เข่าโก่งผิดรูป รักษาได้ ไม่ทรมานอีกต่อไป

dailynews140803_02เข่าโก่งเข่าฉิ่ง นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในสังคมไทย สาเหตุหลักส่วนใหญ่เกิดเนื่องมาจากการเสื่อมของกระดูกและข้อของร่างกายโดยเฉพาะที่ตำแหน่งบริเวณข้อเข่า สาเหตุที่ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่ปล่อยให้เกิดอาการจนเกิดการผิดรูปของข้อเข่าเพราะความกลัวต่อการผ่าตัดรักษา กลัวว่าหลังการผ่าตัดแล้วจะเดินไม่ได้ บางครั้งได้ยินมาจากเพื่อนบ้านว่าอย่าไปผ่าตัดแก้ไขเลยเดี๋ยวผ่าเสร็จกลับมาก็เดินไม่ได้ ส่วนใหญ่โรคข้อเข่าเสื่อม ถ้านั่งอยู่ไม่ได้เดินลงน้ำหนักผู้ป่วยมักจะไม่มีความเจ็บปวด อาการปวดส่วนใหญ่มักจะเกิดในช่วงขณะที่เดิน ถ้าขาโก่งมาก ๆ จะทำให้ผู้ป่วยเดินลำบาก เดินเซมีโอกาสหกล้มได้บ่อยขึ้นเพราะสมดุลการทรงตัวของร่างกายเสียไป ทำให้มีโอกาสเกิดกระดูกตะโพกหักจากการล้มเพิ่มมากขึ้น

สำหรับโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะเบื้องต้นนั้นสามารถให้การรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลีกเลี่ยงการนั่งคุกเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ การลดน้ำหนักของร่างกายอย่างน้อยประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักปัจจุบัน การหลีกเลี่ยงการยกของหนัก รวมทั้งการใช้ยาลดปวด ยาลดอักเสบ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อเข่าเพื่อลดการอักเสบและอาการปวด ซึ่งได้ผลดีในโรคข้อเข่าเสื่อมระยะเบื้องต้น ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมานานจนทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดตลอดเวลาในขณะที่เดินลงน้ำหนัก หรือเดินขึ้นบันได ร่วมกับอาการของข้อเข่าที่ผิดรูป มีข้อเข่าโก่ง หรือข้อเข่าฉิ่งมาก จนมีผลต่อการเดินและสมดุลของร่างกาย และเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของอาการปวดหลัง ร่วมกับอาการปวดร้าวลงตะโพก หรือต้นขา เพราะการที่ผู้ป่วยมีขาโก่งมาก ๆ ทำให้เวลาเดินผู้ป่วยจะเดินตัวเอียง ยิ่งทำให้กระดูกสันหลังมีการเสื่อมมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลัง ในบางครั้งทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วยจึงมีอาการปวดร้าวลงตะโพกและขา เมื่อมีอาการปวดเข่า และขาโก่งผิดรูปมากแล้ว การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมนับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อแก้ไขความผิดปกติ

ในปัจจุบันการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือการผ่าตัดเอาส่วนของผิวกระดูกบริเวณข้อเข่าที่ไม่ดีออก รวมทั้งกระดูกงอกส่วนเกินที่เกิดจากกระบวนการเสื่อม มีการตัดแต่งกระดูกเพื่อแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้น แล้วใช้วัสดุโลหะข้อเข่าเทียมครอบกระดูกในส่วนที่ตัดแต่งแล้ว วัตถุ ประสงค์ในการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อมเพื่อให้ผู้ป่วยมีข้อเข่าที่สามารถกลับมาใช้งานได้เหมือนปกติ แก้ไขการผิดรูปของข้อเข่า และที่สำคัญคือแก้ปัญหาเรื่องอาการปวดข้อเข่าเรื้อรัง ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น สามารถเคลื่อนไหวและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นสุข นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ป่วยเดินได้เป็นปกติ ไม่เซ ลดความเสี่ยงต่อการล้มที่จะเป็นสาเหตุของกระดูกตะโพกหัก  และข้อเข่าเทียมที่ใช้ในผู้ป่วยให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานตลอดไป

เนื่องจากการพัฒนาทั้งในเรื่องของการดูแลเรื่องอาการปวดหลังผ่าตัดโดยแพทย์วิสัญญีที่จะช่วยควบคุมอาการปวดหลังผ่าตัดโดยการวางสายเพื่อให้ยาชาและยาแก้ปวดไว้ที่ตำแหน่งช่องว่างในโพรงกระดูกสันหลัง  หรือในตำแหน่งของเส้นประสาทที่บริเวณต้นขา เพื่อให้มีการปลดปล่อยยาชาและยาแก้ปวดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมอาการปวดหลังผ่าตัด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่มีอาการปวด และสามารถเคลื่อนไหวข้อเข่าข้างที่ผ่าตัดได้เร็วยิ่งขึ้น และสามารถเดินลงน้ำหนักได้ภายใน 2 วันหลังการผ่าตัด ทำให้ผลการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดได้ผลเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก และลดความทุกข์ทรมานจากอาการปวดให้แก่ผู้ป่วยเป็นอย่างดี นอกจากนี้วิธีการนี้ยังช่วยลดผลข้างเคียงจากการให้ยาแก้ปวดมอร์ฟีนเข้าทางเส้นเลือดที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะได้มาก

สำหรับเทคนิคการผ่าตัดนั้นขนาดของแผลผ่าตัดไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการลดอาการปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัด ในบางครั้งการผ่าตัดด้วยขนาดแผลที่เล็กมาก จะทำให้มีการดึงรั้งของแผลมากยิ่งขึ้น ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ บริเวณที่ผ่าตัดมีการบาดเจ็บมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดมากหลังการผ่าตัด การผ่าตัดด้วยแผลปกติจะช่วยให้แพทย์ผู้ผ่าตัดสามารถแก้ไขการผิดรูปของข้อเข่า และวางตำแหน่งของข้อเทียมได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น.

อ่านต่ออาทิตย์ที่ 17 ส.ค.57

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com
http://www.taninnit.com

ที่มา : เดลินิวส์ 3 สิงหาคม 2557

dailynews140817_03

ขาโก่งผิดรูป รักษาได้ ไม่ทรมานอีกต่อไป

การพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ของข้อเข่าเทียมที่เหมาะสมกับบุคคลและความคงทนของอุปกรณ์ข้อเข่าเทียมที่ใช้ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น  มีการพัฒนาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดแทนกระดูกส่วนที่เสื่อม  ในการทดลองในห้องทดลองพบว่าถ้าลดแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของข้อเข่าเทียมได้มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยทำให้การใช้งานของข้อเข่าเทียมมีอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้นกว่าปกติ อย่างไรก็ตามอายุการใช้งานของข้อเข่าเทียม

นั้นยังขึ้นกับเทคนิคของการผ่าตัด และประสบการณ์ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การตัดแต่งกระดูกในการวางตำแหน่งของข้อเข่าเทียมได้ถูกต้องเหมาะสมด้วย

