“ข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก” รู้เท่าทันก่อนโรคลุกลาม

dailynews140202_001สุขภาพดีสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การดูแลรักษาสุขภาพ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ไม่ละเลยมองข้ามความผิดปรกติที่เกิดขึ้นนับแต่เบื้องต้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากความเจ็บป่วย

โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก หรือ Juvenile Iidiopathic arthritis (JIA) ภัยสุขภาพสร้างความทรมานให้กับเด็กเมื่อมีอาการปวดข้อ ข้อบวม ข้ออักเสบ ฯลฯ และในบางรายที่มีอาการข้ออักเสบมากขึ้นอาจพิการและเสียชีวิตได้ โรคดังกล่าวเป็นหนึ่งใน กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้ตัวเอง หรือ แพ้ภูมิตัวเอง ซึ่ง ภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หมายถึงภาวะที่ภูมิคุ้มกันทำงานเกินหน้าที่เพราะหลังจากที่กำจัดเชื้อโรคไปแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันยังคงทำงานอยู่จนทำร้ายร่างกายแทนที่จะปกป้อง

โรคข้ออักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุในเด็กก็เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันหันกลับมาทำร้ายข้อตัวเอง ทางการแพทย์ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายข้อตัวเองนี้เกิดจากอะไรจึงเรียกโรคนี้ว่า โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กซึ่งเกิดได้กับข้อทุกส่วนของร่างกายไม่เพียงแต่ ข้อมือ ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพก แต่ยังเกิดได้กับกระดูกต้นคอ บริเวณขากรรไกร ฯลฯ

แพทย์หญิงโสมรัชช์ วิไลยุค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคข้อและรูมาติสซั่มในเด็ก หน่วยโรคภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันและโรคข้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความรู้แนะนำวิธีสังเกตอาการโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กว่า ส่วนมากอาการของข้ออักเสบหรือข้อติดมักจะเกิดตอนเช้าหรือที่เรียกว่า ภาวะ Morning Stiffness หรือในช่วงที่อากาศเย็นซึ่งจะทำให้ขยับข้อลำบากและปวดข้อมาก สังเกตได้จากเด็กเดินกะเผลกหลังจากตื่นนอนเนื่องจากเวลาหลับไม่ได้ขยับตัว ทำให้สารอักเสบหลั่งออกมา

แต่พอตื่นนอนแล้วขยับข้อหรือในช่วงที่อากาศอุ่นขึ้น อาการข้อติดก็จะดีขึ้นซึ่งอาการลักษณะนี้อาจทำให้เด็กบางคนไม่สามารถนอนกลางวันหรือนั่งเรียนทั้งวันได้ แต่ในบางรายก็อาจมีอาการปวดทั้งวัน สังเกตได้จากเด็กที่เป็นข้ออักเสบที่ข้อเข่าจะไม่ยอมเดินจะร้องให้อุ้มตลอดเวลา หากเป็นที่สะโพกจะเจ็บเวลาอุ้ม ฯลฯ ผู้ปกครองคุณพ่อ คุณแม่จึงควรสังเกตอาการลูกว่ามีอาการข้อตึงแข็งทำให้ขยับหรือลุกลำบากหรือไม่หรือเดินกะเผลกในช่วงเช้า สังเกตอาการเจ็บปวดต่างๆจากสีหน้าท่าทางของลูก เช่น เจ็บมือหากโดนจับหรือจูงมือ เจ็บขาหรือข้อเท้าเวลาเดิน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอาการแสดง คือ เป็นไข้สูงวันละครั้งอาจจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็นก็ได้ หากเป็นช่วงเย็นมักจะเป็นช่วงเย็นของเวลาเดียวกัน และในช่วงไข้สูงเด็กจะมีอาการซึม แต่พอไข้ลดลงเด็กจะรู้สึกสบายดี ซึ่งต่างจากการติดเชื้อทั่วๆ ไปที่เด็กมักจะไข้สูงตลอดทั้งวัน นอกจากข้ออักเสบแล้วยังอาจจะมีอาการของผื่นเม็ดแดงๆ เล็กๆ ขึ้นเวลาที่มีไข้ขึ้นและเมื่อไข้ลงผื่นก็จะหายไป

dailynews140202_001b

“ข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก โรคนี้อาจจะยากในการวินิจฉัย แต่หากคุณพ่อ คุณแม่ช่วยสังเกตและอธิบายอาการของลูกได้ก็จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ตรงจุดยิ่งขึ้น ในการสังเกตอาการข้ออักเสบอาจเปรียบเทียบระหว่างข้อข้างซ้ายและข้อข้างขวาหรือเปรียบเทียบกับพี่น้องหรือเพื่อนๆ หากมีอาการข้ออักเสบจะสังเกตได้ถึงข้อที่บวม นูน แดงหรือจับบริเวณข้อที่อักเสบจะรู้สึกร้อนๆ

dailynews140202_001c

อีกวิธีสังเกตจากบริเวณที่เป็น อาทิ หากเป็นข้ออักเสบบริเวณข้อเข่าให้สังเกตว่าข้อเข่าจะมีรอยบุ๋มเหมือนลักยิ้ม หากรอยบุ๋มหายไปแสดงว่าข้ออาจจะเริ่มบวมหรือมีน้ำในข้อได้ หากเป็นที่ข้อเท้าให้สังเกตขณะเด็กนอนคว่ำเท้า ข้อจะอูมขึ้นมาและหากเป็นที่นิ้วมือให้สังเกตว่าเด็กไม่สามารถจับดินสอเขียนหนังสือได้ หรือจะหยิบจับอะไรได้ลำบาก เป็นต้น”

dailynews140202_001a

โรคข้ออักเสบแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่

Systemic onset juvenile idiopathic arthritis (SoJIA) เป็นชนิดที่รุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ เพราะมีอาการอยู่ในหลายระบบของร่างกาย โดยเด็กจะเป็นไข้สูงกว่า 2 อาทิตย์ และมีผื่นแดงๆ ที่เรียกว่า ผื่นแซลมอน ขึ้นตามร่างกาย

Oligoarticular JIA หรือ pauciarticular JIA ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการข้ออักเสบน้อยกว่า 5 ข้อ แต่อาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดตาอักเสบได้มากกว่าชนิดอื่นๆ

Polyarticular JIA ที่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ จะมีอาการข้ออักเสบมากกว่า 5 ข้อ ขึ้นไปและมีอาการปวดข้อเล็กๆ เช่น ข้อนิ้วมือ หรือข้อนิ้วเท้า และเด็กที่อยู่ในกลุ่มนี้ พอโตขึ้นจะมีอาการเหมือนผู้ใหญ่ที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

 Polyarticular JIA ที่ไม่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ การดำเนินของโรคในกลุ่มนี้ จะรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มที่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ แต่ก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะตาอักเสบได้

Enthesitis related arthritis หรือ ERA จะพบอาการข้ออักเสบในตำแหน่งที่มีเส้นเอ็นไปเกาะกับกระดูก เช่น บริเวณส้นเท้า ฝ่าเท้า กระดูกสะบ้า ข้อต่อของกระดูกสันหลังบริเวณเอว เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดมาก โดยมากจะเป็นในเด็กผู้ชายอายุตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป ที่คุณพ่อ – คุณแม่ หรือ พี่น้องท้องเดียวกัน มีประวัติป่วยเป็นโรคนี้

Psoriatic arthritis หรือ โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน จะพบผื่นสะเก็ดเงินร่วมกับอาการข้ออักเสบ ชนิดนี้จะยากต่อการวินิจฉัยพบน้อยในเด็กไทย และ

Undifferentiated JIA ข้ออักเสบที่ไม่เข้าพวกกับ 6 กลุ่มข้างต้นซึ่งจัดอยู่ในประเภทนี้

การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจเลือด เพื่อหาค่า CBC, ESR และ CRP และสำหรับวิธีการรักษาใช้ยาหลากหลายประเภทที่เหมาะสมกับกลุ่มโรคทั้ง 7 กลุ่ม นอกจากนี้ ผศ.มลรัชฐา ภาณุวรรณากร ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลแนะนำวิธีปฏิบัติตัวเพื่อช่วยฟื้นฟูเพิ่มอีกว่า นอกจากการใช้ยาในการรักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กแล้ว คุณพ่อ คุณแม่จำเป็นต้องช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กทางกายภาพอีกด้วย

สำหรับวิธีปฏิบัตินั้นสามารถให้ออกกำลังกายเบาๆ ที่เหมาะสมและเน้นที่การบริหารข้อต่างๆ ของร่างกาย เช่น การวิ่งช้าๆ การเดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ฯลฯ หรือการบริหารข้อเพื่อไม่ให้เกิดอาการข้อติด เช่น หากจะบริหารข้อเข่าอาจทำท่าหมุนหัวเข่า หากบริหารนิ้วมือ บริหารด้วยการกำมือแบบหลวมๆหรือฝึกบีบลูกบอล บริหารข้อเท้า อาจบริหารด้วยการยืนเขย่งหรือการกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ควรหลีกเลี่ยงกีฬาประเภทที่มีการกระแทกหรือการต่อสู้ เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล หรือ เทควันโด จะทำให้ข้อเกิดการอักเสบมากขึ้นได้

นอกจากการรักษาด้วยยา และการฟื้นฟูทางกายภาพแล้วจำเป็นต้องดูแลในด้านต่างๆ อาทิ การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เลือกทานอาหารที่สุก สะอาด ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารดิบ เพราะเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้มักได้รับยากดภูมิคุ้มกันจึงติดเชื้อได้ง่ายซึ่งผู้ป่วยควรพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง อย่างไรก็ตามการรักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กเป็นเรื่องที่ท้าทาย และละเอียดอ่อน ต้องคำนึงถึงการเจริญเติบโตของเด็ก การหมั่นสังเกตอาการและพบแพทย์ทันทีที่พบความผิดปกติจะช่วยให้อาการข้ออักเสบไม่ลุกลาม ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคและเติบโตได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป.

