เอาชนะอาการร้อนวูบวาบ เมื่อวัยขึ้นเลข 4

dailynews140813_01อาการร้อนวูบวาบในผู้หญิงไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อพบชายหนุ่มในดวงใจเท่านั้นนะคะ แต่อาจเป็นอาการของผู้หญิงวัยกลางคนที่กำลังเข้าสู่วัยทองได้ด้วย เจ้าอาการร้อนวูบวาบ นี้มักมาพร้อมกับอารมณ์แปรปรวน และมีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วย ดังนั้น เพื่อไม่ให้อาการที่กล่าวมาสร้างปัญหาให้กับการใช้ชีวิตของคุณผู้หญิงในวัยเลข 4 และส่งผลกระทบกับคนรอบข้าง ผู้หญิงวัยนี้คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจในวัยหมดประจำเดือนไว้ก่อน แต่เพื่อให้แน่ใจว่าคุณกำลังเข้าข่ายวัยทองแล้วหรือยัง มาเช็คให้ชัวร์กันก่อนดีกว่าค่ะ

1. ประจำเดือนไม่แน่นอน บางทีมาถี่ๆ บางทีก็ทิ้งช่วงหลายเดือน และอาจมามากกว่าปกติ

2. ร้อนวูบวาบ 2 ใน 3 ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะมีอาการร้อนวูบวาบมากที่สุดใน 2-3 ปีแรกที่ประจำเดือนหมด ซึ่งความรุนแรงและความถี่ในแต่ละคนจะต่างกันไป และจะบรรเทาลงใน 1-2 ปี

3. อาการนอนไม่หลับ หลับยาก ตื่นบ่อยๆกลางดึก หรือ ตื่นเช้ากว่าปกติ

4. อารมณ์แปรปรวน เกิดอาการซึมเศร้า โกรธง่าย หงุดหงิด โดยไม่มีสาเหตุ ควบคุมอารมณ์ได้ยาก

5. ปัญหาของช่องคลอด ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อของผนังช่องคลอดบางลง ความยืดหยุ่นและความหล่อลื่นลดลง ทำให้ผู้หญิงมักมีปัญหาติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่าย

6. ผิวหนังแห้ง ขาดความยืดหยุ่น เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง การผลิตคอลลาเจนก็ลดลงด้วย ทำให้ผิวหนังเริ่มบางลง ความยืดหยุ่นลดลง ผิวแห้งและเหี่ยวย่นง่ายขึ้น

ผู้หญิงบางคนอาจพบว่า มีอาการเหล่านี้เป็นแค่บางครั้งบางคราว เรียกว่า กำลังเข้าสู่ระยะก่อนเข้าวัยทอง โดยจะมีอาการบ้างเป็นบางครั้ง แล้วก็หายไป และอาจกลับมาเป็นซ้ำอีกวนเวียนไปจนผู้หญิงได้เข้าสู่วัยทองอย่างเต็มตัว บางคนอาจพบเจออยู่เป็นประจำ เรียกว่า เข้าสู่วัยทองแล้ว แต่ไม่ว่าคุณผู้หญิงจะอยู่ในระยะไหน วันนี้ เมก้า วีแคร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีคำแนะนำสำหรับผู้หญิงที่รักในการดูแลสุขภาพ และอยากเตรียมรับมือก่อนเข้าสู่วัยทองด้วยวิตามิน และสารอาหารธรรมชาติ ดังนี้คะ

ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง สารอาหารธรรมชาติจากถั่วเหลือง ออกฤทธิ์ทดแทนฮอร์โมนแบบธรรมชาติ ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ ป้องกันผิวพรรณเหี่ยวย่น หรือแห้งเกินไป ช่วยลดปัญหาการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ ที่สำคัญการรับประทานถั่วเหลืองไม่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โรคหัวใจและหลอดเลือดเหมือนการใช้ฮอร์โมนทดแทน เรียกว่าเป็นสารอาหารตัวแรกๆ ที่ผู้หญิงรักสุขภาพทุกคนต้องเรียกหากันเลยทีเดียว

สารต้านอนุมูลอิสระ ผู้หญิงทุกคนคงทราบกันดีว่า สารต้านอนุมูลอิสระมีความสำคัญอย่างมากต่อการชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ผู้หญิงคนไหนอยากต่อต้านอนุมูลอิสระได้มาก ก็ต้องเลือกรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย อย่างการรับประทานโคเอนไซม์ คิวเทน, กรดอัลฟา ไลโปอิค, วิตามินเอ ซี อี ซีลีเนียม และไบโอ ฟลาโวนอยด์ ซึ่งจะช่วยเสริมฤทธิ์กันในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดกับผู้หญิง ช่วยชะลอการเสื่อม และชราของอวัยะต่างๆ ได้

แคลซียม และวิตามินดี เพื่อการป้องกันโรคกระดูกพรุน ผู้หญิงควรได้รับแคลเซียม และวิตามินดีอย่างเพียงพอ และเป็นประจำ เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง เป็นจุดเปลี่ยนที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้หญิง การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม ควรพิจารณาถึง ปริมาณแคลเซียมอิสระที่ได้รับ ตามค่า Thai RDI ปริมาณแคลเซียมที่ผู้หญิงควรได้รับต่อวันคือ 800 มก. และควรได้รับควบคู่ไปกับวิตามิน ดี3 ซึ่งจะช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ลดการเสียมวลกระดูก ตลอดจนลดอุบัติการกระดูกหักในผู้สูงอายุได้

ดังนั้น คุณผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว อย่าลืมเน้น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง นม หรืออาหารที่มีแคลเซียมสูง ผักผลไม้ และควรหากิจกรรมกลางแจ้งทำ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดด แต่หากพบว่า ตัวเราไม่สามารถรับสารอาหารเหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ และเป็นประจำแล้ว การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มความต้องการของร่างกายได้

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 13 สิงหาคม 2557

Advertisements

โรคกระดูกพรุน คืออะไร

dailynew140518_02เป็นภาวะที่ความหนาแน่นเนื้อกระดูกลดลง จากโครงสร้างของกระดูกที่เคยหนาแน่นประสานกันเป็นโยงใยในการรับน้ำหนักได้ดีขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดการโปร่งบางของโครงสร้างกระดูกไม่สามารถรับน้ำหนักได้ดีเท่าเดิม อีกทั้งยังมีโอกาสเปราะหักเกิดการบาดเจ็บได้ง่ายอีกด้วย

 

มีภาวะใดบ้างที่ก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน

• เพศหญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าเพศชายเนื่องจากโครงกระดูกในเพศหญิงมีความหนาแน่นน้อยกว่า

• เมื่อมีอายุสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุเกินกว่า 40 ปี

• ภาวะหมดประจำเดือนในเพศหญิงที่เกิดการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน

• ผู้ที่รับแคลเซียมและวิตามินดี ในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

 

ทำอย่างไรจึงจะรักษาความหนาแน่นของกระดูก เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน?

• กระดูกคนเราจะมีความหนาแน่นสูงสุดในอายุ 30 ปี ดังนั้นการเสริมสร้างกระดูกให้มีความหนาแน่นมากที่สุดเมื่ออายุ 20-30 ปี เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด และระยะสำคัญรองลงมาก็คือในช่วงก่อนหมดประจำเดือน

• เสริมสร้างกระดูกให้มีความหนาแน่นมากที่สุด ตั้งแต่ในช่วงอายุ 20-30 ปี ด้วยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและวิตามินดีให้เพียงพอ นอกจากนี้อาจใช้ยาช่วยได้ ซึ่งแบ่งกลุ่มยาเป็น 2 กลุ่มคือ

1. ยาระงับการทำลายกระดูก ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนแคลซิโตนิน ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนท และแคลเซียม เป็นต้น

2. ยากระตุ้นการสร้างกระดูกได้แก่ วิตามินและฟลูออไรด์

 

มีวิธีป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร?

ในผู้ที่มีเนื้อกระดูกมากตั้งแต่แรกจะมีโอกาสเกิดการกระดูกพรุนได้น้อยกว่าผู้ที่มีเนื้อกระดูกน้อย ดังนั้น “การสะสมเนื้อกระดูกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวก็จะเป็นวิธีการป้องกันกระดูกพรุนได้ดีที่สุด รวมถึงการได้รับการตรวจ

วัดความหนาแน่นของกระดูกซึ่งสามารถตรวจพบการลดลงของเนื้อกระดูกตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นได้”

 

ตรวจวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร?

จากการใช้เครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitometer) ที่ใช้เทคนิคการเรดิเอชั้น ซอร์ส (Radiation Source) โดยใช้หลักการจากการดูความหนาแน่น (Thickness) และส่วนประกอบของเนื้อ (Composition) แล้วนำไปเปรียบเทียบกับค่าปกติ

 

บุคคลที่ควรได้รับการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง Bone Densitometry

• หญิงทุกคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

• หญิงวัยหมดประจำเดือน แม้ว่าอายุน้อยกว่า 65 ปี แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน

• หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีประวัติกระดูกหัก หรือมีภาพเอกซเรย์กระดูกผิดปกติ หญิงที่ต้องการรักษาโรคกระดูกพรุน การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกจะช่วยในการตัดสินใจ

• หญิงที่ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน มาเป็นระยะเวลานาน ๆ

• บุคคลที่มีภาวะกระดูกสันหลังผิดปกติ

• บุคคลที่ได้รับยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

• บุคคลที่ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ

• เพื่อติดตามการรักษากระดูกพรุน

• บุคคลที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา

• บุคคลที่ไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ

 

ผู้หญิงอายุเท่าไหร่ ที่ควรรับประทานแคลเซียมเสริม?

