แอปเปิลวันละลูก ยาวิเศษป้องโรคหัวใจ

posttoday131228_001คำกล่าวที่ว่า “แอปเปิลวันละลูก ช่วยให้ไกลหมอ” ดูจะเป็นความจริงอย่างที่สุด

เพราะผลการศึกษาของ อดัม บริกส์ จากศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและมูลนิธิโรคหัวใจ โรงพยาบาลออกซฟอร์ด ในวารสารการแพทย์แห่งอังกฤษเปิดเผยว่า การรับประทานแอปเปิลวันละลูก โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในวัย 50 ปี มีผลเทียบเท่ากับการรับประทานยาสตาติน ยาลดไขมัน ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและภาวะอุดตันในเส้นเลือด

บริกส์ กล่าวว่า การแนะนำให้ผู้ใหญ่ชาวอังกฤษ จำนวน 22 ล้านคน รับประทานแอปเปิลวันละลูก ช่วยป้องกันการเสียชีวิตโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดอุดตันสูงถึง 8,500 คนต่อปี

ทั้งนี้ ทีมวิจัยคำนวณสรุปปิดท้ายว่า ใครก็ตามที่เพิ่มผักและผลไม้ 1 ส่วน เข้าไปในมื้ออาหารเป็นประจำต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและภาวะหลอดเลือดอุดตัน 12%

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ 28 ธันวาคม 2556

.

Related Article :

.

ox131218_001

An apple a day keeps the heart doctor away

The 150-year-old proverb ‘an apple a day keeps the doctor away’ stands the test of time, say Oxford University researchers.

Writing in the more light-hearted Christmas edition of the BMJ medical journal, the scientists estimated how effective this Victorian health advice would be today in preventing heart disease among people over 50.

Using mathematical models, the researchers calculated that prescribing an apple a day to all adults aged 50 and over in the UK would prevent around 8,500 deaths from heart attacks and strokes every year.

They say this is similar to the 9,400 fewer heart deaths that would be seen if everyone over 50 who was not already taking them was given statins – modern cholesterol-lowering heart drugs.

This last figure uses the results of recent large study led by a different Oxford group which found that statins can reduce the risk of heart attacks and strokes, including in people with low risk of heart problems.

Lead researcher Dr Adam Briggs of the BHF Health Promotion Research Group at Oxford University says: ‘The Victorians had it about right when they came up with their brilliantly clear and simple public health advice: “An apple a day keeps the doctor away”.’

He adds: ‘It just shows how effective small changes in diet can be, and that both drugs and healthier living can make a real difference in preventing heart disease and stroke.’

Although apples are more expensive than statins, the researchers conclude that an apple a day is able to match the more widespread use of modern medicine.

The researchers stress that no-one currently taking statins because they are at high risk of heart disease should stop, although they add: ‘by all means eat more apples’.

Maureen Talbot, senior cardiac nurse at the British Heart Foundation, an organisation which funds the research group, agrees: ‘The “apple a day” message has survived for over a century, though now we encourage people to eat five different fruits and vegetables a day, not just one apple.

‘However, while fruit is undoubtedly good for you, it shouldn’t replace vital heart medicines, such as statins, prescribed by your doctor.

‘This study reiterates that statins save lives. They are one of the safest medicines available and their benefits far outweigh any risks of side effects. If you’re unsure about your medication, speak to your doctor as there are often different types or doses you could try.’

Photo of apple from Shutterstock. 

