม่ให้ถูกทำลายจากรังสียูวีได้ โดยร่างกายสามารถรับได้ทั้งจากการดื่ม และการทาครีมที่มีส่วนผสมของชาเขียว และยังมีงานวิจัยพบว่าสามารถป้องกันมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารเป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงของการที่ผิวหนังถูกทำลายจากความร้อนของแสงแดด การทาครีมกันแดดยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดให้ดีที่สุดควบคู่ไปกับการปฏิบัติตัว คือ หลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะช่วง 10.00 – 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรง หรือสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด หากมีความจำเป็นต้องออกแดด

ข้อมูลจาก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร 037-211-289

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 2 พฤษภาคม 2557

ตากแดดช่วยลด ความดันโลหิต

thairath140122_001วารสาร “เรื่องโรคผิวหนัง” ของสหรัฐฯ รายงานว่า การตากแดดอาจจะช่วยลดความดันโลหิตลง ซึ่งจะป้องกันโรคหัวใจวายกับอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ทั้งนี้ จากการค้นคว้าของมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตันและเอดินเบอระได้พบว่า แสงแดดสามารถลดปริมาณสารไนตริกออกไซด์ ที่เป็นตัวอณูผู้แจ้งข่าวอยู่ในผิวหนังและเลือดให้น้อยลงไป มีผลทำให้ความดันเลือดลดต่ำลง

ศาสตราจารย์มาร์ติน ฟีลิสช์อธิบายให้รู้สาเหตุว่า “สารไนตริกออกไซด์รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ถูกย่อยสลายซึ่งมีอยู่อุดมในผิวหนัง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตด้วย เมื่อโดนแดด ปริมาณของไนตริกออกไซด์จำนวนน้อย จะถ่ายจากผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด ช่วยผ่อนความตึงตัวของหลอดเลือดลง ทำให้ความดันโลหิตลด พลอยทำให้ความเสี่ยงของอาการหัวใจวายและอัมพฤกษ์ อัมพาตต่ำลงด้วย”

รายงานยังได้พูดถึงการห้ามถูกแดดมากไปว่าจะทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังนั้น ที่ถูกแล้ว การไม่ค่อยโดนแดดกลับจะเป็นอันตรายมากกว่า เพราะทำให้ ล่อแหลมกับการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เป็นกันอยู่อย่างดาษดื่น.

ที่มา: ไทยรัฐ 22 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

Sunlight Might Be Good for Your Blood Pressure: Study
Researchers figure out why, suggest not getting enough might raise risk for heart disease

Sunlight Might Be Good for Your Blood Pressure: Study
By Steven Reinberg
HealthDay Reporter
MONDAY, Jan. 20 (HealthDay News) — Sunlight is known to lower blood pressure, but now a team of British researchers has figured out why.

What they found is that nitric oxide stored in the top layers of the skin reacts to sunlight and causes blood vessels to widen as the oxide moves into the bloodstream. That, in turn, lowers blood pressure.

“This is an unexpected finding, in that the skin has not been considered to be involved in blood pressure regulation,” said lead researcher Martin Feelisch, a professor of experimental medicine and integrative biology at the University of Southampton.

Feelisch said he thinks — if this finding is confirmed in further research — exposure to ultraviolet light might help reduce the risk for heart disease. “That’s where it becomes interesting,” he said.

Among people with normal blood pressure, the effect of ultraviolet light is modest — a drop in blood pressure of between 2 and 5 millimeters of mercury (mmHG), Feelisch said.

“This is a mild effect,” he said. “But if you repeat this study in people with high blood pressure, I would predict you will see a more substantial drop.”

Avoiding sunlight or using sunblock constantly out of a fear of skin cancer could be a new risk factor for heart disease, Feelisch said.

He isn’t suggesting that people should sunbathe or use tanning beds in hopes of lowering blood pressure, however. What he recommended is spending a moderate amount of time outdoors.

“People are dying of skin cancer, and sunlight is the only known risk factor that contributes to skin cancer,” Feelisch said. “We are fully aware of that and don’t say everyone should get as much sun as possible. There is a very real risk — but so is the risk for [heart] disease. One of the main contributors to the disease is high blood pressure.”

Excessive exposure to sunlight carries the risk of developing skin cancer, Feelisch said, but too little might increase the risk of heart disease. However, more people die from heart disease than from skin cancer, he said.

“We believe current public health advice, which is dominated by concerns of skin cancer, needs to be carefully reassessed,” he said. “It’s time to look at the balance of risk for skin cancer and cardiovascular disease.”

The report was published Jan. 20 in the Journal of Investigative Dermatology.

Dr. Gregg Fonarow, associate chief of the division of cardiology at the University of California, Los Angeles, David Geffen School of Medicine, said high blood pressure is a major risk factor for stroke and kidney disease, in addition to heart disease.

That blood pressure levels are higher during winter and further away from the equator has been known, but the reasons behind these observations had not been entirely clear, he said.

“This new study finds that UV light exposure to the skin induced nitric oxide release and modestly lowered blood pressure, suggesting that this may play a role in modulating blood pressure,” said Fonarow, a spokesman for the American Heart Association.

Further studies are needed to determine the degree to which varying levels of light exposure might play a role in regulating blood pressure and reducing heart risk, he said.

For the study, Feelisch and his colleagues exposed 24 people with normal blood pressure to ultraviolet A radiation equal to spending about 30 minutes in the sun.