ในวันนี้ผมขอยกตัวอย่างผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมทั้ง 2 ข้างที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อเข่า เดินลำบาก ข้อเข่าผิดรูป เดินเซและหกล้มได้ง่ายซึ่งทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตอย่างลำบากเป็นระยะเวลานานถึง 2 ปี ผู้ป่วยมีอาชีพรับราชการตำรวจ ทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดเข่ามานาน ผู้ป่วยให้ประวัติว่า “เคยเจ็บเข่าจากอุบัติเหตุเล่นฟุตบอล จากนั้นก็เจ็บเข่าเป็น ๆ หาย ๆ เรื่อยมา ในระยะสองปีมานี้อาการปวดเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ คนรอบข้างเริ่มทักโดยเฉพาะคุณแม่บอกว่าเดินไม่สวย เดินแปลก ๆ เดินขาไม่ตรง เราก็ไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ จนมีอาการเจ็บมากจนทนไม่ไหว มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แพทย์ได้ส่งตรวจทำการเอกซเรย์ เห็นได้ชัดเจนว่ากระดูกเข่าของเราชิดเข้าด้านในท่ายืนตรง แพทย์ได้แนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัด ตอนแรกรู้สึกกังวล แต่เห็นกระดูกเข่าของตนเองจากภาพถ่ายรังสีแล้วก็คิดว่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้เข่าก็จะต้องชิดเข้ามากเรื่อย ๆ ยังไงก็ต้องผ่าอยู่ดี และคิดว่าการเข้ารับการผ่าครั้งนี้ต้องเจ็บ ต้องปวดและใช้เวลาพักฟื้นนานแน่ ๆ มีความกังวลว่ากระบวนการรักษา การผ่าตัดมันเป็นอย่างไร แพทย์จะทำอะไรกับเรามั่ง แต่หลังจากการได้คุยและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ที่จะทำการผ่าตัด พร้อมกับเข้าไปศึกษาถึงวิธีการรักษา การปฏิบัติตัวและตัวอย่างประวัติการรักษาจากผู้ป่วยที่เคยรับการผ่าตัดรักษาเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแล้ว  ได้คลายความกังวลลงมาบ้าง หลังจากรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแล้วไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิดไว้ สองวันแรกหลังผ่าไม่ปวดเลย และเริ่มไปทำกายภาพ หัดเดินด้วยไม้สี่ขา หัดเหยียดเข่างอเข่า ประมาณวันที่สี่เริ่มมีอาการระบม ปวด แพทย์ได้ให้ยาแก้ปวด อาการปวดทุเลาลง ไปทำกายภาพต่อได้สบาย มาตอนนี้หลังผ่าประมาณยี่สิบวัน รู้สึกดีมาก แผลแห้งดี งอเหยียดเข่าได้เต็มที่ ยืนขาตรง เดินตรง เหมือนกับได้ชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง”  สำหรับผู้ป่วยรายนี้ เนื่องจากเข่าของผู้ป่วยมีอาการผิดรูปทั้ง 2 ข้าง ทำให้ไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ หลังจากที่ผมได้พูดคุยและอธิบายถึงข้อดีและความเสี่ยงจากการผ่าตัดเช่น โอกาสของการติดเชื้อ การเกิดลิ่มเลือดอุดกั้นในเส้นเลือดดำ การควบคุมอาการปวดหลังการผ่าตัด ก็ได้พิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมพร้อมกันทั้ง 2 ข้างให้กับผู้ป่วย หลังการผ่าตัดได้มีการให้ยาระงับปวดด้วยการวางสายเพื่อให้ยาลดอาการปวดที่โพรงประสาทในส่วนกระดูกสันหลัง ซึ่งผลการผ่าตัดทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้คือ ลดอาการปวดข้อเข่าให้กับผู้ป่วย  แก้ไขความผิดรูปของข้อเข่าทั้ง 2 ข้าง ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้อย่างปกติ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นเป็นอย่างมาก

สำหรับารปฏิบัติตนหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้แก่ การทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ข้อเข่าสามารถเหยียดได้ตรง และงอข้อเข่าได้เพิ่มมากขึ้น การฝึกเดิน และการควบคุมอาการปวดหลังผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่ยังอาจมีความจำเป็นที่ต้องได้รับยาแก้ปวดหลังการผ่าตัดประมาณ  1-3 เดือนแรกหลังการผ่าตัด หลังจากนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาแก้ปวด สามารถขับรถได้หลังการผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยสามารถควบคุมการทำงานของข้อเข่าได้ดี และไม่มีอาการปวดข้อเข่าแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ประมาณ  3 เดือนหลังการผ่าตัด ในกรณีที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องไปทำหัตถการเกี่ยวกับทันตกรรม ผู้ป่วยจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดเพื่อที่จะรับยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการทำหัตถการที่ฟันมายังที่บริเวณข้อเข่าข้างที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ชีวิตมีความสุขอีกครั้งหลังการผ่าตัดครับ.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com
http://www.taninnit.com

 

ที่มา : เดลินิวส์ 17 สิงหาคม 2557

สารพันคำถามในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในการรักษาข้อเข่าเสื่อม

dailynews140302_001โรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในผู้สูงอายุ คนไทยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดเข่า โดยเฉพาะเวลาเดิน ขาโก่งผิดรูป มักจะเกิดคำถามขึ้นมากมายเกี่ยวกับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

เมื่อไหร่ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม?

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมักจะพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่ามากโดยเฉพาะเวลาเดิน หลังจากที่แพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการต่าง ๆ ไปแล้วแต่อาการปวดเข่าของผู้ป่วยยังไม่ทุเลาลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักมีอาการปวดเข่ามากเวลาเดิน โดยเฉพาะเวลาเดินขึ้นบันไดมักมีอาการปวดบริเวณ ด้านในของข้อเข่า อันเนื่องมาจากการที่มีกระดูกงอกออก มาเสียดสีกับเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ ข้อเข่า ร่วมกับมีการอักเสบของเยื่อบุข้อจึงทำให้เกิดอาการบวมของข้อเข่า อาการปวดมากเวลาเดินจึงทำให้ผู้ป่วยลดการใช้ชีวิตกิจวัตรประจำวัน และไม่อยากจะทำอะไร จึงมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีขาโก่งมาก ๆ แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เนื่องจากว่าในผู้ป่วยที่ขาโก่งผิดรูปมาก ๆนั้นจะมีผลทำให้เดินลำบาก การทรงตัวของผู้ป่วยเสียไป เดินได้ไม่ดี มีโอกาสหกล้มได้ง่าย และอาจจะเกิดกระดูกหักตามมา นอกจากนั้นขาที่โก่งที่ทำให้เกิดการเดินที่ผิดปกติ ยังมีผลต่อสมดุลของร่างกาย ทำให้มีการกระจายนํ้าหนักของร่างกายผิดปกติไปโดยเฉพาะที่บริเวณกระดูกสันหลัง จึงมักจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น และในบางครั้งผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลังและชาร้าวลงขา ร่วมกับอาการปวดเข่าเนื่องจากโรคข้อเข่าเสื่อมด้วย

 

วัตถุประสงค์และความคาดหวังของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม?

มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่แพทย์ผู้ทำการรักษาต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจและมีการกำหนดวัตถุประสงค์ และความคาดหวังของผู้ป่วยร่วมกันในการรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะในบางครั้งถ้าผู้ป่วยมีความคาดหวังที่สูงมาก ๆ และผลที่ได้อาจจะไม่เป็นไปตามที่ผู้ป่วยคาดหวังก็อาจจะมีผลกระทบต่อความพึงพอใจของผู้ป่วย และคิดว่าการผ่าตัดนั้นไม่ประสบความสำเร็จ วัตถุประสงค์หลักในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมนั้นเพื่อ

ลดอาการปวดเข่า ทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินได้สะดวกเพิ่มมากขึ้น อาการปวดจะลดน้อยลงเป็นลำดับหลังการผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่อาการปวดมักจะหายเป็นปกติประมาณ 3 เดือนหลังการผ่าตัด หลังจากการผ่าตัดผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกชาที่บริเวณแผลผ่าตัด หรืออาจจะมีอาการคัน หรือปวดที่บริเวณแผลผ่าตัดได้บ้าง เนื่องจากว่าในขณะที่แพทย์ผ่าตัดอาจจะตัดเส้นประสาทเล็ก ๆ ที่ไปเลี้ยงผิวหนังในบริเวณที่ผ่าตัด จึงทำให้ผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกชา และความรู้สึกผิดปกติที่บริเวณแผลผ่าตัดได้ แต่ไม่มีผลอันตรายใด ๆ ต่อผู้ป่วยแก้ไขความผิดรูปของข้อเข่า ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีอาการเข่าโก่ง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยแก้ไขแนวของเข่าและขาข้างนั้นให้ตรง สามารถรับนํ้าหนักได้ดี การเดิน และการทรงตัวของผู้ป่วยดีขึ้น ทำให้ช่วยเรื่องสมดุลของร่างกาย และป้องกันไม่ให้เกิดการหกล้มได้ง่ายซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดกระดูกหักตามมา

ทำให้คุณภาพของชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น เมื่ออาการปวดและขาของผู้ป่วยอยู่ในแนวปกติ สามารถเดินได้ดีขึ้นกว่าก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติ

ช่วยทำให้อาการปวดหลังที่เกิดร่วมกับโรคข้อเข่าเสื่อมทุเลาลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีปัญหาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและเกิดการกดทับเส้นประสาทร่วมกัน จึงทำให้นอกจากอาการปวดเข่าแล้ว อาจจะมีอาการปวดหลัง ปวดชาร้าวลงขาร่วมด้วย หลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยทำให้ข้อเข่าสามารถรับนํ้าหนักได้เป็นปกติ สมดุลของร่างกายดีขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังที่ผู้ป่วยมีอยู่ด้วย

 

ถ้าผู้ป่วยอายุมากจะมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมหรือไม่?

ในเรื่องของอายุนั้นมักจะเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่นำมาพิจารณาเพื่อให้การรักษา อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานจากโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นอย่างมากทำให้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก และเมื่อแพทย์ตรวจร่างกายผู้ป่วยพบว่ามีความพร้อมที่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์ก็สามารถให้การรักษาด้วยการผ่าตัดข้อเข่าเทียมให้ผู้ป่วยได้แม้จะมีอายุมากเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย

ในปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ทั้งในเรื่องของการผ่าตัดรักษา ประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำการผ่าตัด การพัฒนาเทคโนโลยีของข้อเข่าเทียมที่นำมาใส่แทนผิวข้อเข่าเดิมของผู้ป่วย รวมทั้งเทคนิคการดูแลควบคุมอาการปวดหลังการผ่าตัด ทำให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้ผลลัพธ์ที่ดี ผู้ป่วยมีความพึงพอใจกับผลการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นอย่างมาก และสามารถกลับไปใช้ชีวิตและท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุข อย่ากลัวเลยครับกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ท่านได้ประโยชน์จากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมากกว่าที่คิดครับ ความกลัวเรื่องการผ่าตัดอาจจะทำให้ท่านพลาดโอกาสที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากกว่าสภาพก่อนผ่าตัดครับในกรณีผู้ป่วยเข่าเสื่อมที่มีข้อบ่งชี้สำหรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

สามารถรับชมการสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ตรงที่รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ที่

http://taninnit-oaknee.blogspot.com/2012/12/total-knee-replacement.html

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา : เดลินิวส์ 2 มีนาคม 2557

สารพันปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อม

dailynews140202_002aโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในผู้สูงอายุทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเวลาเดิน ขาโก่ง การทรงตัวของร่างกายไม่ดี ร่างกายเสียสมดุล มีโอกาสเกิดการหกล้มได้ง่าย  มีผลทำให้เกิดกระดูกหักตามมาโดยเฉพาะกระดูกตะโพกหักในผู้สูงอายุ ในคนไทยมีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากถึง 6 ล้านคน

dailynews140202_002b

อาการปวดเข่าในโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากสาเหตุใด?

1. มีการอักเสบของเยื่อบุข้อเข่า ทำให้ข้อเข่ามีอาการบวมตึง เนื่องจากเยื่อบุข้อที่อักเสบมีการสร้างน้ำไขข้อที่ไม่มีคุณภาพออกมาในปริมาณมากจึงทำให้เกิดอาการบวมตึงขึ้นภายในข้อเข่า คล้ายกับลูกโป่งที่ขยายตัวออกทำให้ข้อเข่าตึงมากขึ้นมีอาการปวดบริเวณหลังเข่าเหยียดข้อเข่าได้ไม่สุด

2. เกิดกระดูกงอกรอบ ๆ บริเวณข้อเข่าอันเนื่องมาจากเกิดความไม่มั่นคงของข้อเข่า ร่างกายตอบสนองด้วยการพยายามสร้างกระดูกรอบ ๆ ข้อเข่าขึ้นมาทดแทน กระดูกที่งอกขึ้นมาใหม่นั้นไปเบียดเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ บริเวณข้อเข่ามีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเพิ่มมากขึ้นในอิริยาบถที่งอเข่านาน เช่นท่านั่งคุกเข่า นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ เวลาลุกขึ้นยืนจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดรอบ ๆ บริเวณข้อเข่า

3. มีการฉีกขาดของเส้นเอ็น และหมอนรองกระดูก มีการทำลายกระดูกที่บริเวณกระดูกใต้ต่อผิวข้อ

4. กระดูกบริเวณข้อเข่าทั้ง 2 ด้านมาเสียดสีกันทำให้มีอาการปวดมากขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยนั่งนาน ๆ แล้วจะลุกขึ้นผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเหมือนกับต้องพยายามตั้งไข่ก่อนที่จะเดิน ไม่เหมือนกับช่วงที่เป็นหนุ่มสาว อันเนื่องมาจาก โรคข้อเข่าเสื่อมมีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งกระดูกอ่อนผิวข้อจะทำหน้าที่ลดแรงกระแทกบริเวณข้อเข่าและทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าเป็นไปอย่างคล่องตัว ดังนั้นเมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายลงจึงทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าลำบาก

5. ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดเข่าจะทำให้ผู้ป่วยเสียสมดุลในการเดินทำให้เกิดอาการเดินกะเผลกซึ่งจะส่งผลต่อการรับน้ำหนักของกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลัง มีผลทำให้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงเข่าและน่องร่วมด้วย

6. มีการทำลายกระดูกบริเวณข้อเข่าเพิ่มมากขึ้น  เพิ่มความดันภายในโพรงกระดูกใต้ผิวข้อเข่า มีอาการปวดของกระดูกในตำแหน่งนั้น ๆ

dailynews140202_002d

มีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง ควรรับประทานยาลดปวดอะไรบ้าง ยาที่ใช้มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง? 

ยาส่วนใหญ่ที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดในโรคข้อเข่าเสื่อมชนิดรับประทานได้แก่

ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี ผลข้างเคียงน้อย สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเม็ดละ 500 มิลลิกรัม ได้ถึง 6 เม็ดต่อวัน  แต่กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับแข็ง และโรคตับอักเสบควรระมัดระวังในการใช้ยาในกลุ่มนี้ เพราะอาจจะมีผลทำให้อาการโรคตับที่เป็นอยู่แย่ลงได้

ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ซึ่งเป็นยาที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดให้แก่ผู้ป่วย  เป็นกลุ่มยาที่มีประสิทธิภาพในการลดปวดได้ดี ปัญหาส่วนใหญ่ของยาในกลุ่มนี้มักจะมีผลข้างเคียงได้แก่ อาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร หรืออาจทำให้เกิดอาการเลือดออกภายในระบบทางเดินอาหารได้ ถ้าใช้ในผู้สูงอายุ หรือใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด ข้อห้ามสำหรับการใช้ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคไต หรือไตวาย และผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง และกลุ่มผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการทำบอลลูนที่หลอดเลือดหัวใจ

dailynews140202_002c

การฉีดยาสเตียรอยด์มีประโยชน์และโทษอย่างไรบ้าง? 

