โรคกระดูกคอเสื่อม

dailynews140125_001ภาวการณ์เจ็บป่วยอันเกิดจากกระดูกนั้น มักจะมีหลายสาเหตุที่เป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดความเจ็บปวดของกระดูก “โรคกระดูกคอเสื่อม” ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้ในปัจจุบันเมื่ออายุมากขึ้น และร่างกายมีการใช้งานมากขึ้น

สาเหตุสำคัญคือ เมื่ออายุมากขึ้น ข้อต่อต่าง ๆ ระหว่างกระดูกคอแต่ละปล้อง ได้รับแรงกระแทกมานาน จึงมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้างไป เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังมีส่วนประกอบของน้ำ เปลี่ยนจาก 88% ในเด็ก เป็น 70% ในคนอายุ 72 ปี ทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังแฟบลง (คนอายุมากจึงเตี้ยลงกว่าเดิม) และมีความยืดหยุ่นลดลง ส่งผลให้ส่วนอื่นที่อยู่รอบข้างต้องรับแรงกระแทกมากขึ้น จึงมีหินปูนมาเกาะกระดูกและเอ็นพังผืดต่าง ๆ ทำให้หนาตัวขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยกันกดเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ปรากฏการณ์นี้มักเกิดตรงบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมากคือที่ หลังคอ และ หลังเอว

เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนขึ้นไป ก็มักจะมีการเสื่อมที่กระดูกสันหลังขึ้นได้ หากใครเกิดมามีช่องที่เส้นประสาทกว้างมากเป็นทุนเดิม แม้มีการเสื่อมขึ้นมา ก็ไม่มีอาการอะไร เพราะเส้นประสาทไม่ถูกกดมาก แต่ถ้าทุนเดิมแคบพอดี ๆ อยู่แล้ว เมื่อมีการเสื่อมเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเกิดอาการได้

เราพบว่าอัตราการพบเจอโรคนี้ จากภาพรังสีของคนทั่วไปพบว่า คนอายุ 50 ปี ร้อยละ 50 มีอาการกระดูกคอเสื่อม และคนอายุ 65 ปี พบเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 75-85 ทุกคนคงเคยมีอาการปวดคอ ซึ่งส่วนมากเกิดจากกล้ามเนื้อหรือเอ็นรอบคอ เกิดอาการเคล็ด ขัด ยอก ซึ่งมักไม่รุนแรงและหายไปได้เอง แต่ไม่แน่ว่าอาการเหล่านี้อาจเกิดจากกระดูกคอเสื่อมก็ได้ เมื่ออายุมาก ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ทุกคน

ลักษณะอาการของโรคกระดูกคอเสื่อม เมื่อกระดูกคอเสื่อม หินปูนที่เกาะกระดูกและเอ็นจะไปกดเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการที่พบบ่อยคือ ปวดคอร้าวไปยังแขนและชาที่แขน  มักปวดหลังคอบริเวณ 2 ข้างของกระดูกสันหลัง อาจปวดร้าวขึ้นไปถึงท้ายทอยหรือลงมาบริเวณสะบัก และปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือออกแรง ถ้าไม่มีการปวดร้าวมาที่แขน แสดงว่ายังไม่มีการกดเส้นประสาท แต่ปวดกระดูกและข้อต่าง ๆ ในกระดูกสันหลัง ซึ่งมีการเสื่อมสภาพไป

ถ้ามีการกดเส้นประสาทใด จะมีอาการปวดร้าวไปตามบริเวณที่เส้นประสาทซึ่งถูกกดวิ่งไปเลี้ยง อาการนี้มักจะเป็น ๆ หาย ๆ แบบเรื้อรัง โดยระดับกระดูกคอที่มีการเสื่อมบ่อยมากคือ กระดูกข้อที่ 5-6 และ ข้อที่ 6-7 ดังนั้นเส้นประสาทที่ถูกกดคือ เส้นประสาทคอเส้นที่ 6 และเส้นประสาทคอเส้นที่ 7 ซึ่งกระดูกข้อที่ 5-6 กดเส้นประสาทคอเส้นที่ 6 และข้อที่ 6-7 กดเส้นประสาทคอเส้นที่ 7

