โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค (Palindromic Rheumatism)

ramachannel140714_01พอเห็นชื่อ หลายคนคงจะนึกว่ามีโรคแปลกใหม่อะไรเกิดขึ้นอีกหรือ จริงๆ แล้วมีโรคจำนวนไม่น้อยที่คนทั่วไปอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เพราะไม่ได้มีการกล่าวถึง จะรู้เฉพาะแพทย์ ผู้รักษากับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้

ยกตัวอย่าง เช่น โรคเอสแอลอี ถ้าไม่ใช่เพราะมีนักร้องลูกทุ่งชื่อดังอย่างคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ มาป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดหนึ่งที่เรียกโรค เอสแอลอี (SLE) ที่ย่อมาจากคำว่า Systemic Lupus Erythematosus คนไทยส่วนมากก็ยังไม่รู้จักโรคนี้ ทั้งๆ ที่มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้อยู่จำนวนไม่น้อย โรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรค autoimmune disease เป็นกลุ่มโรคที่มีสมาชิกเป็นโรคหลายๆ โรคที่มีสาเหตุการเกิดมาจากการทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดผิดปกติจนจำอวัยวะหรือร่างกายของตัวเองไม่ได้จึงเกิดเป็นโรคขึ้น

อาการหนึ่งที่มักจะพบได้เสมอในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเองเหล่านี้คือ อาการปวดข้อ หรือมีข้ออักเสบ โรคบางโรคก็จะมีอาการอักเสบของข้อต่างๆ เด่นชัดมาก เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ บางโรคอาการทางข้อจะเกิดร่วมด้วยเป็นส่วนหนึ่งของการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น เช่น โรคเอสแอลอี

แต่โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค (Palindromic Rheumatism) ที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นโรคหนึ่งที่มีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบเด่น แต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลา แต่จะมีข้ออักเสบ หรือปวดข้อ เป็นๆ หายๆ ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นลักษณะที่แปลกและน่าสนใจ

มีผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 35 ปี มีอาการปวดข้อนิ้วมือ ข้อมือ มีข้อนิ้วมือบวม อาการปวดบวมข้อนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วัน แล้วอาการปวดบวมจะหายไป ตอนที่ไม่มีอาการจะปกติดีทุกอย่างเหมือนคนธรรมดา อาการ ดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นประมาณ 1 ครั้ง ในช่วงเวลา 1-2 เดือน แต่บางเดือนก็เป็นเดือนละ 2 ครั้ง สังเกตว่าช่วงไหนที่มีงานมากต้องอดนอน ทำงานหนัก หรือมีเรื่องเครียดไม่สบายใจ อาการนี้จะเกิดบ่อยครั้งขึ้น ผู้ป่วยมีอาการแบบนี้มาประมาณ 3-4 ปีแล้ว

ที่เล่ามานี้เป็นตัวอย่างของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค ซึ่งโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคนี้เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนประมาณ 100-1,000 คนที่เป็นโรคข้อจะมีคนเป็นโรคนี้ประมาณ 1 คน คนไทยป่วยเป็นโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคมากกว่าฝรั่งในยุโรปหรือประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ปัญหาคือโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคเป็นโรคที่แพทย์ทั่วไปส่วนมากไม่รู้จักและให้การวินิจฉัยไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และไม่ได้รับการรักษาหรือคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

 

Advertisements

‘เมื่อข้อ (เข่า) ติดขัด’

dailynews140316_002ทุกคนคงไม่อยากให้ข้อเข่าเสื่อม การหมั่นดูแลรักษาสุขภาพของข้อเข่าให้ถูกต้องแต่แรก จะช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเข่าให้ทำหน้าที่รับใช้เราได้ยาวนานขึ้น คนที่มีน้ำหนักมาก และมีดัชนีมวลกายมากกว่า 25 ควรควบคุมหรือลดน้ำหนักเพื่อลดแรงกระแทกต่อผิวข้อ ทำให้อาการปวดเข่าหายไปได้ คนที่นั่งงอเข่าเป็นระยะเวลาต่อเนื่องนาน ๆ ควรฝึกเหยียดเข่าบ่อย ๆ เพื่อลดแรงกดของกระดูกสะบ้ากับกระดูกปลายเข่า ร่วมกับการฝึกออกกำลัง บริหารกล้ามเนื้อรอบ ๆ เข่า และต้นขา เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อให้ทำงานแบ่งเบาภาระการทำงานของข้อต่อ

 

ฉีดน้ำเลี้ยงข้อ ทางเลือกการรักษาเข่าเสื่อม เมื่อทานยาไม่ได้ผล

การเติมน้ำเลี้ยงข้อเข่าเป็นวิธีการรักษาข้อเข่าเสื่อม โดยนำน้ำเลี้ยงข้อสังเคราะห์ซึ่งมีลักษณะและคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำเลี้ยงข้อปกติมาช่วยป้องกันและรักษา ช่วยลดแรงเสียดทาน และกระตุ้นให้เกิดการสร้างน้ำเลี้ยงข้อเข่ามาใหม่ แพทย์จะฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเข้าไปในข้อเข่าที่มีอาการ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3-5 สัปดาห์ ซึ่งผลการรักษาจะอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาวะข้อที่เสื่อม การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าช่วยหล่อลื่น และกระตุ้นเซลล์เยื่อบุข้อให้สร้างน้ำเลี้ยงเข่าที่ปกติขึ้นมาทดแทน เป็นวิธีที่ปลอดภัย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าให้กับผู้ที่ได้รับการรักษาโดยการรับประทานยา ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร แต่มีข้อควรระวังคือ การแพ้สารประกอบที่ใช้ในการสังเคราะห์ และไม่ควรฉีดในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในข้อเข่า หรือเป็นข้ออักเสบ เช่น เกาต์ รูมาตอยด์ ที่อยู่ในระยะอักเสบเฉียบพลัน

 

นวัตกรรมความก้าวหน้าทางการแพทย์ รักษาโรคข้อด้วยพลาสมา

นวัตกรรมในการรักษาทางชีวภาพ (Orthobiologics) และป้องกันโรคโดยการนำเอาพลาสมาหรือของเหลวในร่างกายมนุษย์มาใช้ในการรักษาโรคทางกระดูกและข้อ จัดว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์อีกอย่างหนึ่ง โดยเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษา ซึ่งช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมของเซลล์หรือของเนื้อเยื่อที่ฟื้นตัวตามธรรมชาติได้ยาก ให้สามารถฟื้นคืนสภาพได้ดีขึ้น

 

Platelet-Rich plasma (PRP) มีบทบาททางการแพทย์ที่นำมาใช้ในการรักษาโรคทางกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โดยแพทย์จะเจาะเลือดของตัวผู้ป่วยประมาณ 10-15 ซีซี มาปั่นในความเร็วและเวลาที่เหมาะสม เพื่อแยกชั้นของเหลวและนำเอาเม็ดเลือดแดงที่ไม่ต้องการใช้ออกไป เอาแต่เฉพาะสารพลาสมาและเกล็ดเลือด ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งมักเป็นเนื้อเยื่อที่ยากต่อการซ่อมแซมตัวเอง หรือมีความเสื่อมร่วมด้วย สารพลาสมาที่ได้มาจะมีความเข้มข้นของสารซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในปริมาณสูงกว่าเลือดปกติถึง 10-25 เท่า ขึ้นกับสภาพร่างกาย อายุ ความแข็งแรงของแต่ละบุคคล ยิ่งอายุของคนไข้น้อยจะยิ่งมีความเข้มข้นและมีประสิทธิภาพในการซ่อมแซมมาก การรักษาด้วยวิธีนี้จะต้องกระทำควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อประสิทธิภาพในการรักษา