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลราชวิถีได้จัดสัมมนาให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก โดยมี ศ. พญ.รัตนวดี ณ นคร ให้เกียรติ มาเป็นผู้บรรยายให้ความรู้ในครั้งนี้ด้วย

โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินคืออะไร 
       ศ. พญ.รัตนวดี กล่าวว่า “โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินเป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน หรือ “ซอริเอซีส” (psoriasis) หมายถึงโรคผิวหนังชนิดเรื้อรังที่มีลักษณะเป็นสะเก็ดหนาปะปนกับผื่นนูนแดงกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สาเหตุเกิดจากความผิดปรกติในการตอบสนองของระบบอิมมูน คล้ายกันกับที่พบในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการที่คล้ายกันได้ ผู้ป่วยที่เป็นข้ออักเสบสะเก็ดเงินบางรายมีอาการไม่รุนแรง ไม่ลุกลาม และรักษาง่าย แต่บางรายก็มีอาการรุนแรง เรื้อรัง และจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อต่อสึกกร่อนและถูกทำลาย ซึ่งวิธีการรักษาในปัจจุบันนับว่ามีประสิทธิภาพและได้ผลดีในผู้ป่วยส่วนใหญ่”

โรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
สาเหตุที่แท้จริงนั้นยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับภาวะทาง พันธุกรรมร่วมกับปัจจัยแวดล้อมบางอย่าง ทำให้เกิดความผิดปรกติในการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน พบว่าร้อยละ 40 ของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินให้ประวัติว่ามีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้ด้วย และบุตรของผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าประชากรทั่วไป 100 เท่า โรคนี้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่พบว่าการติดเชื้อบางชนิดอาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคกำเริบขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ HIV อาจทำให้อาการของโรคสะเก็ดเงินกำเริบรุนแรงได้มาก นอกจากนี้การได้รับบาดเจ็บที่ผิวหนังหรือบริเวณข้ออาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ด้วย

ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินมีมากน้อยเพียงใด
จากจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน 15 คน จะมีเพียง 1 คนที่มีอาการข้ออักเสบสะเก็ดเงินร่วมด้วย โดยโอกาสที่จะเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน คาดเดาไม่ได้ ส่วนมากผู้ป่วยมักจะมีอาการทางผิวหนังอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นจึงเกิดข้ออักเสบตามมาภายใน 10 ปี มีน้อยรายที่เกิดข้ออักเสบขึ้นก่อนแล้วอาการทางผิวหนังจึงปรากฏขึ้น ภายหลัง ซึ่งเกิดตามมาในระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี เพศหญิงกับเพศชายมีโอกาสเกิดข้ออักเสบสะเก็ดเงินพอ ๆ กัน อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงินอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 15-25 ปี น้อยกว่าอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 25-50 ปี

นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงินก็มีโอกาสเป็นโรคข้ออักเสบจากสาเหตุอื่น ๆ (ที่ไม่ใช่ข้ออักเสบสะเก็ดเงิน) ได้เช่นเดียวกับคนปรกติอื่น ๆ เช่น อาจเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้อเสื่อม หรือโรคเกาต์ ร่วมด้วยก็ได้

ข้ออักเสบสะเก็ดเงินเกิดได้กับข้อไหนบ้าง
       ศ. พญ.รัตนวดี กล่าวว่า เกิดได้ทุกตำแหน่ง แต่ส่วนใหญ่มักจะเกิดในตำแหน่งใกล้เคียงกับที่พบรอยโรคทางผิวหนัง เช่น ผู้ป่วยที่มีรอยโรคที่เล็บ (เล็บหนา ผิวมีรอยบุ๋ม) ก็อาจเกิดข้อปลายนิ้วมืออักเสบร่วมด้วย เป็นต้น ในเวชปฏิบัติเราแบ่งรูปแบบของข้ออักเสบออกเป็น 5 ลักษณะด้วยกันคือ
1. มีข้ออักเสบ 2-3 ข้อแบบไม่สมมาตร คือเป็นซีกซ้ายและขวาไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น มีข้อเข่าอักเสบ 1 ข้อร่วมกับข้อนิ้วมือ หรือนิ้วเท้าอักเสบอีก 2-3 ข้อ
2. มีข้ออักเสบหลายข้อแบบสมมาตร หมายถึงมีข้ออักเสบมากกว่า 4 ข้อขึ้นไป โดยเป็นทั้งซีกซ้ายและซีกขวาของร่างกาย ส่วนใหญ่จะเกิดกับข้อเล็ก ๆ ที่นิ้วมือและข้อมือ ดูคล้ายกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มาก
3. มีข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบ โดยข้อต่อกระดูกเชิงกรานอักเสบร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังโดยเฉพาะบริเวณบั้นเอวหรือก้นกบ อาการจะคล้ายกับอาการของโรคข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด ลักษณะเช่นนี้พบได้ไม่บ่อย เพียง 1 ใน 20 ของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินทั้งหมด
4. มีข้อปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้าอักเสบ มักพบร่วมกับรอยโรคที่เล็บ
5. มีข้อนิ้วมือนิ้วเท้าอักเสบรุนแรง หรือเรียกว่า “อาโตรติส มูติแลน” (arthritis multilans)

อาการของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินเป็นอย่างไร
ประกอบด้วยอาการทางข้อ เส้นเอ็น และยังมีอาการที่อวัยวะอื่นนอกข้อได้ด้วย
1. ปวดตึงตามข้อที่มีอาการอักเสบ ส่วนใหญ่จะเป็นตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือหลังจากนอนพักนาน ๆ ข้อบวมแดง และอุ่น ผู้ป่วยแต่ละคนจะปวดรุนแรงไม่เท่ากัน และในแต่ละคนอาการปวดก็ไม่เท่ากันตลอด เปลี่ยนแปลง ไปตามระยะเวลาของโรคด้วย พวกที่มีการอักเสบรุนแรง โครงสร้างของข้อจะสึกกร่อนถูกทำลายจนผิดรูปมาก ๆ ได้
2. เจ็บบริเวณเส้นเอ็นที่ยึดเกาะรอบ ๆ ข้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะเส้นเอ็นของนิ้วมือนิ้วเท้า ทำให้นิ้วมือบวมแดงตลอดนิ้ว ลักษณะอ้วนกลมคล้ายไส้กรอก การอักเสบทำให้เจ็บและขยับไม่ได้จนต้องแยกจากการติดเชื้อ การอักเสบของเส้นเอ็นที่พบในโรคนี้มักจะเกิดขึ้นในตำแหน่งที่เส้นเอ็นยึดเกาะกับกระดูก เช่น ตำแหน่งที่เอ็นร้อยหวายเกาะกับกระดูกส้นเท้า หรือเกิดกับแผ่นพังผืดทั้งแผ่น เช่น แผ่นพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ ทำให้เจ็บส้นเท้าและฝ่าเท้าเวลาเดิน
3. มีผื่นผิวหนัง หรือรอยโรคที่เล็บที่เป็นลักษณะของโรคสะเก็ดเงิน
4. อาการอื่น ๆ ที่อาจพบร่วมด้วย ได้แก่ ซีด อ่อนเพลีย ตาแดง ปวดตา เนื่องจากม่านตาอักเสบ อาการนอกเหนือจากนี้พบได้น้อยมาก เช่น การอักเสบของหลอดเลือดแดงใหญ่ หรือปอดอักเสบ

