′กล้ามเนื้ออ่อนล้า′ โรคฮิตพนักงานออฟฟิศ

matichon131218_001กล้ามเนื้อปวดล้า อาการธรรมดาของพนักงานออฟฟิศ อาจเข้าข่ายโรค WMSDs ที่กำลังเป็นปัญหาระดับชาติ 

โรงพยาบาลนครธน ร่วมกับ บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด จัดให้ความรู้ “ห่างไกลกล้ามเนื้อปวดล้าจาก WMSDs เพื่อสุขภาพที่ดีของหนุ่มสาวออฟฟิศ” 
 
โดยมี นพ.ภรชัย อังสุโวทัย รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และศัลยแพทย์ผู้เชี่ยว ชาญกระดูกและข้อ ร.พ.นครธน อธิบายว่า WMSD ซึ่งเป็นคำย่อของ Work-Related Musculoskeletal Disorders คือ อาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างของกระดูก ได้แก่ เส้นเอ็น ข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลัง และเส้นประสาท ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ซึ่งอาการบาดเจ็บมีตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก แต่ยกเว้นอุบัติเหตุต่างๆ ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเฉียบพลัน เช่น พลัดตกหกล้ม ลื่น ข้อเท้าพลิก หรืออุบัติเหตุอื่นๆ 
 
อาการ WMSDs มักเกิดกับผู้ที่ทำงานในท่าเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่เป็นประจำ หรืออาจใช้ท่าที่ไม่เหมาะสมกับการทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดอาการปวดทั้งในระหว่าง หรือหลังทำงาน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องโดยไม่เปลี่ยนท่า
 
สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคด้วย เช่น การทำงานในสถานที่คับแคบ ด้านจิตใจ เช่น ความเครียดจากการทำงาน สารบางอย่างที่หลั่งในสมอง จะส่งสัญญาณมาที่กล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว เกร็งตัว เกิดอาการเจ็บขึ้นได้
 
จากการสำรวจพบว่า โรคนี้เป็นต้นเหตุ ให้สูญเสียเวลาในการทำงานถึงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละ 15-20 พันล้านเหรียญสหรัฐ เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่า 34 เปอร์เซ็นต์ สูญเสียเวลาทำงานเพราะโรคนี้ ในต่างประเทศจึงจัดตั้งเป็นองค์กรดูแลสวัสดิภาพพนักงาน พบว่าช่วยลดตัวเลขของคนป่วยลงได้อย่างมาก
 
แต่ประเทศไทยมองไม่เห็นความสำคัญในการรณรงค์ป้องกันเหมือนในต่างประเทศ ที่เป็นอยู่ คือ การแก้ปัญหาตามหลัง เมื่อเกิดอาการแล้ว 
 
ทั้งนี้ อยากฝากถึง 3 ฝ่าย ได้แก่
1.เจ้าของธุรกิจควรหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพบุคลากร โดยดูแลเครื่องใช้สำนักงานให้ถูกสุขลักษณะ มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่ง เพื่อลดการทำงานซ้ำๆ เป็นต้น
 
2.รัฐบาลควรกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพบุคลากร หรือออกมาตรการจูงใจต่างๆ
3.พนักงานและบุคคลทั่วไป ควรใส่ใจการปรับท่ายืน เดิน นั่ง ให้ถูกต้อง เลือกใช้อุปกรณ์เครื่องทุ่นแรงในการทำงานต่างๆ และดูแลสุขภาพ ระวังอย่าให้เครียดมากเกินไป มิฉะนั้นปัญหาของโรค WMSDs ก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิม
 
การรักษาอาการสามารถใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของยาในกลุ่มต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หากปวดมากสามารถใช้ยาทาควบคู่กับยาชนิดรับประทานได้ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดเป็นโรคเรื้อรังตามมาได้ เช่น เส้นเอ็นยึดกระดูกอักเสบ ปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ การบวมอักเสบของข้อต่อที่หัวไหล่ และพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ ทำให้เกิดอาการมือชา โดยหากกายภาพบำบัดเป็นเวลานาน แล้วยังไม่หาย อาจต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด  (ที่มา:ข่าวสดออนไลน์)
ที่มา : มติชน 18 ธันวาคม 2556
Advertisements

วิธีดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว

วิธีดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว 

โรคกระดูก นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพ โดยเฉพาะในส่วนของกระดูกสันหลังเพราะมีความสำคัญต่อระบบโครงสร้างร่างกาย หากมีความผิดปกติจะทำให้เกิดการเจ็บปวด เช่น ปวดหลัง ปวดคอ สร้างความทุกข์ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้
ดร.โจเซฟ ซูเร็ตต์ ไคโรแพรคเตอร์ ชาวสหรัฐอเมริกา ประจำสถาบันพัฒนาโครงสร้างดีสปายน์ ให้ความรู้ว่า กระดูกสันหลังของคนเราจะมีจำนวน 33 ชิ้น แบ่งเป็น 5 ส่วน หากการทำงานของกระดูกสันหลังส่วนใดส่วนหนึ่งคลาดเคลื่อน บิดตัว จะเกิดอาการปวดต่าง ๆ ได้ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเอว ปวดไหล่ จึงต้องได้รับการรักษา แต่การป้องกันดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรงจะเป็นวิธีที่ดีกว่า

โดยวิธีดูแลรักษาทำได้โดย

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน ท่านอนที่ดีที่สุดคือ นอนหงาย เพราะเป็นการรองรับกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ไม่ควรนอนคว่ำ เพราะเราต้องบิดลำคอไปด้านใดด้านหนึ่งทำให้กระดูกสันหลังบริเวณคอเกิดความตึง อาจทำให้เกิดอาการล็อกหรือเรียกว่า คอตกหมอน หากเป็นเช่นนี้เวลานานจะทำให้ข้อกระดูกกดทับเส้นประสาทจะมีอาการปวดคอ ปวดศีรษะ และข้อต่อกระดูกเสื่อมเร็ว

2. การนั่งควรนั่งบนเก้าอี้ที่มีส่วนพนักพิงข้างหลัง หลังตรง ข้อศอกตั้งฉาก 90 องศา เท้าสัมผัสกับพื้น ลุกขึ้นและผ่อนคลายบ่อย ๆ

3. การยกของแต่ละครั้งควรพยายามให้หลังโค้งตามธรรมชาติอยู่เสมอ โดยวิธีการที่ดีและช่วยป้องกันไม่ให้ปวดหลังคือ การยกตะโพกและงอเข่าช่วยทุกครั้งเมื่อยกของหนัก

4. ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีผงชูรส ยาฆ่าแมลง
ควรรับประทานอาหารที่มี Probiotics และ Prebiotics จะช่วยทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดที่จำเป็นและมีความสำคัญต่อกระดูก แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียมและสังกะสี
โดยอาหารที่มี Prebiotics พบมากในหัวหอม กล้วย กระเทียมหน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ ข้าวสาลี น้ำผึ้งส่วน Prebiotics ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยว โยเกิร์ต
นอกจากนี้ควรสัมผัสกับแสงแดดในตอนเช้าประมาณ 20นาทีต่อวันเพราะวิตามินดีจากแสงอาทิตย์จะช่วยเสริมสร้างกระดูก
ควรดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำทุกวันโดยเฉพาะช่วงเช้าเวลาตื่นนอนจะช่วยทำให้เซลล์ในร่างกายคงรูปทำงานได้ดีสามารถนำอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่าง ๆ ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกล้ามเนื้อ กระดูก และช่วยหล่อไขข้อต่าง ๆ ของร่างกาย
ที่สำคัญควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยบริหารกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก่อนเล่นเพื่อป้องกันการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ.

ข้อมูลจาก :: เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม 2554