ในกรณีที่ข้อเข่ามีการอักเสบมาก ร่วมกับตรวจร่างกายแล้วพบว่าข้อเข่าบวม ตึง มีน้ำในข้อเข่าซึ่งเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุข้อเข่า สามารถรักษาด้วยการดูดเอาน้ำในข้อเข่าที่มีการอักเสบออกมาได้ เพื่อลดความดันภายในข้อเข่า ร่วมกับการฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบได้โดยตรง จะช่วยลดอาการปวดให้ผู้ป่วยได้อย่างมาก ในมาตรฐานการรักษาทั่วไปแนะนำว่าไม่ควรฉีดยาเข้าข้อเข่ามากกว่า 3-5 ครั้งต่อปี อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสเตียรอยด์ฉีดเข้าข้อเข่าได้บ่อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของยาสเตียรอยด์ที่ฉีดเข้าข้อเข่า และความรุนแรงของโรคข้อเข่าอักเสบ ซึ่งถ้าในกรณีที่มีการทำลายของข้อเข่าอย่างมาก ร่วมกับอาการขาโก่งมาก ๆ มักจะแนะนำผู้ป่วยรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

dailynews140202_002e

การใช้ไม้เท้าในการช่วยเดินมีประโยชน์หรือไม่?  

แนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อ เข่าเสื่อมใช้ไม้เท้าในการช่วยพยุงตัวในขณะเดิน ให้ถือไม้เท้าด้านตรงข้ามกับข้อเข่าข้างที่ปวด เพราะจะช่วยในการแบ่งรับน้ำหนักของข้อเข่าข้างที่มีการอักเสบ มีอาการปวด เพราะส่วนใหญ่คนทั่วไปจะมีความเข้าใจผิดคิดว่าถ้ามีอาการปวดเข่าข้างไหนก็จะถือไม้เท้าข้างนั้น

ในกรณีที่มีอาการปวดเข่ามาเป็นระยะเวลานาน ขาโก่งมาก ๆ โดยเฉพาะตอนที่เดิน  มีผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก ๆ แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งด้วยเทคโนโลยี และเทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบัน ช่วยทำให้ผลลัพธ์ของการผ่าตัดได้ผลดีมาก และผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ และท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ตามใจหมาย.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

โรคข้อเข่าเสื่อม ผ่าตัดไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

dailynews130901_001ปัจจุบันโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญของผู้สูงอายุในประเทศไทย จากสถิติพบว่าประชาชนคนไทยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมกว่า 6 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่ มักมีอาการปวดเข่าเวลาเดิน โดยเฉพาะตอนเดินขึ้นบันได อาการปวดส่วนมากมักเป็นบริเวณด้านในของข้อเข่า เวลานั่งอยู่เฉย ๆ มักไม่มีอาการปวด ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการเดิน สูญเสียความมั่นใจ มีผลทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง บางกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อเข่าเสื่อมและขาโก่งมาก ๆ นั้นมีผลทำให้การเดินของผู้ป่วยผิดปกติไป มีโอกาสเกิดการหกล้มและทำให้เกิดการหักของกระดูกบริเวณตะโพก ทำให้ผู้ป่วยเกิดทุพพลภาพเพิ่มมากขึ้น

dailynews130901_001-1

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเริ่มต้นด้วยการบรรเทาอาการปวด การปรับเปลี่ยนพฤติ กรรมในชีวิตประจำวันมีความสำคัญมาก พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งคุกเข่าขัดสมาธิ พับเพียบ โดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่ชอบนั่งสมาธิ เพราะการนั่งในท่าที่งอเข่ามาก ๆ จะทำให้เพิ่มแรงดันภายในเข่า และกระดูกที่งอกจากโรคข้อเข่าเสื่อมไปกดทับกับเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ เข่า จะทำให้ท่านมีอาการปวดมากขึ้น ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักร่างกายมากจำเป็นต้องลดน้ำหนัก ซึ่งส่วนใหญ่ที่แนะนำให้ลดประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว

การใช้ยาลดปวดเพื่อบรรเทาอาการก็ควรระมัดระวัง ยาที่ค่อนข้างจะปลอดภัยมากที่สุดคือยาพาราเซตามอล จะช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าได้ ต้องระวังการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ที่เวลาทานแพทย์มักจะแนะนำให้รับประทานหลังอาหารทันที เพราะจะมีผลต่อกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นอาจมีผลต่อไตได้ หากจำเป็นต้องรับประทานยากลุ่มนี้ควรจะรับประทานหลังอาหารทันทีและดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถขับยานี้ออกไปได้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไตควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้การทำงานของไตแย่ลง

dailynews130901_001-2

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเข่าเสื่อมมาก และขาโก่งผิดรูป มีผลต่อการใช้งานของข้อเข่าในชีวิตประจำวัน เดินลำบาก แนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ด้วยเทคโนโลยี ความรู้และทักษะของแพทย์ในปัจจุบันทำให้การรักษาข้อเข่าด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ผลดีมาก ผู้ป่วยสามารถลุกเดินได้ภายใน  2 วันหลังการผ่าตัด สิ่งที่ผู้ป่วยกลัวการผ่าตัดรักษามี  2 ประการหลัก ๆ คือ 1. ผ่าแล้วกลัวเดินไม่ได้  และ 2. กลัวอาการปวดหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตามด้วยความรู้ และความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้ผลการรักษาผ่าตัดได้ผลดีเยี่ยม หลังผ่าตัดผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดน้อยมาก และสามารถลุกเดินได้หลังผ่าตัด และสามารถเดินได้โดยไม่ใช้ไม้เท้าชนิดวอล์กเกอร์ ภายใน 3 เดือนหลังผ่าตัด วิธีการลดอาการปวดหลังการผ่าตัด มีการนำเทคนิคของการระงับความรู้สึกที่บริเวณสันหลัง หรือการระงับความรู้สึกที่เส้นประสาทโดยตรง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดลดน้อยลงเป็นอย่างมาก รวมทั้งเทคนิคการผ่าตัดที่ดีขึ้น ทำให้ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการผ่าตัดมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก และสามารถกลับไปทำงาน และช่วยเหลือตนเองได้เร็วยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีเทคนิคการเย็บแผลชั้นใน และใช้กาวทาบริเวณแผลผ่าตัดซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องมาตัดไหมหลังผ่าตัด

dailynews130901_001-3

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดข้อเข่าเทียมมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ท่านต้องไปตรวจเช็กสุขภาพของฟันเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีฟันผุ เพราะฟันผุอาจทำให้มีเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่เข่าข้างที่ทำการผ่าตัด ก่อนผ่าตัดทุกครั้งแพทย์จำเป็นต้องตรวจเช็กสุขภาพของท่านเกี่ยวกับโรคที่ท่านเป็นอยู่ หรือป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนเสมอ เช่น การตรวจการทำงานของหัวใจ การถ่ายภาพรังสีทรวงอก การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไขกระดูก การทำงานของไตและตับ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยสูงสุดและให้ผลการรักษาที่ดีเยี่ยม ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้จากการผ่าตัดได้แก่ การติดเชื้อที่บริเวณแผลผ่าตัดซึ่งสามารถเกิดได้ประมาณร้อยละ 1 ภาวะลิ่มเลือดที่ขาอุดตันก็มีโอกาสเกิดได้ แต่น้อยมาก

dailynews130901_001-4

ปัจจุบันการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นเป็นอย่างมาก สามารถใช้งานของข้อเข่าได้เป็นอย่างดี ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดน้อย ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมีความพึงพอใจต่อผลการรักษาสูง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ที่มา  : เดลินิวส์ 1 กันยายน 2556

