ปวดท้องแค่รำคาญ!!? ปล่อยไว้นานๆ ก็แค่ตาย โดย ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

posttoday140920_01สัญญาณการเจ็บป่วยไม่ถึงขั้นรุนแรง บางครั้งแสดงอาการปวดเพียงก่อให้เกิดความรำคาญ ซึ่งพบได้บ่อยใน “โรคระบบทางเดินอาหาร” หลายครั้งที่คนไข้ปล่อยให้ร่างกายบรรเทาความเจ็บปวดด้วยตัวเอง เพิกเฉยต่อการรักษา หนักเข้านำไปสู่ความชินชาในที่สุด แน่นอนว่าระยะแรกคงไม่เป็นอะไรมากนักทว่าหากปล่อยเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนำซ้ำพบอาการแทรกซ้อนจนเรื้อรัง ที่สุดแล้วจะนำมาซึ่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างฉับพลัน และนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้

นพ.ยุทธนา ศตวรรษธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในฐานะผู้ก่อตั้งสมาคมแพทย์ส่องกล้องทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ทุกวันนี้วิถีชีวิตของผู้คนเร่งรีบจนละเลยที่จะใส่ใจในเรื่องโภชนาการและขาดวินัยในการกิน รวมทั้งภาวะความเครียดที่สะสม ทำให้มีแนวโน้มของผู้ป่วยในโรคเกี่ยวกับ “ระบบทางเดินอาหาร” เพิ่มมากขึ้น ที่พบมากอย่างมีนัยสำคัญ คือ โรคกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อน

นพ.ยุทธนา อธิบายต่อว่า คนส่วนใหญ่มักมองข้ามอาหารมื้อเช้า หรือถ้ากินก็ไม่เป็นเวลา ขณะที่ร่างกายมนุษย์มีการเซตระบบในการกินอาหารแต่ละมื้อตรงตามเวลา ตั้งแต่แปดโมงเช้า เที่ยงวันถึงบ่ายสองโมง และอีกครั้งช่วงหกโมงถึงหนึ่งทุ่ม ในช่วงเวลาเหล่านั้นจะมีกรดในกระเพาะที่หลั่งออกมาเพื่อย่อยอาหาร

ดังนั้น เมื่อถึงเวลาแล้วไม่มีอาหารลงไปในกระเพาะ กรดก็จะทำการย่อยตัวกระเพาะอาหารเอง และเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอย่างที่รู้กัน และยิ่งใครที่มีความเครียดมาก กรดก็จะหลั่งออกมามากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่กินยาแก้ปวดในขณะท้องว่างเป็นประจำ ฤทธิ์ยาก็จะเข้าไปกัดกระเพาะ

กรดไหลย้อนก็เป็นโรคที่พบบ่อยมาก เพราะนิสัยของคนส่วนใหญ่ที่หลังกินอาหารเสร็จแล้วจะนั่งๆ นอนๆ อยู่นิ่งๆ อาหารจึงค้างอยู่ในกระเพาะไม่ย่อย และไม่เคลื่อนสู่ลำไส้เล็ก หรือบางคนทำงานหนักตลอดทั้งวัน ได้กินอาหารไม่เต็มที่ พอถึงมื้อเย็นก็รวบกินมื้อใหญ่ทีเดียว หรือพวกชอบกินอาหารที่มันมากๆ พวกนี้ทำให้ย่อยยาก แล้วเมื่ออาหารค้างอยู่ในกระเพาะมันก็จะอืดพอง และหาทางออก กรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดอาหาร ส่งผลให้รู้สึกจุก แน่น ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกไปถึงลิ้นปี่ เปรี้ยวหรือขมในคอ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ ระบุ

สำหรับโรคกระเพาะและกรดไหลย้อนเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่หากปล่อยให้อาการเรื้อรังไม่รักษา ผลที่ตามมาจะทำให้เกิดแผลอักเสบในกระเพาะ หรือในหลอดอาหาร มีภาวะหลอดอาหารตีบ และในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือเซลล์ภายในหลอดอาหารอาจเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีอาการของกรดไหลย้อนเรื้อรัง มีอายุเกิน 40 ปี มีอาการน้ำหนักลด

“ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก หรือมีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็ง ก็ต้องเข้ารับการตรวจด้วยวิธีส่องกล้อง Endoscopy ซึ่งเป็นกล้องขนาดประมาณ 9 มิลลิเมตร ที่จะส่งผ่านเข้าทางปาก เข้าไปในหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น และสามารถบันทึกภาพและเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อมาตรวจอย่างละเอียดได้ในคราวเดียว” คุณหมอยุทธนา ฉายภาพการรักษา

ทั้งนี้ ผลการรักษาแพทย์จะสามารถเห็นภาพที่ให้รายละเอียดในแต่ละบริเวณออกมาได้อย่างชัดเจนแม่นยำ ว่าคนไข้มีแผลหรือไม่ หรือเป็นเพียงการอักเสบธรรมดา รวมถึงสามารถตัดชิ้นเนื้อมาตรวจหาแบคทีเรีย Helicobacter Pylori   หรือดูในหลอดอาหารได้ว่ามีลักษณะของกรดไหลย้อนมากน้อยเท่าใด หรือในตนไข้ที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งก็สามารถนำชิ้นเนื้อมาตรวจได้ทันทีเช่นกัน การส่องกล้องจใช้เวลาประมาณ  5 นาที คนไข้ไม่ต้องรับความเจ็บปวด และสามารถรู้ผลตรวจได้ภายในวันเดียว

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยของโรคในกลุ่มนี้ต้องพึงระลึกไว้เสมอ แม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายแล้วก็ตาม คือหากเขาไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด งดการกินอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3 4 ชั่วโมง งดบุหรี่ กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควรกินอาหารมื้อละน้อยๆ แต่กินบ่อยๆ หรือถ้ามีอาการกรดไหลย้อนก็ต้องนอนบนหมอนสูง 6 นิ้ว สุดท้ายคือควบคุมร่างกายไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป

อีกโรคหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มระบบทางเดินอาหาร คือ “นิ่วในถุงน้ำดี” พบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 30 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิง เป็นสาเหตุหนึ่งของนิ่วในถุงน้ำดี ส่วนกลุ่มเสี่ยงรองลงมาคือผู้เป็นเบาหวาน ตับแข็ง และเม็ดเลือดแดงผิดปกติ

“ตับเป็นตัวสร้างน้ำดีแล้วส่งมาตามท่อน้ำดีมาเก็บไว้ในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีทำหน้าที่เก็บพักน้ำดี และบีบตัวไล่น้ำดีออกมาตามท่อส่งไปที่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยไขมัน เมื่อถุงน้ำดีบีบตัวได้ไม่ปกติ น้ำดีก็จะตกตะกอนเกาะกันเป็นนิ่ว และหากวันใดวันหนึ่งถุงน้ำดีบีบตัวจนก้อนนิ่วหลุดออกมา และไปอุดค้างอยู่ตรงทางเข้าออกของถุงน้ำดี” คือสาเหตุของการเกิดโรค

อาการของคนไข้ จะปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา มีไข้ หนาวสั่น เนื่องจากถุงน้ำดีอักเสบบวม วิธีการรักษาคือต้องผ่าตัด โดยหากทำภายใน 24 ชั่วโมง ก็จะสามารถผ่าตัดแผลเล็กโดยเจาะรู 4 รู ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ที่หน้าท้องแล้วเข้าไปตัดเอานิ่วในถุงน้ำดีออก การรักษาวิธีนี้ใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลแค่ 3 วัน คนไข้ก็กลับบ้านได้

อาการปวดหน่วงๆ นำไปสู่ภัยสุขภาพที่รุนแรง นี่คือเหตุผลที่ไม่เคยชินชาและควรพบแพทย์ให้ทันท่วงที

 

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 20 กันยายน 2557

 

Advertisements

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์

thairath140131_001โรคที่มากับคอมพิวเตอร์ในที่นี้ไม่ใช่ “ไวรัสคอมพิวเตอร์” หรือ “โปรแกรมตัวหนอน” ซึ่งเป็นบ่อนทำลายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานเกือบทุกอย่าง รวมทั้งใช้เพื่อความเพลิดเพลิน การศึกษาและการติดต่อสื่อสารต่างๆ ในอนาคตคอมพิวเตอร์จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันจนแทบขาดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่มีประโยชน์มากก็อาจมีโทษมหันต์ ในแง่สุขภาพของเราการใช้คอมพิวเตอร์อาจมีพิษภัยต่อสุขภาพได้ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งความเจ็บป่วยที่ว่าอาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นานเกินไป โดยเกิดขึ้นได้กับอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดโรคได้

