โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด โดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

กระดูกสันหลังเป็นแกนกลางของร่างกายประกอบด้วยกระดูกจำนวน 24 ชิ้นเชื่อมเป็นข้อต่อ แยกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนคอ, อก และเอว นอกจากนั้นกระดูกสันหลังส่วนเอวยังเชื่อมกับกระดูกเชิงกรานเป็นข้อต่อ โดยกระดูกสันหลังมีหน้าที่ป้องกันไขสันหลังซึ่งเป็นทางเดินของกระแสประสาทมายังอวัยวะส่วนอื่นให้พร้อมทำหน้าที่ และเป็นตัวรับส่งแรงในการเคลื่อนไหวส่วนที่อยู่สูงและต่ำกว่า เปรียบเสมือนส่วนลำต้นไม้ซึ่งมีท่อน้ำเลี้ยง รับอาหารมาจากส่วนรากส่งผ่านไปยังส่วนกิ่งก้านใบด้านบน ในทางกลับกันเมื่อส่วนบนมีการสังเคราะห์แสงจะส่งผ่านผลผลิตที่ได้ไปยังรากด้วย

กระดูกสันหลังมีการเคลื่อนไหวหลายทิศทางได้แก่ ก้ม – เงย, เอียงซ้าย – ขวา และหมุนซ้าย – ขวา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน หลังที่ดีจำเป็นต้องมีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นที่ดีตามด้วย หากหลังมีการเคลื่อนไหวลดลง หรือแข็ง เคลื่อนไหวไม่ได้ จะเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตอย่างมาก โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดมีผลให้กระดูกสันหลังที่อักเสบเชื่อมติดกัน ทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้ลดลง หรืออาจเคลื่อนไหวไม่ได้อย่างถาวร

โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis มีการค้นพบตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ แต่มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว หรืออาจเรียกว่า โรค Bekhterev หรือ โรค Marie – Strümpell เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับยีน HLA – B27 พบได้ทั้งชาวเอเชียและยุโรปแต่ชาวเอเชียพบได้น้อยกว่า ปัจจุบันยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ ผลของโรคทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตัวข้อต่อกระดูกสันหลัง และข้อต่ออื่น(ข้อเข่า, ข้อตะโพก, ข้อไหล่, ซี่โครง) และมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ, เอ็นยึดกระดูก ผลจากการอักเสบทำให้ร่างกายสร้างกระดูกมาแทนที่ส่วนที่อักเสบเกิดการเชื่อมติดกันของกระดูก 

หากมองจากภาพ X – ray จะเห็นกระดูกสันหลังเชื่อมติดกันเป็นปล้องไม้ไผ่ นอกจากนี้แล้วตัวโรคอาจทำให้เกิดการอักเสบของตา, หัวใจ, ปอด, ไต และทางเดินอาหารร่วมด้วย ส่วนใหญ่การอักเสบมักเริ่มต้นที่ข้อต่อเชื่อมกระดูกสันหลังกับเชิงกรานกระจายขึ้นไปตลอดแนวกลางกระดูกสันหลัง

ผลจากการเชื่อมติดกันของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้อ มีผลให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ลดลง จะเห็นท่าทางการเดินที่แข็งไม่เป็นธรรมชาติ, เวลามองด้านข้างต้องหันทั้งตัว, ยืนไหล่ห่องอตัว, หน้ายื่นคอยื่น, ยืนก้มแตะปลายเท้าได้น้อย เป็นต้น หากกระทบกับข้อต่อซี่โครงทำให้ปอดขยายตัวได้ลดลง ส่งผลต่อการหายใจ ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย นอกจากการเคลื่อนไหวที่ลดลงแล้ว อาการที่สำคัญคือปวดบริเวณหลังและก้น หรือตามข้อที่มีปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน อาการค่อยเป็นค่อยไป อาการจะแย่ลงหากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ซึ่งต่างจากอาการปวดหลังธรรมดา ซึ่งมีสาเหตุจากการเคลื่อนไหวผิดท่า เช่น เอี้ยวบิดตัว, ก้มหลังเป็นเวลานาน เป็นต้น และอาการจะดีขึ้นหากได้พัก แต่จะแย่ลงหากมีการเคลื่อนไหวซ้ำ

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้

  • พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อัตราส่วน 3 : 1
  • อายุน้อยกว่า 45 ปี
  • อาการหลังฝืดแข็งในตอนเช้าเป็นเวลามากกว่า 30 นาที
  • ต้องตื่นขึ้นมาหลังจากนอนนานมากกว่า 30 นาที เพราะอาการปวด แต่จะดีขึ้นเมื่อลุกขึ้นเปลี่ยนท่า
  • อาการปวดและฝืดแข็งจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย แต่จะแย่ลงหากอยู่นิ่ง
  • มีอาการปวดหลังเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน และจะต้องมีอาการก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคนี้

การรักษาในปัจจุบันไม่สามารถรักษาตัวโรคให้หายขาดได้เพียงแต่ระงับการกระตุ้นของโรคซึ่งการรักษาแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การรักษาทางยา และการรักษาทางกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นการรักษาควบคู่กันไป

1. การรักษาทางยา แบ่งยาเป็น 3 ชนิด คือ

  • ยาในกลุ่ม NSAIDs เพื่อลดอาการปวด และการอักเสบ
  • ยาในกลุ่ม Steroids เพื่อลดการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น Corticosteroids, sulfasalazine เป็นต้น
  • TNFα blocker มีประสิทธิภาพในการกดภูมิคุ้มกันสูง แต่มีราคาแพง

2. การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นส่วนสำคัญในการรักษาระยะยาวซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อลด อาการปวด คงสภาพ และเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ (ข้อต่อกระดูกสันหลัง, ซี่โครง, ข้อเข่า, ข้อตะโพก และข้อไหล่) และป้องกันการผิดรูปของข้อต่อที่มีปัญหาให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตสูงสุดที่พึงมี การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

2.1 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเน้นกล้ามเนื้อในการแอ่นหลังและเหยียดตะโพ เนื่องจากการทรงท่ามักอยู่ในท่างอจำเป็นต้องเพิ่มกำลังด้านหลังต้านการงอ

2.2 การออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อยืดและคงสภาพการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อรอบข้อป้องกันการหดรั้งและการผิดรูปของข้อต่อ ยืดค้างนาน 10 วินาที ข้างละ 5 – 10 ครั้งต่อเซต ระหว่างออกกำลังกายจะรู้สึกตึงแต่ต้องไม่เจ็บ

2.3 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจของทรวงอกให้มีการขยายตัวอยู่เสมอ

ข้อแนะนำบางประการ

  1. หากคุณมีความเสี่ยงหรืออาการดังที่กล่าวมาควรรีบปรึกษาแพทย์ด้านอายุรศาสตร์โรคข้อและนักกายภาพบำบัด เพื่อวินิจฉัยตรวจคัดกรองและให้การรักษาเพราะหากตรวจพบได้เร็วจะเป็นผลดีกับท่านเพื่อชะลอการดำเนินโรคและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
  2. การรักษาทางยาจะต้องรักษาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดเสมอ
  3. ผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะต้องออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
  4. ควรเปลี่ยนท่าทุก 30 นาที ไม่ควรอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป
  5. พยายามหนุนหมอนอย่าเกิน 1 ใบเท่าที่พอทำได้ และหมอนห้ามหนุนมาที่ไหล่เพราะจะทำให้ไหล่ยิ่งงุ้มมากขึ้น
  6. ท่าทางในการนั่ง, ยืน, เดิน ไม่ควรนั่งในท่าหลังค่อมไหล่ห่องอตัว แต่จะต้องยืดตัวให้ตรง เพราะหากอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานมีผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงทำให้ไม่สามารถตั้งตัวตรงอย่างถาวร
  7. หากจำเป็นต้องขับรถยนต์ควรหาอุปกรณ์เสริมกระจกมองข้างเพื่อเห็นภาพด้านหลังชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องหันมองสุดตัว เพราะผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะมีปัญหาการเคลื่อนไหวคอที่จำกัดร่วมด้วย

เรียบเรียงโดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

เอกสารอ้างอิง

  1. อัจฉรา กุลวิสุทธิ์. เอกสารประกอบการเรียนการสอนรายวิชา PTPT 334 คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง Spondylo-arthropathy; 2551.
  2. Khan MA. ANKYLOSING SPONDYLITIS : the facts. 1st ed. London: Oxford University Press; 2002.
  3. Sieper J, Braun J. Ankylosing spondylitis in clinical practice. 1st ed. London: Springer; 2011.
  4. En.Wikipedia.org [home page on the intermet]. Ankylosing Spondylitis [updated on 2011 Nov 15; cited 2011 Nov 25]. Available from: http://en.wikipedia.org/wiki/Ankylosing_spondylitis

ที่มา: ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล  12 มิถุนายน 2012

.

ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454

เวลาทำการ
ในเวลาราชการ    วันจันทร์ – ศุกร์ 08.00 – 16.00 น.
นอกเวลาราชการ วันจันทร์ – ศุกร์ 16.00 – 18.00 น.
วันเสาร์ – อาทิตย์ 08.00 – 16.00 น.
***เปิดบริการ 12.00 – 13.00 น.ทุกวันทำการ***

  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ

ให้บริการด้านคำปรึกษา และตรวจรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ ได้แก่ ปวดคอ หลัง ไหล่ เข่า หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ข้อเท้าแพลง นิ้วล็อก ข้อเสื่อม อาการชาตามมือ เท้า ฯลฯ โดยวิธีการตรวจประเมิน วินิจฉัย และรักษาด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด

  • กายภาพบำบัดทางระบบประสาท

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบประสาท ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง ที่ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังจากอุบัติเหตุ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตครึ่งท่อน หรือทั้งแขนและขา รวมไปถึงโรคจากความเสื่อมของระบบประสาท เช่น โรคพากินสัน อัลไซเมอร์ โดยทำการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเอง ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ หรือเกือบปกติมากที่สุด ด้วยวิธีการออกกำลังกายและกระตุ้นผ่านทางระบบประสาท

  • กายภาพบำบัดทางเด็ก

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาจากสมองพิการ รวมไปถึงการมีพัฒนาการล่าช้า สมาธิสั้น ปัญหาด้านการปรับสภาพจิตใจ การยืน เดิน ไม่ปกติ โดยจะเป็นไปในแนวทางของการกระตุ้นพัฒนาการพร้อมๆ กับการสอนผู้ปกครองในการเข้าถึง ดูแล และปฏิบัติต่อเด็กอย่างถูกต้อง เหมาะสม

  • กายภาพบำบัดทางกีฬา

กายภาพบำบัดทางการกีฬา เป็นการบริการสำหรับนักกีฬาและประชาชนทั่วไปเรื่องการเตรียมความพร้อมของร่างกายในการเล่นกีฬา ทั้งในส่วนของการสร้างความแข็งแรง การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ซึ่งเน้นให้เกิดความเหมาะสมกับการเล่นกีฬาแต่ละประเภท รวมถึงการดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ซึ่งนอกจากได้รับการตรวจประเมิน การรักษาทางกายภาพบำบัดแล้ว จะได้รับการฝึกออกกำลังเพื่อฟื้นสภาพร่างกายให้สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้ และป้องกันการเกิดบาดเจ็บซ้ำ

การบริการกายภาพบำบัดทางกีฬายังมีการให้บริการนอกสถานที่ ณ สนามแข่งขัน เช่นการดูแลประจำทีมนักกีฬามหาวิทยาลัยในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยทุกปี การดูแลการบาดเจ็บเบื้องต้นทางกายภาพบำบัดในการแข่งขันวิ่งครึ่งมาราธอน มาราธอน และกอล์ฟ เป็นต้น

  • กายภาพบำบัดทางด้านการยศาสตร์

ให้บริการด้านคำปรึกษา แก้ผู้ป่วย และบุคคลทั่วไป ทั้งในและนอกสถานที่ เพื่อปรับสภาพงาน วัสดุอุปกรณ์ สภาพแวดล้อมภายในที่ทำงาน รวมไปถึงท่าทางในการทำงานให้เหมาะสมกับตัวเอง และปรับการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดการบาดเจ็บ และปัจจัยที่จะนำไปสู่การบาดเจ็บนั้นๆ นอกจากนี้ยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น

 

Advertisements

ไบโอมาร์กเกอร์อาจช่วยพยากรณ์ความเสียหายที่เกิดกับกระดูกสันหลังของผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis)

ดร. เดนิส พอดดุบนี, CharitéUniversitätsmedizin เบอร์ลิน, เยอรมนี กล่าวว่า งานวิจัยนี้ จะช่วยให้เราแบ่งผู้ป่วย ankylosing spondylitis จากระดับความเสี่ยง และในอนาคตจะปูทางสู่ทางเลือกในการรักษามากขึ้น โดยมุ่งพัฒนามาร์กเกอร์เฉพาะเจาะจง

Deutsch: Kleine Andersson-Läsion bei Morbus Be...

Deutsch: Kleine Andersson-Läsion bei Morbus Bechterw. MRT T1 sagittal. (Photo credit: Wikipedia)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ การศึกษาใหม่ได้ระบุคู่ของ ไบโอมาร์เกอร์ส์ ที่อาจคาดการณ์ความก้าวหน้าของโรคในผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis (หรือเรียกสั้น ๆ ว่า: AS ), โรคภูมิคุ้มกันอัตโนมัติ เรียกอีกอย่างว่า มอร์บุส เบชทริว (Morbus Bechterew)

การศึกษากับชาวเยอรมนีอธิบายความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่สำคัญระหว่างความแตกต่างของประเภทผู้ป่วยซึ่งอาจทำนายวิวัฒนาการความเสียหายของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ในอนาคตการตระหนักรู้ถึงของความแตกต่างดังกล่าวจะช่วยให้แพทย์สามารถแบ่งระดับผู้ป่วยเนื่องจากความเสี่ยง  ดังนั้นผลที่ได้จากการศึกษานี้จะช่วยปูทางสู่การพัฒนาทางเลือกการรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันอัตโนมัตินี้

English: Bone Density Scan of Individual with ...