น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าจากข้อเสื่อม

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดหัวเข่าจากการปล่อยเซลล์ซ่อมแซมเอ็นที่เสียหาย

  • การบำบัดแบบ Prolotherapy เกี่ยวข้องกับการฉีดสารละลายน้ำตาลที่หัวเข่า
  • การกระตุ้นนี้ปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยให้เกิดกระบวนการเยียวยาข้อเสื่อม

การใช้สารละลายน้ำตาลเดกซ์โทรส 10 -25 % ฉีดเข้าไปในข้อเข่าอาจเป็นวิธีใหม่ในการรักษาโรคข้อเสื่อม โดยน้ำตาลและน้ำจะช่วยลดอาการปวดและตึงโดยการกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกายตามธรรมชาติ

โซลูชั่นหวานทำงานโดยทำหน้าที่เป็นระคายเคืองอ่อนภายในข้อต่อวิกฤติการอักเสบในระดับต่ำ

การอักเสบนี้ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ที่รุนแรง แต่เพียงจะกระตุ้นการปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยในการรักษาความเสียหายบางส่วนที่เกิดจากโรค

มีการศึกษาล่าสุดที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินในสหรัฐอเมริกา

อ่านเพิ่มเติม

.

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

A dose of sugar can ease the pain of creaky knees by releasing cells that repair damaged ligaments

  • Prolotherapy involves injecting a sugar solution into the knee
  • This stimulates the release of cells that can help the healing process

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 21:11 GMT, 8 July 2013

A sugar solution injected into the knee could be a new way to treat osteo-arthritis. Research suggests the sugar and water mixture reduces pain and stiffness by stimulating the body’s natural repair mechanisms.

The sweet solution works by acting as a mild irritant inside the joint, triggering low-level inflammation.

This inflammation is not enough to cause any severe harm, but is sufficient to stimulate the release of cells that can help to heal some of the damage caused by the disease.

Doctors use a solution containing water and between 10 and 25 per cent dextrose, a type of sugar.

They use dextrose because it is cheap, readily available and safe – causing only mild irritation inside the knee joint. The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of fibroblasts, cells that build and maintain connective tissue such as ligaments.

The fibroblasts repair damaged ligaments in the knee, making it more stable and relieving discomfort.

In a recent study at the University of Wisconsin in the U.S., researchers recruited 90 men and women with painful knee osteoarthritis and split them into three groups.

One group received three separate sugar jabs, each one four weeks apart, and another had injections of a salt water solution.

The last group did not have any injections but instead followed an at-home exercise regimen designed to alleviate some of the pain and discomfort.

Each volunteer was monitored using a scoring  system, called the Western Ontario McMaster University Osteo-arthritis Index, to measure the severity of the condition. The 12-minute test uses a 100-point scale  and includes questions on how easy it is to use the stairs, get in and out of a car or put on a pair of socks.

The results, published in the Annals of Family Medicine, showed that one year after the treatment began, the sugar jab group had the biggest improvement in symptoms and were better able to carry out everyday activities.

On average, the sugar group improved by a total of 16 points, compared with five points for salt water jabs and seven for the exercise group. The team are unsure why salt water was not as effective as sugar.

This technique is also being tried in other conditions such as chronic back pain and tennis elbow.

Commenting on the approach, Professor Alan Silman, medical director of Arthritis Research UK, said: ‘Though some “irritant” treatments can be effective, much more work is needed before a treatment based on sugar solution could be recommended to patients.’

Meanwhile, scientists have designed a special glove that may ease the pain of hand arthritis.

Around 130 people who suffer from rheumatoid and osteoarthritis are being treated with the compression glove in a new clinical trial.

The gloves are made from a special fabric that when stretched (when it is worn) puts pressure on the hand and joints.

It’s thought that the pressure might trigger mild inflammation, which, unlike severe inflammation, eases pain although it is not clear why.

In the year-long trial, due to start in September and being  co-ordinated by the University of Salford, patients will be given the compression gloves as part of their usual care.

They will be assessed before and after for pain and stiffness.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

ไร้สัญญาณบอกเหตุ ‘ลิ่มเลือดอุดตันในปอดฉับพลัน’ จากการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม

dailynews130416_001สำหรับในประเทศไทย การผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทุกวันนี้ด้วยจำนวนประชากร และพัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก จึงทำให้คนเรามีอายุยาวนานขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อยืดอายุตัวเองได้มากขึ้น ภาวะที่จะเกิดความเสื่อมของร่างกายจึงมีมากตามไปด้วย

ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายซึ่งนับวันจะมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนใหญ่จะเกิดกับกลุ่มคนที่อายุตั้งแต่ 50-60 ปีขึ้นไป ทั้งนี้เมื่อผู้ป่วยตัดสินใจผ่าตัดรักษาอาการข้อเข่าเสื่อมแล้ว ต้องมีการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ซึ่ง “นายแพทย์พิพัฒน์ องค์น้ำทิพย์” ศัลยแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานีอธิบายว่า

“โดยทั่วไปการผ่าตัดทุกอย่างล้วนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น แต่สำหรับการผ่าตัดข้อเข่านั้น ส่วนใหญ่มักจะพบในผู้สูงอายุ ซึ่งมีโรคประจำตัวอยู่ด้วยแล้ว อาทิ โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเบาหวาน เป็นต้น ดังนั้นคนไข้ต้องมีความพร้อมสมบูรณ์แข็งแรงที่สุด แพทย์ต้องเช็กทุกระบบในร่างกายผู้ป่วยอย่างละเอียด ซึ่งที่เน้นก็คือระบบหัวใจ และโรคประจำตัวที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ก่อนหน้านี้

ส่วนเรื่องของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในขณะผ่าตัดข้อเข่านั้น ก็เป็นความเสี่ยงที่สามารถเกิดขึ้นได้ สาเหตุนั้นเกิดจากเลือดในเส้นเลือดดำเกิดการแข็งตัวจนเป็นลิ่มที่บริเวณขาข้างที่จะทำการผ่าตัด ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ขาของผู้ป่วยจึงมีอาการบวมขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่น่ากังวลก็คือลิ่มเลือดที่เคยเกาะอยู่ที่ขาเกิดหลุดลอยไปที่ปอด เกาะอยู่ตามเส้นเลือดฝอย ทำให้ผู้ป่วยหายใจไม่สะดวก ปอดไม่สามารถรับออกซิเจนเข้าไปได้ ทั้งนี้ระยะเวลาในการเดินทางของลิ่มเลือดสู่ปอดนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่าใช้เวลานานแค่ไหน อาจเกิดภายในไม่กี่วันหลังผ่าตัด หรือนาน 2-3 เดือนก็เป็นไปได้

thairath121014_001
นายแพทย์พิพัฒน์ เผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรุนแรงของภาวะนี้ว่า นอกจากนี้ปริมาณของลิ่มเลือดที่เข้าไปอุดตันในปอดก็มีส่วนสำคัญมาก ถ้ามีปริมาณลิ่มเลือดที่เข้าไปเล็กน้อยความเสียหายของปอดก็จะไม่มากนัก แต่ถ้าเข้าไปปริมาณมาก โอกาสที่ผู้ป่วยจะหายใจไม่ออกก็ยิ่งมากขึ้น จะมีอาการหอบ เหนื่อย หายใจเร็วและถี่  ซึ่งอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิต โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอดจึงมีความรุนแรง และเกิดขึ้นฉับพลัน ไม่มีใครทราบได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แพทย์ต้องให้การป้องกันภาวะแทรกซ้อนนี้ เช่นการให้ผู้ป่วยได้เคลื่อนไหว ขยับตัวเร็วขึ้น หรือหากมีปัจจัยเสี่ยงมาก แพทย์อาจจะพิจารณาให้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เพื่อลดโอกาสจากโรคนี้ให้เกิดน้อยที่สุด