ตา ในขณะที่จ้องดูจอคอมพิวเตอร์จะมีส่วนของนัยน์ตาอย่างน้อย 2 ส่วนที่ต้องทำงานส่วนแรกคือ กล้ามเนื้อตาที่จะต้องคอยหดเกร็งตัวเพื่อปรับเลนส์ตาให้มีความหนาเหมาะสมให้แสงจากจอไปตกบนฉากรับภาพด้านหลังตาหรือที่เรียกว่า เรตินา (retina) เพื่อให้ได้ภาพคมชัด ดังนั้น ถ้าดูจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันนานๆ กล้ามเนื้อตาจะต้องทำงานหนักจนกล้ามเนื้ออาจเกิดอาการล้าได้นานวันก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสายตา เช่น สายตาสั้นหรือสายตายาว อีกส่วนที่ต้องทำงานหนักคือ จอรับภาพด้านหลังตาหรือเรตินา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นแท่ง ทำหน้าที่รับแสงไม่สว่างมากเช่น ภาพดำขาว อีกชนิดหนึ่งเป็นรูปโคนรับแสงที่สว่าง เช่น ภาพสีต่างๆ แล้วส่งสัญญาณไปยังสมอง สองส่วนนี้ หากใช้งานหนักหรือจ้องจอนานเกิน 2 ชั่วโมงบ่อยๆ อาจทำให้การทำงานของเรตินาเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องจึงไม่ควรใช้สายตาดูหน้าจอนานเกินไป และควรมีการพักสายตา โดยการเปลี่ยนไปมองระยะไกลๆ บ้างสัก 10-15 นาที จึงค่อยกลับมาใช้คอมพิวเตอร์ใหม่

สมอง ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ อาจเกิดอาการมึนหรือปวดศีรษะได้ แต่บางครั้งอาจไม่รู้ตัวเนื่องจากทำงานเพลิน ทำให้อาการเตือนของสมองไม่ว่าจะเป็นอาการมึนหรือปวดศีรษะไม่ได้รับการรับรู้และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสมองในภายหลัง ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น จึงไม่ควรใช้สมองทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป

คอ การใช้งานคอมพิวเตอร์โดยการนั่งมองจอต่อเนื่องกันนานๆ ศีรษะจะอยู่ในตำแหน่งและมุมเดิมเป็นเวลานาน คอซึ่งเป็นอวัยวะที่ตั้งของศีรษะก็จะอยู่นิ่งๆ กล้ามเนื้อของคอต้องเกร็งตัวเพื่อรักษาท่าและตำแหน่งของศีรษะเป็นเวลานานโดยที่เราไม่รู้ตัว และจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการปวดเมื่อยคอ คอตึงจากอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอ หากมีการใช้งานลักษณะนี้หลายปีโดยไม่มีการบริหารคอที่เหมาะสม อาจทำให้กระดูกคอเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น จึงควรขยับศีรษะและคอไปมา ขยับกล้ามเนื้อคอหรือหมุนศีรษะไปมาขณะทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะช่วยให้อาการปวดเมื่อยคอหรือโอกาสเกิดกระดูกคอเสื่อมน้อยลง

ปวดไหล่ สำหรับท่านที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา โดยส่วนมากจะใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ในกระเป๋าที่สามารถถือหรือสะพายไหล่ได้ ซึ่งแต่ละเครื่องก็มีขนาดและน้ำหนักต่างกัน ตั้งแต่เครื่องเล็กน้ำหนักเบาประมาณ 1 กิโลกรัม จนถึงเครื่องค่อนข้างใหญ่น้ำหนักมากถึง 4 กิโลกรัม ซึ่งถ้าพกพาโดยการสะพายไหล่เป็นเวลานานอาจทำให้ปวดไหล่เพราะกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นบริเวณไหล่อักเสบ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาด้วย วิธีที่ช่วยได้คือการเปลี่ยนมาเป็นใส่ในกระเป๋าที่มีล้อลากหรือพยายามลดให้น้ำหนักเบาลงด้วยใช้เครื่องที่มีน้ำหนักเบาหรือนำของไปด้วยเท่าที่จำเป็นก็อาจช่วยหลีกเลี่ยงการอักเสบของไหล่ได้ระดับหนึ่ง