English: Bone Density Scan of Individual with Ankylosing Spondilitis. Note: The dark regions between the vertebrae in the joint areas is bone formation through calcification. (Photo credit: Wikipedia)

Read more:

.

Biomarkers may predict the progression of spinal damage in patients with ankylosing spondylitis

June 6, 2012 in Arthritis & Rheumatism

A new study presented today at EULAR 2012, the Annual Congress of the European League Against Rheumatism, has identified five biomarkers that may predict the progression of structural damage in the spine of patients with Ankylosing Spondylitis (AS) who are already at high risk of disease progression.

The German study analysed 64 patients from the German Spondyloarthritis Inception Cohort (GESPIC), due to the presence of radiographic spinal damage (syndesmophytes, the strongest predictor of further damage) and elevated blood level of c-reactive protein (CRP, a marker of systemic inflammation, another recently identified predictor of structural damage progression) at baseline. Patients were divided into two groups, Group I patients (progressors) had syndesmophytes at baseline and new syndesmophyte or syndesmophyte growth after two years. Group II patients (non-progressors) had syndesmophytes at baseline but without progression after two years.

The study found key inter-group differences between the progressors and non-progressors, who were at risk for progression due to the presence of syndesmophytes and elevated CRP at baseline. Those patients whose disease progressed had significantly higher serum levels of the biomarkersmatrix metalloproteinase 3 (MMP3), bone-morphogenetic protein (BMP) 2, procollagen type II N-propeptide (PIINP) and vascular endothelial growth factor (VEGF) and lower levels of the biomarker osteoprotegerin (OPG), indicating that these may predict the progression of structural damage. These data demonstrate that combinations of biomarkers with clinical parameters might help rheumatologists to identify AS patients with bad prognosis already at the early disease stage. Active and appropriate treatment of such patients my improve a long-term outcome and prevent or retard progression of spinal damage.

Dr. Denis Poddubnyy from Charité Universitätsmedizin Berlin, Germany and lead author of the study highlighted the importance of these results: “Knowing more about why certain patients have disease progression is hugely important. Not only will this help us stratify our patients due to risk but may, in the future, pave the way for more treatment options that target specific markers to be developed.”

Patients were assessed via radiographs of the lumbar and cervical spine performed at baseline and after two years of follow up and independently scored by two trained readers. Serum levels of the following biomarkers were examined: CRP, MMP3, sclerostin, Dickkopf 1, periostin, BMP-2, BMP-7, OPG, VEGF, procollagen type I N-propeptide (PINP), PIINP, C-terminal crosslinked telopeptide of type II, bone alkaline phosphatise soluble receptor activator of kB ligand, cartilage oligomeric matrix protein and bone sialoprotein.

AS, together with rheumatoid arthritis and psoriatic arthritis, is one of the three most common forms of inflammatory arthritis. More common in men, AS mainly affects the spine but can also affect other joints, tendons and ligaments. AS describes the condition where some or all of the joints and bones of the spine fuse together. The overall prevalence of AS is 0.5-1% of the general population.

Data from: medicalxpress.com

First person: ‘Chronic illness doesn’t care if it’s your birthday or you’re getting married’

First person: ‘Chronic illness doesn’t care if it’s your birthday or you’re getting married’
By JULIETTE WILLS
UPDATED: 11:15 GMT, 5 March 2012

When sports journalist Juliette Wills was diagnosed with a devastating illness, her relationship and career crumbled under the strain. But despite the relentless pain and her physical limitations she is finding joy and success in new ways

Juliette at her home in Brighton. She has been battling ulcerative colitis and inflammatory arthritis for more than a decade

Yesterday I visited a friend for coffee, cleaned the bathroom and made a pie. Today I woke at dawn, swallowed some painkillers, had to be helped into the bath and was unable to leave the house. Things weren’t always this way, but for the past decade, chronic illness has decided my fate each day. I simply have no say in it. My life-changing moment came in the bathroom of a motel in France in the summer of 1999. I was covering the Formula 1 Grand Prix motor racing season for men’s magazine Loaded. I had already been to Barcelona, with trips to Monaco and Australia coming up. Between races I wrote a football column for a broadsheet. I’d just bought a flat in Brighton. I was 27 years old; happy, independent and fiercely ambitious. I certainly hadn’t expected to see blood in the toilet bowl that morning. Worried, but not panicked, I made a mental note to visit my doctor, and flushed it away.

My whole world went with it. Ulcerative colitis is a debilitating form of inflammatory bowel disease (IBD). There is no cure, but in most cases it can be managed. I cut out wheat and dairy from my diet, upped my vitamin intake to counteract the steroids I’d been ordered to take and started doing yoga. My boyfriend, a ruggedly handsome 1950s throwback, took me out dancing every weekend. I kept fit, and although I was exhausted, I wasn’t in any pain. One morning, six months after my diagnosis, I woke abruptly, engulfed in such excruciating pain around my ribcage that I was unable to catch my breath. I couldn’t bend down to dress myself without screaming as pain shot through my hips. I was sure it had nothing to do with the colitis. This went on for weeks until one evening I passed out, and woke with a raging fever and stomach cramps. I was admitted to hospital where I underwent emergency surgery to remove my large bowel as it had begun to perforate. I came round from the operation to find I had an ileostomy – a blob of small intestine protruding from my stomach, encased in a clear bag.

My hair went grey overnight; my weight fell from eight to six stone. I had tubes and needles inserted into various parts of my anatomy and a 12-inch scar from under my ribcage to my pubic bone. I was repulsed by what had become of my body. My boyfriend visited every day, but once I left hospital three weeks later, our relationship ground to a halt; I needed space, both in an emotional and literal sense. I was in a state of shock, barely speaking to my parents as they did their utmost to care for me, but the pain had gone. Nine months later I went through an eight-hour operation to give me a new internal plumbing system. The ileostomy was removed, and the colitis itself had been dealt with: I could move on and get my career back on track. But within weeks of my recovery from surgery, the same pain was back with a vengeance. It made no sense.

I doubled my prescription painkiller doses, worked when I could and just about kept my head above water. I was too proud to take up my parents’ offer of moving back home; Dad would bail me out if I needed help with a mortgage payment or gas bill. When I experienced a rare whole month of barely any pain, I flew to Las Vegas with friends for a rockabilly break, where I danced every night and rode the roller coasters, the ultimate two fingers up to my illness. Naturally, my frail body didn’t cope and I could barely walk for the last few days of the holiday and the six months that followed.

In 2004, aged 32, I was finally diagnosed with ankylosing spondylitis, a debilitating, chronic inflammatory arthritis, often triggered by IBD, in which the sacroiliac joints (which join the base of the spine to the pelvis) become inflamed. Scar tissue forms in the spaces between vertebrae and eventually they fuse together, causing limited movement of the spine and, in my case, constant, agonising pain in my spine, ribcage, shoulders, neck and hips.

Having tried every treatment to no avail, the local health authority agreed that I could trial a new injectable drug. The pain disappeared overnight then, a few months later, came back with vigour, but sporadically. I had no idea how I would feel from one day to the next; I just pushed myself to do as much as possible whenever I woke up and felt OK, from writing a book to decorating my flat. I had good weeks and bad weeks, and just rode the wave.

Juliette with Gautier on their wedding day

One night, in February 2007, I was introduced to a handsome, brooding, aloof, chain-smoking French guitarist called Gautier at a gig in London. Sparks flew. He visited me in Brighton two weeks later, proffering a typically Gallic shrug when I told him about my illness. I had been told that the effects of this drug on a growing foetus were unknown, so I mustn’t get pregnant; add all the post-surgery scar tissue and the fact that I could barely look after myself and having a child was not an option. Gautier was unfazed, while I was becoming used to having decisions made for me.
I flew to Gautier’s home town in France for his 30th birthday in March. He proposed that weekend. We married on an extraordinarily sunny day in September at Brighton’s Royal Pavilion. A cocktail of prescription painkillers enabled me to stand in my four-inch heels during the ceremony. He already thought me beautiful; it was my determination, I think, that he was beginning to admire.

We had no money for a honeymoon so, instead, we got ourselves a cat. Two summers later, with Gautier in full-time work in the computer games industry and playing in his band, I sold my flat and we bought a 1930s house with a white picket fence in the Brighton suburbs. Over the past year, the effects of my drug appear to be wearing off; I wake up each day at dawn with the pain tearing through me. Some days I manage to go to the supermarket or clean the kitchen, but most mornings I can’t reach my painkillers or get out of bed without Gautier’s help. Although I often have a glazed expression from today’s dihydrocodeine and last night’s diazepam, and walk with an awkward, twisting gait, wearing a slick of red lipstick and my leopard-print coat means I always look OK, even if I’m falling apart. Half the battle is psychological.

Chronic illness is wicked and cruel. It is debilitating, exhausting, destructive, isolating and totally unforgiving. It knows no bounds, and has no mercy. It doesn’t care that it’s your birthday or you’re getting married; it’ll still show up and ruin your day. It’s hard to have hope when you know there’s no cure; near impossible to stay positive with no light at the end of the tunnel. There is no such phrase as ‘when I’m better’, and I am constantly reminded of my own inabilities, surrounded by friends with great careers or new babies. I feel I have no purpose; I’m 39, but neither a career woman nor a mother.

Then I look at Gautier and the cat and think, ‘They’re my purpose, get on with it.’ On the odd days when my pain is manageable, I’ll head to the local RSPCA centre where I take a little dog on a walk, for as long as my hips allow. Maybe I’ll do some washing and bake a cake. If I’m OK to drive, Gautier and I might head to the seafront for brunch or to the zoo as we did on my birthday. On a good day I’ll wear Chanel No 5; on a bad day Gautier puts up with the less attractive scent of Deep Heat.

Wearing a slick of red lipstick means I look OK, even if I’m falling apart. Half the battle is psychological

If my life were a weather report, it would read ‘mostly cloudy, with a few bright spells’, but those bright spells are the moments that keep me going, despite them diminishing rapidly. Still, I have confidence at times where many fit and healthy women don’t: on the beach, despite my scars, I wear a bikini. If anyone stares, I tell them that I was mauled by a bear. When Gautier goes away with his band, I don’t sit at home fretting about what he’s up to, surrounded by free drinks and beautiful women. I trust him implicitly; he gives me no reason not to. On the other hand, I’d understand if he left me for one of them, but if I worried all day, I’d go insane. We are not destitute, but my illness has had a huge impact on my finances. My underwear and beauty products are supermarket own-brand, my Topshop jeans second-hand. I haven’t been to the hairdresser in a decade. I would love to go to New York this summer with Gautier to celebrate my 40th birthday, but we’d have to win the Lottery for that to happen. I’m hoping we can at least afford – and my illness permits – a weekend on the Isle of Wight.

If my parents are the glue that holds me together, Gautier is the Sellotape on top. He is incredibly wise; the calm to my storm. His love gives me emotional stability where there is so much uncertainty elsewhere in my life.

My closest friends, Bo, Alice and Cherry, offer me invaluable emotional support. Sara saves all her magazines for me and Amy brings me chocolates and cuts my hair. I hope that, someday, the good days will outweigh the bad. I hope I will always feel this loved, because that’s what keeps me going. As they say in the film Transformers, ‘Hope for the best, but prepare for the worst’ – because at the end of every bad day, there is always tomorrow.

HOW TO HELP A FRIEND OR RELATIVE WITH A CHRONIC ILLNESS

Chronic illness often means isolation, frustration and, above all else, boredom. While you can’t take away a person’s pain, there are ways in which you can help.
● If the sufferer says they’re too unwell to come out to meet you, don’t offer a glib, ‘Hope you feel better soon’ — pop in to see them instead. This never occurred to my friends until I told them how isolated I felt. I’m often in too much pain to go out but a cup of tea and a gossip does wonders to lift my spirits.
● I struggle with housework but never ask for help. When my parents visit, Dad will mow the lawn or clean my car while Mum runs the Hoover round. If you pop by ‘for a chat’ and just happen to do something useful while you’re there, it’ll be much appreciated.
● If you’ve finished with a book or DVD, pass it on. Chronic illness often means little money.
● Pick up the phone. Tell them you’re thinking of them. Sometimes, it really is that simple.

HOW I HELP MYSELF

● I try not to sweat the small stuff. If the kitchen and bathroom are clean, the washing’s done and there’s food in the house, it’s not the end of the world if there’s a bit of dust.
● I find it very hard to relax, and rarely get more than two to three hours of sleep a night due to pain and a stressed state of mind. Gautier runs me a bubble bath once a week, or sends me to bed early with a good book to help me wind down — for his sanity and mine.
● I remind myself of the mad things I did before I became ill, such as in 1996 when I interviewed the Spice Girls for 90 Minutes football magazine. I showed Victoria a photo of David Beckham to see if she fancied him. She did. ‘Go to Old Trafford with Mel C and buy him a drink in the players’ lounge,’ I told her. ‘I’m going to ask him out for dinner!’ she exclaimed. A few weeks later they duly met in the players’ bar and the rest is history, but I never did get a wedding invitation, despite them both telling the story in their autobiographies. Pah!
● I’m devastated that I can’t dance any more, so I found myself a new interest — working my way through The Masterchef Cookbook. I feel a real sense of achievement when I come up with something fabulous for dinner, even if it’s just for the two of us.

