วิธีเลี่ยงโรคกระดูกสันหลัง

Credit : dunnptky.com

Credit : dunnptky.com

อาการเจ็บป่วยฮอตฮิตรบกวนคุณภาพชีวิตคนวัยทำงาน (ออฟฟิศ) ชนิดเรื้อรังแห่งยุคนี้

นอกจากจะมี “ออฟฟิศซินโดรม” ที่ขึ้นแท่นเป็นแชมป์เบอร์หนึ่งแบบนอนมาแต่ไกลแล้ว ยังมีอีกหนึ่งโรคที่ไม่ควรมองข้ามและต้องจับตาเป็นพิเศษพอกัน นั่นคือ “โรคกระดูกสันหลัง” ซึ่งกำลังพบอุบัติการณ์มากขึ้นในหลาย ๆ โรงพยาบาลทั่วประเทศ

“นายแพทย์ทายาท บูรณกาล” ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ อธิบายสาเหตุของการเกิดโรคกระดูกสันหลังว่า ในสมัยก่อนอาจมีที่มาจากความเสื่อมของกระดูกเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอายุมากขึ้น แต่สำหรับสมัยนี้ที่พบผู้ป่วยอาการบ่อยขึ้นมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตของคนใน ปัจจุบัน ที่มักจะใช้งานร่างกายส่วนหลังค่อนข้างหนักหน่วง อาทิ การนั่งนาน ๆ ทั้งการทำคอมพิวเตอร์ หรือการขับรถ

“การนั่งทำอะไรสักอย่างที่นานเกินไปจะมีผลทำให้เกิดการปวดหลัง กระดูกสันหลังอ่อนแอ กล้ามเนื้อหลังอ่อนแอ ส่วนสาเหตุที่สองเป็นเพราะคนมีความเอาใจใส่ต่อภาวะผิดปกติของร่างกายยิ่ง ขึ้น มีความรู้มากขึ้น รู้ว่าปวดแบบไหนที่ต้องมาพบแพทย์ ทำให้หลายคนตัดสินใจเข้ามารับการรักษาเร็วขึ้น”

ผู้อำนวยการสถาบัน โรคกระดูกสันหลังกรุงเทพชี้แจงเพิ่มว่า ในอดีตคนวัยทำงานจะมีการขยับตัวเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้โอกาสที่จะเกิดการปวดหลังจึงมีน้อย เพราะเหมือนกับเขาจะได้ออกกำลังกายตลอดเวลา ผิดกับในปัจจุบันที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปจึงทำให้มีอาการเร็วขึ้น

“ไม่เพียงแค่การนั่งท่าเดิมนาน ๆ เท่านั้น แต่การสูบบุหรี่ก็มีผลทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้นกว่าปกติ อีกอย่างพันธุกรรมก็มีส่วน”

ส่วนสาเหตุสุดท้ายที่นายแพทย์ทายาทกล่าว ถึงคือ เทคโนโลยีการเอกซเรย์ หรือการตรวจด้วย “เอ็มอาร์ไอ” ในปัจจุบันมีการกระจายตัวออกไปอยู่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยทราบอาการได้อย่างแน่ชัดว่าตนเองเป็นโรคอะไร จึงไม่สามารถรักษาได้อย่างตรงจุด

ความน่ากลัวของโรคกระดูกสันหลัง ไม่ได้มีเพียงแค่อาการปวดหลังเท่านั้น แต่นายแพทย์ทายาทยังอธิบายว่า สามารถส่งผลกระทบไปสู่ร่างกายส่วนอื่นได้ด้วยเช่นกัน อาทิ อาการหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท สามารถส่งผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้เกิดปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้

“จากการรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังที่ผ่านมา คนไข้บางคนมาด้วยอาการลำไส้ไม่ทำงาน บางคนมีอาการขาร้อน-ขาเย็น บางคนระบบประสาทอัตโนมัติไม่ทำงานหรือทำงานไม่ปกติ แต่ที่เราพบบ่อยจะเป็นการเดินเซหรือเดินไม่ตรงทาง ขาอ่อนแรง ที่ปัญหามาจากกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทตรงกระดูกสันหลังส่วนคอ”