โรคนี้วินิจฉัยได้อย่างไร
ศ. พญ.รัตนวดี กล่าวต่อว่า “วินิจฉัยโดยดูจากอาการทางคลินิกเป็นสำคัญ ตรวจพบข้ออักเสบ เส้นเอ็นอักเสบ มีรอยโรคที่ผิวหนังและเล็บ ถ้ารอยโรคที่ผิวหนังไม่ชัดเจน (จากการได้รับยาทา หรือหายไปได้เอง) อาจต้องตรวจชิ้นเนื้อหรือตัดเล็บไปตรวจ แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่ามีการอักเสบเกิดขึ้นในร่างกาย โดยดูจากอัตราเร็วในการตกของเม็ดเลือดแดง ที่เรียกว่าค่า ESR ถ้าค่าสูงหมายถึงร่างกายมีการอักเสบ ซึ่งจะใช้ประโยชน์ในการติดตามการรักษาได้ด้วย นอกจากนั้นจะดูความเข้มข้นของเลือด ผู้ป่วยที่มีข้ออักเสบรุนแรงเรื้อรังอาจพบว่าซีดได้เล็กน้อย การตรวจเคมีทางเลือดอาจพบระดับกรดยูริกในเลือดขึ้นสูงกว่าปรกติได้จากการที่เซลล์ผิวหนังมีการแบ่งตัวและหลุดลอกเป็นจำนวนมาก การตรวจพบระดับกรดยูริกในเลือดสูงพร้อมกับมีอาการปวดข้อ อาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่า เป็นโรคเกาต์ได้ การส่งตรวจภาพถ่ายรังสีในตำแหน่งข้อที่อักเสบหรือตำแหน่งที่ตรวจพบเส้นเอ็นอักเสบ อาจช่วยสนับสนุนวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรคได้ โดยเฉพาะรายที่มีข้ออักเสบเรื้อรังมานาน หรือมีข้อผิดรูป แต่สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีอาการ อาจไม่พบความผิดปรกติใด ๆ จากภาพถ่ายรังสี การวินิจฉัยอาจทำได้ยาก ถ้าเกิดข้ออักเสบก่อนจะมีรอยโรคทางผิวหนัง หรือรอยโรคมีขนาดเล็กและหลบซ่อนอยู่ตามร่มผ้า รูสะดือ หนังศีรษะ ไรผม หรือรอยโรคจางหายไปเนื่องจากได้ใช้ยาทามาก่อน กรณีเช่นนี้แพทย์จำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรค อาจต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างอื่นเพิ่มเติม หรือเจาะตรวจน้ำไขข้อ เพื่อให้แน่ใจว่าข้ออักเสบนั้นไม่ได้เกิดจากโรคเกาต์ หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์”

คนที่เป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินแล้วจะบอกได้หรือไม่ว่าโรคจะลุกลามได้มากน้อยเพียงใด
เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก เพราะความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นแตกต่างกันได้มาก ในการรักษาอาการทางข้อจำเป็นต้องติดตามการรักษาระยะยาว อาการทางข้อและอาการทางผิวหนังมักจะไปด้วยกัน มีลักษณะเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ได้คล้ายกัน โรคมักกำเริบเมื่อมีการติดเชื้อหรือมีภาวะเครียด ถ้าพบลักษณะที่บ่งบอกว่าโรคอาจลุกลาม และมีแนวโน้ม ที่จะเกิดการทำลายโครงสร้างของข้อ แพทย์จะให้การรักษาด้วยยาที่สามารถ ป้องกันหรือชะลอไม่ให้ข้อสึกกร่อนมากขึ้น

โรคนี้รักษาได้อย่างไร 
เป้าหมายของการรักษาโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินมี 3 ประการคือ
1. เพื่อลดอาการปวดตึงตามข้อและเส้นเอ็นที่อักเสบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
2. เพื่อป้องกันหรือชะลอไม่ให้ข้อต่อถูกทำลาย
3. เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ลดข้อจำกัดที่เกิดจากอาการปวด หรือภาวะผิดรูปให้มากที่สุด

การลดอาการปวดตึงตามข้อและเส้นเอ็น

1. ควรพักข้อ ลดการใช้งานลง ถ้าขยับแล้วปวดมากอาจพักชั่วคราว การนวดเบา ๆ ใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดทา และประคบอุ่นอาจช่วยลดอาการปวดลงได้

2. การรับประทานยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ที่เรียกย่อ ๆ ว่า “เอ็น-เสท” (NSAID-Non-Steriodal Antirheumatic Drugs) ยากลุ่มนี้
มีอยู่ด้วยกันหลายขนาน ซึ่งไม่ค่อยแตกต่างกันมากนักในแง่ของประสิทธิภาพ ในการลดการอักเสบ แต่ผู้ป่วยแต่ละรายอาจตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกัน การดูว่ายาแต่ละตัวจะได้ผลดีหรือไม่ต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์หลังเริ่มยา และยาจะออกฤทธิ์ต้านอักเสบสูงสุดใน 6 สัปดาห์ ระหว่างติดตามอาการถ้าอาการของผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจปรับยาโดยใช้ขนาดสูงขึ้น หรือเปลี่ยนเป็นยาขนานอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ ไม่ควรรับประทาน NSAID ขณะท้องว่าง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารซึ่งเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุดในการใช้ยากลุ่มนี้ อาการข้างเคียงที่รุนแรงอาจทำให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือถึงกับกระเพาะทะลุ ซึ่งมักจะพบในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติเป็นโรคกระเพาะหรือเป็นแผลในกระเพาะอาหารมาก่อน ในการใช้ยากลุ่มนี้แพทย์จึงมักให้ควบคู่ไปกับยาป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ควรใช้ยา NSAID 2 ขนานร่วมกัน นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์แล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารมากขึ้น สำหรับผู้ป่วยสูงอายุที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตเสื่อม มีประวัติเป็นโรคหัวใจ ต้องรับประทานยาแอสไพรินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นประจำ ควรปรึกษา แพทย์ก่อนรับประทานยา NSAID เพราะยากลุ่มนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายและเลือดออกในทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น

3. การรับประทานยาบรรเทาปวดธรรมดา เช่น ยาพาราเซตามอล ยาตัวนี้ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบแต่ช่วยลดอาการปวดข้อที่ไม่รุนแรงได้ ยาพาราเซตามอลบางตำรับจะมีส่วนผสมของสารโคเดอีน ซึ่งเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์บรรเทาปวดอย่างแรง ยาแก้ปวดสูตรผสมนี้จะช่วยลดอาการปวดที่รุนแรงได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

4. ยาสเตียรอยด์ บางครั้งแพทย์อาจให้การรักษาโดยใช้ยาสเตียรอยด์ฉีดเข้าโดยตรงในตำแหน่งที่มีการอักเสบ เช่น การฉีดเข้าข้อหรือฉีดรอบ ๆ เส้นเอ็นที่มีการอักเสบ ยาตัวนี้ออกฤทธิ์ลดการอักเสบได้ดี แต่ต้องใช้ยาด้วยความระมัดระวัง และอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมอาจทำให้เส้นเอ็นเปื่อยและขาดได้

หมายเหตุ ยาในกลุ่ม NSIAD, ยาบรรเทาปวด และยาสเตียรอยด์ จะช่วยลดอาการปวดตึงตามข้อระหว่างที่มีการอักเสบได้ดี แต่ไม่เปลี่ยนการดำเนินโรค ไม่ช่วยป้องกันหรือชะลอการสึกกร่อนของข้อ โดยทั่วไปแพทย์จะสั่งยากลุ่มนี้ให้ใช้เป็นครั้งคราวขณะที่ข้ออักเสบกำเริบ เมื่อการอักเสบดีขึ้น หายปวด ผู้ป่วยสามารถหยุดยาเหล่านี้ได้ ไม่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่อง

 

การป้องกันหรือชะลอไม่ให้โครงสร้างของข้อถูกทำลาย 

1. ยาที่ออกฤทธิ์ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค หรือเรียกสั้น ๆ ว่ายาในกลุ่ม “ดี-หมาด” (DMARD = Disease Modifying Antirheumatic Drugs) ระหว่างใช้ยาต้านอักเสบ ถ้าแพทย์เห็นว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มที่โรคจะลุกลามและข้อมีการสึกกร่อน จะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาในกลุ่มนี้ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายขนาน ยาในกลุ่ม DMARD สามารถลดการอักเสบของข้อได้เช่นกัน แต่ออกฤทธิ์ช้ากว่าจะเห็นผลอาจต้องรอนานถึง 4-6 สัปดาห์ ดังนั้น ระหว่างที่แพทย์เริ่มให้รับประทานยา DMARDs ใหม่ ๆ แพทย์มักสั่งยา NSAID ให้รับประทานควบคู่ไปด้วย เมื่อเห็นว่าน่าจะได้ในระยะเวลาที่ DMARDs ออกฤทธิ์แล้วแพทย์จะแนะนำให้ลดขนาด หรือหยุดใช้ยา NSIAD โดยสั่งยา DMARDs ให้รับประทานต่อเนื่องในระยะยาว แม้ว่าขณะนั้น

