ผู้ใหญ่ติดเกม

dailynews140420_002ปัจจุบันใช่ว่าจะมีแต่เด็กเท่านั้นที่ติดเกม ผู้ใหญ่หลายคนก็ติดเกมเช่นกัน โดยเฉพาะเกมจากโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต ที่หลายคนนั่งเล่น นอนเล่นจนดึกดื่นชนิดเอาเป็นเอาตาย

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รอง ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในปัจจุบันพบว่าผู้ใหญ่เล่นเกมมากขึ้น มองไปทางไหนก็มีแต่คนเล่นเกม ส่วนจำนวนคนติดยังไม่มีการสำรวจว่ามีมากแค่ไหน ตัวเลขที่เคยสำรวจเมื่อ 2 ปีก่อน พบว่าประชากรติดเกมมีตั้งแต่ 9-15% แต่ปัจจุบันการเข้าถึงเกมง่ายกว่า 2 ปีที่แล้ว ดังนั้นคิดว่าคงมีคนติดเกมมากขึ้น โดยเฉพาะเกมให้โหลดฟรี ผ่านมือถือ หรือแท็บเล็ต เกมจึงอยู่ติดตัวตลอดเวลา ด้วยความที่เกมอยู่ติดตัวตลอดเวลาจึงส่งเสริมให้เล่นเกมได้ง่าย อยากจะเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ ว่างก็เล่น พอเล่นไปเรื่อย ๆ เกมจะมีอะไรมาหลอกล่อให้ต่อยอดการเล่น มันเหมือนซื้อของแล้ว ลด แลก แจก แถม ถ้าซื้อครบเท่านี้จะได้อันนี้ เกมถูกออกแบบมามีลักษณะคล้ายกัน พอเล่นได้ก็อยากได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

จะสังเกตว่าเกมในปัจจุบันไม่ได้เล่นคนเดียว แต่ต้องไปยุ่งกับคนอื่น สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของกันได้ ทำให้เกิดสังคม ได้ความสนุก เติมเต็มชีวิตและตอบสนองความต้องการของคน เพราะชีวิตจริงกว่าจะได้โน่นได้นี่ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำงานหาเงินซื้อเอง เกมจึงเข้ามาทดแทนตรงนั้น ต้องเล่น ต้องเก็บ เหมือนกับอารมณ์ทำงาน แต่เป็นการลงทุนลงแรงที่ไม่ได้เหนื่อยเหมือนทำงาน ดังนั้นหลายคนอาจหลงเข้าไปและติดได้ง่าย

เกมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี คือ เกมอาจทำให้หลายคนมีความสุข เพราะมันตอบสนองความต้องการ เมื่อก่อนไม่รู้ว่าจะทำอะไร ถ้าสามารถแบ่งเวลาได้ ว่าเวลานี้ต้องทำงาน เวลากิน เวลานอน หรือเวลาพักผ่อน รู้จักว่าควรจะเล่นเกมเมื่อไหร่ ก็จะได้ประโยชน์จากเกม ได้สังคม แต่จะมีอีกกลุ่มที่หลงอยู่กับเกมมากจนเกินไป อัตราส่วนของการแบ่งเวลาผิดไป อยู่กับเกมมากจนเกินไป ก็อาจมีปัญหา เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ หรือทุกเวลาที่มีโอกาสเล่นเกม

สำหรับคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองกับการอยู่ในสังคมคิดว่าตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับ หรืออยู่ในสังคมแล้วทำอะไรติดขัดไปหมด พอมาเล่นเกม ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถ้าแบ่งเวลาไม่ถูก จะมีปัญหาเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว และทุกเรื่อง เพราะเอาเวลาไปลงตรงนั้นหมด ทำให้ช่วงเวลาอื่นเสียไป

คนที่เล่นเกมจนติดจะมีปัญหาด้านร่างกาย อาทิ สุขภาพสายตา แต่ความจริงแล้วยังมีการเปลี่ยนแปลงทางสมอง   ด้วย เพราะว่าเวลาทำอะไรย้ำบ่อย ๆ จะติด อย่างการออกกำลังกายทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ได้ออกกำลังกายจะรู้สึกหงุดหงิด การเล่นเกมถึงขั้นติดก็เหมือนกัน สารเคมีในสมองเปลี่ยนแปลง วันไหนไม่ได้เล่น จะรู้สึกหงุดหงิด วุ่นวาย กระวนกระวาย ต้องขวนขวายหาเวลาเล่นให้ได้ แอบไปเล่น กรณีที่เล่นเกมที่รุนแรง ก็จะเคยชินกับความรุนแรง และอาจปล่อยความรุนแรงออกมาได้ง่ายขึ้นหรือเกมที่สามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง แต่พอชีวิตจริงทำโน่นทำนี่ติดขัดไปหมด อาจจะทำให้หงุดหงิดได้ นอกจากนี้การเล่นเกมจนติดอาจส่งผลต่องาน รวมทั้งสัมพันธภาพกับคนในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน

