ข้อเข่าเสื่อม…รักษาได้ไม่ยาก ตอนที่ 1 : กระดูกอ่อนในข้อ

thairath150213-1ความสำคัญของกระดูกอ่อนในข้อ

กระดูกอ่อนในข้อ หรือ กระดูกอ่อนข้อต่อ เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มอยู่ที่ปลายกระดูกส่วนที่อยู่ในข้อต่อ ทำหน้าที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อเป็นไปอย่างสะดวก ราบรื่น ไม่สะดุดหรือติดขัด กระดูกอ่อนข้อต่อจึงมีโครงสร้างที่ต่างจากกระดูกอื่นๆ คือ มีผิวมันวาว มีความหนาและแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกได้สูง กระดูกอ่อนข้อต่อจะไม่มีหลอดเลือดไปเลี้ยง แต่ได้รับสารอาหารจากน้ำหล่อเลี้ยงที่ผลิตจากเยื่อบุข้อที่เรียกว่าไขข้อ ซึ่งจะไปเคลือบอยู่ระหว่างผิวข้อทั้งสองด้านเพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวง่ายขึ้น โดยทั่วไปกระดูกอ่อนข้อต่อสามารถใช้งานได้ตลอดอายุขัยของแต่ละคน

กระดูกอ่อนอยู่ในส่วนใดของร่างกายบ้าง

กระดูกอ่อนข้อต่อจะมีอยู่เฉพาะในข้อต่อที่มีไขข้อเท่านั้น เนื่องจากต้องมีไขข้อมาหล่อเลี้ยง ส่วนกระดูกอ่อนที่พบในตำแหน่งอื่น เช่น ดั้งจมูก หรือใบหู เป็นชนิดที่มีความยืดหยุ่นมาก นอกจากนี้ยังมีกระดูกอ่อนเส้นใยซึ่งพบบริเวณหมอนรองกระดูกสันหลังหรือระหว่างกระดูกหัวหน่าว ซึ่งเป็นข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวน้อย กระดูกอ่อนแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและโครงสร้างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นหากพูดถึงข้อเสื่อมเราจะหมายถึงกระดูกอ่อนในข้อหรือกระดูกอ่อนข้อต่อ ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า ‘กระดูกอ่อน’ นั่นเอง

thairath150213-2

จะทราบได้อย่างไรว่ากระดูกอ่อนเริ่มผิดปกติ

เมื่อกระดูกอ่อนข้อต่อเริ่มเกิดการเสื่อม ผิวนอกที่เรียบเป็นมันวาวจะเริ่มแตกเป็นเส้นใยฝอยๆ เป็นการปริแยกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อโรคดำเนินต่อไปก็จะแตกเป็นร่องลึก ผิวข้อจะเริ่มขรุขระ ลึกลงไปถึงชั้นกระดูกผิวข้อจะค่อยๆ บางลงและเสื่อมสลายไปหมดจนเหลือแต่กระดูกแข็ง

อาการของโรคข้อเสื่อม คือ อาการปวด จะปวดแบบเสียวลึกๆ ขัด และตึงในข้อ อาการจะมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรืออากาศเย็น ตอนเช้าหลังจากตื่นนอนผู้ป่วยอาจจะเดินได้ช้าลง การเคลื่อนไหวลดลง มีเสียงกรอบแกรบในข้อ ข้อบวม กล้ามเนื้อรอบข้อลีบลง และเมื่อโรคลุกลามจะทำให้ข้อมีลักษณะผิดรูป ถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อมรุนแรงมักจะทำให้ขาโก่ง

การปฏิบัติตัวเมื่อพบว่ากระดูกข้อเสื่อม

สิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคข้อเสื่อมลุกลาม ได้แก่

1. ควบคุมน้ำหนักตัว เพราะน้ำหนักมีความสัมพันธ์อย่างสูงกับข้อเสื่อมโดยเฉพาะข้อเข่า การลดน้ำหนักลงได้ 5 กิโลกรัมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อข้อเข่าเลื่อมลงได้ครึ่งหนึ่ง

2. หลีกเลี่ยงการใช้งานที่ต้องรับแรงกระทำมากๆ ทุกวัน เช่น งานที่ต้องนั่งคุกเข่า นั่งยองๆ หรืองานที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ

3. ไม่ควรทำกิจกรรมต่างๆ บนพื้น เช่น การล้อมวงกินข้าว การซักผ้า รัดผ้า หรือการใช้ห้องน้ำที่ต้องนั่งยองๆ

รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ วจนะวิศิษฐ์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ  13 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าจากข้อเสื่อม

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดหัวเข่าจากการปล่อยเซลล์ซ่อมแซมเอ็นที่เสียหาย

  • การบำบัดแบบ Prolotherapy เกี่ยวข้องกับการฉีดสารละลายน้ำตาลที่หัวเข่า
  • การกระตุ้นนี้ปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยให้เกิดกระบวนการเยียวยาข้อเสื่อม

การใช้สารละลายน้ำตาลเดกซ์โทรส 10 -25 % ฉีดเข้าไปในข้อเข่าอาจเป็นวิธีใหม่ในการรักษาโรคข้อเสื่อม โดยน้ำตาลและน้ำจะช่วยลดอาการปวดและตึงโดยการกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกายตามธรรมชาติ

โซลูชั่นหวานทำงานโดยทำหน้าที่เป็นระคายเคืองอ่อนภายในข้อต่อวิกฤติการอักเสบในระดับต่ำ

การอักเสบนี้ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ที่รุนแรง แต่เพียงจะกระตุ้นการปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยในการรักษาความเสียหายบางส่วนที่เกิดจากโรค

มีการศึกษาล่าสุดที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินในสหรัฐอเมริกา

อ่านเพิ่มเติม

.

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

A dose of sugar can ease the pain of creaky knees by releasing cells that repair damaged ligaments

  • Prolotherapy involves injecting a sugar solution into the knee
  • This stimulates the release of cells that can help the healing process

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 21:11 GMT, 8 July 2013

A sugar solution injected into the knee could be a new way to treat osteo-arthritis. Research suggests the sugar and water mixture reduces pain and stiffness by stimulating the body’s natural repair mechanisms.

The sweet solution works by acting as a mild irritant inside the joint, triggering low-level inflammation.

This inflammation is not enough to cause any severe harm, but is sufficient to stimulate the release of cells that can help to heal some of the damage caused by the disease.

Doctors use a solution containing water and between 10 and 25 per cent dextrose, a type of sugar.

They use dextrose because it is cheap, readily available and safe – causing only mild irritation inside the knee joint. The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of fibroblasts, cells that build and maintain connective tissue such as ligaments.

The fibroblasts repair damaged ligaments in the knee, making it more stable and relieving discomfort.

In a recent study at the University of Wisconsin in the U.S., researchers recruited 90 men and women with painful knee osteoarthritis and split them into three groups.

One group received three separate sugar jabs, each one four weeks apart, and another had injections of a salt water solution.

The last group did not have any injections but instead followed an at-home exercise regimen designed to alleviate some of the pain and discomfort.

Each volunteer was monitored using a scoring  system, called the Western Ontario McMaster University Osteo-arthritis Index, to measure the severity of the condition. The 12-minute test uses a 100-point scale  and includes questions on how easy it is to use the stairs, get in and out of a car or put on a pair of socks.