They found that the exposure widened the blood vessels, which significantly lowered blood pressure and changed the levels of nitric oxide in the blood.

SOURCES: Martin Feelisch, Ph.D., professor, experimental medicine and integrative biology, University of Southampton, United Kingdom; Gregg Fonarow, M.D., professor, medicine, and associate chief, division of cardiology, University of California, Los Angeles, David Geffen School of Medicine; Jan. 20, 2014, Journal of Investigative Dermatology

Last Updated: Jan 20, 2014

SOURCE : healthday.com

ยกย่องแสงอาทิตย์ เป็นคุณแก่สุขภาพ

thairath130510_001นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ประกาศให้โลกได้รู้ว่าแสงแดดนั้นมีคุณค่ามหาศาล นอกจากจะช่วยให้ความดันโลหิตลด ป้องกันหัวใจวายและลมอัมพาตแล้ว ยังเป็นยาอายุวัฒนะขนานเอกด้วย

พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อแดดส่องถูกผิวหนัง มันจะปล่อยสารประกอบชนิดหนึ่งเข้าสู่เลือด ทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง การศึกษาทำให้รู้ว่าแสงแดดนั้นเป็นคุณแก่สุขภาพทั่วทั้งสรรพางค์กาย แค่มันทำให้ความดันโลหิตลดได้ ก็มีความสำคัญเป็นล้นพ้น เกินกว่าที่จะกลัวกันว่าจะทำให้มะเร็งขึ้นที่ผิวหนังด้วยซ้ำไป

ในอังกฤษมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและลมอัมพาต เนื่องมาแต่ความดันโลหิตสูงมากกว่าด้วยโรคมะเร็งผิวหนังถึง 80 เท่า

นอกจากที่มันสร้างสารที่มีชื่อว่าไนตริก ออกไซด์ ซึ่งลดความดันโลหิตแล้ว แดดยังช่วยสร้างวิตามินดี ซึ่งจะทวีเพิ่มขึ้นตามที่ได้โดนถูกแดด “จวบจนทุกวันนี้เราก็ยังเชื่อกันว่าแสงอาทิตย์ได้ประทานสิ่งดีทั้งหมด เพื่อสุขภาพของเราทั้งหมดทั้งสิ้น”.

 

ที่มา :  ไทยรัฐ  10 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

Edinburgh University researchers found skin exposed to UV rays released a compound that lowers blood pressure

Edinburgh University researchers found skin exposed to UV rays released a compound that lowers blood pressure

Sun’s blood pressure benefits ‘may outdo cancer risks’

7 May 2013

The health benefits of exposing skin to sunlight may far outweigh the risk of developing skin cancer, according to scientists.

Edinburgh University research suggests sunlight helps reduce blood pressure, cutting heart attack and stroke risks and even prolonging life.

UV rays were found to release a compound that lowers blood pressure.

Researchers said more studies would be carried out to determine if it is time to reconsider advice on skin exposure.

Heart disease and stroke linked to high blood pressure are estimated to lead to about 80 times more deaths than those from skin cancer in the UK

Dietary vitamin D supplements alone will not be able to compensate for lack of sunlight

Dr Richard WellerEdinburgh University

Production of the pressure-reducing compound, nitric oxide, is separate from the body’s manufacture of vitamin D, which rises after exposure to sunshine.

Researchers said that until now vitamin D production had been considered the sole benefit of the sun to human health.

During the research, dermatologists studied the blood pressure of 24 volunteers under UV and heat lamps.

In one session, the volunteers were exposed to both UV rays and the heat of the lamps.

In the other, the UV rays were blocked so that only the heat affected the skin.

The results showed that blood pressure dropped significantly for an hour after exposure to UV rays, but not after the heat-only sessions.

Scientists said that this suggested it was the sun’s UV rays that brought health benefits.

The volunteers’ vitamin D levels remained unaffected in both sessions.

‘Reconsider our advice’

Dr Richard Weller, a senior lecturer in dermatology at Edinburgh University, said: “We suspect that the benefits to heart health of sunlight will outweigh the risk of skin cancer.

“The work we have done provides a mechanism that might account for this, and also explains why dietary vitamin D supplements alone will not be able to compensate for lack of sunlight.

“We now plan to look at the relative risks of heart disease and skin cancer in people who have received different amounts of sun exposure.

“If this confirms that sunlight reduces the death rate from all causes, we will need to reconsider our advice on sun exposure.”

The study will be presented on Friday in Edinburgh at the world’s largest gathering of skin experts. The International Investigative Dermatology conference starts on Wednesday and runs until Saturday.

SOURCE : www.bbc.co.uk

อยู่แต่ในตึก ระวังเด็กสายตาสั้น

dailynews130506_001การให้เด็กใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน ในอาคาร โดยไม่ปล่อยให้ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างนั้น ท่านผู้ปกครองควรรู้ไว้ว่า การจำกัดเรื่องดังกล่าว อาจทำให้บุตรหลานมีปัญหาสายตาสั้นได้

มีการศึกษาที่ไต้หวัน โดยไป่ ชาง วู นักวิจัยจากโรงพยาบาลในเกาสง ไปศึกษากับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมราว 300 คน จากโรงเรียนสองแห่งใกล้ๆ กัน โดยพฤติกรรมของเด็กโรงเรียนหนึ่งมักออกมาวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่เด็กๆ อีกโรงเรียนชอบที่จะทำกิจกรรมยามว่างภายในตัวอาคารเรียนมากกว่า