ผู้หญิงควรรับประทานแคลเซียมในช่วงอายุ  20-30 ปี และในช่วงก่อนหมดประจำเดือน

 

การรักษา

เป็นการรักษาที่มุ่งเน้นเพื่อให้มีผลยับยั้งการทำลายกระดูกและเพื่อเป็นการเสริมสร้างให้กระดูกหนาแน่นและมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

จะติดตามผลการรักษาภาวะกระดูกพรุนได้อย่างไร?

จากการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitometry) เป็นระยะสม่ำเสมอตามแผนติดตามการรักษาของแพทย์

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง Bone Densitometry ต่างจากการตรวจด้วยเครื่อง Ultrasound อย่างไร?

การตรวจด้วยเครื่อง Bone Densi-tometry เป็นวิธีการตรวจที่จะได้รับความหนาแน่นของกระดูกมาตรฐาน ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุดในขณะนี้

ข้อมูลจาก ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

กระดูก แกนชีวิต ดูแลสักนิดก่อนสาย

dailynews140205_001กระดูก เป็นแกนของร่างกาย เป็นโครงสร้างหลักของร่างกายที่มีความสำคัญในการค้ำจุนอวัยวะต่าง ๆ รวมไปถึงท่าทางการยืน การเดิน และการทรงตัว ภก.ภาคภูมิ ตรีสิงหวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลกระดูกไว้อย่างน่าสนใจว่า โครงสร้างกระดูกที่แข็งแรงเกิดจากการทำงานภายในกระดูกที่สมดุล คือมีทั้งการทำลายกระดูกเก่า และสร้างกระดูกใหม่ทดแทนอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่ออายุขึ้นเลข 3 กระบวนการสร้างกระดูกใหม่กลับลดลง ทำให้กระดูกบางมากขึ้น ความสามารถในการรับน้ำหนักตัวลดลง และเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนในระยะยาว

อันตรายจากโรคกระดูกพรุน เปรียบเสมือนตัวอิจฉาในละคร ที่เรียบร้อยเป็นคนดีในตอนต้น แต่กลับร้ายกาจในตอนจบ ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะว่า ในช่วงที่กระดูกเริ่มบางนั้น ร่างกายจะไม่มีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้นเลย แต่หากละเลยไม่ดูแลกระดูก กระดูกจะมีความบางมากขึ้นจนเข้าขั้นที่เรียกว่า “โรคกระดูกพรุน” ซึ่งเกิดความผิดปกติต่อโครงสร้างของกระดูกสันหลัง ทำให้หลังโก่ง ไหล่งุ้มกว่าปกติ พุงยื่น มีอาการปวดหลัง และส่วนสูงลดลง

ส่งผลทำให้การทำงานของอวัยภายในช่องท้อง และช่องอกลดลง เกิดปัญหาต่อระบบย่อยอาหาร และการหายใจติดขัด ที่สำคัญที่สุดคือ กระดูกแตกหักได้ง่าย กระดูกที่มักพบปัญหาการแตกหักคือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง และกระดูกข้อมือ

โดยผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกแตกหัก พบว่ามีอัตราการเสียชีวิตใน 1 ปีแรกสูงถึง 20% เนื่องจากโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และอีกกว่า 50% ของผู้ป่วยกลุ่มเดียวกัน ไม่สามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้ดีเหมือนเดิม ทำให้ส่งผลเสียต่อทั้งด้านสุขภาพ และบุคลิกภาพของตัวผู้ป่วยเอง

สำหรับเทคนิคง่าย ๆ ในการดูแลกระดูก มี 3 ข้อ คือ

– เสริมแคลเซียม เป็นแร่ธาตุหลักของโครงสร้างกระดูก เพราะคนเราจำเป็นต้องได้รับแร่ธาตุแคลเซียมวันละ 800 -1,200 มก. ต่อวัน แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมคือ นม โยเกิร์ต ถั่ว งา และผักใบเขียว

– เสริมวิตามินดี เป็นวิตามินที่จำเป็นต่อกระบวนการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย การขาดวิตามินดีจะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมได้ นอกจากนี้ วิตามินดียังช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่มัดกล้าม

จากการศึกษาในผู้สูงอายุพบว่า ผู้สูงอายุที่ได้รับวิตามินดีเสริม จะทำให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรง และลดโอกาสการล้มได้ถึง 22% และยังเสริมฤทธิ์กับแคลเซียมในเรื่องของการป้องกันโรคกระดูกพรุน

– การวิ่ง ช่วยสร้างมัดกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และส่งเสริมให้แคลเซียมเข้าไปสะสมที่กระดูกได้อย่างเต็มที่ ในผู้สูงอายุอาจเลือกการเดินอย่างต่อเนื่องวันละ 40- 60 นาที ทดแทนการวิ่ง ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มมวลกระดูกให้แข็งแรงได้

ที่มา: เดลินิวส์ 5 กุมภาพันธ์ 2557

ปัญหาทางทันตกรรมในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน

dailynews131215_001aโรคกระดูกพรุนนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในผู้สูงอายุที่พบเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากประชากรมีอายุยืนยาวมากขึ้น ผลที่ตามมาจากโรคกระดูกพรุนคือ การเกิดกระดูกหัก โดยเฉพาะที่บริเวณกระดูกสันหลังและกระดูกตะโพก ซึ่งมีผลทำให้เพิ่มอัตราการเจ็บป่วยและอัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไปที่ไม่เกิดกระดูกหัก ในปัจจุบันทั้งแพทย์และประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจในเรื่องกระดูกพรุนเพิ่มมากขึ้น และมีการให้การรักษาผู้ป่วยกระดูกพรุนเพื่อป้องกันการเกิดกระดูกหักโดยการให้ยาเพื่อลดการทำลายกระดูกเพิ่มมากขึ้น

dailynews131215_001b

ยากลุ่มที่นิยมนำมาใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุน ได้แก่ ยา Bisphosphonates ซึ่งมีทั้งชนิดรับประทาน และฉีดเข้าทางเส้นเลือด นอกจากใช้ยากลุ่มนี้เพื่อรักษาโรคกระดูกพรุนแล้วยังมีการนำยากลุ่มนี้มาใช้เพื่อยับยั้งการทำลายกระดูกในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งแล้วแพร่กระจายมาที่กระดูกอีกด้วย เช่น ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัลติเพิลมัยอีโลมา แต่ปริมาณยาที่ใช้ในการรักษาในกลุ่มโรคมะเร็งนี้มีปริมาณสูงกว่าที่นำยานี้มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยส่วนใหญ่ยา Bisphosphonates ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่แพร่กระจายมาที่กระดูกจะใช้ในรูปของการฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดดำ และให้ยาทุก 1 เดือนซึ่งผลที่ตามมาจากการให้ยากลุ่มนี้ในปริมาณสูงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่งที่เรียกว่า โรคกระดูกขากรรไกรขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยากลุ่ม Bisphosphonates เป็นระยะเวลานานมากกว่า 10 เดือนขึ้นไป มีอาการปวดฟัน  ฟันหลุดออกมาเอง แผลหายช้าหลังจากการทำทันตกรรม เหงือกร่นหายไปทำให้เปิดเผยถึงกระดูกกราม อาจจะมีการติดเชื้อที่กระดูกกรามมีหนองไหลออกมาผ่านทางผิวหนังบริเวณกระดูกกรามล่าง

 

ดังนั้นเมื่อมีการนำยา Bisphosphonates มาใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุนจึงทำให้เกิดความกังวลทั้งในส่วนของผู้ป่วยที่รับยา และทันตแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยถึงปัญหาของกระดูกขากรรไกรขาดเลือดไปเลี้ยงเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูกที่ได้รับยาชนิดเดียวกันนี้เป็นอย่างมาก ทำให้ทันตแพทย์กลัวปัญหาที่จะเกิดกับผู้ป่วยในการทำทันตกรรมให้แก่ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน ดังนั้นบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนและทันตแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยา Bisphosphonates ซึ่งยา Bisphosphonates มีหลายชนิด ได้แก่ ฉีดเข้าหลอดเลือดดำปีละ 1 ครั้ง เช่น zoledronate (Aclasta) และยาเม็ดชนิดรับประทานซึ่งอาจมีทั้งรับประทาน 1 เม็ดต่อสัปดาห์ เช่น ยา Alendronate (Fosamax), Risedronate  (Actonel) หรือ 1 เม็ดต่อเดือน ได้แก่ Ibandronate (Bonviva) ซึ่งกลไกในการออกฤทธิ์ของยาในกลุ่มนี้มีผลยับยั้งการทำลายกระดูกช่วยรักษามวลกระดูกไม่ให้ลดลง ลดอุบัติการณ์ของการเกิดกระดูกหัก ยาในกลุ่มนี้ที่อยู่ในรูปยาฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ได้แก่  Zoledronate ยังสามารถนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่มีการแพร่กระจายมาที่กระดูก ซึ่งจะมีผลช่วยลดการทำลายกระดูกจากโรคมะเร็ง แต่ปริมาณยาที่ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูกนั้นมีปริมาณยาที่ใช้สูงกว่าที่ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุนเป็นอย่างมาก และยังให้ยาบ่อยกว่าคือเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งต่างจากการให้ยาชนิดฉีดในการรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน ซึ่งให้ยาในปริมาณที่น้อยกว่า และให้ยาเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น มีรายงานการวิจัยหลายรายงานที่บ่งบอกถึงความปลอดภัยในการใช้ยากลุ่ม Bisphosphonates ในการรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนซึ่งรับยาอย่างต่อเนื่องมาภายในระยะเวลา 3 ปี แต่ความเสี่ยงอาจจะเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มนี้เป็นระยะเวลานานมากกว่า 5 ปี