The results, published in the Annals of Family Medicine, showed that one year after the treatment began, the sugar jab group had the biggest improvement in symptoms and were better able to carry out everyday activities.

On average, the sugar group improved by a total of 16 points, compared with five points for salt water jabs and seven for the exercise group. The team are unsure why salt water was not as effective as sugar.

This technique is also being tried in other conditions such as chronic back pain and tennis elbow.

Commenting on the approach, Professor Alan Silman, medical director of Arthritis Research UK, said: ‘Though some “irritant” treatments can be effective, much more work is needed before a treatment based on sugar solution could be recommended to patients.’

Meanwhile, scientists have designed a special glove that may ease the pain of hand arthritis.

Around 130 people who suffer from rheumatoid and osteoarthritis are being treated with the compression glove in a new clinical trial.

The gloves are made from a special fabric that when stretched (when it is worn) puts pressure on the hand and joints.

It’s thought that the pressure might trigger mild inflammation, which, unlike severe inflammation, eases pain although it is not clear why.

In the year-long trial, due to start in September and being  co-ordinated by the University of Salford, patients will be given the compression gloves as part of their usual care.

They will be assessed before and after for pain and stiffness.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

เทคนิคใหม่ “เปลี่ยนข้อเข่า-ข้อสะโพก” ฟื้นตัวเร็ว

dailynews130509_001aอาการปวดเข่า ปวดสะโพก อันเนื่องมาจากความเสื่อมของข้อกระดูก คงเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนในครอบครัว เพราะความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น มักส่งผลให้ผู้ป่วยเดินไม่สะดวก บ้างก็ปวดจนหลับไม่ลง!

สำหรับปัญหาข้อเสื่อมนั้น ทางศูนย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เผยข้อมูลว่า เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการใช้งานข้อต่อจนเกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ พบมากในผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไป หรืออาจเกิดได้ในคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อต่อ มีการใช้ข้อต่อผิดลักษณะ ชอบสะพายกระเป๋าหนัก ใส่ส้นสูง สูบบุหรี่ หรือเป็นผลจากกรรมพันธุ์

ปัจจัยข้างต้น คือ สาเหตุของการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อที่มากขึ้นทุกวัน โดยร่างกายไม่สามารถสร้างทดแทนหรือซ่อมแซมได้ ผู้ป่วยจึงต้องเจ็บปวดทรมานจากอาการอักเสบและการทำงานของข้อต่อที่บกพร่อง ซึ่งส่งผลต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ทางเลือกในการรักษาอาการข้อเสื่อมทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ การรักษาโดยการไม่ใช้ยา เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อ หรือ การรักษาด้วยการใช้ยา และอีกวิธีซึ่งจะพิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเสื่อมจนไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ คือ การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและบริเวณของข้อที่เสื่อม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม จะแบ่งออกเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total Hip Replacement) และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Replacement Surgery) เฉพาะการผ่าเปลี่ยนข้อเข่านั้น ทำได้ทั้งแบบเปลี่ยนผิวข้อเฉพาะบางส่วน และเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ

dailynews130509_001bและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียม ให้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว นพ.สิริพงศ์ รัตนไชย ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ, ข้อเทียม รพ.บำรุงราษฎร์ เล่าว่า ทางบำรุงราษฎร์ได้ส่งทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ 15 คน ไปเรียนรู้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียม กับสถาบันดอร์ของสหรัฐ ซึ่งโด่งดังในการใช้เทคโนโลยีแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมและข้อสะโพกเทียม

dailynews130509_001cแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดดังกล่าว มีชื่อว่า เมโก ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ แขนกลหุ่นยนต์ กล้องจับสัญญาณภาพ 3 มิติ และเครื่องประมวลผลที่คอยควบคุมการทำงานทั้งหมดให้สอดประสานกัน โดยสามารถวัดระยะเพื่อกำหนดตำแหน่งและคำนวณขนาดของข้อเทียมที่เหมาะสมกับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย ก่อนแพทย์จะทำการเปิดข้อเข่าหรือข้อสะโพก และใช้แขนกลตัดเฉพาะส่วนของกระดูกที่เสื่อมออกผ่านมุมมองจากภาพ 3 มิติ

dailynews130509_001dที่สำคัญ แขนกลจะล็อกตำแหน่งตามการคำนวณเพื่อความเที่ยงตรง ป้องกันการผ่าตัดในตำแหน่งที่คลาดเคลื่อน แถมยังใช้วิธีการกรอแทนการตัด เพื่อไม่ให้เกิดความบอบช้ำกับเส้นเอ็น ลดการสูญเนื้อเยื่อโดยไม่จำเป็น ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็วและสามารถกลับมาเคลื่อนไหวข้อได้อย่างเป็นธรรมชาติ พักฟื้นไม่เกิน 3 วัน ส่วนใหญ่เริ่มหัดเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมง และนับเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเมื่อ 2 เมษายน 2556 บำรุงราษฎร์ ได้ทำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ด้วยแขนกลหุ่นยนต์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของทวีปเอเชีย หลังจากนำเข้าแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเมโกเข้ามา.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  9 พฤษภาคม 2556

รวมสารพันโรคผู้สูงวัย โดย แพทย์หญิงพัณณิดา วัฒนพนม

voathai130110_001วันที่ 13 เมษายนของทุกปี นอกจากจะถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยหรือวันมหาสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันสำคัญอีกวันคือ “วันผู้สูงอายุ” ด้วย ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ต้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับผู้สูงวัยกันมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ ซึ่งในวัยนี้จะต้องระมัดระวังและใส่ใจดูแลมากกว่าวัยอื่นๆ เพราะยิ่งอายุเยอะก็มักจะเจอปัญหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เยอะไปตามอายุด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้ โรงพยาบาลกรุงเทพจะขอรวบรวมสารพันโรคที่ผู้สูงอายุควรระวังมาฝากกัน

1. โรคข้อเสื่อม เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่ในผู้สูงอายุ โดยข้อที่พบอาการเสื่อมได้มากคือข้อที่รับน้ำหนักตัว เช่นข้อเข่า เมื่อผู้ป่วยอายุมากขึ้นมักมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้นด้วย และเริ่มมีโครงสร้างภายในข้อไม่เป็นปกติ จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงความผิดปกติภายในข้อ อันประกอบด้วยผิวของข้อเข่า ซึ่งเป็นกระดูกอ่อน เริ่มสึกหรอ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบ การเคลื่อนไหวข้อ มีอาการติดขัด ฝืด หรือเสียงดังคล้ายกระดาษทรายถูกัน

กระดูกรอบข้อเกิดการปรับตัว โดยสร้างกระดูกงอกขึ้นภายในข้อ ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้น้อยลง กระดูกบริเวณข้อเข่า และรอบ ๆ ข้อ บางลง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มเดินน้อยลง อาการผิดปกติของผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะแรก ประกอบด้วย อาการปวดอาจร่วมกับการมีข้อเข่าบวม อาการขัดที่ข้อ โดยอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นของข้อ ในขณะเหยียดและงอข้อเข่าจะมีอาการปวด และหรือขัดในข้อมากขึ้น และมีเสียงลั่นในข้อ

