เช็กให้ชัวร์ก่อน “ป่อง” XY…เคลียร์พื้นที่ปฏิสนธิ

matichon141219_01ในโลกของการ์ตูนและภาพยนตร์เรื่อง “เอ็กซ์เมน” ความผิดปกติทางพันธุกรรมและยีนได้นำมาซึ่ง “พลัง” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ง่ายดาย

ทว่าปัญหาผิดปกติทางพันธุกรรมในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ไม่ได้ทำให้ใครสนุกและมีพลังความสามารถเหนือมนุษย์อย่างวูฟเวอร์ลีน, ไซคลอป, สตรอม หรือชาร์ลส์ เซเวียร์ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิด “โรคทางพันธุกรรม” ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่ถ้ารอดได้ส่วนใหญ่ก็ต้องใช้ชีวิตแบบผูกติดกับโรงพยาบาล ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เหมือนคนปกติทั่วไป

ด้วยความจริงอันโหดร้ายของปัญหาผิดปกติทางพันธุกรรมข้างต้น ได้ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ทั่วโลกต่างแสวงหาแทบทุกหนทาง เพื่อทำให้ลูกของตนเองลืมตาขึ้นมาดูโลกในสภาพร่างกายครบ 32 และต้องห่างไกลจากโรคทางพันธุกรรมทุกชนิด

แน่นอนว่าถ้าเป็นเมื่อสมัยหลายสิบปีก่อนที่มีเทคโนโลยีอันจำกัด วงการแพทย์คงไม่อาจตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของพ่อแม่ข้างต้นได้ แต่ไม่ใช่ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาไปแบบก้าวกระโดด จนสามารถคัดกรองและวินิจฉัยความผิดปกติของ “โครโมโซม” ทั้ง 23 คู่อันเป็นที่อยู่ของ “หน่วยพันธุกรรม” หรือ “ยีน” ซึ่งประกอบไปด้วย “ดีเอ็นเอ” ที่เป็นตัวกำหนดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้ได้โครโมโซมที่ปกติและดีสุด 23 คู่มาใช้ในการกำหนดตัวอ่อนของบุตร ซึ่งอาจเรียกได้ง่าย ๆ ว่า “ถอดรหัสพันธุกรรม”

สำหรับในเมืองไทย “โรงพยาบาลสมิติเวช” ได้ร่วมมือกับทีมวิจัยของ “นายแพทย์โอบจุล ตราชู” อายุรแพทย์ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญทางด้านพันธุศาสตร์การแพทย์ แห่งศูนย์จีโนมทางการแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) กลุ่มบริษัทไบโอเทคโนโลยี TRG-LMGG บริษัท N-Health พัฒนาเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมขั้นสูงอย่าง “Next Generation Sequencing (NGS)” ขึ้นมา

ความสามารถของเทคโนโลยี Next Generation Sequencing คือการคัดกรองโครโมโซมและดูลึกลงไปถึงการเรียงระดับของยีนว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เพื่อวิเคราะห์หาพาหะของโรคทางพันธุกรรมที่มีโอกาสก่อให้เกิดความพิการ และทุพพลภาพในอวัยวะต่าง ๆ ของทารกได้ถึง 600 โรค ซึ่งครอบคลุมถึงโรคทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อย 12 โรค

ได้แก่ โรคทาลัสซีเมีย, โรคกล้ามเนื้อลีบดูเชนและเบกเกอร์, โรคแกแลกโตซีเมีย, โรคเซลล์ประสาทไขสันหลังเสื่อม, โรคไกลโคเจนสะสมชนิดที่ 2 หรือโรคพอมเพ, โรคเลือดไหลไม่หยุดฮีโมฟิเลีย, โรคทองแดงสะสมในสมองและตับ, กลุ่มอาการโครโมโซมเอ็กซ์เปราะ, โรคถุงน้ำในไตชนิดพันธุ์ด้อย, โรคหูหนวกแต่กำเนิด, ภาวะพร่องฮอร์โมนต่อมหมวกไตแต่กำเนิด และภาวะพร่องเอนไซม์ย่อยสลายกรดอะมิโนฟีนิลอะลานีน

นายแพทย์บุญแสง วุฒิพันธุ์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่า จากสถิติพบว่า ประชาชนทั่วไปพบว่า 7 ใน 100 คนจะมีโอกาสเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ติดต่อได้สู่ลูก บางรายอาจจะเป็นโรคโดยตรงหรือเป็นพาหะ เมื่อเกิดการปฏิสนธิทำให้เด็กที่เกิดมานั้นไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้และต้องใช้เงินจำนวนมาก

ร่างกายของมนุษย์ปกติทั่วไปมียีนที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมเฉลี่ย 2,000 ยีน ทำให้สามารถมีโอกาสพาหะของโรคได้มากถึง 2,000 โรค ทางที่ดีสุดของการป้องกันลูกไม่ให้เสี่ยงโรคทางพันธุกรรมอยู่ที่ “การวางแผนก่อนตั้งครรภ์” ซึ่งควรเริ่มเข้าไปรับคำปรึกษาจากแพทย์เรื่องการมีบุตรก่อนสัก 3 เดือน

“การคัดกรองจะเริ่มจากการตรวจร่างกาย หากคู่สมรสใดพบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติ ด้วยอายุที่เกิน 35 ปีหรือมีประวัติโรคทางพันธุกรรม สามารถใช้เทคโนโลยี NGS คัดเลือกยีนได้เลย พูดในรูปแบบง่าย ๆ คือการเอายีนปกติเก็บไว้ ทิ้งยีนที่ไม่ดีไป ก่อนคัดยีนที่ดีมาใส่ ซึ่งปัจจุบันวิธี NGS นี้สามารถตรวจหาได้ถึง 600 โรค ในความแม่นยำที่สูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์” นายแพทย์บุญแสงอธิบาย

อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรองโครโมโซมข้างต้นเป็นเพียงการคัดกรอง “คู่สมรส” ก่อนตั้งครรภ์ ทำให้ลูกในอนาคตยังมีความเสี่ยงเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ไม่ได้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อยู่ กลุ่มอาการที่พบบ่อยและน่าเป็นห่วงสุดคงต้องยกให้ “ดาวน์ซินโดรม” อันเป็นโรคทางพันธุกรรมเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21

สาเหตุของการเกิดกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมมาจากความผิดปกติของ “โครโมโซม” ครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมมากสุด คงต้องยกให้กับแม่ที่ตั้งครรภ์ในช่วงอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งมีอัตราความเสี่ยงสูงของการเกิดความผิดปกติถึง 1 ต่อ 270 คน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหญิงตั้งครรภ์ตอนอายุยังน้อยไม่มีความเสี่ยง เพราะแม่กลุ่มนี้มีความเป็นไปได้ในการให้กำเนิดลูกเป็นดาวน์ซินโดรมอยู่ที่ 1 ใน 1,000 คน

จากความเป็นไปได้ข้างต้นทำให้หญิงมีครรภ์ตั้งแต่ 10-24 สัปดาห์ทุกคน มีความจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องราวอีกมากมายที่กำลังจะตามมา หากตรวจพบว่าลูกน้อยในท้องของตนเองมีโอกาสเป็นดาวน์ซินโดรม โดยตอนนี้เมืองไทยได้พัฒนาเทคโนโลยีในด้านดังกล่าว ให้มีความแม่นยำสูงและเสี่ยงต่อการทำแท้งต่ำยิ่งกว่าเดิม

เทคโนโลยีการตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์นี้มีชื่อเรียกว่า “โครงการตรวจสารพันธุกรรมของเด็กทารกในครรภ์จากเลือดมารดา (Thai NIPT)” ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกปริกำเนิด ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา, หน่วยมนุษย์พันธุศาสตร์ ภาควิชาพยาธิวิทยา, ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS)

นายแพทย์พัญญู พันธ์บูรณะ” อาจารย์จากสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกปริกำเนิด คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เดิมทีวิธีการตรวจคัดกรองหาทารกกลุ่มอาการดาวน์ในครรภ์ที่แม่นยำสุดคือ “เจาะน้ำคร่ำ” ซึ่งวิธีนี้มีโอกาสต่อการแท้งบุตรสูงถึง 0.5 เปอร์เซ็นต์ แต่เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าวลงจึงได้พัฒนาเทคนิคใหม่ อย่างการตรวจเลือดมารดาแทนการเจาะน้ำคร่ำขึ้นมา ซึ่งมีความแม่นยำสูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ภายใน 1 สัปดาห์

“เพียงแต่การตรวจคัดกรองนี้ไม่แนะนำให้ตรวจในครรภ์แฝด เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนได้ว่าเด็กคนไหนมีความผิดปกติ แต่ปัญหานี้เชื่อว่าในอนาคตอาจจะสามารถพัฒนาให้ตรวจได้แม่นยำขึ้น” นายแพทย์พัญญูกล่าว

ทางด้านของ “นายแพทย์วสันต์ จันทราทิตย์” หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ใช้วิธีการตรวจเลือดของแม่ที่ตั้งครรภ์ได้นั้น ก็เพราะระหว่างอยู่ในครรภ์เด็กจะส่ง DNA ของตัวเอง ออกไปปะปนกับ DNA ของแม่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ หลังจากได้เลือดมาแล้วก็จะสกัดแยกเอา DNA ของเด็กออกจากแม่ แล้วนำมาตรวจเปรียบเทียบความผิดปกติของเด็ก

“เมื่อตรวจคัดกรองแล้วพบว่าเด็กมีความเสี่ยงต่อการเป็นดาวน์ซินโดรม แพทย์จะพูดคุยกับคู่สมรสว่าต้องการยุติการตั้งครรภ์หรือไม่ เพราะก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่ากลุ่มอาการดาวน์ไม่ใช่โรคเดียว แต่ยังมีอีกหลายโรคอื่น ๆ ตามมาด้วยหลังจากเด็กเกิดแล้ว ซึ่งพ่อแม่บางคนก็เลี้ยงไม่ไหวกับค่าใช้จ่ายตรงนั้น แต่ถ้าเลี้ยงไหวก็ต้องพูดคุยกันต่อถึงการเลี้ยงดูในอนาคต ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน” ศาสตราจารย์ ดร.วสันต์กล่าว

กลุ่มอาการดาวน์ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองผิดปกติแล้ว ยังส่งผลแทรกซ้อนตามมาตั้งแต่ระบบหัวใจพิการ, ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ, ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ, เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน, โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวสูง, ติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่าย, มีปัญหาทางสายตา, อาจเกิดการอุดตันของท่อน้ำตา, ข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังส่วนคอข้อที่ 1 กับข้อที่ 2 หลวมกว่าปกติ, อาจจะมีอาการคอเอียง การเดินผิดปกติ หรือถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต, อาจจะมีโรคลมชัก และเกิดอาการอัลไซเมอร์เร็วกว่าปกติ สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในวัยเด็กนั้นมักจะเป็นโรคสมาธิสั้น โรคออทิสติก

นายแพทย์พัญญูกล่าวว่า การตรวจคัดกรองนี้ไม่เพียงแค่ตรวจสอบโครโมโซมคู่ที่ 21 ที่มีผลต่อการเกิดกลุ่มอาการดาวน์ได้เท่านั้น ยังสามารถให้ผลเกี่ยวกับโครโมโซมคู่ที่ 13 และ 18 ตลอดจนถึงโครโมโซมเพศชายและหญิงได้อีกด้วย ซึ่งเอาเข้าจริงสามารถตรวจคัดกรองโครโมโซมได้ทุกคู่ แต่ขอเลือกให้ผลการตรวจคัดกรองเพียงแค่นี้ เพราะคู่อื่น ๆ แพทย์ยังไม่อาจให้คำตอบได้ว่าจะมีปัญหาอะไรตามหลัง ซึ่งอาจทำให้เลือกพ่อและแม่เกิดความกังวลโดยไม่จำเป็น