dailynews131215_001c

ปัญหาที่เกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงนี้ส่วนใหญ่มักจะพบในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเป็นส่วนใหญ่ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัลติเพิลมัยอีโลมา มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม ซึ่งได้รับยากลุ่ม Bisphosphonatesชนิดฉีดในปริมาณที่สูงมาเป็นระยะเวลานานและต่อเนื่องทุกเดือน รวมทั้งในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเหล่านี้ยังได้รับยาเคมีบำบัดและยาสเตียรอยด์ร่วมด้วยเมื่อผู้ป่วยได้รับการทำทันตกรรมจึงอาจทำให้เกิดภาวะดังกล่าว ซึ่งผลจากงานวิจัยพบว่าระยะเวลาโดยเฉลี่ยที่เกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยา Bisphosphonates นานประมาณ 20 เดือนจึงเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรขาดเลือด

 

ภาวะของกระดูกขากรรไกรขาดเลือดนี้มีอาการแสดงหลายอย่างได้แก่ อาการปวดฟัน  ฟันหลุดออกมาเอง แผล หายช้าหลังจากการทำทันตกรรม เหงือกร่นหายไปทำให้เปิดเผยถึงกระดูกกรามอาจจะมีการติดเชื้อที่กระดูกกรามมีหนองไหลออกมาผ่านทางผิวหนังบริเวณกระดูกกรามล่าง

 

ภาวะความเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยาในกลุ่ม  Bisphosphonates ได้แก่

ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูกเช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเม็ดเลือดขาว ชนิดมัลติเพิลมัยอีโลมา รับการรักษาด้วยยาในกลุ่ม Bisphosphonates ชนิดฉีด มาเป็นระยะเวลานานโดยเฉพาะชนิดฉีดที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูกต้องระวังให้มากขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับยาชนิดฉีดต่อเนื่องกันมากกว่า 10 เดือนขึ้นไป

ในกลุ่มผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนที่ใช้ยากลุ่ม Bisphosphonates ชนิดรับประทานเป็นระยะเวลานานมากกว่า 5 ปีขึ้นไป

ผู้ป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์เพื่อรักษาโรคอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม Bisphosphonates

สุขภาพช่องปากและฟันไม่ดี และได้รับยากลุ่ม Bisphosphonates ร่วมกับการทำทันตกรรม

ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่ได้รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์เป็นโรคกระดูกพรุนและได้รับการรักษาโรคกระดูกพรุนด้วยยากลุ่ม Bisphosphonates

อุบัติการณ์ในการเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก ๆ ในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนที่ได้รับการรักษาด้วยยาในกลุ่ม Bisphosphonates ชนิดรับประทานซึ่งจากการติดตามงานวิจัยในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนที่ได้รับยากลุ่ม Bisphosphonates ชนิดรับประทานเป็นระยะเวลานานมากกว่า 3 ปีก็ไม่พบอุบัติการณ์ในการเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรขาดเลือดนอกจากนี้ในผู้ป่วยที่ได้รับยาในกลุ่ม Bisphosphonates นี้สามารถรับการฝังรากเทียมได้โดยไม่เกิดปัญหาใด ๆ ตามมาทั้งในเรื่องของการเกิดโรคกระดูกขากรรไกรขาดเลือดไปเลี้ยงและการหลุดของรากเทียมที่ฝังเข้าไปในกระดูกกรามของผู้ป่วย

ยาในกลุ่ม Bisphosphonates มีประโยชน์เป็นอย่างมากในการลดอุบัติการณ์การเกิดกระดูกหักที่จะเกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนทั้งในส่วนของกระดูกสันหลังและการหักของกระดูกตะโพกเป็นอย่างมากดังนั้นการใช้ยาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์จะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนดังนั้นก่อนใช้ยากลุ่ม Bisphosphonatesจึงควรส่งผู้ป่วยไปรับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟันก่อนเริ่มให้ยาเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์

ดังนั้นการใช้ยากลุ่ม Bisphosphonatesตามข้อบ่งชี้อย่างถูกต้องและเหมาะสมภายในระยะเวลา 3 ปีจึงมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการลดอุบัติการณ์การเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนทั้งในส่วนของกระดูกสันหลังและกระดูกตะโพกและไม่ได้ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับการทำทันตกรรมเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดแต่ควรระมัดระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงตามที่กล่าวข้างต้น.

 

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์

คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com

Facebook:Dr.Keng หมอเก่ง,

line ID search : keng3407

ที่มา : เดลินิวส์ 15 ธันวาคม 2556

โรคกระดูกพรุนและอาการปวดหลัง

dailynews131110_001ปัญหาโรคกระดูกพรุนคือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีปริมาณความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง โครงสร้างภายในของกระดูกมีการเสื่อมสลายทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด กระดูกหักได้ง่ายมากขึ้นกว่าคนปกติโดยทั่วไปอาการแสดงของผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมักจะมี 2 ระยะคือ

1. ในระยะเริ่มต้นที่มวลกระดูกเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการอะไรเลย ส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นในผู้หญิงที่เริ่มหมดประจำเดือน และมีปัจจัยเสี่ยง ช่วงนี้สามารถตรวจสอบได้จากการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเท่านั้น

2. ในระยะที่กระดูกพรุนชนิดรุนแรง คือ มีกระดูกโปร่งบางมาก ร่วมกับมีกระดูกสันหลังหักยุบ หรือการเกิดกระดูกตะโพกหัก ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลัง หลังโก่งค่อม และสังเกตได้ว่าส่วนสูงของผู้ป่วยลดลง ในบางครั้งอาการปวดหลังอาจจะร้าวมาที่บริเวณหน้าอก หลังโก่ง ทานข้าวได้น้อยลง อืดท้องแน่นท้อง มักจะพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป บางครั้งอาจเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งบริเวณข้อมือ กระดูกหักง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย เช่นในผู้ป่วยรายที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

 

ภาพของผู้ป่วยที่มีหลังโก่งเนื่องจากมีการยุบตัวของกระดูกสันหลัง นอกจากหลังโก่ง ผู้ป่วยยังมีอาการปวดหลัง ร่วมกับอาการปวดร้าวลงขา ลงน่องและชาบริเวณหลังเท้าร่วมด้วย

 

ภาพรังสี แสดงการยุบของกระดูกสันหลังหลายระดับ วิธีการดูคือจะสังเกตจากความสูงของกระดูกสันหลังเทียบกันในแต่ละระดับจะพบว่าส่วนของกระดูกสันหลังที่ยุบลงนั้นจะมีความสูงของกระดูกสันหลังลดลงเมื่อเทียบกับกระดูกสันหลังที่อยู่ติดกัน

 

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้แก่

– ประจำเดือนหมดไวกว่าปกติโดยเฉพาะก่อนอายุ 45 ปี

– มีโรคประจำตัวเช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไทรอยด์เป็นพิษ

– ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำในปริมาณมาก และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทั้งในการรักษาโรค หรือรับประทานเอง

– มีประวัติครอบครัวทางแม่เคยเป็นโรคกระดูกพรุน หรือเคยมีกระดูกตะโพกหักในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวฝั่งของมารดา

– สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

– กระดูกหักง่ายหลังจากอายุ 40 ปี

 

สำหรับการป้องกันโรคกระดูกพรุนได้แก่

– ในวัยเด็ก วัยรุ่น ให้ดื่มนม ออกกำลังกายให้เหมาะสม

– หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่น การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่

– ในวัยที่อายุมากกว่า 40 ปี ให้ได้รับปริมาณของแคลเซียมให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจรับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดเช่น caltrate 600 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1 เม็ด ก็จะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เนื่องจากมีการวิจัยพบว่าโดยเฉลี่ย คนไทยได้ปริมาณแคลเซียมจากอาหารประมาณ 300 – 400 มิลลิกรัม ซึ่งถ้าได้รับแคลเซียมเสริมเข้าไปก็จะทำให้เท่ากับปริมาณพอเพียงที่ร่างกายต้องการ

– ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปีแนะนำให้ไปตรวจวัดมวลกระดูกจากเครื่องใหญ่ที่เรียกว่า DEXA (Dual Energy absorptiometry) ซึ่งจะตรวจวัดมวลกระดูก 2 ตำแหน่งคือ ที่บริิเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว และกระดูกตะโพก

– ในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงแนะนำให้ตรวจวัดมวลกระดูกได้เลย เพื่อประเมินสภาพของมวลกระดูกในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร

 