ท้ายนี้ขอเตือนว่าการเล่นเกมต้องมีสติ ต้องรู้ว่ากำลังทำอะไร มีหน้าที่อะไร ถ้าไม่มีสติจะหลงไปและติด คนที่ติดจะดูตัวเองไม่ออก ในกรณีเด็กพ่อแม่ต้องตั้งกฎเกณฑ์ก่อนที่ลูกจะดาวน์โหลดเกมมาเล่น ส่วนในวัยผู้ใหญ่ไม่มีใครควบคุม ดังนั้นคนที่เล่นเกมต้องมีความรับผิดชอบ รู้ว่าวันหนึ่งควรเล่นเกมมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย ยกตัวอย่างวันเสาร์-อาทิตย์อาจจะเล่นเยอะหน่อย ถ้าวันธรรมดาไม่ควรเล่นหรือเล่นน้อยหน่อย อย่างคนทำงานต้องทำงานเสร็จก่อนค่อยเล่น ต้องรู้ว่าควรเข้านอนกี่โมง ตื่นกี่โมง แต่ถ้าเล่นเกมแล้วไม่หยุดอีกนิดน่า ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็คงต้องติดเกมในที่สุด.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 20 เมษายน 2557

Advertisements

อย่านอนกับเครื่องใช้ไฟฟ้า โดย หนูดี วนิษา เรซ

bangkokbiznews140318_001เป็นประเด็นที่หนูดีระมัดระวังเสมอมา เรื่องของการ “นอนกับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า” เพราะมันเป็นตรรกะที่คิดเองได้ง่ายๆ ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาโทวิชาแรก ที่อาจารย์สอนเรื่อง การทำงานของสมอง

ที่บอกว่า สมองของเราส่งข้อมูลในระดับเซลล์เป็นสารสื่อประสาทที่เรียกว่า Neurotransmitter และภายในสมองของเรามีประจุไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อนการทำงานของเซลล์ต่างๆ ซึ่งถ้าหากเรากักเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ได้เหมือนปลาไหลไฟฟ้า สมองเราก็จะมีกระแสไฟฟ้าถึง 12 วัตต์เลยทีเดียว

เปรียบไป พลังงานไฟฟ้าในสมองเรา 12 วัตต์นี้ ก็จุดหลอดไฟดวงเล็กๆ ในตู้เย็นติดนั่นละค่ะ นี่คือ ในกรณีเราเก็บไฟฟ้าไว้ช็อตใครๆ ได้เหมือนปลาไหลไฟฟ้านะคะ น่าเสียดายที่มนุษย์ทำไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่า สมองของเรา เป็นอวัยวะชีวภาพที่บอบบางกับกระแสไฟมาก ก็แค่กับโทรศัพท์เครื่องเล็กๆ สมองของเราก็รวนแล้ว นับประสาอะไรกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่กว่านั้น เช่น โทรทัศน์​หรือ เครื่องไมโครเวฟ

แม้ในปัจจุบัน จะยังไม่มีงานวิจัยระยะยาว (Longitudinal Studies) ที่ติดตามผลเกิน 10 ปี ในกลุ่มคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือว่า จะทำให้เกิดมะเร็งสมองได้จริงหรือไม่ เพราะเรื่องราวยังใหม่เกินไป แต่มีงานวิจัยเรื่อยๆ เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความร้อน ที่ออกมาจากการใช้มือถือในระยะประชิดตัว

ใครสนใจอยากติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ลองหาอ่านในเว็บที่น่าเชื่อถือ เช่น http://www.cancer.gov ซึ่งเป็นของ National Cancer Institute ณ​National Institutes of Health ซึ่งจะคอยอัพเดตเรื่องราวใหม่ๆ เกี่ยวกับมะเร็งประเภทต่างๆ โดยเฉพาะงานวิจัยที่น่าสนใจนะคะ หนูดีเองก็คอยลุ้นว่า ปีนี้จะมีงานวิจัยใหม่ๆ อะไรออกมา เราจะได้เตือนกันถูกและระวังตัวให้ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม การใช้โทรศัพท์มือถือแม้จะยังไม่ฟันธงว่า ก่อให้เกิดมะเร็งในสมองได้ แต่นักวิจัยก็ยังเตือนว่า มีความเสี่ยง และยิ่งสำหรับเด็กแล้ว ถือว่ามีความเสี่ยงสูง หากเป็นได้ ขอให้เลี่ยงการที่เด็กเล็ก ในวัยที่สมองกำลังฟอร์มตัวและพัฒนาในระบบประสาทส่วนกลาง มิให้เล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของพ่อแม่ รวมถึงงดของเล่นประเภทแทบเลตโดยสิ้นเชิง ด้วยกังวลว่า อันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความร้อนที่เกิดขึ้นจากอุปกรณ์จะทำลายเนื้อเยื่ออ่อนๆ ของเด็กในระยะประชิดได้