 

ภาพ 1 เลือดของผู้ป่วยที่ผ่านการปั่นแยกชั้นของเหลวแล้ว

โรคที่สามารถใช้ PRP ร่วมในการรักษา เช่น โรคที่มีการเสื่อมของเส้นเอ็นบริเวณไหล่ ข้อศอก เอ็นร้อยหวาย พังผืดที่ฝ่าเท้าอักเสบเรื้อรัง รวมถึงการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมระยะแรก ข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม

 

ภาพ 2 ทางซ้าย การเก็บเลือดผู้ป่วยเพื่อนำมาทำ PRP ทางขวา แพทย์ฉีด PRP เข้าบริเวณข้อเข่าของผู้ป่วย

ข้อดีของ PRP คือ ใช้ส่วนประกอบหรือเซลล์ของผู้ป่วยเองในการรักษา ไม่ต้องกลัวการแพ้ยา หรือสารเคมีภายนอก ให้ผลการรักษาในระยะยาวดีกว่าการฉีดสเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งนิยมฉีดในอดีต และไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์เหมือนการฉีดสเตียรอยด์ เช่น การฉีกขาดของเส้นเอ็น หรือ การฝ่อของผิวหนังบริเวณที่ฉีดสเตียรอยด์ เป็นต้น แต่การฉีด PRP ต้องเจ็บตัวอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกจากการเจาะเลือด และครั้งที่สองจากการนำ PRP ไปฉีดในบริเวณที่ต้องการ ค่าใช้จ่ายในการรักษามากกว่าการฉีดสเตียรอยด์ และอาจมีการฉีดซ้ำได้หากว่ากระบวนการซ่อมแซมยังเกิดได้ไม่ดี หรือไม่สมบูรณ์

 

กลุ่มผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษา PRP เหมาะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มใด

กลุ่มผู้ป่วยที่เหมาะกับการรักษาด้วย PRP ได้แก่ นักกีฬาหรือคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บที่เส้นเอ็น หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด ผู้ที่ข้อต่อกระดูกสันหลังมีการบาดเจ็บ รวมถึงข้อต่อมีการอักเสบหรือเสื่อมสภาพ ตรงระดับคอ ระดับเอว หรือ ระดับทรวงอก ผู้มีอาการกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด หรือ โรคกล้ามเนื้อหดเกร็งที่มีอาการปวดแบบเรื้อรัง โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ เอว เป็นต้น การบาดเจ็บกล้ามเนื้อแบบเรื้อรัง ที่ทำการรักษาแบบมาตรฐานแล้วยังหายไม่สมบูรณ์ มีอาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ กลับมาเป็นซ้ำ ๆ

 

ภาพ 3 อวัยวะที่สามารถฉีด PRP เพื่อซ่อมแซม

 

ผลการรักษา

จากงานวิจัยหลากหลายพบว่า อาจทำการฉีดเพียงครั้งเดียว หรือสามารถทำการฉีดซ้ำในบริเวณที่มีอาการบาดเจ็บเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2-8 สัปดาห์ได้ หรือฉีดซ้ำจนกว่าอาการปวดหรืออาการอักเสบนั้น ๆ หายไป ทั้งนี้เนื่องมาจากต้องให้ระยะเวลาของเซลล์และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีเวลาในการซ่อมแซม ไม่หายเป็นปลิดทิ้งในทันทีทันใด หรืออาการหายปวดหายไปอย่างชัดเจนรวดเร็วเหมือนกับการฉีดยาต้านการอักเสบแบบสเตียรอยด์ ซึ่งทำให้แพทย์สามารถลดการใช้ยาต้านการอักเสบในผู้ป่วยที่ไม่จำเป็น หรือใช้ยามากเกินความจำเป็น วิธีการรักษาโดยพลาสมาของเราเอง หรือการให้ร่างกายซ่อมแซม สร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนส่วนที่สึกหรอหรือบาดเจ็บได้เองนั้น นับว่าเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นับวันจะได้รับความสนใจมากขึ้น และเป็นการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งควบคู่ไปกับการรักษาแบบมาตรฐาน ทั้งนี้ต้องกระทำภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ร่วมกับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เมื่อเริ่มมีอาการเดินมากแล้วปวดข้อเข่า หรือเดินแล้วข้อเข่ามีเสียงดัง ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อได้รับการรักษาและคำแนะนำที่ถูกต้องตั้งแต่ข้อเข่าเสื่อมระยะแรก ไม่ควรทนปวดเอาหรือรับประทานแต่ยาแก้ปวด รอจนข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น จนทนไม่ไหว ค่อยไปพบแพทย์ ถึงตอนนั้นข้อเข่าคงจะเสื่อมไปมากแล้ว จนเกินที่จะรักษาสภาพเดิมเอาไว้ได้ กลายเป็นความพิการในที่สุด ถ้ารักษาตั้งแต่ระยะแรกจะสามารถชะลอความเสื่อมให้เกิดช้าลงมาก

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันกระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 อินเตอร์เนชันแนล / http://www.phyathai.com

 

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 16 มีนาคม 2557

สารพันปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อม

dailynews140202_002aโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในผู้สูงอายุทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเวลาเดิน ขาโก่ง การทรงตัวของร่างกายไม่ดี ร่างกายเสียสมดุล มีโอกาสเกิดการหกล้มได้ง่าย  มีผลทำให้เกิดกระดูกหักตามมาโดยเฉพาะกระดูกตะโพกหักในผู้สูงอายุ ในคนไทยมีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากถึง 6 ล้านคน

dailynews140202_002b

อาการปวดเข่าในโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากสาเหตุใด?

1. มีการอักเสบของเยื่อบุข้อเข่า ทำให้ข้อเข่ามีอาการบวมตึง เนื่องจากเยื่อบุข้อที่อักเสบมีการสร้างน้ำไขข้อที่ไม่มีคุณภาพออกมาในปริมาณมากจึงทำให้เกิดอาการบวมตึงขึ้นภายในข้อเข่า คล้ายกับลูกโป่งที่ขยายตัวออกทำให้ข้อเข่าตึงมากขึ้นมีอาการปวดบริเวณหลังเข่าเหยียดข้อเข่าได้ไม่สุด

2. เกิดกระดูกงอกรอบ ๆ บริเวณข้อเข่าอันเนื่องมาจากเกิดความไม่มั่นคงของข้อเข่า ร่างกายตอบสนองด้วยการพยายามสร้างกระดูกรอบ ๆ ข้อเข่าขึ้นมาทดแทน กระดูกที่งอกขึ้นมาใหม่นั้นไปเบียดเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ บริเวณข้อเข่ามีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเพิ่มมากขึ้นในอิริยาบถที่งอเข่านาน เช่นท่านั่งคุกเข่า นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ เวลาลุกขึ้นยืนจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดรอบ ๆ บริเวณข้อเข่า

3. มีการฉีกขาดของเส้นเอ็น และหมอนรองกระดูก มีการทำลายกระดูกที่บริเวณกระดูกใต้ต่อผิวข้อ