Juliette’s blog is at juliettewills.wordpress.com

Data from: dailymail.co.uk

Children of ankylosing spondylitis systemic symptom

Children of ankylosing spondylitis systemic symptom

อาการของเด็กที่เป็นโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis

high fever symptoms are phases.Chronic disease for low heat usually takes the symptoms, significant weight loss, the whole body is fatigue, muscle atrophy, many local with serious peripheral large joints, and joint axis, hip osteoarthritis symptoms in most see more.A few children have lymph node enlargement, mild or severe anemia.

happened only history of repeated episodes of iris inflammation, can last for years, early iris inflammation can be ankylosing spondylitis only performance, performance for unilateral jealous, pain, photophobia, and black Meng etc, can have eyes, involving heavy appear alternately, duration is commonly 4-6 weeks, iris inflammation usually without sequelae.

serious aortic valve closed not all were rare, individual ankylosing spondylitis have nonspecific block lesions.

spread the chest rib joint affect respiratory function.No serious patients with spinal involvement, the general effect of thoracic range of motion and breathe without change.

and onset form: the disease in older children, male more than female, men and women ratio is about 80%-90% of cases now, other than weeks joint, or as the main symptoms of infection attachment points and general with lower limb is given priority to, have lower back pain, morning stiffness, activities such as the limited symptoms or X-ray sacrocoxitis.Affected joint usually less than 10, few joint see more than many joints, often for one or not symmetrical.

peripheral arthritis: the performance for the single arthritis, few arthritis or attachment point inflammation, sustainable or repeated attacks months and years.More than 85% lower limb joints involved, upper limbs arthritis rare, few arthritis is usually unilateral or asymmetry, many joint general symmetry, for often misdiagnosed for rheumatoid arthritis. And the following disease identification:(1) children ankylosing spondylitis and children of rheumatoid arthritis identify: children of ankylosing spondylitis early clinical performance often meet children of rheumatoid arthritis diagnosis standard. But ankylosing spondylitis always have a positive family history, HLA-B27 positive, arthritis, joint hands with lower limbs as less involvement.We experience, and close examination double sacroiliac joints, such as tenderness, 4 words experiment and often the positive results; Attachment points for both the best identify disease, especially in full, knee weeks the place such as the involvement more meaningful.If three or five years appear joint axis performance, it is not difficult to diagnosis general.

the genetic differences: children of ankylosing spondylitis often SC42 single times type and G1o-1 b dialdehyd enzyme and adult-onset phenotype, a single times for SC31 type and G1o-2 b dialdehyd enzyme phenotype.2, clinical differences: children of ankylosing spondylitis, including sufficient with peripheral joints involved more;And the adult-onset including cervical, thoracic vertebra, square change, and vertebral bone bridge and bone into the joint axis involvement at more see. Children of ankylosing spondylitis sustained or repeated attacks of hip, knee, ankle and between toes arthritis is adult see more, need to do more also hip replacement. In addition, fever, anemia, such as interleukin increased is also see more children.

do not easily identify diagnostic rheumatoid arthritis.

This article from:Disease knowledge

เป็นโรค ankylosing spondylitis เมื่ออายุถึง 40 ปี… ร่างกายจะหยุดการดำเนินโรคได้เอง !!!

ได้อ่านคอลัมน์ปัญหาวิชาการของเว็บไซต์มูลนิธิหมอชาวบ้าน หัวข้อ

โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง

File Name : 288-021
วารสารคลินิก เล่ม : 288
เดือน-ปี : 12/2551
คอลัมน์ : ปัญหาวิชาการ
นักเขียนหมอชาวบ้าน : นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์

ซึ่ง รองศาสตราจารย์ นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ , ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เขียนตอบไว้น่าสนใจมาก

โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง

ถาม ปัจจุบันมีการรักษาโรคข้อกระดูกชนิด ติดแข็งให้หายขาดได้หรือไม่หรือมีวิธีบรรเทาให้ข้อติดกันช้าลงอย่างไรได้บ้างครับ.

สมาชิก

ตอบ โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง (ankylosing spondylitis) เป็นโรคในกลุ่มไขข้ออักเสบเรื้อรังชนิดแข็ง ซึ่งจะมีผลต่อข้อกระดูกหลังและข้อต่อกระดูกเชิงกราน เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับยีนบางชนิด ดังนั้น จึงไม่หายขาด  แต่โชคดีที่โรคดังกล่าวมีการดำเนินโรคจำกัด คือ อาการเริ่มเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และดำเนินต่อจนอายุ 40 ปี จะหยุดการดำเนินโรค ดังนั้นถ้าในช่วงอายุ ดังกล่าวผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการอักเสบของข้อ รักษาการเคลื่อนไหวของข้อที่สำคัญไว้ได้ เช่น ข้อสะโพก ข้อต่อกระดูกชายโครง (เพื่อการขยายตัวของปอด) ก็จะให้ผลการพยากรณ์โรคดี. โดยในระยะแรกอาจต้องใช้ยาลดอาการอักเสบช่วย ซึ่งปัจจุบันมียาดีๆ หลายขนาน แต่ที่สำคัญคือ การปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ เพราะโรคดังกล่าวจะทำให้การขยายตัวของปอดไม่ดี การสูบบุหรี่ยิ่งทำให้ปอดทำงานลดลง หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าเดียวนานๆ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเน้นการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรง เช่น การว่ายน้ำ การขี่จักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้ข้อมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ และฝึกการหายใจ มีท่าออกกำลังกายเฉพาะอีกหลายชนิด ซึ่งสามารถขอคำปรึกษาได้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู.

ข้อมูลจาก www.doctor.or.th

 

related link:

Ankylosing Spondylitis (A.S.)

ตามรอยแพทย์นักบริหารดีเด่น…รศ.นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ 

Ankylosing Spondylitis- mdguidelines

Good news… you don’t have to put up with that bad back

Good news… you don’t have to put up with that bad back

By ANGELA EPSTEIN
UPDATED: 22:01 GMT, 17 December 2011

Britain is a nation with a bad back. Recent research revealed that 80 per cent of Britons have one or more bouts in their lifetimes, and the condition is the single most common reason we see a doctor.

In most cases, treatment will be as simple as taking a paracetamol and trying to get on with the day. But in some instances, there could a more serious cause.

Dr Catherine Mathews, consultant  rheumatologist at The BMI Blackheath Hospital in London, says: ‘In very rare instances, back pain can be symptomatic of something sinister, such as cancer or tuberculosis. If you suffer with back pain, your first stop should always be your GP.

‘If back pain is unrelenting and there whether you rest, are active or lying down, or it disturbs your sleep, you need to get  it investigated.’

The good news is that many instances of back pain are easily treatable and need not lead to long-term misery. Here, with the help of leading experts, we find out what your back could be trying to tell you .  .  .

MY BACK HURTS WHEN I HAVE TO STAND FOR A LONG TIME 

IT COULD BE OSTEOARTHRITIS OF THE SPINE

This is a degenerative disease that affects the cartilage which coats the bones at the end of joints. Sometimes, the wear and tear of osteoarthritis also puts pressure on the nerves extending from the spinal column, causing weakness and pain in the arms or legs.

Osteoarthritis of the spine usually doesn’t happen until about the age of 45.

‘As well as causing a dull ache on standing, many sufferers feel it when they set out on a walk,’ says Professor Alan Silman, of Arthritis Research UK. ‘It may ease off after ten minutes or so. Many sufferers also find pain disappears by mid-morning but then creeps up again from mid-afternoon if they have been sitting at their desk for a long time.’

TREATMENT

‘Losing weight will help as this will ease pressure on the back,’ says Prof Silman. ‘Any exercise that stretches the back  muscles and the muscles of the abdominal wall will help. Try lying on your back with your knees pulled alternatively into your chest. Do this ten times.’

Sitting in one place for a prolonged period also puts pressure on the back.

Physiotherapist Sammy Margo says: ‘When you sit at your desk, make sure your bottom is at the back of your chair. Using a TENS machine [transcutaneous electrical nerve stimulation] such the Lloyds Pharmacy Back Pain Reliever, may also help. This works by passing harmless electrical signals into the lower back from its pads, blocking the body’s pain signals. Try to do about 20 to 30 minutes of aerobic exercise every day, such as swimming, walking or cycling to maintain flexibility.’

STABBING PAIN OR SPASM IN THE SIDE OF THE BACK

IT COULD BE A PULLED MUSCLE

This happens when the back muscles are strained or even torn, usually as a result of a single incident. Sufferers often remember the instant the pain started and relate it to a particular situation.

‘The pain is normally on one side as it will relate to a specific area, rather than emanating from the spine,’ says Margo. If the pain does come from the spine, it could have been caused by nerve irritation to the joints or ligament.

TREATMENT

You may need to rest for a day if the pain is really bad, but start moving as soon as you can, otherwise the muscles can become immobilised and the problem gets worse.

‘Use ice, an ice spray or gel for about seven minutes on the affected area, three to four times a day. Do this for the first 36 hours to reduce inflammation, then switch to heat treatment which will help relax the muscles,’ says Margo.

IT’S NOT JUST MY BACK, BUT MY LEGS THAT HURT

IT COULD BE SCIATICA

Leg pain, numbness or weakness that starts in the low back and travels down the sciatic nerve in the leg is known as sciatica. The pain is likely to be constant in one side of the buttock or leg and is made worse by sitting.

Sciatica is commonly caused by a slipped disc, when the spinal discs that act as cushions between the bones of the spine move and press on the nerves. If you have a slipped disc, it may hurt when you cough.

TREATMENT

‘Most slipped discs resolve themselves spontaneously as the disc heals itself,’ says Dr Karl Gaffney, consultant rheumatologist at The Norfolk and Norwich University Hospital. ‘It’s important to try gentle exercise such as swimming which won’t put pressure on the back but which will keep you mobile.’

Margo suggests: ‘You can alleviate leg pain at night by sleeping with a pillow between your knees. Hot packs applied to the back such as Thermacare Heat Wraps may help as these provide heat and support to the area.

‘For women, wearing tight knickers or leggings can offer support. If the condition goes on for six weeks or more, your specialist may suggest injections of steroids into the spine to reduce inflammation.’

MY BACK PAIN IS SO UNBEARABLE IT’S MAKING ME FEEL SICK

IT COULD BE KIDNEY STONES

These are tiny grains of waste products that crystallise and collect around the inside of the kidney, causing nausea and back pain. ‘The pain is always on one side and is severe if not overwhelming,’ says Dr Mathews. ‘You can identify your kidneys by putting your hands on the top of your hip bones with your thumb behind your back.’

TREATMENT

Pain from small kidney stones may last only a few hours and is likely to stop when the stone is passed into the urine. Stones that don’t pass can be treated by extracorporeal shock wave lithotripsy (ESWL) X-rays. Ultrasound is used to pinpoint the stone, then a machine sends shock waves of energy to break it into smaller pieces so it can be passed.

Aches: Certain symptoms may be other serious medical conditions such as kidney or gall stones

MY BACK AND NECK FEEL STIFF, PARTICULARLY IN THE MORNING

IT COULD BE ANKYLOSING SPONDYLITIS (AS)

This is a form of arthritis in which the spinal joints and ligaments and the joints at the base of the spine become inflamed.

‘This condition affects more men than women and usually happens in our 20s and 30s. It is also characterised by pain above the buttocks which can sometimes be on one side and sometimes on the other,’ says Dr Gaffney. ‘The pain usually gets better as the day wears on.’

The condition is also associated with  people who suffer from psoriasis, and colitis (inflammation of the colon).

TREATMENT

Stay active to improve your posture and range of spinal movement, as well as preventing your spine from becoming stiff and painful.

‘Try rotation exercises such as swivelling your hips or twisting your waist,’ says Margo. ‘And practise walking with your hands behind your back as this will make you stand tall.

‘Good posture is really important because it means that even if you stiffen up, you will be doing so in the most supportive position.’

Dr Gaffney says: ‘There is also a new class of drugs called biologics for those with severe pain which work by switching off the infection. However, this is usually a treatment of last resort as there are potentially quite severe side effects.’
Data from: dailymail.co.uk

นักวิทยาศาสตร์ปลดล็อคพันธุศาสตร์ความผิดปกติของข้อในผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (ankylosing spondylitis)

นักวิทยาศาสตร์ปลดล็อคพันธุศาสตร์ความผิดปกติของข้อในผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (ankylosing spondylitis)

การศึกษาความร่วมมือระหว่าง the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium และ the Wellcome Trust Case Control Consortium มีหนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับการยืนยันเป็นครั้งแรกของการปฏิสัมพันธ์ของยีน ที่พบในมนุษย์

โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด Ankylosing spondylitis เป็นโรคทางภูมิคุ้มกันอัตโนมัติ autoimmune disease ในสหราชอาณาจักร์ UK พบว่าผู้ชายทุก 200 คนจะเป็นโรค AS 1 คน, ผู้หญิงทุก 500 คนจะเป็นโรค AS 1 คน พบมากในช่วงวันรุ่นตอนปลายถึงช่วงอายุยี่สิบต้น ๆ โรคนี้ไม่เพียงส่งผลต่อกระดูกสันหลังแต่ยังกระทบข้อ, เส้นเอ็น, จุดเกาะเอ็น อื่น ๆ มีบ้างที่กระทบต่อระบบอื่น ๆ ด้วย เช่น ตา, ปอด, ลำไส้, หัวใจ

ขณะนี้การศึกษาดำเนินการในสหราชอาณาจักร UK, ออสเตรเลียและอเมริกาเหนือเปรียบเทียบจีโนมของ 3023 เคส กับกลุ่มควบคุม 8779 เคสที่มีสุขภาพดี มีการระบุชุดของภูมิภาคทางพันธุกรรม series of genetic regions ที่เกี่ยวข้องใหม่ในการเกิดโรค การค้นพบนี้ได้รับการยืนยันในกลุ่ม independent cohort 2,111 เคสและ กลุ่มควบคุม 4483 เคส ผลที่ได้มีการเผยแพร่ในวารสาร Nature Genetics

ศาตราจารย์ ปีเตอร์ ดอลเนลลี จาก  the Wellcome Trust Centre for Human Genetics, ประธานบริหาร the Wellcome Trust Case Control Consortium กล่าวว่า “ต้องขอบคุณผู้ป่วยข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis กว่า 5,000 คน ที่ได้ให้ตัวอย่าง DNA  เราจึงสามารถที่จะดำเนินการการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของพันธุศาสตร์ความเจ็บปวดและโรคแบบปิด. มันเผยให้เห็นมุมมองใหม่ของโรคที่สำคัญและบางเคสก็น่าแปลกใจ”

การศึกษานี้ สามารถระบุ regions of the genome ออกมา 3 รีเจียนส์ คือ – RUNX3, LTBR และ TNFRSF1A  ซึ่งในทางพันธุกรรมสายพันธุ์มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis    นอกจากนี้พวกเขาพบว่ามีอีกสี่ ยีน ที่มีแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกัน คือ : PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 และ CARD9