ที่สำคัญ ถึงแม้ในวัยผู้ใหญ่แล้ว นักวิจัยก็ยังคงเตือนมิให้เราใช้โทรศัพท์มือถือพร่ำเพรื่อ โดยเน้นว่า หากอยู่ในบ้านหรือในออฟฟิศ ขอให้ใช้โทรศัพท์สายบ้านเท่านั้น และหากต้องโทรมือถือ ก็ต้องใช้หูฟังที่แยกออกมา อย่าเอาโทรศัพท์ไปแปะไว้ที่ข้างแก้มเพราะเนื้อเยื่อตรงนั้นอ่อนๆ โดนความร้อนและคลื่นอาจไม่ปลอดภัย

ส่วนในห้องนอน หนูดีไม่มีการชาร์จโทรศัพท์มือถือ เพราะเกรงสัญญานที่ออกมาในขณะที่เราหลับจะทำร้ายสมอง เพราะแม้ปิดเครื่องแล้วแต่ใครจะรู้ว่า สัญญาณคลื่นแม่เหล็กที่เล็ดลอดออกมาจะส่งผลเสียกับสมองแค่ไหน เพราะเสี่ยงแม้เพียงนิดเดียวหนูดีก็ไม่อยากเอาสมองอันมีค่าไปทดลอง ที่สำคัญ อย่าคิดว่า ไม่มีงานวิจัยออกมาบอกว่า “มันอันตรายนะ” แล้วมันคือปลอดภัย เพราะงานวิจัยชิ้นหนึ่งกว่าจะตีพิมพ์ได้ใช้เวลาหลายปี ระหว่างที่เก็บข้อมูลเราก็เอาตัวไปเสี่ยงแล้ว ดังนั้น นอกจากศึกษางานวิจัยแล้ว หนูดีเน้น “คอมมอนเซนส์”​หรือ ตรรกเบื้องต้นเลยค่ะ อะไรที่มันดูไม่น่าไว้วางใจก็จะหนีห่างเอาไว้ก่อนเลย ไม่อยากวัวหายล้อมคอก

ล่าสุด มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า เด็กที่มีโทรทัศน์ในห้องนอนนั้น เมื่อนำมาชั่งน้ำหนักตัวเทียบกับกลุ่มเด็กที่ไม่มีโทรทัศน์ในห้องนอนพบว่า เด็กที่มีโทรทัศน์จะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยสูงกว่าประมาณหนึ่งปอนด์ พูดง่ายๆ ว่า เด็กที่พ่อแม่ใจดี ใส่โทรทัศน์เข้าไปในห้องนอนให้ลูกนั้น ส่งผลให้ลูกอ้วนกว่าเด็กที่พ่อแม่เข้มงวดกว่า และไม่ยอมให้ดูโทรทัศน์ในห้องนอน

นักวิจัยคาดว่า อาจเป็นไปได้ว่า เป็นเพราะเด็กดูโฆษณาขนมอาหารมากกว่า หรือเป็นได้ว่า คลื่นกระแสแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรทัศน์จะไปรบกวนการหลับและการหลั่งฮอร์โมน การซ่อมแซมร่างกายของเด็ก โดยในงานวิจัยถึงแม้เด็กจะไม่เปิดโทรทัศน์ดูเลย แต่ผลที่ได้ก็ไม่ต่างกันเลย…น่ากลัวจริงๆ ค่ะ

สำหรับโลกของแพทย์ทางเลือกก็กลัวเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่แตกต่างกัน โดยในหนังสือของคุณหมอฝังเข็มของหนูดี คุณหมอไพร ในเล่ม “รู้ก่อนป่วย ด้วยแพทย์แผนจีน” ได้เล่าว่า มีคนไข้คนหนึ่งที่ปวดหัวมาหาคุณหมอ จึงได้ฝังเข็มและให้ยาจีนรับประทาน โดยรักษาแล้วก็หาย แต่แล้วก็กลับมาเป็นอีกอย่างน่าประหลาดใจ อาการกลับมาเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุผล

แต่ในที่สุดวันหนึ่ง คนในครอบครัวสังเกตว่า ที่หัวนอนของคนไข้มีการติดเครื่องกรองน้ำแบบเสียบไฟฟ้าอยู่นอกห้อง แต่ติดกับตรงหัวเตียงคนไข้พอดี อีกทั้ง แพทย์แผนญี่ปุ่นก็มีความเชื่อว่า กระแสไฟฟ้าเหล่านี้จะไปรวนกระแสไฟฟ้าในร่างกาย ทำให้ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดศีรษะ ปวดต้นคอ ปวดไหล่ ฯลฯ ที่หาสาเหตุไม่พบ จนทำให้หมอวินิจฉัยและรักษาผิดทางมานักต่อนัก