ผู้ป่วยจะไม่มีอาการปวดข้อและรอยโรคทางผิวหนังก็ดีขึ้นมากแล้ว เพราะการรับประทานยา DMARDs ระยะยาวจะช่วยป้องกันหรือชะลอการสึกกร่อนของข้อ และลดการกำเริบของโรคได้ ตัวอย่างยาในกลุ่ม DMARDs ที่ใช้บ่อยได้แก่ ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine), ยาเมธโธเทรกเซท (methotrexate) และยาเกลือทองชนิดฉีด (gold salt injection) ตัวอื่น ๆ ได้แก่ ยาเลฟฟลูโนไมด์ (lefluonmide), ยาไซโคลสปอรีน-เอ (cyclosporine A) และยาเอซาไธโอปรีน (azathioprine) ซึ่งมักสงวนไว้ใช้กรณีที่ตอบสนองต่อยากลุ่มแรกไม่สมบูรณ์ ยา DMARDs แต่ละตัวจะมีอาการข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับทราบข้อมูลจากแพทย์ก่อนการใช้ยา ระหว่างใช้ยากลุ่มนี้แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยเจาะเลือด หรือตรวจปัสสาวะทุกครั้งก่อนที่จะสั่งยาให้เพื่อเป็นการเฝ้าระวังอาการข้างเคียงจากยาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ดูจำนวนเม็ดเลือดขาวในเลือด ตรวจดูหน้าที่ตับ หน้าที่ไต และการเปลี่ยนแปลงในปัสสาวะ เป็นต้น หากสงสัยว่าจะเกิดอาการข้างเคียงจากยา (แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการผิดปรกติใด ๆ ก็ตาม) แพทย์จะแนะนำให้หยุดยาชั่วคราวแล้วตรวจเลือดซ้ำ แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาต่อได้ (แต่อาจลดขนาดลง) หากเห็นว่าผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการกลับมาเป็นปรกติ ระหว่างที่ใช้ยาในกลุ่ม DMARDs นี้ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมหรือใช้ยาสมุนไพร การรับประทานยาหลาย ๆ ตัวพร้อมกันอาจส่งผลต่อตับได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้ยาอื่นควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างยา สำหรับยาต้านมาลาเรียที่ใช้กันมากในการรักษาข้ออักเสบจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือโรคเอสแอลอีนั้น แม้จะพบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาข้ออักเสบจากโรคสะเก็ดเงินอยู่บ้าง แต่แพทย์มักจะหลีกเลี่ยงไม่ใช้ เนื่องจากมีรายงานว่าการใช้ยากลุ่มนี้อาจทำให้อาการทางผิวหนังกำเริบได้

2. ยาในกลุ่มสารชีวภาพ เป็นยาตัวใหม่ที่ใช้ในกรณีที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยา DMARD ดั้งเดิม โดยอาจใช้เดี่ยว ๆ หรือให้ร่วมกับยา DMARD ดั้งเดิม ยากลุ่มนี้สามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคได้เช่นเดียวกับยา DMARD ข้อเสียคือเป็นยาฉีดทั้งหมด ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยาเอทาเนอเซฟท์ (etanercept), ยาอินฟรีซิแมบ (infliximab), ยาเอดาลิมูแมบ (adalimumab) และยาอนาคินรา (anakinra) เฉพาะยา 2 ตัวแรกเท่านั้นที่มีการนำเข้าในประเทศไทย

การเพิ่มคุณภาพชีวิตลดข้อจำกัดอันเกิดจากอาการปวด หรือภาวะผิดรูปให้มากที่สุด 
ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินต้องพยายามช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุด การอยู่เฉย ๆ โดยไม่มีกิจกรรมจะทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อฝ่อลีบ เมื่อข้ออักเสบดีขึ้นถ้าได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยลดอาการข้อแข็งตึง ทำให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ถ้ามีปัญหาที่ข้อเข่าอาจเลือกวิธีการออกกำลังกายที่ข้อต่อไม่ต้องรับแรงกระแทกมากนัก เช่น ว่ายน้ำ หรือเดินในน้ำ ควรปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อเรียนรู้วิธีการบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อ เพื่อเพิ่ม ความแข็งแรงมากขึ้น การบริหารที่ผิดวิธีอาจทำให้ปวดข้อเพิ่มขึ้น ในรายที่ข้อติดผิดรูปหรือข้อคลอนอาจต้องใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อให้ออกกำลังกาย ได้ดีขึ้น ถ้าข้อนิ้วมือผิดรูปไม่สามารถกำมือได้สนิท หยิบจับสิ่งของหรือใช้งานได้ไม่เต็มที่ ควรปรึกษานักอาชีวบำบัดเพื่อปรับแต่งอุปกรณ์ หรือสิ่งของที่จำเป็นต่อการใช้ในชีวิตประจำวันให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น ถ้าข้อผิดรูปมากหรือข้อหลุดไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ พิจารณา รักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อ หรือผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมเส้นเอ็นที่ฉีกขาด

การรักษาอื่น ๆ
ผู้ป่วยบางรายอาจสนใจในการแพทย์ทางเลือก เช่น การใช้อาหารเสริม การฝังเข็ม การดัด การนวด หรือวิธีการอื่น ๆ เพื่อบรรเทาอาการปวด การรักษาในรูปแบบนี้ยังไม่มีการศึกษาว่าถ้าใช้กับโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินจะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนที่จะตัดสินใจใช้วิธีการดังกล่าว

โรคนี้มีพยากรณ์โรคเป็นอย่างไร
ส่วนใหญ่ค่อนข้างดี เพราะข้ออักเสบหรือเอ็นอักเสบมักจะอยู่ในระดับน้อยหรือปานกลาง ตอบสนองต่อการรักษาดี ข้ออาจสึกกร่อนไปบ้างแต่ ไม่มากนัก และไม่ถึงกับพิการ มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรง โรคลุกลาม และมีการทำลายโครงสร้างข้ออย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันมียาในกลุ่ม DMARDs หรือสารชีวภาพหลายขนานที่มีประสิทธิภาพดี สามารถป้องกันและชะลอการสึกกร่อนของข้อได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนหากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

โรคนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมหรือไม่
ถ้ามีอาการรุนแรงอาจมีผลอยู่บ้าง ส่วนใหญ่จะมีอาการอ่อนเพลีย ซีด เกิดอาการซึมเศร้า หรืออารมณ์แปรปรวนได้ง่าย ทำความเข้าใจกับโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินเพื่อคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงปรกติ

ผู้ป่วยหลายรายคิดว่าเมื่อป่วยเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังแล้วจะต้องพักและใช้งานให้น้อยที่สุด แม้ว่าการอักเสบจะหายแล้วก็ตาม จึงทำให้มีอาการฝืดตึงข้อ ข้อแข็งและกล้ามเนื้ออ่อนแรงเนื่องจากไม่ค่อยได้ใช้งานการออกกำลังกายหรือบริหารร่างกายเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สุขภาพโดยทั่วไปดีขึ้น และทำให้ขยับข้อได้ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหักโหม การเดินไปเดินมาบ่อย ๆ ทำงานบ้านบ้าง และพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุดก็จะช่วยได้มาก สำหรับรายที่เดินลำบากเนื่องจากเท้าผิดรูป มีปัญหา

ที่ข้อเท้าหรือข้อเข่า ควรปรึกษานักกายภาพบำบัด เพื่อช่วยปรับแต่งรองเท้า ให้กระชับกับรูปเท้า และฝึกเดินโดยใช้ไม้ค้ำยันหรือไม้เท้าถ้าระยะแรกยังเดินบนบกไม่ได้ก็อาจเปลี่ยนไปบริหารร่างกายหรือเดินในน้ำแทน ทำให้น้ำหนักตัวเบาลงช่วยลดแรงกระแทกต่อข้อต่อขณะเดิน ทำให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ถ้าไม่สะดวกที่จะบริหารร่างกายในน้ำ อาจปั่นจักรยานอยู่กับที่โดยใช้แรงต้านน้อย ๆ และปรับอานให้อยู่ในความสูงที่เหมาะสมการฝึกโยคะเพื่อยืดกล้ามเนื้อจะช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น การทำกายภาพบำบัด อาชีวบำบัดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะช่วยปกป้องข้อไม่ให้สึกกร่อน อ่อนตัว และเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

ศ. พญ.รัตนวดี กล่าวปิดท้ายว่า “แม้ว่าโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง แต่ความรุนแรงนั้นมีหลากหลาย บางรายเกิดข้ออักเสบเพียงครั้งเดียวแล้วหายไป ในขณะที่บางรายเกิดข้ออักเสบเรื้อรังและมีการทำลายข้อได้มาก โรคนี้เป็นโรคที่รักษาได้ การรักษาที่เหมาะสมจะช่วยลดอาการปวด ปกป้องข้อไม่ให้ถูกทำลาย และใช้งานได้ตามปรกติ

ที่มา: http://www.medicthai.com/admin/news_detail.php?id=2307

เป็นโรคสะเก็ดเงินทำไมปวดข้อ โดย นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

Psoriasis of the back.