เมื่อนำเด็กทั้งสองโรงเรียนมาตรวจวัดสายตา พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญอยู่บ้าง โดยผู้วิจัยได้แนะว่า ทั้งผู้ปกครองและครู ควรให้ความสำคัญกับการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งของเด็ก เพราะแสงสว่างจากธรรมชาติมีส่วนปกป้องพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นของเด็กๆ ลดโอกาสเปิดปัญหาสายตาสั้น

นอกจากนี้ ยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยซุนยัดเซ็น แดนมังกร ชี้ให้เห็นว่า เด็กที่มักเรียนและเล่นอยู่แต่ในตัวอาคาร ส่วนใหญ่มีการเจริญเติบโตของลูกนัยน์ตายาวเฉลี่ย 0.19 มม. ส่วนเด็กที่ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่า ลูกนัยน์ตาเจริญเติบโตยาวเฉลี่ยที่ 0.12 มม. ทั้งนี้โดยหลักการแล้ว ถ้าลูกตามีขนาดยาวมากก็จะทำให้สายตาสั้นมาก และเมื่อผลออกมาเป็นเช่นนี้ นักวิจัยจากจีนก็เห็นพ้องว่า ผู้ใหญ่ควรจัดสรรเวลาให้เด็กๆ ออกมาเล่นหรือทำกิจกรรมนอกบ้านบ้าง

แม้ปัญหาสายตาสั้น จะสามารถแก้ไขได้หลายวิธี แต่ก็กระทบต่อการใช้ชีวิตและอาจทำให้เกิดปัญหาสายตาอื่นๆ ในอนาคตได้ เช่น โรคต้อหิน จอประสาทตาฉีกขาดและหลุดลอก ฉะนั้น ลดโอกาสเกิดปัญหาสายตาสั้นไว้คงดีที่สุด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  6 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

Credit: guardian.co.uk

Credit: guardian.co.uk

Outdoor Recess May Help Protect Kids From Nearsightedness

Second study tied sunlight exposure to better vision

FRIDAY, May 3 (HealthDay News) — Being outdoors at recess and increased exposure to sunlight both reduce children’s risk of nearsightedness (myopia), two new studies suggest.

The first study, published in the May issue of the journalOphthalmology, included nearly 350 students at two elementary schools in Taiwan. Students at one school had to spend recess outdoors for the 2009-2010 school year while students at the other school did not have to go outside for recess.

Eye exams were given to students at both schools at the start and end of the school year. Compared to those at the control school, students at the school that required outdoor recess were far less likely to become nearsighted or to shift toward nearsightedness.

The children at the school with mandatory outdoor recess spent a total of 80 minutes a day outdoors. Previously, many of them had spent recess indoors.

Elementary schools should include frequent recess breaks and other outdoor activities in their daily schedules to help protect children’s eye development and vision, the researchers said.

“Because children spend a lot of time in school, a school-based intervention is a direct and practical way to tackle the increasing prevalence of myopia,” study leader Dr. Pei-Chang Wu, of Kaohsiung Chang Gung Memorial Hospital, in Taiwan, said in a journal news release.

In another study published in the same issue of the journal, researchers concluded that increased exposure to sunlight slows the progression of nearsightedness in youngsters. It included nearly 250 Danish school children with myopia. The greater the children’s amount of sunlight exposure, the slower the progression of their nearsightedness.

“Our results indicate that exposure to daylight helps protect children from myopia,” study leader Dr. Dongmei Cui, of Sun Yat-sen University in China, said in the news release. “This means that parents and others who manage children’s time should encourage them to spend time outdoors daily. When that’s impractical due to weather or other factors, use of daylight-spectrum indoor lights should be considered as a way to minimize myopia.”

More information

The U.S. National Eye Institute has more about nearsightedness.

— Robert Preidt

SOURCE: Ophthalmology, news release, May 1, 2013

SOURCE : consumer.healthday.com

เคล็ดลับสุขภาพดี แนะวิธีเลือก “แว่นกันแดด” ปกป้องดวงตาในหน้าร้อน

dailynews130414_001แสงแดดในช่วงหน้าร้อนมีความเข้มข้นสูงมากกว่าปกติ หากเราไม่รู้จักป้องกันอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ โดยเฉพาะดวงตา ซึ่งเป็นอวัยวะค่อนข้างบอบบาง หากไม่รู้จักป้องกันอาจก่อให้เกิดโรคตามมาได้ วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีจึงมีวิธีเลือก “แว่นกันแดด” เพื่อปกป้องดวงตาคู่สวยให้อยู่กับเราไปนานๆ มาฝากกันค่ะ
แพทย์หญิงณฐมน ศรีสำราญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต้อหิน  โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์ ให้ความรู้ว่า โรคตาที่เกิดจากยูวีแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ผลจากรังสียูวีในระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นหากได้รับรังสีที่มีความเข้มสูงหรือนานจะทำให้กระจกตาอักเสบ มีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง เจ็บตา และผลจากรังสียูวีในระยะยาวส่งผลทั้งผิวรอบดวงตาและดวงตา เช่น ผิวหนังรอบดวงตาไหม้ เป็นมะเร็งผิวหนัง หรือถ้าตกกระทบบนผิวดวงตาสามารถทำให้เกิดต้อลมและต้อเนื้อ หรือหากเข้าไปในดวงตาอาจทำให้เป็นต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสื่อมได้