แม้เทคโนโลยีการคัดกรองโครโมโซมจะพัฒนาไปได้ไกลในปัจจุบัน แต่ปัญหาสำคัญของวิธีการดังกล่าวยังอยู่ที่ “ค่าใช้จ่าย” ซึ่งค่อนข้างสูงมากจนคนเข้าถึงได้อย่างจำกัด ทำให้ความเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ได้ลดลงจนเหลือศูนย์

ดังนั้นก่อนตัดสินใจมีบุตร ขอแนะนำให้คู่สมรสจูงมือกันไปตรวจคัดกรองความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ไว้จะดีที่สุด

(ที่มา:ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ 18-21 ธ.ค.2557)

ที่มา: มติชน 19 ธันวาคม 2557

Advertisements

ตรวจเลือดแม่ หาความผิดปกติในทารก

dailynews141129_01ตรวจเลือดแม่ หาความผิดปกติในทารก ให้ผลแม่น ไร้ผลข้างเคียง

ในแต่ละปีประเทศไทยจะมีทารกที่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ประมาณ 1.3 คนต่อ 1,000 ประชากร ส่วนใหญ่ 90% จะพบในแม่ที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากแล้วก็จริง แต่ขณะนี้เด็กที่มีความผิดปกติที่พบส่วนใหญ่เกิดจากแม่ที่อายุน้อย นั่นเป็นเพราะความไม่ตระหนัก และคิดว่าตัวเองไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง จึงขาดการตรวจคัดกรอง และแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

รศ.นพ.พัญญู พันธ์บูรณะ หัวหน้าโครงการตรวจสารพันธุกรรมของทารกในครรภ์จากเลือดมารดา เล่าให้ฟังว่าโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของโครโมโซม มีหลาย ๆ ประเภท ตั้งแต่ภาวะความผิดปกติด้านสติปัญญา ดาวน์ซินโดรม ซึ่งเป็นเพราะโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 ข้าง แต่หากเกิดความผิดปกติกับโครโมโซมคู่อื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่จะก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น เช่นคู่ที่ 13 ผิดปกติจะก่อให้เกิดภาวะ “พาตัวซินโดรม” (Patau) จะทำให้ภาวะสติปัญญาต่ำ เกิดโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับลำไส้ ปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นต้น และถ้าเกิดความผิดปกติที่โครโมโซมคู่ที่ 18 จะเกิดภาวะสติปัญญาต่ำ ศีรษะเล็กคล้ายกับผลสตรอเบอรี่ นิ้วเกิน โรคไต กระดูกแขนผิดปกติ

ความผิดปกติของทารกในครรภ์จะเพิ่มขึ้นตามอายุของมารดา เนื่องจากไข่ก็มีอายุเท่ามารดา ทำให้ไม่มีความสดใหม่เหมือนสเปิร์มของผู้ชายที่ผลิตใหม่ทุก 3 เดือน การแบ่งตัวทำให้มีโอกาสผิดปกติสูง ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 13, 18 ส่วนใหญ่แล้วทารกจะเสียชีวิตในครรภ์ แต่อาการดาวน์ซินโดรม ทารกจะรอดชีวิต สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไป และมีความสามารถพิเศษหากได้รับการกระตุ้นที่ดี

อย่างไรก็ตาม ภาวะโรคที่เกิดจากความผิดปกติเหล่านี้สามารถคัดกรองได้ด้วยเทคนิคการเจาะถุงน้ำคร่ำเพื่อตรวจหาความผิดปกของทารกที่ให้ผลแม่นยำ หากพบเด็กมีภาวะดาวน์ซินโดรมก็เป็นสิ่งที่ที่คนเป็นพ่อ เป็นแม่ต้องตัดสินใจว่าจะเอาเด็กออกหรือเลี้ยงดูลูกน้อยต่อไป อย่างถูกวิธี แต่ปัญหาคือ การเจาะถุงน้ำคร่ำมีความเสี่ยงที่จะเกิดการแท้ง น้ำคร่ำเดินสูง

ปัจจุบันจึงมีการคิดค้นการตรวจเลือดแม่ขึ้นมาแทนการเจาะถุงน้ำคร่ำ ซึ่งให้ผลแม่นยำ และตรวจได้เร็วถึง 99% วิธีการไม่สลับซับซ้อน แค่เจาะเลือดจากแขนของคุณแม่ปริมาณ 500 ซีซี ไปตรวจด้วยเครื่องคัดแยกพันธุกรรม เพราะตามปกติแล้วในเลือดของแม่จะมีดีเอ็นเอของลูกผสมอยู่ 10% จึงสามารถทราบความผิดปกติของโครโมโซมทุกคู่ซึ่งรวมถึงโครโมโซมเพศของทารกในครรภ์ได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดว่ายังไม่สามารถตรวจกรณีเป็นทารกแฝดได้ เพราะไม่รู้จะยืนยันว่าความผิดปกตินั้นเป็นของทารกคนไหนกันแน่

