ศิริราชถอดบทเรียน ‘แองเจลินา โจลี’

dailynews130601_002กลุ่มมะเร็งเต้านม สถานวิทยามะเร็งศิริราช ร่วมกับ สาขาวิชาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอ และเต้านม ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเสวนา “การตรวจเพื่อทำนายมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ แนวทางการดูแลรักษา: บทเรียนจาก แองเจลินา โจลี” มีข้อมูลน่าสนใจจากอาจารย์หลายท่านจึงขอนำมาสรุปให้ผู้อ่านได้รับทราบกัน

เริ่มจาก ศ.นพ.พรชัย โอเจริญรัตน์ กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงทั่วโลกรวมทั้งในหญิงไทย ในประเทศไทยมีผู้ป่วยใหม่ปีละกว่า 1 หมื่นราย และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำให้ทราบว่าผู้ป่วยส่วนหนึ่งเกิดจากโรคมะเร็งพันธุกรรม ที่สามารถถ่ายทอดได้จากพ่อแม่สู่รุ่นลูก คาดการณ์ว่าผู้ป่วย 5-10% เกิดจากโรคพันธุกรรม ซึ่งมีประวัติหลายอย่างที่ช่วยให้แพทย์นึกถึง และมองหาโรคเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ได้แก่การพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่าคนทั่วไป เช่น เกิดมะเร็งเต้านมเมื่ออายุน้อยกว่า 50 ปี การพบมะเร็งเต้านม 2 ข้าง การพบมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในคนเดียวกัน การพบมะเร็งเต้านมในเพศชาย การมีประวัติเป็นมะเร็งดังกล่าวหลายคนในครอบครัว ทั้งนี้มิได้หมายความว่าผู้ป่วยที่มีประวัติเช่นนี้จะต้องเป็นโรคพันธุกรรมเสมอไป หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมองหา การวินิจฉัย และรักษาแต่เนิ่น ๆ เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและครอบครัว

โรคมะเร็งพันธุกรรม มีสาเหตุมาจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ชื่อ บีอาร์ซีเอ 1 และบีอาร์ซีเอ 2 ผู้ที่ตรวจพบการ กลายพันธุ์ของยีนดังกล่าวจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้น ประมาณการว่าผู้หญิงที่มีการกลายพันธุ์ของยีนดังกล่าวจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึง 80% และโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ 50%

ผศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร กล่าวว่า แองเจลินา โจลี มีประวัติมารดาป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมและเสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่เมื่ออายุ 56 ปี ยายเสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่เมื่ออายุ 45 ปี ทั้งนี้ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีนบีอาร์ซีเอ 1 เธอจึงตัดสินใจทำการตัดเต้านมออกทั้ง 2 ข้าง ทั้งนี้โรคมะเร็งพันธุกรรม เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมะเร็งสูงกว่าคนทั่วไปมาก และสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่รุ่นลูก มีแบบแผนการถ่ายทอดชัดเจน

บีอาร์ซีเอ 1 และบีอาร์ซีเอ 2 เป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านมและรังไข่พันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุด ข้อมูลจากต่างประเทศพบการกลายพันธุ์ได้ประมาณ 1 ใน 500-1,000 ของประชากรทั่วไป บางเชื้อชาติพบได้บ่อย เช่น ชาวยิว ชาวไอซ์แลนด์

ทั้งนี้สามารถตรวจการกลายพันธุ์ของยีนด้วยการตรวจเลือด โดยมีค่าใช้จ่ายสูงประมาณ 5 หมื่นบาท ใช้เวลาตรวจ 3-4 เดือน ดังนั้นไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องไปตรวจ บีอาร์ซีเอ 1 และบีอาร์ซีเอ 2 แต่ควรตรวจในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ที่มีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมอายุน้อย เป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในคนเดียวกัน มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่หลายคน ผู้ชายที่เป็นมะเร็งเต้านม

รศ.พญ.พรพิมพ์ กอแพร่พงศ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันพบว่าก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ 2-3 เซนติเมตรผู้ป่วยอาจคลำได้เอง ก้อนขนาด 1-2 เซนติเมตรคลำได้โดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ก้อนเล็กกว่านั้นตรวจพบโดยการตรวจคัดกรองปกติโดยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ หรือตรวจคัดกรองแบบพิเศษด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ)