แน่นอนว่าแว่นกันแดดสามารถช่วยปกป้องผิวรอบดวงตาและดวงตาให้สัมผัสกับรังสียูวีได้น้อยที่สุด หลักการซื้อ แว่นกันแดดที่ดีมีอยู่ 6 ข้อ ได้แก่

1.ป้องกันรังสียูวีได้ มาตรฐานขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกากำหนดไว้ว่า แว่นกันแดดที่ได้มาตรฐาน ควรป้องกันรังสียูวีเอได้อย่างน้อย 95 เปอร์เซ็นต์ และยูวีบีได้อย่างน้อย 99 เปอร์เซ็นต์ การที่เราจะทราบว่าแว่นตานั้นๆ สามารถป้องกันรังสียูวีได้หรือไม่ มีวิธีสังเกตง่ายๆ โดยดูจากขาแว่นด้านในจะมีสัญลักษณ์ CE ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานของยุโรปปรากฏอยู่

2.ตัดแสงสะท้อนได้ หรือเป็นแว่นโพลาไรซ์ เนื่องจากเลนส์แว่นตาทำจากวัสดุต่างๆ เช่น แก้ว หรือพลาสติก เวลาใส่จะทำให้เห็นแสงสะท้อนได้ แว่นกันแดดที่ดีโดยทั่วไปควรตัดแสงได้ประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์

3.เลือกใส่ให้เหมาะกับกิจกรรม เลนส์ที่นิยมนำมาทำแว่นกันแดดมี 3 ชนิด คือ เลนส์ CR 39 เป็นเลนส์พลาสติกที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด เพราะทนแรงขูดขีดได้ดี ช่วยป้องกันได้ทั้งรังสียูวีและอินฟราเรด, เลนส์แก้ว มีความใสและทนแรงขูดขีดได้ดีกว่าเลนส์พลาสติก แต่มีข้อเสีย คือ น้ำหนักมากและแตกได้ถ้ามีอุบัติเหตุที่รุนแรง และสุดท้าย คือ เลนส์พลาสติกชนิดโพลีคาร์บอเนต ซึ่งเบาที่สุด ทนทานต่อแรงกระแทกได้ดี มักนำมาใช้ในการทำแว่นกีฬาหรือกิจกรรมผาดโผน ช่วยป้องกันอันตรายจากดวงตาได้ดีที่สุด

4. สีของเลนส์ สีที่นิยมคือ สีดำเพราะเหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งมากที่สุด สีเทา ช่วยกรองแสงและตัดแสงจ้า ไม่ทำให้สีเพี้ยน เหมาะในการใส่ไปเที่ยวทะเล สีส้มหรือสีเหลือง ช่วยมองภาพในเชิงลึกมากขึ้น แต่มีการเพี้ยนของสี ไม่เหมาะนำมาใส่ขับรถ สีน้ำตาล ทำให้มองสีและแสงธรรมชาติได้คมชัดขึ้น เพิ่มวิสัยทัศน์ในการมอง โดยเฉพาะในการขับขี่รถยนต์หรือจักรยานยนต์ สีเขียว ช่วยกรองแสงและตัดแสงได้ดีเหมือนสีเทา ช่วยให้สบายตา โดยเฉพาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง สุดท้าย คือ สีชาและเทาดำ เหมาะในการใช้งานทั่วไป

5.เลือกกรอบให้เข้ากับใบหน้า สำหรับใบหน้าสี่เหลี่ยมควรใส่แว่นกรอบทรงโค้ง กลม ใบหน้ากลมควรใส่แว่นกรอบใหญ่ปิดโหนกแก้มจะทำให้หน้าดูเล็กลงและเน้นแว่นทรงเหลี่ยม ใบหน้ายาวควรใส่แว่นกรอบรี ปิดตาให้หมด และหน้ารูปไข่สามารถใส่ทุกแบบ และ

6.ควรลองใส่แว่นเดินไปมา ก้มเงยดูว่าไม่ลื่นไหล และเช็คเลนส์ว่าแนบอยู่ในกรอบเลนส์ หรือขาเลนส์บิดเบี้ยวหรือไม่

อย่างไรก็ตามหากเราเลือกซื้อแว่นตากันแดดที่ทำจากวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานอาจไม่สามารถกรองแสงยูวีได้ ในกรณีที่มีการเคลือบสีที่ตัวเลนส์ด้วย สีเหล่านี้จะทำให้ดวงตาเสมือนอยู่ในที่มืด ดวงตาคนเราปกติเวลาอยู่ในที่มืดม่านตาจะขยาย ดังนั้นถ้าใส่เลนส์ปลอมหรือเลนส์ไม่ดีหากม่านตาขยายก็กลายเป็นว่าแสงยูวีสามารถเข้าในดวงตาได้เยอะขึ้น ทำให้ดวงตาเราได้รับอันตรายมากกว่าปกติ และเพิ่มความเสี่ยงกับโรคตามากขึ้น สังเกตได้ง่ายๆ หลังจากสวมใส่แว่น จะเกิดอาการผิดปกติที่เป็นผลข้างเคียงจากการที่แสงเข้าตา ทำให้มีอาการล้า ปวดตา ตาแดง น้ำตาไหล และแสบตาได้

สุดท้ายไม่เพียงแต่เราจะสวมแว่นกันแดดป้องกันอย่างเดียว ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีความเข้มของแสงยูวีสูงร่วมด้วย เช่น การอยู่กลางแจ้งนานๆ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็สวมแว่นตากันแดดและสวมใส่หมวกปีกกว้างหรือร่มช่วยอีกด้วยนะคะเพื่อสุขภาพที่ดีของดวงตาคุณ