อาจเป็นเรื่องที่หลายคนมีความกังวล แต่ความจริงแล้วการรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดนั้นถือเป็นวิธีที่ปลอดภัย เพราะโอกาสที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันปอดนั้นมีน้อยมาก โรคข้อเข่าเสื่อมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงยังมีความมั่นใจที่จะรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะความทรมานทางกายจากอาการปวด, ขาโก่ง เดินไม่ได้นั้นมีผลต่อคุณภาพชีวิตสูงมาก จากเดิมที่ช่วยเหลือตัวเองไม่สะดวกก็กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ คุณภาพชีวิตหลังผ่าตัดมันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ขอบคุณข้อมูลจาก นายแพทย์พิพัฒน์ องค์น้ำทิพย์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา :  ไทยรัฐ 26 เมษายน 2556

ปรับอิริยาบถและรู้จักยืดเหยียดกล้ามเนื้อ แนวทางป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ

Credit : telegraph.co.uk

อิริยาบถหรือท่านั่งที่ผิดวิธี เช่น การนั่งกับพื้น นั่งในท่าทางงอเข่า เดินหลังค่อม ฯลฯ ล้วนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ “โรคข้อเข่าเสื่อม” ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายอันเนื่องมาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และมักสร้างความทรมานหรืออาการปวดให้กับผู้ป่วยสูงอายุ ดังนั้นเพื่อป้องกันและชะลอโรคข้อเข่าเสื่อม ตลอดจนช่วยให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพมากที่สุดนั้น ในงานเสวนา “เกษียณวัย ไขข้อดี” ที่จัดขึ้นโดยทีมแพทย์จากศูนย์กระดูกและข้อ รพ.นครธน ได้แนะแนวทางปฏิบัติในการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เพื่อลดภาวะโรคข้อเข่าเสื่อม แม้โรคดังกล่าวจะเป็นแล้วไม่หายขาด แต่สามารถชะลอและป้องกันอาการเสื่อมของข้อต่อได้ โดยการหันมาดูแลตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ

ทีมแพทย์ รพ.นครธนได้ให้ข้อมูลว่า ข้อเข่าเสื่อมจะเริ่มพบในผู้มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยร้อยละ 40 จะพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปี ซึ่งโอกาสในการเป็นข้อเข่าเสื่อมประมาณ 2-3 เท่า จะเกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเป็นผลจากกรรมพันธุ์ประมาณ 30% โดยผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป พบได้ร้อยละ 50 สาเหตุหลักของโรคนั้น เกิดจากการที่มีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป นอกจากนี้พฤติกรรมแบบชาวเอเชีย อาทิ การนั่งกับพื้น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งคุกเข่า การขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรืออยู่ในท่าทางที่งอเข่า ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญในการเกิดข้อเข่าเสื่อม

ส่วนอาการที่พบเมื่อเป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกคือ จะมีอาการปวดบริเวณเข่าเวลาเคลื่อนไหว อาทิ เมื่อเดินขึ้นลงบันได นั่งพับเพียบหรืองอเข่า ไปจนถึงขั้นภาวะรุนแรงคือ จะมีอาการปวดที่รุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำพบกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ ถ้ามีอาการเสื่อมมานานจะพบว่าเหยียดหรืองอเข่าได้ไม่สุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ส่งผลให้เดินและใช้ชีวิตประจำวันลำบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ

สำหรับข้อควรปฏิบัติเมื่อพบว่ามีอาการข้อเข่าเสื่อมนั้น ทีมแพทย์แนะนำว่า “ในเบื้องต้นผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองก่อน โดยการปรับพฤติกรรมการใช้ข้อ ท่าทาง การเดินให้อยู่ในลักษณะการทรงตัวที่อยู่ในระดับตรง นอกจากนี้ก็ควรบริหารกล้ามเนื้อโดยการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เช่น การฝึกเหยียดขาค้างไว้ เพื่อช่วยชะลออาการเสื่อมของข้อต่อในร่างกาย และควรเลือกการออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ เดินในน้ำ รวมไปถึงการควบคุมน้ำหนักตัว โดยการหลีกเลี่ยงอาหารที่ประกอบด้วยไขมันและน้ำตาล แต่ควรหันมาบริโภคนมเพื่อเสริมสร้างแคลเซียมและความแข็งแรงให้กับมวลกระดูกและข้อต่อ อีกทั้งควรเน้นรับประทานเมนูปลาและผักผลไม้ใบเขียวจะดีที่สุด เพราะถ้าผู้ป่วยสามารถลดน้ำหนักตัวลงไป 5 กิโลกรัม ก็จะสามารถช่วยลดอาการปวดไปได้ถึง 50% แต่หากผู้ป่วยมีอาการจนถึงขั้นที่ปวดอย่างรุนแรงจึงจะเข้ารับการใช้ยา ไปจนถึงเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า เป็นต้น

พร้อมกันนี้ ทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูระบุว่า “เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดข้อเข่าเรียบร้อยแล้ว หลังจากการผ่าตัดประมาณ 3-5 วันก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งขั้นตอนในการฟื้นฟูหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่านั้น แนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อ ฝึกท่าทางการเดินให้ถูกต้อง ฝึกงอและเหยียดเข่าบ่อยๆ ฝึกท่าเดินตัวตรง หรือเลือกเข้ารับการฝังเข็มแบบตะวันออก เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถอยู่กับข้อเข่าเสื่อมได้อย่างเป็นมิตร และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวแล้ว”.

ที่มา: ไทยโพสต์ 15 พฤศจิกายน 2555

ปลูกกระดูกอ่อนด้วยสเต็มเซลล์ ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม

Credit : phimaimedicine.org

ปัจจุบันโรคข้อเข่าเสื่อมกลายเป็นปัญหาใหญ่ของกลุ่มคนผู้สูงวัย ที่นับวันจะมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้จำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่ามีผู้สูงอายุเป็นโรคดังกล่าวมากขึ้นจากในอดีตถึง 10% ซึ่งส่วนใหญ่พบมากในผู้ที่ใช้ข้อเข่านานๆ และผู้ที่เป็นโรคอ้วน ส่วนสาเหตุของโรคดังกล่าวเกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนผิวข้ออันเนื่องมาจากอายุมาก หรือมีการฉีกขาดและการถูกทำลายของพื้นผิวกระดูกอ่อนของข้อต่อ ทำให้เกิดอาการปวดเวลาขยับหรือลงน้ำหนัก นอกจากนี้น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 กิโลกรัม ทำให้เข่ามีภาระรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นข้างละ 2 กิโลกรัม ฉะนั้นถ้าน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10 กิโลกรัม เข่าต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 40 กิโลกรัม