หลังจากที่เราตรวจวัดมวลกระดูกมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเมื่อมวลกระดูกติดลบน้อยกว่า -2.5 จะมีความจำเป็นต้องทานยาป้องกันกระดูกพรุนทุกครั้ง ซึ่งมักจะทำให้เกิดการรักษาโรคกระดูกพรุนมากเกินความจำเป็น วัตถุประสงค์ของการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุนคือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักในอนาคต หรือลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคต ซึ่งเราจำเป็นต้องมีการคำนวณความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคตของผู้ป่วยในแต่ละราย ซึ่งเราสามารถเข้าไปประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในแต่ละบุคคลได้ใน http://www.shef.ac.uk/FRAX/tool.aspx?country=57 ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานของคนไทย ซึ่งจะช่วยทำให้ท่านสามารถประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในแต่ละบุคคลได้ ดังนั้นการตัดสินใจพิจารณาในการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุน เราจะพิจารณาจากความเสี่ยงในการที่จะเกิดกระดูกหักภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าคำนวณออกมาแล้วพบว่า

1. กระดูกตำแหน่งที่สำคัญหัก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 20 หรือ

2. กระดูกตะโพก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 3

จึงจะพิจารณาในการให้ยาในการรักษาโรคกระดูกพรุน ซึ่งถ้ามีค่าน้อยกว่านี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยารักษาโรคกระดูกพรุน

ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดกระดูกตะโพกหัก หรือกระดูกสันหลังยุบแล้ว ผู้ป่วยเหล่านี้มีความจำเป็นต้องรับการรักษาโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีก เช่น ในผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน พบว่าถ้าไม่ได้ให้การรักษาที่เหมาะสมจะพบว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 20

 

สำหรับปัจจุบัน ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจะมีอยู่ 2 ประเภทคือ

1. ยาที่ยับยั้งการทำลายกระดูก เช่น ยาในกลุ่ม Bisphosphonates ที่มีหลากหลายชนิด เช่น ชนิดที่รับประทานอาทิตย์ละ 1 เม็ดเช่น Alendronate (Fosamax plus), Risedronate(Actonel), หรือชนิดที่ฉีดปีละ 1 ครั้งเช่น Zoledronic acid (Aclasta) ยา Strontium (Protaxos) มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำลายกระดูก ยาในกลุ่มที่เป็นแอนติบอดี้ มีผลยับยั้งการทำลายกระดูกที่ระดับเซลล์ และไม่มีผลต่อไต ได้แก่ Denosumab (Prolia) ซึ่งใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุก ๆ 6 เดือน

สำหรับระยะเวลาในการรักษาโรคกระดูกพรุน แพทย์มักจะแนะนำให้ยาแก่ผู้ป่วยนานประมาณ 3 – 5 ปี

2. ยาที่กระตุ้นการสร้างกระดูก ซึ่งมีผลในการสร้างกระดูกโดยตรง ได้แก่ teriparatide (Forteo) มีข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยที่มีกระดูกหักหลายตำแหน่ง เช่น กระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง กระดูกตะโพกหัก หรือเช่นในผู้ป่วยรายที่ยกตัวอย่างข้างต้น ที่มีกระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง ยานี้ใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุกวัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการลดปวดหลังได้ด้วย

การพิจารณาให้ยาแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่ละราย และดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งต้องมีการพูดคุยและอธิบายประโยชน์ ข้อดี ข้อเสียของยาแต่ละประเภทให้ผู้ป่วยฟังอีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันคือการป้องกันการเกิดกระดูกหักในอนาคต รวมทั้งช่วยลดอุบัติการณ์ของอัตราการเจ็บป่วย และอัตราการตายของผู้ป่วย ดังนั้นเมื่อพบผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดหลัง มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ร่วมกับมีหลังโก่ง ส่วนสูงลดลง ต้องคำนึงถึงเรื่องโรคกระดูกพรุนร่วมด้วย เพื่อให้การรักษาแก่ผู้ป่วยได้ดีที่สุด.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์

คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com

Facebook : Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา : เดลินิวส์ 10 พฤศจิกายน 2556

‘กระดูกหัก’ซ่อมไม่ธรรมดา โดย สาลินีย์ ทับพิลา

bangkokbiznews130611_001หลายคนมองกระดูกหักเป็นเรื่องธรรมดาแค่รักษาให้กระดูกติดก็เรียบร้อย แต่ในความเป็นจริงแล้วหากรักษาไม่ดี อาจเกิดผลข้างเคียงต่อเนื่องไปถึงชั่วชีวิต

เมื่อกระดูกหักและเข้ารับรักษา ผู้ป่วยก็คาดหวังว่าจะสามารถใช้งานอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับกระดูกที่หักได้เหมือนหรือใกล้เคียงกับของเดิมที่สุด แต่บ่อยครั้งที่ผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่หวัง เช่น กระดูกติดผิดรูป กระดูกไม่ติด เกิดความพิการที่เคลื่อนไหวไม่ได้เหมือนเดิม

“ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการตรวจวินิจฉัยไม่ครบถ้วน การรักษาที่เกินความจำเป็น หรือการรักษาที่น้อยกว่าที่สมควร ผลจากศัลยแพทย์ขาดทักษะหรือความชำนาญ ปัญหาส่วนหนึ่งยังเกิดจากอุปกรณ์ในห้องผ่าตัดไม่พร้อม รวมทั้งวัสดุยึดตรึงกระดูกหักไม่ได้มาตรฐาน” นพ.สุทร บวรรัตนเวช ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าว

ภาวะกระดูกหักส่วนใหญ่เกิดได้จาก 2 สาเหตุหลักคือ อุบัติเหตุและโรคกระดูกพรุน กรณีผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ นอกจากจะพบกระดูกหักแล้ว ยังพบความเสียหายของเยื่อหุ้มกระดูก เส้นเลือดและเนื้อเยื่อโดยรอบถูกทำลาย กระดูกเกยกัน หรือโค้งงอ ทำให้เจ็บปวดอย่างมากและไม่สามารถเคลื่อนไหว

นพ.วัชระ พิภพมงคล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ อธิบายว่า การผ่าตัดรักษากระดูกหักจากอุบัติเหตุด้วยการผ่าตัดยึดตรึงกระดูก จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมและความรุนแรงที่เกิดขึ้น อาทิ การใช้เหล็กแกนสอดในโพรงกระดูก การใช้โครงเหล็กยึดตรึงกระดูกจากภายนอก การใช้เหล็กแผ่นและสกรูเพื่อยึดตรึงกระดูกหัก เป็นต้น

ความก้าวหน้าล่าสุดในการผ่าตัดเชื่อมกระดูกคือ เทคนิค “การผ่าตัดยึดตรึงกระดูกแบบแผลเล็ก” (Minimally Invasive Plate Osteosynthesis, MIPO) หรือการผ่าตัดรักษากระดูกหักแบบ “รถไฟฟ้าใต้ดิน” ไม่จำเป็นต้องเปิดแผลยาว ทำให้เนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณเยื่อหุ้มกระดูกบอบช้ำน้อยที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว กระดูกติดเร็ว มีแผลขนาดเล็กและลดภาวะแทรกซ้อนอย่างกระดูกติดช้าและการติดเชื้อ

แพทย์จะมีอุปกรณ์เครื่องมือช่วยยึดตรึงกระดูก จากนั้นใช้อุปกรณ์เฉพาะในการทำทางเพื่อสอดเหล็กแผ่นใต้ชั้นกล้ามเนื้อตามตำแหน่งที่หัก โดยวางเหล็กแผ่นอยู่เหนือกระดูก จากนั้นจึงเปิดแผลเล็กๆ เพื่อยึดกระดูกด้วยสกูรด้านบนและด้านล่างของตำแหน่งที่หัก สามารถแก้ปัญหาได้ทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่กระดูกไหปลาร้า กระดูกรยางค์ส่วนบนและส่วนล่างไปจนถึงข้อเท้า

สำหรับคนวัยหนุ่มสาว การรักษาภาวะกระดูกหักอาจไม่ยากเท่ากับผู้สูงวัย นพ.บุณยรักษ์ วิสุทธิผล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เสริมว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกหักจากกระดูกพรุนนั้น เกิดจากความเปราะบางของเนื้อกระดูก การรักษาต้องอาศัยขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่า ตั้งแต่การคำนึงถึงปัจจัยก่อนผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็น โรคประจำตัว ยารักษาโรคประจำตัวที่มีผลต่อการผ่าตัด สภาพร่างกายและจิตใจ

ขณะเดียวกันภาวะกระดูกหักจากกระดูกพรุนก็ต้องการเหล็กพิเศษหรือเทคนิคพิเศษ เช่น การผ่าตัดแบบรถไฟใต้ดินที่จะนำเหล็กไปยึดติดกับกระดูกที่พรุนเปราะอยู่แล้วให้หนาแน่นพอหลังการผ่าตัดกระดูกหักจากอุบัติเหตุ ผู้ป่วยต้องมาเอกซเรย์ดูการติดของกระดูกเป็นระยะ โดยทั่วไปแล้วกระดูกจะยึดติดกันภายใน 5-6 เดือน และแพทย์จะตรวจสอบการเคลื่อนไหวและการลงน้ำหนักของอวัยวะที่เกิดการแตกหัก

