โรคข้อกระดูกเสื่อม โดย ศ.นพ.อุทิศ ดีสมโชค

โรคข้อกระดูกเสื่อม

โดย ศ.นพ.อุทิศ ดีสมโชค
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โรคข้อกระดูกเสื่อม เป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง มักเกิดในผู้ที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไปและพบมากขึ้นตามอายุ โดยพบในเพญหญิงมากกว่าเพศชาย คนที่อายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีข้อเข่าเสื่อมมากกว่าร้อยละ50

โรคข้อกระดูกเสื่อม เกิดจากความเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่บุปลายกระดูกข้อเป็นเหตุให้ผิวกระดูกอ่อนเปลี่ยนสภาพจากภาวะปกติที่ขาวใสผิวมันเรียบกลายเป็นผิวขรุขระ ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อติดขัดและเสียไป

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อเสื่อมมีอะไรบ้าง

1. ความอ้วน ข้อเสื่อมมักเกิดกับข้อที่ต้องรับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่า ข้อตะโพก เป็นต้น
2. ภาวะผิดปกติของข้อ ทำให้เกิดภาวะไม่สบกันของข้ออย่างเหมาะสมของผู้ที่มีโครงสร้างร่างกายผิดรูป
3. ภาวะบาดเจ็บ จากการกระทบกระแทกที่บริเวณข้ออย่างรุนแรงหรือเป็นซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน
4. อาชีพ ผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้ข้อมาก เช่น งอเข่า ใช้แรงมือ เป็นต้น
5. กรรมพันธุ์ ผู้ที่แม่และพี่น้องทางแม่ที่เป็นโรคข้อเสื่อมที่บริเวณนิ้วมือจะมีโอกาสเกิดข้อเสื่อมที่บริเวณเดียวกันได้มากกว่าคนปกติทั่วไป
6. จากโรคข้ออักเสบชนิดอื่นๆ ที่มีผลทำให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้ ถ้าหากได้รับการรักษาล่าช้า

มีข้อโตที่นิ้วทำให้ปวดได้ การรักษาเป็นการให้ยา
แก้ปวด ข้อนิ้วที่เสื่อมยังไม่มีการรักษาเฉพาะ

ข้อใดบ้างที่พบภาวะข้อเสื่อมได้บ่อย

1. ข้อเข่า เป็นข้อที่พบบ่อยที่สุด ส่วนให้พบในเพศหญิงวัยกลางคนและมีรูปร่างอ้วน ถ้าเป็นผู้ที่มีอายุน้อยมักมีประวัติการผ่าตัดหรือบาดเจ็บที่บริเวณข้อเข่ามาก่อน

2. ข้อนิ้วมือ มักเกิดที่ข้อนิ้วส่วนปลาย ข้อนิ้วส่วนกลางและข้อที่ฐานของนิ้วหัวแม่มือ มักมีปุ่มกระดูกที่ข้อและงอนิ้วลำบาก

3. กระดูกสันหลัง ส่วนใหญ่เกิดที่กระดูกคอระดับที่ 5 และกระดูกสันหลังส่วนเอวระดับที่ 3-5 มักเกิดร่วมกับการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง อาจมีสาเหตุจากการบาดเจ็บมาก่อน เมื่อนั่งหรือยืนนานๆอาจมีอาการปวดร้าวไปที่ก้นและขา
4. ข้อหัวแม่เท้า อาจมีข้อผิดรูปและมีการอักเสบของข้อร่วมด้วย

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคข้อกระดูกเสื่อม

ผู้ที่มีอาการปวดข้ออย่างต่อเนื่อง ควรมารับการตรวจและวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อดูลักษณะอาการของการปวดข้อ ระยะเวลาที่ปวดข้อและการถ่ายภาพรังสีประกอบซึ่งอาจพบรอยกร่อนของกระดูก

อาการข้อกระดูกเสื่อมเป็นอย่างไร

ข้อเสื่อมจะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนี้
1. ปวดข้อ ระยะแรกมีอาการปวดข้อหลังการใช้งาน และจะดีขึ้นเมื่อได้พัก เมื่อข้อเสื่อมมากขึ้นอาจปวดข้อตลอดเวลารวมทั้งเวลานอน
2. ตึงขัดที่ข้อ มักเป็นหลังตื่นนอนหรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ และปวดตึงมากขึ้นในภาวะอากาศเย็น
3. เคลื่อนไหวข้อติดขัด ทั้งนื้ขึ้นกับตำแหน่งของข้อ เช่น ข้อนิ้วมือเสื่อมจะกำมือลำบาก ข้อเข่าและข้อตะโพกเสื่อมจะเดินลำบาก เป็นต้น
4. ข้อไม่มั่นคงแข็งแรง หลวมคลอน ผิดรูปร่างจากสูญเสียการทำงานของข้อ และมีการหลวมคลอนของข้อที่เสื่อมมาก หรืออาจได้ยินเสียงดังในข้อขณะที่ขยับข้อ
5. ข้อบวม จากกระดูกงอกบริเวณใกล้ข้อ เช่น ปุ่มกระดูกที่กระดูกปลายนิ้ว ข้อผิดรูปเกิดจากผลการทำลายกระดูกอ่อนที่ผิวของปลายกระดูกข้อ