อย่างไรก็ดี ผลสำรวจจากทั่วโลกพบว่าในคนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป 14% ของผู้ชาย และใน 19% ของผู้หญิง โดยรวมคือ 33% มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคข้อเข่า ขณะที่อุบัติการณ์จากการสำรวจในคนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนกันทุกคนไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว และการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเทียมด้วยเหล็กและไทเทเนียมที่มีอายุใช้งานได้เพียง 10 ปี ก็ไม่สะดวกกับผู้ป่วยที่มีอายุน้อย กระทั่งอายุเยอะก็ลำบากเช่นกัน เพราะต้องผ่าตัดเปลี่ยนวัสดุทุกๆ 10 ปี ทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

ด้วยเหตุดังกล่าว ล่าสุดจึงได้มีงานวิจัยซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคดังกล่าวนี้ขึ้นมารองรับ ซึ่งก็คือ การปลูกถ่ายกระดูกอ่อนจากสเต็มเซลล์เลือด โดยการผ่าตัดผ่านกล้องวีดิทัศน์ วิธีการรักษาที่ว่านี้เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยอย่างมหาศาล เพราะนอกจากจะช่วยลดความเจ็บปวดแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นตามธรรมชาติ เนื่องจากโดยปกติแล้ว กระดูกอ่อนของคนเราเมื่อเกิดปัญหาหรือเสื่อมจะไม่สามารถรักษาได้ รอเพียงแค่เวลาให้เสียไปเพียงอย่างเดียว

ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของแนวคิดที่จะพัฒนานวัตกรรมของสเต็มเซลล์จากกระแสโลหิต โดยได้รับการอนุมัติจากแพทยสภา และได้ทดลองกับผู้ป่วยไปแล้ว 20 ราย ในระยะเวลา 1 ปี จากการสำรวจพบว่าผู้ป่วยทั้งหมดไม่มีผลข้างเคียงใดๆ อีกทั้งยังสามารถกลับไปเดินได้ดังเดิม

นพ.ดร.คอนสตานตินอส พาพาโดพูลอส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาทางการแพทย์ บริษัท ไทย สเตมไลฟ์ จำกัด กล่าวว่า วิธีการรักษาในปัจจุบันทุกวันนี้ไม่มีการรักษาใดที่เพิ่มกระดูกอ่อนได้ นอกจากเปลี่ยนเข่า หรือใช้วิธีเปลี่ยนองศากระดูก ซึ่งอันที่จริงแล้วการรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาด้วยระบบของร่างกายเราเอง เพราะเหตุนี้ทางไทยสเตมไลฟ์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย จึงทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม โดยการฉีดสเต็มเซลล์จากกระแสโลหิตผ่านกล้องเข้าไปที่ข้อเข่าของผู้ป่วยเพื่อเพิ่มกระดูกอ่อน ซึ่งผลที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ สามารถกลับมาเดินได้เป็นปกติ จึงทำให้เห็นว่าสเต็มเซลล์ของตัวเราสามารถรักษาตัวเราได้จริง

“ถ้าอายุ 30-40 ปี แล้วคนในครอบครัวของคุณเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม แนะนำว่าควรมาตรวจยีนเพื่อที่จะดูความเสี่ยงของโรคในอนาคต และถ้าคุณเสี่ยงคุณก็ควรที่จะเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เพราะสเต็มเซลล์ย่อมแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากกว่าเก็บตอนอายุมาก ซึ่งไม่เพียงแต่จะนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตเท่านั้น แต่คุณยังสามารถป้องกันความเสี่ยงในโรคอื่นๆ ได้อีกถึง 24 ชนิด และการใช้สเต็มเซลล์ของตัวเองจะไม่เกิดการต่อต้านและปลอดภัย และไม่ต้องจับคู่เนื้อเยื่อจากคนอื่น” นพ.ดร.คอนสตานตินอสกล่าวทิ้งท้าย.

ที่มา: ไทยโพสต์ 13 พฤศจิกายน 2555

ธนาคารสเตมเซลล์แห่งแรก ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม

ปัจจุบันโรคข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาใหญ่ของกลุ่มคนผู้สูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และพบเป็นโรคดังกล่าวมากขึ้นกว่าเดิมถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่แล้วมักจะพบมากในผู้สูงอายุผู้ที่ใช้ข้อเข่านานๆ และผู้ที่เป็นโรคอ้วน ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนผิวข้อ อันเนื่องมาจากมีอายุมาก หรือมีการฉีกขาดและการถูกทำลายของพื้นผิวกระดูกอ่อนของข้อต่อ ทำให้เกิดอาการปวดเวลาขยับหรือลงน้ำหนัก เพราะเมื่อคุณมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม นั่นหมายถึงเข่าของคุณต้องรับถึง 4 กิโลกรัม (เฉลี่ยข้างละ 2 กิโลกรัม) เพราะฉะนั้น ถ้าน้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้น 10 กิโลกรัม เข่าของคุณจะต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 40 กิโลกรัม ซึ่งผลสำรวจจากทั่วโลกพบว่าในคนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป  14% ของผู้ชาย และใน 19% ของผู้หญิง โดยรวมคือ 33 % มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคข้อเข่า อีกทั้งยังมีอุบัติการณ์ที่สำรวจมาแล้วของคนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปอีกว่าในสมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วนกันทุกคนไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว

ด้วยเหตุดังกล่าว ล่าสุด จึงได้มีงานวิจัยซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคดังกล่าวนี้ขึ้นมารองรับ นั่นคือ การปลูกถ่ายกระดูกอ่อนจากสเตมเซลล์เลือดโดยการผ่าตัดผ่านกล้องวีดิทัศน์ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยอย่างมหาศาล เพราะนอกจากจะช่วยลดความเจ็บปวดแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นตามธรรมชาติ เนื่องจากโดยปกติแล้วกระดูกอ่อนของคนเราเมื่อเกิดปัญหาหรือเสื่อมจะไม่สามารถรักษาได้รอเพียงแค่เวลาให้เสียไปเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันมีประชากรกว่า 1 ล้านคน ที่อายุมากกว่า 60 ปี ต้องรักษาโรคดังกล่าวโดยใช้งบประมาณของประเทศปีละกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งผู้ป่วยสูงอายุกว่า 10,000 ราย ต้องทำข้อเทียม และ 1 ใน 3 ที่รับการผ่าตัดมีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งข้อเทียม หมายถึง เหล็กและไททาเนียมที่มีอายุใช้งานได้เพียง 10 ปี นั่นหมายความว่าเมื่อผู้ที่เป็นข้อเสื่อมและรับการผ่าตัดใส่ข้อเทียมไปแล้ว เมื่ออายุ 70 ปีก็ต้องกลับมาทำใหม่ ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปถึง 3 เท่า จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่จะพัฒนานวัตกรรมของสเตมเซลล์จากกระแสโลหิต โดยได้รับการอนุมัติจากแพทยสภา และได้ทดลองกับผู้ป่วยไปแล้ว 20 ราย ในระยะเวลา 1 ปี จากการสำรวจพบว่าผู้ป่วยทั้งหมดไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ อีกทั้งยังสามารถกลับไปเดินได้ดังเดิม