แต่การตรวจคัดกรองภาวะความผิดปกติของทารกตั้งแต่ก่อนคลอดถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากมาพบความผิดปกติหลังจากน้อง ๆ ลืมตาดูโลกแล้วด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่างอาจจะทำให้น้อง ๆ เหล่านั้นใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก เพราะไม่ใช่ทุกคนจะได้รับการส่งเสริมอย่างถูกวิธี ดังนั้นราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์จึงได้ออกเป็นหลักเกณฑ์ให้แพทย์อธิบายให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงได้รับการตรวจคัดกรอง และการตรวจคัดกรองด้วยเลือดของตัวแม่นั้นมีข้อดีอย่างหนึ่งคือไม่มีผลแทรกซ้อนต่อตัวเด็กเอง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าวิธีการนี้ไม่ใช่วิธีการใหม่แต่อย่างใด เพราะเริ่มมีการใช้มาสักพักแล้วในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ จีน และไต้หวัน แม้แต่ในประเทศไทยเองก็ยังใช้วิธีนี้มาแล้วประมาณ 2-3 ปี แต่ยังไม่สามารถแปลผลตรวจภายในประเทศเองได้ จำเป็นต้องส่งตัวอย่างเลือดไปตรวจที่ต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงตัวอย่างละ 3 หมื่นบาท แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ค่าใช้จ่ายอย่างเดียว ความสำคัญมันอยู่ตรงที่ทำให้ข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยตกไปอยู่ในมือของต่างชาติ ที่อาจจะเอาข้อมูลเหล่านั้นไปผลิตเป็นเครื่องมือ หรือยารักษาโรคกลับมาขายให้เราในอัตราที่สูงลิ่ว

เพราะฉะนั้นการตรวจเราสามารถตรวจวิเคราะห์ได้เองในประเทศซึ่งราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่งจะทำให้คนไทยเข้าถึงสิทธิในการตรวจคัดกรองความเสี่ยงเหล่านั้นมากขึ้น และในอนาคตอาจจะทำให้ราคาถูกลงเรื่อย ๆ จนสามารถบรรจุในชุดสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลสำหรับคนไทย ที่สำคัญฐานข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยจะถูกปกป้องเป็นความลับเฉพาะ เพิ่มอำนาจในการต่อรองด้านการรักษาพยาบาลให้มากขึ้นด้วย.

อภิวรรณ เสาเวียง : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 29 พฤศจิกายน 2557

วิปัสสนาได้กุศลส่ง คนไข้มะเร็งเต้านม

thairath141010_02ผู้อำนวยการวิจัยแผนกวิทยาสังคม ของศูนย์โรคมะเร็งทอม เบเกอร์ เปิดเผยว่า ผู้รอดพ้นจากการเป็นมะเร็งเต้านม ที่นั่งกรรมฐาน จะได้รับกุศลผลบุญสนองกับตนเอง

คณะนักวิจัยได้พบว่า เทโลเมียร์ อันเป็นส่วนปลายของโครโมโซมของคนเหล่านี้ จะยังคงรักษาความยาวไว้ได้ ส่วนปลายนี้มีผลต่อการกำหนดอายุขัยของเซลล์

ผู้อำนวยการลินดา อี. คาร์ลสัน กล่าวว่า “เรารู้ว่าการนั่งสมาธิอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ไม่แต่เพียงทางกายเท่านั้น หากยังพบหลักฐานเป็นครั้งแรกว่า ยังมีอิทธิพลอย่างสำคัญทางด้านชีววิทยาด้วย”

เขาได้ให้ผู้ป่วยที่หายจากมะเร็งเต้านมจำนวนหนึ่ง ฝึกนั่งวิปัสสนา ครั้งละ 90 นาที เป็นเวลา 2 เดือน และแนะนำให้ไปปฏิบัติด้วยตนเองที่บ้าน วันละ 45 นาทีอีกด้วย.

ที่มา : ไทยรัฐ 10 พฤศจิกายน 2557

 

Related article:

Meditation, support groups: Clear new evidence for mind-body connection demonstrated in study, researchers show

Date: November 3, 2014
Source: Alberta Health Services
Summary: For the first time, researchers have shown that practicing mindfulness meditation or being involved in a support group has a positive physical impact at the cellular level in breast cancer survivors.
For  the first time, researchers have shown that practising mindfulness meditation or being involved in a support group has a positive physical impact at the cellular level in breast cancer survivors.

A group working out of Alberta Health Services’ Tom Baker Cancer Centre and the University of Calgary Department of Oncology has demonstrated that telomeres — protein complexes at the end of chromosomes — maintain their length in breast cancer survivors who practise meditation or are involved in support groups, while they shorten in a comparison group without any intervention.

Although the disease-regulating properties of telomeres aren’t fully understood, shortened telomeres are associated with several disease states, as well as cell aging, while longer telomeres are thought to be protective against disease.

“We already know that psychosocial interventions like mindfulness meditation will help you feel better mentally, but now for the first time we have evidence that they can also influence key aspects of your biology,” says Dr. Linda E. Carlson, PhD, principal investigator and director of research in the Psychosocial Resources Department at the Tom Baker Cancer Centre.

“It was surprising that we could see any difference in telomere length at all over the three-month period studied,” says Dr. Carlson, who is also a U of C professor in the Faculty of Arts and the Cumming School of Medicine, and a member of the Southern Alberta Cancer Institute. “Further research is needed to better quantify these potential health benefits, but this is an exciting discovery that provides encouraging news.”

The study was published online in the journal Cancer.

A total of 88 breast cancer survivors who had completed their treatments for at least three months were involved for the duration of the study. The average age was 55 and most participants had ended treatment two years prior. To be eligible, they also had to be experiencing significant levels of emotional distress.

In the Mindfulness-Based Cancer Recovery group, participants attended eight weekly, 90-minute group sessions that provided instruction on mindfulness meditation and gentle Hatha yoga, with the goal of cultivating non-judgmental awareness of the present moment. Participants were also asked to practise meditation and yoga at home for 45 minutes daily.

In the Supportive Expressive Therapy group, participants met for 90 minutes weekly for 12 weeks and were encouraged to talk openly about their concerns and their feelings. The objectives were to build mutual support and to guide women in expressing a wide range of both difficult and positive emotions, rather than suppressing or repressing them.

The participants randomly placed in the control group attended one, six-hour stress management seminar.