ที่มา   : เดลินิวส์ 14 เมษายน 2556

ถูกแดดกันโรคข้ออักเสบ อาบมากไปเข้าใกล้มะเร็ง

thairath130211_001แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คนเราควรหาถิ่นฐานที่อยู่ในที่ซึ่งมีแสงแดดส่อง เพราะมันจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคข้ออักเสบง่าย ๆ

วารสารการแพทย์ “โรคข้ออักเสบแห่งอังกฤษ” แจ้งว่า นักวิจัยของโรงเรียนสาธารณสุขฮาร์วาร์ด ได้ศึกษากับผู้หญิงไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน เพื่อหาความเกี่ยวพันของแสงแดดกับโรคข้ออักเสบ เพราะเชื่อว่าวิตามินดีในแสงแดดอาจจะให้คุณ ช่วยปกป้องร่างกายได้ แต่บอกไว้ก่อนว่า ไม่ควรจะไปตากแดดหัวแดงตลอดทั้งวัน เพราะอาจจะล่อแหลมกับการเป็นมะเร็งผิวหนังได้

โรคข้ออักเสบ มักจะเป็นกันมากในหมู่สตรี เกิดจากระบบภูมิคุ้มโรคของตัวเองกลับหันไปทำร้ายข้อต่อ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง.

ที่มา :ไทยรัฐ 11 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article:

.

Women regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing rheumatoid arthritis by a fifth

Women regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing rheumatoid arthritis by a fifth

Soaking up the sun can reduce the risk of rheumatoid arthritis

  • Women regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing the condition by a fifth
  • But using sun creams or covering up to avoid the sun could lessen the protective effects

 

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 00:57 GMT, 5 February 2013

Soaking up the sun may reduce a woman’s risk of rheumatoid arthritis.

New research has shown that those regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing the condition by a fifth.

But using sun creams or covering up to avoid the sun could lessen the protective effects.

And in younger women who have heeded the calls to protect themselves from the harmful effects of the sun, the effect of UVB exposure was less evident.

Rheumatoid arthritis is an autoimmune disease that causes inflammation in joints and the main symptoms are joint pain and swelling. The condition is the second most common form of arthritis in the UK.

 

There are an estimated 300,000 sufferers in the UK with women three times more likely to suffer from the disease than men.

The long term study looked at participants in two phases of the US Nurses’ Health Study, the first of which has tracked the health of more than 120,000 nurses since 1976, when they were aged between 30 and 55, until 2008.

The second phase tracked the health of a further 115,500 nurses since 1989, when they were aged between 25 and 42, until 2009.

Rather than simply relying on geography to quantify likely levels of UVB exposure, the researchers used a more sensitive assessment, known as UV-B flux, which is a composite measure of UVB radiation, based on latitude, altitude, and cloud cover.

Exposure was then estimated according to where they lived in the US and ranged from an annual average of 93 in Alaska and Oregon to 196 in Hawaii and Arizona where they get the most sunshine.

Likely estimates of UV exposure at birth and by the age of 15 were also included.

Over the period, 1,314 women developed rheumatoid arthritis.

Among nurses in the first phase, higher cumulative exposure to UVB was associated with a reduced risk of developing the disease.

Those with the highest levels of exposure were a fifth less likely to develop rheumatoid arthritis than those with the least.

This confirms the findings of other studies, showing a link between geography and the risk of rheumatoid arthritis as well as other autoimmune conditions, including type 1 diabetes, inflammatory bowel disease, and multiple sclerosis.

But no such association for UV-B exposure was found among women in the second phase because these women were younger than those in the first study, and so might have been more aware about the potential hazards of acquiring a tan.

The authors added: ‘Differences in sun protective behaviours, for example greater use of sun block in younger generations, may explain the disparate results’.

But they conclude: ‘Our study adds to the growing evidence that exposure to UV-B light is associated with decreased risk of rheumatoid arthritis. The mechanisms are not yet understood, but could be mediated by the cutaneous production of vitamin D and attenuated by use of sunscreen or sun avoidant behaviour.’

The findings are published online in the Annals of the Rheumatic Diseases.

SOURCE: dailymail.co.uk

ดูแลผิวหน้าให้ใส สมวัย โดย อ.พญ.สุเพ็ญญา วโรทัย ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

manager121121_001หลายคนมีปัญหาเรื่องผิวหน้า และมักมีคำถามเกี่ยวกับการดูแลผิวหน้ามาปรึกษาหมอบ่อยๆ ดังนั้นจะขอรวบรวมเคล็ดลับมาแนะนำกันค่ะ

โดยทั่วไปขั้นตอนการดูแลผิวพื้นฐานที่สำคัญและควรปฏิบัติในแต่ละวันเป็นประจำ มีเพียง 3 ขั้นตอน คือ
1.ทำความสะอาดผิวหน้า
2.ทาสารกันแดด และ
3.ทาสารให้ความชุ่มชื้น 

การทำความสะอาดใบหน้า มีความสำคัญมาก เนื่องจากในแต่ละวันจะมีสิ่งสกปรกมากมายที่ติดค้างอยู่บนใบหน้า ตั้งแต่ เหงื่อ ไขมันที่ถูกผลิตจากต่อมไขมัน ขี้ไคล ไปจนถึงบรรดาครีมเครื่องสำอางต่างๆ ที่ทา รวมถึงสิ่งสกปรกจากมลพิษภายนอกที่มาจากน้ำมัน

การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า จะสามารถล้างเพียงเหงื่อและฝุ่นผงต่างๆ ที่ละลายน้ำได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถชำระล้างไขมันและน้ำมัน (ที่เป็นส่วนประกอบของครีมเครื่องสำอางต่างๆ ออกได้หมด) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการอุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดสิวอุดตันหรือสิวอักเสบตามมาได้ ดังนั้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาสำหรับผิวหน้าโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีส่วนผสมของสารชะล้างที่อ่อนโยนและคุณภาพดีกว่า เช่น โฟม เจลล้างหน้า มากกว่าสบู่ก้อน เนื่องจากสบู่ส่วนใหญ่จะมีค่าเป็นด่างสูงกว่าค่าปกติของผิวหนังคนเราซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ เมื่อล้างด้วยสบู่ที่เป็นด่าง จะทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้นมากจนเกินไป เกิดผิวแห้งเป็นขุยได้

ผิวแห้ง ผิวหน้ามักมีการผลิตไขมันได้น้อย ผิวจึงดูละเอียด มองไม่ค่อยเห็นรูขุมขน แต่ข้อเสียคือ ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวก็ลดตามไปด้วย ในระยะยาวจะเสียความยืดหยุ่นและเกิดเป็นริ้วรอยได้เร็วกว่าคนที่หน้ามัน ดังนั้นคนผิวแห้งไม่ควรใช้สบู่ หรือผลิตภัณฑ์สำหรับคนหน้ามันหรือคนเป็นสิว เนื่องจากจะมีส่วนผสมของสารชะล้างในปริมาณที่มากกว่า และมักผสมกรดซึ่งมีคุณสมบัติในการกำจัดไขมันส่วนเกินในรูขุมขนและบนผิวหนัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ในคนที่ผิวแห้งอยู่แล้ว กรณีที่ผิวแห้งมากๆ ในตอนเช้าอาจล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าธรรมดาก็เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนล้างหน้าเพราะจะทำให้ผิวยิ่งแห้งมากขึ้น

ผิวมัน จะมีการผลิตไขมันออกมาปริมาณมากและมักเกิดเป็นสิวได้ง่าย ลักษณะผิวหน้าจะค่อน ข้างหยาบ รูขุมขนใหญ่เห็นได้ชัดเจน แต่ข้อดี ความชุ่มชื้นของผิวจะดีและเมื่ออายุมากขึ้นจะเกิดริ้วรอยช้ากว่าคนผิวแห้งค่ะ สำหรับการล้างหน้านั้นมีงานวิจัยออกมาว่า ในคนที่เป็นสิว การล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้าและเย็น จะให้ผลการรักษาสิวดีที่สุด และไม่ควรเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวและยิ่งทำให้สิวอักเสบรุนแรงมากขึ้น แต่ถ้าหน้ามันมากๆ เหนอะหนะจนทำให้รำคาญอยากล้างหน้าในระหว่างวัน แนะนำให้ล้างด้วยน้ำเปล่าค่ะ และถ้ายังรู้สึกว่าความมันยังไม่หมด ก่อนนอนอาจใช้โทนเนอร์ช่วยปรับสภาพผิวกำจัดความมันที่เหลือได้

ผิวผสม มีการผลิตไขมันมากบริเวณทีโซน คือ หน้าผาก จมูก และคาง ส่วนบริเวณยูโซน แก้มกลับมีลักษณะผิวแห้ง แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งผิวมันและผิวแห้ง โดยแยกใช้ตามบริเวณลักษณะผิวที่แตกต่างกัน

สำหรับผู้ที่แต่งหน้าเป็นประจำ ครีมรองพื้นทั่วไปจะมีส่วนผสมของน้ำมัน (เพื่อให้เม็ดสีของเครื่องสำอางสามารถติดทนนาน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องสำอางชนิดกันน้ำ การล้างหน้าด้วยสารชะล้างในผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถล้างน้ำมันเหล่านี้ออกได้หมด ซึ่งอาจก่อให้เกิดสิว จึงควรใช้น้ำมันหรือโลชั่นเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางออกก่อนล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตามปกติค่ะ

นอกจากนี้ ควรดูแลตัวเองด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอด้วยค่ะ

 

.
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤศจิกายน 2555

.

manager121128_001ดูแลผิวหน้าให้ใส สมวัย (ตอนที่ 2)

 

นอกจากการทำความสะอาดผิวหน้า ซึ่งเป็นการดูแลผิวขั้นพื้นฐานที่สำคัญ และควรปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน ยังมีเรื่องการทายากันแดดด้วยค่ะ

  ยากันแดด
ยากันแดดมีความสำคัญต่อการดูแลใบหน้า เนื่องจากแสงแดด (รังสี UVA และ UVB) เป็นสาเหตุภายนอกที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยและความชรา ผลิตภัณฑ์ยากันแดดทั่วไป มีหลายรูปแบบทั้งโลชั่น ครีม ฟลูอิด เจล แนะนำเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา โดยดูตามปริมาณน้ำมันที่ผสมในยากันแดดนั้นๆ ซึ่งปริมาณน้ำมันที่ผสมในครีมจะมากที่สุด ตามด้วยโลชั่น ฟลูอิด และเจล ตามลำดับ ยิ่งคนที่มีผิวแห้งยิ่งเหมาะกับเนื้อผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณน้ำมันผสมอยู่มากกว่า