นายแพทย์ทายาทกล่าวว่า ถึงแม้โรคกระดูกสันหลังจะสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด แต่ก็ใช่ว่าจะหายขาดสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์และไม่กลับมาเป็นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ยกตัวอย่าง โรคกระดูกสันหลังติดเชื้อจะสามารถรักษาได้หายขาด แต่ถ้าเป็นโรคที่มากับโรคกระดูกสันหลังเสื่อม ต่อให้รักษาหายในข้อที่เป็นปัญหาก็มีโอกาสจะกลับมาเป็นอีกในข้อกระดูกใหม่

“หากเราทำการผ่าตัดอย่างถูกต้อง ข้อกระดูกสันหลังที่มีการเสื่อมจะ หายสนิท ไม่เกิดการเสื่อมมากขึ้นไปกว่านี้ในอนาคต แต่ข้ออื่นอาจจะเป็นใหม่ได้ เพราะกระดูกสันหลังของคนเราเป็นเหมือนกับกระดูกงู พอรักษาไปข้อหนึ่งก็สามารถเป็นต่อไปได้เรื่อย ๆ”

หากไม่อยากเป็นโรคกระดูกสันหลังจนต้องเข้ารับการผ่าตัดในท้ายที่สุด นายแพทย์ทายาทได้อธิบายถึงวิธีการป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุเอาไว้ว่า สำหรับคนวัยทำงานที่ต้องนั่งนาน ๆ ต้องพยายามพิงพนักเก้าอี้ให้เป็นนิสัย เพราะจะช่วยลดภาระการรับน้ำหนักและแรงกดที่มีต่อหมอนรองกระดูกได้

ต่อมาคือการฝึกแขม่วท้องบ่อย ๆ

“คีย์ของการปวดหลังไม่ได้อยู่ที่กล้ามเนื้อหลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่กล้ามเนื้อช่วงท้องด้วย หากเราเล่นกล้ามเนื้อท้องดี ๆ ภาวะปวดหลังก็จะหายไปด้วย แต่ถ้าจะใช้วิธีซิตอัพก็แนะนำว่าไม่ควรทำฟูลซิตอัพ (ลำตัวตั้ง 90 องศา) ให้ทำแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น (ลำตัวตั้ง 135 องศา) ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังพังง่าย”

ที่สำคัญคือ พยายามควบคุมน้ำหนักตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม พยายามออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ พยายามหลีกเลี่ยงบุหรี่ ถ้าเข้าสู่วัย 40 ขึ้นไปก็ควรที่จะรับประทานแคลเซียมเสริม เพราะว่ากระดูกพรุนคือต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมสภาพ เพราะมันจะทำให้เสียหายเร็วกว่าปกติ

“วิธีป้องกันคืออย่าพยายามทำงาน หนักมากเกินไปก็ไม่ดี อยู่นิ่งเกินไปก็ไม่ดี ก็ต้องทำงานแต่พอดี ๆ ใช้งานหลังแต่พอดี แล้วก็ขยับตัวเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายบ้างเพื่อให้ไม่เจ็บ” นายแพทย์ทายาทอธิบาย

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 25 เมษายน 2557

“ปวดคอ ปวดหลังเรื้อรังต้องรักษาอย่างไร”

อาการปวดคอ ปวดหลัง และปวดเอวเรื้อรังมักมีสาเหตุมาจากโรคกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ของโรคกระดูกและข้อ อันเนื่องมาจากกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อกระดูกสันหลังสึกกร่อนลงไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการแสดงอันได้แก่ ปวดคอ ปวดสะบัก ปวดไหล่ ปวดศีรษะคล้ายกับอาการไมเกรน เมื่อทำการเอกซเรย์แบบปกติรวมถึงการเอกซเรย์แบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ : MRI) จะพบว่ามีความเสื่อมสภาพเกิดขึ้น ณ บริเวณกระดูกสันหลังที่เรียกว่า ข้อต่อฟาเซต ซึ่งเป็นส่วนของกระดูก มีหน้าที่เชื่อมกระดูกสันหลังเข้าด้วยกันอยู่ในตำแหน่งด้านหลังหรือก้านคอ และส่วนสันหลังระดับเอว ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหว เราจึงสามารถก้มคอ เงยคอ ก้มหลัง แอ่นหลังได้ (ตามภาพประกอบที่แสดงตำแหน่งลูกศร)