เช่นเดียวกับนอกจากความเข้าใจของพันธุศาสตร์ต้นแบบของอาการของโรค การค้นพบหลักฐานสำคัญที่เป็นกระบวนการเฉพาะ โดยที่สัญญาณจะถูกส่งภายในเซลล์ — ที่รู้จักกันดีเรียกว่า IL – 23R pathway– เกี่ยวข้องกับความผิดปกติและอาจเป็นเป้าหมายสำหรับยารักษาโรค

การศึกษานอกจากนี้ยังมีเบาะแสว่าทำไมตัวแปรพันธุกรรมเฉพาะที่รู้จักกันดีคือ HLA – B27  จึงมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค นักวิทยาศาสตร์ได้รู้จักกันมาเกือบสี่สิบปีที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญนี้จะเพิ่มความเสี่ยงของการพัฒนาเป็นโรคนี้ ผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis  9 ใน 10 คน มีตัวแปรนี้ ในขณะที่ไม่ใช่ทุกคนที่มีตัวแปรนี้จะพัฒนาไปจนเกิดอาการ ผู้ที่มีตัวแปรมีโอกาสเกิดอาการ 80 เท่าของผู้ที่ไม่มีตัวแปรนี้ แม้จะรู้อย่างนี้แล้ว แต่เราก็ยังไม่รู้ว่ากลไกของแต่ละตัวแปรทำให้เกิดอาการได้อย่างไร

นักวิจัยพบว่า ตัวแปรของยีน ERAP1 โต้ตอบกับ HLA – B27  จะมีผลต่อความไวต่อการเกิดโรค — หนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับการยืนยันเป็นครั้งแรกของการปฏิสัมพันธ์ของยีน-ยีนมนุษย์ examples of gene-gene interaction seen in humans     สำหรับผู้ที่มียีน HLA – B27 มีความเสี่ยงของการพัฒนาเป็นโรคข้อสันหลังอักเสบลดลงโดยตัวแปรที่สี่ ถ้าหากพวกเขายังมีสองสำเนาของตัวแปรป้องกัน ERAP1 (two copies of the protective variants of ERAP1)

ERAP1 มีบทบาทในการทำให้โปรตีนในร่างกายกลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียกว่าเปปไทด์ ยีนที่มีการโต้ตอบกับ HLA – B27 ให้ผลต่อเปปไทด์เหล่านี้ทำงานกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย   นี้เป็นกระบวนการที่จำเป็นสำหรับการเกิดการตอบสนองภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคที่บุกรุก  แต่เมื่อมันไปผิดที่ผิดทางผลคือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้เกิดการอักเสบและเกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อ นักวิจัยพบว่าตัวแปรบางส่วนของ ERAP1 ช่วยป้องกันอาการของ ankylosing spondylitis โดยการลดจำนวนของเปปไทด์ที่มี HLA – B27 ภายในเซลล์ นักวิจัยเชื่อว่า ERAP1 อาจช่วยรักษาอาการของโรคได้

นักวิจัยได้วิเคราะห์พันธุกรรม ตัวแปรของผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis แต่ละบุคคลซึ่งไม่มีตัวแปรยีน HLA – B27 พบว่าเกี่ยวข้องกับจีเนติค รีเจียนส์บางรีเจียนส์ genetic regions  เป็นครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ถูกพบในบุคคลที่มี HLA-B27 เป็นลบ (ไม่มียีน HLA-B27) การค้นพบเหล่านี้บ่งชี้ความคล้ายคลึงกันมากระหว่าง การมี HLA-B27 เป็นบวก และพัฒนา ankylosing spondylitis เป็นลบ

ศาสตราจารย์ แมทท์ บราวน์ จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์, ออสเตรเลีย, กล่าวว่า :”งานของเราจะแสดงมูลค่าที่ดีของการร่วมมือการวิจัยพันธุศาสตร์กับการตรวจสอบการทำงานเพื่อตรวจสอบชีววิทยาพื้นฐานซึ่งนำไปสู่​​โรคที่พบบ่อยเช่น ankylosing spondylitis, สาเหตุของปริศนาที่มีอยู่นาน
 
“ในเวลานี้ ขณะที่เรามีการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการอักเสบของโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis แต่เราก็ยังไม่มีการรักษาโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติดอย่างเป็นจริงเป็นจังเพื่อเกิดผลที่ดีขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดเรื้อรัง, การสูญเสียเคลื่อนไหวที่เด่นชัดและความพิการ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยทั่วไปของโรคนี้  เราต้องระมัดระวังเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาที่มีค้นพบเหล่านี้ แต่ก็ยังเป็นขั้นตอนที่มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ถูกต้อง.”

ศาสตราจารย์อลัน ซิลแมน, ผู้อำนวยการแพทย์ของ Arthritis Research UK ซึ่งได้รับการสนับสนุนการทำงานเบื้องต้นสำหรับการวิจัยทางพันธุศาสตร์กล่าวว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ แต่เพิ่มว่ามันจำเป็นจะต้องติดตามผลก่อนความสำคัญการวัดทางคลินิกจะถูกวัด “เรากำลังสนับสนุนการทำงานอย่างคร่ำเคร่งจำเป็นต้องตรวจสอบหรือว่าตั้งจุดประสงค์ทางพันธุกรรม (genetic)เหล่านี้ เป็นไปได้ที่จะมีโอกาสพบวิธีการรักษาใหม่ ๆ “เขากล่าว

การศึกษาได้รับการสนับสนุนโดย Arthritis Research UK , Wellcome Trust และ the Oxford Comprehensive Biomedical Research Centre ankylosing spondylitis chronic disease cohort.

 

อ่านเพิ่มเติมด้านล่าง

Unlocking the genetics and biology of ankylosing spondylitis

A study involving over 5,000 people living with the joint disorder ankylosing spondylitis has identified a series of genetic variants associated with increased susceptibility to the condition as well as providing new clues to how the condition may be treated in the future.

The study, a collaboration between the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium and the Wellcome Trust Case Control Consortium, also provides one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

Ankylosing spondylitis is an autoimmune disease that affects as many as one in 200 men and one in 500 women in the UK, typically striking people in their late teens and twenties. While it mainly affects the spine, it can also affect other joints, tendons and ligaments. More rarely, it can affect other areas, such as the eyes, lungs, bowel and heart.

Now, a study carried out in the UK, Australia and North America comparing the genomes of 3,023 cases against those of 8,779 healthy controls has identified a series of genetic regions newly implicated in the disease. The findings were confirmed in an independent cohort of 2,111 cases and 4,483 controls. The results are published in the journal Nature Genetics.

Professor Peter Donnelly from the Wellcome Trust Centre for Human Genetics, Chair of the Wellcome Trust Case Control Consortium says: “Thanks to over 5,000 people with ankylosing spondylitis who have provided DNA samples, we were able to undertake the largest study of the genetics of this painful and often disabling disease. It revealed important, and in some cases surprising, new insights into the disease.”

The study identified three regions of the genome – RUNX3, LTBR and TNFRSF1A – in which genetic variants were strongly associated with ankylosing spondylitis. In addition, they found a further four which are likely candidates: PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 and CARD9.

As well as furthering our understanding of the genetics underlying the condition, the findings also strengthen evidence that a particular process by which signals are transmitted within cells – known as the IL-23R pathway – is involved in the disorder and could be a target for drugs.

The study also provided clues as to why a particular genetic variant known as HLA-B27 is associated with the disease. Scientists have known for almost forty years that this variant significantly increases the risk of developing the disease. Nine out of ten people with ankylosing spondylitis carry the variant. Whilst not everyone with the variant develops the condition, those who carry the variant are up to eighty times more likely to develop it than non-carriers. Yet despite this knowledge, the mechanism by which the variant causes the disease is still unknown.

The researchers found that variants of the gene ERAP1 interact with HLA-B27 to affect disease susceptibility – one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans. For individuals who carry HLA-B27, their risk of developing ankylosing spondylitis decreases by a factor of four if they also carry two copies of the protective variants of ERAP1.

ERAP1 plays a role in breaking down proteins within the body into smaller molecules known as peptides. The gene interacts with HLA-B27 to affect how these peptides are presented to the immune system. This is an essential process for mounting an immune response to invading pathogens, but when it goes awry it can result in the immune system causing inflammation and damaging tissue. The researchers found that some variants of ERAP1 protect against the development of ankylosing spondylitis by reducing the amount of peptide available to HLA-B27 within cells. The researchers believe that inhibiting ERAP1 may help treat the condition.

The researchers also analysed the genetic make-up of individuals with ankylosing spondylitis who did not carry the HLA-B27 variant and found associations with several genetic regions, the first time that associations have been found in HLA-B27 negative individuals. These findings indicate considerable similarity between the way HLA-B27 positive and negative ankylosing spondylitis develop.

Professor Matt Brown from the University of Queensland, Australia, says: “Our work shows the great value of partnering genetics research with functional investigations to determine the basic biology which leads to common diseases such as ankylosing spondylitis, the causes of which have remained an enigma for so long.

“At the moment, whilst we have effective treatments to suppress the inflammation in ankylosing spondylitis, we have no treatment to substantially improve its long-term outcome, particularly the chronic pain, marked loss of movement and disability and that are common consequences of this disease. We must be cautious about the promise that these findings offer, but they are a promising step in the right direction.”

Professor Alan Silman, Medical Director of Arthritis Research UK , which funded the preliminary work for the genetics research said the study was important, but added that it needed to be followed up before its significance could be measured clinically. “We’re supporting further intensive work needed to investigate whether these genetic targets could offer scope for novel treatment approaches,” he said.

The study was funded in part by Arthritis Research UK, the Wellcome Trust and the Oxford Comprehensive Biomedical Research Centre ankylosing spondylitis chronic disease cohort.

 Data from

 

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง

(เมดิคอล เอ็กซ์เพรส) การศึกษาผู้ป่วยข้อสันหลังอักเสบยึดติดที่มีอาการความผิดปกติของข้อมากกว่า 5000 คน ทำให้แยกชุดของตัวแปรทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับความเร็วในการพบอาการผิดปกติของข้อเพิ่ม เช่นเดียวกันกับพบเบาะแสใหม่ที่จะรักษาอาการป่วยได้ในอนาคต

อ่านเพิ่มเติมด้านล่าง

 

Scientists unlock genetics of joint disorder ankylosing spondylitis

(Medical Xpress) — A study involving over 5,000 people living with the joint disorder ankylosing spondylitis has identified a series of genetic variants associated with increased susceptibility to the condition as well as providing new clues to how the condition may be treated in the future.

A series of genetic variants associated with the joint disorder ankylosing spondylitis has been identified in a study involving Oxford University researchers. The findings provide new clues as to how the condition may be treated in the future.

The study, a collaboration between the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium and the Wellcome Trust Case Control Consortium, also provides one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

Professor Peter Donnelly from the University of Oxford, Chair of the Wellcome Trust Case Control Consortium, says: ‘Thanks to over 5,000 people with ankylosing spondylitis who have provided DNA samples, we were able to undertake the largest study of the genetics of this painful and often disabling disease. It revealed important, and in some cases surprising, new insights into the disease.’

Ankylosing spondylitis is an autoimmune disease that affects as many as one in 200 men and one in 500 women in the UK, typically striking people in their late teens and twenties.

While it mainly affects the spine, it can also affect other joints, tendons and ligaments. More rarely, it can affect other areas, such as the eyes, lungs, bowel and heart.

New genes identified

The new research, carried out in the UK, Australia and North America, compared the genomes of 3,023 people with ankylosing spondylitis against those of 8,779 healthy controls. This identified a series of new genetic regions implicated in the disease. The findings were then confirmed in an independent cohort of 2,111 cases and 4,483 controls. The results are published in the journal Nature Genetics.

The researchers identified three regions of the genome – RUNX3, LTBR and TNFRSF1A – in which genetic variants were strongly associated with ankylosing spondylitis. In addition, they found a further four which are likely candidates: PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 and CARD9.

The findings also strengthen evidence that a particular process by which signals are transmitted within cells – known as the IL-23R pathway – is involved in the disorder and could be a target for drugs.

Insight into disease processes

The study provided clues as to why a particular genetic variant known as HLA-B27 is associated with the disease.

Scientists have known for almost 40 years that this variant significantly increases the risk of developing the disease. Nine out of ten people with ankylosing spondylitis carry the variant. Whilst not everyone with the variant develops the condition, those who carry the variant are up to 80 times more likely to develop it than non-carriers. Yet despite this knowledge, the mechanism by which HLA-B27 causes the disease is still unknown.

The researchers found that variants of the gene ERAP1 interact with HLA-B27 to affect disease susceptibility – one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

For individuals who carry HLA-B27, their risk of developing ankylosing spondylitis decreases by a factor of four if they also carry two copies of the protective variants of ERAP1.

ERAP1 plays a role in breaking down proteins within the body into smaller molecules known as peptides. The gene interacts with HLA-B27 to affect how these peptides are presented to the immune system.

This is an essential process for mounting an immune response to invading pathogens, but when it goes awry it can result in the immune system causing inflammation and damaging tissue.

The researchers found that some variants of ERAP1 protect against the development of ankylosing spondylitis by reducing the amount of peptide available to HLA-B27 within cells. The researchers believe that inhibiting ERAP1 may help treat the condition.

The researchers also analysed the genetic make-up of individuals with ankylosing spondylitis who did not carry the HLA-B27 variant and found associations with several genetic regions, the first time that associations have been found in HLA-B27 negative individuals.