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการผ่าตัดซ้ำอีกครั้งเพื่อเอาเหล็กดามนั้นออกเมื่อกระดูกติดสนิทดีแล้ว เช่น การผ่าตัดดามเหล็กที่ตำแหน่ง กระดูกต้นขา และกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งจะต้องผ่าเอาเหล็กออกเมื่อกระดูกติดดีแล้ว 1 – 2 ปีหลังการผ่าตัดใส่เหล็กไว้

ขณะที่ผู้สูงวัยนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะกระดูกหักซ้ำ เพราะลักษณะของกระดูกที่เปราะ พรุนตามวัย จึงต้องใส่ใจเรื่องอาหารที่จะเสริมแคลเซียมในร่างกาย ร่วมกับการดูแลสภาพแวดล้อมในบ้าน เช่น การเสริมราวจับ หรือวางแผ่นรองกันลื่น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นที่กระดูกหักทุกคนจะต้องผ่าตัด บางคนที่หักไม่มากสามารถรักษาด้วยการดามเฝือกเพื่อพยุงอวัยวะส่วนที่หักไม่ให้เคลื่อนไหว การที่จะผ่าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ ในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อการรักษา ไม่ใช่ว่ากระดูกหักทุกคนจะต้องได้รับการผ่าตัดยึดตรึงด้วยเหล็กเสมอไป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 11 มิถุนายน 2556

รวมสารพันโรคผู้สูงวัย โดย แพทย์หญิงพัณณิดา วัฒนพนม

voathai130110_001วันที่ 13 เมษายนของทุกปี นอกจากจะถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยหรือวันมหาสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันสำคัญอีกวันคือ “วันผู้สูงอายุ” ด้วย ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ต้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับผู้สูงวัยกันมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ ซึ่งในวัยนี้จะต้องระมัดระวังและใส่ใจดูแลมากกว่าวัยอื่นๆ เพราะยิ่งอายุเยอะก็มักจะเจอปัญหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เยอะไปตามอายุด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้ โรงพยาบาลกรุงเทพจะขอรวบรวมสารพันโรคที่ผู้สูงอายุควรระวังมาฝากกัน

1. โรคข้อเสื่อม เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่ในผู้สูงอายุ โดยข้อที่พบอาการเสื่อมได้มากคือข้อที่รับน้ำหนักตัว เช่นข้อเข่า เมื่อผู้ป่วยอายุมากขึ้นมักมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้นด้วย และเริ่มมีโครงสร้างภายในข้อไม่เป็นปกติ จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงความผิดปกติภายในข้อ อันประกอบด้วยผิวของข้อเข่า ซึ่งเป็นกระดูกอ่อน เริ่มสึกหรอ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบ การเคลื่อนไหวข้อ มีอาการติดขัด ฝืด หรือเสียงดังคล้ายกระดาษทรายถูกัน

กระดูกรอบข้อเกิดการปรับตัว โดยสร้างกระดูกงอกขึ้นภายในข้อ ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้น้อยลง กระดูกบริเวณข้อเข่า และรอบ ๆ ข้อ บางลง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มเดินน้อยลง อาการผิดปกติของผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะแรก ประกอบด้วย อาการปวดอาจร่วมกับการมีข้อเข่าบวม อาการขัดที่ข้อ โดยอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นของข้อ ในขณะเหยียดและงอข้อเข่าจะมีอาการปวด และหรือขัดในข้อมากขึ้น และมีเสียงลั่นในข้อ

ซึ่งอธิบายจากการที่ผิวกระดูกภายในข้อเริ่มไม่เรียบและมีกระดูกงอกเกิดขึ้น อาการปวดที่เกิดในผู้ป่วยบางรายทำให้เกิดการปรับตัวด้วยการไม่เหยียดหรืองอข้อเข่าจนสุด เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น ทำให้เกิดปัญหาข้อติดขัด และเคลื่อนไหวไม่เต็มวงของการงอเข่าตามมา เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น หรือ ข้อที่เสื่อมอักเสบนั้นถูกใช้งานมากอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้อาการผิดปกติเหล่านี้ เป็นมากขึ้นได้โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อมาพบแพทย์ก็มักจะมาเมื่ออาการต่าง ๆ เกิดขึ้นพอควรแล้ว หรือ ไม่สามารถประกอบภารกิจประจำวันได้เหมือนเดิม ซึ่ง อาการหลัก ๆ ก็คือ อาการปวด,ขัด และหรือบวม ของข้อเข่า หรือในรายที่มีข้อเข่าโก่งอยู่บ้างแล้วก็มักจะมาด้วยเรื่องเข่าผิดรูป หรือทำให้เกิดปัญหาปวดมากขณะเปลี่ยนท่าเช่นจากนั่งเป็นยืน

เมื่อเกิดปัญหาข้อเข่าเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีอาการของโรคซึ่งจะสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค ถ้าหากว่าอาการที่เกิดขึ้นน้อย ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถชะลอการเสื่อมของข้อเข่านั้น ๆ ได้วิธีการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่านั้น ประกอบด้วยวิธีหลัก ๆ ดังนี้ หลีกเลี่ยงท่างอข้อเข่ามาก ๆ เช่น นั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ และนั่งคุกเข่า

หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดหลาย ๆ ชั้น ควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี ไม่ให้อ้วน หมั่นขยันบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอยู่เสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อด้านหน้าของต้นขา ทานยาแก้ปวดเมื่อจำเป็นหรือทานเป็นครั้งคราว ใช้ไม้เท้าช่วยเมื่อต้องเดินเป็นระยะทางไกล หรือเดินในที่ไม่เรียบ

2. โรคกระดูกพรุน เป็นอีกโรคที่พบได้มากในผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุนเกิดจากการลดลงของปริมาณกระดูกในร่างกายร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของกระดูก เป็นผลให้ความแข็งแรงของกระดูกโดยรวมลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ โดยเฉพาะผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง30-40% ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมาก

เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง ทำให้มวลกระดูกของผู้หญิงในกลุ่มวัยนี้ลดลงถึงร้อยละ 3-5 ต่อปี นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนยังพบได้ในภาวะผู้ป่วยที่ได้รับการตัดรังไข่ 2 ข้าง ผู้ป่วยที่ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย ผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิดเช่นสารสเตียรอยด์หรือยากันชักบางชนิดและการสูบบุหรี่ก็อีกเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะไม่มีอาการใด ๆ จนกว่าจะมีอาการแสดงซึ่งได้แก่กระดูกหัก ตำแหน่งที่พบบ่อยในโรคกระดูกพรุนได้แก่บริเวณข้อสะโพก,ข้อมือหรือกระดูกสันหลังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

นอกจากนี้ อาการหลังโกง หรือตัวเตี้ยลงมากกว่า 2 เซนติเมตรนั้นอาจเป็นอาการของโรคกระดูกพรุนที่มีการยุบตัวลงของกระดูกสันหลังจึงเป็นภัยเงียบเพราะคนไข้จะไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้ว โรคกระดูกพรุนวินิจฉัยได้จากการตรวจค่าความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องมือ DEXA นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติอื่น ๆ เช่น การขาดวิตามินดี และสามารถตรวจประเมินอัตราการสร้างและสลายของกระดูกได้ การตรวจเพิ่มเติมนี้เพื่อใช้ในการตัดสินใจวางแผนการรักษาและติดตามผลการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

สำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุนด้วยยาในปัจจุบันมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ยากลุ่มที่ลดอัตราการสลายกระดูก และยากลุ่มที่เสริมสร้างมวลกระดูก ทั้งนี้การการให้ยา แพทย์จำเป็นต้องตรวจคัดกรองผู้ป่วย เพื่อพิจารณาให้ยาตามความจำเป็น จึงแนะนำให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนควรมาตรวจภาวะกระดูกพรุน ผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเสริมการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว, นม และงาดำ โดยทั่วไปแล้วผู้สูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม วันละ 1200 มิลลิกรัมควบคู่กับวิตามินดี 800 ไอยู นอกจากนี้ควรเพิ่มการออกกำลังกายที่เป็นการลงน้ำหนักที่ข้อ เช่นการยกน้ำหนักและการเดิน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก และตวรมีการออกกำลังกายกลางแจ้งในเวลาเช้าหรือเย็น เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี

3. โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่งในผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาและควบคุมตลอดชีวิต มากกว่าร้อยละ 90 ของโรตความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนโดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้แก่ กา รมีความเครียดสูง ,บริโภคอาหารรสเค็มหรือเกลือโซเดียมมาก ในผู้สูงอายุ

มีการผนังหลอดเลือดแดงมีการแข็งตัวขึ้นและเสียความยืดหยุ่นอาจจะมีผลให้ความดันโลหิตในหลอดเลือดสูงขึ้น ความดันโลหิตสูง คือ ภาวะความดันในหลอดเลือดแดงสูงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไป โดยวัดขณะนั่งพัก 5–10 นาทีที่ไม่ได้สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ และได้ค่าสูงตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาอย่างน้อย 2สัปดาห์ โรคความดันโลหิตสูงระยะแรกส่วนใหญ่ไม่มีอาการมีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการและที่พบได้บ่อย คือ ปวดมึนท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ ปวดศีรษะ