All study participants had their blood analysed and telomere length measured before and after the interventions.

Scientists have shown a short-term effect of these interventions on telomere length compared to a control group, but it’s not known if the effects are lasting. Dr. Carlson says another avenue for further research is to see if the psychosocial interventions have a positive impact beyond the three months of the study period.

Allison McPherson was first diagnosed with breast cancer in 2008. When she joined the study, she was placed in the mindfulness-based cancer recovery group. Today, she says that experience has been life-changing.

“I was skeptical at first and thought it was a bunch of hocus-pocus,” says McPherson, who underwent a full year of chemotherapy and numerous surgeries. “But I now practise mindfulness throughout the day and it’s reminded me to become less reactive and kinder toward myself and others.”

Study participant Deanne David was also placed in the mindfulness group.

“Being part of this made a huge difference to me,” she says. “I think people involved in their own cancer journey would benefit from learning more about mindfulness and connecting with others who are going through the same things.”

Story Source:

The above story is based on materials provided by Alberta Health Services. Note: Materials may be edited for content and length.

Journal Reference:

  1. Linda E. Carlson, Tara L. Beattie, Janine Giese-Davis, Peter Faris, Rie Tamagawa, Laura J. Fick, Erin S. Degelman, Michael Speca. Mindfulness-based cancer recovery and supportive-expressive therapy maintain telomere length relative to controls in distressed breast cancer survivors. Cancer, 2014; DOI:10.1002/cncr.29063

SOURCE : www.sciencedaily.com

ชีวีมีสุข กับมะเร็ง

bangkokbiznews140724_01

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ (CML)คล้ายๆ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ หากผู้ป่วยรับประทานยาสม่ำเสมอใช้ชีวิตหมือนคนปกติ

ศ.เกียรติคุณ พญ.แสงสุรีย์ จูฑา ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน ถือว่า CML เป็นโรคเรื้อรังคล้ายๆ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ที่ถ้าผู้ป่วยรับประทานยาสม่ำเสมอก็สามารถจะมีชีวิตอยู่เหมือนคนปกติได้

มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ ๆ 2 ชนิดคือ 1.ชนิดเฉียบพลัน 2.ชนิดเรื้อรัง นอกจากนี้ มะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้ง 2 ชนิดข้างต้น ยังแบ่งออกตามลักษณะของเซลล์ได้เป็น 2 แบบ คือ แบบมัยอีลอยด์ (Myeloid Leukemia) และแบบลิมฟอยด์ (Lymphoid Leukemia)

ดังนั้น เราจะพบมะเร็งเม็ดเลือดขาวตามชนิดและแบบได้ใหญ่ๆ 4 อย่างคือ

1.มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบมัยอีลอยด์ (Acute Myeloid Leukemia หรือ AML)
2.มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบลิมฟอยด์ (Acute Lymphoid Leukemia หรือ ALL)
3.มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ (Chronic Myeloid Leukemia หรือ CML)
4. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบลิมฟอยด์ (Chronic Lymphocytic Leukemiaหรือ CLL)

ผู้ป่วยผู้ใหญ่ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะพบมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบมัยอีลอยด์ (AML) และมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ (CML) ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะ โรค CMLเท่านั้น คือมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ ซึ่งสาเหตุการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด การฉายรังสีเป็นปัจจัยเดียวที่อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้เพิ่มขึ้น ผู้ป่วยที่เคยได้รับการฉายรังสีเพื่อการรักษาโรคข้อบางชนิด และผู้ที่รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ พบว่า มีอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์สูงกว่าคนทั่วไปมาก

ซึ่งลักษณะทางคลินิกผู้ป่วยในต่างประเทศอายุเฉลี่ยประมาณ 65 ปี ผู้ป่วยในประเทศไทยส่วนใหญ่จะมีอายุระหว่าง 15-50 ปี แต่จากการศึกษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยอยู่ระหว่าง 36-38 ปี ร้อยละ 89 ของผู้ป่วยในประเทศไทยจะมีอายุต่ำกว่า 50 ปี พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย บางรายไม่มีอาการอะไรเลย ทราบว่าเป็นโรคนี้โดยบังเอิญ อาจจะไปตรวจร่างกายประจำปีแล้วตรวจพบว่า เป็นโรคนี้ หรือไม่สบายเป็นอย่างอื่น ไปพบแพทย์แล้ว ตรวจพบว่าเป็นโรคนี้ นอกจากนั้น ก็อาจจะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ผอมลง รับประทานอาหารแล้วแน่นท้อง หรือคลำก้อนได้ในท้อง เป็นต้น

ผู้ป่วยชายบางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการอวัยวะเพศแข็งตัวไม่ยอมหด แล้วตรวจเลือดพบว่าเป็นโรคนี้ประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยมีม้ามโต คลำได้ชัดเจน ขนาดของม้ามขึ้นอยู่กับระยะเวลาของโรค ยิ่งเป็นมานานม้ามยิ่งโตมาก ผู้ป่วยโรคนี้มีความผิดปกติที่พบจำเพาะคือ บางส่วนของแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 9 ถูกย้ายไปอยู่บนแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 22 และบางส่วนของแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 22 ถูกย้ายไปอยู่บนแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 9 เราเรียกโครโมโซมคู่ที่ 22 ที่มีส่วนของคู่ที่9 อยู่ด้วยว่า ฟิลาเดลเฟียโครโมโซม พบฟิลาเดลเฟียโครโมโซมในผู้ป่วยโรคนี้ประมาณร้อยละ 95