Image via Wikipedia

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

เป็นโรคสะเก็ดเงินทำไมปวดข้อ

คำถามนี้ เป็นคำถามที่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน มักจะถามบ่อย ก่อนอื่นคงต้องขอกล่าวถึงโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) ก่อนว่า เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีคนเป็นกันไม่น้อย 

เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติโรคหนึ่ง คือมีการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากแพ้ภูมิตนเอง การอักเสบนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อักเสบมากบ้าง น้อยบ้าง บริเวณของผิวหนังที่เป็นก็มักจะเป็นบริเวณแขน ขา ลำตัว แต่ถ้าเป็นมากๆ หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นในที่ซ่อนเร้น เช่น สะดือ ร่องก้น นอกจากนี้ ยังอาจเป็นที่หนังศีรษะ บริเวณไรผม หรือทั้งหนังศีรษะ

ผิวหนังบริเวณที่อักเสบจะเป็นผื่นแดง คันไม่มาก แต่ที่สำคัญผิวหนังจะเป็นขุยสีขาวๆ คล้ายสะเก็ดเงิน ขุยสีขาวนี้เป็นลักษณะเฉพาะของโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งในสมัยก่อนโรคสะเก็ดเงินนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่าโรคเรื้อนกวาง เพราะลักษณะรอยโรคที่ผิวหนังคล้ายโรคเรื้อน แต่ไม่ทราบทำไมถึงเป็นเรื้อนกวาง อาจจะเหมือนโรคเรื้อนในสัตว์จำพวกกวางก็เป็นได้

An arm covered with plaque psoriasis

Image via Wikipedia

โรคสะเก็ดเงินในผู้ป่วยบางรายเป็นไม่มาก หรืออยู่ในร่มผ้าก็ไม่เป็นที่สังเกตเห็น ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงก็อาจจะเป็นทั้งตัว เป็นผื่นแดงเป็นปื้นใหญ่ ทำความลำบากใจหรือเป็นทุกข์ให้ผู้ป่วยไม่น้อย แต่โรคนี้ส่วนมากมีแต่รอยโรคที่ผิวหนัง ไม่ถึงกับเป็นอันตรายหรือเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง และไม่ถึงกับเสียชีวิต

การรักษาก็แล้วแต่ว่ามีรอยโรคมากน้อย มีความรุนแรงขนาดไหน ซึ่งจะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายก็รักษาง่าย บางรายก็รักษายาก บางรายแค่ยาทาก็ดีขึ้น บางรายต้องทั้งรับประทานยา หรือต้องได้รับการฉายแสงร่วมด้วยก็มี บางรายตัวโรคดื้อต่อการรักษามาก ก็อาจจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาชีวภาพซึ่งมีราคาแพงมาก จึงจะควบคุมรอยโรคที่ผิวหนังได้

ส่วนมากแล้วผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินจะต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง เคยมีการจัดอันดับโรคที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย โรคไหนมีผลกระทบเพียงใด ปรากฏว่าโรคสะเก็ดเงินมีผลกระทบต่อผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจล้มเหลว แต่มากกว่าโรคเบาหวาน โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือมากกว่าโรคมะเร็งมาก

ปัญหาที่ถามว่า โรคสะเก็ดเงินมีข้ออักเสบได้หรือไม่ คำตอบคือมีได้ เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติโรคหนึ่ง เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง มีการต่อต้านเซลล์ผิวหนังของผู้ป่วยทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เซลล์ผิวหนังมีการตายไป หลุดลอกออกมาเป็นขุยๆ ทำให้ต้องมีการแบ่งตัวของเซลล์เพื่อสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเกือบตลอดเวลา ในอัตราที่เร็วกว่าปกติมาก ความที่ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเกิดต่อต้านเซลล์ของตัวเองก็ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการต่อต้านอวัยวะอื่นนอกจากผิวหนังได้

ข้อ ก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่มักจะถูกต่อต้านเมื่อเกิดภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ ดังที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้ป่วยโรคเอสแอลอี หรือโรคพุ่มพวง ที่คนไทยเราเริ่มรู้จักกัน นอกจากนี้ ลักษณะของอาการข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินยังมีตำแหน่งของข้อที่อักเสบ และลักษณะทางคลินิกที่คล้ายกับอาการข้ออักเสบในผู้ป่วยกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ (spondyloarthropathy) ดังนั้น โรคข้ออักเสบที่เกิดในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่เราเรียกว่าโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (psoriatic arthritis) จึงจัดเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มของโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคในกลุ่มนี้ จะมีอาการปวดข้อ ข้อบวมบริเวณข้อ เข่าหรือข้อเท้า เป็นๆ หายๆ มีการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณเอ็นร้อยหวาย หรือเอ็นฝ่าเท้า มีอาการปวดหลังโดยเฉพาะหลังส่วนล่าง มีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าอักเสบบวมทั้งนิ้ว เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบส่วนมากจะตรวจเลือดไม่พบรูมาตอยด์แฟคเตอร์ (rheumatoid factor) จึงไม่ใช่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินนี้ ผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสเป็นพอๆ กัน อายุที่เป็นจะอยู่ในช่วง 30-55 ปี ในคนทั่วไป 100 คน จะมีคนที่มีโอกาสเป็นประมาณ 1-2 คน แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินอยู่แล้ว 100 คน จะมีประมาณ 25 คนที่จะเป็นโรคข้ออักเสบด้วย โดยในจำนวนคนที่เป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน 100 คน 75 คนจะเป็นโรคสะเก็ดเงินที่ผิวหนังมาก่อนที่จะมีอาการทางข้อ จะมีประมาณ 15 คนที่มีอาการข้ออักเสบก่อนแล้วค่อยพบว่ามีรอยโรคสะเก็ดเงินที่ผิวหนังตามมา ที่เหลือร้อยละ 10 อาการทางผิวหนังและข้ออักเสบเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ผู้ป่วยที่มีอาการทางข้อรุนแรงจนมีข้อพิการจะมีอาการทางผิวหนังรุนแรง แต่ผู้ป่วยที่มีอาการผิวหนังรุนแรงอาการทางข้ออาจไม่รุนแรงก็ได้

ลักษณะอาการทางข้อส่วนมากจะมีการอักเสบอย่างช้าๆ มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงอย่างรวดเร็ว ส่วนมากจะมีอาการปวดข้อ มีข้อฝืด แต่ข้อบวมไม่มาก คล้ายกับที่เกิดในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่รุนแรงน้อยกว่า ข้อที่มักจะมีการอักเสบจะเป็นบริเวณข้อปลายนิ้ว ทั้งนิ้วมือและนิ้วเท้า ซึ่งแตกต่างกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่มักเป็นบริเวณข้อโคนนิ้ว หรือข้อกลางนิ้วมากกว่า ที่สำคัญคือ บริเวณเล็บของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน มักจะมีการเปลี่ยนแปลงของเล็บแบบที่เกิดในโรคสะเก็ดเงินเกิดขึ้นที่เล็บของนิ้วที่จะมีข้อปลายนิ้วอักเสบ การเปลี่ยนแปลงของเล็บในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินมักเป็นรุนแรง การอักเสบของข้อปลายนิ้วนี้สามารถทำให้เกิดการกัดกร่อนกระดูกและข้อบริเวณปลายนิ้ว จนทำให้เกิดความพิการของข้อนิ้วได้ ทำให้เกิดความพิการผิดรูปผิดร่างได้ ผู้ป่วยร้อยละ 40-50 จะมีอาการปวดหลังและตรวจพบความผิดปกติบริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งส่วนมากจะมีการอักเสบของข้อต่อของกระดูกก้นกบกับกระดูกเชิงกราน ซึ่งอาจจะเป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้

นอกจากนี้ อาจมีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ม่านตาอักเสบได้ พบได้ประมาณร้อยละ 7-33 สำหรับผู้ป่วยที่มีเชื้อโรคเอดส์ในตัว หรือเป็นโรคเอดส์จะมีอาการของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินเกิดขึ้นได้ หรือผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เกิดไปได้รับเชื้อโรคเอดส์มา จะมีอาการของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่รุนแรง และมีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็วได้

การรักษาโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน ทำได้โดยพยายามควบคุมการอักเสบทั้งผื่นผิวหนังและข้อให้ได้ ถึงแม้จะไม่มีความสัมพันธ์อย่างแน่นอนระหว่างอาการทางข้อและผื่นผิวหนังก็ตาม การรักษาเบื้องต้นจึงมีการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการอักเสบของข้อ ร่วมกับการใช้ยาทาบริเวณผิวหนังเพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง

สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีอาการข้ออักเสบรุนแรงและมีแนวโน้มว่าจะมีการทำลายข้อสูง เช่น ตรวจพบว่ามีข้ออักเสบเกิน 5 ข้อ มีสารน้ำในข้อทำให้ข้อบวมเสมอๆ มีประวัติการใช้ยาหลายชนิดในการควบคุมโรคแล้วไม่ได้ผล มีการตรวจเลือดพบว่ามีการอักเสบในร่างกายมาก มีประวัติทางพันธุกรรมว่ามีญาติที่เป็นโรคชนิดนี้ที่มีอาการรุนแรง อาจจะต้องพิจารณาใช้ยาในกลุ่มยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค (disease-modifying drug) เพื่อควบคุมการอักเสบและป้องกันการทำลายข้อ ป้องกันการเกิดความพิการหรือผิดรูปร่างของข้อที่จะเกิดตามมาตั้งแต่ระยะแรกๆ เช่น ยาเมโธเทร็กเซท (methotexate) ยาต้านมาลาเรีย ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) ยาอะซาไธโอพรีน (azathioprine) ยาเลฟลูโนไมด์ (leflunomide) เป็นต้น ซึ่งในระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับยาเหล่านี้ต้องมีการติดตามผลของยาและผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิดที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่มีอาการรุนแรงมาก ทั้งอาการทางข้อหรืออาการทางผิวหนัง และไม่ตอบสนองต่อยาปรับการดำเนินโรคที่ให้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ในปัจจุบันยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะพิจารณานำมารักษาโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่รุนแรงได้ คือยาในกลุ่มยาชีวภาพ (biologic agent) ซึ่งได้แก่ ยาที่ต่อต้านสาร tumor necrosis factor (TNF) ซึ่งเป็นสารตัวกลางสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบและการทำลายข้อหรือผิวหนัง เช่น ยาเอ็นเบล (Enbrel) หรือยาเรมีเคต (Remicade) ที่มีการนำมาใช้รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือโรคในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบอื่นๆ เช่น โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด (ankylosing spondylitis) หรือแม้กระทั่งโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Crohn”s disease) มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยมีรายงานประสิทธิภาพของยาในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน พบว่าได้ผลดีทั้งอาการทางข้อและผิวหนัง ทำให้สามารถลดการใช้ยาปรับเปลี่ยนตัวโรคอื่นๆ เช่น ลดขนาดการใช้ยาเมโธเทร็กเซตที่ใช้ร่วมด้วยลงได้ ทำให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากยาปรับเปลี่ยนตัวโรคน้อยลง แต่ยาชีวภาพเองก็มีผลข้างเคียง ซึ่งส่วนมากจะเป็นปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีดยา เนื่องจากยาชีวภาพเป็นยาที่ให้โดยการฉีดใต้ผิวหนังหรือทางเส้นเลือด แต่ที่สำคัญคือ มีโอกาสเกิดการติดเชื้อสูงขึ้นหรือพบการกำเริบของเชื้อวัณโรคเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยาชีวภาพเป็นยาที่มีราคาแพงมาก การใช้จึงจำเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่มีอาการของผื่นสะเก็ดเงินที่ผิวหนังร่วมกับอาการทางข้อ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์ผิวหนัง ร่วมกับแพทย์ทางด้านโรคข้อ การรักษาในปัจจุบันมีวิธีการที่ได้ผลดี ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกจะสามารถป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นได้ และทำให้ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินหรือข้ออักเสบสะเก็ดเงิน มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

สะเก็ดเงิน เกินเลย ไม่เฉยนิ่ง

ข้อปวดจริง อิงปวดหลัง พังทั้งสอง

รีบรักษา พากันไว้ ให้สมปอง

มีเงินทอง ก็ไม่ไซร้ ไร้โรคา

ข้อมูลจาก มติชน 01 พฤษภาคม 2551

โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ โดย น.พ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ

 น.พ.กิตติ  โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ในทางการแพทย์  สิ่งที่น่าสงสารหรือน่าเสียดายประการหนึ่งคือ การเห็นคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตมีอนาคตที่ก้าวหน้าสดใสเจริญรุ่งเรืองรออยู่  ต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือต้องพิการจากการเจ็บป่วย  ถ้าไม่นับความพิการที่เกิดจากการได้รับอุบัติเหตุต่าง ๆ  โรคข้ออักเสบเรื้อรังก็เป็นกลุ่มโรคหนึ่งที่ทำให้เกิดความพิการได้ในคนหนุ่มคนสาว  และในบรรดาโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่มีอยู่หลาย ๆ โรค  มีอยู่กลุ่มโรคหนึ่งที่มีคนหนุ่มคนสาวจำนวนไม่น้อยที่โชคร้ายต้องมาป่วยเป็นโรคกลุ่มนี้  นั่นคือ กลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ   ที่ภาษาทางการแพทย์เรียกว่ากลุ่มโรค “Spondyloarthropathy”   เหตุที่ผมอยากจะเขียนถึงกลุ่มโรคนี้ 

ประการแรกเนื่องจากตามสถิติแล้วมีคนที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบในกลุ่มโรคนี้รวม ๆ กันประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากร     นั่นหมายความว่าในประเทศไทยจะมีคนที่ป่วยเป็นโรคกลุ่มนี้ประมาณร่วมล้านคนได้   ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย

ประการที่สองดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า  โรคนี้มักเกิดขึ้นกับคนหนุ่มคนสาวในช่วงวัยรุ่น  วัยเรียน  ถึงช่วงเริ่มทำงาน  ซึ่งคนเหล่านี้กำลังจะเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองในอนาคต   ทำให้ประเทศชาติต้องเสียกำลังคนที่สำคัญไปกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง 

ประการที่สาม  โรคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มโรคที่มีอาการแสดงไม่เด่นชัดนักทำให้แพทย์ส่วนมากไม่ได้นึกถึงหรือไม่คุ้นเคย  ผู้ป่วยที่เป็นโรคกลุ่มนี้จึงมักจะไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ   ทำให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องล่าช้าไปจนบางรายได้รับความเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานเป็นระยะเวลานานหรือจนถึงขึ้นเกิดความพิการขึ้น 

ประการที่สี่   เนื่องจากความที่ความรุนแรงของโรคกลุ่มนี้แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย  บางรายเป็นไม่รุนแรง  บางรายเป็นรุนแรง  แพทย์ที่ทำการรักษาจึงต้องมีประสบการณ์ในการรักษาพอสมควร  จึงจะปรับการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย  และติดตามการรักษาได้อย่างถูกต้อง    ประกอบกับการที่เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังจึงต้องมีการติดตามและปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมกับโรคต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน  ดังนั้นแพทย์ที่ให้การรักษาจึงควรเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคข้อ เช่น แพทย์ในสาขารูมาโตโลจิส  เป็นต้น

 

กลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบคืออะไร

การที่เรียกโรคกลุ่มนี้ซึ่งประกอบด้วยโรคหลายโรคที่มีข้ออักเสบเรื้อรังว่าโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  เนื่องจากเกือบทุกโรคในกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่คล้ายกัน  คือมีข้ออักเสบของข้อบริเวณแขนขา  ซึ่งส่วนมากจะเป็นข้อบริเวณขา  เช่น  ข้อเข่า  ข้อเท้า  มีอาการปวดบวมของข้อ  ร่วมกับการอักเสบของข้อบริเวณกระดูกสันหลัง   ทำให้มีอาการปวดหลัง   แต่บางรายก็ไม่ปวด  โรคในกลุ่มนี้มีหลายโรค เช่น โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis)  ซึ่งจะมีข้อกระดูกสันหลังอักเสบเป็นหลักแต่ก็มีข้อของขาหรือแขนอักเสบร่วมด้วยได้,  โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic arthritis)   ที่จะเกิดในผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน (psoriasis) อยู่,  โรคข้ออักเสบรีแอคตีฟ (Reactive arthritis)  ที่เกิดมีการอักเสบของข้อต่าง ๆ หลังจากที่มีการติดเชื้อ, โรคข้ออักเสบที่เกิดร่วมกับลำไส้อักเสบ (Inflammatory bowel disease)  ซึ่งพบไม่บ่อยนักในบ้านเรา,  ถ้าลักษณะของโรคไม่เข้ากับโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วก็จัดเป็นโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบที่ยังแยกไม่ออก (undifferentiate spondyloarthropathy)  ซึ่งเป็นชนิดของโรคที่พบได้มากที่สุดในกลุ่มโรคนี้