การรักษาข้อกระดูกเสื่อมมีอะไรบ้าง

การรักษาข้อกระดูกเสื่อมมีจุดมุ่งหมายและวิธีการรักษาดังนี้
1. การให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับท่าทางและการลงน้ำหนักเพื่อลดแรงกระทำต่อข้อ การลดน้ำหนักถ้ามีน้ำหนักเกินและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อ
2. การใช้ยา เพื่อลดอาการปวดและชะลอความเสื่อมสลายหรือเสริมสร้างกระดูกอ่อนให้ดีขึ้น
3. การใช้วิธีทางกายภาพบำบัด เพื่อลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
4. การผ่าตัด กรณีที่มีความพิการของข้ออย่างมากในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมหรือข้อตะโพกให้ดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

ถ้าไม่รับการรักษาจะมีผลเสีย โดยจะมีความเจ็บปวดที่ข้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นมากๆข้อจะหลวมคลอน ข้อคดงอเบี้ยวหรือข้อพิการอาจทำให้ทำงานไม่ได้

ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

1. ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ข้อเสื่อมมากขึ้น หลีกเลี่ยงการกระทบกระแทกที่บริเวณข้อเสื่อม เช่น กรณีที่มีข้อเข่าเสื่อมให้หลีกเลี่ยงการคุกเข่า นั่งยองๆ ยกของหนัก วิ่งกระโดด
2. ลดน้ำหนัก จะทำให้อาการปวดของข้อเข่าและตะโพกดีขึ้น
3. กายภาพบำบัด บริหารข้อตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มสมรรถภาพให้ข้อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และป้องกันความพิการ
4. ใช้ความร้อนหรือความเย็นประคบข้อ เพื่อลดอาการปวดข้อ
5. ออกกำลังกาย แบบเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จะช่วยให้กล้ามเนื่อที่ยึดข้อมีความแข็งแรง การเคลื่อนไหวและอาการปวดข้อดีขึ้น การออกกำลังกายในน้ำจะได้ผลดีในรายที่มีตะโพกเสื่อม
6. โช้เครื่องพยุงข้อ เพื่อผ่อนการลงน้ำหนักต่อข้อที่เสื่อม เช่น ไม้เท้า เครื่องพยุงการเดิน เป็นต้น
7. รับประทานยาตามกำหนด และถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
8. ทำจิตใจให้สงบ และทำความเข้าใจในโรคที่เป็นอยู่พร้อมทั้งปรับตัวให้เหมาะกับสภาพของโรค จะเป็นผลทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

นักวิจัยมข.เจ๋ง แยกสเต็มเซลล์กระดูกอ่อนด้วยแสงซินโครตรอน

นักวิจัย ม.ขอนแก่น เจ๋ง แยกสเต็มเซลล์กระดูกอ่อนด้วยแสงซินโครตรอนประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของไทย ด้าน ผู้ป่วยโรคไขข้อเสื่อมคนไทยเฮเพิ่มโอกาสในการรักษา เผยใช้ระบบลำเลียงแสงอินฟราเรด…

เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 26 พ.ค. ที่ห้องปฏิบัติการแสงสยาม สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต.สุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ที่มีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน รศ.ดร.พัชรี เจียรนัยกุล ผู้ใช้บริการแสงซินโครตรอน จากคณะเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกาศถึงความสำเร็จในการใช้เทคนิควิเคราะห์ทางจุลทรรศน์ และสเปกโตรสโกปีของรังสีอินฟราเรด เพื่อการตรวจจำแนกเซลล์ต้นกำเนิด (สเต็มเซลล์) ที่มีการพัฒนาไปเป็นเซลล์กระดูกอ่อน ซึ่งเป็นเทคนิควิเคราะห์ที่ช่วยตรวจจำแนกการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดได้เด่นชัดในระยะเวลาสั้น ทำให้ลดขั้นตอนและต้นทุนในการตรวจ สามารถนำไปใช้ได้จริงในห้องปฏิบัติการสำหรับการเพาะเลี้ยงและเหนี่ยวนำเซลล์ต้นกำเนิดไปเป็นเซลล์เป้าหมายชนิดอื่นๆ