การใช้คลื่นความถี่พิเศษ (Radio frequency หรือ RF) เป็นทางเลือกในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดคอ ปวดหลัง ถือได้ว่าเป็นการรักษาอีกทางหนึ่งสำหรับผู้มีปัญหาอาการปวดที่เกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น กายภาพบำบัด รับประทานยามาระยะหนึ่ง เป็นต้นแล้ว

อาการไม่ดีขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้คลื่นความถี่พิเศษก่อให้เกิดความร้อนระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ทำอันตรายต่ออวัยวะที่สำคัญ จะมีผลเฉพาะในบริเวณรอบ ๆ ที่ต้องการเท่านั้น นั่นคือ เส้นประสาทเส้นเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกเจ็บปวด คลื่นความถี่พิเศษ (อาร์เอฟ : RF) นี้จะไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาทที่สื่อสัญญาณนำความเจ็บปวดไปยังสมอง ทำให้คลายความเจ็บปวดบริเวณนั้น ๆ เส้นประสาทเล็ก ๆ เส้นนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อของแขนขา หรือ ความรู้สึกใด ๆ ที่แขนขา หรือ ผิวหนัง แต่จะรับความรู้สึกเจ็บปวดเฉพาะที่ข้อต่อสันหลัง หรือ ข้อต่อฟาเซต จากนั้นจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดต่อไปยังสมองส่วนกลาง ดังนั้น การไปยับยั้งการทำงานของเส้นประสาทเส้นนี้จึงปลอดภัย ไม่มีอันตราย เพราะทำหน้าที่รับรู้ความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว

วิธีการทำงานของ RF นี้ ไม่ใช่วิธีการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังทำการรักษา โดยวิธีนี้มีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

1. ผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกิดขึ้นจากข้อต่อ
ฟาเซตเสื่อมหรืออักเสบ อาจสังเกตได้จากมีอาการเจ็บปวดเวลาเปลี่ยนท่าทางร่างกายจากนั่งเป็นลุกขึ้นยืน จากท่านอนเป็นนั่ง มีอาการขัด ๆ ที่บริเวณคอ หรือหลัง หลังจากขยับคอหรือเอว สักพักอาการปวดจะทุเลาลงระดับหนึ่ง มักมีอาการปวดขัดมากตอนเช้า

2. ทำการรักษาโดยใช้อุปกรณ์สื่อสัญญาณพิเศษ (RF) คล้ายเข็มขนาดเล็ก โดยจะส่งสัญญาณไปยังตำแหน่งเส้นประสาทที่แม่นยำได้ โดยต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์แบบต่อเนื่องและประสบการณ์ที่ชำนาญของแพทย์ ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 15–20 นาที

3. หลังการทำการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บระบมบริเวณรอยเจาะประมาณ 1–2 วันเป็นเรื่องปกติ ให้หลีกเลี่ยงการทำงานหนักในช่วง 1–2 วันแรก อาการปวดคอ ปวดหลังจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ไปแล้ว 1 สัปดาห์ หรือ โดยประมาณ 7 วัน เมื่อเส้นประสาทขนาดเล็กที่เป็นปัญหาเริ่มมีการสูญเสียสภาพ หน้าที่ในการส่งสัญญาณประสาท แต่เส้นประสาทนี้จะไม่ถูกทำลาย จะมีการงอกหรือกลับมาทำหน้าที่ตามปกติในอีก 8–12 เดือน

4. ข้อควรระวังหรือข้อแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้น้อย ได้แก่ ปัญหาการติดเชื้อ เลือดออก โดยทั่วไปป้องกันได้ เนื่องจากการรักษาจะทำในห้องผ่าตัดซึ่งเป็นห้องปลอดเชื้อ และสำหรับผู้ป่วยที่ทานยาละลายลิ่มเลือด แนะนำให้หยุดยาก่อนทำการรักษาอย่างน้อย 7 วัน

กล่าวโดยสรุป การรักษาโดยการใช้คลื่นชนิดพิเศษแบบ RF นี้ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาอาการปวดคอ และปวดหลังเรื้อรังได้

ข้อมูลจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์จิระเดช ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

………………………………..

