‘มะนาว’ มีดีมากกว่าความเปรี้ยว

dailynews140413_001ถ้าพูดถึงความเปรี้ยว เรามักนึกถึงมะนาวเป็นอันดับ แรก แม้ช่วงนี้มะนาวจะแพง หลายคนก็ยังซื้อหามาติดครัวไว้ประกอบอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากรสชาติที่เปรี้ยวจี๊ดแล้ว มะนาวมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า คุณสมบัติของมะนาวเป็นที่รู้จักกันมานานนับพันปี มะนาวในโลกนี้มีหลายสายพันธุ์ แต่ที่เราเห็นกันบ่อย คือ มะนาวไทย มะนาวลูกเขียวเปรี้ยวปรี๊ด ยังมีแบ่งออกไปอีก เช่น มะนาวไข่ มะนาวแป้น มะนาวหนัง และมะนาวเทศ ที่เรียก “เลมม่อน” หรือ “เลม่อน” ลูกโตเหลืองอร่าม

มะนาวทั้ง 2 ชนิดมีประโยชน์ช่วยสุขภาพอยู่มากมาย อย่างในสมัยโรมันเชื่อว่าส้มและมะนาวช่วยแก้พิษงูได้ ในทวีปแอฟริกาบางส่วนใช้มะนาวป้องกันโรคอหิวาต์ และที่เห็นบ่อยสมัยนี้คือใช้มะนาวมาล้างคราบไคลไล่กลิ่นคาวตามฝ่ามือและซอกนิ้ว

มะนาวอยู่คู่กับเมนูไทยแทบทุกเมนู คนที่โปรดปรานรสเปรี้ยวจึงมีภาษีมากตรงที่ได้ประโยชน์จากมะนาวมากขึ้น ซึ่งสารอาหารที่มะนาวเก็บไว้นั้นมีหลัก ๆ คือ

1. กรดเปรี้ยว ที่มีมากคือ “กรดซิตริก” กับ “แอสคอบิก” ที่กระตุ้นต่อมนํ้าลาย
2. วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ
3. แร่ธาตุและใยอาหาร โดยเฉพาะโพแทสเซียมและโซเดียม

เมื่อทราบส่วนสำคัญในมะนาวแล้ว บุคคลที่ต้องระมัดระวังในการบริโภคมะนาวก็คือคนที่มีโรคที่แสลงกับมะนาวดังนี้ โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ท้องอืดง่าย ลำไส้แปรปรวน ฟันผุ โรคปริทนต์ เพราะ กรดในมะนาวจะไปทำให้โรคเหล่านี้กำเริบขึ้นมาได้

นอกจากความเปรี้ยวแล้วมะนาวยังให้ของดีมากกว่านั้น

1. ช่วยเสริมภูมิและสร้างคอลลาเจน มะนาวมีส่วนช่วยผิวพรรณตรงที่มี “กรดวิตามินซี” ที่ช่วยสร้างคอลลาเจนตามที่ต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่เฉพาะผิวหนังแต่ไปถึงหลอดเลือดด้วยจึงทำให้เลือดไม่ซึมตามไรฟัน ในทางกลับกันท่านที่รับประทานคอลลาเจนอยู่ก็ควรทานคู่กับมะนาวด้วยจะช่วยกันดี

2. มะนาวช่วยลดความดันและล้างพิษ ช่วยล้างพิษได้ตรงที่การเหยาะมะนาวลงในนํ้าอุ่นดื่มเต็ม ๆ ให้ชื่นใจสัก 1-2 แก้วตอนตื่นนอน มะนาวจะช่วยในการขับถ่ายระบายของเสียออกจากลำไส้ได้ ส่วนในเวลาเสิร์ฟอาหารมะนาวช่วยหลอกลิ้นแทนรสเค็มได้ ให้เสิร์ฟมะนาวฝานในอาหารแล้วลดเกลือลงจะช่วยท่านที่มีความดันสูงได้

3. เสริมเกราะให้เส้นเลือด โดยเฉพาะจุดสำคัญของเส้นเลือดที่เป็นตัวลิขิต “โรคหัวใจ” และ “โรคหลอดเลือดสมอง” นั่นคือ “เยื่อบุหลอดเลือด” มะนาวมีสารพิเศษช่วยกระตุ้นเยื่อบุหลอดเลือดให้ทำงานดีและยืดหยุ่นได้ง่ายเวลาเลือดผ่าน ช่วยให้หัวใจทำงานสบายขึ้น

4. อาหารช่วยลดอ้วน มะนาวมีแคลอรีต่ำจึงไม่ทำให้อ้วน การรับประทานมะนาวให้อิ่มจนนํ้าตาเล็ดคงทำไม่ได้แน่ แต่นํ้าเปล่าผสมมะนาวบีบทั้งเปลือกให้ขมนิด ๆ จะช่วยลด ความอยากอาหารได้ดี ผลที่ตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการอเมริกันชี้ว่าฤทธิ์ “ลดหิว” ของมะนาวนี้มีได้นานถึง 4 ชั่วโมงทีเดียว

5. ช่วยสู้โรคข้ออักเสบ ที่สำคัญคือโรคข้อที่รักษาไม่หายอย่าง “รูมาตอยด์” ที่ทำให้คนไข้มีอาการปวดติด ๆ ดับ ๆ อยู่เป็นระยะตลอดชีวิตขึ้นกับภูมิคุ้มกัน การศึกษาในผู้ป่วย 20,000 รายลงตีพิมพ์ในวารสารโรครูมาตอยด์ชี้ว่าคนที่บริโภคอาหารวิตามินซีน้อยจะทรมานกับอาการปวดมากกว่าคนที่บริโภควิตามินซีมากถึง 3 เท่า

6. หยุดเซลล์มะเร็ง จากสารสำคัญในมะนาวที่ยับยั้งการแบ่งตัวไม่รู้จบของเซลล์เนื้อร้าย สารนี้ชื่อ “ลิโมนิน” ถูกทดสอบโดยนักวิทยาศาสตร์จากองค์กรวิจัยเกษตรแห่งสหรัฐจนพบว่ามันคงฤทธิ์ต้านมะเร็งอยู่ในร่างกายได้นานถึง 24 ชั่วโมงทีเดียว เคล็ดลับก็คือดื่มนํ้ามะนาวหรือนํ้าส้มบ่อย ๆ

มะนาวยิ่งงอมยิ่งดี เทคนิคคือให้เลือกมะนาวที่งอมมาก ๆ เพราะจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยอินสบรุกในประเทศออสเตรีย พบว่ามะนาวยิ่งสุกงอมมากเท่าไรยิ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าตอนยังเขียวปี๋มากเท่านั้น

นอกจากนั้นมะนาวยังช่วยอดบุหรี่ก็ได้ โดยให้ฝานมะนาวเขียวเปรี้ยวจี๊ดนี้เป็นเสี้ยวบาง ๆ เวลาอยากบุหรี่ก็หยิบมะนาวขึ้น มาเคี้ยวทั้งเปลือกจะช่วยคลายทั้งความหิวบุหรี่และหิวอาหารไปพร้อมกัน สำหรับท่านที่อยากเก็บนํ้ามะนาวไว้ใช้นาน ๆ ให้บีบใส่ถาดนํ้าแข็งแล้วแช่เป็นก้อนเก็บไว้รับรองว่าไม่ขาดมะนาวทั้งปี.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 13 เมษายน 2557

Advertisements

“การฉายแสงแดดเทียม” ทางเลือกสำหรับรักษาโรคสะเก็ดเงิน โดย พญ.รัศนี อัครพันธุ์

manager140308_001bแสงอัลตราไวโอเลต (UV) หรือ “แสงแดด” ที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจฉกรรจ์ของผิวสวย และยังเป็นต้นเหตุของสารพัดริ้วรอยไม่พึงประสงค์ต่างๆ ที่หนุ่มๆ สาวๆ หลายคนต้องส่ายหน้าร้องยี้กันเลยทีเดียว แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน หรือโรคผิวหนังบางประเภท แสงอัลตราไวโอเลตนี้อาจมีคุณและเป็นอีกทางเลือกใหม่ที่สามารถช่วยเยียวยาอาการของโรคให้ทุเลาเบาบาง

manager140308_001a
พญ.รัศนี อัครพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ Phototherapy ศูนย์ผิวหนังและความงามกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า แสงอัลตราไวโอเลตเป็นส่วนหนึ่งของแสงอาทิตย์ แสงแดดที่ส่องมาถึงพื้นผิวโลกนอกจากประกอบไปด้วยแสงอัลตราไวโอเลตแล้วยังมีส่วนประกอบอื่น เช่น แสงที่ใช้ในการมองเห็น และแสงอินฟราเรด ที่ทำให้เกิดความร้อน แสงแดดเป็นสิ่งสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกคือ ให้แสงสว่างและความอบอุ่น ความรู้เรื่องแสงแดดผลของแสงต่อผิวหนังได้มีการพัฒนาและเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ได้มีการค้นพบว่าแสงแดดสามารถโรคผิวหนังได้ โดยเฉพาะ “โรคสะเก็ดเงิน” (Psoriasis)

โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังชนิดเรื้อรัง ที่เกิดจากการปรวนแปรของภูมิคุ้มกันของร่างกายมีกระตุ้นให้มีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วกว่าปกติหลายเท่าทำให้ผิวหนังหนาเป็นปื้น มีขุยขาวหนาคล้ายเงิน พบได้บ่อยในช่วง อายุ 20 ปี และ 40 ปีขึ้นไป พบได้ประมาณ ร้อยละ 1-2 ของประชากรทุกเชื้อชาติ หญิงและชายพบได้เท่ากัน

โดยโรคสะเก็ดเงินนี้ มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมกับสิ่งกระตุ้นจากภายนอก ถ้าบิดาและมารดาเป็นโรค บุตรที่เกิดมามีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าถ้าบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเป็นโรค นอกจากนี้ โรคสะเก็ดเงินยังสัมพันธ์กับโรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน โดยมีอาการคือ มีตุ่มแดงขอบเขตชัดเจน และมีขุยสีขาวอยู่ที่ผิว ต่อมาตุ่มจะค่อยๆขยายออกจนกลายเป็นปื้นใหญ่ และหนาตัวขึ้นเป็นสะเก็ดสีเงินซึ่งสามารถขูดออกได้ง่าย

บางครั้งสะเก็ดนี้จะร่วงเวลาถอดเสื้อหรือเดินไปไหนมาไหน หรือร่วงอยู่ตามเก้าอี้ ที่นอน และเมื่อขูดขุยสะเก็ดหมดจะมีจุดเลือดออกบนรอยผื่น ผื่นอาจเกิดบนรอยแผลถลอกหรือรอยแผลผ่าตัด ผื่นผิวหนังพบได้หลายลักษณะ ผื่นหนาเฉพาะที่ หรือกระจายในบริเวณที่มีการเสียดสี ศีรษะ ไรผม สะโพก ศอก เข่า หน้าแข้ง ข้อเท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผื่นขนาดเล็กเท่าหยดน้ำหรือเล็กกว่า 1 ซม.กระจายทั่วตัว พบบ่อยในเด็กตามหลังการเกิดไข้หวัด 1-2 สัปดาห์ ผิวหนังแดงลอกทั่วตัว ผื่นชนิดตุ่มหนอง พบเป็นตุ่มหนองเล็กๆ ที่ปราศจากเชื้อโรค บนผื่นสีแดง อาจเป็นเฉพาะที่ เช่น ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ปลายนิ้ว มือ ปลายนิ้วเท้า หรือกระจายทั่วตัว ความผิดปกติของเล็บ เช่น เล็บล่อน ปลายเล็บหนามีขุยใต้เล็บ หรือ จุดสีน้ำตาลใต้เล็บ มีการอักเสบของข้อซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อใหญ่ ข้อเล็ก เป็นข้อเดียว หรือหลายข้อ และอาจจะมีข้อพิการตามหลังการอักเสบเรื้อรัง

manager140308_001c

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคสะเก็ดเงินให้หายขาดได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาโดยใช้ยาทาคู่กับยารับประทาน และการรักษาด้วยแสงอัตราไวโอเลต หรือเรียกว่า การฉายแสงอาทิตย์เทียม (UV Phototherapy) ร่วมด้วยจะทำให้ผลการรักษาเร็วขึ้น

โดยรังสีอัลตราไวโอเลตที่ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ

1.รังสีอัลตราไวโอเลต เอ พูว่า ( PUVA) คือการฉายแสงอัตราไวโอเลต เอ ซึ่งมีความยาวคลื่น 320-400 นาโนเมตร ร่วมกับการรับประทานยาเซอราเลน (PSORALEN) ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางโรคผิวหนังรุนแรงปานกลางจนถึงขั้นรุนแรงมาก หรือใช้ควบคู่กับการรักษาด้วยยาทาและยารับประทาน

ผู้ป่วยควรจะได้รับการฉายแสงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และจะมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับการฉายแสงประมาณ 12-18 ครั้ง แต่อาจต้องได้รับการฉายแสงต่อเนื่องเพื่อป้องกันกันการกำเริบของโรคเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน โดยจะให้ผลดีประมาณ 70-80% ขึ้นไป พบผลข้างเคียงน้อย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันและแดงบริเวณผิวหนังที่ฉายแสงหลังทำการรักษา ข้อดีคือ ส่วนใหญ่การกลับเป็นซ้ำของโรคจะน้อยกว่าการรักษาโดยใช้ยาทาหรือยารับประทาน

2.รังสีอัลตราไวโอเลต บี แต่เดิมจะใช้คลื่นแสงในช่วง 290-320 นาโนเมตร ซึ่งเป็นความยาวคลื่นแสงช่วงคลื่นกว้าง (Broadband UVB) ชึ่งจะพบผลข้างเคียงจากการรักษาค่อนข้างมาก ต่อมาได้มีการพัฒนาให้ใช้แสงที่ช่วงความยาวคลื่นแคบลงอยู่ในช่วง 311 นาโนเมตร เรียกว่า Narrowband UVB ผู้ป่วยไม่จำเป็นจะต้องรับประทานยาเซอราเลน ก่อนการฉายแสงชนิดนี้

เครื่องฉายแสง UV Phototherapy มีหลายประเภท ชนิดฉายทั่วตัว ฉายเฉพาะ มือ-เท้า ฉายเฉพาะศีรษะ ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามตำแหน่งและความรุนแรงของผื่น และยังมีเครื่องฉายแสงเฉพาะหย่อมเล็กๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องถูกแสงอัลตราไวโอเลตเป็นปริมาณมาก ส่วนการเลือกว่าจะใช้แสงอัตราไวโอเลต เอ หรือ บี ขึ้นกับลักษณะของโรค ความรุนแรงของโรค และอายุของผู้ป่วย โดยก่อนการรักษาแพทย์จะทำการซักถามประวัติเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยจะต้องไม่มีประวัติแพ้แสงแดดหรือเป็นมะเร็งผิวหนังมาก่อน จากนั้นจะให้ทานยาเซอราเลน (PSORALEN) ก่อนได้รับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต เอ 2 ชั่วโมง และควรรับประทานยาหลังอาหารเพื่อลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน

โดยหลังจากทานยาผู้ป่วยไม่ควรตากแดดเป็นเวลา 8-12 ชั่วโมง ควรหลบแดดควรใส่แว่นตากันแดด สวมเสื้อแขนยาว ทายากันแดด หรือกางร่ม เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น และผู้ป่วยต้องไม่รับประทานยาประเภทที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้แสงแดด เช่น ยาโรคเบาหวาน ยาความดันโลหิตสูงบางชนิด ถ้ารับประทานยาประเภทนี้อยู่ควรแจ้งให้แพทย์ที่ทำการรักษาทราบ ต้องไม่เป็นต้อกระจกและควรตรวจตาสม่ำเสมอ

นอกจากโรคสะเก็ดเงินแล้วพบว่า การฉายแสงอาทิตย์เทียม (UV Phototherapy) ยังสามารถใช้การรักษาโรคผิวหนังชนิดอื่น เช่น โรคด่างขาว (Vitiligo) ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ผื่นผิวหนังอักเสบ (Eczema) ผื่นคันเรื้อรังที่มือและเท้า ผื่นคันที่พบในผู้ป่วยเบาหวาน โรคตับ โรคไต ผื่นคันไม่ทราบสาเหตุ ผื่นกุหลาบ (Pityriasis rosea) มะเร็งผิวหนังบางชนิด (mycosis fungoides) ได้อีกด้วย

ที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มีนาคม 2557

การรับประทานน้ำมันปลาและแอสไพรินร่วมกันจะช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคข้อ

Scientists have discovered that taking fish oil and aspirin together could help to ease beat chronic illnesses such as arthritis

Scientists have discovered that taking fish oil and aspirin together could help to ease beat chronic illnesses such as arthritis

 

นักวิทยาศาสตร์พบว่าการรับประทานน้ำมันปลาและแอสไพรินร่วมกันจะช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคข้ออักเสบ

ทั้งน้ำมันปลาและแอสไพรินเมื่อรวมกันจะต่อสู้กับการอักเสบที่ทำให้เกิดอาการปวดในโรคข้ออักเสบ

Fish oils have long been heralded for their beneficial effects on the brain, bones and heart

Fish oils have long been heralded for their beneficial effects on the brain, bones and heart

The cure for arthritis? Fish oil AND aspirin, according to a breakthrough discovery

  • The two work together to combat inflammation that causes pain of arthritis

By EMILY PAYNE

PUBLISHED: 18:17 GMT, 22 February 2013

Fish oil and aspirin could be the key to beating a host of devastating chronic diseases, according to new research.

Researchers from the Brigham and Women’s Hospital and Harvard Medical School in Boston found that the two work together to combat the inflammation responsible for a host of illnesses, including heart disease, cancer, arthritis and Alzheimer’s.

Both aspirin and omega-3 fatty acids from fish are known to have an anti-inflammatory effect on their own, but the research shows that when taken together they can control the overactive immune responses associated with long-term illnesses.

Inflammation is the body’s natural response to injury and foreign bodies.

When something harmful or irritating affects a part of the body, there is a biological response to try to remove it, and the symptoms of inflammation show that the body is trying to heal itself.