ส่วนอาการเส้นประสาทคอเส้นที่ 6 ถูกกด คือปวดหลังคอร้าวไปแขนตรงกล้ามเนื้องอแขน และอาจปวดร้าวไปถึงแขนท่อนล่าง จนถึงนิ้วโป้งและนิ้วชี้ และอาการเส้นประสาทคอเส้นที่ 7 ถูกกด คือปวดหลังคอร้าวไปด้านหลังของไหล่ ไปหลังแขนตรงกล้ามเนื้อเหยียดแขน และอาจปวดร้าวไปถึงด้านหลังของแขนท่อนล่าง จนถึงนิ้วกลาง

ถ้ามีการกดประสาทไขสันหลังขึ้น จะมีอาการแบบค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี จนกระทั่งเดินไม่ได้ แต่ในระยะเริ่มต้นมักมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เดินไม่คล่อง ทำของหล่นจากมือบ่อย ๆ เมื่อเป็นมากขึ้น จะเดินขากาง โน้มตัวไปข้างหน้า ในที่สุดจะเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น กลัดกระดุมเสื้อไม่ได้ เขียนหนังสือลายมือไม่เหมือนเดิม ต้องเปลี่ยนลายเซ็นกับธนาคาร ซึ่งเมื่อทำการตรวจร่างกาย ก็จะพบกล้ามเนื้อมือลีบลงและอ่อนแรงลง กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง มีอาการปวดแบบไฟฟ้าช็อตหรือชาซู่ซ่าไปกลางหลังเวลาก้มคอ

สำหรับการวินิจฉัยเพื่อรักษานั้น เมื่อคนอายุมากส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกคอที่เห็นได้จากภาพรังสี แต่ส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอาการ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคนี้ต้องซักประวัติและตรวจร่างกายให้ดี อาการทุกอย่างต้องเข้าได้กับภาพทางรังสี และภาพทางคอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI)

 

ฉบับหน้ามาติดตามการรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมด้วยการผ่าตัดกันต่อ.

 

ผศ.นพ.ทวีศักดิ์ จันทร์วิทยานุชิต
ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 25 มกราคม 2557

Advertisements

ปวดคอ…สาเหตุของโรคกระดูกคอเสื่อม

อาการปวดคอร้าวไปที่สะบักและไหล่ บางทีก็มีอาการปวดร้าวไปที่แขน เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในวัยกลางคนและในวัยสูงอายุ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากการเสื่อมของกระดูกคอ ศูนย์โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลธนบุรี จึงได้อธิบายเกี่ยวกับสาเหตุและอาการดังกล่าวว่า กระดูกสันหลังส่วนคอนั้นประกอบด้วยกระดูกอ่อนคั่นอยู่ หมอนรองกระดูกเป็นกระดูกอ่อนชนิดพิเศษ จะมีความยืดหยุ่น สามารถทำให้คอมีความยืดหด หรือเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ กัน ดังนั้นกระดูกคอมีหน้าที่สำคัญที่ทำให้ศีรษะสามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ กันตามที่เราต้องการ เช่น ก้มหรือเงยศีรษะ หันหน้าไปทางซ้ายหรือขวา หรือเอียงศีรษะไปทางซ้ายหรือขวา นอกจากนี้กระดูกคอยังทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักศีรษะไว้ตลอดเวลา ซึ่งน้ำหนักของศีรษะและคอรวมกันประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ภายในกระดูกคอจะมีประสาทไขสันหลังอยู่ ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ไปทำให้เกิดการเคลื่อนไหว และรับความรู้สึกของแขนและขา

เมื่ออายุย่างเข้าวัยกลางคนคือ 30 ปีขึ้นไป หมอนรองกระดูกซึ่งเป็นกระดูกอ่อน จะเริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมตัว คือ องค์ประกอบที่เป็นน้ำที่ทำให้เกิดการยืดหยุ่นในตัวของหมอนรองกระดูกคอจะลดลงไป ทำให้คุณสมบัติในการยืดหยุ่นของหมอนรองกระดูกเสียไป ทำให้กระดูกคอปล้องที่หมอนรองกระดูกมีการเคลื่อนไหวไปในลักษณะที่ไม่ราบเรียบเป็นปกติ ถ้าเราไม่ระมัดระวังปล่อยให้กระดูกคอเคลื่อนไหวมากเกินขอบเขต ก็จะทำให้เกิดการชำรุดของหมอนรองกระดูกคอเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีผลทำให้ข้อต่อของกระดูกคอปล้องนั้นๆ เสียไป