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ” 32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 6 ส.ค. 55 เวลา 15.00-16.00 น. เสนอเรื่อง “การออกกำลังกายวิถีไทยแบบโยคะ” ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี ที่โทร.0-2940-9030-31 เฉพาะเวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26 (จานดำ), DYNASAT ช่อง 101, IDEASAT ช่อง 12, INFOSAT ช่อง 12, LEOTECH ช่อง 12, THAISAT ช่อง 12, GMM Z ช่อง 119

 

ที่มา: เดลินิวส์  5 สิงหาคม 2555

การรักษาอาการปวดหลังและกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา โดยการส่องกล้องแผลเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องเปิดแผลกว้าง

การรักษาอาการปวดหลังและกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา โดยการส่องกล้องแผลเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องเปิดแผลกว้าง

 
       อาการปวดหลัง เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่งในผู้ป่วยที่มีปัญหาของระบบกระดูกและข้อ (Orthopedic) โดยสาเหตุมักจะเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังส่วนเอวที่ผิดวิธี ทำให้เกิดภาวะเสื่อมหรือเคลื่อนของกระดูกสันหลังหรือหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง
การรักษา
   
     โดยปกติอาการปวดหลังรักษาได้โดยวิธีการพักและรับประทานยา ร่วมกับการทำกายบริหารร่างกายที่ถูกวิธี (Conservative treatment) ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 95 อาการจะดีขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถรับการรักษาด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด อย่างไรก็ตามจะมีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 1-3 ที่ยังคงมีอาการปวดมากหรืออาการไม่ทุเลา ไม่สามารถทำงานได้ หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ขาอ่อนแรง เดินลำบาก กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้ อาการเหล่านี้เป็นข้อบ่งชี้ว่า ผู้ป่วยควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธี
   
      ปัจจุบันวิทยาการผ่าตัดกระดูกสันหลังได้รับการพัฒนาจนได้มาตรฐานระดับสูง เป็นที่ยอมรับและแพร่หลายทั้งในระดับประเทศ เอเชีย และระดับโลก ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิคส์ของทุกโรงพยาบาลผ่าตัดด้วยวิธีมาตรฐาน (Standard surgery) ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าได้ผลการรักษาที่ดีและปลอดภัย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีการรักษาทางเลือกหลาย ๆ วิธี ซึ่งในที่นี้ไม่สามารถอธิบายได้ครบ การรักษาทางเลือกเหล่านี้ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการผ่าตัดอันทันสมัยทำให้สามารถให้การรักษาด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด หรือผ่าตัดแผลเล็ก 0.9 เซนติเมตร ภายใต้การให้ยาชาเฉพาะที่ (Local Anesthesia) โดยไม่ต้องดมยาสลบ ประกอบกับมีการพัฒนากล้องส่องกระดูกสันหลังขนาดเล็ก 6.9 มิลลิเมตร และล่าสุดขนาด 2 มิลลิเมตร ทำให้การผ่าตัดเล็กลงมาก ผู้ป่วยจะได้รับการพักฟื้นสังเกตอาการ 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถกลับบ้านได้ด้วยวิธี Selective Nerve Root Block หรือ 1-2 วัน (1 คืน) ด้วยวิธี Percutaneous Full Endoscopic Lumbar discectomy (PELD) ภายใต้การให้ยาชาเฉพาะที่การรักษาอาการปวดหลังด้วยวิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลังโดยไม่ต้องผ่าตัด   (Selective Nerve Root Block)
   
       ภาวะปวดหลังเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดอาการหนึ่งในผู้ป่วยทั่วไป ทั้งนี้สาเหตุอาจเกิดได้จากโรคต่าง ๆ เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา กระดูกสันหลังเสื่อมตีบแคบทับเส้นประสาทขาในผู้สูงอายุ ในโรคเหล่านี้ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหลัง ขาชา ขาอ่อนแรง เดินลำบาก ในบริเวณขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 95 สามารถรักษาได้โดยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้ยาลดการอักเสบ การทำกายภาพบำบัด ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงท่าทางในชีวิตประจำวัน ซึ่งการรักษาเหล่านี้ได้ผลในผู้ป่วยส่วนมาก แต่อย่างไรก็ตามจะมีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่อาการปวดหลังไม่ดีขึ้นจากการรักษาดังกล่าวข้างต้น ทำให้แพทย์ต้องพิจารณาผ่าตัด แต่ผู้ป่วยบางรายอาจอยู่ในภาวะไม่พร้อมทางร่างกายหรือไม่ยินดีเข้ารับการผ่าตัด ทำให้ไม่สามารถรักษาอาการปวดหลังได้เป็นเหตุให้ผู้ป่วยต้องทนต่ออาการเจ็บปวดและทรมานจากอาการปวดหลัง
   
       ซึ่งในปัจจุบันการรักษาด้วยวิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลัง (Selective Nerve Root Block) เป็นวิธีที่สามารถทำให้ผู้ป่วยลดอาการเจ็บปวดได้ถึงร้อยละ 70-80 ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งก่อนที่จะเลือกเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้ผลการรักษาดีและพึงพอใจในการระงับความเจ็บปวดจากการทำวิธีนี้อาจหลีกเลี่ยงการรักษาโดยการผ่าตัดได้ โดยแนะนำวิธีนี้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงสูงหากมีการผ่าตัด เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอันได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจชนิดต่าง ๆ ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยารุนแรงหลายชนิด
   
       อาการที่สามารถเข้ารับการรักษาโดยการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลัง ได้แก่
   
1. มีอาการปวดหลัง
   
2. โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขาข้างใดข้างหนึ่งหรือมีอาการปวดร้าวลงขาทั้งสองข้าง (Herniated disc)
   
3. โรคกระดูกสันหลังเสื่อมทับเส้นประสาทขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือปวดขา ชาขาทั้งสองข้าง (Lumbar stenosis)

4.  ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง ปวดขาจากโรคต่าง ๆ เช่น เนื้องอก ผู้ป่วยมะเร็งกดทับเส้นประสาท วิธีนี้จะช่วยผู้ป่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้มาก และอาจลดปริมาณยาที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บปวดลงได้
   
5. ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดบริเวณกระดูกสันหลังแล้วอาการดีขึ้นไม่มาก ยังคงมีอาการอักเสบ อาการปวดหลังเหลืออยู่หลังการผ่าตัด

        วิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลัง (Selective Nerve Root Block)
   
1. เป็นการใช้ยาฉีดเฉพาะที่ ผู้ป่วยไม่ต้องดมยาสลบหรือระงับความรู้สึกทางประสาทไขสันหลัง
   
2. ใช้เครื่องมือเอกซเรย์นำร่องเพื่อบอกตำแหน่งได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำในห้องผ่าตัดใช้ เวลาประมาณ 20 นาที
   
3. ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวหรือเดินได้ทันทีหลังการฉีดยาระงับปวดเสร็จ
   
4. หลังทำวิธีนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ยกเว้นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง แนะนำนอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 1 วัน

spine_deatail33

        ผลการรักษา
   
       ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดหลัง, ขาชา ร้อยละ 80 จะดีขึ้นภายใน 1-3 วัน หลังได้รับการฉีดยาโดยวิธีนี้ และแพทย์จะใช้เวลาติดตามผลการรักษาต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ ผู้ป่วยร้อยละ 20 ที่อาการยังไม่ดีขึ้นชัดเจน อาจพิจารณาฉีดยาระงับปวดซ้ำได้ เนื่องจากความเสี่ยงต่ำกว่าการผ่าตัด แต่หากติดตามแล้วอาการปวดหลังไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีการรักษาโดยการผ่าตัดส่องกล้องกระดูกสันหลัง หรือผ่าตัดด้วยวิธีอื่นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย
   
        กล่าวโดยสรุป วิธีการรักษาอาการปวดหลังด้วยวิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลังเป็นวิธีที่ปลอดภัยได้ผลดี ไม่ต้องผ่าตัดหรือดมยาสลบ สามารถใช้เป็นทางเลือกหนึ่งในการระงับอาการปวดหลังที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ  ดังกล่าวข้างต้น
 
 
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2553 ฉบับที่ 22354