Data from : Medical Xpress

 

ความก้าวหน้าทางพันธุกรรมกับอาการเกี่ยวกับกระดูกข้อสันหลัง

โดย นินา ลาคานิ

11 กรกฎาคม 2554

ความก้าวหน้าทางพันธุกรรมทำให้รู้สาเหตุของภาวะกระดูกสันหลังที่รักษาไม่หาย อาจจะช่วยคนหนุ่มสาวนับหมื่นหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดและความพิการ          นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริสตอล ได้ค้นพบยีนเจ็ดชนิด ที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis (AS), โรคข้ออักเสบจากภูมิคุ้มกันอัตโนมัติ (auto-immune) ที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อที่ทำให้สุขภาพทรุดโทรมในกลุ่มทดลอง 200,000 คน

การค้นพบนี้ปูทางสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคที่ดีกว่าและการรักษาโรคแบบใหม่ และยังสามารถพิสูจน์อาการอื่น ๆ ที่สำคัญ ตามการวิจัย Nature Genetics

มีสองยีนจากเจ็ดยีนทางพันธุกรรมยังมีส่วนเกี่ยวข้องในโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันอัตโนมัติอื่น ๆ (auto-immune diseases) ที่พบบ่อย ได้แก่ Crohn’s disease และ coeliac disease ชาวยุโรปทุก 200 คนจะเป็นโรค AS หนึ่งคน และพบมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงสามเท่า

อาการโดยทั่วไป มีแนวโน้มที่เห็นชัดเจนในวัยรุ่นตอนปลายหรือช่วงอายุ 20 ต้น ๆ คืออาการปวดตึงหลัง ปวดหลังช่วงล่าง นอกจากนี้ยังมีการอักเสบของข้ออื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น กระดูกเชิงกราน, คอ, สะโพกและหัวเข่า

อ่านเพิ่มเติมข้างล่าง

Genetic breakthrough for spine condition

By Nina Lakhani

Monday, 11 July 2011

A genetic breakthrough into the causes of an incurable spine condition could help tens of thousands of young people to avoid pain and disability. Scientists from the University of Bristol have discovered seven genes involved in ankylosing spondylitis (AS), an auto-immune arthritis that causes debilitating joint pain for 200,000 Britons.

The findings pave the way for better diagnostic tests and new treatments, but could also prove important for other conditions, according to research in Nature Genetics.

Two of the seven genetic mutations are also involved in other common auto-immune diseases including Crohn’s disease and coeliac disease. AS affects one in every 200 Europeans, and is three times more common in men than women.

Common symptoms, which tend to manifest themselves in the late teens or early 20s, include episodes of severe stiffness and pain in the lower back, although the pelvis, neck, hip and knees can also be affected.

 

หมายเหตุ ผู้แปลไม่ใช่นักแปลอาชีพและไม่ได้ทำงานด้านการแพทย์ กรุณาอย่านำข้อความภาษาไทยข้างต้นไปใช้อ้างอิงทางวิชาการ

การศึกษา การตรวจ HLA-B27 โดยวิธี Flow cytometry (วารุณี คุณาชีวะ, นิภาพรรณ ลี้ตระกูล)

การศึกษา การตรวจ HLA-B27 โดยวิธี Flow cytometry

วารุณี คุณาชีวะ, นิภาพรรณ ลี้ตระกูล

 

 

 

บทคัดย่อ

ได้มีการศึกษาความสัมพันธ์ของ human leukocyte antigen (HLA) กับโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคข้อกระดูกสันหลังแข็งอักเสบยึดติด (ankylosing spondylitis: AS) พบว่ามีความสัมพันธ์สูงมากกับ HLA-B27 ดังนั้นการตรวจเพื่อให้ทราบสถานะของ HLA-B27 จึงมีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยผู้ป่วยโรคนี้ การตรวจ HLA-B27 โดยทั่วไปใช้วิธี microlymphocytotoxicity วิธีนี้สิ้นเปลืองเวลาและวัสดุ และผู้ตรวจต้องมีประสบการณ์สูง ปัจจุบันมีการพัฒนาวิธี flow cytometry มาตรวจ HLA-B27 โดยใช้ monoclonal anti-HLA-B27 ที่ conjugated ด้วยสารเรืองแสง การศึกษาในครั้งนี้ได้นำตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วย ที่ทราบว่าเป็น HLA-B27 บวกจำนวน 35 ราย และที่เป็น HLA-B27 ลบจำนวน 48 ราย มาตรวจโดยวิธี flow cytometry โดยนำเลือดครบส่วนมาย้อมด้วย anti-HLA-B27-FITC/B7-PE วิเคราะห์ผลเทียบกับวิธี microlymphocytotoxicity test นอกจากนั้น ยังได้นำตัวอย่างเลือดจำนวน 53 ตัวอย่างที่ยังไม่เคยตรวจ HLA-B27มาตรวจด้วยวิธี flow cytometry ผลการตรวจตัวอย่างเลือด ที่ทราบชนิดของ HLA-B27 ได้ผลตรงกันทั้งสองวิธีแต่ในตัวอย่างเลือดที่ยังไม่ทราบชนิดของ HLA-B27 ตรวจพบ HLA-B27 บวก จำนวน 3 ราย HLA-B27 ลบ จำนวน 48 ราย และมีตัวอย่างเลือดอีก 2 รายที่ให้ผลอยู่ในช่วงที่แปลผลไม่ได้ ไม่สามารถระบุว่าเป็น HLA-B27 บวกหรือ HLA-B27 ลบ ผลการตรวจด้วยวิธี flow cytometry ในการทดลองครั้งนี้ พบว่าเป็นวิธีที่ตรวจได้ง่าย เหมาะสำหรับการตรวจในงานประจำ แต่จำเป็นต้องมีวิธีการตรวจยืนยันด้วยวิธีมาตรฐานในกรณีที่ผลการวิเคราะห์คลุมเครือจากวิธี flow cytometer วารสารเทคนิคการแพทย์เชียงใหม่ 2549; 39: 44-53.

อ่านวิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม

ข้อมูลจาก: วารสารเทคนิคการแพทย์เชียงใหม่ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 กันยายน 2549

ระบบ HLA (The HLA Complex) โดย พญ.ดร.ณัฏฐิยา พิมทะโนทัย

ระบบ HLA (The HLA Complex)

พญ.ดร.ณัฏฐิยา พิมทะโนทัย 

 

  

บทนำ
Major histocompatibility complex (MHC) คือ บริเวณที่เป็นที่ตั้งของกลุ่มยีน ที่ถูกค้นพบครั้งแรกจากการทดลองในหนู ว่ามีความสำคัญมาก ในการกำหนดการตอบรับ หรือปฎิเสธ เนื้อเยื่อ (tissue rejection) โดยพบว่า เกิดจากคุณสมบัติของ Classical MHC molecule หรือ MHC antigen ซึ่งเป็นโมเลกุลสำคัญ ที่สร้างจากยีนบน MHC โมเลกุลเหล่านี้ แสดงออกบนพี้นผิวเซลล์ (cell surface molecule) และมีรูปแบบแตกต่างกันมาก (highly polymorphic) ในหนูหรือบุคคลที่มี MHC ต่างชนิดกัน จะไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายเนื้อเยื่อแก่กันได้ เราเรียก MHC ในหนู ว่า “H-2” ส่วน MHC ในคน มีชื่อเรียกว่า “human leukocyte antige (HLA)” เนื่องจากโมเลกุลจำพวกนี้ ถูกค้นพบครั้งแรกบนผิวของเม็ดเลือดขาวในคน การศึกษาต่อมาพบว่า นอกจากคุณสมบัติที่เกี่ยวกับ tissue rejection แล้ว MHC มีความสำคัญมาก ในการควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน จนได้ชื่อว่าเป็น Immune response (Ir) gene โดยที่ MHC Class I molecules ทำหน้าที่นำเสนอ Antigenic peptides ที่มาจาก endogenous pathway ให้แก่ CD8+ T Cell ในขณะที่ Class II molecules จะนำเสนอ Antigenic peptides จาก endocytic หรือ exogenous pathway แก่ CD4+ T cell นอกจากนี้ MHC ยังเป็นปัจจัยสำคัญ ที่เป็นตัวกำหนด T cell repertoire ในบุคคลหนึ่งๆ จากกระบวนการ positive และ negative selection ในบทนี้ จะเน้นถึงความสำคัญของ MHC โมเลกุล ต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รวมทั้งความสัมพันธ์ต่อโรคต่างๆ ด้วย โดยจะกล่าวถึงเฉพาะ MHC ของคน นั่นคือระบบ HLA
 
ลักษณะทางพันธุกรรมของระบบ HLA
กลุ่มยีน HLA (HLA Complex) อยู่บน short arm ของโครโมโซมคู่ที่ 6 โดยครอบคลุม บริเวณถึง 4 Mb (4,000 kb) กลุ่มยีนนี้ประกอบด้วย 3 บริเวณสำคัญๆ นั่นคือ class I (2,000 kb) และ class II (1,000 kb) และ class III (1,000 kb) (รูปที่ 1) ในแต่ละบริเวณก็ประกอบไปด้วยยีน หลาย locus (หมายเหตุ: “Genetic locus” (พหูพจน์=loci) คือชื่อเรียกตำแหน่งของยีนแต่ละตัวบนโครโมโซม แต่ละบริเวณประกอบด้วยยีนจำนวนมาก)
 
รูปที่ 1 ลักษณะการเรียงตัวของกลุ่มยีน HLA
 
“กลุ่ม Class I” ประกอบด้วย ยีนสำคัญๆ 3 กลุ่ม ได้แก่ classical HLA class I ยีน (HLA-A, HLA-B, และ HLA -C) , non-classical HLA class I ยีน (HLA-E, HLA-F, และ HLA-G) และ class I chain related ยีน (MICA และ MICB) “กลุ่ม Class II” ประกอบด้วย classical HLA class II ยีน (HLA-DR, HLA-DP, และ HLA-DQ) , non-classical HLA class II ยีน (HLA-DM และ HLA-DO ) (ถ้าศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม จะพบว่า ยีนในกลุ่ม HLA-C นี้ยังประกอบไปด้วย locus สำหรับ a และ b chain ได้แก่ DRA, DRB, DQA, DQB, DPA, DPB locus เป็นต้น) นอกจากนี้ยังมี LMP และ TAP ยีนซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการ antigen processing“กลุ่ม Class III” ประกอบด้วยยีนที่สร้างองค์ประกอบของระบบ complement (Bf, C2, C4A, C4B), tumor necrosis factor (TNF), และ Steroid 21-hydroxylase enzymes (21-OH) เป็นต้นในบทนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดเฉพาะ “Classical HLA genes” นั่นคือ HLA-A, HLA-B, HLA-C genes ซึ่งจะควบคุม และกำหนดการสร้าง HLA class I molecule ที่พบอยู่บนพื้นผิวเซลล์ที่มีนิวเคลียส เกือบทุกชนิดในร่างกาย และ HLA -DR, HLA-DP, HLA-DQ genes ซึ่งควบคุม และกำหนดการสร้าง HLA class II molecule บนผิวเซลล์ของ Antigen presenting cell ต่างๆ ได้แก่ B lymphocyte, macrophage, และ dendritic cell รวมทั้ง บน activated T lymphccyte ด้วย
 
การแสดงออกของ HLA
เนื่องจากกลุ่มยีนบน HLA complex เรียงอยู่บนบริเวณที่ใกล้ชิดกันมาก จนการเกิด recombination ระหว่างยีน บน chromosome เดียวกัน ในช่วง meiotic division เกิดขึ้นน้อยมาก ดังนั้นกลุ่มยีนนี้ จึงมักจะถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปยังบุตร ไปพร้อมกันทั้งบริเวณ เราเรียก Genetic unit ซึ่งถูกถ่ายทอดไปด้วยกันบนแต่ละโครโมโซมว่า “HLA haplotype” โดยจะประกอบด้วย HLA-A, -B -C และ -D loci รูปแบบของยีนที่ต่างกันในแต่ละ locus เรียกว่า “allele” โดยทั่วไปยีนในแต่ละ locus อาจจะมีรูปแบบเดียว (monomorphic) หรือ หลายรูปแบบ (polymorphic) ลักษณะที่สำคัญ อย่างหนึ่งของ HLA gene คือ เป็นยีนที่มีปริมาณ alleles ในแต่ละ locus จำนวนมาก (highly polymorphic) ในแต่ละบุคคลจะได้รับการถ่ายทอดแต่ละ haplotype จากทางพ่อและแม่ HLA gene จากทั้ง 2 haplotype จะแสดงออกอย่างเท่าเทียมกัน (co-dominantly expression) HLA haplotype ทั้งสองที่ได้รับการถ่ายทอดมา จะประกอบกันเป็นลักษณะทางพันธุกรรมของ HLA ในบุคคลนั้นๆ เรียกว่า “HLA genotype” ส่วนลักษณะที่แสดงออกจริงเรียกว่า “HLA phenotype” ซึ่งคือ HLA molecules บนพี้นผิวเซลล์ โดยสามารถตรวจได้ด้วย Antibody ยกตัวอย่างเช่น แต่ละบุคคลจะมี HLA -A, -B, -C อย่างละ 2 โมเลกุล HLA-DR, -DQ, -DP อย่างน้อยอย่างละ 2 โมเลกุลเช่นกัน (รูปที่ 2)หมายเหตุ: แต่ในบาง haplotype อาจมีจำนวน DR โมเลกุลได้มากกว่า 2 โมเลกุล
 