 

ผู้ป่วยโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ จะมีอาการอย่างไร

ผู้ป่วยที่เข้าข่ายเป็นโรคในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบจะมีอาการดังนี้

  1. มีอาการปวดบวมข้อ  มักจะเป็นข้อเข่า หรือข้อเท้า  เป็น ๆ หาย ๆ  เป็นเวลานาน  มักจะเป็นข้อที่ไม่เกิดพร้อมกัน 2 ข้าง  เช่น บวมข้อเข่าซ้าย  แล้วมาปวดบวมข้อเท้าขวา  บางรายมีข้อบวมมาก มีน้ำในข้อปริมาณมากได้เนื่องจากการอักเสบ
  2. มีอาการปวดหลัง  มักจะปวดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง ๆ แต่ถ้าเป็นมากอาจจะลุกลามขึ้นมาถึงกระดูกสันหลังส่วนบนหรือคอ  เมื่อเป็นนาน ๆ จะทำให้หลังแข็งหรือคอแข็ง  จะก้มตัวหรือขยับหันศีรษะได้ลำบาก
  3. มีเส้นเอ็นอักเสบ  มีอาการปวดบริเวณเส้นเอ็นของขาหรือเท้า เช่น เจ็บเอ็นร้อยหวายบริเวณส้นเท้าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง  จะเจ็บมากขึ้นเวลาเดินหรือเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ  เวลาเดินจะเจ็บบริเวณส้นเท้า  เวลาตื่นนอนตอนเช้าลุกจากที่นอนลงมายืนจะเจ็บฝ่าเท้าบริเวณส้นเท้ามาก   แต่พอก้าวเดินไปเดินมากลับปวดน้อยลง
  4. ปวดหลังหรือปวดตามข้อเวลาอยู่นิ่ง ๆ หรือนั่งนิ่ง ๆ นาน ๆ  พอจะเริ่มขยับจะปวดแต่พอขยับตัวไปแล้วจะปวดน้อยลง   เวลาตื่นนอนตอนเช้ามีปวดข้อ  ข้อฝืดแข็ง  ขยับลำบาก  แต่ถ้าขยับตัวไปมาเรื่อย ๆ จะไม่ค่อยปวด
  5. อาจมีตาแดงตาอักเสบ  หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบบ่อย ๆ ร่วมด้วยได้
  6. มีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าปวดบวมอักเสบทั้งนิ้ว 1-2 นิ้ว  ทำให้นิ้วบวมโตคล้ายไส้กรอก

อาการที่กล่าวมานี้อาจเกิดขึ้นทีละอาการ หรือเกิดร่วมกันพร้อม ๆ กันได้  ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมกับรอยโรคที่ผิวหนังเป็นโรคสะเก็ดเงิน ก็จัดเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน  ถ้ามีอาการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อ  เช่น  ท้องเดิน  ท้องเสีย หรือเจ็บคอ  ก็จัดเป็นโรคข้ออักเสบรีแอคติฟ เป็นต้น

 

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ

ถ้าท่านมีอายุตั้งแต่เด็ก  วัยรุ่น  จนถึงวัยทำงานจนอายุประมาณ 40 ปี  ทั้งชายและหญิงแล้วมีอาการดังที่กล่าวมาแล้ว  มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 1-2 เดือน แล้วไปรับการรักษา กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น  ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นโรคกลุ่มนี้  ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ  แพทย์จะทำการซักถามประวัติ และตรวจร่างกาย  โดยเฉพาะตรวจข้อและข้อกระดูกสันหลังดู  ถ้าสงสัยก็จะทำการถ่ายภาพรังสี (x-ray)   บริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่างดู  บางครั้งท่านอาจไม่มีอาการปวดหลัง  แต่การวินิจฉัยโรคกลุ่มนี้อาศัยการดูภาพถ่ายรังสีว่ามีความผิดปกติที่เข้าได้กับโรคกลุ่มนี้หรือไม่  นอกจากนี้อาจมีการตรวจเลือด  เพื่อแยกโรคข้ออื่นที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  โรค เอส แอล อี  นอกจากนี้ยังอาจตรวจดูลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคนี้ที่เรียกการตรวจ HLA-B27  ซึ่งถ้าให้ผลบวก ก็หมายความว่าท่านมีโอกาสเป็นโรคกลุ่มนี้สูง       ในขณะเดียวกันถ้าท่านมีบุตร  บุตรของท่านก็อาจได้รับถ่ายทอดพันธุกรรมอันนี้ทำให้มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน

เนื่องจากโรคกลุ่มนี้ไม่มีการตรวจเลือดอะไรที่ระบุได้แน่ชัดว่าเป็นโรคกลุ่มนี้แน่   ดังนั้นจึงมีแพทย์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้คิดถึง  และไม่ได้ให้การวินิจฉัยโรคกลุ่มนี้  ทำให้ผู้ป่วยมักจะไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก ๆ  มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เสียเวลาและเสียเงินทองในการรักษาอาการปวดข้อ  ข้ออักเสบไปมาก     กว่าจะมาได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  ดังนั้นขอให้คิดถึงโรคกลุ่มนี้ซึ่งเป็นโรคกลุ่มที่พบได้บ่อย  และรีบไปรับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ

 

โรคกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ   เกิดขึ้นได้อย่างไร

ในปัจจุบันนี้  ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า โรคกลุ่มนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  แต่จากการศึกษาพอจะทราบคร่าว ๆ ว่า โรคกลุ่มนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย  ประการที่สำคัญคือ ผู้ป่วยที่จะเป็นโรคนี้มักจะมีพันธุกรรมที่ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดเป็นโรคได้  เช่น มีพันธุกรรมชนิดที่เรียก HLA-B27 ซึ่งได้รับถ่ายทอดมาแต่พ่อ แม่ หรือปู่ ย่า ตา ยายของผู้ป่วย  แต่พ่อแม่ของผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคนี้  และการมีพันธุกรรมชนิดนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคนี้เสมอ   ต้องมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้นให้เกิดโรคซึ่งปัจจัยที่มากระตุ้นนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด  แต่มักจะเกี่ยวข้องกับการมีการติดเชื้อโรคบางอย่าง เช่น การติดเชื้อลำไส้อักเสบจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด  ทำให้มีอาการท้องเดินท้องเสีย  หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ  หรือแม้กระทั่งหลอดลมอักเสบ  การติดเชื้อนี้ไม่เรื้อรังเมื่อได้รับการรักษาก็หาย  แต่การติดเชื้อครั้งนั้นดูเหมือนจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วย  ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเปลี่ยนไป  คล้ายกับจะมองว่าข้อหรือเส้นเอ็นของผู้ป่วยเองเป็นสิ่งแปลกปลอม  ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังกับข้อและเส้นเอ็นของผู้ป่วยจนเกิดเป็นโรคขึ้น  และมีอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว  เหตุที่เกิดโรคนี้ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว  เพราะช่วงเวลานี้ของคนเราเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเราแข็งแรงที่สุด  ดังนั้นการเกิดการอักเสบจากภูมิคุ้มกันก็รุนแรงที่สุดเช่นเดียวกัน

การรักษาโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  ทำได้อย่างไร

เนื่องจากผู้ป่วยโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  มีอาการปวดบวมข้อและเส้นเอ็นต่าง ๆ  อาการปวดนี้บางรายไม่รุนแรง  แต่บางรายก็ปวดรุนแรงมาก  และปวดเรื้อรังเป็นเวลานานจนได้รับความทุกข์ทรมาน  ดังนั้นการรักษาที่สำคัญประการแรกคือต้องได้รับยาต้านการอักเสบ  ซึ่งส่วนมากเป็นยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  ที่มีประสิทธิภาพสูง  เช่นยา indomethacin  และอาจต้องใช้ต่อเนื่องกันไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง  เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากเป็นคนอายุน้อย  ดังน้นผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ต่อผู้ป่วยอาจไม่มากนัก  แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง  ต่อมาเนื่องจากโรคกลุ่มนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกัน  ดังนั้นจึงต้องมียาที่จะปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกัน หรือปรับเปลี่ยนตัวโรค เช่น ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine)  หรือยาเมโธรเทรกเซต (methotrexate)  ซึ่งต้องให้ต่อเนื่องกันไปเป็นระยะเวลานานเช่นเดียวกัน  ในปัจจุบันเนื่องจากมีผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อยาปรับเปลี่ยนตัวโรคไม่ดีนัก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีข้อกระดูกสันหลังอักเสบ   จึงมีการนำยาในกลุ่มยาชีวภาพ (biologic agent) มาใช้รักษาโรคกลุ่มนี้โดยเฉพาะโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis)  และโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินอย่างได้ผล  เช่นยา กลุ่มยาต้านสาร tumor necrotic factor-TNF (anti-TNF)  ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านสารจากระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรง  ยากลุ่มนี้ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพสูงมาก  และออกฤทธิ์เร็ว แต่เนื่องจากมีราคาแพงมาก  จึงมีการนำมาใช้ในบ้านเรา แต่ยังไม่แพร่หลายนัก