ในที่สุด ในกรณีนี้ คนไข้ตัดสินใจหันหัวเท้าสลับกัน คือ ยังนอนบนเตียงเดิมอยู่ แต่หันปลายเท้าไปทางเครื่องกรองน้ำ ผลที่ได้คือ อาการปวดหัวค่อยๆ หายไปจนหายสนิทในที่สุด

ลองตรวจดูในห้องนอนของเรานะคะว่า มีโทรทัศน์หรือไม่ เราชาร์จแบตมือถือไว้หัวนอนไหม เรามีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรที่อยู่ใกล้ๆ หัวเราขณะหลับบ้าง รีบย้ายออกไปเสียนะคะ สมองของเรามีค่าสูงมาก อย่าเอาไปเสี่ยงด้วยการวางสมองไว้ใกล้ๆ แหล่งกำเนิดไฟฟ้าทั้งคืนเลยค่ะ

( * ตีพิมพ์ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เซกชั่นกรุงเทพธุรกิจกายใจ ชื่อคอลัมน์ฉลาดสุขกับหนูดี ฉบับวันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2557)

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 18 มีนาคม 2557

เตือน! นอนดูทีวี-ติดสมาร์ทโฟน เสี่ยงคอเอียงไม่รู้ตัว

thairath140423_001หมอเตือนคนชอบนอนดูทีวี เล่นแท็บเล็ต-สมาร์ทโฟน ส่งผลเดินคอเอียงไม่รู้ตัว ตาพล่ามัว กล้ามเนื้อคออักเสบ แนะผู้ที่มีอาการตาแห้ง แสบตา หลังดูจอมือถือหรือจอคอมพิวเตอร์ ไม่จำเป็นต้องหยอดตา แต่ควรดื่มน้ำ และลดการจ้องมากเกินความจำเป็น…

เมื่อวันที่ 23 มี.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี กล่าวว่า ขณะนี้การใช้พฤติกรรมประจำวันของประชาชนน่าห่วง ผู้ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่จำกัด มักชอบนอนดูทีวี ซึ่งทีวีจะตั้งอยู่สูงกว่า การดูทีวีในลักษณะนี้ อาจก่อปัญหาโดยไม่รู้ตัว การนอนดูทีวีที่ทีวีอยู่ข้างบน เป็นท่าที่ไม่ถูก จะมีผลเสียต่อกล้ามเนื้อที่คอ กระดูกคอ ทำให้เอ็นคออักเสบ ทั้งนี้ หากมีพฤติกรรมนี้ไปนานๆ จะเกิดอาการปวดต้นคอ กล้ามเนื้อเกร็งและอักเสบ ซึ่งท่าที่ดีที่สุดในการดูทีวี คือ ท่าที่สบายที่สุด เช่น นั่งเอกเขนก และทีวีต้องอยู่ในระดับสายตา

“เรื่องที่น่าห่วงอีกเรื่อง คือขณะนี้คนส่วนใหญ่มักอยู่กับเครื่องมือสื่อสารเกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน และชอบนอนตะแคงดูข้อมูลหรือภาพหรือนอนตะแคงกดข้อความส่งไลน์ การนอนดูข้างเดียว มือจะถือข้างเดียวติดต่อกันนานๆ อาจจะมีผลต่อบุคลิกไม่รู้ตัว เด็กบางคนจะเดินคอเอียงๆ เคยพบมาแล้ว เป็นเด็กอายุ 7 ขวบ เดินคอเอียง เนื่องจากนอนเล่นแท็บเล็ต ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากความเคยชิน เหมือนเช่นบางคนขณะอยู่เฉยๆ แต่เคาะโต๊ะเล่น หรือเขย่าเท้าเล่น”