ปวดหลัง หลายท่านที่นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นานๆ จะรู้สึกปวดหลัง ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทั้งนี้ เนื่องจากการนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับเปลี่ยนท่า กล้ามเนื้อหลังตั้งแต่บ่า สะบักและกล้ามเนื้อ 2 ข้างของกระดูกสันหลังจะมีการหดเกร็งตัวเพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ท่าเดิมตลอดเวลา โดยปกติเวลาเรานั่งท่าเดิมระยะหนึ่งจะรู้สึกปวดเมื่อย แล้วเราก็มักจะขยับเปลี่ยนท่าเอง แต่ระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์ เรามักจะให้ความสนใจหรือมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ในจอจนละเลยความรู้สึกปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อหลังจนลืมเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกาย กว่าจะรู้ตัว กล้ามเนื้อหลังซึ่งมีการเกร็งตัวเป็นเวลานานจะรู้สึกปวดมาก การแก้ไขคือพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ในระหว่างการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าแม้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สมัยใหม่ที่ประกอบไปด้วยหน้าจอจะมีประโยชน์มากและกำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่โทษของการใช้งานมากเกินไปโดยไม่ระมัดระวังก็อาจก่อให้เกิดโทษมหันต์ในสัปดาห์หน้าเราจะกลับมาว่ากันต่อว่ามีอวัยวะส่วนใดอีกที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์สารพัดประโยชน์นี้นานๆ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา: ไทยรัฐ 31 มกราคม 2557

thairath140207_001a

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์ (2) 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้พูดถึงโรคที่มากับการใช้งานคอมพิวเตอร์กันไปแล้ว สัปดาห์นี้ เราจะมาว่ากันต่อเรื่องโทษของการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ว่าจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนไหนบ้าง โดยในวันนี้ จะลงลึกไปที่โรคต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากการใช้งานหน้าจอหนักๆ

แต่ก่อนอื่นเรามาดูผลกระทบที่อาจเกิดกับมือของเราบ้าง หากใช้งานคอมพิวเตอร์นานๆ อย่างแรกคืออาการเมื่อยนิ้วเมื่อยมือจากการใช้พิมพ์งานมากเกินไป อีกลักษณะคือ การใช้ mouse มาก หรือใช้ติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งต้องขยับข้อมือมากจนอาจเกิดการอักเสบของพังผืดบริเวณข้อมือ ทําให้มีการบวมไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่านใต้พังผืดบริเวณข้อจนเกิดอาการชานิ้วหรือฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome) การรักษาภาวะนี้ เริ่มต้นด้วยการลดการใช้งานข้อมือลงเพื่อลดการอักเสบและยุบบวม หากไม่ดีขึ้นอาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาหรือผ่าตัด นอกจากนี้ อาจมีอาการอีกอย่างจากการใช้งาน mouse มากเกินไป ได้แก่ การอักเสบของเส้นเอ็นนิ้วชี้ที่ใช้คลิก mouse การรักษาคือต้องพักหรือลดการใช้งาน ซึ่งอาการนี้อาจเกิดได้กับคนที่ใช้ Joystick สําหรับเล่นเกมด้วย

thairath140207_001b

โรคกระเพาะอาหาร ในปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย เพื่อรับข้อมูลข่าวสารและติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็วเสมือนกับการย่อโลกลงมาและประโยชน์ข้อนี้ก็อาจทําให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินกับหน้าจอจนเลยเวลารับประทานอาหารหรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ซึ่งอาจทําให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารได้