พญ.ศิริโสภา เตชะวัฒนวรรณา กล่าวถึงการป้องกันมะเร็งเต้านมด้วยยา ทาม๊อกซิเฟน ว่า เป็นยาฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ใช้ในการรักษาเนื้อร้ายของเต้านมที่มีการแสดงออกของเซลล์เป็นชนิดตอบสนองต่อฮอร์โมน รับประทานวันละหนึ่งครั้งขนาด 20 มก. เพื่อป้องกันเนื้อร้ายของเต้านมในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค แต่ยาอาจมีผลข้างเคียง คือ ปวดศีรษะ ซึมเศร้า สับสน บวมตามแขนและขา ช่องคลอดแห้ง ตกขาวมากกว่าปกติ น้ำหนักลด มีอาการคลื่นไส้ ประจำเดือนผิดปกติ เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งมดลูก และเพิ่มโอกาสของลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด

ผู้หญิงที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมในระดับยีน มีข้อควรปฏิบัติ คือ ฝึกคลำเต้านมด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 18 ปี พบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมตั้งแต่อายุ 25 ปีทุก 6-12 เดือน ตรวจแมมโมแกรมและเอ็มอาร์ไอตั้งแต่อายุ 25 ปีทุกปี หรือเริ่มที่อายุน้อยที่สุดของญาติพี่น้องได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้อร้ายของเต้านม ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง แนะนำเรื่องการลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมด้วยการตัดเต้านมทั้ง 2 ข้าง ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อประเมินและวางแผนเรื่องคุณภาพชีวิตทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ด้วยการตัดรังไข่ทั้ง 2 ข้าง โดยแนะนำผ่าตัดภายหลังคลอดบุตรแล้วหรืออายุ 35-40 ปี สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ทำการผ่าตัดรังไข่ออก พิจารณาทำการอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดร่วมกับตรวจค่าเนื้อร้ายในเลือดทุก 6 เดือนตั้งแต่อายุ 30 ปี

ส่วนผู้ชายที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมในระดับยีน มีข้อปฏิบัติ คือ ฝึกคลำเต้านมด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 35 ปี พบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมตั้งแต่อายุ 35 ปีทุก 6-12 เดือน ในผู้ชายที่มีฐานเต้านมแนะตรวจแมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 40 ปีทุกปี แนะนำการตรวจหาเนื้อร้ายของต่อมลูกหมากตั้งแต่อายุ 40 ปี

ดร.นพ.สืบวงศ์ จุฑาภิสิทธิ์ กล่าวว่า การตัดเต้านมออกทั้งหมดสามารถทำได้เพื่อวัตถุประสงค์ 2 อย่างคือ 1. เพื่อการรักษาคือตัดเต้านมออกเพื่อรักษามะเร็งเต้านมและ 2. เพื่อป้องกันมะเร็งเต้านม คือ ตัดออกตั้งแต่ยังไม่เป็นมะเร็งในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตามการผ่าตัดเต้านมออกแล้ว ไม่สามารถรับประกันได้จะไม่เป็นมะเร็งเต้านมอีก เพราะเป็นแค่การลดความเสี่ยงได้ประมาณ 90% เท่านั้น

ข้อเสียของการตัดเต้านมระยะสั้น คือ เสียเลือด เลือดออก เกิดการอักเสบติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด เกิดแผลเป็นและรอยเย็บ ข้อเสียระยะยาว คือ การสูญเสียเต้านมอย่างถาวร ทำให้ผู้หญิงส่วนหนึ่งสูญเสียความมั่นใจ ไม่สามารถให้นมบุตรได้ ทั้งนี้มีการผ่าตัดเพื่อเสริมเต้านมโดยเก็บผิวหนังบริเวณเต้านมส่วนนอกเอาไว้เอาแต่ตัดเนื้อเต้านมข้างในออก แล้วใช้ถุงเต้านมเทียม หรือเนื้อเยื่อจากร่างกายส่วนอื่น ซึ่งอาจทำทันทีพร้อมการตัดเต้านมหรือทำหลังการตัดเต้านมแล้ว

ผศ.พญ.สุวนิตย์ ธีระศักดิ์วิชยา กล่าวว่า ข้อมูลที่ควรทำความเข้าใจก่อนการพิจารณาตัดสินใจผ่าตัดรังไข่เพื่อป้องกันมะเร็ง คือ ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ของผู้ที่เป็นพาหะของยีนบีอาร์ซีเอ การประเมินประโยชน์ที่จะได้รับภายหลังตัดรังไข่และท่อนำไข่ ภายหลังการตัดรังไข่ควรได้รับการดูแลป้องกันและเฝ้าระวังภาวะที่เกิดจากการพร่องฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้แก่ ภาวะกระดูกบาง ภาวะไขมันในเลือดสูง อาการร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน ผิวแห้ง ช่องคลอดแห้ง

ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ ท่อนำไข่ของผู้ที่เป็นพาหะของยีนบีอาร์ซีเอ พบได้ประมาณ 10 เท่าของคนทั่วไป ซึ่งมะเร็งรังไข่ไม่มีวิธีการตรวจคัดกรอง โดยประโยชน์ที่ได้จากการตัดรังไข่ และท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง คือ ลดการเกิดมะเร็งรังไข่และท่อนำไข่ แต่ยังอาจเกิดมะเร็งเยื่อบุผิวช่องท้องที่มีอาการคล้ายมะเร็งรังไข่ได้ ไม่เกิดโรคที่มีเหตุจากรังไข่ เช่น ซีสต์ หรือถุงน้ำรังไข่อื่น ๆ ไม่มีระดู การผ่าตัดทำได้ง่ายด้วยการส่องกล้อง แผลผ่าตัดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว

พญ.พูลพิศ ธงไชย กล่าวว่า เพื่อป้องกันมะเร็งเต้านม ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองโดยเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป และตรวจเป็นประจำสม่ำเสมอตลอดชีวิต ส่วนการตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมควรทำทุก 3 ปีในสตรีอายุ 20-39 ปี และทำทุกปีในสตรีอายุ 40 ปีขึ้นไป การตรวจด้วยเครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านม แนะนำให้ทำเป็นพื้นฐานเมื่ออายุ 35 ปี หากผลการตรวจปกติแนะนำตรวจอีกครั้งระหว่าง 35-40 ปี อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจปีละครั้ง และอาจใช้อัลตราซาวด์ร่วมด้วย อายุ 70 ปีขึ้นไป ให้พิจารณาเป็นรายบุคคล โดยพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของประโยชน์จากการตรวจและการมีชีวิตอยู่ต่อไป หากคาดว่าจะมีอายุต่อไปไม่เกิน 5 ปีก็สามารถหยุดตรวจได้ สำหรับผู้มีอาการผิดปกติที่เต้านมไม่ว่าช่วงอายุใดควรรีบไปพบแพทย์ทันที.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา : เดลินิวส์ 1 มิถุนายน 2556

Advertisements

ทางเลือกของผู้มีความเสี่ยงมะเร็งเต้านม กับกรณีการผ่าตัดเต้านมของ Angelina Jolie

voathai130517_001ดารานักแสดง Angelina Jolie เป็นข่าวหลังจากที่เปิดเผยว่า เธอเพิ่งเสร็จสิ้นจากการผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง แม้ว่าในขณะนี้เธอจะยังปลอดจากโรคร้ายนี้อยู่

สาเหตุของการตัดสินในดังกล่าวคืออะไร และมีทางเลือกอย่างอื่นๆหรือไม่

มารดาของนักแสดงผู้นี้เสียชีวิตโดยมะเร็งที่รังไข่เมื่อมีอายุเพียง 56 ปี และการตรวจเชื้อพันธุ์ (Gene Testing) ระบุว่า Angelina Jolie มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึง 87% และ 50% สำหรับมะเร็งรังไข่

การศึกษาของแพทย์พบว่า การกลายพันธุ์ของ Gene โดยเฉพาะ BRCA 1 และ 2 ซึ่งเป็นเชื้อพันธุ์สำคัญสำหรับมะเร็งเต้านมและรังไข่ เพิ่มโอกาสการเป็นโรคร้ายทั้งสองนี้

นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยยังพบด้วยว่า ถ้าผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งที่สืบเนื่องกับ BRCA 1 และ 2 ตั้งแต่อายุยังน้อย ลูกสาวอาจเป็นมะเร็งนั้นๆในอายุที่น้อยกว่าเมื่อมารดาเป็น ถ้ารับถ่ายทอดเชื้อพันธุ์นั้นมาจากมารดา

และแม้ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมเพราะเชื้อพันธุ์ BRCA จะมีอัตราการอยู่รอดเท่ากับผู้หญิงอื่นๆที่เป็นโรคเดียวกัน นายแพทย์ Marc Boisvert ของโรงพยาบาล Medstar Washington บอกว่า มีความแตกต่างกันอย่างมากในหมู่ผู้หญิงเหล่านี้