อาการเริ่มต้นของหมอนรองกระดูกคอเสื่อม คือ จะมีอาการปวดคอและคอแข็งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ตกหมอน” บางทีก็มีอาการปวดตื้อ ๆ ลึก ๆ ที่บริเวณสะบัก ที่ชาวบ้านเรียกว่า “สะบักจม” อาการทั้งสองอย่างนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าหมอนรองกระดูกคอเริ่มมีอาการเสื่อมตัวแล้ว ถ้าการเสื่อมตัวของหมอนรองกระดูกคอมากขึ้น ก็จะมีการทรุดตัวของหมอนรองกระดูกคอมากขึ้น ทำให้ช่องว่างระหว่างกระดูกคอแคบลง และมีกระดูกงอกตามขอบของข้อต่อกระดูกคอ ที่เรียกว่า “กระดูกงอก” หรือ “หินปูนเกาะ” มีผลทำให้เกิดการตีบแคบของช่องประสาทที่ผ่านลงไป เมื่อตีบแคบถึงระดับหนึ่ง ก็จะเกิดการกดทับเส้นประสาทและประสาทไขสันหลัง ถ้าเป็นการกดทับเส้นประสาท ก็จะทำให้เกิดการปวดร้าวลงไปตามแขนจนถึงนิ้วมือ ถ้ากดมากๆ จะทำให้เกิดอาการชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรง

คุณหมอกล่าวถึงการรักษาว่า ในระยะเริ่มต้นของหมอนรองกระดูกเสื่อม ให้การรักษาทางยาและกายภาพบำบัด คือ หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวของกระดูกคอมากเกินไป อาจจะต้องให้นอนพักหรือมีการถ่วงดึงคอ ให้ยาลดการอักเสบและแก้ปวด บริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงเพื่อช่วยแบกรับน้ำหนักศีรษะไม่ให้ผ่านกระดูกคอมากเกินไป อาจจะให้ใส่เครื่องพยุงคอ (Cervical collar) เพื่อช่วยเตือนให้คออยู่ในลักษณะปกติ ลักษณะการนอน ควรใช้หมอนนิ่มๆ มีส่วนรองรับกระดูกคอให้อยู่ในลักษณะปกติ หมอนจะต้องไม่สูงเกินไป ถ้าไม่หนุนหมอนเลยก็ไม่ได้ เพราะไม่มีส่วนรองรับคอ (กระดูกคอปกติจะต้องโค้งไปทางด้านหน้าเล็กน้อย) เมื่อกระดูกคอมีการเสื่อมตัวมากแล้ว และมีการกดทับเส้นประสาทหรือประสาทไขสันหลังแล้ว การรักษาทางยาและกายภาพบำบัดจะไม่ได้ผล จะต้องให้การรักษาโดยวิธีผ่าตัด

ศูนย์โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลธนบุรี ยังได้ให้คำแนะนำเพื่อช่วยชะลอการเสื่อมตัวของกระดูกคอ หรือไม่ให้เสื่อมตัวเร็วเกินไปไว้ดังนี้
1.หลีกเลี่ยงการบิดหมุนคอหรือสะบัดคอบ่อยๆ
2.การนั่งทำงาน นั่งอ่านหนังสือหรือนั่งเขียนหนังสือ ควรให้คออยู่ในลักษณะตรงปกติ อย่าก้มคอมากเกินไป
3.การนอนควรใช้หมอนหนุนศีรษะ โดยมีส่วนรองรับใต้คอให้กระดูกคออยู่ในลักษณะปกติ
4.บริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงสม่ำเสมอ
5.หลีกเลี่ยงการทำงานโดยแหงนคอเป็นเวลานานๆ บ่อยๆ
6.หลีกเลี่ยงการรักษาโดยวิธีการดัดคอ หรือบิดหมุนคอ การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในปัจจุบัน เพราะสาเหตุของโรคต่างๆ ล้วนเกิดจากการไม่ดูแลเอาใจใส่ร่างกายเท่าที่ควร การทำตามคำแนะนำของแพทย์ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน เพื่อร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 3 กรกฎาคม 2555