ซึ่งอธิบายจากการที่ผิวกระดูกภายในข้อเริ่มไม่เรียบและมีกระดูกงอกเกิดขึ้น อาการปวดที่เกิดในผู้ป่วยบางรายทำให้เกิดการปรับตัวด้วยการไม่เหยียดหรืองอข้อเข่าจนสุด เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น ทำให้เกิดปัญหาข้อติดขัด และเคลื่อนไหวไม่เต็มวงของการงอเข่าตามมา เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น หรือ ข้อที่เสื่อมอักเสบนั้นถูกใช้งานมากอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้อาการผิดปกติเหล่านี้ เป็นมากขึ้นได้โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อมาพบแพทย์ก็มักจะมาเมื่ออาการต่าง ๆ เกิดขึ้นพอควรแล้ว หรือ ไม่สามารถประกอบภารกิจประจำวันได้เหมือนเดิม ซึ่ง อาการหลัก ๆ ก็คือ อาการปวด,ขัด และหรือบวม ของข้อเข่า หรือในรายที่มีข้อเข่าโก่งอยู่บ้างแล้วก็มักจะมาด้วยเรื่องเข่าผิดรูป หรือทำให้เกิดปัญหาปวดมากขณะเปลี่ยนท่าเช่นจากนั่งเป็นยืน

เมื่อเกิดปัญหาข้อเข่าเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีอาการของโรคซึ่งจะสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค ถ้าหากว่าอาการที่เกิดขึ้นน้อย ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถชะลอการเสื่อมของข้อเข่านั้น ๆ ได้วิธีการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่านั้น ประกอบด้วยวิธีหลัก ๆ ดังนี้ หลีกเลี่ยงท่างอข้อเข่ามาก ๆ เช่น นั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ และนั่งคุกเข่า

หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดหลาย ๆ ชั้น ควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี ไม่ให้อ้วน หมั่นขยันบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอยู่เสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อด้านหน้าของต้นขา ทานยาแก้ปวดเมื่อจำเป็นหรือทานเป็นครั้งคราว ใช้ไม้เท้าช่วยเมื่อต้องเดินเป็นระยะทางไกล หรือเดินในที่ไม่เรียบ

2. โรคกระดูกพรุน เป็นอีกโรคที่พบได้มากในผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุนเกิดจากการลดลงของปริมาณกระดูกในร่างกายร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของกระดูก เป็นผลให้ความแข็งแรงของกระดูกโดยรวมลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ โดยเฉพาะผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง30-40% ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมาก

เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง ทำให้มวลกระดูกของผู้หญิงในกลุ่มวัยนี้ลดลงถึงร้อยละ 3-5 ต่อปี นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนยังพบได้ในภาวะผู้ป่วยที่ได้รับการตัดรังไข่ 2 ข้าง ผู้ป่วยที่ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย ผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิดเช่นสารสเตียรอยด์หรือยากันชักบางชนิดและการสูบบุหรี่ก็อีกเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะไม่มีอาการใด ๆ จนกว่าจะมีอาการแสดงซึ่งได้แก่กระดูกหัก ตำแหน่งที่พบบ่อยในโรคกระดูกพรุนได้แก่บริเวณข้อสะโพก,ข้อมือหรือกระดูกสันหลังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

นอกจากนี้ อาการหลังโกง หรือตัวเตี้ยลงมากกว่า 2 เซนติเมตรนั้นอาจเป็นอาการของโรคกระดูกพรุนที่มีการยุบตัวลงของกระดูกสันหลังจึงเป็นภัยเงียบเพราะคนไข้จะไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้ว โรคกระดูกพรุนวินิจฉัยได้จากการตรวจค่าความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องมือ DEXA นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติอื่น ๆ เช่น การขาดวิตามินดี และสามารถตรวจประเมินอัตราการสร้างและสลายของกระดูกได้ การตรวจเพิ่มเติมนี้เพื่อใช้ในการตัดสินใจวางแผนการรักษาและติดตามผลการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

สำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุนด้วยยาในปัจจุบันมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ยากลุ่มที่ลดอัตราการสลายกระดูก และยากลุ่มที่เสริมสร้างมวลกระดูก ทั้งนี้การการให้ยา แพทย์จำเป็นต้องตรวจคัดกรองผู้ป่วย เพื่อพิจารณาให้ยาตามความจำเป็น จึงแนะนำให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนควรมาตรวจภาวะกระดูกพรุน ผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเสริมการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว, นม และงาดำ โดยทั่วไปแล้วผู้สูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม วันละ 1200 มิลลิกรัมควบคู่กับวิตามินดี 800 ไอยู นอกจากนี้ควรเพิ่มการออกกำลังกายที่เป็นการลงน้ำหนักที่ข้อ เช่นการยกน้ำหนักและการเดิน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก และตวรมีการออกกำลังกายกลางแจ้งในเวลาเช้าหรือเย็น เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี

3. โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่งในผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาและควบคุมตลอดชีวิต มากกว่าร้อยละ 90 ของโรตความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนโดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้แก่ กา รมีความเครียดสูง ,บริโภคอาหารรสเค็มหรือเกลือโซเดียมมาก ในผู้สูงอายุ

มีการผนังหลอดเลือดแดงมีการแข็งตัวขึ้นและเสียความยืดหยุ่นอาจจะมีผลให้ความดันโลหิตในหลอดเลือดสูงขึ้น ความดันโลหิตสูง คือ ภาวะความดันในหลอดเลือดแดงสูงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไป โดยวัดขณะนั่งพัก 5–10 นาทีที่ไม่ได้สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ และได้ค่าสูงตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาอย่างน้อย 2สัปดาห์ โรคความดันโลหิตสูงระยะแรกส่วนใหญ่ไม่มีอาการมีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการและที่พบได้บ่อย คือ ปวดมึนท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ ปวดศีรษะ

สำหรับผู้ที่มีความดันสูงรุนแรงอาจมีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือเท้าชา ตามัว อัมพาตหรือเสียชีวิตเฉียบพลัน เป็นต้นโรคนี้ถ้าไม่ได้รักษาเป็นเวลานานๆก่อให้เกิดความเสียหายและทำให้เกิดอาการของภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญต่างๆ ได้แก่ ภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจล้มเหลว, การทำงานของไตเสื่อมลง ทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรัง เป้าหมายของการรักษาความดันโลหิตสูง คือการควบคุมให้ต่ำกว่า 140 / 90 มม.ปรอท และผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือไตเรื้อรัง ควรคุมให้ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท แนวทางการรักษา มีดังนี้ เปลี่ยนพฤติกรรมสู่การสร้างสุขภาพที่ดี

เพื่อลดความดันและปัจจัยเสี่ยง ผู้ที่มีความดันสูงเพียงเล็กน้อยความดันจะลดเป็นปกติได้โดยไม่ใช้ยา ได้แก่ เลิกบุหรี่และเหล้า , ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ,ลดอาหารรสจัด (หวาน มัน เค็มจัด) เพิ่มรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลาและดื่มนมไขมันต่ำ,ลดน้ำหนักส่วนเกิน และรู้จักคลายเครียด สำหรับผู้ที่ความดันยังคงสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท หลังจากปรับพฤติกรรมแล้วควรปรึกษาแพทย์ให้ยาลดความดันโลหิต