สำหรับผู้ที่มีความดันสูงรุนแรงอาจมีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือเท้าชา ตามัว อัมพาตหรือเสียชีวิตเฉียบพลัน เป็นต้นโรคนี้ถ้าไม่ได้รักษาเป็นเวลานานๆก่อให้เกิดความเสียหายและทำให้เกิดอาการของภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญต่างๆ ได้แก่ ภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจล้มเหลว, การทำงานของไตเสื่อมลง ทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรัง เป้าหมายของการรักษาความดันโลหิตสูง คือการควบคุมให้ต่ำกว่า 140 / 90 มม.ปรอท และผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือไตเรื้อรัง ควรคุมให้ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท แนวทางการรักษา มีดังนี้ เปลี่ยนพฤติกรรมสู่การสร้างสุขภาพที่ดี

เพื่อลดความดันและปัจจัยเสี่ยง ผู้ที่มีความดันสูงเพียงเล็กน้อยความดันจะลดเป็นปกติได้โดยไม่ใช้ยา ได้แก่ เลิกบุหรี่และเหล้า , ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ,ลดอาหารรสจัด (หวาน มัน เค็มจัด) เพิ่มรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลาและดื่มนมไขมันต่ำ,ลดน้ำหนักส่วนเกิน และรู้จักคลายเครียด สำหรับผู้ที่ความดันยังคงสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท หลังจากปรับพฤติกรรมแล้วควรปรึกษาแพทย์ให้ยาลดความดันโลหิต

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนปัจจุบันมียาใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้ผลดีในการรักษาและควบคุมความดันให้อยู่ในระดับปกติ เช่นขับเกลือและน้ำออกทางปัสสาวะ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขยายหลอดเลือด เป็นต้น ในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้อง ติดตามการรักษา เพื่อประเมินการควบคุมความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะและเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ เป็นต้น

4. โรคมะเร็ง ซึ่งโรงมะเร็งหลายชนิดเป็นโรคที่พบมากขึ้นตามอายุ โรคมะเร็งเกิดจากการที่โรคที่เซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแบ่งตัวแบบกระจายอย่างรวดเร็ว โดยอาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงหรือแพร่กระจายไปตามอวัยวะที่สำคัญต่าง ๆ โรคมะเร็งจะไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง โรคมะเร็งบางชนิดอาจจะมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้ามีประวัติครอบครัว ก็อาจจะมีโอกาสโรคสูงกว่าคนทั่วไป

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มะเร็งมีสาเหตุส่งเสริมได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสูบบุหรี่ จะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคมะเร็งปอด, มะเร็งหลอดอาหารแลและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ การดื่มสุราเพิ่มโอกาสเกิดโรคตับแข็งซึ่งอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งตับตามมาโรคมะเร็งหลายชนิดสามารถตรวจพบเจอได้ตั้งแต่ระยะ เริ่มต้นทำให้รักษาหายขาดได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งหลายชนิดจริงมีความสำคัญ ในผู้สูงอายุหลังอายุ 50 ปีขึ้นไปควรมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้

โดยการตรวจอุจจาระ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพใน การประเมินปัญหาในลำไส้ใหญ่ และในผู้หญิงควรมีการตรวจแมมโมแกรมเต้านมซึ่งเป็นการตรวจด้วยรังสีเอ็กซเรย์ (X-Rays) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อค้นหาความผิดปกติที่เต้านม สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่ก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กเกินกว่าแพทย์จะคลำได้ โดยปกติควรมีการตรวจทุก 1-2 ปี

5. โรคต้อกระจก เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตาหรือแก้วตา ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะใสทำหน้าที่รวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาพอดี สำหรับอาการของต้อกระจกส่วนใหญ่ เลนส์แก้วตาจะเริ่มขุ่นมัวจากบริเวณส่วนกลาง ในที่มีแสงน้อย เมื่อม่านตาขยาย แสงสามารถผ่านเข้ามาทางส่วนอื่นของเลนส์แก้วตาได้ อาการของโรคต้อกระจกจะมีสายตาค่อยๆ มัวลงเหมือมีฝ้าหรือหมอกบัง เห็นภาพซ้อน

บางรายอาจมีสายตาสั้นขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนแว่นบ่อยๆ จนประทั้งแว่นตาก็ไม่สามารถช่วยได้ หรือเห็นสีต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม สีจางลงหรือไม่สดใสเท่าที่เคยเห็น บางคนอาจสังหรือเกิดการพร่าเวลาขับรถตอนกลางคืน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ ในผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์แก้วตาจะขุ่นเพิ่มขึ้น จึงมีผลให้การมองเห็นลดลง นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดต้อกระจกได้ด้วยเช่นกัน ในกรณีที่ปล่อยทิ้งไว้นาน ต้อกระจกอาจสุก และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น ต้อหิน หรือมีการอักเสบภายในลูกตา ทำให้มีตาแดงและปวดตาอย่างมากต้องรีบลอกต้อกระจกออกทันที

ซึ่งหากปล่อยถึงระยะดังกล่าวอาจทำให้เกิดตาบอดได้ การที่ต้อกระจกกลายเป็นต้อหินเพราะต้อกระจกพองตัวไปกดในทางระบายน้ำของลูกตา หรือต้อกระจกละลายตัวแล้วเกิดการอักเสบในลูกตา ในปัจจุบันยังไม่มียารับประทาน หรือยาหยอดชนิดใดที่จัดว่าได้ผลดีในการรักษาต้อกระจก และยังไม่มีเลเซอร์ที่สามารถสลายต้อกระจกได้ การรักษาหลักคือ การลอกหรือผ่าเอาต้อกระจกนั้นออกโดยจักษุแพทย์ ปัจจุบันนิยมผ่าตัดโดยวิธีสลายต้อกระจก โดยใช้เครื่องกำเนิดคลื่นเสียงความถี่สูง

หลังจากผ่าเอาต้อกระจกซึ่งขุ่นมัวออกแล้ว จักษุแพทย์ก็จะนำเลนส์แก้วตาสังเคราะห์ใส่แทนตำแหน่งเดิม เพื่อให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเลนส์สังเคราะห์นี้จะใสเหมือนกระจก แก้วตาเทียมนี้ไม่ต้องถอดออกมาล้างหรือเปลี่ยน และสามารถอยู่ได้ไปตลอดชีวิต

6. โรคสมองเสื่อม ตามข้อมูลทางสถิติ พบว่าอยู่ในอัตราสูงถึง 5-8 เปอร์เซนต์ของผู้อายุเกิน 65 ปี และจะมีอัตราการเกิดโรคสูงถึง 20 เปอร์เซนต์ และถ้าอายุเกิน 90 ปีขึ้นไปจะพบถึงครึ่งหนึ่งที่มีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมจะพบว่ามีปริมาณ หรือจำนวนเซลล์ของสมองที่ทำงานลดลงอย่าง จึงทำให้มีปัญหาด้านความจำ, ความคิด, อารมณ์และบุคลิกภาพของตนผิดไปจากเดิมอย่างมากในผู้สูงอายุ

สาเหตุสมองเสื่อมที่พบบ่อยๆ มีสาเหตุ 2 ประการ คือ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพาต ไม่ว่าจะเกิดจากชนิดหลอดเลือดตีบ หรืออุดตัน หรือแตกก็ตาม โรคนี้พบได้ประมาณ 20% โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด และจะมีอาการเลวลงเรื่อยๆ โดยพบราว 70-80% ของผู้ที่มีสมองเสื่อม โรคนี้จะเป็นสาเหตุทำให้สมองฝ่ออย่างรวดเร็ว และมีปัญหาด้านความจำ, การพูด, ความคิด, การกระทำ, อารมณ์, การดำรงชีพ และบุคลิกภาพผิดไปอย่างชัดเจน

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้แน่นอนว่าเกิดจากสิ่งใด มีหลายคนสันนิษฐานว่าเกิดจากพันธุกรรม, การติดเชื้อ,สารพิษตลอดจนระบบภูมิต้านทาน โดยปรกติแพทย์จะเป็นผู้ให้การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมโดยอาศัยข้อมูลจากประวัติ, ระยะเวลาเป็นโรค, อาการ, อาการแสดง, ประวัติครอบครัว. การตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียด และการสืบค้นหาสาเหตุของโรคดังกล่าว ซึ่งอาจประกอบด้วย การเจาะเลือด, การเอกเรย์, การตรวจคลื่นสมอง, การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง, การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง, การตรวจการไหลเวียนของเลือดสู่สมองและบางครั้งอาจมีการตรวจชิ้นเนื้อสมองโดยการผ่าตัดพิสูจน์

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวยาต่างๆ มากมาย ในการรักษาโรคนี้ แต่ยังไม่พบว่ามียาชนิดใดที่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคให้หายขาดได้ การรักษามุ่งเน้นที่การรักษาตามตามอาการแบบประคับประคอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ญาติผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีความสุข ไม่วุ่นวายหรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายต่างๆได้. ในรายที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรงเอะอะโวยวายหรือวุ่นวายมากๆ บางครั้งก็จำเป็นต้องให้ยาช่วยระงับจิตใจผู้ป่วย ขนาดยาและระยะเวลาที่ให้จำเป็นต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ สำหรับการดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย,ที่อยู่อาศัย, สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ญาติและผู้ดูแลจำเป็นต้องช่วย

คุณหมอกล่าวทิ้งท้ายว่า วิธีการง่ายๆ ในการดูแลตัวเองสำหรับผู้สูงอายุ คือการพักผ่อนให้เพียงพอ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 20 เมษายน 2556