รูปที่ 2 การแสดงออกของ HLA molecule บนผิวเซลล์
 
HLA Polymorphism
MHC molecule มีความหลายหลายมากในแต่ละ species โดยกลไกของ Gene polymorphism นั่นคือการมีรูปแบบของยีนหลายชนิด (multiple alleles) บนยีนตำแหน่ง (locus) หนึ่งๆ โดยแต่ละ allele จะมี DNA sequence ที่ต่างกัน ซึ่งก็จะแสดงออกมาเป็นโมเลกุลที่มีลักษณะต่างกัน ความแตกต่างของ amino acid ระหว่าง allele อาจมีได้มากถึง 20 ตัว เป็นที่น่าสังเกตว่าความแตกต่างนี้ จะเกาะกลุ่มกันในบริเวณ peptide-binding region ซึ่งเป็น functional site ของ HLA molecule เป็นส่วนใหญ่ จำนวน alleles ในแต่ละ locus มีจำนวนแตกต่างกัน บาง locus มีจำนวน allele มากกว่า 200 alleles วิธีตรวจสอบ allele ที่ต่างกันของ HLA molecule นั้น สามารถตรวจได้โดยใช้ Antibody ซึ่งอาจได้มาจากหญิงที่เคยตั้งครรภ์แล้วหลายๆ ครั้ง ซึ่งจะมี Antibody ต่อ HLA ของบุตร หรือใช้ monoclonal antibody ต่อ HLA molecule แต่ละชนิด นอกจากนี้ ยังอาจตรวจได้โดยวิธี mixed lymphocyte reaction สำหรับ HLA class II molecule แต่ในปัจจุบันนี้ สามารถตรวจความแตกต่างในระดับ DNA แทนระบบการเรียกชื่อ HLA ในอดีต ประกอบด้วย “ชื่อ locus” ตามด้วย “หมายเลข” ได้แก่ HLA-A1, HLA-A2 , HLA-DR1 เป็นต้น โดยตัวเลขจะบ่งถึงลำดับการค้นพบ HLA ชนิดนั้นๆ ส่วนใหญ่เป็นการค้นพบโดยใช้ Antibody (Serological defined) ข้อจำกัดของวิธีนี้คือ Antibody มีความจำเพาะจำกัด และไม่สามารถแยก HLA ทุก allele ได้ เมื่อการตรวจสอบทาง DNA ซึ่งเป็นการตรวจ HLA gene เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ระบบการเรียกชื่อของ HLA จึงเปลี่ยนเป็น “ชื่อ locus” ตามด้วย “เครื่องหมายดอกจัน” และ “ตัวเลข”โดยที่ตัวเลข 2 ตัวแรก มักจะตรงกับตัวเลขเดิม จากการตรวจทาง Serology ยกตัวอย่างเช่น HLA-A*0101 หรือ HLA-A*0102 เป็น alleles ที่จะถูกบ่งชี้ว่าเป็น HLA-A1 molecule ด้วยวิธีทาง serology ส่วนตัวเลขหลักที่ 3 และ 4 บ่งถึงลำดับที่ allele นั้นถูกค้นพบ ในบางกรณี จะมีตัวเลขลำดับที่ 5 เพื่อใช้บ่งถึงการเปลี่ยนแปลงของ nucleotide ที่ไม่ทำให้ amino acid เปลี่ยนแปลง (silent change) เช่น DQA1* 05011 และ DQA1 *05012 ที่มีลักษณะโครงสร้างโปรตีน เหมือนกันทุกประการ แต่มีความแตกต่างกันที่ระดับ nucleotide 1 ตำแหน่ง (ดูตัวอย่างรายชื่อของ HLA alleles ในตารางที่ 1) จากการศึกษาการแสดงออกของ allele ต่างๆ ในประชากร ทำให้พบลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของ HLA gene นั่นคือ allele บางตัวของ locus หนึ่ง มีแนวโน้มที่จะพบร่วมกับ allele บางตัว ของอีก locus หนึ่ง มากกว่าที่ควรจะเป็น โดยลักษณะนี้มีชื่อเรียกว่า “linkage disequilibrium”
 
ตารางที่ 1 ตัวอย่างชื่อ HLA alleles ที่ใช้ในปัจจุบัน
HLA-A HLA-B HLA-DR
Serological defined DNA typing defined Serological defined DNA typing defined Serological defined DNA typing defined
A1 A*0101-0106 B7 B*0701-0720 DR1 DRB1*0101-0106
A2 A*0201-0241 B8 B*0801-0810 DR3 DRB1*0301-0317
A3 A*0301-0305 B15 B*1501-1559 DR4 DRB1*0401-0434
A11 A*1101-1106 B27 B*2701-2720 DR12 DRB1*1201-1206
 
HLA Class I และ Class II โมเลกุล และยีนที่เกี่ยวข้อง
HLA โมเลกุล เป็น glycoprotein บนผิวของเซลล์ โดยจะยึดติดกับเซลล์ด้วยส่วน transmembrane ทั้ง class I และ class II มีลักษณะโครงสร้างและหน้าที่คล้ายคลึงกัน โดยจะจับกับ antigenic peptide เป็น stable complex และนำเสนอต่อ T cell receptor บนผิวของ T lymphocyte
 
5.1 ลักษณะโครงสร้างของ HLA Class I โมเลกุล
HLA Class I โมเลกุล ประกอบด้วย a chain สายยาว 1 สาย ซึ่งเชื่อมต่อแบบ non-covalent กับ b2-microglobulin (b2M) chain a chain เป็น polymorphic glycoprotein ขนาด 45 kD ซึ่งถูกสร้างมาจาก HLA-A, -B, และ -C loci บนยีน HLA complex ส่วน b2M เป็น protein ขนาดเล็ก (12 KD) สร้างจากยีนนอก HLA complex ทั้งสอง chain นี้มีความสำคัญต่อความมั่นคง (stability) และ การแสดงออกของ HLA molecule จะเห็นว่า ในหนูที่มีความผิดปกติของ b2M gene โดยมี HLA gene ที่ปกติ ก็จะไม่มี HLA class I โมเลกุล แสดงอยู่บนพี้นผิวเซลล์ a chain ประกอบ ด้วย

1) Extracellular domain ซึ่งยังแบ่งเป็น 3 domain เป็น a 1 , a 2 และ a 3 โดยแต่ละ domain ประกอบด้วย ~90 amino acid
2) Transmembrame domain (~40 amino acid) และ
3) Cytoplasmic domain (~30 amino acid) (ดูรูปที่ 3)
 
โดยที่ a 1 และ a 2 domain ประกอบเข้าด้วยกันเป็นร่องสำหรับ bind กับ peptide ลักษณะโครงสร้าง 3 มิติของ peptide binding cleft (groove) แสดงให้เห็นว่า a 1 และ a 2 domain ประกอบกันโดยมีพื้นเป็นสาย ลักษณะแบบ Beta-pleated strands 8 สาย และ ล้อมรอบ 2 ข้างด้วย Alpha helix (รูปที่ 4) ในขณะที่ a 3 และ a 2M มีลักษณะโครงสร้าง 3 มิติเป็น b pleated sheets 2 แผ่น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ Ig domains และมีส่วนที่จับกับ CD8 molecule บน a3 domain
 
5.2 ลักษณะโครงสร้างของ HLA Class II โมเลกุล
Class II โมเลกุล ประกอบด้วย polypeptide chains 2 ชนิด นั่นคือ a chain (33 KD) และ b chain (28kD) ซึ่งจับกันด้วย non-covalent interaction เป็น a b heterodimer HLA Class II มีลักษณะโครงสร้างเหมือนกับ class I โดยประกอบด้วย extracellular domain, transmembrane และ cytoplasmic segments (รูปที่ 3) แต่ละ chain แบ่งเป็น 2 ส่วน นั่นคือ a1, a2, และ b1, b2 ตามลำดับ และมีส่วนที่จับกับ CD4 molecule บน b2 domain ส่วน Peptide binding groove ประกอบด้วย a1 และ b1 (รูปที่ 4) โดยมีข้อแตกต่างสำคัญข้อหนึ่งที่ควรรู้ คือ ร่องของ Class I จะมีลักษณะปิดที่มุมทั้ง 2 ข้าง แต่ร่องของ Class II เปิดกว้างออกที่มุมทั้ง 2 ข้าง จึงสังเกตได้ว่า peptide ที่ bind กับ HLA class I จะมีความยาวค่อนข้างคงที่ และขนาดสั้น แค่ประมาณ 9-10 amino acid ในขณะที่ peptide ที่ bind กับ HLA class II จะมีความยาวได้ตั้งแต่ 14-30 amino acid เนื่องจาก peptide สามารถยื่นออกมาภายนอกร่องได้ทางมุมทั้ง 2 ข้าง โดยอาจ เปรียบเทียบได้ว่า ลักษณะเหมือน hotdog (รูปที่ 4)หมายเหตุ: เป็นที่น่าสนใจว่านักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า class II molecule มีลักษณะเป็น dimer นั่นคือเขาพบ class II สองโมเลกุล ตกผลึกมาด้วยกัน ในกระบวนการที่ใช้ในการศึกษารูปร่างของ molecule นี้ ถึงแม้ยังไม่มีหลักฐาน เพิ่มเติมแน่ชัดว่า dimer นี้ เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ (in vivo) นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า dimer นี้ อาจมีความสำคัญในการช่วยให้มีการรวมตัวกัน (aggregation) ของ TCR หรือ CD4 molecule บนผิวของ T cell ซึ่งสำคัญต่อกระบวนการส่งต่อสัญญาณใน T cell Cell
 
รูปที่ 3 แผนภูมิแสดงส่วนประกอบของ ก) HLA Class I และ ข) Class II molecule
 
รูปที่4 ลักษณะโครงสร้าง3 มิติของ Peptide binding groove ของ HLA molecule ซึ่งประกอบด้วย alpha helixs สองข้างบนฐานที่เกิดจากสาย beta-pleated strands แปดเส้น รวมทั้งแสดงถึงการ วางตัวของ Peptide ก) Peptide ขนาดสั้นอยู่ภายในร่องปลายปิดของ HLA Class I และ ข) Peptide ขนาดยาวกว่า สามารถยื่นปลายทั้งสองข้าง ออกมาจากร่องปลายเปิดของ HLA Class II ได้
 
5.3 ลักษณะการเรียงตัวของ Exons ใน HLA Class I และ Class II genes
ยีนแต่ละชนิดของกลุ่มยีน HLA ประกอบด้วย หลาย exon โดยแต่ละ exon จะถอดรหัส (encode) เป็นโปรตีนแต่ละส่วน (รูปที่5) ดังนี้

  • Exon ที่ 1 คือ leader exon ซึ่งจะถ่ายทอดเป็น signal peptide สั้นๆ มีหน้าที่ช่วยนำ mRNA เข้าสู่ ER เพื่อสร้างเป็น polypeptide และส่วน signal peptide นี้ก็จะถูกตัดออกไปโดย enzyme ใน ER หลังจาก polypeptide ถูกสร้างเสร็จแล้ว
  • Exon 2, 3, 4 จะถ่ายทอดเป็น a หรือ b domain ดังแสดงรายละเอียดในรูปที่ 5
  • Exon ที่เหลือถ่ายทอดเป็นส่วน Transmembrane, Cytoplasmic และ 3′ Untranslated region ตามลำดับ
รูปที่ 5 ลักษณะการเรียงตัวของ exon และ protein domain ต่างๆ ของ ก) HLA Class I และ ข) HLA Class II
(TM = Transmembrane domain; CY = Cytoplasmic domain; 3’UT = 3′ Untranslated region)
 
คุณสมบัติ Peptide-binding ของ HLA โมเลกุล
หน้าที่ที่สำคัญ ของ HLA โมเลกุล คือความสามารถที่จะจับ (bind) และนำเสนอ (present) antigenic peptides ได้แก่ T cells เพื่อก่อให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ต่อ antigen นอกจากนี้ HLA ที่แสดงออกในแต่ละบุคคล ยังเป็นตัวกำหนด T cell repertoir ของคนนั้นๆ เนื่องจาก T cell ที่เจริญเติบโต จะต้องผ่านกระบวนการ positive และ negative selection โดย self peptide และ self MHC บน epithelial cells และ dendritic cells ใน thymus เฉพาะ T cell ประมาณ 5% เท่านั้น ที่รอดพ้นออกมาเป็น mature T cell ในกระแสเลือด
 
6.1 Peptide Binding Region
ได้มีผู้สนใจศึกษาคุณสมบัติการจับกับ peptide ของ HLA molecule อย่างมากมาย นักวิทยาศาสตร์พบว่า HLA แต่ละชนิด (allele) จะจับกับ peptide ที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่าง โดยจะขึ้นกับลักษณะร่องที่จะจับกับ peptide (peptide-binding groove or cleft) ของ HLA molecule นั้นๆ การศึกษาลักษณะโครงสร้าง 3 มิติอย่างละเอียด ของ HLA molecule บางชนิด (ได้แก่ HLA-A2, HLA-DR1) พบว่า peptide binding cleft มีลักษณะเป็น pocket (รูปที่6) ที่ประกอบขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่ม amino acid ที่อยู่บน beta-pleated sheet หรือ alpha helix ของ HLA molecule ซึ่งจะรองรับ side chain ของ amino acid ที่ยื่นมาจาก peptide เราเรียก amino acid สำคัญบน peptide ซึ่งเป็นตัวยึด peptideไว้ใน binding groove ว่า “anchor residues” (รูปที่7) อย่างไรก็ตาม ลักษณะการจับของ peptide ต่อ HLA หนึ่งๆ มีความซับซ้อนมากกว่านี้ Side chain ของ amino acid ตัวอื่นๆ ที่ไม่ใช่ anchor residue ก็มีผลต่อการ binding ด้วย ลักษณะเฉพาะที่สำคัญๆ ที่บ่งถึงคุณสมบัติของ peptide ที่จะสามารถ bind ใน groove ของ HLA molecule แต่ละ allele มีชื่อเรียกว่า “peptide binding motif” ของ HLA นั้นๆ การศึกษา binding motif นี้ สามารถนำไปใช้ประยุกต์ในการค้นหา peptide เพื่อใช้พัฒนา vaccine ใหม่ๆ หรือเพื่อใช้รักษาโรคทาง immune ต่างๆ ได้
 
รูปที่ 6

peptide binding cleft มีลักษณะเป็น pocket ที่ประกอบขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่ม amino acid ที่อยู่บน beta-pleated sheet หรือ alpha helix ของ HLA molecule แต่ละ pocket ใหญ่ๆ ที่สำคัญจะตรงกับ side chain ของ peptide ตำแหน่งที่ 1, 4, 6, 7, และ 9 ดังแสดงในรูป

 
 
รูปที่ 7

ภาพ peptide binding cleft ของ HLA molecule พร้อม peptide ที่อยู่ในร่อง
A) ภาพมองจากด้านบน
B) มองจากด้านข้าง แสดงให้เห็น amino acid สำคัญบน peptide ซึ่งเป็นตัวยึด peptideไว้ใน binding groove ที่เรียกว่า “anchor residues” (ลูกศรสีแดง)

 
 