นายแพทย์ผู้นี้บอกว่า มะเร็งชนิดนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า และว่าจะเป็นมะเร็งที่ลุกลามรวดเร็ว โดยที่ผู้หญิงจะไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ผู้หญิงในวัย 20 ถึง 30 ก็มักจะไม่ไปรับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วย

สถาบันมะเร็งแห่งชาติแนะนำให้ผู้หญิงไปรับการตรวจเชื้อพันธุ์ ปัญหาคือค่าตรวจมีราคาหลายพันดอลล่าร์

และในขณะที่ Angelina Jolie เขียนในบทความที่ตีพิมพ์ในนสพ. New York Times ว่าตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเต้านม เป็นการป้องกันโรคมะเร็ง นายแพทย์ Marc Boisvert ชี้แนะว่า การให้การศึกษาและให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งได้

17.05.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

thairath130518_001a

Doctors Say Not All Women with Jolie Condition Need Preventive Mastectomies

Carol Pearson

May 15, 2013

WASHINGTON — Actress and U.N. goodwill ambassador Angelina Jolie is in the spotlight for her decision to undergo a double mastectomy to reduce her chances of getting breast cancer, even though she is cancer free.  The actress announced her decision, and her surgery, in an article she wrote for The New York Times. Jolie’s decision was based on a genetic test she had — and other options available to women facing a breast cancer risk.She’s beautiful, glamorous, and known for being outspoken whether it’s about refugees or women’s rights. Angelina Jolie’s decision to have both breasts surgically removed when she doesn’t have cancer, has put the spotlight on preventive surgery.

Jolie’s mother died of cancer when she was 56 years old. The actress said her children wanted to know if she would, too.  Jolie said genetic tests put her chances of getting breast cancer at 87 percent and at 50 percent for ovarian cancer.

Doctors have found that certain genetic mutations can increase the odds of developing breast and ovarian cancer. The two major genes associated with hereditary breast and ovarian cancer are BRCA1 and BRCA2.

One study found that if a woman develops BRCA-related cancer early in life, her daughter may get cancer even earlier than she did — if she inherited the genetic mutation.

Women with BRCA-related breast cancer have the same rate of survival as other breast cancer patients at the same stage. But Dr. Marc Boisvert of Medstar Washington Hospital says there’s a significant difference.

“The problem is that these cancers frequently appear in younger women, and younger women tend to have more aggressive cancers, and they’re not suspecting them,” Boisvert said.

Women in their 20s and 30s are not likely to be screened for breast cancer.  Those most likely to have the BRCA mutations are of east European Jewish descent. But “you can have it if you’re black, white, Hispanic, Chinese, Asian, any ethnic group can have it,” Boisvert  said.

The National Cancer Institute recommends genetic testing if close relatives have had breast or ovarian cancer. But not having the BRCA1 or 2 mutations is not an all-clear sign. And having the genetic marker doesn’t mean getting the disease is a given. But geneticists can come up with the likely odds — which is why Jolie said her chance of getting breast cancer was 87 percent.

The cost for genetic testing can run into the thousands of dollars.

The preventive surgery can lower the odds to less than five percent, but Boisvert says surgery isn’t the only choice.

“I think education is important here because you can get peace of mind knowing that you are being monitored very carefully and knowing what the numbers are, what the chances of recurrence are,” Boisvert  said.

Boisvert says in the end, the patient needs to be comfortable with her care, whether it involves careful monitoring or surgery.

SOURCE : www.voanews.com

ตรวจตราเต้านมเสียบ้าง ถ้าไม่อยากจอแบนเหมือน’แองเจลินา โจลี’

thairath130518_001กรณีดาราฮอลลีวูด แองเจลินา โจลี เผยข่าวการตัดสินใจครั้งสำคัญผ่านบทความ “My medical choice” ใน นสพ.นิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับการผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้างเพื่อลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมจาก 87% ให้ลดลงเหลือเพียงไม่ถึง 5% ซึ่งมีหลายกระแสชื่นชมในการตัดสินใจ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ โอกาสที่เธอจะเป็นมะเร็งค่อนข้างสูง