“เกิดอะไร กับสตรีวัยหมดระดู”

dailynews130113_001ลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า คุณสุภาพสตรีเมื่อมีอายุมาก ก็จะมีวัยหนึ่งที่เรียกว่า “เลือดจะไปลมจะมา” ซึ่งผู้พูดคงจะให้ความหมายของคำว่าเลือดจะไปก็คือ สตรีวัยที่เลือดประจำเดือนหรือเลือดระดูกำลังจะหมดไป ส่วนลมจะมาก็คืออารมณ์ที่แปรปรวน (ไปในทางลบ) ในขณะที่ประจำเดือนเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอาจมาไม่สม่ำเสมอและลดน้อยลง

ตัวผมเองไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้มากเท่าใดนัก แต่จากการได้พูดคุยกับ “ศ.นพ.นิมิต เตชไกรชนะ” หัวหน้าหน่วยวิจัยสตรีวัยหมดระดู ภาควิชาสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรายการสุขภาพดี 4 วัย ซึ่งผมรับหน้าที่เป็นพิธีกรอยู่นั้น ได้ความรู้ที่มีประโยชน์มากมาย จึงนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังครับ

คุณหมอนิมิตอธิบายว่า คุณสุภาพสตรีที่เข้าใกล้วัยหมดระดูหรือหมดประจำเดือน ก็จะเริ่มมีประจำเดือนไม่ปกติ ที่เป็นเหตุนั้นก็เพราะฮอร์โมนในร่างกายเริ่มแกว่งขึ้น ๆ ลง ๆ ช่วงนี้เองจะทำให้คุณผู้หญิงเริ่มมีอารมณ์ที่ไม่ค่อยปกติ บางคนก็อาจจะมีอาการร้อนวูบวาบในตอนกลางคืน บ้างก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้ในตอนเช้าอาจจะมีสมาธิไม่ค่อยดี หลง ๆ ลืม ๆ อารมณ์ไม่ค่อยมั่นคง และโกรธง่าย โมโหง่าย เป็นต้น

ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้ว คุณผู้หญิงนั้นจะมีช่วงที่ร่างกายเปลี่ยนผ่านอยู่ 3 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรก คือช่วงเริ่มเข้าวัยสาวเริ่มมีประจำเดือน ตอนนั้นฮอร์โมนก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง ในระยะนั้นอารมณ์ก็จะไม่ค่อยคงเส้นคงวา

ช่วงที่ 2 คือระหว่างตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกก็จะเริ่มมีอารมณ์หวั่นไหวง่าย พอหลังคลอดฮอร์โมนลดลงก็จะมีอาการซึมเศร้า ก็เป็นระยะที่อารมณ์หวั่นไหวอีกช่วงหนึ่ง

ช่วงที่ 3 คือเข้าวัยทอง เป็นช่วงที่ฮอร์โมนขึ้น ๆ ลง ๆ ประจำเดือนค่อย ๆ ลดลงจนหมด ก็เป็นอีกระยะหนึ่งที่อาจมีปัญหาได้

เพราะฉะนั้นใครที่พูดว่าผู้หญิงนั้นเจ้าอารมณ์ ผมคงต้องบอกว่าเขาไม่ได้แกล้งทำนะครับ แต่เพราะฮอร์โมนทำให้เป็นเช่นนั้น เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ผู้อยู่ใกล้ชิดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจครับ เพราะแต่ละคนก็มีความเครียดและมีเรื่องเข้ามากระทบตลอดเวลา ซึ่งในสถานการณ์ปกติเขาจะสามารถรับมือและจัดการกับมันได้ เพียงแต่ในช่วงที่ฮอร์โมนร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความรู้สึกเปราะบางและควบคุมตัวเองได้ยากขึ้น ตรงนี้ถ้าคนที่อยู่รอบข้างเข้าใจก็จะรู้ว่ามันเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่ทำให้ควบคุมตัวเองได้ยาก…แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือเจ้าตัวจะต้องรู้ตัวเองว่ากำลังไม่ปกติ สามารถจับอารมณ์ตัวเองได้ รู้ตัวเองว่ากำลังจะโมโหหรือแสดงอารมณ์ออกมามากเกินไปหรือไม่ แบบนี้จะทำให้สามารถควบคุมตัวเองได้ง่ายขึ้น ส่งผลกระทบกับบุคคลใกล้ตัวน้อยลง

การที่ฮอร์โมนลดลงส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้ถึง 4 ระบบด้วยกันคือ

1. ระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ผู้หญิงมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เป็นต้น

2. ระบบที่มีผลต่อจิตใจและอารมณ์ เช่น อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้า โกรธง่าย คุมตัวเองไม่ได้ ไม่กล้าอยู่คนเดียว บางครั้งผุดลุกผุดนั่ง วิตกกังวล บางรายอาจมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ไปบ้าง เพราะในช่วงกลางคืนมีอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้เช้าขึ้นมามีสมาธิที่ไม่ค่อยดี หงุดหงิดง่าย พานให้หลง ๆ ลืม ๆ ไปได้ชั่วขณะ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องหรือเป็นอาการเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์แต่อย่างใด

3. ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ คือจะมีช่องคลอดแห้ง หรืออาจติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่าย เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย

4. กลุ่มอาการทั่ว ๆ ไป เช่น มือเท้าชา ผิวแห้ง เหมือนแมลงไต่ตามตัว

ที่กล่าวมาทั้ง หมดนี้ยังไม่รวมถึงผลในระยะยาวที่ได้ยินกันบ่อยและกลัวกันมากก็คือเรื่อง “โรคกระดูกพรุน” ครับ ศ.นพ.นิมิต ให้ความเห็น ทั้งนี้เนื่องจากในร่างกายคนเราจะมีกระบวนการสลายกระดูกเก่าโดยใช้เวลาประมาณ 3– 6 สัปดาห์ จากนั้นจะมีเซลล์อีกหนึ่งตัวที่มาช่วยเสริมสร้างกระดูกใหม่ ซึ่งการสร้างนี้ใช้เวลา 3–6 เดือน ในช่วงอายุน้อย ๆ การสร้างกระดูกจะมากกว่าการสลาย ทำให้มวลกระดูกของคนเราค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนอายุ 30 ปีจะมีมวลกระดูกสูงที่สุด จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งในผู้หญิงวัยสาวร่างกายจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นตัวยับยั้งไม่ให้เซลล์สลายกระดูกทำงานถี่เกินไป จึงช่วยรักษาสมดุลระหว่างการสลายกระดูกเก่าและเสริมสร้างกระดูกใหม่ แต่เมื่อเข้าวัยทองร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เซลล์สลายกระดูกก็จะทำงานเร็วขึ้น การสร้างกระดูกไม่ทัน ผลก็คือโรคกระดูกพรุนถามหาครับ

แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนที่เข้าสู่วัยทองจะต้องมีโรคกระดูกพรุนนะครับ อันนี้ขึ้นกับพฤติกรรมสุขภาพ เช่น ถ้าในวัยสาวเรามีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี สามารถสะสมมวลกระดูกได้สูง เมื่อเข้าวัยทองสูญเสียมวลกระดูกช้า ๆ โอกาสที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนก็จะน้อย แต่ถ้าสาว ๆ ไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ไม่ออกกำลังกาย ไม่โดนแดดบ้าง ก็จะทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นน้อย และพอเข้าวัยทองมีการสูญเสียมวลกระดูกเร็ว ก็จะมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูง

ในเรื่องการรักษาอาการของสตรีวัยทองทั้งอาการทางอารมณ์ และอาการทางกายอย่างโรคกระดูกพรุนนั้น คุณหมอนิมิตอธิบายให้ฟังว่า

“จริง ๆ แล้วอาการทางอารมณ์ของสตรีวัยทองที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากเรื่องของฮอร์โมนที่เริ่มแกว่ง ในกลุ่มนี้ถ้าจะไปพบจิตแพทย์เพื่อการบำบัดก็ไม่ได้ช่วยมากนัก ดังนั้นในช่วงแรกแพทย์ต้องดูว่าจะใช้ฮอร์โมนเพื่อช่วยปรับให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่แกว่งมากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลา 1–2 เดือน ฮอร์โมนก็จะเข้าที่ จากนั้นถ้าคนไข้สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นและนิ่งขึ้นได้ใน 3 เดือน ก็จะเข้าสู่การรักษาขั้นที่ 2 คือการจัดการกับความเครียด เพราะสิ่งที่มากระทบจิตใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ จะสั่งให้ไม่เครียดก็คงไม่ได้ แต่วิธีการที่ดีและง่ายที่สุดก็คือการออกกำลังกาย ส่วนขั้นที่ 3 ซึ่งยากที่สุดก็คือการให้คนไข้ปรับบุคลิกภาพและการมองโลก เพราะ การมองโลกในแง่ลบนั้นมีผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกเป็นอย่างมาก ส่งผลให้อาการวัยทองเป็นมากขึ้นได้…การจัดการกับความเครียดหรือเปลี่ยนมุมมองนั้นอาจเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคนครับ จึงมองว่าการทานยานั้นง่ายกว่า แต่ต้องบอกว่าถ้าจะรักษาที่ต้นตอของสาเหตุการหายจะถาวรกว่า เพราะผมไม่เชื่อว่าคนเราจะมีสุขภาพดีและแข็งแรงได้ถ้าอยู่กับยาไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นการใช้ยาเป็นเพียงเครื่องมือในช่วงแรกที่ช่วยให้คนไข้กลับมาใกล้เคียงกับปกติได้ก่อน แต่หลังจากนั้นการฝึกตัวเองจะช่วยให้ควบคุมและอยู่กับอาการวัยทองไปจนตลอดรอดฝั่งได้

