สารพันปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อม

dailynews140202_002aโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในผู้สูงอายุทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเวลาเดิน ขาโก่ง การทรงตัวของร่างกายไม่ดี ร่างกายเสียสมดุล มีโอกาสเกิดการหกล้มได้ง่าย  มีผลทำให้เกิดกระดูกหักตามมาโดยเฉพาะกระดูกตะโพกหักในผู้สูงอายุ ในคนไทยมีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากถึง 6 ล้านคน

dailynews140202_002b

อาการปวดเข่าในโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากสาเหตุใด?

1. มีการอักเสบของเยื่อบุข้อเข่า ทำให้ข้อเข่ามีอาการบวมตึง เนื่องจากเยื่อบุข้อที่อักเสบมีการสร้างน้ำไขข้อที่ไม่มีคุณภาพออกมาในปริมาณมากจึงทำให้เกิดอาการบวมตึงขึ้นภายในข้อเข่า คล้ายกับลูกโป่งที่ขยายตัวออกทำให้ข้อเข่าตึงมากขึ้นมีอาการปวดบริเวณหลังเข่าเหยียดข้อเข่าได้ไม่สุด

2. เกิดกระดูกงอกรอบ ๆ บริเวณข้อเข่าอันเนื่องมาจากเกิดความไม่มั่นคงของข้อเข่า ร่างกายตอบสนองด้วยการพยายามสร้างกระดูกรอบ ๆ ข้อเข่าขึ้นมาทดแทน กระดูกที่งอกขึ้นมาใหม่นั้นไปเบียดเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ บริเวณข้อเข่ามีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเพิ่มมากขึ้นในอิริยาบถที่งอเข่านาน เช่นท่านั่งคุกเข่า นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ เวลาลุกขึ้นยืนจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดรอบ ๆ บริเวณข้อเข่า

3. มีการฉีกขาดของเส้นเอ็น และหมอนรองกระดูก มีการทำลายกระดูกที่บริเวณกระดูกใต้ต่อผิวข้อ

4. กระดูกบริเวณข้อเข่าทั้ง 2 ด้านมาเสียดสีกันทำให้มีอาการปวดมากขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยนั่งนาน ๆ แล้วจะลุกขึ้นผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเหมือนกับต้องพยายามตั้งไข่ก่อนที่จะเดิน ไม่เหมือนกับช่วงที่เป็นหนุ่มสาว อันเนื่องมาจาก โรคข้อเข่าเสื่อมมีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งกระดูกอ่อนผิวข้อจะทำหน้าที่ลดแรงกระแทกบริเวณข้อเข่าและทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าเป็นไปอย่างคล่องตัว ดังนั้นเมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายลงจึงทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าลำบาก

5. ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดเข่าจะทำให้ผู้ป่วยเสียสมดุลในการเดินทำให้เกิดอาการเดินกะเผลกซึ่งจะส่งผลต่อการรับน้ำหนักของกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลัง มีผลทำให้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงเข่าและน่องร่วมด้วย

6. มีการทำลายกระดูกบริเวณข้อเข่าเพิ่มมากขึ้น  เพิ่มความดันภายในโพรงกระดูกใต้ผิวข้อเข่า มีอาการปวดของกระดูกในตำแหน่งนั้น ๆ

dailynews140202_002d

มีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง ควรรับประทานยาลดปวดอะไรบ้าง ยาที่ใช้มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง? 

ยาส่วนใหญ่ที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดในโรคข้อเข่าเสื่อมชนิดรับประทานได้แก่

ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี ผลข้างเคียงน้อย สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเม็ดละ 500 มิลลิกรัม ได้ถึง 6 เม็ดต่อวัน  แต่กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับแข็ง และโรคตับอักเสบควรระมัดระวังในการใช้ยาในกลุ่มนี้ เพราะอาจจะมีผลทำให้อาการโรคตับที่เป็นอยู่แย่ลงได้

ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ซึ่งเป็นยาที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดให้แก่ผู้ป่วย  เป็นกลุ่มยาที่มีประสิทธิภาพในการลดปวดได้ดี ปัญหาส่วนใหญ่ของยาในกลุ่มนี้มักจะมีผลข้างเคียงได้แก่ อาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร หรืออาจทำให้เกิดอาการเลือดออกภายในระบบทางเดินอาหารได้ ถ้าใช้ในผู้สูงอายุ หรือใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด ข้อห้ามสำหรับการใช้ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคไต หรือไตวาย และผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง และกลุ่มผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการทำบอลลูนที่หลอดเลือดหัวใจ

dailynews140202_002c

การฉีดยาสเตียรอยด์มีประโยชน์และโทษอย่างไรบ้าง? 