นอกจากนี้ การใช้สายตาดูจอมือถือหรือดูคอมพิวเตอร์มากเกินไป จะเกิดปัญหาตาแห้ง รวมถึงแสบตา เคืองตา ตาพร่ามัว แต่สายตาปกติ และผู้ป่วยมักจะนิยมไปพบจักษุแพทย์เพื่อขอยาหยอดตา เนื่องจากเข้าใจว่าตาติดเชื้อ นับว่าเป็นความเข้าใจผิด และไม่จำเป็น ต้องรักษาด้วยยาดังกล่าว เนื่องจากสาเหตุที่ตาแห้งเกิดจากแสงจ้าจากจอมือถือและคอมพิวเตอร์ สายตาต้องเพ่งลงที่จอ ติดต่อเป็นเวลานาน นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว จะเกิดผลเสียในอนาคต คือ ปัญหาการดื้อยา วิธีแก้ไปอาการแสบตา เคืองตาหลังเพ่งจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องคือให้ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้น้ำไปหล่อเลี้ยงดวงตาทำให้ตาชุ่มชื้น หรือนั่งหลับตาพักสายตาชั่วครู่ประมาณ 10-15 นาทีก็จะช่วยได้ อย่างไรก็ตาม วิธีการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ไม่ถูกต้อง ขอให้ใช้เทคโนโลยี ใช้เมื่อจำเป็น หากไม่จำเป็น ก็อย่าใช้ โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟนขณะนี้ ถือว่าใช้มากเกินความจำเป็น.

ที่มา : ไทยรัฐ 23 มีนาคม 2557

ซื้อ’มือถือ’ให้ลูกเล็กยื่นอันตรายให้เด็ก

thairath130807_001แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันบอกเตือนพ่อแม่ที่มีลูกหลานเด็กเล็กว่า ควรเก็บโทรศัพท์มือถือให้พ้นมือเด็กน้อยจะดีกว่า เพราะมันอาจจะรบกวนการเจริญเติบโตของสมองเด็กได้

เคยมีการสำรวจเมื่ื่อเร็วๆนี้ว่า  ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ชาวสหรัฐฯมากถึงร้อยละ 25 พากันซื้อโทรศัพท์มือถือให้กับลูกหลานวัยไม่เกิน 2 ขวบของตนเล่น เพราะคิดว่าเป็นเครื่องช่วยในการเล่าเรียนหาความรู้

ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า เด็กวัยขนาดนี้วัยยังน้อยเกินกว่าที่ใช้เทคโนโลยีแบบนี้ และเด็กก็ไม่ได้ใช้การเรียนรู้ด้วย หากแต่เห็นเป็นของเล่นมากกว่า พวกเขาเป็นทุกข์ว่า การให้เด็กขนาดนี้เล่นโทรศัพท์มือถืออาจจะไปขัดขวางการเจริญเติบโตของสมองส่วนที่จะกระทบไปชั่วชีวิตของเด็ก เพราะสมองของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มท่ี อาจทำให้ความชำนาญในพื้นฐานของการสังคม ภาษาและการเรียนรู้เสียไป จิตแพทย์ผู้มีชื่อเสียงของสหรัฐฯห้ามว่า การให้โทรศัพท์มือถือกับเด็กเล็ก เป็นอันตรายกับเด็กอย่างแท้จริง ของพวกนี้อาจทำ ให้เด็กเพลิน หรือกันเบื่อหน่าย “แต่วัยขนาดนี้ควร จะให้เด็กพัฒนาทางด้านคำศัพท์ ซึ่งหมายถึงการหัดพูดและฟัง จึงจะถูก เด็กควรจะมีโอกาสได้ดิ้นเกลือกกลิ้งไปมา จับต้องสิ่งโน้นสิ่งนี้ เพื่อสมองจะได้พัฒนา ไม่ใช่จะมาคอยเปิดยูทูบ ดูวีดิโอกัน”.

ที่มา : ไทยรัฐ  7 สิงหาคม 2556

ใช้โทรศัพท์มาก สุขภาพไม่แข็งแรง

image00005นักวิทยาศาสตร์คณะการศึกษาสาธารณสุขและบริการมนุษย์ ของมหาวิทยาลัยเคนส์ สเตทแห่งสหรัฐฯ พบว่าผู้ที่ตัวติดอยู่กับการใช้โทรศัพท์มือถือมาก จะด้อยความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกายลงไป

พวกเขาเห็นว่า โทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีขนาดเล็กพกพาได้ น่าจะส่งเสริมการออกกำลังให้ง่ายขึ้น แต่จากการศึกษากับนักศึกษามหาวิทยาลัย 300 กว่าคน กลับได้ผลว่า ผู้ที่ใช้หนัก กลับไม่ค่อยได้ออกกำลัง ผู้ที่พูดโทรศัพท์มากถึงวันละ 14 ชม. จะแข็งแรงสู้ผู้ที่ใช้โดยเฉพาะวันละไม่เกิน 90 นาทีไม่ได้

นักวิจัยผู้หนึ่งกล่าวว่า อาจจะวัดจากการใช้โทรศัพท์ รู้ถึงความแข็งแรงสมบูรณ์ของเจ้าของได้ โดยเฉพาะการล่อแหลมกับโรค เนื่องจากการขาดการออกกำลัง.

ที่มา : ไทยรัฐ 15 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

High Cell Phone Use Linked With Less Physical Activity

Posted: 07/11/2013

When it comes to exercise, smartphones can be used for good (check out these fitness apps, for instance). But a small new study shows that they could also have a negative effect on our physical fitness levels.