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนปัจจุบันมียาใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้ผลดีในการรักษาและควบคุมความดันให้อยู่ในระดับปกติ เช่นขับเกลือและน้ำออกทางปัสสาวะ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขยายหลอดเลือด เป็นต้น ในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้อง ติดตามการรักษา เพื่อประเมินการควบคุมความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะและเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ เป็นต้น

4. โรคมะเร็ง ซึ่งโรงมะเร็งหลายชนิดเป็นโรคที่พบมากขึ้นตามอายุ โรคมะเร็งเกิดจากการที่โรคที่เซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแบ่งตัวแบบกระจายอย่างรวดเร็ว โดยอาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงหรือแพร่กระจายไปตามอวัยวะที่สำคัญต่าง ๆ โรคมะเร็งจะไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง โรคมะเร็งบางชนิดอาจจะมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้ามีประวัติครอบครัว ก็อาจจะมีโอกาสโรคสูงกว่าคนทั่วไป

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มะเร็งมีสาเหตุส่งเสริมได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสูบบุหรี่ จะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคมะเร็งปอด, มะเร็งหลอดอาหารแลและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ การดื่มสุราเพิ่มโอกาสเกิดโรคตับแข็งซึ่งอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งตับตามมาโรคมะเร็งหลายชนิดสามารถตรวจพบเจอได้ตั้งแต่ระยะ เริ่มต้นทำให้รักษาหายขาดได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งหลายชนิดจริงมีความสำคัญ ในผู้สูงอายุหลังอายุ 50 ปีขึ้นไปควรมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้

โดยการตรวจอุจจาระ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพใน การประเมินปัญหาในลำไส้ใหญ่ และในผู้หญิงควรมีการตรวจแมมโมแกรมเต้านมซึ่งเป็นการตรวจด้วยรังสีเอ็กซเรย์ (X-Rays) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อค้นหาความผิดปกติที่เต้านม สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่ก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กเกินกว่าแพทย์จะคลำได้ โดยปกติควรมีการตรวจทุก 1-2 ปี

5. โรคต้อกระจก เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตาหรือแก้วตา ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะใสทำหน้าที่รวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาพอดี สำหรับอาการของต้อกระจกส่วนใหญ่ เลนส์แก้วตาจะเริ่มขุ่นมัวจากบริเวณส่วนกลาง ในที่มีแสงน้อย เมื่อม่านตาขยาย แสงสามารถผ่านเข้ามาทางส่วนอื่นของเลนส์แก้วตาได้ อาการของโรคต้อกระจกจะมีสายตาค่อยๆ มัวลงเหมือมีฝ้าหรือหมอกบัง เห็นภาพซ้อน

บางรายอาจมีสายตาสั้นขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนแว่นบ่อยๆ จนประทั้งแว่นตาก็ไม่สามารถช่วยได้ หรือเห็นสีต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม สีจางลงหรือไม่สดใสเท่าที่เคยเห็น บางคนอาจสังหรือเกิดการพร่าเวลาขับรถตอนกลางคืน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ ในผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์แก้วตาจะขุ่นเพิ่มขึ้น จึงมีผลให้การมองเห็นลดลง นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดต้อกระจกได้ด้วยเช่นกัน ในกรณีที่ปล่อยทิ้งไว้นาน ต้อกระจกอาจสุก และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น ต้อหิน หรือมีการอักเสบภายในลูกตา ทำให้มีตาแดงและปวดตาอย่างมากต้องรีบลอกต้อกระจกออกทันที

ซึ่งหากปล่อยถึงระยะดังกล่าวอาจทำให้เกิดตาบอดได้ การที่ต้อกระจกกลายเป็นต้อหินเพราะต้อกระจกพองตัวไปกดในทางระบายน้ำของลูกตา หรือต้อกระจกละลายตัวแล้วเกิดการอักเสบในลูกตา ในปัจจุบันยังไม่มียารับประทาน หรือยาหยอดชนิดใดที่จัดว่าได้ผลดีในการรักษาต้อกระจก และยังไม่มีเลเซอร์ที่สามารถสลายต้อกระจกได้ การรักษาหลักคือ การลอกหรือผ่าเอาต้อกระจกนั้นออกโดยจักษุแพทย์ ปัจจุบันนิยมผ่าตัดโดยวิธีสลายต้อกระจก โดยใช้เครื่องกำเนิดคลื่นเสียงความถี่สูง

หลังจากผ่าเอาต้อกระจกซึ่งขุ่นมัวออกแล้ว จักษุแพทย์ก็จะนำเลนส์แก้วตาสังเคราะห์ใส่แทนตำแหน่งเดิม เพื่อให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเลนส์สังเคราะห์นี้จะใสเหมือนกระจก แก้วตาเทียมนี้ไม่ต้องถอดออกมาล้างหรือเปลี่ยน และสามารถอยู่ได้ไปตลอดชีวิต

6. โรคสมองเสื่อม ตามข้อมูลทางสถิติ พบว่าอยู่ในอัตราสูงถึง 5-8 เปอร์เซนต์ของผู้อายุเกิน 65 ปี และจะมีอัตราการเกิดโรคสูงถึง 20 เปอร์เซนต์ และถ้าอายุเกิน 90 ปีขึ้นไปจะพบถึงครึ่งหนึ่งที่มีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมจะพบว่ามีปริมาณ หรือจำนวนเซลล์ของสมองที่ทำงานลดลงอย่าง จึงทำให้มีปัญหาด้านความจำ, ความคิด, อารมณ์และบุคลิกภาพของตนผิดไปจากเดิมอย่างมากในผู้สูงอายุ

สาเหตุสมองเสื่อมที่พบบ่อยๆ มีสาเหตุ 2 ประการ คือ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพาต ไม่ว่าจะเกิดจากชนิดหลอดเลือดตีบ หรืออุดตัน หรือแตกก็ตาม โรคนี้พบได้ประมาณ 20% โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด และจะมีอาการเลวลงเรื่อยๆ โดยพบราว 70-80% ของผู้ที่มีสมองเสื่อม โรคนี้จะเป็นสาเหตุทำให้สมองฝ่ออย่างรวดเร็ว และมีปัญหาด้านความจำ, การพูด, ความคิด, การกระทำ, อารมณ์, การดำรงชีพ และบุคลิกภาพผิดไปอย่างชัดเจน

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้แน่นอนว่าเกิดจากสิ่งใด มีหลายคนสันนิษฐานว่าเกิดจากพันธุกรรม, การติดเชื้อ,สารพิษตลอดจนระบบภูมิต้านทาน โดยปรกติแพทย์จะเป็นผู้ให้การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมโดยอาศัยข้อมูลจากประวัติ, ระยะเวลาเป็นโรค, อาการ, อาการแสดง, ประวัติครอบครัว. การตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียด และการสืบค้นหาสาเหตุของโรคดังกล่าว ซึ่งอาจประกอบด้วย การเจาะเลือด, การเอกเรย์, การตรวจคลื่นสมอง, การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง, การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง, การตรวจการไหลเวียนของเลือดสู่สมองและบางครั้งอาจมีการตรวจชิ้นเนื้อสมองโดยการผ่าตัดพิสูจน์