18 Dec 13

SOURCE : www.ox.ac.uk

ไขความลับ ‘แอปเปิล’

dailynews130908_001เคยสงสัยหรือไม่ว่าสีของ “แอป เปิล” ที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีเขียว สีเหลือง หรือสีชมพู เพราะอะไร แล้วเราควรจะกินแอปเปิลสีไหนดี ?!?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ. กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานา ชาติ  กล่าวว่า  ถ้าแบ่งสีของแอปเปิลง่าย ๆ อาจแบ่งเป็น “แอปเปิลสีเขียว” กับ “แอปเปิลที่ไม่ใช่สีเขียว” ที่แบ่งแบบนี้ก็เพราะว่า มันจะแบ่งวิตามินที่ต่างกันได้ง่าย แอปเปิลสีแดง แอปเปิลสีชมพู แอปเปิลสีเหลือง  เกิดจากซูเปอร์วิตามินที่มีชื่อว่า “แอนโทไซยานิน” เป็นตัวเดียวกับที่มีในองุ่น  แอปเปิลบางลูกสีออกเข้ม ๆ แดงเกือบม่วง เกิดจากแอนโทไซยานิน  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต่อสู้เซลล์มะเร็งได้

ส่วน แอปเปิลสีเขียว มีรสเปรี้ยวมากกว่า เกิดจากมีสารตัวหนึ่งชื่อว่า “กรดมาลิก”  มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เหมือนยาปฏิชีวนะ ฆ่าเชื้ออ่อน ๆ  ปรับสมดุลลำไส้

“แอปเปิล” ไม่ว่าสีแดงหรือสีเขียว มีสารสำคัญที่เป็นพระเอก คือ “โพลีฟีนอล” เป็นตระกูลใหญ่แล้วแบ่งเป็นตระกูลย่อย เช่น “แอนโทไซยานิน

ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมัน  คุมน้ำตาล คนมักจะคิดว่าเป็นเบาหวานกินแอปเปิลได้หรือ ขอบอกว่าควรกินเพราะแอปเปิลช่วยได้  แต่ควรเลือกกินสีเขียว เพราะน้ำตาลไม่เยอะ และช่วยคุมอินซูลินด้วย  ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องเบาหวาน สามารถกินแอปเปิลได้หลากสีซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี รวมถึงลดไขมันด้วย   ฝรั่งถึงขั้นบอกว่า ถ้ากินแอปเปิลวันละลูก ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอเลยทีเดียว นอกจากนี้อาจใช้แอปเปิลในการดีท็อกซ์ โดยกินแอปเปิลสัปดาห์ละ 1 วัน อาจจะสลับกินแอปเปิลสีละมื้อในอาหารมื้อ เช้า กลางวัน เย็น ก็ได้ไม่ว่ากัน

มีงานวิจัยจาก “มหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตต” บอกว่า “โพลีฟีนอล”ช่วยลดไขมันในเลือดได้นับ 10 เปอร์ เซ็นต์  ช่วยลดการแข็งตัวของหลอดเลือดโดยเฉพาะลด “แอลดีแอล” นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันผิวพรรณไม่ให้โดนแดดเผาทำลาย ป้องกันยูวีเอ และยูวีบี

เวลาเรากัดแอปเปิลทิ้งไว้แล้วสีของเนื้อแอปเปิลเปลี่ยนไปนั่นแสดงว่า มีสาร “โพลีฟีนอล”  ที่ไหนมีสารโพลีฟีนอลพอโดนอากาศจะเกิดสนิมเป็นสีน้ำตาลขึ้นมาทันที ไม่ว่าผัก หรือ ผลไม้

แอปเปิลเป็นผลไม้ที่เหมาะกับคนต้องการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน  เพราะให้วิตามินสูง แคลอรีต่ำ จึงเป็นอาหารในฝันของคนลดน้ำหนัก  ลดความอ้วน กินแล้วอิ่มท้องได้ใยอาหาร ให้แคลอรีต่ำ

เทคนิคในการกินแอปเปิล คือ กินทั้งเปลือก เพราะสารสำคัญ คือ “โพลีฟีนอล” มักจะอยู่ตามเปลือก  หรือเนื้อที่อยู่ติดกับเปลือก แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะปอกเปลือกทิ้งไปซึ่งน่าเสียดาย