4. กระดูกบริเวณข้อเข่าทั้ง 2 ด้านมาเสียดสีกันทำให้มีอาการปวดมากขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยนั่งนาน ๆ แล้วจะลุกขึ้นผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเหมือนกับต้องพยายามตั้งไข่ก่อนที่จะเดิน ไม่เหมือนกับช่วงที่เป็นหนุ่มสาว อันเนื่องมาจาก โรคข้อเข่าเสื่อมมีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งกระดูกอ่อนผิวข้อจะทำหน้าที่ลดแรงกระแทกบริเวณข้อเข่าและทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าเป็นไปอย่างคล่องตัว ดังนั้นเมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายลงจึงทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าลำบาก

5. ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดเข่าจะทำให้ผู้ป่วยเสียสมดุลในการเดินทำให้เกิดอาการเดินกะเผลกซึ่งจะส่งผลต่อการรับน้ำหนักของกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลัง มีผลทำให้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงเข่าและน่องร่วมด้วย

6. มีการทำลายกระดูกบริเวณข้อเข่าเพิ่มมากขึ้น  เพิ่มความดันภายในโพรงกระดูกใต้ผิวข้อเข่า มีอาการปวดของกระดูกในตำแหน่งนั้น ๆ

dailynews140202_002d

มีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง ควรรับประทานยาลดปวดอะไรบ้าง ยาที่ใช้มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง? 

ยาส่วนใหญ่ที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดในโรคข้อเข่าเสื่อมชนิดรับประทานได้แก่

ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี ผลข้างเคียงน้อย สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเม็ดละ 500 มิลลิกรัม ได้ถึง 6 เม็ดต่อวัน  แต่กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับแข็ง และโรคตับอักเสบควรระมัดระวังในการใช้ยาในกลุ่มนี้ เพราะอาจจะมีผลทำให้อาการโรคตับที่เป็นอยู่แย่ลงได้

ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ซึ่งเป็นยาที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดให้แก่ผู้ป่วย  เป็นกลุ่มยาที่มีประสิทธิภาพในการลดปวดได้ดี ปัญหาส่วนใหญ่ของยาในกลุ่มนี้มักจะมีผลข้างเคียงได้แก่ อาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร หรืออาจทำให้เกิดอาการเลือดออกภายในระบบทางเดินอาหารได้ ถ้าใช้ในผู้สูงอายุ หรือใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด ข้อห้ามสำหรับการใช้ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคไต หรือไตวาย และผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง และกลุ่มผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการทำบอลลูนที่หลอดเลือดหัวใจ

dailynews140202_002c

การฉีดยาสเตียรอยด์มีประโยชน์และโทษอย่างไรบ้าง? 

ในกรณีที่ข้อเข่ามีการอักเสบมาก ร่วมกับตรวจร่างกายแล้วพบว่าข้อเข่าบวม ตึง มีน้ำในข้อเข่าซึ่งเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุข้อเข่า สามารถรักษาด้วยการดูดเอาน้ำในข้อเข่าที่มีการอักเสบออกมาได้ เพื่อลดความดันภายในข้อเข่า ร่วมกับการฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบได้โดยตรง จะช่วยลดอาการปวดให้ผู้ป่วยได้อย่างมาก ในมาตรฐานการรักษาทั่วไปแนะนำว่าไม่ควรฉีดยาเข้าข้อเข่ามากกว่า 3-5 ครั้งต่อปี อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสเตียรอยด์ฉีดเข้าข้อเข่าได้บ่อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของยาสเตียรอยด์ที่ฉีดเข้าข้อเข่า และความรุนแรงของโรคข้อเข่าอักเสบ ซึ่งถ้าในกรณีที่มีการทำลายของข้อเข่าอย่างมาก ร่วมกับอาการขาโก่งมาก ๆ มักจะแนะนำผู้ป่วยรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

dailynews140202_002e

การใช้ไม้เท้าในการช่วยเดินมีประโยชน์หรือไม่?  

แนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อ เข่าเสื่อมใช้ไม้เท้าในการช่วยพยุงตัวในขณะเดิน ให้ถือไม้เท้าด้านตรงข้ามกับข้อเข่าข้างที่ปวด เพราะจะช่วยในการแบ่งรับน้ำหนักของข้อเข่าข้างที่มีการอักเสบ มีอาการปวด เพราะส่วนใหญ่คนทั่วไปจะมีความเข้าใจผิดคิดว่าถ้ามีอาการปวดเข่าข้างไหนก็จะถือไม้เท้าข้างนั้น

ในกรณีที่มีอาการปวดเข่ามาเป็นระยะเวลานาน ขาโก่งมาก ๆ โดยเฉพาะตอนที่เดิน  มีผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก ๆ แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งด้วยเทคโนโลยี และเทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบัน ช่วยทำให้ผลลัพธ์ของการผ่าตัดได้ผลดีมาก และผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ และท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ตามใจหมาย.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

“ข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก” รู้เท่าทันก่อนโรคลุกลาม

dailynews140202_001สุขภาพดีสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การดูแลรักษาสุขภาพ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ไม่ละเลยมองข้ามความผิดปรกติที่เกิดขึ้นนับแต่เบื้องต้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากความเจ็บป่วย

โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก หรือ Juvenile Iidiopathic arthritis (JIA) ภัยสุขภาพสร้างความทรมานให้กับเด็กเมื่อมีอาการปวดข้อ ข้อบวม ข้ออักเสบ ฯลฯ และในบางรายที่มีอาการข้ออักเสบมากขึ้นอาจพิการและเสียชีวิตได้ โรคดังกล่าวเป็นหนึ่งใน กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้ตัวเอง หรือ แพ้ภูมิตัวเอง ซึ่ง ภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หมายถึงภาวะที่ภูมิคุ้มกันทำงานเกินหน้าที่เพราะหลังจากที่กำจัดเชื้อโรคไปแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันยังคงทำงานอยู่จนทำร้ายร่างกายแทนที่จะปกป้อง

โรคข้ออักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุในเด็กก็เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันหันกลับมาทำร้ายข้อตัวเอง ทางการแพทย์ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายข้อตัวเองนี้เกิดจากอะไรจึงเรียกโรคนี้ว่า โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กซึ่งเกิดได้กับข้อทุกส่วนของร่างกายไม่เพียงแต่ ข้อมือ ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพก แต่ยังเกิดได้กับกระดูกต้นคอ บริเวณขากรรไกร ฯลฯ

แพทย์หญิงโสมรัชช์ วิไลยุค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคข้อและรูมาติสซั่มในเด็ก หน่วยโรคภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันและโรคข้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความรู้แนะนำวิธีสังเกตอาการโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กว่า ส่วนมากอาการของข้ออักเสบหรือข้อติดมักจะเกิดตอนเช้าหรือที่เรียกว่า ภาวะ Morning Stiffness หรือในช่วงที่อากาศเย็นซึ่งจะทำให้ขยับข้อลำบากและปวดข้อมาก สังเกตได้จากเด็กเดินกะเผลกหลังจากตื่นนอนเนื่องจากเวลาหลับไม่ได้ขยับตัว ทำให้สารอักเสบหลั่งออกมา