การพบฟิลาเดลเฟียโครโมโซมทำให้เกิดสารทางพันธุกรรม BCR- ABL ซึ่งตรวจพบได้ด้วยวิธี RQ-PCR ความผิดปกติทางเลือดที่ตรวจพบ คือ ผู้ป่วยจะมีโลหิตจางเล็กน้อยถึงปานกลางเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ โดยขึ้นอยู่กับว่าเป็นมานานเท่าไร แนวทางการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ควรได้รับการรักษาด้วยยา Targeted Therapy อย่างไรก็ตามแม้ว่าฟิลาเดลเฟียโครโมโซมเป็นศูนย์แล้ว ก็ยังจำเป็นต้องรับประทานยาต่อไปไม่มีกำหนด เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อหยุดยาแล้วจะมีโรคกลับมาอีก ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ลดขนาดของยาหรือหยุดยา

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 24 กรกฎาคม 2557

การคัดกรองทารกดาวน์ โดยการเจาะเลือดแม่

thairath130222_001ปัจจุบันเทคโนโลยีในการตรวจคัดกรองทารกดาวน์มีความทันสมัย ซึ่งการเจาะเลือดของหญิงตั้งครรภ์ไปตรวจก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

รศ.นพ.ธีระพงศ์ เจริญวิทย์ หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ และหัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การตรวจเอ็นไอพีที ( NIPT) หรือ “นอน อินเวสีพ พรีเนทัล เทสติ้ง” (Non-invasive Prenatal Testing) คือการตรวจคัดกรองทารกดาวน์ โดยการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอของทารก หรือ เซลล์ ฟรี ฟีทัล ดีเอ็นเอ (cell free fetal DNA) ของทารก จากเลือดมารดา สามารถตรวจทารกดาวน์ได้มากกว่าร้อยละ 99 และมีผลบวกลวงต่ำมากคือน้อยกว่าร้อยละ 0.5

หน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เริ่มให้บริการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2555 พบว่าได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากการเจาะเลือดเพื่อตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอของทารกนี้จะช่วยลดอัตราการเสี่ยงต่อการทำแท้งหรือสูญเสียทารกได้ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.5 หรือประมาณ 1 รายจากการเจาะนํ้าคร่ำ 200 และการตรวจเอ็นไอพีทีนี้ สามารถลดอัตราผลบวกลวงจากร้อยละ 5 ลงมาเหลือเพียงน้อยกว่าร้อยละ 0.5 ซึ่งผลบวกลวงนี้คือ โอกาสที่คุณแม่ตั้งครรภ์ทารกปกติ แต่ผลการตรวจกรองเป็นบวก ทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ปกติ ต้องได้รับคำแนะนำให้ตรวจโครโมโซมทารกโดยการเจาะนํ้าคร่ำ หรือตัดชิ้นเนื้อรกต่อ

ในปัจจุบันเริ่มมีวิธีการทดสอบต่าง ๆ เข้ามามากมาย ซึ่งแต่ละวิธีการทดสอบนั้นมีข้อดีข้อด้อยต่างกัน ในขณะนี้การตรวจเอ็นไอพีที ที่ให้บริการในประเทศไทยในขณะนี้ มีอยู่ด้วยกัน 4 วิธี ได้แก่ นิฟตี้ เทสต์ (NIFTY test) ฮาร์โมนี่ พรีเนเทิล เทสต์ (Harmony Prenatal test) นิพ (NIPs) และพาโนรามา เทสต์ (Panorama test)

โดยหลักการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอของทารกจากเลือดแม่นั้นมี 2 แนวทาง คือ

1. การตรวจยีนทุกตัว หรือ โฮล จีโนม (Whole genome) เป็นการตรวจวิเคราะห์ทุกตำแหน่งของทุกโครโมโซม (โครโมโซมคู่ที่ 1 ถึง 22, X, Y) ในกรณีที่ตั้งครรภ์ทารกดาวน์ จะตรวจพบชิ้นส่วนของดีเอ็นเอ ซึ่งมาจากโครโมโซมคู่ที่ 21 เป็นอัตราส่วนซึ่งสูงกว่าการตั้งครรภ์ทารกปกติ การตรวจเอ็นไอพีที ซึ่งใช้วิธีการตรวจยีนทุกตัว ที่มีให้บริการในประเทศไทยได้แก่ นิฟตี้ เทสต์ และ นิพ

2. การตรวจกลุ่มเป้าหมาย หรือ ทาร์เกต แอพโพรช (Targeted approach ) เป็นวิธีการตรวจซึ่งทำการเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอของทารกเฉพาะบางตำแหน่ง ของบางโครโมโซมที่พบความผิดปกติได้บ่อย ได้แก่ โครโมโซมคู่ที่ 13, 18, 21, X, Y การวิเคราะห์ข้อมูลอาจใช้เทคโนโลยี “แมสซีฟลี่ แพเรลเลล โพรเซสซิ่ง” (massively parallel processing หรือ MPS) ซึ่งวิธีนี้ ได้แก่ ฮาร์โมนี่ พรีเนเทิล เทสต์ (Harmony Prenatal test) หรืออีกเทคโนโลยีคือการวิเคราะห์ “ซิงเกิล นิวคลีโอไทด์ โพลีมอฟิสม์” ( Single nucleotide polymorphism หรือ SNPs) ซึ่งการตรวจที่ใช้วิธีนี้ ได้แก่พาโนรามา เทสต์

การตรวจโดยวิธี ทาร์เกต แอพโพรช นี้สามารถลดจำนวนชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่ต้อง ตรวจวิเคราะห์ โดยจะทำการวิเคราะห์เฉพาะโครโมโซมเป้าหมาย ซึ่งบอกได้เพียงความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 13, 18, 21, X, Y เท่านั้น โดยไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติของโครโมโซมคู่อื่น ๆ ส่วนการตรวจด้วยวิธีนิฟตี้ และนิพ (NIFTY และ NIPs) นั้นจะสามารถตรวจความผิดปกติของโครโมโซมคู่อื่น ๆ ด้วยการตรวจเอ็นไอพีที ด้วยวิธีการทั้งการตรวจยีนทุกตัว และการตรวจกลุ่มเป้าหมาย นั้นเป็นวิธีที่ต่างกัน มิใช่วิธีใดทันสมัยกว่ากันอย่างที่คุณแม่หลายท่านอาจสับสนในข้อมูล แต่เป็นวิธีการตรวจที่ใช้วิธีต่างกันเท่านั้น

โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายชนิดเอ็มพีเอส ซึ่งได้แก่ “ฮาร์โมนี่ พรีเนเทิล เทสต์” นั้น มีจุดเด่นที่มีรายงานวิจัยจำนวนมาก การตรวจเอ็นไอพีทีที่ใช้ได้ในครรภ์แฝด วิธีการทดสอบที่ใช้ได้ คือ นิฟตี้ ส่วนพาโนรามา เทสต์ ไม่รับการตรวจตั้งครรภ์แฝด

ในส่วนของการตรวจเลือดแม่ซ้ำ พบได้ประมาณร้อยละ 1–3 ในวิธีการทดสอบอื่น แต่การตรวจอ็นไอพีที โดยวิธีชนิดเอสเอ็นพี (SNPs) ของพาโนรามา เทสต์ นั้นมีการตรวจเลือดแม่ซ้ำ หรือตรวจไม่พบเซลล์เลย สูงร้อยละ 5-12 ซึ่งสูงกว่าการตรวจเอ็นไอพีทีวิธีอื่น ๆ

เอ็นไอพีทีเป็นวิธีการทดสอบที่มีราคาสูง เนื่องจากทุกวิธียังต้องส่งตัวอย่างเลือดไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการในต่างประเทศ คุณแม่ควรศึกษาจุดเด่น จุดด้อยและข้อจำกัดของการตรวจเอ็นไอพีที แต่ละวิธี เพื่อให้เลือกการใช้เอ็นไอพีทีที่เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทารกในครรภ์ของคุณแม่

ถ้าคุณแม่มีปัญหา สามารถปรึกษาหน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ Email : mfmchula@hotmail.com.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา : เดลินิวส์  6 กรกฎาคม 2557

พ่ออายุมากกลับสร้างลูกอายุยืนยาว ยิ่งเป็นแบบเดียว 2 ชั้นซ้ำยิ่งดีใหญ่

ผู้ชายที่เป็นพ่อคนเมื่ออายุมาก กลับทำให้ได้ลูกที่มีอายุยืนกว่าปกติ ยิ่งกว่านั้นหากมีปู่ ที่มีลูกเมียตอนเมื่อมีอายุแล้วเข้าด้วย ยิ่งดีใหญ่จะยิ่งได้ลูกหลานที่มีอายุยืนยาวยิ่งขึ้น

วารสาร “สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ของสหรัฐฯ รายงานว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลได้รู้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของหนุ่มฉกรรจ์ 1,779 คน พบว่า องค์ประกอบทางพันธุกรรมของตัวเชื้ออสุจิ ก็จะเปลี่ยนแปรไปตามอายุของเจ้าของ ซึ่งมีผลทำให้อายุยืน และจะถ่ายทอดไปถึงลูกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญรู้มานานแล้วว่า อายุขัยขึ้นอยู่กับความยาวของส่วนปลายของโครโมโซม อันเป็นโครงสร้างทางพันธุกรรม ที่เรียกว่า “เทโลเมียร์” มีลักษณะเหมือนกับปลอกพลาสติกหุ้มปลายเชือกผูกรองเท้า ซึ่งจะสึกสั้นลงไปตามอายุ แต่ของตัวอสุจิมันกลับยาวออกไปตามอายุของเจ้าของ ยิ่งในผู้ที่มีพ่อและปู่ ที่มามีลูกเต้าเมื่อมีอายุมากแบบเดียวกันด้วยแล้ว มันจะยิ่งยาวขึ้นไปอีก.

ที่มา: ไทยรัฐ 14 มิถุนายน 2555

.

Related Link:

.

Children with older fathers and grandfathers ‘live longer’

By Michelle RobertsHealth editor, BBC News website
12 June 2012 Last updated at 02:24 GMT

Delaying fatherhood may offer survival advantages, say US scientists who have found children with older fathers and grandfathers appear to be “genetically programmed” to live longer.

The genetic make-up of sperm changes as a man ages and develops DNA code that favours a longer life – a trait he then passes to his children.

The team found the link after analysing the DNA of 1,779 young adults.

Their work appears in Proceedings of the National Academy of Sciences.

Shoelace tips

Experts have known for some time that lifespan is linked to the length of structures known as telomeres that sit at the end of the chromosomes that house our genetic code, DNA. Generally, a shorter telomere length means a shorter life expectancy.

Like the plastic tips on shoelaces, telomeres protect chromosomal ends from damage. But in most cells, they shorten with age until the cells are no longer able to replicate.

However, scientists have discovered that in sperm, telomeres lengthen with age.

Telomeres (in red) cap the ends of chromosomes

And since men pass on their DNA to their children via sperm, these long telomeres can be inherited by the next generation.

Dr Dan Eisenberg and colleagues from the Department of Anthropology at Northwestern University studied telomere inheritance in a group of young people living in the Philippines.

Telomeres, measured in blood samples, were longer in individuals whose fathers were older when they were born.

The telomere lengthening seen with each year that the men delayed fatherhood was equal to the yearly shortening of telomere length that occurs in middle-aged adults.

Telomere lengthening was even greater if the child’s paternal grandfather had also been older when he became a father.


“Very few of the studies that linked telomere length to health in late life have studied the impact, if any, of paternal age”

Prof Thomas von ZglinickiProfessor of Cell Gerontology

Although delaying fatherhood increases the risk of miscarriage, the researchers believe there may be long-term health benefits.

Inheriting longer telomeres will be particularly beneficial for tissues and biological functions that involve rapid cell growth and turnover – such as the immune system, gut and skin – the scientists believe.