But if the person suffering has a high-fat diet, too much body fat or is a smoker, for example, the may not be a break from the irritants, so the immune system can lose control, increasing risk of disease.

Long-term, inflammation can become chronic which can then damage heart valves and brain cells, causing strokes and promoting resistance to insulin, which leads to diabetes.

It is also associated with the development of cancer.

Aspirin is used by millions of people to keep heart attacks and strokes at bay. The drug is used to thin the blood, which reduces the risk of clots.

It works by helping to trigger the production of molecules called resolvins that are made naturally by the body from omega-3 fatty acids.

These resolvins ‘resolve’, the inflammation that underlies the health conditions which blight the lives of millions.

Omega-3 is found in oily fish, particularly salmon and sardines, as well as chicken, nuts, kale and spinach as well as vegetable oils.

One resolvin called D3 was found to have an especially long-lasting anti-inflammatory effect.

The researchers said: ‘In this report, we found that one resolvin, termed D3 and from omega-3 fatty acid, persists longer at sites of inflammation than either resolvin D1 or resolvin D2 in the nat­ural resolution of inflammation in mice.

‘This finding suggests that this late resolution phase resolvin D3 might display unique properties in fighting uncontrolled inflammation.’

The researchers also confirmed that aspirin triggered the production of a longer-acting form of resolvin D3 through a different pathway.

The team were able to produce a pure form of both resolvin D3 and aspirin-triggered resolvin D3.

When administered to human cells, both of these showed highly potent anti-inflammatory actions.

The research was published in the journal Chemistry & Biology.

SOURCE: dailymail.co.uk

ถูกแดดกันโรคข้ออักเสบ อาบมากไปเข้าใกล้มะเร็ง

thairath130211_001แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คนเราควรหาถิ่นฐานที่อยู่ในที่ซึ่งมีแสงแดดส่อง เพราะมันจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคข้ออักเสบง่าย ๆ

วารสารการแพทย์ “โรคข้ออักเสบแห่งอังกฤษ” แจ้งว่า นักวิจัยของโรงเรียนสาธารณสุขฮาร์วาร์ด ได้ศึกษากับผู้หญิงไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน เพื่อหาความเกี่ยวพันของแสงแดดกับโรคข้ออักเสบ เพราะเชื่อว่าวิตามินดีในแสงแดดอาจจะให้คุณ ช่วยปกป้องร่างกายได้ แต่บอกไว้ก่อนว่า ไม่ควรจะไปตากแดดหัวแดงตลอดทั้งวัน เพราะอาจจะล่อแหลมกับการเป็นมะเร็งผิวหนังได้

โรคข้ออักเสบ มักจะเป็นกันมากในหมู่สตรี เกิดจากระบบภูมิคุ้มโรคของตัวเองกลับหันไปทำร้ายข้อต่อ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง.

ที่มา :ไทยรัฐ 11 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article:

.

Women regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing rheumatoid arthritis by a fifth

Women regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing rheumatoid arthritis by a fifth

Soaking up the sun can reduce the risk of rheumatoid arthritis

  • Women regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing the condition by a fifth
  • But using sun creams or covering up to avoid the sun could lessen the protective effects

 

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 00:57 GMT, 5 February 2013

Soaking up the sun may reduce a woman’s risk of rheumatoid arthritis.

New research has shown that those regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing the condition by a fifth.

But using sun creams or covering up to avoid the sun could lessen the protective effects.

And in younger women who have heeded the calls to protect themselves from the harmful effects of the sun, the effect of UVB exposure was less evident.

Rheumatoid arthritis is an autoimmune disease that causes inflammation in joints and the main symptoms are joint pain and swelling. The condition is the second most common form of arthritis in the UK.

 

There are an estimated 300,000 sufferers in the UK with women three times more likely to suffer from the disease than men.

The long term study looked at participants in two phases of the US Nurses’ Health Study, the first of which has tracked the health of more than 120,000 nurses since 1976, when they were aged between 30 and 55, until 2008.

The second phase tracked the health of a further 115,500 nurses since 1989, when they were aged between 25 and 42, until 2009.

Rather than simply relying on geography to quantify likely levels of UVB exposure, the researchers used a more sensitive assessment, known as UV-B flux, which is a composite measure of UVB radiation, based on latitude, altitude, and cloud cover.

Exposure was then estimated according to where they lived in the US and ranged from an annual average of 93 in Alaska and Oregon to 196 in Hawaii and Arizona where they get the most sunshine.

Likely estimates of UV exposure at birth and by the age of 15 were also included.

Over the period, 1,314 women developed rheumatoid arthritis.

Among nurses in the first phase, higher cumulative exposure to UVB was associated with a reduced risk of developing the disease.

Those with the highest levels of exposure were a fifth less likely to develop rheumatoid arthritis than those with the least.

This confirms the findings of other studies, showing a link between geography and the risk of rheumatoid arthritis as well as other autoimmune conditions, including type 1 diabetes, inflammatory bowel disease, and multiple sclerosis.

But no such association for UV-B exposure was found among women in the second phase because these women were younger than those in the first study, and so might have been more aware about the potential hazards of acquiring a tan.

The authors added: ‘Differences in sun protective behaviours, for example greater use of sun block in younger generations, may explain the disparate results’.

But they conclude: ‘Our study adds to the growing evidence that exposure to UV-B light is associated with decreased risk of rheumatoid arthritis. The mechanisms are not yet understood, but could be mediated by the cutaneous production of vitamin D and attenuated by use of sunscreen or sun avoidant behaviour.’

The findings are published online in the Annals of the Rheumatic Diseases.

SOURCE: dailymail.co.uk

การทำสมาธิสามารถบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวข้องจากความเครียดเช่นโรค IBS และโรคข้ออักเสบ

The study suggests gaining 'inner peace' can have a very real outward effect

The study suggests gaining ‘inner peace’ can have a very real outward effect

การทำสมาธิสามารถบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวข้องจากความเครียด เช่น โรคลำไส้แปรปรวน IBS และโรคข้ออักเสบ

Meditation can ease pain from stress-related conditions like IBS and arthritis

  • Mindfulness meditation involves ‘being present’ by focusing on the breath and bodily sensations
  • Study compared a group practising mindfulness with another using alternative relaxation methods
  • Only mindfulness reduced inflammation caused by an irritating cream

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 16:01 GMT, 17 January 2013

People who suffer from painful conditions such as rheumatoid arthritis could ease their symptoms using a form of meditation, say researchers.

They added that the treatment, known as mindfulness, could prove a cheaper alternative to prescription medicines.

Mindfulness meditation involves ‘being present’ by focusing on breathing patterns and bodily sensations. This reduces worrying about the past and future and has been shown to be effective at alleviating depression.

The latest study suggested its calming effect could help those with stress-related chronic inflammatory conditions – such as bowel disease and asthma.

It is also a convenient technique as people can do the meditation exercises while sitting down or walking, according to the authors from the University of Wisconsin.

It comes as family doctors in the UK are being told to slash prescriptions of painkillers and sleeping pills amid concerns that patients are becoming addicted.

New guidelines now urge doctors  to consider alternative treatments such as physiotherapy and counselling.

Study leader Melissa Rosenkranz, said some people don’t benefit from regular medicines with many suffering from negative side effects of drugs or failing to respond to standard treatment.

Ms Rosenkranz said: ‘Our study shows that there are specific ways mindfulness (meditation) can be beneficial and that there are specific people who may be more likely to benefit from this approach than other interventions.

‘The mindfulness-based approach to stress reduction may offer a lower-cost alternative or complement standard treatment and it can be practised easily by patients in their own homes, whenever they need.’

The study compared two different methods of reducing stress, one related to meditation and the other involving exercise and musical therapy.

The content of the program was meant to match aspects of the mindfulness instruction in some way. For example, physical exercise was meant to match walking meditation, without the mindfulness component.

‘In this setting, we could see if there were changes that we could detect that were specific to mindfulness,’ Rosenkranz said.

Cream containing heat from chilli peppers was used to inflame the skin of participants in both groups. Although both groups felt calmer after therapy, only mindfulness proved effective at reducing the inflammation.

Ms Rosenkranz added: ‘The study suggests that mindfulness techniques may be more effective in relieving inflammatory symptoms than other activities that promote well-being.

‘This is not a cure-all, but our study does show that – there are specific people who may be more likely to benefit from this approach than other interventions.’

Significant portions of the population do not benefit from available pharmaceutical treatment options. Some of these patients suffer from negative side effects of the drugs, or simply do not respond to the standard-of-care for treatment of the disorder.