อาจมีคนแย้งว่า กินแต่เปลือกได้หรือไม่  คำตอบ คือ  หากกินแต่เปลือกจะไม่ได้สารสำคัญที่มีอยู่ในเนื้อแอปเปิลที่ชื่อว่า “เพคติน” เป็นใยอาหารเปรียบเสมือนฟองน้ำที่ช่วยซับไขมัน และน้ำตาล ดังนั้นควรกินทั้งเปลือกและเนื้อ  คือ กินทั้งลูกจะดีกว่า

ส่วนเมล็ดแอปเปิลนั้นไม่อยากให้กิน  เพราะมี “สารแทนนิน” หรือสารฝาด ความจริงสารนี้มีประโยชน์  แต่ข้อเสียคือ เมล็ดแอปเปิลมี “สารแทนนิน” ค่อนข้างเข้มข้น  ถ้าไปกัดเมล็ดแอปเปิลแตกจะได้ “สารแทนนิน”ที่เข้มข้นเกินไป อาจทำให้คลื่นไส้ พะอืดพะอม นอกจากนี้ยังมี “สารกลุ่มไซยาไนด์” มีความเป็นพิษและมีผลต่อหัวใจ แต่ไม่ต้องกังวลมากเพราะต้องกินเมล็ดแอปเปิลในปริมาณมากจริง ๆ จึงได้รับพิษ

มีเรื่องสนุกอีกอย่างที่คนอาจไม่รู้ คือ แอปเปิลมีแก๊สตัวหนึ่งชื่อว่า “เอทีลีน”  ถ้าเราเผลอนำแอปเปิลที่กัดแล้วคำหนึ่งไปใส่ไว้ในตู้เย็นรวมกับกล้วย หรือผลไม้อื่น ๆ  จะทำให้ผลไม้อื่นเน่าได้ โดยแก๊ส “เอทีลีน” เหมือนกับแก๊สที่ชาวบ้านใช้บ่มผลไม้  ดังนั้นถ้ากัดกินแอปเปิลแล้วเหลือต้องใส่ถุงมัดปากให้ดีไม่ให้แก๊สออกมาได้

ราคาแอปเปิลถูกกับแพงแตกต่างกันหรือไม่ ? นพ.กฤษดา กล่าวว่า ส่วนตัวก็กินแอปเปิลราคาถูก  ซึ่งต้องระวังเรื่องสารปนเปื้อนที่ติดมากับเปลือก อาทิ สารเคลือบ หรือยาฆ่าแมลง โดยธรรมชาติแอปเปิลมีการสร้างไขออกมาเคลือบลูกแอปเปิลอยู่แล้ว ผิวจึงมันตามธรรมชาติ แต่บางครั้งเวลานำมาจำหน่ายอาจมีการแว็กซ์เพิ่ม ดังนั้นก่อนกินควรล้างให้สะอาด แต่อย่างถึงขั้นล้างจนผิวด้าน เพราะอาจทำให้วิตามินหายไปและเหี่ยวเร็ว เวลาจะกินค่อยล้างดีกว่า อย่าล้างไว้มาก ๆ แล้วใส่ตู้เย็นทิ้งไว้

สรุปคือกินแอปเปิลสีไหนก็ได้ แต่ต้องกินทั้งเปลือก ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมัน คุมน้ำตาล เหมาะกับคนอ้วน ต้องการลดน้ำหนักดีนักแล.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา  : เดลินิวส์  8 กันยายน 2556

งับกัดแอปเปิลได้ส่อสติปัญญายังดี ไม่มีฟันเสี่ยงหนักกับความจำเสื่อม

ถ้าใครยังกัดกินผลแอปเปิลได้ ก็แสดงว่ายังคงมีสติปัญญาและความจำปกติอยู่ ทั้งนี้ เป็นผลจากการศึกษาของสถาบันคาโรลินสกา อันมีชื่อเสียงของสวีเดน

นักวิจัยกล่าวว่า ประชากรอายุสูงขึ้น และคนเราเมื่อแก่ลง ก็ชักเริ่มเสี่ยงกับการมีสติปัญญาด้อยลง เช่น ในเรื่องความจำ การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา ผลจากการวิจัยส่อว่า สาเหตุของความเปลี่ยนแปลงนั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน รวมทั้งเพราะการไม่มีฟันด้วย