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับผู้นั่งทํางานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายชั่วโมงจนไม่ได้ไปปัสสาวะหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานเกินไป โดยเฉพาะผู้หญิง การกลั้นปัสสาวะไว้นานอาจทําให้มีโอกาสที่เชื้อโรคบริเวณปากช่องคลอดจะเข้าไปในท่อปัสสาวะทําให้เกิดการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะทําให้ปัสสาวะบ่อย หรือเวลาปัสสาวะจะมีอาการแสบขัด บางรายถึงกับลุกลามเป็นกรวยไตอักเสบ มีอาการมีไข้หรือปวดหลังได้ ดังนั้น ในระหว่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ ถ้ารู้สึกปวดปัสสาวะควรไปห้องน้ําทันที ไม่ควรรอ

thairath140207_001c

โรคขาดอาหาร การเล่นเครื่องคอมพิวเตอร์นานๆ โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงกับทําให้เกิดภาวะขาดอาหารได้ เนื่องจากไม่สนใจรับประทานอาหาร หรือทานอาหารที่หาง่ายทําง่าย เช่น บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทําให้ร่างกายขาดสารอาหารจําเป็น ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายได้

การอดนอน การเพลิดเพลินกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตหรือการเล่นเกมทําให้นอนดึก อดนอน ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทําให้สมองไม่แจ่มใส หากทําติดต่อกันหลายวันอาจส่งผลให้การเรียนหรือการทํางานขาดประสิทธิภาพ เสียการเรียนหรือเสียการเสียงานได้

การขาดการออกกําลังกาย การติดการใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้เวลาแต่ละวันนั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงจนบางครั้งไม่มีเวลา หรือไม่มีความคิดจะออกกําลังกาย ทําให้ร่างกายไม่แข็งแรงกล้ามเนื้อในร่างกายขาดการฝึกฝนใช้งาน ทําให้กล้ามเนื้อหดลีบขาดความคล่องตัว ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอลงทําให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย เป็นหวัด เจ็บคอบ่อยๆ จากการติดเชื้อทางเดินหายใจ เพราะนั่งใช้คอมพิวเตอร์อยู่แต่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเกือบตลอดเวลาไม่ค่อยออกไปสัมผัสกับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์

ที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงตัวอย่างของโรคหรืออันตรายที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นตามกระแสหรือความเจริญทางเทคโนโลยีที่ทําให้เราใช้เวลากับธุรกรรมต่างๆ หน้าจอมากขึ้น แต่เราทุกคนสามารถป้องกัน หลีกเลี่ยง หรือบรรเทาให้เบาลงได้เมื่อทราบวิธีและปฏิบัติตามอย่างสม่ําเสมอ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 กุมภาพันธ์ 2557

เชื้อร้ายก่อมะเร็งกระเพาะอาหาร! แบคทีเรีย “เอช.ไพโลไร” ดูแลสุขภาพดีป้องกันได้

หลายคนเข้าใจว่าโรคกระเพาะอาหารเกิดจากความเครียด การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้กระเพาะอาหารมีกรดเป็นจำนวนมาก แต่ความจริงแล้ว โรคกระเพาะอาหารเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ซึ่งเชื้อแบคทีเรียตัวนี้มีสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ดังนั้นหากผู้ที่ติดเชื้อนอกจากจะเป็นโรคกระเพาะอาหารที่สร้างความเจ็บปวดทรมานแล้วยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารอีกด้วย..!!

ศาสตราจารย์นายแพทย์ อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์ ให้ความรู้ว่า โรคกระเพาะอาหารที่พบมากที่สุดมี 3 ประเภท คือ แผลในกระเพาะอาหาร โรคกระเพาะอาหารที่ไม่มีแผล และมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งทั้ง 3 โรคนี้ในระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกัน คือ ปวดท้องมากหรือน้อยตามอาการ ท้องอืด คลื่นไส้ แน่นท้อง มีเสียงโครกครากในกระเพาะ เรอบ่อย กินแล้วอิ่มง่าย ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นอาการของโรคกระเพาะ และเมื่อมาตรวจโดยการส่องกล้องจะพบว่าผู้ป่วยประมาณ 3 ใน 4 เป็นโรคกระเพาะอาหารชนิดไม่มีแผล ประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะพบว่าเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร และมีเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่พบว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