Researchers from Kent State University found that the more college students are glued to their smartphones, the less fit they tend to be.

The study, published in the International Journal of Behavioral Nutrition and Physical Activity, included more than 300 college students from the Midwest. Researchers surveyed them on their levels of physical activity, as well as on how much they used their cell phones. Then, they conducted fitness and body composition testing on 49 of the study participants.

The researchers found associations between less cell phone use and greater physical activity levels — specifically, college students tended to be less fit when they spent as much as 14 hours a day on their phones, compared with those who spent just an hour and a half a day on their phones.

“High frequency users were more likely than low frequency users to report forgoing opportunities for physical activity in order to use their cell phones for sedentary behaviors,” researchers wrote in the study, and “low frequency users were more likely to report being connected to active peer groups through their cell phones and to cite this as a motivation for physical activity.”

Researchers also found that the study participants who spent a lot of time on their cell phones were more likely to engage in other sedentary behaviors, like TV watching.

SOURCE : www.huffingtonpost.com

โทรศัพท์มือถือกลายเป็นโรคติดต่อ

Contagious behaviour: People are twice as likely to pull out their phones to check their text messages or email if they're with someone who has just done the same

Contagious behaviour: People are twice as likely to pull out their phones to check their text messages or email if they’re with someone who has just done the same

โทรศัพท์มือถือถูกพบว่าทำให้เป็นโรคติดต่อเอาอย่างกันได้ ถ้าเห็นใครควักออกมาพูด หรือตรวจดูข้อความ มีหวังจะต้องมีคนเอาอย่างบ้างถึง 2 เท่า โดยเฉพาะในหมู่สตรี เพราะเหตุว่า โทรศัพท์มือถือได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ขาดไม่ได้ของผู้หญิงไปเสียแล้ว

นักวิจัยมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯอธิบายว่า “เราอยากรู้ว่าผู้คนใช้มันบ่อยสักแค่ไหน สังเกตเห็นได้ว่าแต่ละคน เมื่อเห็นคนอื่นควักออกมาดูข้อมูล ก็อดไม่ได้ที่จะต้องตรวจดูของตนบ้าง”

จากการศึกษากับกลุ่มนักศึกษา นักวิจัยได้พบว่าเมื่อมีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มใช้โทรศัพท์ เพื่อนฝูงในกลุ่มจะต้องใช้ตามกันภายในเวลาไม่นานนัก.

ที่มา : ไทยรัฐ 1 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

A social sign: Mobile phones create an alternative outlet for one¿s attention and may both promote and interfere with live social interaction, the researchers wrote.

A social sign: Mobile phones create an alternative outlet for one¿s attention and may both promote and interfere with live social interaction, the researchers wrote.

Is using a mobile phone contagious? Researchers find we are TWICE as likely to check handsets if a companion does (and women are the worst offenders)

  • People are twice as likely to pull out their phones to check their text messages or email if they’re with someone who has just done the same
  • Mobile phone ‘may both promote and interfere with live social interaction’ say team

By MARK PRIGG

PUBLISHED: 12:05 GMT, 25 April 2013

If has become the modern equivalent of glancing at your watch – the furtive look at a phone screen to check for new messages or have a quick look at Facebook.

Researchers have now found why we often feel such a strong urge to glance at our handset.

Using your mobile, they say, is contagious.

A University of Michigan team say people are twice as likely to pull out their phones to check their text messages or email if they’re with someone who has just done the same.

It also found that females were more likely to use their mobile than men because it was more ‘integrated into the daily lives of women’.

The team  watched students in dining halls and coffee shops around campus between January and April 2011, observing pairs of students sitting at tables for as long as 20 minutes and documented their cellphone use at 10-second intervals.

‘What we found most interesting was just how often people were using their mobile phones,’ Dr Daniel Kruger, the study’s co-author, told The Telegraph.

Overall, the students used their cellphones in an average of 24 percent of the intervals, the researchers found. But they were significantly more likely to use their phones (39.5 percent) when their companion had just done so in the previous 10-second interval than without the social cue.

Overall, the students used their cellphones in an average of 24 percent of the intervals, the researchers found. But they were significantly more likely to use their phones (39.5 percent) when their companion had just done so in the previous 10-second interval than without the social cue.

Overall, the students used their cellphones in an average of 24 percent of the intervals, the researchers found.

But they were significantly more likely to use their phones (39.5 percent) when their companion had just done so in the previous 10-second interval than without the social cue, the researchers said, adding that this behavior was often repeated.

‘Cell phones create an alternative outlet for one’s attention and may both promote and interfere with live social interaction,’ the researchers wrote.

Kruger believes this pattern could be related to the effects of social inclusion and exclusion.