thairath130518_001aจากผลการตรวจยีนส์ทำให้พบว่าเธอมีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 และตัดสินใจตัดเต้านมออกทั้งสองข้าง โดยเก็บผิวหนังทั้งหมดและหัวนมเอาไว้ หรือที่เรียกว่า bilateral prophylactic nipple-areolar complex sparing mastectomy โดยใช้เทคนิค nipple delay procedure ก่อนที่จะทำการผ่าตัดเอาเนื้อเต้านมออกมาเพื่อเพิ่มโอกาสอยู่รอดของหัวนม จากนั้นก็ได้ใส่เต้านมเทียมชนิดชั่วคราวไว้ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก และมาเปลี่ยนเป็นแบบถาวรในภายหลัง
thairath130518_001bด้าน นพ.ธงชัย ศุกรโยธิน ศัลยแพทย์ด้านมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า การตรวจหาความผิดปกติของยีน BRCA ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายและไม่ได้ใช้ประจำในปัจจุบัน การตรวจมีค่าใช้จ่ายสูงและยังไม่มีการศึกษาถึงประโยชน์ของการตรวจที่ชัดเจนในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศมีการศึกษารวมทั้งมีเกณฑ์ที่จะใช้คัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะมียีน BRCA ที่ผิดปกติ จึงทำให้มีการตรวจที่แพร่หลาย ส่วนเทคนิคในการผ่าตัดที่เลาะเอาเนื้อเยื่อเต้านมโดยเก็บหัวนมและผิวหนังด้านนอกเอาไว้ ยังไม่ถือว่าเป็นวิธีมาตรฐานของการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านม 

โดยในต่างประเทศทั้งแถบยุโรปและอเมริกายังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย แต่ก็นำมาใช้ในการผ่าตัดรักษาผู้ที่พบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในบางกรณี โดยอาจจะต้องมีการฉายแสงที่บริเวณหัวนมที่เก็บไว้ ทั้งฉายแสงในห้องผ่าตัดเลยหรือฉายแสงภายหลัง เพื่อลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ ในประเทศไทยก็เริ่มมีการผ่าตัดเทคนิคนี้เพิ่มมากขึ้นแต่ยังมีจำนวนไม่มากนัก

สำหรับการตัดสินใจชิงตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการตัดเต้านมออกก่อน ทั้งๆ ที่ยังไม่พบว่าเป็นมะเร็งนั้น นพ.ธงชัย กล่าวว่า “เมื่อผลตรวจออกมาว่ามีความผิดปกติของยีน BRCA1 คนๆ นั้นมีความเสี่ยงถึง 65-81% บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มเป็นมะเร็งเต้านมในอนาคต และถ้ามีความผิดปกติของยีน BRCA2 ก็จะมีความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม 45-85% ดังนั้นจึงควรป้องกันหรือให้การรักษาไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ตามแนวทางซึ่งผู้ป่วยสามารถพิจารณาร่วมตัดสินใจกับแพทย์ดังนี้

1. ตัดเต้านมออกสองข้าง
2. ตัดรังไข่ออกสองข้าง
3. การบำบัดรักษาโดยการใช้ยา ซึ่งจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ป่วยประกอบกับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

thairath130518_001cทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ ก็ต้องหมั่นสังเกตเต้านมด้วย ซึ่งวิธีที่สามารถดูได้ด้วยตนเองก็คือ การคลำเต้านมเพื่อตรวจหาความผิดปกติ โดยมีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ

•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมจากยอดสู่ฐานโดยหมุนเป็นลักษณะก้นหอย
•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมตามแนวเส้นตรงขึ้น-ลงจากด้านข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งของแต่ละเต้า
•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมจากด้านข้างขึ้น-ลงซิกแซกต่อเนื่องจนทั่วเต้านม

ทั้งนี้ วิธีดังกล่าวอาจเป็นการตรวจด้วยตัวเองแค่เบื้องต้น แต่ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเต้านมมีก้อนมะเร็งหรือไม่ ทางที่ดีที่สุด จึงควรรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการพิสูจน์ให้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันจะใช้วิธีการเจาะตรวจเนื้อเยื่อโดยอาศัยเครื่องแมมโมแกรมค้นหาพิกัดตำแหน่งที่ผิดปกติของเต้านม (Stereotactic Biopsy) โดยจะประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ จากนั้นจะใช้เข็ม ATEC เจาะเข้าไปจัดชิ้นเนื้อในตำแหน่งที่ผิดปกติ ซึ่งจะทำงานร่วมกับเครื่อง Suros  ซึ่งเข็มชนิดนี้จะมีข้อดีตรงที่สามารถดูดชิ้นเนื้อออกมาได้หลายชิ้นจากการเจาะเพียงครั้งเดียว เพราะเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องตัวนี้จะสามารถหมุนได้ 360 องศา ทำให้ลดอาการเจ็บ อักเสบ และเนื้อเยื่อเต้านมช้ำ ของผู้ป่วยทั้งระหว่างและหลังผ่าตัด ผู้ป่วยจึงสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ที่สำคัญขนาดของแผลนั้นเล็กเท่ารูเข็มเท่านั้น ซึ่งการตรวจพิกัดก้อนมะเร็งนั้นต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์อย่างมาก ที่สำคัญต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์รังสีวิทยา