แต่พอตื่นนอนแล้วขยับข้อหรือในช่วงที่อากาศอุ่นขึ้น อาการข้อติดก็จะดีขึ้นซึ่งอาการลักษณะนี้อาจทำให้เด็กบางคนไม่สามารถนอนกลางวันหรือนั่งเรียนทั้งวันได้ แต่ในบางรายก็อาจมีอาการปวดทั้งวัน สังเกตได้จากเด็กที่เป็นข้ออักเสบที่ข้อเข่าจะไม่ยอมเดินจะร้องให้อุ้มตลอดเวลา หากเป็นที่สะโพกจะเจ็บเวลาอุ้ม ฯลฯ ผู้ปกครองคุณพ่อ คุณแม่จึงควรสังเกตอาการลูกว่ามีอาการข้อตึงแข็งทำให้ขยับหรือลุกลำบากหรือไม่หรือเดินกะเผลกในช่วงเช้า สังเกตอาการเจ็บปวดต่างๆจากสีหน้าท่าทางของลูก เช่น เจ็บมือหากโดนจับหรือจูงมือ เจ็บขาหรือข้อเท้าเวลาเดิน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอาการแสดง คือ เป็นไข้สูงวันละครั้งอาจจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็นก็ได้ หากเป็นช่วงเย็นมักจะเป็นช่วงเย็นของเวลาเดียวกัน และในช่วงไข้สูงเด็กจะมีอาการซึม แต่พอไข้ลดลงเด็กจะรู้สึกสบายดี ซึ่งต่างจากการติดเชื้อทั่วๆ ไปที่เด็กมักจะไข้สูงตลอดทั้งวัน นอกจากข้ออักเสบแล้วยังอาจจะมีอาการของผื่นเม็ดแดงๆ เล็กๆ ขึ้นเวลาที่มีไข้ขึ้นและเมื่อไข้ลงผื่นก็จะหายไป

dailynews140202_001b

“ข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก โรคนี้อาจจะยากในการวินิจฉัย แต่หากคุณพ่อ คุณแม่ช่วยสังเกตและอธิบายอาการของลูกได้ก็จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ตรงจุดยิ่งขึ้น ในการสังเกตอาการข้ออักเสบอาจเปรียบเทียบระหว่างข้อข้างซ้ายและข้อข้างขวาหรือเปรียบเทียบกับพี่น้องหรือเพื่อนๆ หากมีอาการข้ออักเสบจะสังเกตได้ถึงข้อที่บวม นูน แดงหรือจับบริเวณข้อที่อักเสบจะรู้สึกร้อนๆ

dailynews140202_001c

อีกวิธีสังเกตจากบริเวณที่เป็น อาทิ หากเป็นข้ออักเสบบริเวณข้อเข่าให้สังเกตว่าข้อเข่าจะมีรอยบุ๋มเหมือนลักยิ้ม หากรอยบุ๋มหายไปแสดงว่าข้ออาจจะเริ่มบวมหรือมีน้ำในข้อได้ หากเป็นที่ข้อเท้าให้สังเกตขณะเด็กนอนคว่ำเท้า ข้อจะอูมขึ้นมาและหากเป็นที่นิ้วมือให้สังเกตว่าเด็กไม่สามารถจับดินสอเขียนหนังสือได้ หรือจะหยิบจับอะไรได้ลำบาก เป็นต้น”

dailynews140202_001a

โรคข้ออักเสบแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่

Systemic onset juvenile idiopathic arthritis (SoJIA) เป็นชนิดที่รุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ เพราะมีอาการอยู่ในหลายระบบของร่างกาย โดยเด็กจะเป็นไข้สูงกว่า 2 อาทิตย์ และมีผื่นแดงๆ ที่เรียกว่า ผื่นแซลมอน ขึ้นตามร่างกาย

Oligoarticular JIA หรือ pauciarticular JIA ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการข้ออักเสบน้อยกว่า 5 ข้อ แต่อาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดตาอักเสบได้มากกว่าชนิดอื่นๆ

Polyarticular JIA ที่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ จะมีอาการข้ออักเสบมากกว่า 5 ข้อ ขึ้นไปและมีอาการปวดข้อเล็กๆ เช่น ข้อนิ้วมือ หรือข้อนิ้วเท้า และเด็กที่อยู่ในกลุ่มนี้ พอโตขึ้นจะมีอาการเหมือนผู้ใหญ่ที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

 Polyarticular JIA ที่ไม่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ การดำเนินของโรคในกลุ่มนี้ จะรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มที่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ แต่ก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะตาอักเสบได้

Enthesitis related arthritis หรือ ERA จะพบอาการข้ออักเสบในตำแหน่งที่มีเส้นเอ็นไปเกาะกับกระดูก เช่น บริเวณส้นเท้า ฝ่าเท้า กระดูกสะบ้า ข้อต่อของกระดูกสันหลังบริเวณเอว เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดมาก โดยมากจะเป็นในเด็กผู้ชายอายุตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป ที่คุณพ่อ – คุณแม่ หรือ พี่น้องท้องเดียวกัน มีประวัติป่วยเป็นโรคนี้

Psoriatic arthritis หรือ โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน จะพบผื่นสะเก็ดเงินร่วมกับอาการข้ออักเสบ ชนิดนี้จะยากต่อการวินิจฉัยพบน้อยในเด็กไทย และ

Undifferentiated JIA ข้ออักเสบที่ไม่เข้าพวกกับ 6 กลุ่มข้างต้นซึ่งจัดอยู่ในประเภทนี้

การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจเลือด เพื่อหาค่า CBC, ESR และ CRP และสำหรับวิธีการรักษาใช้ยาหลากหลายประเภทที่เหมาะสมกับกลุ่มโรคทั้ง 7 กลุ่ม นอกจากนี้ ผศ.มลรัชฐา ภาณุวรรณากร ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลแนะนำวิธีปฏิบัติตัวเพื่อช่วยฟื้นฟูเพิ่มอีกว่า นอกจากการใช้ยาในการรักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กแล้ว คุณพ่อ คุณแม่จำเป็นต้องช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กทางกายภาพอีกด้วย

สำหรับวิธีปฏิบัตินั้นสามารถให้ออกกำลังกายเบาๆ ที่เหมาะสมและเน้นที่การบริหารข้อต่างๆ ของร่างกาย เช่น การวิ่งช้าๆ การเดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ฯลฯ หรือการบริหารข้อเพื่อไม่ให้เกิดอาการข้อติด เช่น หากจะบริหารข้อเข่าอาจทำท่าหมุนหัวเข่า หากบริหารนิ้วมือ บริหารด้วยการกำมือแบบหลวมๆหรือฝึกบีบลูกบอล บริหารข้อเท้า อาจบริหารด้วยการยืนเขย่งหรือการกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ควรหลีกเลี่ยงกีฬาประเภทที่มีการกระแทกหรือการต่อสู้ เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล หรือ เทควันโด จะทำให้ข้อเกิดการอักเสบมากขึ้นได้

นอกจากการรักษาด้วยยา และการฟื้นฟูทางกายภาพแล้วจำเป็นต้องดูแลในด้านต่างๆ อาทิ การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เลือกทานอาหารที่สุก สะอาด ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารดิบ เพราะเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้มักได้รับยากดภูมิคุ้มกันจึงติดเชื้อได้ง่ายซึ่งผู้ป่วยควรพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง อย่างไรก็ตามการรักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กเป็นเรื่องที่ท้าทาย และละเอียดอ่อน ต้องคำนึงถึงการเจริญเติบโตของเด็ก การหมั่นสังเกตอาการและพบแพทย์ทันทีที่พบความผิดปกติจะช่วยให้อาการข้ออักเสบไม่ลุกลาม ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคและเติบโตได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป.