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวยาต่างๆ มากมาย ในการรักษาโรคนี้ แต่ยังไม่พบว่ามียาชนิดใดที่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคให้หายขาดได้ การรักษามุ่งเน้นที่การรักษาตามตามอาการแบบประคับประคอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ญาติผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีความสุข ไม่วุ่นวายหรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายต่างๆได้. ในรายที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรงเอะอะโวยวายหรือวุ่นวายมากๆ บางครั้งก็จำเป็นต้องให้ยาช่วยระงับจิตใจผู้ป่วย ขนาดยาและระยะเวลาที่ให้จำเป็นต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ สำหรับการดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย,ที่อยู่อาศัย, สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ญาติและผู้ดูแลจำเป็นต้องช่วย

คุณหมอกล่าวทิ้งท้ายว่า วิธีการง่ายๆ ในการดูแลตัวเองสำหรับผู้สูงอายุ คือการพักผ่อนให้เพียงพอ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 20 เมษายน 2556

Vitamin D may not relieve arthritis pain

Credit : phimaimedicine.org

Credit : phimaimedicine.org

วิตามินดี อาจจะไม่ช่วยบรรเทาปวดจากข้ออักเสบ

การศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่า การกินวิตามินดีทุกวัน ไม่ได้ช่วยให้หายปวดเข่าหรือช่วยชะลอการสึกของผิวกระดูกอ่อนในข้อของผู้ป่วยข้อเสื่อม

Vitamin D may not relieve arthritis pain

Tue Jan 8, 2013 9:43pm EST
(Reuters) – Taking daily vitamin D doesn’t keep knee pain from getting worse or slow the loss of cartilage for people with osteoarthritis, according to a U.S. study.

Previous research suggested that among people with the joint disorder, those with higher levels of vitamin D in their blood tended to have a slower progression of symptoms. But whether that meant taking more in supplement form would also have a protective effect was unclear.

“It looked compelling at that point,” said lead author Timothy McAlindon, from Tufts Medical Center in Boston.

For the new study, published in the Journal of the American Medical Association, he and his colleagues randomly assigned 156 of their patients with knee osteoarthritis to take a daily dose of vitamin D or a vitamin-free placebo for two years.

None of the participants knew which type of supplement they were assigned to take. The vitamin D doses started at 2,000 international units (IU) per day and were increased to as high as 8,000 IU daily in some patients. For most adults, the recommended daily allowance of vitamin D is 600 to 800 IU.

The vitamin D group started out slightly worse off than their comparisons on measures of knee pain and function, but the vitamin didn’t seem to offer clear relief.

On a 0-to-20 point pain scale, people taking vitamin D saw a 2.3-point decrease during the two years, compared to a 1.5-point decrease among those taking placebos – a difference that could have been due to chance.

Changes in knee cartilage volume – a measure of the progression of osteoarthritis – and knee function were also similar among the two groups during and after the study period.

Robert Heaney, who has studied vitamin D at Creighton University School of Medicine in Omaha, Nebraska, said he wasn’t surprised the study didn’t find a beneficial effect on knee pain across all patients.

“It’s almost certain that vitamin D’s effects are different from person to person,” said Heaney, who wasn’t involved in the new research, to Reuters Health. “It’s very important for some people, but may not make any difference for others.”

That may have to do with genetics or other factors that doctors aren’t yet able to test for before the prescribe vitamin D, Heaney said, though he noted that it’s still worth trying since it may have other small health benefits.

McAlindon, however, disagreed, saying that while it’s possible the higher levels of vitamin D in the blood could help knee pain, so far the results don’t support that idea.

“Vitamin D broadly is the vitamin of the moment,” McAlindon said. “There are hopes that it will have wide health benefits.”

But he noted that this study shows each of those claims needs to be checked out carefully. SOURCE: bit.ly/JjFzqx

(Reporting by Elaine Lies)

 

SOURCE:  reuters.com

เตือนโรคข้อเสื่อมในผู้สูงอายุอันตรายถึงขั้นพิการ

สธ.เตือนโรคข้อเสื่อมกำลังคุกคามคนทั่วโลกเป็นแล้วกว่า 40 ล้านคน เฉพาะไทยกว่า 6 ล้านคน คาด 10 ข้างหน้าป่วยเพิ่มเป็น 570 ล้านคน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป และควรเอาใจใส่เพราะอาจรุนแรงจนพิการถาวรได้…

เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2555 นพ.สุรวิทย์  คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ขณะนี้โรคข้อเสื่อมกำลังคุกคามสุขภาพของประชากรทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่าปัจจุบันประชากรทั่วโลกป่วยเป็นโรคข้อ โรคกระดูกพรุน โรคกระดูกสันหลัง และโรคที่เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อกว่า 40 ล้านคน คาดในอีก 10 ปีข้างหน้าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นเป็น 570 ล้านคนหรือเพิ่มขึ้นกว่า 14  เท่าตัว ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นผู้สูงอายุ

สำหรับโรคข้อมีมากกว่า 100 ชนิด แต่ที่พบได้บ่อยคือ โรคข้อเสื่อม เข่าเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคกระดูกพรุน โรคปวดหลังปวดคอ โรคลูปัส โรคนิ้วล็อก โรคไหล่ติด และโรคกระดูกสันหลังติดแข็ง มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จากการประเมินสถานการณ์ในประเทศไทย พบว่า ทั่วประเทศพบผู้ป่วยโรคข้อปีละกว่า 6 ล้านคนและในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งเป็นผู้สูงอายุ ประมาณว่าขณะนี้ผู้สูงอายุไทยที่มีเกือบ 8 ล้านคน ร้อยละ 50 หรือประมาณเกือบ 4 ล้านคนป่วยเป็นโรคข้อ หรือในผู้สูงอายุทุกๆ 2 คน จะมีผู้เป็นโรคข้อ 1 คน ส่วนอาการที่พบได้บ่อย อาทิ ข้อเสื่อม เข่าเสื่อม เข่าโก่ง และเข่าเก  หากไม่ได้รับการรักษากระดูกจะถูกทำลายจนถึงขั้นพิการได้

ด้านเภสัชกรหญิงกุสุมาลย์  ไตรวิทยานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิโรคข้อในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า คนทั่วไปเมื่อป่วยเป็นโรคข้อและกระดูกมักไม่ค่อยใส่ใจ และคิดว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดจนทำให้กระดูกเสื่อมลงเรื่อยๆ และรุนแรงขึ้นอาจพิการถาวรได้.

ที่มา: ไทยรัฐ 14 ตุลาคม 2555

 

สกัดเมล็ดลำไยแก้ข้อเสื่อม ทางเลือกใหม่ใช้ธรรมชาติบำบัด

ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่จะมีปัญหาสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยตามไขข้อ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ บวกกับอายุที่เริ่มมากขึ้น

จากปัญหาดังกล่าว ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ ภาควิชาชีวเคมี และภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหา-วิทยาลัยเชียงใหม่ จึงศึกษา “วิจัยพัฒนาสารสกัดเมล็ดลำไยเพื่อผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมหรือมีอาการปวดจากกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง” ขึ้น โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. สนับสนุนทุนวิจัย

ศ.ดร.อุษณีย์ เปิดเผยว่า ผลจากการที่เกษตรกรนำลำไยไปแปรรูปอบแห้งเพื่อเพิ่มมูลค่า  ซึ่งหลังขบวนการดังกล่าว จะมีเมล็ดเหลืออยู่มาก โดยทั่วไปการทำลายส่วนใหญ่จะใช้วิธี “เผาทิ้ง” และจากการศึกษาข้อมูลพบว่า ในเมล็ดลำไยจะมีสารสำคัญ ได้แก่ Gallic acid, Ellagic acid และสารฟลาโวนอยด์อีกหลายๆ ชนิด มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันขบวนการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และ ยับยั้งการสลายกระดูกอ่อน