สำหรับการทายากันแดดที่ถูกต้องนั้น หลังล้างหน้าควรทายากันแดดก่อนแต่งหน้า และถึงแม้ว่าจะใช้เครื่องสำอางที่ผสมสารกันแดดอยู่แล้ว แต่ก็ควรใช้ยากันแดดอยู่ดี เนื่องจากสารกันแดดที่ผสมในเครื่องสำอางอาจไม่สามารถกันได้ทั้งรังสี UVA, UVB และอาจไม่สามารถกันได้ตาม SPF ที่เพียงพอ 

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีผู้มักเข้าใจผิดว่า ยากันแดดที่มี SPF (sun protecting factor) สูงๆ เท่านั้น จึงจะสามารถป้องกันรังสีได้ดีเสมอ ซึ่งความเชื่อนี้ถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นค่ะ เพราะ SPF นั้นแสดงถึงความสามารถในการป้องกันรังสี UVB เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเสื่อมชราเกิดริ้วรอยของผิวมีสาเหตุมาจากทั้งรังสี UVA และ UVB ดังนั้น ยากันแดดที่ดีจะต้องป้องกันรังสีทั้งได้ UVA และ UVB สำหรับผู้ที่ต้องทำกิจวัตรกลางแดดเป็นประจำ ควรเลือกยากันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 และ ค่า PA (ความสามารถในการป้องกันรังสี UVA) อย่างน้อย +++ ค่ะ อย่างไรก็ดี การยากันแดดมี SPF สูงๆ มักต้องมีการผสมสารกันแดดหลายชนิดที่มากกว่า เท่ากับยิ่งเพิ่มโอกาสแพ้ยากันแดดให้สูงขึ้นด้วย

นอกจากที่กล่าวมา ยังมีผู้ที่ทายากันแดดเป็นประจำ แต่หน้ายังดำเวลาออกแดด อาจมีสาเหตุเนื่องมาจากการทาในปริมาณที่ไม่เพียงพอ เพราะกลัวความเหนอะหนะ ซึ่งจะทำให้ไม่ได้ผลตาม SPF, PA ที่ระบุอยู่ข้างกล่อง โดยเฉพาะที่ใบหน้า หากเป็นยากันแดดชนิดครีมต้องใช้ปริมาณเนื้อครีม 1 กรัม (เท่ากับบีบครีมให้มีความยาวเท่ากับ 2 ข้อนิ้วชี้ ) และชนิดเหลวเท่ากับเหรียญ 10 บาท 2 เหรียญ และควรทายากันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 20 นาทีค่ะ

ถ้าจะให้ดีต้องทำอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยให้ผิวใส สมวัยค่ะ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤศจิกายน 2555

.

manager121205_001

ดูแลผิวหน้าให้ใส สมวัย (จบ)

 

หากยังจำกันได้ ขั้นตอนการดูแลผิวหน้าให้สวยใส สมวัยในชีวิตประจำวันนั้น นอกจากการทำความสะอาดผิวหน้าและทาสารกันแดดแล้ว ยังมีการทาสารให้ความชุ่มชื้นเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญอีกด้วย 

น้ำ เป็นสิ่งจำเป็นต่อเซลล์ที่มีชีวิตทุกเซลล์ของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ผิวหนัง หากปริมาณน้ำในผิวหนังลดลง จะทำให้การลอกหลุดของผิวหนังชั้นบนผิดปกติ เกิดผิวแห้งเป็นขุยและเกิดการอักเสบตามมาได้ง่าย การรักษาระดับน้ำในผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอจึงมีความสำคัญมาก

วิธีดูแลผิวง่ายๆ คือ ทาสารให้ความชุ่มชื้น (moisturizer) แก่ผิวหนังให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและเรียบเนียน ไม่เป็นขุย โดย moisturizer จะทำหน้าที่เสมือนแผ่นฟิล์มบางๆ เคลือบบนผิวไม่ให้น้ำในผิวระเหยออกไป รวมถึงดูดซับน้ำจากผิวหนังชั้นล่างๆ ขึ้นมาสะสมและ เพิ่มปริมาณน้ำในผิวหนังชั้นบน

 ผิวแห้ง 
ผู้มีผิวแห้ง เหมาะกับ moisturizer ที่เข้มข้นมีปริมาณน้ำมันผสมมาก (ค่าความเข้มข้นของ moisturizer จากมากไปหาน้อย ครีม? โลชั่น? เจล? ซีรั่ม) โดยปัจจุบัน moisturizer ส่วนใหญ่ในท้องตลาดมักผสมสารต่างๆ ที่มีฤทธิ์ฟื้นฟูผิวเป็นจุดขาย เช่น สารลดการสร้างเม็ดสีที่ช่วยให้ผิวขาวขึ้น (whitening) สารต่อต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) สารลดริ้วรอย (antiwrinkle) เป็นต้น

แต่จะเลือกใช้แบบใด แนะนำให้เลือกตามวัตถุประสงค์ค่ะ เพียงแต่ต้องระวังในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย หากเปลี่ยน moisturizer ชนิดใหม่ อย่าเพิ่งเริ่มทาบนใบหน้าทันที ให้ทดลองทาหลังใบหูวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน ถ้าไม่มีอาการแพ้จึงมาใช้กับผิวหน้า นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงครีมที่ผสมน้ำหอม ซึ่งมักก่อให้เกิดอาการผื่นแพ้ได้ง่าย