ถึงตรงนี้หลายคนสงสัยว่าถ้าเกิดโรคกระดูกพรุนขึ้นแล้วจะรักษาอย่างไร สิ่งแรกเลยก็คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพครับ เช่น คนที่เคยสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือดื่มกาแฟมากเกินไป ไม่ออกกำลังกาย ไม่ออกไปสัมผัสกับแสงแดดบ้าง ก็ต้องปรับเปลี่ยนครับ แต่ในรายที่กระดูกพรุนมาก ๆ แล้ว ก็จำเป็นต้องใช้ยาครับ ซึ่งข้อเสียของยาก็คือมีราคาแพง ต้องใช้ต่อเนื่องระยะยาว และมีผลข้างเคียง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เริ่มต้นป้องกันตั้งแต่ก่อนกระดูกจะพรุนจะดีกว่าครับ

จริง ๆ แล้วถ้าคนเรามีความรู้ทางด้านสุขภาพพอประมาณ เราก็สามารถเป็นหมอให้ตัวเองได้ เพราะไม่มีหมอคนไหนรู้จักเราและรักเราเท่ากับตัวเราเอง เพราะฉะนั้นการมีความรู้ด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพนั้น จะทำให้เราสามารถดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ต้น แต่ถ้าเราปล่อยจนเป็นโรคร้ายแรงแล้ว ตรงนั้นต้องไปหาหมอแล้วล่ะครับ และต้องหาหมอที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายก็จะสูงมากตามไปด้วย เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างทั้งการกินการอยู่การใช้ชีวิต ถ้าเราเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้…ดีกว่ามารักษาในวันหน้าแน่นอนครับ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

……………………………………………..
27 มกราคม 2556 คือวันครบรอบ 91 ปี วันคล้ายวันสถาปนายุวกาชาดไทย สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย ได้จัดกิจกรรมเพื่อเป็นการแสดงพลังของอาสายุวกาชาดในการมีจิตอาสาช่วยเหลือภารกิจของสภากาชาดไทย ภายใต้คำขวัญ “TRCY 91 : Youth on the move-91 ปีพลังยุวอาสาเพื่อภารกิจสภากาชาดไทย” โดยได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่วันที่  25-27 มกราคม 2556 ดังนี้
• กิจกรรมพลังอาสายุวกาชาด ร่วมบริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะ
• กิจกรรมประกวดขบวนพาเหรด  Youth on the move
• กิจกรรมการแข่งขันการปฐมพยาบาล
• กิจกรรมประกวดนิทรรศการ
• กิจกรรมการประกวดแนวคิดนักข่าวยุวอาสา RCY News ผ่านโซเชียล มีเดีย

สถานศึกษา เยาวชน และประชาชนที่สนใจต้องการเข้าร่วมกิจกรรม หรือมาชมกิจกรรมติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สำนักงานยุวกาชาด โทร. 0-2256-4041-2 หรือสอบถามที่ศูนย์บริการข้อมูลสภากาชาดไทย โทร. 1664

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 มกราคม 2556

QA: กระดูกเสื่อมลงเมื่ออายุเท่าไหร่ กินแคลเซียมตอนแก่ทันมั้ย?

Question กระดูกจะเสื่อมลงเมื่ออายุเท่าไหร่ กินแคลเซียมตอนแก่ทันมั้ย?

Answer โดย ดร.มนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ไคโรเมด สหคลินิก (Chiromed Medical Center)

“ในช่วงตั้งแต่วัยเด็ก การทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงจะช่วยให้กระดูกแข็งแรง อาหารโดยทั่วไปที่มีแคลเซียมสูง ผัก ผลไม้ วิตามินดี ต้องทาน ตั้งแต่เด็ก ๆ เลย เพราะถ้าเกินอายุตั้งแต่ 18- 20 ไปแล้ว แนวกระดูกจะค่อยๆ Slow Down ในแง่ของการสร้างความแข็งแรงแล้ว

จริงอยู่ว่า กระดูกอาจจะพัฒนาได้อยู่บ้าง แต่มันก็จะไม่ได้ดีมากเท่าช่วงเด็กๆ เพราะเมื่อวัยเด็กเรายิ่งกักตุนไว้มากเท่าไหร่ ก็เหมือนเรายิ่งคงความเเข็งแรงไว้มากเท่านั้น เพราะอายุเลย 20 ไปแล้ว แนวกระดูกจะไม่ค่อยพัฒนาต่อไปอีกเท่าไหร่แล้ว ทีนี้จะเริ่มเสื่อมอย่างเดียว

ทว่าระบบการดูดซึมเพื่อนำมาสร้างความแข็งแรงจะน้อยลงด้วย แม้ว่าเราจะทานวิตามินเสริมกระดูก ซึ่งเป็นลักษณะปกติของร่างกายอยู่แล้ว ด้วยกลไกของร่างกายเราพอเริ่มเสื่อม การสร้างก็จะสร้างน้อยแล้ว ต่อให้ทานเท่าไหร่ถ้าไม่ดูดซึมไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี เนื่องจากกลไกในการสร้างเกิดการ Slow Down

ส่วนผู้หญิงเมื่ออายุมาถึงวัยทองช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไปก็จะมีปัญหาตั้งแต่เรื่องของการสึกกร่อนจากข้อที่เกิดจากการใช้งานที่ไม่ระวังตัว หรือสภาวะการเป็นโรคอย่างอื่น ที่เห็นได้บ่อย คือ โรคกระดูกพรุน กระดูกบาง

ดังนั้นเราต้องไปย้อนไปดูตั้งแต่ตอนเด็กๆ ว่าการเตรียมตัวในเรื่องของโภชนาการมีมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบุคคล ว่าการดูแลตัวเองตั้งเด็กดีมากน้อยเพียงใดเพราะผลที่ตามมาจากการกินแคลเซียมจะได้ประโยชน์ยามอายุมาก เพราะโรคกระดูกพรุนไม่ได้เกิดกับคนอายุมากทุกคน”

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 สิงหาคม 2555

ภาวะเสี่ยงต่อกระดูกพรุน

ภาวะเสี่ยงต่อกระดูกพรุน

อ.นพ.อาศิส อุนนะนันทน์
ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด

โรคกระดูกพรุน จัดเป็นปัญหาที่เราทุกคนต้องเผชิญในอนาคต เพราะเมื่ออายุ 30 ปี ขึ้นไป กระดูกจะเริ่มมีการสลายมากกว่าการสร้าง ทำให้เนื้อกระดูกลดลง และเกิดภาวะกระดูกพรุนได้

โรคกระดูกพรุน เกิดจากการลดลงของปริมาณกระดูกในร่างกายร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของกระดูก เป็นผลให้ความแข็งแรงของกระดูกโดยรวมลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้

1 ภาพถ่ายรังสีแสดงการหักของกระดูกคอสะโพก ข้างขวาในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนส่วนใหญ่ พบในผู้สูงอายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป และเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงจะมีการลดลงของเนื้อกระดูกอย่างมากในช่วง 5 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนยังพบได้ในภาวะผู้ป่วยที่ได้รับการตัดรังไข่ 2 ข้าง ผู้ป่วยโรคทางเดินอาหารที่มีความผิดปกติในการดูดซึมสารแคลเซียม ผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิด เช่น สารสเตียรอยด์ หรือยากันชัก รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นโรครูมาตอยด์ หรือตับอักเสบเรื้อรังก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น

โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะไม่มีอาการใด ๆ จนกว่าจะมีอาการแสดงซึ่งได้แก่กระดูกหัก ตำแหน่งที่พบบ่อยในโรคกระดูกพรุน ได้แก่ บริเวณข้อมือ ข้อสะโพก หรือกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น อาการปวดหลังเรื้อรัง รูปร่างผิดปกติ เสียสมดุลการเดิน และการทำงานของอวัยวะภายในช่องท้องและทรวงอกผิดปกติ

2 การวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกบริเวณข้อสะโพก

โรคกระดูกพรุนวินิจฉัยได้จากการตรวจค่าความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องมือ DEXA นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติอื่น ๆ เช่น การขาดวิตามินดี และสามารถตรวจประเมินอัตราการสร้างและสลายของกระดูกได้ การตรวจเพิ่มเติมนี้ เพื่อใช้ในการตัดสินใจวางแผนการรักษาและติดตามผลการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

3 การหักยุบของกระดูกสันหลัง 2 ปล้อง ซึ่งเกิดจากโรคกระดูกพรุน

สำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุนด้วยยาในปัจจุบันมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ยากลุ่มที่ลดอัตราการสลายกระดูก และยากลุ่มที่เสริมสร้างมวลกระดูก ทั้งนี้การใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุนควรจะอยู่ภายใต้คำแนะนำที่เหมาะสมจากแพทย์ เนื่องจากยาแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ฉะนั้น การป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม ได้แก่ นม โยเกิร์ต ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งกระดูก รวมถึงการรับวิตามินดีจากแสงแดด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอประมาณ 15-20 นาที ทุกวัน จะช่วยได้ครับ

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 กรกฎาคม 2555