รศ.ดร.พัชรี กล่าวว่า ขณะนี้ โรคเกี่ยวกับความผิดปกติของข้อต่อที่มักพบในผู้ป่วยวัยกลางคน และวัยสูงอายุ เช่นโรคข้อกระดูกเสื่อมนั้น สามารถรักษาได้ด้วยเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด (สเต็มเซลล์) โดยใช้การปลูกถ่ายกระดูกอ่อนใหม่ ที่เจริญจากเซลล์ต้นกำเนิด เพื่อแทนที่เซลล์กระดูกอ่อนเก่าที่เสื่อมสภาพไป ขั้นตอนที่สำคัญสำหรับการรักษาโรคด้วยเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด คือ จะต้องทราบว่าเซลล์ต้นกำเนิดมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์เป้าหมายได้จริง (ในที่นี่คือเซลล์กระดูกอ่อน) ในปัจจุบันวิธีที่ใช้ในการตรวจจำแนกเซลล์ต้นกำเนิดที่ใช้โดยทั่วไปทางห้องปฏิบัติการนั้นค่อนข้างยุ่งยาก และเสียค่าใช้จ่ายสูง คือ การใช้เทคโนโลยีดีเอ็นเอ ในการตรวจหาการแสดงออกของยีนที่พบเฉพาะเซลล์กระดูกอ่อน วิธีดังกล่าวต้องการใช้ “สารติดตาม” (marker) หรือการฉีดสี สำหรับตรวจสอบยีนชนิดนั้นๆ โดยที่สารติดตามสำหรับยีนแต่ละชนิดมีราคาค่อนข้างสูงมาก และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ส่วนเทคนิคสเปกโตรสโกปีของอินฟราเรด เป็นเทคนิคใหม่ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เพื่อการวิเคราะห์ชนิดของสารจากหลักการการดูดกลืนแสงอินฟราเรดที่แตกต่างกันของสารแต่ละชนิด สารต่างชนิดกันจะมีรูปแบบการดูดกลืนแสงที่แตกต่างกัน การศึกษารูปแบบการดูดกลืนแสงอินฟราเรดนี้จึงเปรียบเสมือนการเปรียบเทียบ ลักษณะลายนิ้วมือของคน ซึ่งที่ผ่านมานักวิจัยไทยมักจะไปใช้ห้องปฏิบัติการด้านนี้ในต่างประเทศ แต่ปัจจุบันห้องปฏิบัติการแสงสยามที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) สามารถให้บริการในด้านนี้ได้แล้ว

รศ.ดร.พัชรี กล่าวอีกว่า คณะผู้ทำวิจัยได้พัฒนาเทคนิคการเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคมอล (เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่แยกได้จากเซลล์หลายๆ ชนิดในร่างกาย ได้แก่ ไขกระดูก เม็ดเลือด และฟัน เป็นต้น) และทำการเหนี่ยวนำให้เกิดเซลล์เป้าหมายตามที่ต้องการ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคนิคทางจุลทรรศน์ และสเปกโตรสโกปีของรังสีอินฟราเรดจากแสงซินโครตรอน เพื่อการตรวจจำแนกการเหนี่ยวนำให้เซลล์ต้นกำเนิดกลายเป็นเซลล์กระดูกอ่อน ข้อดีจากการใช้แสงซินโครตรอนร่วมกับเทคนิคนี้คือ แสงซินโครตรอนเป็นแสงที่มีขนาดลำแสงที่เล็กและคม สามารถใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ได้ เป็นผลให้การวัดการดูดกลืน มีความแม่นยำกว่าการใช้แสงจากแหล่งกำเนิดโดยทั่วไป ซึ่งผลการทดลองที่ได้แสดงว่าเทคนิคดังกล่าวสามารถใช้ในการจำแนกเซลล์ต้นกำเนิด ที่ไม่มีการเหนี่ยวนำออกจากเซลล์ต้นกำเนิดที่ถูกเหนี่ยวนำให้กลายเป็นเซลล์กระดูกอ่อนในระยะต่างๆ

โดยความสำเร็จครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรคไขข้อเสื่อม เพราะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาลงได้อีกกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้จะเสียค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา และขณะนี้ทางคณะแพทย์ของ รพ.รามาธิบดี และคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์ (มศว.) อยู่ระหว่างการนำสเต็มเซลล์ที่ปลูกถ่ายเป็นกระดูกอ่อนได้ใหม่นี้ไปฉีดกลับ เข้าไปในข้อเข่าของผู้ป่วยที่เป็นอาสาสมัคร 10 คน ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการทดลองได้ 9 เดือนแล้ว เพื่อดูผลของการรักษาว่า ถ้าผู้ป่วยได้รับการฉีดสเต็มเซลล์ฯ เข้าไปแล้วมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือต้องมีการฉีดซ้ำหรือไม่ใน 1 ปี คาดว่าจะนำมาใช้กับผู้ป่วยได้ทั่วไปในเร็ว ๆ นี้แน่นอน.

ที่มา: ไทยรัฐ 26 พฤษภาคม 2554