More information about mindfulness can be found at http://www.bemindful.co.uk/

SOURCE: dailymail.co.uk

“ข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก” ตรวจพบเร็ว…รักษาได้ทันท่วงที

dailynews130113_003aข้ออักเสบเรื้อรัง โรคดังกล่าวหลายคนอาจคิดว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ แต่ในความจริงนั้นมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ป่วยเป็นโรคนี้และด้วยความที่ร่างกายของเด็กกับผู้ใหญ่มีความต่างกันจึงทำให้โรคข้ออักเสบในเด็กและผู้ใหญ่ไม่เหมือนกัน จึงเรียกโรคข้ออักเสบที่เกิดกับเด็กนี้ว่า โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก

แพทย์หญิงโสมรัชช์ วิไลยุค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคข้อและรูมาติสซั่มในเด็ก หน่วยโรคภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันและโรคข้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ว่า โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองหรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้ตัวเอง ซึ่งภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หมายถึง ภาวะที่ภูมิคุ้มกันทำงานเกินหน้าที่เพราะหลังจากที่กำจัดเชื้อโรคไปแล้ว ภูมิคุ้มกันยังคงทำงานอยู่จนทำร้ายร่างกายแทน ที่จะปกป้อง

“โรคดังกล่าวปัญหาอยู่ที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก อีกทั้งหลายคนไม่คาดคิดว่าสามารถจะเกิดขึ้นในเด็ก โดยเด็กจะมีอาการปวดข้อ ปวดอักเสบได้เหมือนในผู้ใหญ่ ที่สำคัญเมื่อเด็กมีอาการปวดข้อ ข้อบวม และข้ออักเสบแต่ไม่สามารถอธิบายอาการสื่อสารถึงความเจ็บปวดได้ ซึ่งกว่าพ่อแม่จะทราบ เด็กต้องทนทุกข์ทรมานมีอาการข้ออักเสบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในบางรายอาจถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้”

โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเพราะเหตุใดภูมิต้านทานจึงทำร้ายร่างกาย สาเหตุบางอย่าง ภาวะติดเชื้อ ภาวะอุบัติเหตุกระตุ้นให้โรคกำเริบ ฯลฯ ยังคงเป็นเพียงข้อสงสัยซึ่งยังสรุปไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันโรคดังกล่าวไม่เพียงเป็นปัญหาเฉพาะในบ้านเรา หากแต่ยังเป็นปัญหาในหลาย ๆ ประเทศ

dailynews130113_003b

การสังเกตความผิดปกติของอาการและการเข้าถึงการรักษาแต่เนิ่น ๆ สิ่งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ปกครองควรสังเกตความผิดปกติโดยถ้าลูกมี อาการข้อบวม หากเป็นมานานอาจทำให้มีน้ำอยู่ในข้อ

เวลาที่จับมือจะรู้สึกอุ่นกว่าข้อข้างที่ปกติ มีรอยแดงบริเวณข้อ จับแล้วมีอาการเจ็บหรือมีภาวะกระดูกบริเวณที่อักเสบโตกว่าปกติ ทำให้ขาหรือแขนยาวกว่าอีกข้างและหากเป็นบริเวณข้อเข่าอาจสังเกตได้ว่ามีรอยบุ๋มข้าง ๆ

ส่วนอาการข้อติดช่วงเช้าที่เรียกว่า ภาวะมอร์นิ่ง สติฟฟ์
เนส (Morning Stiffness) หรือ ช่วงที่อากาศเย็นซึ่งทำให้ขยับข้อลำบากและปวดข้อมาก สังเกตได้จากเด็กจะเดินกะเผลกหลังจากตื่นนอน เนื่องจากเวลาหลับไม่ได้ขยับตัวทำให้สารอักเสบหลั่งออกมา แต่พอตื่นนอนขยับข้อ หรือช่วงที่อากาศอุ่นขึ้นอาการข้อติดจะดีขึ้นทุเลาลงซึ่งในอาการลักษณะนี้อาจทำให้เด็กบางรายไม่สามารถนอนกลางวัน หรือนั่งเรียนทั้งวันได้

นอกจากนี้อาการปวดข้อซึ่งส่วนมากเกิดในช่วงเช้าหรือช่วงที่อากาศเย็น บางรายอาจมีอาการปวดทั้งวัน สังเกตจากเด็กที่เป็นข้ออักเสบที่ ข้อเข่า จะไม่ยอมเดินจะร้องให้อุ้มตลอดเวลา หากเป็นที่ ข้อตะโพก จะเจ็บเวลาถูกอุ้ม ส่วนข้ออักเสบที่ ข้อมือ จะเจ็บเวลาถูกจับมือหรือจูงเดิน และหากเป็นที่ข้อเท้า เด็กก็จะเดินกะเผลก หากเป็นมากอาจเดินไม่ได้และในบางรายที่เป็น บริเวณกระดูกต้นคอ จะทำให้ไม่สามารถเงยหน้าหรือก้มหัวได้สุดทำให้มีปัญหาเวลาก้มลงเก็บของและเด็กบางคนอาจไม่สามารถหันซ้ายขวาได้ ถ้าข้ออักเสบ บริเวณข้อต่อขากรรไกร อาจสังเกตได้ยากโดยเด็กที่เป็นข้ออักเสบบริเวณนี้จะอ้าปากได้ไม่สุด และปวดเวลาขยับกราม หรือเคี้ยวอาหาร อาจอ้าปากได้ไม่เท่ากันสองข้างซึ่งหากเป็นนานอาจทำให้คางเล็กไป

อีกทั้งยังอาจพบอาการอื่น ๆ อาทิ ตาอักเสบ ไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยไข้จะขึ้นสูงในเวลาเดิมทุกวัน หรือมีผื่นเม็ดแดง ๆ เล็ก ๆ ขึ้นเวลาที่มีไข้ขึ้น และเมื่อไข้ลงผื่นก็จะหายไปไม่ควรนิ่งนอนใจควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทันที

dailynews130113_003c

ปัจจุบันโรคข้ออักเสบ แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต โดยอาการแต่ละกลุ่มจะไม่เหมือนกันโดยเฉพาะ Systemic onset juvenile idiopathic arthritis (SoJIA) เป็นชนิดที่รุนแรงมากที่สุดและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ เพราะมีอาการอยู่ในหลายระบบของร่างกาย โดยเด็กจะเป็นไข้สูงกว่า 2 อาทิตย์ และมีผื่นแดง ที่เรียกว่า ผื่นแซลมอนขึ้นตามร่างกายเป็น ๆ หาย ๆ แต่อย่างไรก็ตามหากได้รับการรักษารวดเร็วทันท่วงทีจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
dailynews130113_003e
“โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กสามารถพบได้นับแต่อายุไม่ถึงหนึ่งขวบปีถึง 16 ปีโดยเด็กที่พบตั้งแต่อายุน้อยจะยิ่งสังเกตความผิดปกติได้ยากเนื่องจากเด็กเล็กอาจไม่สามารถสื่อสารบอกความเจ็บปวดได้ การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจเลือดเพื่อหาค่า CBC, ESR และ CRP และสำหรับวิธีการรักษาใช้ยาหลายประเภท อาทิ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดเม็ดซึ่งเป็นยาชนิดแรกที่เด็กป่วยด้วยโรคข้ออักเสบทุกคนจะได้รับ ยากลุ่มสารชีวภาพ ยาที่ออกฤทธิ์เร็วและประสิทธิภาพสูงสามารถจับสารที่ก่อให้เกิดข้ออักเสบได้โดยตรง แต่ราคาค่อนข้างสูง ฯลฯ”

dailynews130113_003d

แพทย์ท่านเดิมกล่าวเพิ่มอีกว่าในการรักษาผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการทานของดิบ รวมทั้งต้องทำกายภาพบำบัด และออกกำลังอย่างถูกวิธีควบคู่ไปกับการทานยาร่วมด้วย ดังนั้นหากพบความผิดปกติเกิดขึ้นจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย.

ที่มา : เดลินิวส์  13 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

เต้นรำสัปดาห์ละครั้งลดอาการปวดจากโรคข้ออักเสบได้

Do-si-do: Dancing once a week could relieve the pain of arthritis

การออกกำลังกาย เช่น ชี่กง พิลาเตส โยคะ เต้นรำ สามารถลดความเจ็บปวดจากโรคข้ออักเสบได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดความสมดุล สุขภาพจิตดี การเคลื่อนไหวคล่องตัว และสนุกกับการใช้ชีวิต

How dancing just once a week could relieve the pain of arthritis

  • Just over half of arthritis sufferers who took part in exercise programme experienced pain relief
  • Exercises included dancing, yoga and Pilates

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 17:24 GMT, 13 November 2012

Having a waltz around the room or enjoying a yoga class can work wonders for millions of people suffering from arthritis, say researchers.

A study found hospital-based exercise programs such as Pilates, yoga or dance fitness can relieve the pain of the disease.

American scientists studied at the effectiveness of exercise programmes run by the Hospital for Special Surgery in New York City.

They found the weekly programmes significantly improved enjoyment of life and balance, and decreased pain and the severity and frequency of falls.

Sandra Goldsmith, director of the Public and Patient Education Department at HSS said: ‘When participants were asked to report their level of pain severity, there were statistically significant reductions in pain from pre- to post-test.

‘Pain is a huge factor in quality of life. If we can offer classes that help to reduce pain, that is a good thing.’

Researchers evaluated the effectiveness of the exercise programs, which included weekly classes of Tai Chi, yoga, mat and chair Pilates and dance fitness on 200 participants.

Surveys were administered before and after the exercise which included measures of self-reported pain, balance, falls and level of physical activity.

A pain intensity scale was used to quantify intensity of muscle or joint pain.