ผิวมัน 
ปกติแล้วผู้มีผิวมัน ต่อมไขมันจะผลิตไขมัน (sebum) ออกมาในปริมาณมาก ซึ่ง sebum จะทำหน้าที่เป็นสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวหนังอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทา moisturizer เพิ่มอีก สำหรับผู้ที่มีผิวผสม อาจทา moisturizer เฉพาะบริเวณแก้ม (U-zone) ที่มีผิวแห้ง และในผู้ที่ผิวเป็นสิวง่าย พยายามเลือก moisturizer ที่ไม่ก่อให้เกิดสิว โดยสังเกตที่ข้างกล่อง จะมีคำว่า non-comedogenic หรือ non-acnegenic

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอันตรายแก่ผิวทั้งปัจจัยภายนอก เช่น การสูบบุหรี่ ความเครียด การอดนอน รวมถึงการรักษาสุขภาพ โดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำมากๆ รับประทานผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ก็จะช่วยชะลอความเสื่อมของผิวได้ 
       
เพียงเท่านี้คุณก็มีผิวสวย สุขภาพดีไปอีกนานค่ะ

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 ธันวาคม 2555

เตือนภัยเทรนด์”ขาวใส” เสี่ยงช็อกตาย-เสียโฉม

matichon121224_001จากกระแสความนิยมผิวขาวของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น น่าเป็นห่วงคนไทยจะตกเป็นเหยื่อสารเคมีจากเครื่องสำอาง หรือยาที่ใช้รักษาฝ้าหรือสร้างผิวให้ขาว พล.ท.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยว่า ความนิยมการมีผิวขาว โดยเฉพาะจากการโฆษณาของผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวในสื่อต่างๆ สร้างกระแสถึงบริเวณซอกแขน ข้อศอก หัวเข่าและจุดซ่อนเร้นอื่นๆ ทางวิชาการผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีความจำเป็นแต่อย่างใด

ร่างกายของเราสามารถสร้างสีผิวขึ้นมา ซึ่งเป็นเสมือนการสร้างเกราะป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีในแสงแดด โดยตัวการที่ทำให้ผิวของเรามีสีที่แตกต่างกัน คือ เม็ดสีหรือเมลานิน จะทำหน้าที่ดูดกลืนรังสียูวีเอาไว้ ไม่ให้ผ่านมาทำอันตรายถึงผิวหนังชั้นในและอวัยวะภายใน ดังนั้นการกระทำใดๆ ที่พยายามกำจัดปริมาณเมลานินเพื่อให้ผิวขาวขึ้น เท่ากับเป็นการลดเกราะคุ้มกันตามธรรมชาติที่เรามีอยู่

matichon121224_001a

การใช้ยารักษาฝ้าหรือทำให้หน้าขาวมีหลายประเภท โดยยาชนิดทาจะค่อนข้างปลอดภัยมากกว่ายาชนิดอื่นๆ และควรได้รับการรับรองจากอย.ก่อน หากทาบางๆ ก็จะดูดซึมลงไปเพียงแค่ผิวหนังชั้นต้น แต่หากตัวยาซึมเข้าไปสู่กระแสเลือด เข้าไปสู่อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทำให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และเป็นอันตรายได้ มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่อไต ผิวหนังหรืออาจเสียโฉม ที่สำคัญไม่แนะนำให้ใช้ชนิดรับประทานหรือฉีด ซึ่งหากมีสารปรอทเจือปน เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายก็จะเกิดอาการความจำเสื่อม แขนขาอ่อนแรง อาจช็อกหรือเสียชีวิตได้ทันที

matichon121224_001b

พ.ต.หญิง พญ. ภิญญาพัชร์ คเนจร ณ อยุธยา อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า หากผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้สามารถออกฤทธิ์เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผิวได้ จะต้องจัดเป็น “วัตถุออกฤทธิ์” หรือยา ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจทดสอบและวิจัยโดยองค์การอาหารและยา ซึ่งต้องใช้ขั้นตอนเวลาตีทะเบียนอย่างน้อย 1-2 ปี จึงจะจำหน่ายได้ เคล็ดลับที่ไม่ลับ คือ เลือกครีมที่มีความมันพอเหมาะกับสภาพผิวของตัวเราเอง ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวขาวที่มีราคาพอประมาณ แต่หากทาแล้วหน้าเด้งแลดูสดใส ก็ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นต่อไปได้เลย

ด้าน ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ข้อแนะนำว่า เซลล์เม็ดสีจะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวไหม้พอง เป็นมะเร็ง และไม่ให้ใยคอลลาเจนถูกทำลาย ซึ่งจะทำให้ผิวหนังเป็นริ้วรอย การปกป้องผิวให้พ้นแสงแดดเป็นวิธีที่ดีที่สุด ช่วยป้องกันฝ้า หรืออักเสบจากการถูกแดดเผา และควรทาโลชั่นป้องกันแดดสม่ำเสมอ

ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตัวเรารู้สึกว่าใช้แล้วดี ไม่แพ้ ราคาไม่แพง และต้องป้องกันแสงแดดร่วมด้วย ทางที่ดีควรอยู่อย่างสีผิวของเรา แต่เรียบ เนียน และสุขภาพผิวดีปลอดภัยที่สุด

 

ที่มา : มติชน 24 ธันวาคม 2555