จากคุณประโยชน์ดังกล่าว ทีมวิจัยจึงนำเมล็ดที่ผ่านการอบแห้งเหลือทิ้งแล้วนำเข้าสู่ขบวนการสกัดตามวิธี โดยใช้เมล็ดลำไย 1 กิโลกรัม ได้ประมาณ 20 กรัม โดยใช้เวลา 3-4 วัน กระทั่งได้สารลองกานอยด์ (สารไกลโคส-อะมิโนไกล-แคน และกรดไฮยารูโลนิค) ที่สามารถยับยั้งการสลายสารองค์ประกอบพื้นฐานของกระดูกอ่อนได้ดี  อีกทั้งยังยับยั้งเอนไซม์แมทริกซ์เมทัลโลโปรทีเนสที่สลายกระดูกอ่อน  เป็นการยืดอายุกระดูกอ่อน ไม่ให้เกิดการสึกหรอก่อนควร

…จากนั้นนำไป ผสมกับว่านพื้นเมืองของทางภาคเหนือ ซึ่งได้มาจากภูมิปัญญาล้านนาของหมอเมือง และเพื่อให้สะดวกต่อการนำไปใช้จึงทำออกมาในรูปของ ครีมทาถูนวด แล้วนำไปทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัครที่มีปัญหาเป็นระยะเวลา 3-4 เดือน พบว่า หลายคนพึงพอใจอาการปวดข้อกระดูกลดลง หลายคนเดินสะดวกขึ้น ที่สำคัญครีมดังกล่าวไม่มียากลุ่มสเตียรอยด์หรือยากลุ่มไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID, Nonsteroid anti-inflam-matory drug) ซึ่งไม่เหมาะสมต่อผู้ป่วยสูงอายุ กลุ่มผู้เป็นโรคความดันโลหิต หัวใจ กระเพาะอาหารผสมและเพื่อให้สามารถใช้ได้ทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่ จึงได้ทำออกมาทั้งสูตรเฮอร์บัลวอร์ม ที่พัฒนาจากสูตรดั้งเดิมกลิ่นสมุนไพร และ สูตรคูลแอนด์อะโรมา ที่ให้ความเย็นพร้อมกลิ่นหอมสดชื่นของน้ำมันหอมระเหย ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังได้รับ รางวัลนวัตกรยอดเยี่ยม จาก Chulalongkorn bussi-ness school Innovation คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านต้นแบบนวัตกรของไทยเพื่อเป็นต้นแบบสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากจะคิดค้นและสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับประเทศ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.08-1783-1510, 0-2579-7435 ต่อ 3301–3313 ในวันและเวลาราชการ

 

เพ็ญพิชญา เตียว

 

ที่มา: ไทยรัฐ 19 มีนาคม 2555

ยาแก้ปวดข้อ ใช้รักษาข้อเสื่อม ใช้อย่างไร?

                อาการปวดข้อเป็นอาการของโรคข้อซึ่งมีอยู่หลายชนิด แต่โรคข้อเสื่อมเป็นโรคข้อที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตามข้อใหญ่ๆ ที่มีการเคลื่อนไหวมากหรือข้อที่รับน้ำหนักมาก เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อเท้า

 

โรคนี้เกิดจากความเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่บุปลายกระดูกข้อ เป็นเหตุให้ผิวของกระดูกอ่อนเปลี่ยนสภาพจากผิวเรียบมัน กลายเป็นผิวขรุขระ เป็นผลให้การเคลื่อนไหวของข้อมีการติดขัดและเสียไป การเสื่อมจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา ไม่มีทางกลับคืนเป็นปกติเหมือนเดิม และยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นการรักษาจึงเป็นเพียงการใช้ยาแก้ปวด และปรับพฤติกรรมเพื่อชะลอการเสื่อมของข้อ

ยาแก้ปวดที่ใช้ได้แก่ แอสไพริน พาราเซตามอล และยากลุ่มที่มีฤทธิ์แก้ปวดแก้อักเสบซึ่งเรียกว่าเป็นกลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen), ไดโคลฟีแนค (diclofenac), เซเลคอกซิบ (celecoxib) ยาเหล่านี้ต้องรับประทานหลังอาหารทันที เพราะยามีฤทธิ์ระคายกระเพาะอาหาร และอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ โดยทั่วไปแพทย์จะให้ยาป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร เช่น  โอมีพราโซล (omeprazole), แพนโตพราโซล (pantoprazole), ราบีพราโซล (rabeprazole) ร่วมไปด้วยเพื่อเป็นการป้องกันฤทธิ์ระคายกระเพาะอาหารที่ไม่พึงประสงค์ ยาที่ใช้ป้องกันนี้ต้องกลืนทั้งเม็ดขณะท้องว่าง นั่นคือต้องรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง และรับประทานยาแก้ปวดแก้อักเสบหลังอาหารทันที

ปัจจุบันมียาที่มีฤทธิ์คล้ายเป็นอาหารสำหรับกระดูกอ่อน คือ กลูโคซามีน (glucosamine) ยานี้มีทั้งที่เป็นผงละลายน้ำก่อนดื่ม และที่เป็นแคปซูล ต้องรับประทานยานี้ตอนท้องว่าง และเป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปีจึงจะเห็นผล คือจะมีอาการปวดข้อน้อยลง ผู้ที่แพ้อาหารทะเลต้องระวังการใช้กลูโคซามีนเพราะอาจเกิดอาการแพ้กลูโคซามีนได้

นอกจากยาแก้ปวดแล้ว ผู้ป่วยควรลดน้ำหนัก เพราะการมีน้ำหนักมากเกิน ข้อจะต้องรับน้ำหนักมากขึ้น และมีผลทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ การนั่งท่ายอง การคุกเข่า การวิ่งจ๊อกกิ้ง การยกของหนัก อย่างไรก็ตามควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการออกกำลังกายที่ทำได้คือ การว่ายน้ำ การถีบจักรยาน การยกหรือขยับข้อเข่าหรือข้อสะโพกเป็นเวลา 20-30 นาทีทุกวัน

 

รศ. ภ.ญ. บุษบา จินดาวิจักษณ์
ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=29

ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับกลูโคซามีน (glucosamine) ในโรคข้อเสื่อม

โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่พบว่ามีการสึกกร่อนของกระดูกอ่อน เนื่องจากมีปริมาณของโปรตีโอไกลแคน (proteoglycans) ลดลง ทำให้ความสามารถในการรองรับการเคลื่อนไหวของกระดูกข้อต่อลดลง เกิดอาการปวดขึ้นเมื่อมีการลงน้ำหนัก หรือมีกิจกรรมบนข้อนั้นๆ จากการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนที่พบในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมดังกล่าวนี้ จึงทำให้เกิดแนวคิดในการนำเอากลูโคซามีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการสร้างโปรตีโอไกลแคนที่เป็นองค์ประกอบในกระดูกอ่อนมาใช้เพื่อรักษาหรือชะลอการเสื่อมของข้อในโรคข้อเสื่อม