And it could have significant implications for general population health.

“As paternal ancestors delay reproduction, longer telomere length will be passed to offspring, which could allow lifespan to be extended as populations survive to reproduce at older ages.”

Prof Thomas von Zglinicki, an expert in cellular ageing at Newcastle University, said more research was needed.

“Very few of the studies that linked telomere length to health in late life have studied the impact, if any, of paternal age. It is still completely unclear whether telomere length at conception (or birth) or rate of telomere loss with age is more important for age-related morbidity and mortality risk in humans.

“The authors did not examine health status in the first generation offspring.”

It might be possible that the advantage of receiving long telomeres from an old father is more than offset by the disadvantage of higher levels of general DNA damage and mutations in sperm, he said.

Data from: bbc.co.uk

พลิกวิธีรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ถูกไปหาแพง

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลิวคีเมีย อาจเป็นที่รู้กันเพียงว่า โรคนี้เป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง เนื่องจากวิธีการรักษาหลักนั้นคือการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งมีราคาสูงราว 1 ล้านบาท แถมยังการันตีเต็มร้อยไม่ได้ว่าปลูกถ่ายไขกระดูกแล้วจะรอดชีวิตหรือหายป่วยได้หรือไม่

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงแสงสุรีย์ จูฑา ประธานชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทย เผยว่า หลักการข้างต้นเป็นเรื่องเก่าแล้ว โดยปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์สามารถพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพช่วยควบคุมโรคได้ดีและยืดอายุของผู้ป่วยให้ยืนยาวขึ้น ดังนั้นจึงต้องให้ข้อมูลกันใหม่ หากเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว ผู้ป่วยคงไม่ต้องท้อแท้สิ้นหวัง

ก่อนรู้เรื่องมาตรฐานการรักษาที่ปรับใหม่ ศ.พญ.แสงสุรีย์ อยากให้ทำความรู้จักโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวก่อน โรคนี้แบ่งได้ 2 แบบ โดยแบบแรกแบ่งตามชนิด คือ เฉียบพลัน และเรื้อรัง ส่วนอีกแบบแบ่งตามเซลล์ คือ ลิมฟอยด์ และมัยอีลอยด์ ซึ่งโอกาสนี้ ศ.พญ.แสงสุรีย์ เล่าถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ว่า

โรคนี้มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า “ซีเอ็มแอล” (CML) ย่อมาจาก Chronic myeloid leukemia ทั่วโลกมีประมาณ 1-2 รายต่อประชากร 1 แสนคน มักพบในวัยรุ่น-ผู้ใหญ่ แต่ที่ชุกมากอยู่ในช่วงวัย 35-36 และ 40 ปี จำนวนผู้ป่วยเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย บนสัดส่วน 1.5 ต่อ 1

สาเหตุป่วยโรคซีเอ็มแอล ทางการแพทย์ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ก็ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพียงแต่พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นจะมีความผิดปกติในการสลับที่ของโครโมโซมคู่ที่ 22 และคู่ที่ 9 ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ และทราบได้จากการตรวจสุขภาพทั่วไปโดยการตรวจเลือด ส่วนอาการของโรคนี้ไม่เฉพาะเจาะจง พบได้ทั้งอ่อนเพลีย หมดแรง กินข้าวแล้วแน่นท้อง คลำเจอก้อนในท้องเพราะม้ามโต และปวดกระดูก

หากแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคซีเอ็มแอล ปัจจุบันจะให้ผู้ป่วยกินยาเพื่อรักษาเป็นขั้นตอนแรก เนื่องจากยาที่มีอยู่ 2 กลุ่ม รวม 3 ชนิดนั้น ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเฉพาะเซลล์มะเร็ง และให้ยาไปแย่งที่อยู่เซลล์มะเร็ง โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะตอบสนองผลจากการใช้ยาได้ดี สามารถควบคุมโรคได้ เพียงกินยาอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับผู้ป่วยเรื้อรังโรคเช่นเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาบ้าง เช่น ตา ใบหน้า ขาบวม มีผื่นคัน ท้องเสีย ปวดกระดูก แต่แพทย์ก็จะใช้เทคนิคปรับยาให้เหมาะสม เพื่อลดผลข้างเคียง

ทั้งนี้ แม้ค่ายาต่อปีจะเป็นราคาเฉลี่ยหลักแสนถึงล้านบาท แต่ผู้ป่วยสามารถเบิกจ่ายค่ายาได้ ตามสิทธิข้าราชการ ประกันสังคม ส่วนผู้ป่วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ยังได้รับการสนับสนุนยาฟรีจากโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยนานาชาติ เช่น GIPAP และ TIPAP

กรณีผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา หลังจากแพทย์ให้ครบทุกชนิดแล้ว ขั้นต่อมาแพทย์จะรักษาด้วยเคมีบำบัดก่อนปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งอาจมีข้อจำกัดเพิ่มเข้ามา คือ ผู้ป่วยที่จะปลูกถ่ายไขกระดูกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี และต้องได้ไขกระดูกจากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ เช่นจากพี่-น้อง ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ร้อยละ 25 แต่รับประกันผลการรักษาไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เมื่อทราบวิธีการรักษาที่ปรับใหม่แล้ว ศ.พญ.แสงสุรีย์ แนะผู้ป่วยโรคซีเอ็มแอล เข้ารับการรักษาต่อเนื่อง เพราะหากปล่อยไปไม่รักษาจะส่งเกิดอาการตัวซีด อ่อนเพลียมาก เหนื่อยง่าย เกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกง่าย ม้ามโตเต็มท้อง เกิดการติดเชื้อ และอาจเสียชีวิตได้ภายใน 3-5 ปี แต่เพื่อเฝ้าระวังโรคก่อนจะรุนแรง ควรใส่ใจตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 28 สิงหาคม 2555