สาเหตุก็เพราะการไม่ค่อยมีฟันหรือไม่มีเลย ทำให้เคี้ยวได้ลำบาก ซึ่งเป็นเหตุให้มีเลือดไหลไปเลี้ยงสมองน้อยลง

นักวิจัยของคณะทันตแพทย์กับศูนย์วิจัยความแก่ชราของสถาบันคาโรลินสกา ได้จับเรื่องการสูญเสียฟันความสามารถในการเคี้ยว กับการสูญเสียสติปัญญามาศึกษา โดยสุ่มตัวอย่างจากผู้สูงอายุไม่ต่ำกว่า 77 ปี จำนวน 557 ราย ได้ผลยืนยันว่า ผู้สูงอายุที่เคี้ยวของแข็ง ๆ อย่างผลแอปเปิลได้ลำบาก จะเสี่ยงกับความจำและสติปัญญาเสื่อมอย่างยิ่ง.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Chewing Ability Linked With Cognitive Impairment Risk In The Elderly: Study

Posted: 10/07/2012 11:13 am

How well can you chew? For the elderly, it may say something about risk of cognitive impairment, a new study suggests.

Researchers from the Karolinska Institute and Karlstad University found an association between problems chewing hard foods, like apples, and increased risk of cognitive impairment.

The study included 557 people in Sweden ages 77 and older. The researchers measured their brain functioning with the Mini-Mental State Examination, and also assessed each person’s chewing ability and tooth loss.

Researchers initially found associations between both tooth loss and problems chewing hard foods with cognitive impairment, but after taking into account other factors like age, education status, mental illness and sex, only the association between problems chewing and cognitive impairment remained significant.

“Whether elderly persons chew with natural teeth or prostheses may not contribute significantly to cognitive impairment as long as they have no chewing difficulty,” the researchers wrote in the Journal of the American Geriatrics Society study. “The results add to the evidence of the association between chewing ability and cognitive impairment in elderly persons.”

Recently, another study in the same journal conducted by University of California researchers showed a link between dementia risk and daily brushing habits. In that study, bad brushing habits among women were linked with a a 65 percent higher risk of dementia, compared with those who brushed every day. For men, bad brushing habits were linked with a 22 percent higher risk of the condition.

SOURCE: huffingtonpost.com

แอปเปิล…ราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก

สวย ใส เปล่งประกายออร่ามาแต่ไกล เป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนใฝ่ฝัน แต่จะทำยังไงให้เข้าใกล้คำนั้น ทางลัดที่ลับเฉพาะ มาบอกสาวๆ ด้วยการเลือกรับประทาน

ผลไม้ สีสันสุดจี๊ดน่ารับประทานแถมชื่อยังน่ารัก อย่าง แอปเปิล มันอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินและสารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดชื่นมีเสน่ห์สดใส จนหนุ่มๆ ต้องหันมอง ที่สำคัญยังช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของผิวพรรณไม่ให้ร่วงโรยไปกับกาลเวลาอีกด้วย

แอปเปิล 1 ผล เมื่อรับประทานโดยไม่ปอกเปลือกจะมีพลังงานเพียง 80 แคลอรี ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิด อาทิ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ มีส่วนช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจนภายใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวพรรณสดใส

น้ำตาลที่อยู่ในผลแอปเปิลเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ดังนั้นการรับประทานแอปเปิลจึงมีส่วนช่วยลดความอยากอาหาร และควบคุมน้ำหนักได้

อีกทั้ง เปลือกและเนื้อของมันยังมีเส้นใยอาหารที่ชื่อว่า “เพคติน” ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก ช่วยเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารมีการทำงานเป็นปกติ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย

ดังนั้นการรับประทานแอปเปิลจึงเป็นอีก 1 วิธีที่เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะเป็นผลไม้ที่มีสีสันชวนรับประทาน เนื้อสัมผัสกรอบ รสชาติอร่อย กลิ่นหอม มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หารับประทานได้ง่าย ราคาไม่แพง และที่สำคัญคือไม่ทำให้อ้วน

ประโยชน์ของแอปเปิล ยังแบ่งตามสีสันของมันได้อีกด้วย สำหรับ แอปเปิลแดง มีจุดเด่นที่ดีต่อสุขภาพคือมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์มากที่สุด และยังมีอิลาสตินและคอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิวด้วย

ส่วน แอปเปิลสีชมพู มีสารฟิโนลิกมากที่สุดในบรรดาแอปเปิลด้วยกัน ซึ่งสารนี้ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้าและชะลอความแก่ นอกจากนั้นยังมีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซีทำให้ผนังหลอด เลือดฝอยแข็งแรง ลดการอักเสบ ลดไข้ รวมทั้งช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วย

ตามด้วย แอปเปิลสีเขียว มีรสเปรี้ยวอมหวานช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้ดี เพราะการกินแอปเปิลสีเขียวนอกจากจะได้รับน้ำตาลน้อยแล้วยังมีอิลาสตินและ คอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี

ตบท้ายกับ แอปเปิลสีเหลือง มีประโยชน์ต่างจากสีอื่น ๆ โดยมีสารเควอร์ซิตินที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และต้อกระจก

จะเลือกสีใด ก็เลือกรับประทานตามใจชอบ แต่อย่างน้อยก่อนมื้ออาหารครั้งต่อไป อย่าลืมวาง “แอปเปิล” ไว้ใกล้มือ
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 31 มีนาคม 2555

ประโยชน์ล้ำค่าจากแอปเปิลหลากสี เพื่อสุขภาพและความงาม

หนึ่งในผลไม้ยอดนิยมที่สาว ๆ มักเรียกหาและหยิบมารับประทานอยู่บ่อย ๆ  มีชื่อ “แอปเปิล” รวมอยู่ด้วย เพราะนอกจากรูปร่างน่าตาน่ารับประทานแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย แอปเปิลในท้องตลาดมีอยู่หลายสี แต่ละสีมีประโยชน์แตกต่างกัน หลายคนไม่ชอบรับประทานเปลือกแอปเปิล ซึ่งผิดอย่างมาก เพราะจะทำให้คุณค่าสารอาหารที่ได้รับจากผลไม้ชนิดนี้ลดลง แอปเปิลสีเขียว สีแดง สีเหลืองที่เห็นจากผิวของผลแอปเปิล คงไม่ใช่สีที่เติมแต่งให้เกิดความสวยงาม และดึงดูดให้น่ารับประทานเท่านั้น แต่สีเหล่านี้กลับบ่งบอกถึงคุณประโยชน์ และคุณค่าทางอาหารที่มีมากกว่าที่คิด และหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า แอปเปิลผลไม้ที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ทั่วโลก แต่แอปเปิลที่ถูกนำมารับประทานส่วนใหญ่มีอยู่ 3 สายพันธุ์  ได้แก่

โกลเด้นดีลิเชียส(Golden Delicious)  แอปเปิลสีเขียวอมเหลืองอ่อน,Golden Delicious Apple