นายแพทย์ ดร.คอนสตานตินอส พาพาโดพูลอส (Dr.Kostas l. Papadopoulos) หรือ “ดร. คอสตาส” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาทางการแพทย์ บริษัท ไทย สเตมไลฟ์ จำกัด กล่าวว่า “วิธีการรักษาในปัจจุบันทุกวันนี้ไม่มีการรักษาใดที่เพิ่มกระดูกอ่อนได้ นอกจากเปลี่ยนเข่า หรือใช้วิธีเปลี่ยนองศากระดูก ซึ่งอันที่จริงแล้วการรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาด้วยระบบของร่างกายเราเอง เพราะเหตุนี้ทางบริษัท ไทยสเตมไลฟ์ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่ให้บริการเก็บแช่แข็งเซลล์ต้นกำเนิด(สเตมเซลล์) จึงได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม โดยการฉีดสเตมเซลล์จากกระแสโลหิตผ่านกล้องเข้าไปที่ข้อเข่าของผู้ป่วยเพื่อเพิ่มกระดูกอ่อน ซึ่งผลที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ อาการของทุกคนดีขึ้นมาก สามารถกลับมาเดินได้เป็นปกติ จึงทำให้เห็นว่าสเตมเซลล์ของตัวเราสามารถรักษาตัวเราได้จริง เพราะฉะนั้นถ้าคุณอายุ 30-40 ปี แล้วคนในครอบครัวของคุณเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม คุณควรมาตรวจยีนเพื่อที่จะดูความเสี่ยงของโรคในอนาคต และถ้าคุณเสี่ยงคุณก็ควรที่จะเก็บสเตมเซลล์ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เพราะ สเตมเซลล์ย่อมแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากกว่าเก็บตอนอายุมากๆ  อย่างแน่นอน ซึ่งไม่เพียงแต่จะนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตเท่านั้น แต่คุณยังสามารถป้องกันความเสี่ยงในโรคอื่นๆ ได้อีกถึง 24 ชนิด”

นายแพทย์ ดร.คอนสตานตินอส ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การใช้สเตมเซลล์ที่ดีที่สุด  คือสเตมเซลล์ของตัวเอง  เพราะไม่เกิดการต่อต้านและปลอดภัยและไม่ต้องจับคู่เนื้อเยื้อจากคนอื่น เนื่องจากมาจากตัวผู้ป่วยเอง แต่ถ้านำสเตมเซลล์ของคนอื่นมาใช้ต้องใช้ยากดภูมิเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับร่างกาย ถือได้ว่าเป็นอีกทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ที่จะกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง  การใช้สเตมเซลล์มารักษาโรคข้อเข่าเสื่อมสามารถช่วยให้คุณไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคข้อเข่าเสื่อมอีกต่อไป.

ที่มา: ไทยรัฐ 22 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

มหัศจรรย์ “สเตมเซลล์” ทางเลือกใหม่รักษา”ข้อเข่าเสื่อม”

โรคข้อเข่าเสื่อมเฮ รพ.ศิริราช แยกสเต็มเซลล์น้ำคร่ำได้

สเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำ

นวัตกรรมใหม่รักษาข้อเข่าเสื่อม ปลูกกระดูกอ่อนจากสเต็มเซลล์เลือดผ่านกล้อง

เก็บตอนเกิด ‘สเต็มเซลล์เลือดสายสะดือ’ รักษาโรคในอนาคต

“ธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน” ก้าวอีกขั้นงานวิจัยด้านการแพทย์

เครื่องดื่มแก้วโปรดเร่งข้อเข่าเสื่อม

คนเราเกิดมาหลีกหนีความเสื่อมของสภาพร่างกายไม่พ้น และหนึ่งความเสื่อมที่พบได้มากก็คือ ข้อเข่าเสื่อม อย่างเช่นที่อังกฤษมีผู้สูงอายุประสบปัญหาข้อเข่าเสื่อมและกระทบต่อการใช้ชีวิตถึง 6 ล้านคน

แม้ปัญหาข้อเข่าเสื่อม คนส่วนใหญ่จะรู้กันดีว่าเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ น้ำหนักตัวมากเกินไป, อิริยาบถไม่เหมาะสม เช่น นั่งยอง นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ, ขาดแคลเซียม, หรือเคยได้รับอุบัติเหตุที่ข้อเข่า ทว่านักวิจัยจากโรงพยาบาลบริกแฮมและสตรีในบอสตัน อเมริกา พบว่า พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมก็เป็นอีกสาเหตุที่จะเพิ่มโอกาสให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม แถมยังเร่งให้อาการเกิดเร็วขึ้นอีกต่างหาก

ดร.บิง ลู หัวหน้าทีมวิจัย เล่าว่า ทีมวิจัยทำการศึกษาจากผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจำนวน 2,149 ราย จากนั้นจะติดตามพัฒนาการของโรคจากการเอ็กซเรย์ในระยะ 12 เดือน 24 เดือน 36 เดือน และ 48 เดือน พร้อมกับสอบถามพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะน้ำอัดลมด้วย

ผลการติดตามพัฒนาการของโรคพบว่า ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมดื่มน้ำอัดลมมากกว่า 5 แก้วต่อสัปดาห์ กระดูกอ่อนภายในข้อเข่าของพวกเขาบางลงเฉลี่ย 0.59 มิลลิเมตร ซึ่งมากกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ดื่มน้ำอัดลม โดยกลุ่มหลังนี้กระดูกอ่อนในข้อเข่าบางลงเฉลี่ยแค่ 0.29 มิลลิเมตร

ยิ่งไปกว่านั้น การวิจัยพบว่า ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเพศชายที่มีน้ำหนักตัวปกติ แต่ชอบดื่มน้ำอัดลมมาก ยิ่งจะทำให้สภาพข้อเข่าเสื่อมลงเร็วกว่าผู้ชายตัวอ้วนเสียอีก

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังมิได้วิเคราะห์เจาะลึกว่า ระหว่างปริมาณแคลอรีหรือส่วนผสมบางอย่างในน้ำอัดลม อะไรเป็นตัวเร่งให้สภาพข้อเข่าเสื่อมลงเร็วขึ้นกันแน่.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  19 พฤศจิกายน 2555

 

.

Related Article:

.

Sugary drinks could make knee osteoarthritis worse – a condition that affects most adults over 60

How sugary drinks can give you sore knees (especially if you’re a skinny man)

  • Osteoarthritis in the knees affects around six million adults in the UK
  • Study suggests fizzy drinks can make condition worse in all men and in normal weight women

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 13:08 GMT, 15 November 2012

 

Downing too many glasses of fizzy drink doesn’t just make you fat – it could also make your dodgy knees worse.

Researchers studied patients suffering from osteoarthritis in their knees, which is a common degenerative condition affecting six million older adults in the UK.

They found that the more soft drinks patients consumed, the faster their condition progressed. Slim men were found to be particularly affected.

Study leader Dr Bing Lu from Brigham and Women’s Hospital in Boston, said: ‘Little is known about the course of disability over time in patients with osteoarthritis.

‘This study may offer the potential to identify a modifiable dietary risk factor for disease progression, enable evaluation of prevailing recommendations of healthy diet, and thus have potential public health implications.’

Sugary drinks joins the other known risk factors including obesity, aging and joint stress.

For the study, researcher looked at data on 2,149 patients who had been diagnosed with osteoarthritis following an X-ray.

At the beginning of the study, each participant’s soft-drink consumption, not including sugar-free drinks was measured using a Food Frequency Questionnaire.

The researcher followed up with the participants 12, 24, 36 and 48 months later to track their OA progression as measured by joint space change in their medial knee compartments.

Body mass index (a measure of obesity) was also measured and tracked and data for men and women were analysed separately.

After controlling for BMI and other factors that may contribute to knee OA, men who consumed more soft drinks per week had worse progression of their condition.

The joint space became narrower by an average of 0.29 millimeters in men who drank no soft drinks to 0.59 millimeters in men who drank more than five soft drinks a week.

Men classed as normal weight saw their knees get worse than men who were overweight or obese. By contrast, only women of normal weight showed an association between more soft-drink consumption and knee OA progression.

The researchers concluded that the more soft drinks men drink, the worse their knees may get.

It is unclear whether this problem is due to high-calorie soft drinks leading to excess weight burdening knees, or if there are other ingredients in soft drinks that contribute to OA progression.

SOURCE: www.dailymail.co.uk