ในปี พ.ศ. 2526 ความเชื่อที่ว่าโรคกระเพาะเกิดจากกรดที่มากเกินไปได้เปลี่ยนไป เนื่องจากศาสตราจารย์ Barry J. Marshall นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้ค้นพบ เชื้อแบคทีเรีย “เอช.ไพโลไร” (Helicobacter pylori) ซึ่งเป็นตัวการก่อให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร แผลที่ลำไส้ส่วนต้น และเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียเอช.ไพโลไร มีความสามารถในการสร้างด่างเพื่อมากำจัดกรด ทำให้เชื้อนี้สามารถอาศัยอยู่และเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีกรดจำนวนมากในกระเพาะอาหารได้ ผลการค้นพบดังกล่าวทำให้ศาสตราจารย์ Barry J. Marshall ได้รับรางวัลมูลนิธิเจ้าฟ้ามหิดล ในปี พ.ศ.2544 และในปี พ.ศ.2548 ได้รับรางวัลโนเบล

สำหรับการศึกษาเชื้อแบคทีเรียเอช.ไพโลไร ในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันการตรวจหาเชื้อนี้ทำได้โดยวิธีการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารและตัดเนื้อเยื่อบุกระเพาะมาตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเอช.ไพโลไร โดยเทคนิคต่าง ๆ นอกจากวิธีการส่องกล้องแล้วยังมีวิธีการเจาะเลือดตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ วิธีการตรวจลมหายใจเพื่อวัดเอนไซม์ Urease ซึ่งเชื้อแบคทีเรีย เอช.ไพโลไรจะสร้างมากกว่าเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นเป็นหมื่นเท่า ซึ่งการตรวจเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อแบคทีเรีย เอช.ไพโลไร ถือว่าปลอดภัยที่สุดแต่ราคาค่อนข้างแพงและยังไม่แพร่หลายทั่วไป

หลังจากตรวจแล้วพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย เอช.ไพโลไร ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเริ่มเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นครั้งแรกหรือเคยเป็น ๆ หาย ๆ การรักษาที่นิยมใช้กันมากและมีประสิทธิ ภาพสูง คือการใช้ยาลดการหลั่งกรด 1 ชนิด ร่วมกับยาปฏิชีวนะอีก 2 ชนิด เป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์จะพบว่าได้ผลการกำจัดเชื้อมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ข้อบ่งชี้ว่ากำจัดเชื้อ คือการตรวจไม่พบเชื้อแบคทีเรียเอช.ไพโลไรเมื่อ 4 สัปดาห์หลังจากหยุดรักษา

อย่างไรก็ตามหลายคนอาจสงสัยว่าเชื้อแบคทีเรียเอช. ไพโลไร มาจากไหน ซึ่งเราพบว่าเกิดจากการรับประทานอาหารแต่ตรวจไม่พบเชื้อนี้ในอาหารที่เรารับประทาน ซึ่งเชื้อแบคที เรีย เอช.ไพโลไรมีหลายสายพันธุ์แต่มีอยู่สายพันธุ์เดียวที่ก่อให้เกิดมะเร็ง จากการศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารรสเค็มสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร เช่น ชาวญี่ปุ่นและชาวจีนเป็นมะเร็งมากกว่าชาวไทย เพราะชาวญี่ปุ่นและชาวจีนรับประทานเกลือมาก กว่าเราหลายเท่า ส่วนสาเหตุอื่น เช่น การรับประทานอาหารหมักดองก็มีผล ส่วนเรื่องเพศนั้นพบว่าเพศชายมีโอกาสเสี่ยงมาก กว่าผู้หญิง และคนที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งด้วยเช่นกัน

เชื้อแบคทีเรียเอช.ไพโลไรมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ คือไม่พบเชื้อแบคทีเรียเอช.ไพโลไรนอกร่างกายคน แต่เชื้อจะติดต่อจากคนสู่คน และพบในครอบครัวที่อยู่กันแออัด ผู้ที่มีการติดเชื้อจะมีโอกาสเป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเพิ่มขึ้น 6-40 เท่า และมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น 2-6 เท่า เมื่อเทียบกับคนปกติที่ไม่มีการติดเชื้อ

การปรับปรุงและพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิธีการป้องกันการติดเชื้อ การดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อ และมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อรวมไปถึงการวิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การหาลำดับจีโนมโปรตีนโอมิกส์ และอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่การตรวจหาเชื้อต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง ตลอดจนการวินิจฉัยโรค การป้องกันและการรักษาโรคมะเร็งได้ สำหรับในประเทศไทยและประเทศที่กำลังพัฒนาบางประเทศพบว่า มีมะเร็งอยู่หลายชนิดที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อเรื้อรัง เช่น มะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV มะเร็งกระเพาะอาหาร เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอช.ไพโลไร มะเร็งตับ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับชนิดบีหรือซี  มะเร็งท่อน้ำดี เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งโพรงจมูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Epstein-Barr virus เป็นต้น