ในด้านการรักษาที่ผ่านมาแนวทางการรักษาโรคนี้ก็คือการผ่าตัด การฉายแสง การให้ยาเคมีบำบัด การให้ยาต้านออร์โมน และการรักษาด้วยยาที่เป้าหมายมะเร็ง

thairath130518_001d

สำหรับในกลุ่มผู้หญิงที่อายุยังน้อย แต่เกิดเป็นโรคนี้ แน่นอนว่าการสูญเสียเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างไปจากการรักษา คงเป็นเรื่องที่ทรมานใจมาก เพราะผู้หญิงยังต้องการความสมบูรณ์ในสรีระของตัวเองอยู่ การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันนี้จึงมีทางเลือกใหม่ด้วยการเสริมเติมเต็มเต้านมจากการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกที่สามารถทำได้ทันทีในคราวเดียวกัน โดยใช้เนื้อส่วนแผ่นหลัง และท้องน้อยของผู้ป่วยมาใช้ ซึ่งเทคนิคการผ่าตัดนั้น ด้าน ผศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน ผู้อำนวยการ Breast Center โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่าเป็นการผ่าตัดด้วยเทคนิคการย้ายไขมัน และกล้ามเนื้อที่ท้องหรือแผ่นหลังของผู้ป่วยมาปลูกถ่าย เพื่อทดแทนส่วนที่เสียไปจะใช้เวลาในผ่าตัดประมาณ 4-5 ชั่วโมง ข้อดีของการผ่าตัดวิธีนี้คือ เป็นการถือโอกาสกำจัดไขมันส่วนเกินหน้าท้องไปพร้อมกัน แถมยังได้เต้านมที่สวยงามกลับมาทันที แต่ข้อเสียก็คืออาจใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นอย่างน้อย 5-7 วัน

ในส่วนของการเลาะกล้ามเนื้อแผ่นหลังเพื่อเสริมเต้านั้นที่ผ่านมาวิธีนี้มีข้อจำกัดในการเลาะกล้ามเนื้อ ทำให้ได้ปริมาณไม่เพียงพอ ซึ่งต้องใช้แพทย์ที่มีความชำนาญสูง ซึ่ง ผู้อำนวยการ Breast Center โรงพยาบาลเวชธานีได้อธิบายต่อว่า ศัลยแพทย์จะต้องมีความรู้เชี่ยวชาญตั้งแต่การประเมินปริมาณ และการทำงานของกล้ามเนื้อแผ่นหลัง เพราะจะสามารถประมาณขนาดของเต้านมที่เสริมสร้างมาใหม่ได้ ข้อดีของการผ่าตัดด้วยวิธีนี้คือ ใช้เวลาพักฟื้นเพียง 3-4 วันเท่านั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อแผ่นหลังมีการสมานและเลือดหล่อเลี้ยงได้ดีกว่า แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นนักกีฬา หรือผู้ที่ทำอาชีพที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหนักๆ หลังการผ่าตัดอาจไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่เหมือนเดิม

ทั้งนี้ กล้ามเนื้อบริเวณหลังที่หนาประมาณ 2 เซนติเมตร สามารถสร้างเต้านมใหม่ขนาดกลางได้ ยิ่งถ้าหนากว่านี้ และมีเนื้อมากก็ยิ่งสร้างเต้านมขนาดใหญ่ได้ ส่วนในผู้ป่วยที่มีรูปร่างผอมบาง อาจสร้างเต้านมได้ขนาดเล็กเท่านั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อมีไม่เพียงพอ 

การผ่าตัดเสริมเต้านมใหม่พร้อมกับการกำจัดเนื้อร้ายทั้ง 2 วิธีนี้แม้ว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติและมีความสุขเหมือนเดิมแล้ว แพทย์ก็ยังต้องให้การรักษาร่วมกับวิธีอื่นเพื่อลดโอกาสการเกิดซ้ำในช่วง 2-3 ปีแรกของการรักษา ดังนั้น ผู้ป่วยจึงต้องหมั่นมาตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำหลังผ่านการรักษาโรคมะเร็งไปแล้วจะดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูล: Breast Center โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา : ไทยรัฐ 18 พฤษภาคม 2556

thairath130518_001e