กลูโคซามีน (glucosamine) เป็นสารประกอบประเภทน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (monosaccharide) ที่ปกติถูกสร้าง และพบในร่างกายของทุกคนอยู่แล้ว กลูโคซามีนจะถูกนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างสารขนาดโมเลกุลใหญ่ เช่น โปรตีโอไกลแคน, ไกลโคโปรตีน (glycoprotein), ไกลโคสามิโนไกลแคน (glycosaminoglycan), กรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) สารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบในเนื้อเยื่อเกือบทุกชนิดของร่างกาย โดยจะพบได้มากที่กระดูกอ่อน (cartilage) ซึ่งจะอยู่ที่บริเวณส่วนปลายของกระดูกโดยเฉพาะที่ข้อต่อ กระดูกอ่อนนั้นประกอบด้วยเมทริกซ์ของเส้นใยคอลลาเจนที่มีโปรตีโอไกลแคนอยู่ภายใน โดยโปรตีโอไกลแคนเป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่มีความสามารถในการดึงน้ำเข้ามาหาตัวเองได้ดี จึงทำให้กระดูกอ่อนมีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับการเคลื่อนไหวของกระดูกข้อต่อได้ ซึ่งจัดเป็นบทบาทสำคัญของกลูโคซามีนในเรื่องการทำงานของข้อ นอกจากนี้กลูโคซามีนยังมีผลยับยั้งการทำงานของสารอักเสบได้หลายชนิด จึงมีผลลดการอักเสบของข้อด้วย

กลูโคซามีนที่มีจำหน่ายแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ตามการขึ้นทะเบียน คือ (1) ยาอันตราย และ (2) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันในขั้นตอนการยื่นขอขึ้นทะเบียน รวมถึงเอกสารที่จำเป็นในการขอขึ้นทะเบียน กล่าวคือ กลูโคซามีนที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาอันตราย มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการรักษาโรคข้อเสื่อม ซึ่งจะต้องมีเอกสารยืนยันถึงการศึกษาทางการแพทย์ที่แสดงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารดังกล่าว และการใช้ยาจะอยู่ภายใต้การสั่งใช้จากแพทย์เท่านั้น ส่วนกลูโคซามีนที่ขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงใช้รับประทาน นอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติ และในการขอขึ้นทะเบียนไม่จำเป็นต้องแสดงการศึกษาทางการแพทย์ประกอบ สำหรับในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขได้อนุญาตให้มีกลูโคซามีนชนิดที่เป็นยาอันตรายเท่านั้นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และจำหน่ายในประเทศได้

ทั้งยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของกลูโคซามีนมีจำหน่ายในรูปแบบของสารประกอบเกลือหลายชนิด เช่น เกลือซัลเฟต (glucosamine sulfate), เกลือไฮโดรคลอไรด์ (glucosamine hydrochloride), เกลือคลอโรไฮเดรต (glucosamine chlorohydrate หรือ N-acetylglucosamine) ซึ่งทำให้ขนาดโมเลกุลและคุณสมบัติอื่นๆ ของกลูโคซามีนมีความแตกต่างกันไป เช่น ความคงตัวเมื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ในผลิตภัณฑ์ของกลูโคซามีนซัลเฟตยังมีการเติมโซเดียม หรือโปแตสเซียมในสูตรตำรับ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์มีความคงตัวเพิ่มขึ้น โดยกลูโคซามีนซัลเฟตเป็นกลูโคซามีนที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาอันตรายและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนกลูโคซามีนในรูปแบบอื่นจะขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ด้านประสิทธิภาพของกลูโคซามีนต่อโรคข้อเสื่อม พบว่าการศึกษาทางการแพทย์ขนาดใหญ่ส่วนมากเป็นการศึกษาโดยใช้กลูโคซามีนซัลเฟต (glucosamine sulfate) ที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาอันตราย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมได้รับกลูโคซามีนซัลเฟตในขนาด 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลานาน 3 ปี ช่วยลดอาการปวด และช่วยลดการแคบของข้อได้เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ใช้ยา (หรือใช้ยาหลอก) แต่การใช้กลูโคซามีนซัลเฟตในระยะสั้น เช่น 3-6 เดือน พบว่าผลการศึกษามีทั้งสองแบบ คือ ให้ผลดีในการรักษา และไม่เห็นความแตกต่างในการรักษาเมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ใช้ยา นอกจากนี้การศึกษาในผู้ป่วยข้อสะโพกเสื่อมก็ไม่แสดงประโยชน์เหนือกว่าการไม่ใช้ยาเช่นกัน สำหรับกลูโคซามีนในรูปแบบอื่นนั้น พบว่ามีการศึกษาทางการแพทย์บ้าง แต่เป็นเพียงการศึกษาขนาดเล็ก จำนวนผู้ป่วยที่ใช้ศึกษาน้อย เช่น การใช้กลูโคซามีนไฮโดรคลอไรด์ ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม พบว่ากลูโคซามีนไฮโดรคลอไรด์ให้ประสิทธิภาพในการระงับปวดในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมได้ไม่แตกต่างจากกลูโคซามีนซัลเฟต

จากข้อมูลการศึกษาทางการแพทย์ของกลูโคซามีนดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของกลูโคซามีนในโรคข้อเสื่อมนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น รูปแบบเกลือของกลูโคซามีน ตำแหน่งข้อที่เกิดการเสื่อม ขนาดยาที่ใช้ ระยะเวลาในการใช้ ซึ่งผู้บริโภค/ผู้ป่วยที่มีความประสงค์จะรับประทานกลูโคซามีน โดยเฉพาะในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สามารถหาซื้อได้เองจากร้านขายยาทั่วไป ควรศึกษาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้เข้าใจ หรือปรึกษาแพทย์/เภสัชกรเพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับให้มากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้กลูโคซามีนแล้ว กลูโคซามีนในทุกรูปแบบยังมีข้อควรระวังและทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ด้วย ดังนี้

– อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยจากการรับประทานกลูโคซามีน คือ คลื่นไส้ ท้องเสีย แสบท้อง ปวดท้อง ท้องอืด นอกจากนี้ยังอาจพบอาการง่วงซึม ผื่นแพ้ผิวหนัง แพ้แสง ปากคอบวม (angioedema) หรือกระตุ้นให้เกิดการจับหืดได้

– ควรระมัดระวังการแพ้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้อาหารทะเล โดยเฉพาะกุ้ง ปู เพราะกลูโคซามีนที่มีจำหน่ายสังเคราะห์มาจากเปลือกของสัตว์ดังกล่าว

– ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะถ้าไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามเป้าหมายการรักษา เพราะมีรายงานในสัตว์ทดลองว่ากลูโคซามีนทำให้การหลั่งอินซูลินลดลงได้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่พบรายงานดังกล่าวในคนก็ตาม

 

บทความโดย: อาจารย์ ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์

ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=41

โรค​ปวด​ข้อ​-​ฉีด​ยา​เข้า​ข้อ​เพื่อ​กายภาพบำบัด​

ข้อต่าง ๆ ของร่างกายต่างทำหน้าที่  ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวทำงานต่าง ๆ  ได้สะดวก โดยเฉพาะบ้านเราที่เป็นภาคเกษตรกรรม การทำไร่ทำนาทำสวนต้องใช้ข้อเคลื่อนไหวมาก หากมีการเจ็บปวดขึ้นมา หรือติดขัดขยับไม่ค่อยได้ จะทรมานหรือมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก

โรคข้อที่จะคุยในวันนี้หมายถึงโรคข้อเสื่อมในผู้สูงอายุ (Osteoarthritis) ผู้ที่เป็นมานานจะเห็นความทุกข์ชัดเจน นั่งยอง ๆ ไม่ได้ นั่งคุกเข่าไม่ได้ นั่งพับเพียบไหว้พระสวดมนต์ไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องของข้อเข่า เวลานั่งคุยกับใครต้องเหยียดขาออกดูเหมือนไม่สุภาพ ส่วนข้ออื่น ๆ หลัง ไหล่ ก็เช่นกันจะปวดขยับไม่ค่อยได้ไปหมด

โรคข้อเสื่อม พบได้ทั้งเพศชาย-หญิง อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป เซลล์กระดูกอ่อนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงจากขบวนการของความเสื่อม กระดูกอ่อนจะถูกทำลายไปจนถึงชั้นกระดูก เริ่มแรกจะปวดตอนเคลื่อนไหว นานเข้าจะปวดทั้งพักและเคลื่อนไหวไปด้วย ตำแหน่งที่พบบ่อย ข้อเข่า ข้อตะโพก กระดูกสันหลัง ข้อนิ้วมือ ฯลฯ จะปวดตอนลงน้ำหนัก ยืน เดิน ภาพทางรังสีจะพบช่องระหว่างข้อแคบลงกว่าเดิม

การรักษา เริ่มด้วยทางยาไปจนถึงการผ่าตัด และการรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู การฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อ และลดน้ำหนักหากน้ำหนักเกินจะช่วยได้มาก

ก่อนจะคุยต่อไปอยากคุยเรื่องที่มาที่ไปของเรื่องนี้เสียก่อน ว่าได้มีการไปตรวจโรคข้อกันที่ไหน เรื่องราวเป็นมาอย่างไร คือ เมื่อ 4 ส.ค. 52 ทางคณะนักศึกษา วปอ. รุ่น 27, มูลนิธิแสง-ไซ้กี   เหตระกูล, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับองค์กรแพทย์อีกหลายแห่ง นำแพทย์ทั่วไปและแพทย์เฉพาะทางลงชุมชนตรวจคนไข้ ที่โรงเรียนบ้านเล้า ต.หนองแก้ว อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด

พิธีเปิดเริ่มตอนเช้า รอง ผวจ.ร้อยเอ็ด คุณธานี ปลูกเจริญ มาเป็นประธานเปิดงาน มีผู้บริหารระดับสูงของ กฟภ.มาหลายท่าน นริศ ศรีนวล, มาโนชย์ สังขวุฒิชัยกุล, เศกสิทธิ์ ศุภรัตนาพิทักษ์, สุภณ ศรีสถิตย์ ฯลฯ รวมทั้งเจ้าของพื้นที่ สนั่น โกสีลารัตน์ ผอ.โรงเรียนบ้านเล้า, มังกร สัจจะมโน นายก อบต.หนองแก้ว และกำนัน นิพนธ์ ศรีอุดร ให้ความร่วมมือช่วยเหลือเต็มที่

คนไข้มาตรวจ ราว 2,000 คน ต้องขอชมหน่วยงานทุกองค์กรที่มาช่วยอย่างมาก ทางสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด โดย เฉพาะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบริการได้อย่าง ดีเยี่ยม ทั้งสถานที่ น้ำ-ไฟ อาหารการกิน ไปจนถึงการรับส่งเป็นที่เรียบร้อย ทาง สสจ.ร้อยเอ็ด นพ.ภาสกร ไชยเศรษฐ ได้  ส่งเจ้าหน้าที่และหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่มาช่วย บริการ ทญ.ปิยนาถ แก้วบัวพันธุ์ รพ.เสลภูมิ, ทญ.นฤมล ศีรษะภูมิ รพ.จังหาร พร้อมทันตแพทย์ผู้ช่วย, นพ.ณรงค์ ลิ้มตระกูล ผอ.รพ.ร้อยเอ็ด   ได้ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมเวชภัณฑ์มาช่วยเช่นกัน และอีกหลาย ๆ โรงพยาบาลเจ้าประจำจากกรุงเทพฯ ซึ่งได้มาช่วยกันตลอดระยะ 2 ปีที่ผ่านมา

รพ.ศรีวิชัย 3 อ้อมน้อย สมุทรสาคร นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ, นพ.พงษ์ศักดิ์ วัฒนา ได้นำเจ้าหน้าที่มาช่วยตรวจคนไข้ที่มีปัญหาเรื่อง กระดูก และข้อและนำอุปกรณ์การแพทย์มาตรวจ หาความหนาแน่นของมวลกระดูกโดย บ.เมดิเซีย อินสตรูเม้นท์ และ บ.เจ็บเซ่น

ฉีดยาเข้าข้อเพื่อกายภาพบำบัด มีคนไข้ปวดข้อ โดยเฉพาะข้อเข่า ข้อไหล่ มากันมาก แต่ละคนปวดกันมานานเป็นปี หลายปี กินยาแก้ปวดสารพัด จนข้อเข่าบวม เหยียดไม่ค่อยออก ข้อไหล่ก็ติดเอามือไพล่หลังไม่ได้สุด ตื่นนอนเช้ากว่าจะลุกขึ้นมาได้ลำบากมาก ต้องค่อย ๆ ขยับทีละน้อยเพราะปวด คุณหมอพงษ์ศักดิ์บอกว่า หนทางที่จะช่วยไม่ให้ข้อต้องเสื่อมไปมากกว่านี้ ต้องฝึกให้ทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อรอบข้อให้ได้ ได้ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อให้ หลังจากดูดน้ำในข้อออก แล้วมีทีมสอนทำกายภาพฝึกให้ข้อได้เคลื่อนไหว ฝึกทำจนเข้าใจและต้องไปทำต่อที่บ้านทุกวัน ไม่ทำข้อจะติดแข็งอีก

คนไข้มาตรวจเรื่องกระดูก 206 ราย ตรวจมวลกระดูกพรุน 188 ราย ฉีดยาเข้าข้อ 34 ราย และฝึกทำกายภาพบำบัดทั้งหมด ทั้งข้อเข่าและข้อไหล่ คุณหมอเน้นว่าจะฉีดให้ครั้งเดียวเท่านั้น เรื่องการฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ คุณหมอกระดูกแต่ละท่านอาจมีความเห็นต่างกัน แต่มาครั้งนี้ฉีดเพื่อให้ทำกายภาพบำบัดได้เพราะแต่ละรายเท่าที่เห็นปวดบวมมาก ขยับข้อแทบไม่ได้เลย หลังฉีดยาเข้าข้อไปแล้วต่างบอกว่าสบายขึ้นมาก รับปากว่าจะไปฝึกกายบริหารของข้อต่อไปทุกวันไม่ลืม

โรคปวดข้อจากความเสื่อมในผู้สูงอายุยังพบมากอยู่ ปัญหาเรื่องปวด บวม ขยับไม่คล่อง ตัวไปจนถึงติดขยับไม่ได้ทำให้ทุกข์ทรมานมาก  การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อมีทั้งผลดีและเสีย อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา การทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อรอบข้อทุกวันจะช่วยให้อาการปวดทุเลา ลงมาก.

 

ที่มา: เดลินิวส์  23 สิงหาคม 2552