วิธีการรักษาโรคกลุ่มนี้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญมากคือ  การทำกายภาพบำบัด  โดยเฉพาะการออกกำลังกาย เช่น การว่ายน้ำ  และการบริหารกล้ามเนื้อ  เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและข้อกระดูกสันหลัง  ป้องกันไม่ให้ข้อติดยึดและพิการ  การทำกายภาพบำบัดนี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอ  และทำควบคู่กับการรักษาด้วยยาไปตลอดการรักษา  จะช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น และอาจใช้ยาน้อยลงหรือสามารถหยุดยาได้เร็ว  นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยที่มีความพิการเกิดขึ้น  อาจมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก หรือผ่าตัดแก้ไขความพิการของกระดูกสันหลังที่จำเป็น

ข้อมูลจาก : ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

http://www.ra.mahidol.ac.th/dpt/MD/know11-air-04

โรคข้อและข้อกระดูกสันหลังอักเสบ โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

โรคข้อและข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Spondyloarthropathies)

โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบคืออะไร
โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบหมายถึงกลุ่มโรคที่มีการอักเสบของข้อกระดูกสันหลังและข้อรยางค์ (แขนและขา) ร่วมกับการอักเสบของปลายเอ็นส่วนที่ยึดติดกับกระดูก ซึ่งก่อให้เกิดอาการปวดตึงหลัง ปวดข้อของแขนหรือขา และเจ็บที่เอ็น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการแสดงในระบบอื่นๆ เช่น ผื่นผิวหนัง ตาแดง ตามัว หรือท้องเสีย เป็นต้น

โรคที่อยู่ในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 5 โรคได้แก่
1. โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด (ankylosing spondylitis)
2. โรคข้ออักเสบรีแอ๊คตีฟ (reactive arthritis)
3. โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (psoriatic arthritis)
4. โรคข้ออักเสบร่วมกับโรคลำไส้อักเสบ (enteropathic spondyloarthropathy)
5. โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบที่ยังไม่ทราบชนิด (undifferentiated spondyloarthropathy)

สาเหตุโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบคืออะไร
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบ อย่างไรก็ตามพบว่าสมาชิกของครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบจะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้น โดยมีความสัมพันธ์กับยีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า HLA-B27 ดังนั้นจึงเชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติน่าจะเป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคนี้

นอกจากนี้การติดเชื้อโรคบางชนิดเช่น เชื้อคลามัยเดียที่ทำให้เกิดการอักเสบของท่อปัสสาวะ หรือเชื้อโรคที่ทำให้เกิดท้องร่วงเช่น เชื้อซาโมเนลลา ก็สามารถกระตุ้นให้โรคข้ออักเสบรีแอ๊คตีฟกำเริบขึ้นได้ ดังนั้นปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการติดเชื้อจึงเป็นสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มากระตุ้นให้เกิดโรคนี้ขึ้น

ใครมีโอกาสเป็นโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบบ้าง
โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบพบบ่อยในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าผู้หญิง 2-3 เท่า สมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเป็นโรคมากขึ้นกว่าประชากรทั่วไป
โรคนี้พบบ่อยในประชากรของประเทศแถบขั้วโลกเหนือเช่น ชาวเอสกิโม และชาวอลาสกา รวมถึงชนพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือทางตะวันตก อุบัติการณ์ในประเทศไทยยังไม่ทราบแน่ชัดแต่คาดว่าน่าจะใกล้เคียงกับประเทศทางตะวันตก

แพทย์จะวินิจฉัยโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบได้อย่างไร
การวินิจฉัยโรคจะอาศัยประวัติครอบครัว ร่วมกับอาการข้อและกระดูกสันหลังอักเสบของท่าน การถ่ายภาพเอกซเรย์ของกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานจะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคได้ ส่วนการตรวจหายีน HLA-B27 ก็อาจช่วยในการประเมินปัจจัยเสี่ยงของโรคแต่ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจในผู้ป่วยทุกคน

ลักษณะอาการเด่นและมีความจำเพาะต่อโรคนี้ คืออาการปวดหรือตึงหลัง ซึ่งมักจะปวดที่บริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่างและกระเบนเหน็บ โดยจะเป็นมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงสายๆ หรือบ่ายๆ ผู้ป่วยที่เป็นโรคมานานอาจมีหินปูนเชื่อมกระดูกสันหลังให้ติดกันและทำให้ไม่สามารถก้มหรือหงายหลังได้อย่างเต็มที่

ผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งจะมีอาการปวดข้อและข้ออักเสบร่วมด้วย โดยพบบ่อยที่ข้อเข่า ข้อเท้า และข้อสะโพก บางรายอาจมีข้ออักเสบที่ข้อมือ ข้อศอก หรือข้อนิ้วมือ นอกจากนี้ยังอาจพบการอักเสบของปลายเอ็นตรงตำแหน่งที่ยึดเกาะกับกระดูก เช่น เอ็นร้อยหวาย และเอ็นฝ่าเท้าหรือส้นเท้า เป็นต้น
ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นเป็นสะเก็ดที่ผิวหนัง เล็บผิดปกติ ท้องเสียเรื้อรัง ม่านตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ หรือลิ้นหัวใจรั่วร่วมด้วย อาการแสดงนอกข้อเหล่านี้มีประโยชน์ช่วยทำให้ทราบว่าผู้ป่วยเป็นโรคใดในกลุ่มโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบนี้

โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบมีวิธีการรักษาอย่างไร
การรักษาโรคในกลุ่มนี้จะมีความคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆ ที่มีข้ออักเสบ โดยมีหลักการเบื้องต้นคือการออกกำลังกาย การทำกายภาพบำบัด และการใช้ข้ออย่างถูกวิธี ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนคนปกติ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อหรือมีอาการติดยึดของกระดูกสันหลังอย่างมากก็จำเป็นจะต้องใช้ยารักษาร่วมด้วย ส่วนการผ่าตัดมีความจำเป็นในผู้ป่วยบางรายที่มีความพิการของข้อหรือกระดูกสันหลังอย่างมากแล้ว

ยาที่ใช้รักษาโรคนี้มี 2 กลุ่มคือ

1. กลุ่มยาที่ช่วยบรรเทาอาการ ได้แก่ ยาที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการอักเสบและเจ็บปวดที่ข้อ ได้แก่ ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สารเสตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs, NSAIDs)

2. กลุ่มยาที่สามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคเพื่อทำให้โรคสงบ ในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังหรือรุนแรงแพทย์จะพิจารณาใช้ยาในกลุ่มนี้ซึ่งได้แก่ ยาเม็ทโธเทรกเซท (methotrexate) และยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) ในระยะหลังได้มีการนำยาใหม่ๆ มาใช้รักษาโรคนี้ โดยเฉพาะกลุ่มยาชีวภาพซึ่งออกฤทธิ์ต้านการทำงานของสารทีเอ็นเอฟ (anti-TNF agents) อย่างไรก็ตามยาเหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูงและยังทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงหลายอย่าง การใช้ยาดังกล่าวจึงควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษาและจะต้องมีการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด


ท่านจะดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบ

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีความเจ็บปวดจากการอักเสบของข้อ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็สามารถดำรงชีวิตได้เช่นคนทั่วไป การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของร่างกายและลดความพิการของข้อและกระดูกสันหลังลงได้

ข้อควรจำ

โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบเป็นโรคชนิดหนึ่งที่มีการอักเสบของข้อกระดูกสันหลังและข้อรยางค์ของแขนและขา ร่วมกับการอักเสบของปลายเอ็นส่วนที่ยึดติดกับกระดูก โดยที่ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีผื่นผิวหนัง เล็บผิดปกติ ท้องเสียเรื้อรัง ม่านตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ หรือลิ้นหัวใจรั่วร่วมด้วย

โรคนี้พบบ่อยในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าผู้หญิง 2-3 เท่า สมาชิกในครอบครัวของมีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้นกว่าประชากรทั่วไป

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การทำกายภาพบำบัด และการใช้ข้ออย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ยารักษาโรคจะช่วยให้ท่านสามารถทำกิจวัตรประจำวันและมีคุณภาพชีวิตดีเหมือนคนปกติ

ข้อมูลจาก: สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

http://www.thairheumatology.org/people01.php?id=119