6.2 การ Process และ Present peptide ของ HLA molecule
HLA class I molecule ทำหน้าที่นำเสนอ peptide ให้แก่ CD8+ T cell โดยทั่วไปจะเป็น peptide จาก protein ภายในเซลล์ (endogenous protein) ที่ถูกย่อยสลายใน cytoplasm ซึ่งได้แก่ peptide จากไวรัส หรือ peptide จากเซลล์มะเร็ง โดยจะถูกย่อยสลายด้วย LMP complex ( Large Multifunctional Proteinase complex) หรือ proteosome แล้วส่งผ่านไปยัง TAP( transporter of antigenic peptides) เพื่อเข้าสู่ endoplasmic reticulum (ER) หลังจากนั้น peptide จึงสามารถจับกับ MHC class I molecule ซึ่งถูกสร้างจาก ER เฉพาะ class I molecule ที่จับกับ peptide จะมีความคงทน (stability) และเคลื่อนที่ไปยังผิวเซลล์ได้ (รูปที่ 8)
 
รูปที่ 8 แผนภูมิแสดง Processing และ Presentation pathway
ของ HLA class I molecule
 
HLA class II molecule มีหน้าที่สำคัญในการนำเสนอ peptide ให้แก่ CD4+ T cell peptide ส่วนใหญ่มาจาก protein ภายนอกเซลล์ ( exogenous protein ) ซึ่งถูกนำเข้ามาในเซลล์ผ่าน endocytic pathway ในขณะเดียวกัน class II molecule ถูกสร้างจาก ER พร้อมกับมีโปรตีนชื่อ invariant chain (Ii) จับอยู่กับ class II molecule โดยชั่วคราว เพื่อป้องกันการจับกับ self peptide ส่วนของ peptide บน Ii ที่จับอยู่บน peptide-binding groove มีชื่อเรียกว่า CLIP (class II- associated invariant chain peptide) Complex นี้ จะผ่าน Golgi network และเข้าสู่ endocytic pathway Ii จะหลุดออกจาก class II molecule จากภาวะกรด และเอ็นไซม์ภายใน endosome รวมทั้งจากการทำงานของ DM molecule ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนการจับของ exogenous peptide ซึ่งอยู่ใน endocytic pathway กับ CLIP จากนั้น class II molecule ที่จับกับ peptide จึงจะเคลื่อนตัวไปยังผิวเซลล์ เพื่อนำเสนอให้กับ T cell ต่อไป (รูปที่9)
 
รูปที่ 9 แผนภูมิแสดง Processing และ Presentation pathway
ของ HLA class II molecule
 
ความสัมพันธ์ระหว่าง HLA โมเลกุลและโรคต่างๆ
เนื่องจาก HLA เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ที่มีผลต่อระบบภูมิต้านทานของร่างกาย จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่มีผู้พบความสัมพันธ์ระหว่าง HLA กับโรคต่างๆ มีทั้งต่อโรคภูมิต้านทานต่อตนเอง (autoimmune disease) และ โรคติดเชื้อ (infection disease) ทั้งในด้าน susceptible หรือ resistant ต่อโรคนั้นๆ ในปัจจุบัน การศึกษาความสัมพันธ์ของ HLA และโรคต่างๆ ได้ช่วยเพิ่มความเข้าใจถึง ความสำคัญของปัจจัยทางพันธุกรรมของบุคคล ต่อการเกิดโรคบางชนิด
 
7.1 ทฤษฎีที่ใช้อธิบายกลไกที่ HLA มีผลต่อการเกิดโรคต่างๆ
1. Mimicry hypothesis : HLA แอนติเจนบางชนิด อาจมีส่วนคล้ายคลึงกับแอนติเจนจากเชื้อโรคบางชนิด ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันซึ่งจะไม่รับรู้ HLA แอนติเจน เพราะเป็น Self antigen ก็จะไม่มีการตอบสนองต่อแอนติเจนของสิ่งติดเชื้อนั้นไปด้วย จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พบ ความสัมพันธ์ระหว่าง HLA allele บางชนิด กับ susceptibility ต่อโรคติดเชื้อได้2. Recepter hypothesis : ได้มีผู้เสนอความคิดว่า HLA บางชนิด อาจทำหน้าที่เป็น recepter ต่อ virus และทำให้เกิดโรคได้ 3. Autogenic peptide : ในกรณีของ Autoimmune disease ได้มีผู้เสนอทฤษฎีว่า HLA บางชนิด อาจมีความสามารถที่จะนำเสนอ Autogenic peptide ที่เป็นตัวสำคัญในการก่อโรคได้ หรือ peptide ที่เกิดจากการสลายตัวของ HLA แอนติเจนนั้น สามารถทำหน้าที่เป็น Autogenic peptide ได้เอง 4. Selection hypothesis : เนื่องจาก HLA molecule เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนด T cell recepter จากกระบวนการ selection ใน Thymus ทฤษฎีนี้เชื่อว่า ผลจาก Thymic selection ในบุคคลที่มี HLA บางชนิด อาจก่อให้เกิด T cell ที่มีศักยภาพที่จะทำลายเนื้อเยื่อตนเอง มากกว่าปกติ

5. Other HLA-linked genes: นอกจากนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโรคต่างๆ กับ HLA อาจเป็นความสัมพันธ์กับยีนอื่น ที่ถ่ายทอดอย่างใกล้ชิดไปกับ HLA gene

 
7.2 ความสัมพันธ์ระหว่าง HLA และ Autoimmune disease
จากการสังเกตพบว่า HLA allele(s) บางชนิด พบได้มากหรือน้อยกว่าปกติ ในโรค autoimmune ต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สนใจศึกษาถึงกลไกระดับโมเลกุล ที่จะสามารถอธิบายถึงความสัมพันธ์นี้ อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่าง HLA และ autoimmune disease ที่สำคัญ ได้แสดงไว้ใน ตารางที่ 2
 
ตารางที่ 2 ตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่าง HLA และ autoimmune disease ที่สำคัญ
DISEASE HLA ALLELE(S)
Ankylosing spondylitis B27
Goodpasture’s syndrome DR2
Graves’ disease DR3
IDDM DR3/DR4 heterozygous
Rheumatoid arthritis DR4
Pemphigus vulgaris DR4
Hashimoto’s thyroiditis DR5
 
จะเห็นว่า นอกจากความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเด่นชัด ระหว่าง โรค Ankylosing spondilitis กับ HLA-B27 ซึ่งเป็น HLA class I นั้น โรคส่วนใหญ่มักพบว่า มีความสัมพันธ์กับ class II (HLA-DR ) อย่างไรก็ตามโรค autoimmune ไม่ได้เกิดกับบุคคลที่มี susceptible HLA allele ทุกคน สามารถอธิบายได้จากความรู้ปัจจุบันว่า HLA เป็นปัจจัยหนึ่ง ชึ่งทำให้บุคคลนั้นๆ มีแนวโน้มที่จะเกิด ภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อตนเองได้ แต่การเกิดโรค autoimmune เกิดจากปัจจัยอื่นด้วย ดังนั้น การเกิดโรคในแต่ละบุคคลจึงแตกต่างกันไป จะเห็นได้ว่า เราไม่สามารถใช้ HLA molecule เป็นตัวช่วยที่ดี ในการวินิจฉัยโรคได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโรค Autoimmune มีลักษณะการแสดงออกของโรคที่หลากหลาย (heterogeneity) และ HLA ก็เป็น Marker อันหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์กับการแสดงออกบางชนิด เช่น ผู้ป่วย rheumatoid arthritis ที่มี DW4 หรือ DW14 จะมีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าที่จะมี progressive joint destruction ดังนั้น HLA genotype อาจจะมีความสำคัญมากกว่า ในด้านการพยากรณ์ลักษณะการแสดงออกของโรค (clinical course) เพื่อช่วยตัดสินการรักษา (รูปที่ 10)
 
รูปที่10 USE OF HLA GENOTYPE IN A DECISION-TREE
APPROACH TO RHEUMATOID ARTHRISTIS THERAPEUTICS
RA, Rheumatoid arthristis; ACR, American College of Rheumatology, whose criteria are used to define the diagnosis of RA based on clinical and laboratory parameters.
 
ในขณะเดียวกัน ได้มีผู้ศึกษากลไกระดับโมเลกุล เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง HLA และกลไกในการเกิดโรคต่างๆ มากมาย โดยหวังว่าความรู้นี้ จะสามารถนำมาใช้ในการพัฒนา immunotherapy ที่ดีขึ้น หรือ เฉพาะต่อโรค มากขึ้นได้ ดูทฤษฎีที่ใช้อธิบายในปัจจุบันนี้ในหัวข้อ 7.1
 
7.3 ความสัมพันธ์ระหว่าง HLA กับโรคติดเชื้อต่างๆ
บทบาทที่สำคัญของ HLA molecule ในการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อต่างๆ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ใช้อธิบายว่า ความหลากหลายของ HLA molecules เกิดขึ้นเนื่องจากการคัดเลือกตามธรรมชาติ (natural selection) เพื่อให้เกิดการนำเสนอ antigenic peptides ที่หลากหลาย จากจุลชีพต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ หลักฐานที่ใช้สนับสนุนทฤษฎีนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก การศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง HLA ต่อโรคติดเชื้อต่างๆ ไม่ค่อยพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญชัดเจน เหมือนใน autoimmune disease ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ปัญหานี้อาจเนื่องมาจาก

1) การศึกษาส่วนใหญ่ มีขนาดประชากรที่รวมในกลุ่มศึกษาจำนวนไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถค้นพบความสัมพันธ์ที่มีอยู่ได้ นอกจากว่าความสัมพันธ์นั้น มีนัยสำคัญที่สูงมาก
2) ความแตกต่างของจุลชีพสายพันธ์ต่างๆ ในแต่ละภูมิภาค อาจทำให้ค้นพบความสัมพันธ์ที่ต่างกันในแต่ละท้องที่ ทำให้มีความสับสนในการแปลผลได้
3) การศึกษาส่วนใหญ่ มุ่งเน้นถึงการค้นหาความสัมพันธ์ต่อ HLA เฉพาะบาง allele

ในปัจจุบันนี้มีผู้แนะนำว่า ความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญอย่างแท้จริง น่าจะเป็นต่อกลุ่ม HLA alleles ที่มีลักษณะการจับกับ peptide (binding motif) ที่เหมือนกัน หรือต่อลักษณะ Heterogeneous ของ HLA ซึ่งทำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น ตามทฤษฎี natural selection

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่าง HLA ทั้งในด้านบวก และลบ ต่อโรคติดเชื้อบางชนิด ก็ได้มีรายงานไว้ (ดูตัวอย่างในตารางที่ 3) การศึกษาถึงกลไกระดับโมเลกุล ที่จะอธิบายความสัมพันธ์นี้ จะมีความสำคัญมาก ที่อาจนำไปสู่การค้นพบการรักษา หรือวัคซีนใหม่ๆ ต่อโรคนั้นๆ ตัวอย่างการศึกษาหนึ่งเกิดจากสมมุติฐานที่ว่า”protective HLA molecule มีความสำคัญ เนื่องจากความสามารถของ molecule นั้น ที่จะจับและนำเสนอ immunodominant peptide ที่สำคัญจากจุลชีพ และทำให้เกิดภาวะภูมิต้านทานที่มีประสิทธิภาพ สามารถป้องกัน หรือทำให้เกิดโรคที่รุนแรงน้อยลง ในบุคคลที่มี HLA allele นั้นๆ ได้” การศึกษานี้มีชื่อเรียกว่า “Reverse Immunogenetic” โดยเริ่มจาก HLA molecule ที่สนใจ และพยายามที่จะค้นหา peptide ที่สำคัญ ที่อยู่บนร่องของ HLA molecule นั้น ซึ่งอาจจะสามารถนำมาใช้เป็นวัคซีนได้ต่อไป Peptide หนึ่ง ชื่อ 1s6 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจาก liver-stage antigen-1 (LSA-1) ของ malaria antigen ได้ถูกค้นพบ ด้วยวิธีดังกล่าวนี้ จากความสามารถในการจับกับ HLA-B53 ซึ่งเป็น protective allele ต่อมาลาเรียขั้นรุนแรง ใน Africa และทำให้เกิด CTL ซึ่งสามารถทำลายเซลตับที่ติดเชื้อมาลาเรียได้ดี ในปัจจุบัน LSA-1 ก็เป็น Antigen เป้าหมายหนึ่ง ที่สำคัญในการพัฒนาวัคซีนต่อมาลาเรีย

จะเห็นว่าการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง HLA และโรคต่างๆ มีความสำคัญ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในทางคลีนิค ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น นอกจากนี้ ความรู้พื้นฐานในคุณสมบัติการนำเสนอ peptide ของ HLA ยังได้มีการนำใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ใช้ค้นหา immunodominant epitope จาก Antigen ที่สนใจ รวมทั้งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง epitope เพื่อประโยชน์ ทางการรักษา และพัฒนาวัคซีน เป็นต้น

 
ตารางที่ 3 ตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่าง HLA ทั้งในด้านบวกและลบต่อโรคติดเชื้อบางชนิด
DISEASE HLA ALLELE(S) POPULATION
MALARIA B53, DRB1*1302 GAMBIA
TUBERCULOSIS DR2 INDIA, RUSSIA, INDONESIA
LEPROSY DR2 INDIA
HIV PROGRESSION B35, A1-B8-DR3,
B27
USA, EUROPE
HEPATITIS B PERSISTENCE DRB1*1302 GAMBIA, GERMANY
HEPATITIS C PERSISTENCE DR5 ITALY, UK
 