The team also measured pain interference on aspects of quality of life, including general activity, mood, walking ability, sleep, work, and enjoyment of life.

Roughly 53 per cent indicated that they experienced pain relief as a result of participating.

There was a 54 per cent improvement in general activity, mood, walking ability, sleep, normal work, and enjoyment of life.

Fewer respondents reported falling from pre- to post-test and fewer sustained injuries that required hospitalisation.

Dr Linda Russell, a rheumatologist, points out that the classes are low cost for patients.

‘We like to get all of our patients involved in exercise.

‘Patients benefit from supervised exercise programmes with regard to their overall sense of well-being and pain due to their arthritis.’

Osteoarthritis is a leading cause of disability in the UK, affecting around 8.5million adults.

Weight has a large influence on the prevalence of arthritis with nearly 30 per cent of obese adults suffering.

The latest study was presented at the recent American College of Rheumatology/Association of Rheumatology Health Professionals annual meeting.

SOURCE: dailymail.co.uk

โรคเกาต์ โดย ศ.นพ.อุทิศ ดีสมโชค

โรคเกาต์ โดย ศ.นพ.อุทิศ ดีสมโชค

 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย

โรคเกาต์ เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกภายในข้อ ซึ่งเป็นผลจากการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน โรคเกาต์เป็นโรคเรื้อรังที่มักเกิดในเพศชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และอาจมีปัจจัยทางกรรมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อที่มักพบการอักเสบจากโรคเกาต์ได้บ่อย เช่น ข้อโคนหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ เป็นต้น

กรดยูริกคืออะไร

กรดยูริก เกิดจากสารพิวรีน ที่มีอยู่ในอาหารหลายชนิดกรดยูริกในร่างกายได้จาก 2 ทางคือ
1. จากอาหารที่รับประทาน ประมาณร้อยละ 20 ได้จากอาหารที่รับประทาน ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ ซึ่งจะถูกย่อยสลายจนเกิดเป็นยูริก
2. จากร่างกายสร้างขึ้นเอง ประมาณร้อยละ 80 ได้ จากการสลายเซลล์หรือเนื้อเยื่อในร่างกายแล้วถูกเปลี่ยนให้เป็นกรดยูริก เช่นกล้ามเนื้อทำงานมากขึ้นหรือภาวะอดอาหาร

โดยปกติร่างกายจะมีระดับกรดยูริกในเลือดไม่สูงกว่า 7 มิลลิกรัมในเลือด 1000 มิลลิลิตร เนื่องจาก มีระบบควบคุมการสร้างและการกำจัดกรดยูริกอย่างสมดุล โดยปกติกรดยูริกจะถูกขับออกทางไต 2 ใน 3 ของที่ร่างกายสร้างขึ้น อีกส่วนหนึ่งจะขับออกทางลำไส้ใหญ่ทางน้ำลาย น้ำย่อยและน้ำดีซึ่งจะถูกทำลายโดยแบคทีเรียในลำไส้

ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงเกิดขึ้นได้อย่างไร

สาเหตุของภาวะกรดยูริกสูงในเลือดนั้นมักไม่ทราบแน่ชัด โดยทั่วไปมีปัจจัยมาจาก
1. ร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป เนื่องจากร่างกายไม่สามารถควบคุมการสร้างกรดยูริกให้อยู่ในระดับปกติได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์หรือบริโภคอาหารประเภทโปรตีนอาหารมากเกินไป
2. ร่างกายขับกรดยูริกออกได้ไม่ดีหรือน้อยลงดี จากโรคไตพิการ การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาขับปัสสาวะ ยารักษาวัณโรคบางชนิด เป็นต้น

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคเกาต์

เมื่อมีอาการปวดบวมตามข้อโดยฉับพลัน หรือปวดข้อหนึ่งข้อใดเป็นๆ หายๆ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวดน้ำไขข้อหาผลึกกรดยูริกซึ่งมีลักษณะเป็นรูปเข็มเรียวยาวอยู่ในเม็ดเลือดขาว ถ้าตรวจพบจะเป็นการวินิจฉัยโรคเกาต์ที่แน่นอน ส่วนผู้มีระดับกรดยูริกสูงอย่างเดียวแต่ไม่เคยมีอาการข้ออักเสบเลย จะยังไม่ถือว่าเป็นโรคเกาต์

โรคเกาต์มีอาการอย่างไรบ้าง

1. ข้ออักเสบฉับพลัน มีข้อบวมแดงและร้อนบางรายอาจมีไข้ ระยะแรกอาการข้ออักเสบจะเป็นๆ หายๆ ถ้าไม่รับการรักษาต่อเนื่องข้ออักเสบจะกำเริบบ่อยๆ เป็นนานขึ้น และเป็นหลายข้อพร้อมกันได้
2. ผู้ที่เป็นโรคเกาต์นานและไม่รับการรักษาให้ถูกต้อง จะมีการตกผลึกกรดยูริกเพิ่มมากขึ้นตามข้อและเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เห็นปุ่มก้อนใต้ผิวหนังได้ บริเวณที่พบได้บ่อย เช่น หลังเท้าและนิ้วเท้า ตาตุ่ม ข้อศอก นิ้วมือ ใบหู เป็นต้น ซึ่งลักษณะอาการนี้มักพบในผู้ที่เป็นโรคเกาต์มานานและมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงมาก
3. อาการของโรคไต จากการเป็นโรคเกาต์มานานอาจเกิดการสะสมของผลึกกรดยูริกจนเป็นนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือเกิดผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่อของไตก่อให้เกิดภาวะไตอักเสบเรื้อรังและภาวะไตวายได้

การรักษาโรคเกาต์มีอะไรบ้าง

ปัจจุบันการรักษาโรคเกาต์ได้ผลดี จุดมุ่งหมายของการรักษา คือ ควบคุมระดับของกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ มีดังนี้
1. การรักษาอาการข้ออักเสบเฉียบพลัน เพื่อลดการอักเสบ และอาการปวดบวมของข้อและป้องกันการอักเสบกำเริบของข้อ
2. ควบคุมหรือลดระดับกรดยูริกในเลือด ให้อยู่ระดับปกติ ซึ่งอาจเป็นยายับยั้งการสร้างกรดยูริกของร่างกายหรือยาที่ช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย

โรคเกาต์ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดแต่สามารถควบคุมโรคได้อย่างดีโดยรับการรักษาอย่างต่อเนื่องและรับประทานยาตามแพทย์กำหนด เพื่อป้องกันการเกิดข้ออักเสบซ้ำอีกและภาวะแทรกซ้อนจากการตกผลึกของกรดยูริกในอวัยวะต่างๆ หรือไม่ให้เกิดความพิการของข้อได้

เมื่อเป็นโรคเกาต์ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

  1. ที่สำคัญสุดคือการรับการรักษาอย่างต่อเนื่องทั้งโรคเกาต์และโรคประจำตัวอื่นๆ ให้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ถ้ามีอาการผิดปกติให้ปรึกษาแพทย์ ผู้ป่วยโรคเกาต์มักมีโรคอื่นๆร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคทางระบบประสาท โรคเบาหวาน เป็นต้น
  2. หยุดพักการใช้ข้อระยะที่มีการอักเสบ หลีกเลี่ยงการบีบนวดจะทำให้ข้ออักเสบเพิ่มมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อน และความเย็นประคบบริเวณข้อในขณะที่มีการอักเสบ
  3. รับประทานอาหารโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะโดยเฉพาะในขณะที่ข้อมีการอักเสบ โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดยูริกสูงหรืออาหารแสลงที่กระตุ้นให้เกิดข้ออักเสบซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล เช่น เครื่องในสัตว์ ปลาซาดีน น้ำซุปจากเนื้อกระดูกสัตว์ เป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เช่น เบียร์ สุรา ไวน์ บรั่นดี เป็นต้น เนื่องจากทำให้การขับกรดยูริกออกจากร่างกายลดลง
  4. ดื่มน้ำมากๆ 2-3 ลิตรต่อวัน เพื่อเร่งขับกรดยูริกทางไตและป้องกันการตกผลึกตกค้างในไต
  5. หลีกเลี่ยงอากาศเย็น โรคเกาต์มักมีอาการกำเริบเวลาอากาศเย็น และเวลากลางคืน
  6. ลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคเกาต์ที่อ้วน เพื่อลดการรับน้ำหนักของข้อและป้องกันไม่ให้ข้ออักเสบ
  7. เมื่อมีอาการหรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ก้อนหรือปุ่ม ปวดเอวหรือปวดท้อง ปัสสาวะเป็นเลือด ควรรีบมาพบแพทย์ก่อนนัด
  8. ดำเนินชีวิตอย่าให้เคร่งเครียดมากนัก

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

กินลูกเชอร์รี่ตีโรคเกาต์เพลาลงทันตา ยิ่งกินกับยาจะป้องกันได้เกือบหมด

Credit: blueheronhealthnews.com

วารสารวิชาการ “โรคข้ออักเสบและข้อบวม” แจ้งว่า กินผลเชอร์รี่ช่วยสกัดโรคเกาต์ที่ทำให้ปวดบวมตามข้อ จากการมีกรดยูริกมากได้ เมื่อกินติดกัน 2 วัน ถ้าเทียบกับคนที่ไม่ได้กิน ป้องกันได้ถึงร้อยละ 35