รอยัล กาล่า (Royal Gala) แอปเปิลสีชมพูอมส้ม Gala และ

รอยัลฟูจิ (Royal Fuji) แอปเปิลสีแดงอมชมพู Fuji Apple

ทำไมแอปเปิล 3 สายพันธุ์จึงได้รับความนิยมสูงสุด คำถามนี้คงเกิดขึ้นในใจหลาย ๆ คน คำตอบก็คือแต่ละสายพันธุ์มีคุณ สมบัติและคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย เริ่มที่ แอปเปิลพันธุ์ โกลเด้น ดีลิเชียส  แอปเปิลสีเขียวอมเหลืองอ่อน มีแหล่งกำเนิดในสหรัฐอเมริกา มีรสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้ดี เพราะมีน้ำตาลน้อย และมีสารอิลาสตินและคอลลาเจน ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี มีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้  ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และสีเหลืองของแอปเปิลยังมีสารเควอร์ซิติน ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และต้อกระจก ส่วนแอปเปิลพันธุ์ รอยัล กาล่า แอปเปิลสีชมพูอมส้ม จากนิวซีแลนด์ มีรสชาติหวาน  มีสารกลุ่มฟิโนลิก ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า และช่วยชะลอความแก่ และพันธุ์สุดท้ายที่ฮิตสุด ๆ คือ แอปเปิลพันธุ์ รอยัลฟูจิ จากประเทศญี่ปุ่น แอปเปิลสีแดงอมชมพู มีรสหวานจัด  มีสารแอนติออกซิแดนท์มาก และมีอิลาสติน คอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิว

นอกจากนี้แอปเปิลยังมีวิตามิน ซี ซึ่งต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย เพกทิน ใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ลดปริมาณไขมันแอลดีแอล ลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด  สารเควอร์เซทินลดความเสี่ยงของการเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ ลดการอักเสบ และยังมีสารลูทีน ช่วยบำรุงเส้นเลือดให้แข็งแรง และจากผลวิจัยของ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ แมสซาชูเซตส์ โลเวลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การดื่มน้ำแอปเปิลอาจช่วยเพิ่มการสร้างของสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า อะซีทิลโคลีน ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถในการเรียนรู้และความทรงจำ ซึ่งสารสื่อประสาททั้งหลาย รวมทั้งสารอะซีทิลโคลีน เป็นสารเคมีที่ถูกสร้างและหลั่งจากเซลล์ประสาทเพื่อส่งต่อไปยังเซลล์ประสาทข้างเคียง เหมือนเป็นการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกันในการควบคุมการทำงานของทุกส่วนในร่างกายรวมถึงการนึกคิด หรือกล่าวได้ว่า การดื่มน้ำแอปเปิลเป็นประจำอาจจะช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมได้

เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทานแอปเปิลให้มีมากขึ้น และด้วยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาให้ได้เครื่องดื่มที่คงคุณค่า พร้อมเติมเต็มด้วยรสชาติ เสริมแต่งด้วยความสดชื่น จึงเป็นที่มาของการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง “ชาขาว”  ที่เต็มไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ เมื่อถูกนำมาจับคู่กับ “แอปเปิล” ที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ “ชาขาวพร้อมดื่มรสแอปเปิล” จึงคงทั้งคุณค่าทางโภชนาการ ความหอม หวาน เปรี้ยว และสดชื่นอยู่ในขวดเดียวกัน

สำหรับคนชอบดื่มชา การเลือกดื่มเครื่องดื่มชาขาวที่มีส่วนผสมของน้ำแอปเปิล นอกจากได้ความสดชื่นแล้ว  ยังได้ทั้งความหอมอร่อยทรงคุณค่าทางโภชนาการจากแอปเปิลทั้ง 3 สายพันธุ์ และสารต่อต้านอนุมูลอิสระจากชาขาว ซึ่งมีมากกว่าชาเขียวถึง 3 เท่า รู้ถึงคุณประโยชน์มากมายที่หลอมรวมกันระหว่างชาขาวและแอปเปิล คงไม่ปฏิเสธที่จะเลือกแอปเปิลเป็นผลไม้ประจำบ้าน  และในวันนี้หากยังไม่ได้กินแอปเปิลครบทั้ง 3 สายพันธุ์ ลองหันมาดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอปเปิลหลากสีดังกล่าว ที่เข้มข้นด้วยคุณค่าทางโภชนาการ กลิ่นหอม หวานซ่อนเปรี้ยว ที่สำคัญให้มากกว่าความสดชื่น ต้อนรับสุขภาพดีในปีมังกรทองกันดีกว่า.

ที่มา: เดลินิวส์ 4 กุมภาพันธ์ 2555