If one person in a pair engages in an external conversation through their phone, his or her companion may feel excluded.

That companion then might be compelled to connect with others externally so as not to feel left out.

The researchers note that they might not observe the same results in a study of different demographics — for example, in older adults, who may not use cellphones as habitually.

Their findings were detailed in the Human Ethology Bulletin.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

ใช้โทรศัพท์มือถือหนัก พูดมาก ๆ เป็นมะเร็ง

thairath130304_001วารสารวิชาการ “โรคระบาดวิทยา” ของอเมริการายงานว่า มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ที่ประเทศอิสราเอล ศึกษาพบว่า การพูดโทรศัพท์มือถืออย่างหนัก จะทำให้เสี่ยงสูงกับการเกิดเป็นเนื้องอกที่ไม่เป็นพิษและเนื้อร้ายขึ้นที่ต่อมน้ำลายได้

รายงานผลการวิจัยของ ดร.ซีเกซ ซาเดตสกี้ ระบุว่า การใช้โทรศัพท์มือถือพูดอย่างหนัก เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ จะเกิดอันตรายของการเป็นเนื้องอกที่ต่อมน้ำลายใหญ่สูงกว่าถึงร้อยละ 50

เขายังกล่าวด้วยว่า ให้พึงสังเกตด้วยว่า การศึกษานี้ได้ทำกับชาวอิสราเอล “คนอิสราเอลต่างกับคนชาติอื่น เป็นคนที่เอาเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือมาใช้เร็วกว่าเพื่อน และยังใช้กันมาอย่างหนักอยู่เป็นพิเศษ ด้วยเหตุนั้น จึงเผชิญกับรังสีของคลื่นความถี่วิทยุ มากกว่าการศึกษาการใช้โทรศัพท์มือถือที่ทำกันมาหนก่อนๆ การศึกษากับผู้คนที่เฉพาะเจาะจงนี้ ทำให้เราพบเครื่องส่อว่า การใช้โทรศัพท์มือถืออย่างหนัก อาจเกี่ยวโยงกับมะเร็งได้”.

ที่มา:  ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Israeli Scientists Find Possible Link Between Cellphone Use, Thyroid Cancer

by Dan Even, Haaretz.com, 6 March 2013

Findings are ‘first evidence of changes in thyroid cells in response to electromagnetic radiation’ says researcher, ‘but drawing sweeping conclusions … is still far off.’ 

Israeli scientists have reported preliminary findings of a possible link between the radiation from cellphones and thyroid cancer. There has been a steep rise in rates of thyroid cancer in recent years in Western countries.

The Israeli research, conducted at Beilinson Hospital in Petah Tikva and at Tel Aviv University, identified evidence for the first time of the possible connection between the rise in thyroid cancer cases to the increased exposure to radiation emitted by cellphones.

In one experiment, human thyroid cells collected from healthy patients were subjected to radiation with a device, designed for the study, that simulates the electromagnetic radiation emitted by cellphones. The irradiated thyroid cells proliferated at a much higher, statistically significant rate than non-irradiated cells in the control group

A second experiment, using different methods and materials, gave similar results.

The research was conducted in the Felsenstein Medical Research Center, part of the Sackler Faculty of Medicine at Tel Aviv University and the Rabin Medical Center. Prof. Raphael Feinmesser, head of Beilinson’s Ear, Nose and Throat Department was the lead researcher.

The findings will be presented for the first time this weekend at the annual conference of the Israeli Society of Otolaryngology, Head and Neck Surgery, in Eilat.

“The findings are the first evidence of changes in thyroid cells in response to electromagnetic radiation,” said Feinmesser. “But drawing sweeping conclusions as to a connection between cellphone radiation and thyroid cancer is still far off.”

The scientific community is divided as to the connection between cellular radiation and cancer. One opinion is that because cellular radiation is non-ionizing and incapable of causing changes in cellular DNA, it cannot cause cancer. But in recent years evidence has mounted from epidemiological studies indicating a relationship between increased exposure to cellular radiation and cancerous growths, especially in the brain and the salivary glands.

“The thyroid gland is located in the neck, but the area is located the same distance from the ear as the regions of the brain where [cancerous] growths have been diagnosed as being related to the use of the [cellular] devices. This is a region that is not far from the center of the device’s radiation,” said Feinmesser.

The incidence of thyroid cancer has been on the rise in Israel for more than a decade, which matches the rise in the use of cellphones.

Thyroid cancer is three times more common in women than men. It is the fourth most common form of cancer among Jewish women in Israel, at 16.6 cases per 100,000 people. The three most common forms of cancer for women are cancer of the breast, colon and cervix.

Among Israeli Arab women the rate of thyroid cancer is 11.6 cases per 100,000, and it is the third most common cancer.