โรคเกาต์เป็นโรคสามัญโรคหนึ่ง ทำให้ปวดบวมตามข้อมาก ใน 100 คน จะต้องมีผู้ป่วยสักรายหนึ่ง เป็นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 2-3 เท่า

นักวิจัยมหาวิทยาลัยบอสตันของสหรัฐฯได้ศึกษากับคนไข้ 633 คน อายุเฉลี่ย 54 ปี และได้ติดตามทางออนไลน์อยู่ 1 ปี ทดลองให้คนไข้บางส่วนกินลูกเชอร์รี่ 10-12 ลูก หรือน้ำสกัดเชอร์รี่ดู

ผลการศึกษาสรุปได้ว่า คนไข้ที่กินลูกเชอร์รี่ โอกาสที่จะเกิดจะลดน้อยลงไปร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้กิน แต่จะเห็นผลก็ต่อเมื่อได้กินวันละ 3 หน เป็นเวลาติดกัน 2 วัน ยิ่งกินเชอร์รี่รวมทั้งกินยากันไว้ด้วย จะป้องกันไม่ให้เป็นขึ้นมาได้มากถึงร้อยละ 75

ผู้อำนวยการงานวิจัยโรคข้ออักเสบของอังกฤษกล่าวชื่นชมว่า “เคยคิดว่าต้องมีผลไม้บางอย่างที่กันโรคเกาต์และโรคข้อบวมได้ ผลการศึกษาแสดงว่าลูกเชอร์รี่ต้องมีสารประกอบที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่”.

ที่มา: ไทยรัฐ 1 ตุลาคม 2555

.

Related Articles:

.

Eating cherries ‘could cut gout’

28 September 2012

Eating cherries can reduce the risk of gout attacks, a study has suggested.

US researchers found patients with gout who ate cherries over a two-day period had a 35% lower risk of attacks compared to those who did not.

The study in Arthritis & Rheumatism said cherries contain anthocyanins, antioxidants which contain anti-inflammatory properties.

UK experts said the research offered “good evidence” of the benefits of eating cherries for people with gout.

Gout is a common type of arthritis that can cause sudden and very severe attacks of pain and swelling in the joints, particularly in the feet.

It is caused by too much uric acid in the bloodstream, which causes urate crystals to start to form in and around the joints and under the skin.

Cherry intake

Gout affects about one in 100 people, with men two to three times more likely to be affected than women.

In this study, researchers from Boston University recruited 633 gout patients with an average age of 54, who were followed online for one year. Most were male.

People were asked to record gout attacks including symptoms, the drugs they used and their diet and drinking patterns in the two days prior to the attack, including whether or not they had eaten cherries or cherry extract intake.

Ten to 12 cherries was counted as one serving.


“Eating cherries, in fact, is not dissimilar to taking ibuprofen on a daily basis”

Prof Alan Silman,Arthritis Research UK

During the period the patients were studied, they had a total of 1,247 gout attacks.

Some 42% of those studied ate cherries or cherry extract.

These patients had a 37% lower risk of gout attacks than those who did not eat the fruit – in any form.

However, the benefit was only seen when eating up to three servings over the two days prior to an attack. Further cherry consumption provided no extra benefit.

But when patients ate cherries or cherry extract and took the common anti-gout drug allopurinol, the risk of attacks was 75% less than if they were doing neither.

Writing in the journal, the team led by Dr Yuqing Zhang, said: “Our findings indicate that consuming cherries or cherry extract lowers the risk of gout attack.”

Prof Alan Silman, medical director of Arthritis Research UK welcomed the research: “It has been thought for some time that some fruits, in particular cherries, may have benefits for diseases such as gout and rheumatoid arthritis which are characterised by chronic inflammation.

“It has been suggested that antioxidant compounds found in cherries may be natural inhibitors of enzymes which are targeted by common anti-inflammatory medications such as ibuprofen.”

Prof Silman added: “This study provides good evidence to suggest that cherry intake, combined with traditional uric-acid reducing drugs, can significantly reduce the risk of painful gout attacks.

“Eating cherries, in fact, is not dissimilar to taking ibuprofen on a daily basis.

“However, we’d like to see additional clinical trials are necessary to further investigate and provide confirmation of this effect.”

SOURCE: bbc.co.uk

โรคข้ออักเสบ : คิดให้ลึกถึงจิตวิญญาณ โดย นายแพทย์สุรวุฒิ ปรีชานนท์

ARTHRITIS : THE SPIRITUAL CONSIDERATION
โรคข้ออักเสบ : คิดให้ลึกถึงจิตวิญญาณ

โดย นายแพทย์สุรวุฒิ ปรีชานนท์

ความยุ่งยากของโรคข้ออักเสบ (The complexity of arthritis)

โรคข้ออักเสบเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกาย มีการเปลี่ยนรูปร่างของข้อ เกิดการพิการ ใช้งานไม่สะดวก ทำให้การใช้ชีวิตยุ่งยากบางครั้งผู้ป่วยช่วยตนเองไม่ได้โรคข้ออักเสบส่วนมากไม่ทราบสาเหตุรักษาไม่หายขาด ก่อให้เกิดปัญหามากต่อตัวผู้ป่วย ตลอดจนเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากของประเทศชาติปัญหาของโรคข้ออักเสบถูกมองข้ามไปอย่างน่าประหลาดในประเทศกำลังพัฒนาเช่น ประเทศไทย นอกจากปัญหาข้างต้นแล้ว โรคข้ออักเสบยังมีอิทธิพลก่อให้เกิดปัญหาตามมาทาง ด้านจิตใจทำให้เกิดการหดหู่ท้อแท้ซึมเศร้าและความรู้สึกสิ้นหวัง

ความง่ายของโรคข้ออักเสบ(The simplicity of arthritis)

โรคข้ออักเสบถึงแม้ส่วนมากจะรักษาไม่หายขาด (rare to cure) ส่วนมากก็ยังสามารถช่วยบำบัดและกำจัดความเจ็บปวดและทรมานได้มาก (often torelief) แต่เราก็สามารถทำให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสบายขึ้นได้ทั้งทางกายและทางใจ (always to comfort)

โรคข้ออักเสบนั้นมากกว่าร้อยละเก้าสิบ สามารถวินิจฉัยได้โดยแพทย์ที่ชำนาญ คือมีทักษะทางโรคข้อสูง โดยอาศัยลักษณะทางคลินิก การตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบง่ายๆ และเอกซเรย์แบบง่ายๆ ดังนั้น การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบส่วนมากเป็นแบบ low tech but high touch โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนเหมือนโรคของระบบอื่นๆ ดังนั้นจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าการจะได้มาซึ่งการวินิจฉัยที่ถูกต้องของโรคข้ออักเสบนั้นเป็น low profile แต่ high profit

ความได้เปรียบของโรคข้ออักเสบต่อโรคระบบภายในอย่างอื่น (The spiritual advantage over other internal organ diseases)

โรคข้ออักเสบนั้นง่ายในการรับรู้อาการ รับรู้ความเจ็บปวดและทุกข์ทางกาย แต่ตัวโรคเองไม่มีผลโดยตรงต่อสมรรถภาพของสมองหรือความฉลาดที่ต้องอาศัยสมอง ทำให้คนที่เป็นโรคข้ออักเสบสามารถเรียนรู้ให้เกิดความเข้าใจหรือมีปัญญาเพิ่มขึ้นได้ตรงกันข้ามผู้ที่เป็นโรคของอวัยวะภายใน เช่น โรคสมองเสื่อมการเรียนรู้การรับรู้การจะคิด จะไตร่ตรองการใช้เหตุผลและการที่จะทำให้ตนฉลาดขึ้นนั้นเป็นไปได้ยากถึงแม้จะเป็นโรคอวัยวะภายในอย่างอื่น เช่น ไตเสื่อมตับเสื่อม หัวใจวาย ปอดเสื่อม ก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากของสารเคมีและสรีรวิทยาภายในร่างกาย จะมีผลต่อความสามารถในการทำงานของสมองไม่ให้สมองทำงานได้สมบูรณ์ซึ่งจะมีผลต่อความฉลาดได้มาก

ดังนั้นทุกคนก็ยอมรับว่าเป็นโรคข้อเสื่อม ก็ยังดีกว่าเป็นโรคสมองเสื่อม ตับเสื่อม ไตเสื่อม หัวใจเสื่อมหรือ ปอดเสื่อม เป็นต้น เราก็ใช้เหตุผลนี้มาให้กำลังใจคนไข้โรคข้อของเราได้ให้เขามีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไปแม้แต่การจะเปลี่ยนข้อเทียม ก็ไม่ต้องไปขอบริจาคข้อจากบุคคลอื่น หรือรอให้บุคคลอื่นเสียชีวิตก่อนเหมือนกับการปลูกถ่ายอวัยวะอื่น เช่น ไตตับหัวใจปอด เป็นต้น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม เราสามารถซื้อข้อเทียมมาใส่ได้เลย สะดวกกว่าเปลี่ยนอวัยวะอื่นๆ มาก