มะเร็งทั้งหมดล้วนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่มะเร็งเหล่านี้น่าจะเป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ ทางคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้เชิญนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการระดับโลก และของประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมวิชาการ Mahidol Internationnal Conference on Infections and Cancers 2012 เรื่องโรคติดเชื้อเรื้อรังและโรคมะเร็ง เพื่อมาแลกเปลี่ยนความรู้ ความก้าวหน้าทางงานวิจัยใหม่ ๆ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิธีการป้องกันการติดเชื้อ การดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อ และมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อ เมื่อวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2555 ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค ที่ผ่านมา

จากการแลกเปลี่ยนความรู้จึงมีวิธีการดูแลตัวเองในเบื้องต้นเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อต่าง ๆ ดังนี้ กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย กินอาหารตรงตามเวลาทุกมื้อ กินอาหารจำนวนน้อย ๆ แต่บ่อย ไม่ควรกินจนอิ่มในแต่ละมื้อ หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของดอง น้ำอัดลม งดบุหรี่และสุรา งดการใช้ยาแอส ไพรินและยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูกทุกชนิด ผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวลทั้งหลาย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายอุจจาระดำ, ปวดท้องรุนแรงหรือเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

หากเราดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดีแล้วก็ถือว่าเป็นเกราะป้องกันอีกหนึ่งชั้นที่ทำให้เราห่างไกลจากเชื้อร้ายที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งส่งผลเสียต่อสุขภาพและอาจถึงแก่ชีวิตได้.

……………………………………

เคล็ดลับสุขภาพดี : หมั่นดูแลสุขภาพใกล้ชิด…ลดเสี่ยงปวดหัวไมเกรน

โรคไมเกรน เป็นโรคยอดฮิตที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกอาชีพ หากเราดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจไม่เต็มที่ก็จะส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง แต่ท่านทราบหรือไม่ว่านอกจากการรับประทานยาแก้ปวดแล้ว การหมั่นดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีและถูกวิธีก็จะสามารถหลีกเลี่ยงอาการปวดหัวจากโรคไมเกรนได้

โรคไมเกรน (Migraine) คือโรคที่เกิดจากการบีบตัวและคลายตัวของหลอดเลือดแดงในสมองมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็วพร้อมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ในบางรายอาจมีอาการตาพร่ามัวหรือเห็นแสงระยิบระยับร่วมด้วย โดยในคนปกติหลอดเลือดแดงเหล่านี้มีอยู่มากมายในสมอง และจะมีอาการบีบตัว คลายตัวอยู่เป็นประจำแต่ไม่มากจึงไม่รู้สึกปวดศีรษะ

อาการของโรคไมเกรน จะเป็นในลักษณะปวดหัวครึ่งซีก อาจเป็นบริเวณขมับหรือท้ายทอย บางครั้งก็เป็นสองข้างพร้อมกันหรือสลับกันได้ ซึ่งลักษณะการปวดส่วนมากจะปวดตุ้บ ๆ ครั้งหนึ่งประมาณ 20 นาทีหรือมากกว่า  (ยกเว้นจะได้รับการรับประทานยา) บางครั้งปวดรุนแรงนานเป็นวัน ๆ หรือสัปดาห์ก็ได้ บางรายมีอาการปวดตื้อ ๆ ในสมอง สำหรับอาการปวดรุนแรงส่วนมากจะมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วยเสมอ และอาจมีอาการทางสายตาได้โดยมีการปวดศีรษะราว 10-20 นาทีก่อน เช่น เห็นแสงเป็นเส้น ๆ ระยิบระยับจ้าสะท้อนหรือเห็นภาพบิดเบี้ยวนำหน้ามาก่อน