หนังสืออ้างอิง
1. Abdulkadir, S.A., V. Casalaro, S.S. Lisa, Z. Song, and S.J. Ono. (1996) The Major Histocompatibility Complex genes and their transcriptional regulation in MHC molecules. In MHC molecules: Expression, Assembly, and Function. R.G. Urban and R.M. Chicz, editors. R.G. Landes Company, Austin, Texas. 9-34.
2. Beck S (1999) Sequence organisation of the class II region of the human MHC. Immunol.Rev.167:201-210
3. Cresswell P (1999) The nature of the MHC class I peptide loading complex. Immunol.Rev.172:21-28
4. Engelhard VH (1994) Structure of peptides associated with class I and class II MHC molecules.Annu.Rev.Immunol. 12:181-207
5. German RN (1996) Processing and presentation of endocytically acquired protein antigens by MHC class II and class I molecules. Immunol.Rev. 151:5-30
6. Germain, R.N. (1999) Antigen Processing and Presention. In Fundamental Immunology. W.E. Paul, editor. Lippincott-Raven Press, Philadelphia. 287-340.
7. Hansen, T.H., B.M. Carreno, and D.H. Sachs. (1993) The Major Histocompatibility Complex. In Fundamental Immunology. W.E. Paul, editor. Raven Press, New York. 577-628.
8. Hill, A.V., J. Elvin, A.C. Willis, M. Aidoo, C.E. Allsopp, F.M. Gotch, X.M. Gao, M. Takiguchi, B.M. Greenwood, A.R. Townsend, and et al. (1992) Molecular analysis of the association of HLA-B53 and resistance to severe malaria. Nature 360:434.
9. Hill, A.V. (1998) The immunogenetics of human infectious diseases. Annu.Rev.Immunol. 16:593.
10. Hughes, A.L., M. Yeager, and M. Carrington. (1996) Peptide binding function and the paradox of HLA disease associations. Immunol.Cell Biol. 74:444.
11. Janeway, C.A.J. and P. Traver. (1997) Immunobiology: The Immune System in Health and Disease. Garlan Publishing Inc. New York and London.
12. Jones EY (1998) Recognition surfaces of MHC class I. Immunol.Rev. 163:121-128
13. Kuby, J. (1994) Immunology. W. H. Freeman and Company, New York.
14. Lawlor DA (1990) Evolution of class-I MHC genes and proteins: from natural selection to thymic selection. Annu.Rev.Immunol. 8:23-63
15. Madden DR (1995) The three-dimensional structure of peptide-MHC complexes. Annu.Rev.Immunol. 13:587-622
16. Margulies, D.H. (1999) The Major Histocompatibility Complex. In Fundamental Immunology. W.E. Paul, editor. Lippincott-Raven Press, Philadelphia. 263-286.
17. Nepom, G.T. (1995) Class II antigens and disease susceptibility. Annu.Rev.Med. 46:17.
18. Nepom GT (1991) MHC class-II molecules and autoimmunity. Annu.Rev.Immunol. 9:493-525
19. Shiina T (1999) Genome sequencing analysis of the 1.8 Mb entire human MHC class I region. Immunol.Rev. 167:193-199
 

ข้อมูลจาก : ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

http://www.cai.md.chula.ac.th/lesson/lesson4503/index.html

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด AS รวมถึง โรคข้อสันหลังอักเสบที่จำแนกประเภทไม่ได้ Undifferentiated Spondyloarthropathy โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึดรวมถึง Undifferentiated Spondyloarthropathy*

(Guideline for Anti-TNF Therapies in Ankylosing Spondylitis Including Undifferentiated Spondyloarthropathy)*

 สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

 

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ายาในกลุ่ม anti-TNF agents มีประสิทธิภาพดีทั้งในระยะสั้น และระยะยาวในการรักษาโรค ankylosing spondylitis (AS) ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน แต่เนื่องจากยากลุ่มนี้มีราคาแพงและต้องใช้ต่อเนื่องระยะยาว แม้จะมีข้อมูลสนับสนุน ด้านความคุ้มค่าของการใช้ยากลุ่มนี้ แต่เป็นการศึกษาในประเทศที่มีรายได้มวลรวมประชาชาติสูง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้ยากลุ่มนี้ในประเทศไทย จึงต้องใช้ยาให้เหมาะสมตามข้อบ่งชี้ มีกระบวนการติดตามเพื่อประเมินประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของยาในระยะยาว

โรค AS เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่ม spondyloarthropathy (SpA) เกณฑ์การวินิจฉัยโรคใน ปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่มาก เพราะ New York Criteria เป็นเกณฑ์การวินิจฉัยโรคที่ออกแบบเพื่อ คัดเลือกผู้ป่วยเข้ามาศึกษาในงานวิจัยเกณฑ์การวินิจฉัยโรคต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงภาพถ่ายรังสี ซึ่งในระยะแรกอาจยังตรวจไม่พบ และผู้ป่วยบางรายมีข้ออักเสบเป็นอาการเด่นกว่าอาการปวดหลัง ทำให้การวินิจฉัยโรคมักล่าช้าไป 5-10 ปี ส่งผลถึงผลการรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทยจึงเห็นชอบให้ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรค AS ของ The European Spondyloarthropathy Study Group ด้วยอีกเกณฑ์หนึ่งซึ่งจะทำให้ผู้ป่วย AS ในระยะแรก (early AS) อาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น undifferentiated SpA (uSpA) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มโรคเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรกเนื่องจากการรักษาโรคในระยะแรกจะให้ผลลัพธ์ของโรคดีกว่ารักษาเมื่อมีอาการรุนแรงหรือเกิดภาวะทุพพลภาพเรียบร้อยแล้ว

 วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้การรักษาผู้ป่วย AS และ  uSpA  ด้วยยากลุ่ม anti TNF  agents  เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

2. เพื่อให้ผู้ป่วย AS และ uSpA ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ anti TNF agents ทั้งด้าน ประสิทธิภาพ (efficacy) และความปลอดภัย (safety)

3. เพื่อให้ความคุ้มค่า (cost-effectiveness) จากการรักษาด้วยยา anti TNF agents

กลุ่มเป้าหมาย

1. สำหรับอายุแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่มและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรค AS และ uSpA เพื่อให้การใช้ยากลุ่ม anti-TNF agents เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

2. สำหรับแพทย์ทั่วไป พยาบาลวิชาชีพชำนาญการด้านการดูแลผู้ป่วยโรคข้อ และ บุคคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการเฝ้าติดตามผลข้างเคียงจากการใช้ยา กลุ่มนี้

แนวทางปฏิบัติการใช้anti-TNF agents ในโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด(ankylosing spondylitis) รวมถึงundifferentiated spondyloarthropathy*

 1.  ข้อบ่งชี้ (indication) (ตารางที่1)

ตารางที่ 1 แผนผังแสดงการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents  ใน AS และ USpA

ตารางที่ 1 แผนผังแสดงการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน AS และ USpA

 ผู้ป่วยจะต้องมีคุณสมบัติครบเกณฑ์ทุกข้อดังต่อไปนี้

  •  ได้รับการวินิจฉัยโรค AS ครบถ้วนตามเกณฑ์ของ Modified New York criteria (ภาคผนวกที่14) หรือ The European Spondyloarthropathy Study Group Criteria (ภาคผนวกที่15)
  •  ได้รับการวินิจฉัยโรค undifferentiated SpA (uSpA) ครบถ้วนตามเกณฑ์ของ ESSG (ภาคผนวกที่16)
  •  อยู่ในระยะกำเริบโดยมี Bath Ankylosing Spondylitis Disease Activity Index (BASDAI) > 4 หน่วย(ภาคผนวกที่12) และมีค่า physician global assessment > 2 (ภาคผนวกที่ 10)
  • ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน

               ในกรณีเป็น peripheral joint involvement ต้องไม่ตอบสนองต่อ NSAIDs อย่างน้อย 2 ชนิดภายใน ระยะเวลา 3 เดือน และ ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา DMARDs ≥ 2 ชนิด โดยแต่ละชนิดต้องใช้ใน ขนาดมาตรฐานอย่างน้อย 3 เดือน (ภาคผนวกที่17) และ ในกรณีที่เป็น oligoarthritis หรือ enthesitis จะต้องไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย local steroid injection อย่างน้อย 2 ครั้ง(ถ้าไม่มีข้อห้าม) ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย (functional class III หรือIV) (ภาคผนวกที่11)

                กรณีเป็น axial involvement

  •  ไม่ตอบสนองต่อ NSAIDs ³  2 ชนิด (โดยใช้ทีละชนิดและแต่ละชนิดใช้ในขนาดรักษา) เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน
  •  ไม่ตอบสนองต่อยา DMARDs ³  2  ชนิด(sulphasalazine,  methotrexate,  azathioprine  –ตามข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ)เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน

 

                                                            ภาคผนวก 13

ขนาดยา DMARDs ที่ควรใช้ในการรักษาโรค AS ก่อนให้ Anti-TNF agents

Sulphasalazine    ขนาดเต็มที่    40 มก/กก/วัน แบ่งให้ 2-3 เวลา สูงสุดไม่เกิน 3 กรัม/วัน

Azathioprine    ขนาดเต็มที่    2 มก/กก/วัน แบ่งให้ 2 เวลา

Methotrexate    ขนาดเต็มที่    0.3 มก/กก/สัปดาห์  สูงสุดไม่เกิน 20 มก./สัปดาห์

Leflunomide    ขนาดเต็มที่    20 มก/วัน

 

 

2.  ข้อห้าม (contraindication) (ภาคผนวกที่4)

 

3.  การประเมินก่อนให้ยา(pretreatment screening)  (ภาคผนวกที่5 และ 6)

 

 

4.  ขนาดและวิธีการบริหารยา (dosage and administration)

  1. Etanercept (25, 50 มก./ขวด) 25 มก. ฉีดเข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ 50 มก. ฉีด เข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละ หรือให้ร่วมกับ methotrexate
  2. Infliximab (100 มก./ขวด) เริ่มให้ในขนาด 5 มก/กก./ครั้งเจือจางใน 0.9% NSS 250 มล. หยดเข้าหลอดเลือดดำช้าๆ ในเวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง สัปดาห์ที่ 0, 2, 6 และต่อด้วยทุก 8 สัปดาห์ หรือให้ร่วมกับ methotrexate หากการตอบสนองไม่เป็นที่น่าพอใจหลังจากรักษา ไปนาน 3 เดือน อาจพิจารณาเพิ่มขนาดยาเป็น 10 มก./กก./ครั้งหยดเข้าหลอดเลือดทุก 8 สัปดาห์

  

5.   การประเมินผลตอบสนองต่อการรักษา (evaluation of effectiveness)

 ประเมินผลในสัปดาห์ที่ 12 นับจากวันที่เริ่มให้ยา anti-TNF agents

  •                  ผู้ที่ตอบสนองต่อการรักษา(responder) หมายถึง ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นโดยบรรลุเกณฑ์ การประเมินดังนี้

 สำหรับผู้ป่วย peripheral involvement ถือว่าผู้ป่วยมีการตอบสนอง (responder) เมื่อบรรลุเกณฑ์ 2/3 ข้อ โดยต้องมี 5.1 หรือ 5.2 ร่วมด้วยอย่างน้อย 1 ข้อ

                 5.1  Tender joint count ลดลงร้อยละ ≥ 30

                 5.2  Swollen joint count ลดลงร้อยละ ≥ 30

                 5.3  Physician global assessment มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ≥1หน่วย

สำหรับผู้ป่วยaxial  joint  involvement  ถือว่าผู้ป่วยมีการตอบสนอง(responder)  เมื่อค่า BASDAI ลดลง ≥ 2 หน่วย  และphysician global assessment ดีขึ้น ≥ 1 หน่วย

  •                  ผลการเปลี่ยนแปลงทางรังสี: ควรส่งตรวจภาพรังสีมือ ข้อมือ และ เท้า ทุกปีอาจให้ คะแนนโดยใช้ modified total Sharp score

 

6. การให้ยาซ้ำและระยะเวลาของการให้ยา (Repeated treatment and treatment duration)

 ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาในการให้ยา anti-TNF agents ในการรักษา ankylosing spondylitis ว่าควรให้ยานานเท่าใด แต่มีข้อเสนอแนะว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิด อาการข้างเคียงจากยาในระยะยาว ในรายที่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย anti-TNF agents ให้พิจารณาปรับลดขนาดยาลงหรือหยุดยาตามความเหมาะสม โดยพิจารณาให้ยา DMARDs ต่อเนื่องระยาวเพื่อป้องกันโรคกำเริบ

7.     เกณฑ์การถอนตัวจากการรักษา (drug withdrawal criteria)

  • ให้หยุดยากลุ่ม anti-TNF agents ในกรณีต่อไปนี้
  • โรคมะเร็ง
  • เกิดผลข้างเคียงหรือพิษจากยาอย่างรุนแรง
  • ตั้งครรภ์ (ถอนตัวชั่วคราว)
  • การติดเชื้อรุนแรง (ถอนตัวชั่วคราว)
  • การผ่าตัด (ถอนตัวชั่วคราว) กรณีผ่าตัดไม่เร่งด่วนควรหยุด etanercept ล่วงหน้า 2 สัปดาห์และหยุด infliximab ล่วงหน้า8 สัปดาห์
  • ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา (non-responder) หมายถึง ผู้ป่วยที่มีอาการไม่ดีขึ้น โดยไม่บรรลุตามเกณฑ์การตอบสนองต่อการรักษา (ดังที่ระบุไว้ในข้อ 5) หลังใช้ยานาน 12 สัปดาห์

8.   ผลข้างเคียง (adverse events) (ภาคผนวกที่7)

 

9.   ข้อควรปฏิบัติและการเฝ้าติดตามผลข้างเคียงระหว่างการให้ยา biologic (adverse events)

(ภาคผนวกที่8)

 

10. ระยะเวลาของการให้ยา (treatment duration)

 ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาในการให้ยา anti-TNF agents ส าหรับผู้ป่วย AS ว่า ควรให้ยานานเท่าใดแต่มีข้อเสนอแนะว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการข้างเคียงจากยาในระยะยาว ในรายที่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย anti-TNF agents ให้พิจารณาปรับลดขนาดยาลงหรือหยุด ยาตามความเหมาะสม โดยพิจารณาให้ยา DMARDs ต่อเนื่องระยาวเพื่อป้องกันโรคกำเริบ

 

10. ระบบเฝ้าติดตามผลการรักษาและผลข้างเคียง (effectiveness and side effect monitoring)

 เพื่อความคุ้มค่า แพทย์ผู้รักษาควรทำการประเมินประสิทธิภาพและผลข้างเคียงจากการใช้ยาทุก 3 เดือนเพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสภาวะของโรคและอาจพิจารณาหยุดยาถ้าเป็นไปได้

อ่านข้อมูลทั้งหมดได้ที่ สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้สารชีวภาพในการรักษาโรครูมาติก (Guideline for Biologic Therapy in Rheumatic Diseases)