คนไข้โรคข้ออักเสบมีทุกขเวทนาทางกาย แต่เขาก็ยังมีความฉลาด สมองยังดีเพราะสิ่งแวดล้อมภายในยังดี (normal internal physiology) สมองยังใช้งานได้ดีสามารถที่จะเรียนรู้ทุกข์ได้ง่าย เข้าใจทุกข์ได้ง่ายและน่าจะพ้นทุกข์ได้โดยง่าย โดยอาศัยหลักของการพิจารณาที่ถูกต้องโดยเอาธรรมะมาเป็นเอกสารอ้างอิงจนในที่สุดก็หมดทุกขเวทนาทางใจได้

ความได้เปรียบของโรคข้ออักเสบต่อโรคระบบประสาทความรับรู้ (The spiritual advantage over other special sense organs)

จิตสามารถรับรู้ติดต่อและสื่อสารกับโลกภายนอกโดยอาศัย ตา หูจมูก ลิ้น และกายสัมผัส ที่เรียกว่า อายตนะ (Internal sense field) ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการรับรู้สื่อสารจากภายนอกเข้าสู่จิต จะทำให้จิตพัฒนาได้ยาก เช่น ผู้ป่วยที่ตาบอด และหรือหูหนวก เป็นต้น จะทำให้เกิดความเข้าใจหรือพัฒนาทางธรรมได้ยากมาก หมายถึงเข้าใจโลกเข้าใจธรรมได้ยาก

ดังนั้นถึงแม้จะเป็นโรคข้ออักเสบ ก็ยังดีกว่าเป็นโรคตาบอด หูหนวกเป็นต้น แพทย์ใช้เหตุผลข้อนี้ไป ช่วยชี้แนะให้กำลังใจคนไข้โรคข้ออักเสบของเราไม่ให้คิดมาก ไม่ให้เสียใจ ไม่ให้น้อยใจในดวงชะตา วาสนาชีวิต และให้มีกำลังใจในการต่อสู้รักษาตัวตนต่อไปเพราะโอกาสในการพัฒนาจิตโดยอาศัยอายตนะยังคงเป็นปกติ

ประโยชน์ของการรับการรักษาโรคข้ออักเสบ (The advantage of getting treatment)

โรคข้ออักเสบ โดยทั่วไปมีอาการคล้ายกัน แต่แพทย์ที่มีทักษะจะสามารถวินิจฉัยแยกโรคได้ถูกต้องและให้การรักษาที่เหมาะสม คือการให้ยาที่เหมาะสมให้กายภาพบำบัดที่เหมาะสม ตลอดจนแนะนำให้ผ่าตัดเมื่อจำเป็น ที่สำคัญที่สุดก็คือให้การศึกษาแก่ผู้ป่วยให้เข้าใจโรคอย่างถ่องแท้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการรักษาให้เกิดความศรัทธา ความร่วมมือ ความยอมรับ และมีเจตคติที่ดีที่จะเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องต่อไป (good compliance)

โรคข้ออักเสบถึงแม้จะรักษาไม่หายขาด แต่บางครั้งโรคก็สงบ (remission) ไปได้เองและถ้าให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม จะลดการอักเสบ ลดการเจ็บปวด ลดเวทนา ชะลอ ความพิการ และใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติได้

คิดในแง่ดีไม่คิดในแง่ร้าย(Optimism not pessimism)

พยายามให้ผู้ป่วยคิดแต่ในแง่บวก (positive thinking) ให้มีความหวัง อย่าได้น้อยเนื้อต่ำใจ ดีเสียอีกที่ได้มีเวทนาทางกายบ้าง ทรมานร่างกายบ้างจะได้เตือนสติเรื่องทุกข์จะได้เรียนรู้เรื่องทุกข์พิจารณาทุกข์เข้าใจทุกข์และในที่สุดก็จะได้พ้นทุกข์ (ทางใจ) ถ้าหากผู้ป่วยคิดแต่ในแง่ดีใจยังเบิกบาน ไม่มีความร้อนในจิตก็เรียกว่าเปิดประตูบุญ (open the meritorious entrance) บุญกุศลที่ได้เคยทำไว้ตั้งแต่ชาติก่อนชาติหนหลังจะแห่กันเข้ามาช่วยอุ้มชูจิตใจและร่างกาย อุ้มชูขันธ์ทั้งห้า ธาตุทั้งสี่ และอาการสามสิบสองทำให้โรคภัยไข้เจ็บหายได้เร็ว

ในทางตรงกันข้ามหากผู้ป่วยคิดแต่ในทางร้าย มีแต่ความน้อยใจเศร้าใจเสียใจทำให้เกิดความร้อนขึ้นในจิตคือเกิดวิหิงสาธาตุหรือพยาบาทธาตุเป็นการเปิดประตูบาป (open the evilentrance) บุญกุศลไม่มีโอกาสเข้ามาอุ้มชูแต่พวกบาปกรรมเก่าๆ จะแห่กันเข้ามาในจิตใจ และร่างกายมีผลทำให้โรคยิ่งแย่ลง และหายป่วยได้ยาก

ดังนั้นการคิดในแง่ดีเป็นการเปิดประตูบุญ การคิดในแง่ร้ายเป็นการเปิดประตูบาปคนที่ครองอยู่ในบุญตลอดเวลา (หรืออยู่ในธรรมารมณ์) จิตใจและร่างกายจะดีกว่า อายุจะยืนกว่าคนที่ครองอยู่ในบาป เพราะบาปก่อให้เกิดความร้อนในจิต ซึ่งจะเผาผลาญดวงจิต และเผาผลาญกาย

ความสัมพันธ์ระหว่างกายและจิต (Mind and body relationship)

มนุษย์เราประกอบไปด้วยกายและจิต จิตพึ่งกาย กายพึ่งจิต และอิงแอบกันมานานแล้ว จิตเป็นเจ้านายกาย กายเป็นบ่าวรับใช้จิต จิตคิดว่ากายเป็นสมบัติของจิตแต่กายไม่รู้เรื่องของจิตเพราะกายไม่มีตัวรู้จิตควบคุมกายโดยทำงานผ่านทางสมอง และระบบประสาท จิตส่งสัญญาณผ่านทางสมอง สมองเป็นกลไกของกายที่ฟังคำสั่งจิต และสั่งให้ร่างกายทำในสิ่งที่จิตต้องการ

ถ้าจิตดีจิตเป็นกุศลคือมีความเย็นในจิต ระบบการทำงานทางกายก็จะราบเรียบไปด้วย และมีประสิทธิภาพ

แต่ถ้าหากจิตไม่ดีจิตมีแต่กิเลส จิตคิดมาก จิตฟุ้งซ่าน จิตอาฆาตจิตพยาบาท จิตจะมีแต่ความร้อน มีวิหิงสาธาตุระบบการทำงานของกายก็จะไม่ราบเรียบ และไม่มีประสิทธิภาพ ความสัมพันธ์ของระบบต่างๆของร่างกายก็ผิดไป สมองควบคุมร่างกายผ่านหลายทางเช่น ทาง neurone, ทางระบบประสาทอัตโนมัติ, ทาง neurovascular, ทาง neuroendocrine และทาง neuroimmunology เป็นต้น เมื่อจิตรวน สมองก็รวนระบบควบคุมร่างกายก็รวน ทำให้การทำงานทางร่างกายผิดพลาด

ความเศร้าหมอง ความตรอมใจ ความโมโหความน้อยใจ ความโกรธ ทั้งหมดทำให้เกิดความร้อนในจิต ทำให้การทำงานทางร่างกายรวน ภูมิต้านทานของร่างกายผิดปกติได้ติดเชื้อได้ง่ายเป็นโรครูมาตอยด์ได้ง่าย มีความเจ็บปวดตามร่างกายได้ง่าย เป็นต้น

ดังนั้นการรักษาจิตจึงสำคัญ และเป็นหน้าที่ของแพทย์ต้องชี้แนะให้คนไข้รักษาจิตให้ดีไม่ใช่ดูแลแต่เฉพาะทางกายเท่านั้น

ทำอาชีพแพทย์เพื่อสะสมอริยทรัพย์ (Practice for the noble treasure)

แพทย์โดยทั่วไปประกอบอาชีพแพทย์คิดแต่เรื่องโลกิยทรัพย์ (worldly treasure) คือทรัพย์ทางภายนอกที่แพทย์ได้มาจากการประกอบโรคศิลปะ แต่การที่ได้มาก็ต้องอยู่ในความถูกต้องและเหมาะสมถึงจะไม่เป็นการเบียดเบียนผู้ป่วย ส่วนการดูแลผู้ป่วยเพื่อที่แพทย์จะได้รับอริยทรัพย์ คือ ทรัพย์สมบัติที่สามารถจะติดไปกับจิตวิญญาณของแพทย์ไปยังโลกหน้าหรือชาติหน้าได้นั้น ต้องประกอบไปด้วยการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามศีลธรรม (morality) จริยธรรม (ethic) วัฒนธรรม (culture) จารีตประเพณี (customs) และต้องมีองค์ประกอบด้วยเมตตา (loving – kindness) กรุณา (compassion) มุฑิตา (sympathetic joy) และอุเบกขา(indifference) ตลอดจนยินดีที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์