From 1990 to 2007 there was a 67-percent rise in thyroid cancer rates among Jewish women, and a 250 percent increase among Arab women, Health Ministry figures show. For men, the rise from 2000 is more moderate, but still shows a 41 percent increase in thyroid cancer rates for Jewish men.

“One of the explanations is that the rise is related to better technical methods of early detection of these growths, which have been developed in recent years. But other research shows that even after neutralizing this influence a rise in these growths still remains,” said Feinmesser.

Just this week it was reported that mobile operator Partner Communications (Orange ) reached a settlement with a customer who claims he contracted cancer after using the company’s cellphones. The customer, who is in his 50s, sued Partner in May, claiming that intensive use of the device resulted in an aggressive lymphoma near his left ear. Partner agreed to pay NIS 400,000 in an out-of-court settlement.

SOURCE : haaretz.com

โทรศัพท์มือถือสกปรกยิ่งกว่าห้องส้วม เชื้อโรคชุมนุมกันอยู่หนาแน่นตั้ง 10 เท่่า

นักจุลชีพวิทยาเปิดเผยให้รู้กันทั่วไป เพื่อจะได้ระมัดระวังว่า โทรศัพท์มือถือ สกปรกยิ่งกว่าที่นั่งส้วมเสียอีก มีเชื้อโรคอยู่กันอย่างยุ่บยั่บกว่ากันถึง 10 เท่า

เพราะเกิดตัวอย่างให้เห็นกันมาแล้ว เมื่อผู้ชายชาวยูกันดาคนหนึ่ง ต้องติดโรคอีโบลา อันเป็นโรคระบาดทำให้เกิดอาการเลือดออกง่าย และมีอัตราเสียชีวิตสูง เพราะแอบไปหยิบโทรศัพท์มือถือ ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บกักโรคของโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม นายชาร์ลส์ เกอบา นักจุลชีพวิทยา มหาวิทยาลัยอริโซนา แห่งสหรัฐฯ ผู้ศึกษากล่าวว่า ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับโรคระบาดอะไรนัก โทรศัพท์มือถือปกติธรรมดาก็สกปรกอยู่แล้ว เพราะไม่ค่อยมีใครคิดที่จะทำความสะอาดมันบ้าง ห้องน้ำห้องส้วมยังมีพนักงานคอยทำความสะอาดประจำ “มันถูกเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา ผมเคยเห็นคนใช้มันในห้องส้วมกันอยู่ประจำ”

เขากล่าวต่อไปว่า ปริมาณเชื้อจุลชีพยังไม่เป็นปัญหา หากแต่การเปลี่ยนมือกัน เพราะถ้าเจ้าของใช้อยู่มือเดียว มันก็จะมีเชื้อโรคอยู่ชุดเดียว โดยไม่ได้ทำให้เจ้าของเป็นอะไร แบบเดียวกับรีโมตทีวี ที่ใช้กันหลายมือ ไม่ว่าจะเป็นคนเจ็บคนไข้ด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ  4 กันยายน 2555

 

read more…

 

.

Why Your Cellphone Has More Bacteria Than a Toilet Seat

By Susan E. Matthews, MyHealthNewsDaily Staff Writer | LiveScience.com – Thu, Aug 30, 2012

Cellphones carry 10 times more bacteria than most toilet seats, so it shouldn’t be surprising that a man in Uganda reportedly contracted Ebola after stealing one.

He stole the phone from a quarantined ward of a hospital, near the site of a recent Ebola outbreak, reports said.

But regardless of your proximity to an Ebola outbreak, your cellphone is still probably pretty grimy, said Charles Gerba, a microbiologist at the University of Arizona.

“They’ve got quite a bit on them,” Gerba said. “When’s the last time you cleaned your cellphone?”

While toilets tend to get cleaned frequently, because people associate the bathroom with germs, cellphones and other commonly handled objects — like remote controls— are often left out of the cleaning routine.

Cellphones pick up germs all the time, Gerba said. “I see people talk on their phone on toilets.”

However, the amount of germs on a phone isn’t a problem — it’s the sharing of phones between people. Without sharing, each phone carries just one set of germs, and won’t get its owner sick, Gerba said.

The problem with phones is that we’re in constant contact with them, and they spend a lot of time in close proximity to our faces and mouths. And, because it’s an electronic device, most people are hesitant about cleaning them.

This is also this case with remote controls, which, Gerba noted, are also often used by people when they’re sick. Remotes are more frequently shared, too, so they’re usually even worse than phones for spreading germs, he said.

Other common culprits that are hotspots of unseen disease include office phones, shopping carts and the first-floor buttons of elevators, he said.

To limit the spread of diseases from phones or other objects, try not to share them, or wipe them down with an antibacterial wipe if you do. While sprays might damage the equipment, a gentle wipe should do the trick, Gerba said.

Data from: news.yahoo.com