ในกรณีที่ข้อเข่ามีการอักเสบมาก ร่วมกับตรวจร่างกายแล้วพบว่าข้อเข่าบวม ตึง มีน้ำในข้อเข่าซึ่งเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุข้อเข่า สามารถรักษาด้วยการดูดเอาน้ำในข้อเข่าที่มีการอักเสบออกมาได้ เพื่อลดความดันภายในข้อเข่า ร่วมกับการฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบได้โดยตรง จะช่วยลดอาการปวดให้ผู้ป่วยได้อย่างมาก ในมาตรฐานการรักษาทั่วไปแนะนำว่าไม่ควรฉีดยาเข้าข้อเข่ามากกว่า 3-5 ครั้งต่อปี อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสเตียรอยด์ฉีดเข้าข้อเข่าได้บ่อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของยาสเตียรอยด์ที่ฉีดเข้าข้อเข่า และความรุนแรงของโรคข้อเข่าอักเสบ ซึ่งถ้าในกรณีที่มีการทำลายของข้อเข่าอย่างมาก ร่วมกับอาการขาโก่งมาก ๆ มักจะแนะนำผู้ป่วยรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

dailynews140202_002e

การใช้ไม้เท้าในการช่วยเดินมีประโยชน์หรือไม่?  

แนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อ เข่าเสื่อมใช้ไม้เท้าในการช่วยพยุงตัวในขณะเดิน ให้ถือไม้เท้าด้านตรงข้ามกับข้อเข่าข้างที่ปวด เพราะจะช่วยในการแบ่งรับน้ำหนักของข้อเข่าข้างที่มีการอักเสบ มีอาการปวด เพราะส่วนใหญ่คนทั่วไปจะมีความเข้าใจผิดคิดว่าถ้ามีอาการปวดเข่าข้างไหนก็จะถือไม้เท้าข้างนั้น

ในกรณีที่มีอาการปวดเข่ามาเป็นระยะเวลานาน ขาโก่งมาก ๆ โดยเฉพาะตอนที่เดิน  มีผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก ๆ แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งด้วยเทคโนโลยี และเทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบัน ช่วยทำให้ผลลัพธ์ของการผ่าตัดได้ผลดีมาก และผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ และท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ตามใจหมาย.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

Advertisements

โด่ไม่รู้ล้ม..บำรุงกำลังแก้ปวดตามข้อ

ช่วงนี้ประเทศไทยอุณหภูมิลดลงทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะแถบภาคเหนือและอีสานมีอากาศหนาวเย็น อาการปวดตามข้อมักจะสร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of the knees) หรือที่ทางการแพทย์แผนไทยเรียกว่า โรคลมจับโปงเข่า ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกอ่อนที่บุอยู่บนผิวข้อต่อกระดูกสึกกร่อน ทำให้ตัวกระดูกเกิดการเสียดสีกัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ ข้อติด ระยะแรกจะมีอาการเป็นๆ หายๆ และเป็นมากขึ้น จนในที่สุดจะปวดรุนแรงหรือปวดตลอดเวลา เดินไม่ถนัด ขาโก่ง เดินกะเผลก หรือตัวเอนไปมา งอ และเหยียดเข่าลำบาก อาจมีอาการกล้ามเนื้อขาลีบ และในรายที่มีกล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรง ก็จะมีอาการเข่าอ่อน เข่าทรุดร่วมด้วย