เรื่องของค่าตอบแทนของแพทย์ก็ทำตามความเหมาะสมเพราะเป็นอาชีพ แต่อย่าให้ผู้ป่วยต้องลำบาก ดังนั้นการเป็นแพทย์จึงเป็นอาชีพที่มีโอกาสที่จะได้มาทั้งโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์พร้อมๆ กัน ถึงไม่รวยชาตินี้ชาติหน้าก็คงจะรวย ให้ถือคตินี้ไว้ด้วย

ช่วยคนไข้ให้เข้าใจโรค เข้าใจโลก และเข้าใจธรรม (Help the patient to appreciate Dhamma)

เมื่อคนไข้กำลังมีทุกข์ทางกาย และมีทุกข์ทางใจ ก็พยายามให้ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ให้คนไข้รู้จักทุกข์ ศึกษาทุกข์ เข้าใจทุกข์ จะได้พ้นทุกข์ ให้เข้าใจความเป็นปัจจุบัน คือ เป็นโรคข้ออักเสบ อันเกิดจากเหตุคือโบราณกรรมที่ได้กระทำไว้ จะได้เตือนสติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวความคิด ให้คิดใหม่ไม่หลงไปทำกรรมไม่ดีอีก และศึกษาธรรมให้มากๆ เพื่อความเป็นอริยะในอนาคต อย่าพยายามให้เกิดสภาวะที่มีทุกข์ อยู่กับทุกข์ไม่เห็นทุกข์ไม่รู้เรื่องทุกข์ มันก็จะทุกข์กันต่อไปไม่มีวันจบสิ้น

เข้าใจแพทย์ทางเลือก (Understand the complementary and alternative medicine)

เนื่องจากโรคข้ออักเสบส่วนมากแล้วรักษาไม่หายขาด จึงมีคนหาทางชักชวนให้ไปแสวงหาสิ่งอื่นที่คนไข้หวังว่าจะทำให้เขาหายได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะที่เราเรียกในปัจจุบันว่าเป็นแพทย์ทางเลือก ในอดีตแพทย์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้ยอมรับแพทย์ทางเลือก แต่มีโรคมากมายที่แพทย์แผนปัจจุบันก็เอาชนะไม่ได้ แพทย์ทางเลือกจึงได้ค่อยๆ เป็นที่ยอมรับและได้รับการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ และได้พัฒนาชื่อมาเป็นชื่อว่าการแพทย์ร่วมด้วยช่วยกัน (complementary medicine) และการแพทย์ทางเลือก (alternative medicine)

การรักษาบางอย่างอาจจะช่วยได้ทางจิตใจ คือทำให้จิตดีขึ้น เช่น โยคะ (yoga) รำมวยจีน (Tai-chi) ฝึกสมาธิ (meditation) เป็นต้น เหล่านี้เป็นอุบายในการช่วยให้สติไปติดอยู่กับกาย เป็นการฝึกจิตเบื้องต้น ทำให้จิตแข็งแกร่งขึ้น ก็จะได้ช่วยอุ้มชูกายให้หายจากโรคเร็วขึ้น เป็นการเพิ่มพลังของจิตวิญญาณ

การรักษาบางอย่างอาจช่วยให้สบายกายขึ้น (comfortable body) เช่น สปา (Spa) การนวด (massage) การกดจุด (acupressure) เป็นต้น การที่ทำให้กายโดยทั่วไปสบายขึ้น ก็ช่วยพยุงใจให้ดีขึ้นด้วยเมื่อใจดีขึ้นโรคภัยไข้เจ็บก็หายเร็วขึ้น

การรักษาบางอย่างที่ไม่แน่ใจว่าจะได้ผล เช่นพวกอาหารเสริมต่างๆ และการฝังเข็ม (acupuncture)เพราะในโรคข้ออักเสบต่างๆ ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงได้อย่างชัดเจนว่าได้ผล

การรักษาบางอย่างที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าจะช่วยโรคข้ออักเสบได้ แต่อาจจะเป็นพิษได้ เช่น การใช้ยาสมุนไพรต่างๆ โดยขาดความรู้ที่แท้จริงเพราะความรู้ได้ขาดการสืบเนื่องทางความรู้มานานแล้ว และสมุนไพรส่วนมากที่ใช้กันอยู่ก็เพียงแค่รักษาอาการเท่านั้น แต่ก็อาจทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้น (comfort) การรักษาที่พิสดารอย่างอื่น เช่น การสวนทวารล้างพิษนั้น ต้องระวังให้ดีอาจจะเกิดลำไส้ทะลุได้บ่อยๆ

การแพทย์ทางเลือก ส่วนมากจะเน้นทางด้านจิตใจ ทำให้คนไข้สบายใจขึ้น ทำให้สภาพทางกายดีขึ้น แต่ต้องระวังแพทย์ผู้ให้บริการแพทย์ทางเลือกมักจะใช้จุดอ่อนของคนไข้เพื่อหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เสียเป็นส่วนมาก ดังนั้นคนไข้ทุกคนที่จะไปเข้ารับการรักษากับการแพทย์ทางเลือก ก็ควรจะได้บอกเล่ากับแพทย์ของท่านด้วยและให้แพทย์ของท่านอนุญาตก่อนจึงไปรับการบำบัดโดยการแพทย์ทางเลือกร่วมกันกับการรักษาในแบบแผนปัจจุบัน

สรุป (Summary for the spiritual aspect of arthritis)

แพทย์ควรชี้แนะให้คนไข้โรคข้ออักเสบเข้าใจว่าแท้ที่จริงยังมีโอกาสมากกว่าโรคของอวัยวะอื่น แม้แต่ในแง่ของจิตวิญญาณ และอนาคตของจิตในโลกหน้า เพราะเห็นทุกข์ง่าย เข้าใจทุกข์ง่าย สมองก็ยังดีอยู่ ถ้าแพทย์พยายามให้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย ทั้งแพทย์และผู้ป่วยก็จะได้รับอริยทรัพย์หรือโลกุตรทรัพย์

ผู้ป่วยควรจะเปิดประตูบุญ โดยคิดในแง่ดีอยู่กับสภาพปัจจุบันอย่างดีๆ มีความเมตตาตัวตนที่จะรับการรักษาตัวต่อไป บุญกุศลเก่าๆ ก็จะเข้ามาช่วยอุ้มชูจิตใจตลอดจนร่างกาย ทำให้หายป่วยและอาการดีขึ้นเร็วขึ้น

ผู้ป่วยควรจะปิดประตูบาป คือไม่คิดในแง่ลบไม่ให้เกิดน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ให้เกิดความกลัว ไม่ให้เกิดความเศร้าหมอง หากผู้ป่วยคิดในแง่ลบบาปกรรมเก่าๆ จะเข้ามายังจิตใจได้ง่าย ทำให้สภาพจิตยิ่งหมดกำลังลง มีผลกระทบต่อร่างกายทำให้โรคยิ่งเลวลงไปอีก

แพทย์ผู้ดูแลควรทำความเข้าใจเรื่องของโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์ แพทย์พยายามหยิบยื่นอริยทรัพย์ให้คนไข้ให้มากที่สุด ยิ่งมอบให้คนไข้มากเท่าไรแพทย์ผู้นั้นก็จะยิ่งได้อริยทรัพย์มากขึ้นเท่านั้น

แพทย์ควรชี้แนะไม่ให้คนไข้หลงทางไปตามกระแสของแพทย์ทางเลือกช่วยดูว่าอันไหนควรอนุญาตให้รับการรักษาได้ อันไหนจะเป็นอันตรายต่อคนไข้ แพทย์ทางเลือกบางชนิดก็ช่วยสภาพของจิตวิญญาณให้ดีขึ้น ทำให้ร่างกายดีขึ้นได้แพทย์ทางเลือกบางชนิดเกิดจากกิเลสเชิงพาณิชย์ของผู้ให้บริการ

เอกสารอ้างอิง

1. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. การซักประวัติและตรวจร่างกายสำหรับโรคข้ออักเสบ.ใน: สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, สุรวุฒิ ปรีชานนท์, บรรณาธิการ คู่มือโรคข้อ.กรุงเทพมหานคร: สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศ ไทย; 2541: 1-7.
2. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. คดในข้องอในกระดูก. ใน:กำธรเผ่าสวัสดิ์, บรรณาธิการ.วิชัยยุทธจุลสาร. กรุงเทพมหานคร: บริษัท วิชัยยุทธ จำกัด; 2546: 26:61-63.
3. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. จิตล้มเหลว. ใน:กำธร เผ่าสวัสดิ์, บรรณาธิการ.วิชัยยุทธจุลสาร. กรุงเทพมหานคร: บริษัท วิชัยยุทธ จำกัด; 2547: 29:97-100.
4. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. การแพทย์ร่วมด้วยช่วยกัน และการแพทย์ทางเลือก.ใน:รัตนวดีณ นคร, กิตติ โตเต็มโชคชัยการ, สมชาย อรรฆศิลป์,บรรณาธิการ. ฟื้นฟูวิชาการโรคข้อและรูมาติซั่ม. กรุงเทพมหานคร: สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย; 2544: 55-68

ที่มา: วิชัยยุทธจุลสาร ฉบับที่ 30 ประจำเดือน มกราคม – เมษยน 2548