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

′กล้ามเนื้ออ่อนล้า′ โรคฮิตพนักงานออฟฟิศ

matichon131218_001กล้ามเนื้อปวดล้า อาการธรรมดาของพนักงานออฟฟิศ อาจเข้าข่ายโรค WMSDs ที่กำลังเป็นปัญหาระดับชาติ 

โรงพยาบาลนครธน ร่วมกับ บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด จัดให้ความรู้ “ห่างไกลกล้ามเนื้อปวดล้าจาก WMSDs เพื่อสุขภาพที่ดีของหนุ่มสาวออฟฟิศ” 
 
โดยมี นพ.ภรชัย อังสุโวทัย รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และศัลยแพทย์ผู้เชี่ยว ชาญกระดูกและข้อ ร.พ.นครธน อธิบายว่า WMSD ซึ่งเป็นคำย่อของ Work-Related Musculoskeletal Disorders คือ อาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างของกระดูก ได้แก่ เส้นเอ็น ข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลัง และเส้นประสาท ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ซึ่งอาการบาดเจ็บมีตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก แต่ยกเว้นอุบัติเหตุต่างๆ ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเฉียบพลัน เช่น พลัดตกหกล้ม ลื่น ข้อเท้าพลิก หรืออุบัติเหตุอื่นๆ 
 
อาการ WMSDs มักเกิดกับผู้ที่ทำงานในท่าเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่เป็นประจำ หรืออาจใช้ท่าที่ไม่เหมาะสมกับการทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดอาการปวดทั้งในระหว่าง หรือหลังทำงาน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องโดยไม่เปลี่ยนท่า
 
สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคด้วย เช่น การทำงานในสถานที่คับแคบ ด้านจิตใจ เช่น ความเครียดจากการทำงาน สารบางอย่างที่หลั่งในสมอง จะส่งสัญญาณมาที่กล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว เกร็งตัว เกิดอาการเจ็บขึ้นได้
 
จากการสำรวจพบว่า โรคนี้เป็นต้นเหตุ ให้สูญเสียเวลาในการทำงานถึงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละ 15-20 พันล้านเหรียญสหรัฐ เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่า 34 เปอร์เซ็นต์ สูญเสียเวลาทำงานเพราะโรคนี้ ในต่างประเทศจึงจัดตั้งเป็นองค์กรดูแลสวัสดิภาพพนักงาน พบว่าช่วยลดตัวเลขของคนป่วยลงได้อย่างมาก
 
แต่ประเทศไทยมองไม่เห็นความสำคัญในการรณรงค์ป้องกันเหมือนในต่างประเทศ ที่เป็นอยู่ คือ การแก้ปัญหาตามหลัง เมื่อเกิดอาการแล้ว 
 
ทั้งนี้ อยากฝากถึง 3 ฝ่าย ได้แก่
1.เจ้าของธุรกิจควรหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพบุคลากร โดยดูแลเครื่องใช้สำนักงานให้ถูกสุขลักษณะ มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่ง เพื่อลดการทำงานซ้ำๆ เป็นต้น
 
2.รัฐบาลควรกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพบุคลากร หรือออกมาตรการจูงใจต่างๆ
3.พนักงานและบุคคลทั่วไป ควรใส่ใจการปรับท่ายืน เดิน นั่ง ให้ถูกต้อง เลือกใช้อุปกรณ์เครื่องทุ่นแรงในการทำงานต่างๆ และดูแลสุขภาพ ระวังอย่าให้เครียดมากเกินไป มิฉะนั้นปัญหาของโรค WMSDs ก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิม
 
การรักษาอาการสามารถใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของยาในกลุ่มต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หากปวดมากสามารถใช้ยาทาควบคู่กับยาชนิดรับประทานได้ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดเป็นโรคเรื้อรังตามมาได้ เช่น เส้นเอ็นยึดกระดูกอักเสบ ปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ การบวมอักเสบของข้อต่อที่หัวไหล่ และพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ ทำให้เกิดอาการมือชา โดยหากกายภาพบำบัดเป็นเวลานาน แล้วยังไม่หาย อาจต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด  (ที่มา:ข่าวสดออนไลน์)
ที่มา : มติชน 18 ธันวาคม 2556

โรคข้อเข่าเสื่อม ผ่าตัดไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

dailynews130901_001ปัจจุบันโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญของผู้สูงอายุในประเทศไทย จากสถิติพบว่าประชาชนคนไทยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมกว่า 6 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่ มักมีอาการปวดเข่าเวลาเดิน โดยเฉพาะตอนเดินขึ้นบันได อาการปวดส่วนมากมักเป็นบริเวณด้านในของข้อเข่า เวลานั่งอยู่เฉย ๆ มักไม่มีอาการปวด ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการเดิน สูญเสียความมั่นใจ มีผลทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง บางกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อเข่าเสื่อมและขาโก่งมาก ๆ นั้นมีผลทำให้การเดินของผู้ป่วยผิดปกติไป มีโอกาสเกิดการหกล้มและทำให้เกิดการหักของกระดูกบริเวณตะโพก ทำให้ผู้ป่วยเกิดทุพพลภาพเพิ่มมากขึ้น

dailynews130901_001-1

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเริ่มต้นด้วยการบรรเทาอาการปวด การปรับเปลี่ยนพฤติ กรรมในชีวิตประจำวันมีความสำคัญมาก พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งคุกเข่าขัดสมาธิ พับเพียบ โดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่ชอบนั่งสมาธิ เพราะการนั่งในท่าที่งอเข่ามาก ๆ จะทำให้เพิ่มแรงดันภายในเข่า และกระดูกที่งอกจากโรคข้อเข่าเสื่อมไปกดทับกับเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ เข่า จะทำให้ท่านมีอาการปวดมากขึ้น ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักร่างกายมากจำเป็นต้องลดน้ำหนัก ซึ่งส่วนใหญ่ที่แนะนำให้ลดประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว

การใช้ยาลดปวดเพื่อบรรเทาอาการก็ควรระมัดระวัง ยาที่ค่อนข้างจะปลอดภัยมากที่สุดคือยาพาราเซตามอล จะช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าได้ ต้องระวังการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ที่เวลาทานแพทย์มักจะแนะนำให้รับประทานหลังอาหารทันที เพราะจะมีผลต่อกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นอาจมีผลต่อไตได้ หากจำเป็นต้องรับประทานยากลุ่มนี้ควรจะรับประทานหลังอาหารทันทีและดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถขับยานี้ออกไปได้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไตควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้การทำงานของไตแย่ลง