อย่างไรก็ตามโรคไมเกรนนี้พบบ่อยในผู้หญิงวัยสาวอายุระหว่าง  20-40 ปี ส่วนในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ชายพบน้อยกว่าหลายเท่าตัว แต่ถ้าผู้ชายเป็นมักจะรุนแรง โดยมีอาการปวดตาข้างใดข้างหนึ่ง น้ำตาไหล ตาแดง ปวดศีรษะรุนแรงนาน 6-8 สัปดาห์ และอาจเป็นซ้ำบ่อย ๆ ทุก 6-12 เดือน

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการของโรคไมเกรนมากขึ้น ได้แก่ ภาวะเครียด การอดนอนหรือขาดการพักผ่อนที่ดี การทำงานมากเกินไป ขณะมีระดู หรือรับประทานยาคุม ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ และการรับประทานอาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม เนยแข็ง และช็อกโกแลต ดังนั้นเราจึงต้องหมั่นดูแลสุขภาพด้วยการเลี่ยงภาวะต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อลดอาการปวดศีรษะ เพราะไม่เช่นนั้นหากใครที่เป็นแล้วอาจก่อให้เกิดภาวะปวดศีรษะเรื้อรังนานเป็นปี ๆ จนเกิดความกังวลถึงความผิดปกติในสมอง เช่น เนื้องอกหรือเลือดคั่งในสมอง ซึ่งความจริงแล้วผู้ป่วยโรคไมเกรนจะไม่มีอันตรายใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดการพิการตามมา และอาการจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้นหรือหมดวัยประจำเดือนไปแล้ว

การปวดศีรษะจากโรคไมเกรนมักรักษาไม่หายด้วยยาแก้ปวดพาราเซตามอลธรรมดา เพราะยาที่ได้ผลดีคือยาแก้ปวดแอสไพรินขนาด 2 เม็ด ในขณะปวด แต่ข้อควรระวังคือห้ามรับประทานแอสไพรินขณะท้องว่างหรือผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหารห้ามรับประทานเด็ดขาด เพราะอาจเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารและเสียชีวิตได้ แต่หากไม่แน่ใจว่ามีแผลในกระเพาะหรือไม่ ควรรับประทานยาเคลือบกระเพาะหรือนมร่วมด้วยป้องกันการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร

โรคไมเกรนไม่น่ากลัวถึงชีวิต แต่ทำให้เราดำเนินชีวิตไม่เป็นปกติสุข ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงสาเหตุของการเกิดโรค และหมั่นดูแลสุขภาพร่างกาย จิตใจให้ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า.
(ข้อมูลจากโรงพยาบาลธนบุรี)

……………………………………

สรรหามาบอก

– โรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลรักษาโรคมะเร็ง โรงพยาบาลกรุงเทพ ขอเชิญผู้ใส่ใจสุขภาพร่วมงาน ’Live Life Over Cancer : ใช้ชีวิตให้เต็มชีวิต…เหนือมะเร็ง“ เพื่อร่วมรณรงค์และป้องกันโรคมะเร็งร้าย โดยมีเหล่าศิลปินดารา และทีมแพทย์สหสาขาจาก รพ.วัฒโนสถ มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์มะเร็งในปัจจุบัน การดูแลสุขภาพในแต่ละช่วงวัย แนวทางการอยู่กับมะเร็งอย่างมีความสุข ฯลฯ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ระหว่างวันที่ 23-26 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ลานแฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 ดิเอ็มโพเรียม

– โรงพยาบาลนนทเวช ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรม ’ดูแลเบาหวาน…ให้เบาใจ“ ใน วันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 09.00-
16.00 น. ณ บริเวณโถงด้านหน้า ชั้น  1 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2596-7888

– โรงพยาบาลเจ้าพระยา ขอเชิญผู้รักสุขภาพเข้าร่วมงานตลาดนัดสีเขียว ’Go Green for Health“ ช้อป ชิม ชม และอุดหนุนผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ท่านชื่นชอบ ใน วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 09.00-14.00 น. ณ ตลาดนัดสุขภาพ รพ.เจ้าพระยา สอบถามโทร.0-2433-8222 และ 0-2433-5666

– ไลฟ์ เซ็นเตอร์ ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม ’โยคะอาหารสำหรับร่างกายและจิตใจ“  พร้อมเวิร์กช็อป การฝึกโยคะแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เสื่อ ในวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 14.00-15.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี (LH) สำรองที่นั่งฟรี โทร.08-9228-8766

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์  19 กุมภาพันธ์ 2555