นางสาวแววใจ พิมพิลา แพทย์แผนไทย มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ในระยะนี้มีผู้ป่วยที่มีอาการปวดตามข้อมาเข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นโรคลมที่เกิดขึ้นกับข้อเข่าและข้อเท้า ซึ่งแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ โรคลมจับโปงแห้ง และโรคลมจับโปงน้ำ ซึ่งอาจเกิดจากการเสื่อมตามอายุขัย โดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือนจะมีโอกาสเกิดได้มาก เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน น้ำหนักตัวมาก ทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักมาก การใช้งานเกินกำลัง เช่น การเดินขึ้นลงบันได หรือการอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ การรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น หน่อไม้ เครื่องในสัตว์ เป็นต้น การกระทบอากาศเย็นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงได้ไม่สะดวก หรือการอักเสบของเข่าจากอุบัติเหตุ

การรักษาด้วยแพทย์แผนไทยมีหลายวิธี อาทิ การนวดรักษาโดยเน้นที่จุดเหนือเข่า ใต้เข่า และรอบเข่า เพื่อคลายกล้ามเนื้อ การจ่ายยาสมุนไพรตามอาการ โดยส่วนใหญ่ใช้กลุ่มยารสร้อนช่วยขับลมในเส้น เช่น พริกไทยดำ การประคบสมุนไพร และการใช้ท่าบริหารตนเองเพื่อบรรเทาอาการ และช่วยให้กล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรง

โดยโรคลมจับโปงแห้ง จะมีอาการปวด บวม แดง ร้อนที่เข่า มีสภาวะเข่าติด ขาโก่ง นั่งยอง ๆ หรือพับเพียบไม่ได้ เดินขัดข้อเข่า ขณะเดินจะมีเสียงดังในเข่า อาการจะปวดมากเวลาเปลี่ยนอิริยาบถ และก้าวขึ้นบันได หมอยาพื้นบ้านใช้สูตรยาโด่ไม่รู้ล้มตำรับปราจีนบุรี ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ แก้ปวดเมื่อยได้ทุกชนิด บำรุงกำลัง ไม่เหนื่อยง่าย

โรคลมจับโปงน้ำ มีอาการอักเสบ ปวด บวม แดง และมีความร้อนเกิดขึ้น ถ้าเป็นมากจะมีอาการปวดลงส้นเท้า ทำให้มีลักษณะการเดินไม่ปกติ รักษาได้ด้วยวิธีการพอกสมุนไพรรสเย็น เพื่อดูดพิษร้อนออก โดยการใช้ดินสอพองตำผสมใบย่านาง พอกเข่า หรือบริเวณที่บวม และนวดบริเวณเหนือเข่า เพื่อให้กล้ามเนื้อคลาย พอสมุนไพรที่พอกแห้ง ก็เปลี่ยนพอกใหม่จนกว่าอาการจะทุเลา

นอกจากนี้ นางสาวแววใจยังได้ให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า ช่วงที่มีอาการควรหลีกเลี่ยงของแสลงประเภทหน่อไม้ทุกชนิด และข้าวเหนียว เนื่องจากเป็นของย่อยยาก ทำให้ร่างกายมีกรดเพิ่ม ทำให้อาการปวดมากขึ้น ควรรับประทานอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ขับปัสสาวะ หรือดื่มน้ำตะไคร้ใบเตยที่มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงไต ใช้ลดอาการบวมจากโรคไต เบาหวาน หรือบวมไม่ทราบสาเหตุได้  น้ำตะไคร้ใบเตยจะช่วยขับกรดยูริก โดยใช้ส่วนผสมดังนี้ ตะไคร้ 4-5 ต้น ใบเตย 2-3 ใบ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร กินต่างน้ำ เห็นผลภายใน 3-4 วัน สูตรนี้ได้รับการยืนยันจากคนไข้ที่มารักษากับแพทย์แผนไทยที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นำไปต้มดื่มแล้วสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดให้ทุเลา และลดบวมได้จริง แต่อาจมีผลข้างเคียงคือจะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น

ผู้ที่สนใจสามารถเข้ารับการปรึกษาแพทย์แผนไทยได้ ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ณ ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร หรือสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-3721-1088 ต่อ 3333 หรือโทร. 0-3721-1289.

 

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 26 มกราคม 2555