dailynews130901_001-2

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเข่าเสื่อมมาก และขาโก่งผิดรูป มีผลต่อการใช้งานของข้อเข่าในชีวิตประจำวัน เดินลำบาก แนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ด้วยเทคโนโลยี ความรู้และทักษะของแพทย์ในปัจจุบันทำให้การรักษาข้อเข่าด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ผลดีมาก ผู้ป่วยสามารถลุกเดินได้ภายใน  2 วันหลังการผ่าตัด สิ่งที่ผู้ป่วยกลัวการผ่าตัดรักษามี  2 ประการหลัก ๆ คือ 1. ผ่าแล้วกลัวเดินไม่ได้  และ 2. กลัวอาการปวดหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตามด้วยความรู้ และความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้ผลการรักษาผ่าตัดได้ผลดีเยี่ยม หลังผ่าตัดผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดน้อยมาก และสามารถลุกเดินได้หลังผ่าตัด และสามารถเดินได้โดยไม่ใช้ไม้เท้าชนิดวอล์กเกอร์ ภายใน 3 เดือนหลังผ่าตัด วิธีการลดอาการปวดหลังการผ่าตัด มีการนำเทคนิคของการระงับความรู้สึกที่บริเวณสันหลัง หรือการระงับความรู้สึกที่เส้นประสาทโดยตรง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดลดน้อยลงเป็นอย่างมาก รวมทั้งเทคนิคการผ่าตัดที่ดีขึ้น ทำให้ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการผ่าตัดมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก และสามารถกลับไปทำงาน และช่วยเหลือตนเองได้เร็วยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีเทคนิคการเย็บแผลชั้นใน และใช้กาวทาบริเวณแผลผ่าตัดซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องมาตัดไหมหลังผ่าตัด

dailynews130901_001-3

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดข้อเข่าเทียมมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ท่านต้องไปตรวจเช็กสุขภาพของฟันเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีฟันผุ เพราะฟันผุอาจทำให้มีเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่เข่าข้างที่ทำการผ่าตัด ก่อนผ่าตัดทุกครั้งแพทย์จำเป็นต้องตรวจเช็กสุขภาพของท่านเกี่ยวกับโรคที่ท่านเป็นอยู่ หรือป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนเสมอ เช่น การตรวจการทำงานของหัวใจ การถ่ายภาพรังสีทรวงอก การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไขกระดูก การทำงานของไตและตับ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยสูงสุดและให้ผลการรักษาที่ดีเยี่ยม ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้จากการผ่าตัดได้แก่ การติดเชื้อที่บริเวณแผลผ่าตัดซึ่งสามารถเกิดได้ประมาณร้อยละ 1 ภาวะลิ่มเลือดที่ขาอุดตันก็มีโอกาสเกิดได้ แต่น้อยมาก

dailynews130901_001-4

ปัจจุบันการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นเป็นอย่างมาก สามารถใช้งานของข้อเข่าได้เป็นอย่างดี ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดน้อย ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมีความพึงพอใจต่อผลการรักษาสูง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ที่มา  : เดลินิวส์ 1 กันยายน 2556

เทคนิคใหม่ “เปลี่ยนข้อเข่า-ข้อสะโพก” ฟื้นตัวเร็ว

dailynews130509_001aอาการปวดเข่า ปวดสะโพก อันเนื่องมาจากความเสื่อมของข้อกระดูก คงเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนในครอบครัว เพราะความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น มักส่งผลให้ผู้ป่วยเดินไม่สะดวก บ้างก็ปวดจนหลับไม่ลง!

สำหรับปัญหาข้อเสื่อมนั้น ทางศูนย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เผยข้อมูลว่า เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการใช้งานข้อต่อจนเกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ พบมากในผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไป หรืออาจเกิดได้ในคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อต่อ มีการใช้ข้อต่อผิดลักษณะ ชอบสะพายกระเป๋าหนัก ใส่ส้นสูง สูบบุหรี่ หรือเป็นผลจากกรรมพันธุ์

ปัจจัยข้างต้น คือ สาเหตุของการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อที่มากขึ้นทุกวัน โดยร่างกายไม่สามารถสร้างทดแทนหรือซ่อมแซมได้ ผู้ป่วยจึงต้องเจ็บปวดทรมานจากอาการอักเสบและการทำงานของข้อต่อที่บกพร่อง ซึ่งส่งผลต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ทางเลือกในการรักษาอาการข้อเสื่อมทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ การรักษาโดยการไม่ใช้ยา เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อ หรือ การรักษาด้วยการใช้ยา และอีกวิธีซึ่งจะพิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเสื่อมจนไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ คือ การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและบริเวณของข้อที่เสื่อม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม จะแบ่งออกเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total Hip Replacement) และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Replacement Surgery) เฉพาะการผ่าเปลี่ยนข้อเข่านั้น ทำได้ทั้งแบบเปลี่ยนผิวข้อเฉพาะบางส่วน และเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ

dailynews130509_001bและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียม ให้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว นพ.สิริพงศ์ รัตนไชย ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ, ข้อเทียม รพ.บำรุงราษฎร์ เล่าว่า ทางบำรุงราษฎร์ได้ส่งทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ 15 คน ไปเรียนรู้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียม กับสถาบันดอร์ของสหรัฐ ซึ่งโด่งดังในการใช้เทคโนโลยีแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมและข้อสะโพกเทียม

dailynews130509_001cแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดดังกล่าว มีชื่อว่า เมโก ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ แขนกลหุ่นยนต์ กล้องจับสัญญาณภาพ 3 มิติ และเครื่องประมวลผลที่คอยควบคุมการทำงานทั้งหมดให้สอดประสานกัน โดยสามารถวัดระยะเพื่อกำหนดตำแหน่งและคำนวณขนาดของข้อเทียมที่เหมาะสมกับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย ก่อนแพทย์จะทำการเปิดข้อเข่าหรือข้อสะโพก และใช้แขนกลตัดเฉพาะส่วนของกระดูกที่เสื่อมออกผ่านมุมมองจากภาพ 3 มิติ

dailynews130509_001dที่สำคัญ แขนกลจะล็อกตำแหน่งตามการคำนวณเพื่อความเที่ยงตรง ป้องกันการผ่าตัดในตำแหน่งที่คลาดเคลื่อน แถมยังใช้วิธีการกรอแทนการตัด เพื่อไม่ให้เกิดความบอบช้ำกับเส้นเอ็น ลดการสูญเนื้อเยื่อโดยไม่จำเป็น ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็วและสามารถกลับมาเคลื่อนไหวข้อได้อย่างเป็นธรรมชาติ พักฟื้นไม่เกิน 3 วัน ส่วนใหญ่เริ่มหัดเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมง และนับเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเมื่อ 2 เมษายน 2556 บำรุงราษฎร์ ได้ทำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ด้วยแขนกลหุ่นยนต์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของทวีปเอเชีย หลังจากนำเข้าแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเมโกเข้ามา.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  9 พฤษภาคม 2556

ไร้สัญญาณบอกเหตุ ‘ลิ่มเลือดอุดตันในปอดฉับพลัน’ จากการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม

dailynews130416_001สำหรับในประเทศไทย การผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทุกวันนี้ด้วยจำนวนประชากร และพัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก จึงทำให้คนเรามีอายุยาวนานขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อยืดอายุตัวเองได้มากขึ้น ภาวะที่จะเกิดความเสื่อมของร่างกายจึงมีมากตามไปด้วย

ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายซึ่งนับวันจะมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนใหญ่จะเกิดกับกลุ่มคนที่อายุตั้งแต่ 50-60 ปีขึ้นไป ทั้งนี้เมื่อผู้ป่วยตัดสินใจผ่าตัดรักษาอาการข้อเข่าเสื่อมแล้ว ต้องมีการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ซึ่ง “นายแพทย์พิพัฒน์ องค์น้ำทิพย์” ศัลยแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานีอธิบายว่า

“โดยทั่วไปการผ่าตัดทุกอย่างล้วนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น แต่สำหรับการผ่าตัดข้อเข่านั้น ส่วนใหญ่มักจะพบในผู้สูงอายุ ซึ่งมีโรคประจำตัวอยู่ด้วยแล้ว อาทิ โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเบาหวาน เป็นต้น ดังนั้นคนไข้ต้องมีความพร้อมสมบูรณ์แข็งแรงที่สุด แพทย์ต้องเช็กทุกระบบในร่างกายผู้ป่วยอย่างละเอียด ซึ่งที่เน้นก็คือระบบหัวใจ และโรคประจำตัวที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ก่อนหน้านี้

ส่วนเรื่องของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในขณะผ่าตัดข้อเข่านั้น ก็เป็นความเสี่ยงที่สามารถเกิดขึ้นได้ สาเหตุนั้นเกิดจากเลือดในเส้นเลือดดำเกิดการแข็งตัวจนเป็นลิ่มที่บริเวณขาข้างที่จะทำการผ่าตัด ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ขาของผู้ป่วยจึงมีอาการบวมขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่น่ากังวลก็คือลิ่มเลือดที่เคยเกาะอยู่ที่ขาเกิดหลุดลอยไปที่ปอด เกาะอยู่ตามเส้นเลือดฝอย ทำให้ผู้ป่วยหายใจไม่สะดวก ปอดไม่สามารถรับออกซิเจนเข้าไปได้ ทั้งนี้ระยะเวลาในการเดินทางของลิ่มเลือดสู่ปอดนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่าใช้เวลานานแค่ไหน อาจเกิดภายในไม่กี่วันหลังผ่าตัด หรือนาน 2-3 เดือนก็เป็นไปได้

thairath121014_001
นายแพทย์พิพัฒน์ เผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรุนแรงของภาวะนี้ว่า นอกจากนี้ปริมาณของลิ่มเลือดที่เข้าไปอุดตันในปอดก็มีส่วนสำคัญมาก ถ้ามีปริมาณลิ่มเลือดที่เข้าไปเล็กน้อยความเสียหายของปอดก็จะไม่มากนัก แต่ถ้าเข้าไปปริมาณมาก โอกาสที่ผู้ป่วยจะหายใจไม่ออกก็ยิ่งมากขึ้น จะมีอาการหอบ เหนื่อย หายใจเร็วและถี่  ซึ่งอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิต โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอดจึงมีความรุนแรง และเกิดขึ้นฉับพลัน ไม่มีใครทราบได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แพทย์ต้องให้การป้องกันภาวะแทรกซ้อนนี้ เช่นการให้ผู้ป่วยได้เคลื่อนไหว ขยับตัวเร็วขึ้น หรือหากมีปัจจัยเสี่ยงมาก แพทย์อาจจะพิจารณาให้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เพื่อลดโอกาสจากโรคนี้ให้เกิดน้อยที่สุด

อาจเป็นเรื่องที่หลายคนมีความกังวล แต่ความจริงแล้วการรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดนั้นถือเป็นวิธีที่ปลอดภัย เพราะโอกาสที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันปอดนั้นมีน้อยมาก โรคข้อเข่าเสื่อมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงยังมีความมั่นใจที่จะรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะความทรมานทางกายจากอาการปวด, ขาโก่ง เดินไม่ได้นั้นมีผลต่อคุณภาพชีวิตสูงมาก จากเดิมที่ช่วยเหลือตัวเองไม่สะดวกก็กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ คุณภาพชีวิตหลังผ่าตัดมันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ขอบคุณข้อมูลจาก นายแพทย์พิพัฒน์ องค์น้ำทิพย์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา :  ไทยรัฐ 26 เมษายน 2556

การใช้พลาสมาในการรักษาโรคทางกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ

dailynews130310_003นวัตกรรมในการรักษาและป้องกันโรคมีอย่างต่อเนื่อง การนำเอาพลาสมาหรือของเหลวในร่างกายมนุษย์เรามาใช้ในการรักษาโรคทางกระดูกและข้อ ก็จัดว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์อีกอย่างหนึ่ง จึงกล่าวได้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ประการใด เพราะความเป็นจริงมีการใช้วิธีรักษาแบบชนิดนี้มาตั้งแต่สมัยยุคโรมัน โดยเฉพาะเวลานักสู้ Gladiator ได้รับบาดเจ็บก็จะมีการใช้เข็มเข้าไปเจาะหรือทิ่มแทงยังตำแหน่งที่มีการบาดเจ็บ ซึ่งผลของการทำวิธีนี้ในสมัยโบราณนั้นให้ผลระงับการอักเสบและการปวดได้ สาเหตุทราบภายหลังว่า

กลไกการหายนั้นเกิดขึ้นจากการหลั่งสารซ่อมแซมของร่างกาย หรือสารช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในบริเวณนั้นๆ ออกมา ซึ่งสารเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์ที่ทำหน้าที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น เซลล์ไฟโบรบลาสต์  ซึ่งทำหน้าที่สร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันขึ้นมาทดแทนบริเวณเอ็นหรือกล้ามเนื้อที่ฉีกขาด รวมถึงเซลล์คอนโดรไซด์ ทำหน้าที่สร้างกระดูกผิวข้อ เป็นต้น จากนั้นวิธีการรักษาแขนงนี้ได้มีการพัฒนาเรื่อยมา โดยนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาช่วยผสมผสานและถูกนำมาประยุกต์ใช้ในทางคลินิกกันอย่างกว้างขวางในนานาประเทศ

ขั้นตอน ได้แก่ การนำเลือดของเราเองมาจำนวนหนึ่ง ประมาณ 10-15 ซีซี มาปั่นโดยเครื่องปั่นความเร็วสูงเพื่อทำการแยกชั้นของเหลวและนำเอาเม็ดเลือดแดงที่ไม่ต้องการใช้ออกไป ใช้แต่เฉพาะสารพลาสมาและเกล็ดเลือด ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการซ่อมแซมและฟื้นฟูสภาพ (Regeneration) ของร่างกาย สารพลาสมาที่ได้มาจะมีความเข้มข้นของสารซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในปริมาณสูงกว่าเลือดปกติถึง 10-25 เท่า ขึ้นกับสภาพร่างกาย อายุ ความแข็งแรงของแต่ละบุคคล ยิ่งอายุของคนไข้น้อยจะยิ่งมีความเข้มข้น และมีประสิทธิภาพในการซ่อมแซมมาก วิธีการนี้มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า Prolotherapy และสารพลาสมาที่นำมาใช้

ในการรักษานี้ หลังจากคัดแยกเอาส่วนที่ไม่ต้องการใช้ออกไป มีชื่อเรียกว่า PRP ย่อมาจาก Platelet Rich Plasma หรือบางครั้งถูกเรียกว่า ACP ย่อมาจาก Autologous Conditioned Plasma  หมายถึงพลาสมาของตัวคนไข้เอง

ข้อเด่นมีหลายประการ ได้แก่

1.    ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเลือด เพราะใช้พลาสมาของตัวเราเอง

2.    สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านการอักเสบที่เรียกว่า NSAIDs รวมถึงยาสเตียรอยด์  ดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงหน้าที่การทำงานของไต

3.    เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียงต่อระบบการทำงานของอวัยวะที่สำคัญ จึงสามารถทำการรักษาวิธีนี้ซ้ำ ๆ ได้อีก

ข้อพึงระมัดระวังของการใช้การรักษาด้วยวิธีนี้ คือ

1.    เป็นวิธีการรักษาที่ต้องกระทำโดยการฉีดสารเข้าไป ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดตามมาหลังการฉีดก็คือ การระบมตรงตำแหน่งที่ทำการรักษา แนะนำให้ใช้ความเย็นประคบเป็นเวลา 48 ชั่วโมง หรือประมาณ 1-2 วัน

2.    ผู้เป็นโรคเลือด, โรคเกล็ดเลือดต่ำ, โรคทางระบบอิมมูนฯ, โรคเกาต์ และผู้มีการติดเชื้อในกระแสเลือดอยู่ อาจไม่เหมาะสมในการรักษาโดยวิธีชนิดนี้

3.    จำเป็นอย่างยิ่งที่ขั้นตอนของการเตรียมต้องกระทำโดยเทคนิคปลอดเชื้อ (Aseptic techniques) เพื่อให้ปราศจากการปนเปื้อนของเชื้อโรคและมีความปลอดภัยสูงสุด

การรักษาด้วยวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพเมื่อต้องกระทำควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด เช่น เสริมสร้างกล้ามเนื้อ การทานวิตามินบำรุงเสริม เช่น วิตามินซี, สังกะสี ร่วมด้วย จะช่วยให้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจตามมา

การรักษาชนิดนี้เหมาะกับใครบ้าง

1.    นักกีฬาหรือคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บที่เส้นเอ็น หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด เช่น ข้อศอกนักเทนนิส นักกอล์ฟ นักฟุตบอล เอ็นข้อเท้าฉีกขาด เอ็นข้อเข่าฉีกขาด เอ็นร้อยหวายฉีกขาด เป็นต้น

2. ผู้ที่ข้อต่อกระดูกสันหลังมีการบาดเจ็บ รวมถึงข้อต่อมีการอักเสบหรือเสื่อมสภาพ ตรงระดับคอ ระดับเอว หรือ ระดับทรวงอก ที่เรียกว่าข้อต่อฟาเซต

3. ผู้มีอาการกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด หรือ โรคกล้ามเนื้อหดเกร็งที่มีอาการปวดแบบเรื้อรัง โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ เอว เป็นต้น

4. การบาดเจ็บกล้ามเนื้อแบบเรื้อรัง ที่ทำการรักษาแบบมาตรฐานแล้วยังหายไม่สมบูรณ์ มีอาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ กลับมาเป็นซ้ำ ๆ

ผลการรักษาจะเป็นอย่างไรบ้าง

จากงานวิจัยหลากหลายพบว่า อาจทำการฉีดเพียงครั้งเดียว หรือสามารถทำการฉีดซ้ำในบริเวณที่มีอาการบาดเจ็บเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2-8 สัปดาห์ได้ หรือฉีดซ้ำจนกว่าอาการปวดหรืออาการอักเสบนั้นๆ หายไป ทั้งนี้เนื่องจากต้องให้ระยะเวลาของเซลล์และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีเวลาในการซ่อมแซม ไม่หายเป็นปลิดทิ้งในทันทีทันใด หรืออาการหายปวดหายไปอย่างชัดเจนรวดเร็วเหมือนกับการฉีดยาต้านการอักเสบแบบสเตียรอยด์ แต่อีกมุมมองนับว่าเป็นข้อดีของการรักษานี้คือ ทำให้แพทย์สามารถลดการใช้ยาต้านการอักเสบในผู้ป่วยที่ไม่จำเป็น หรือใช้ยามากเกินความจำเป็น

วิธีการรักษาโดยพลาสมาของเราเอง หรือการให้ร่างกายซ่อมแซม สร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนส่วนที่สึกหรอหรือบาดเจ็บได้เองนั้น นับว่าเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นับวันจะได้รับความสนใจมากขึ้น และเป็นการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งควบคู่ไปกับการรักษาแบบมาตรฐานทั้งนี้ต้องกระทำภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ร่วมกับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์จิระเดช  ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา:  เดลินิวส์ 10 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

การรับประทานน้ำมันปลาและแอสไพรินร่วมกันจะช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคข้อ

Scientists have discovered that taking fish oil and aspirin together could help to ease beat chronic illnesses such as arthritis

Scientists have discovered that taking fish oil and aspirin together could help to ease beat chronic illnesses such as arthritis

 

นักวิทยาศาสตร์พบว่าการรับประทานน้ำมันปลาและแอสไพรินร่วมกันจะช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคข้ออักเสบ

ทั้งน้ำมันปลาและแอสไพรินเมื่อรวมกันจะต่อสู้กับการอักเสบที่ทำให้เกิดอาการปวดในโรคข้ออักเสบ

Fish oils have long been heralded for their beneficial effects on the brain, bones and heart

Fish oils have long been heralded for their beneficial effects on the brain, bones and heart

The cure for arthritis? Fish oil AND aspirin, according to a breakthrough discovery

  • The two work together to combat inflammation that causes pain of arthritis

By EMILY PAYNE

PUBLISHED: 18:17 GMT, 22 February 2013

Fish oil and aspirin could be the key to beating a host of devastating chronic diseases, according to new research.

Researchers from the Brigham and Women’s Hospital and Harvard Medical School in Boston found that the two work together to combat the inflammation responsible for a host of illnesses, including heart disease, cancer, arthritis and Alzheimer’s.

Both aspirin and omega-3 fatty acids from fish are known to have an anti-inflammatory effect on their own, but the research shows that when taken together they can control the overactive immune responses associated with long-term illnesses.

Inflammation is the body’s natural response to injury and foreign bodies.

When something harmful or irritating affects a part of the body, there is a biological response to try to remove it, and the symptoms of inflammation show that the body is trying to heal itself.

But if the person suffering has a high-fat diet, too much body fat or is a smoker, for example, the may not be a break from the irritants, so the immune system can lose control, increasing risk of disease.

Long-term, inflammation can become chronic which can then damage heart valves and brain cells, causing strokes and promoting resistance to insulin, which leads to diabetes.

It is also associated with the development of cancer.

Aspirin is used by millions of people to keep heart attacks and strokes at bay. The drug is used to thin the blood, which reduces the risk of clots.

It works by helping to trigger the production of molecules called resolvins that are made naturally by the body from omega-3 fatty acids.

These resolvins ‘resolve’, the inflammation that underlies the health conditions which blight the lives of millions.

Omega-3 is found in oily fish, particularly salmon and sardines, as well as chicken, nuts, kale and spinach as well as vegetable oils.

One resolvin called D3 was found to have an especially long-lasting anti-inflammatory effect.

The researchers said: ‘In this report, we found that one resolvin, termed D3 and from omega-3 fatty acid, persists longer at sites of inflammation than either resolvin D1 or resolvin D2 in the nat­ural resolution of inflammation in mice.

‘This finding suggests that this late resolution phase resolvin D3 might display unique properties in fighting uncontrolled inflammation.’

The researchers also confirmed that aspirin triggered the production of a longer-acting form of resolvin D3 through a different pathway.

The team were able to produce a pure form of both resolvin D3 and aspirin-triggered resolvin D3.

When administered to human cells, both of these showed highly potent anti-inflammatory actions.

The research was published in the journal Chemistry & Biology.

SOURCE: dailymail.co.uk