เป็นสันนิบาตลูกนก แล้วเป็นมะเร็งยาก

Credit : ebscoassessments.convergencehealth.com

Credit : ebscoassessments.convergencehealth.com

สถานีเทคโนโลยีชีวเวชของสภาวิจัยแห่งชาติเมืองมักกะโรนี ศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุคนที่เป็นโรคสันนิบาตลูกนก จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งซ้ำอีกโรคหนึ่ง และในทำนองเดียวกัน คนที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว ก็จะไม่ค่อยเป็นโรคสันนิบาตลูกนก

นักวิจัยอ้างว่า สาเหตุของความสัมพันธ์ของโรคทั้งสองเชิงกลับกันอย่างไม่คาดฝันเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะทั้งสองโรค มียีนที่เกี่ยวเนื่องทางประสาทวิทยาและการเติบโตของมะเร็งร่วมกันอยู่จำนวนหนึึ่่ง และเส้นทางเดินของโรคทั้งคู่ก็มีเส้นทางเดินร่วมกันอยู่ด้วย

ดร.มัสสิโม มิวสิกโค หัวหน้าคณะผู้ศึกษา กล่าวว่า “แม้ว่านักวิจัยจะเห็นว่าโรคทั้งสองไม่เกี่ยวกันเลย แต่ความรู้บางอย่างของโรคมะเร็งบางอย่าง อาจใช้ทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ในผู้ที่เป็นโรคสันนิบาตลูกนกได้ดีขึ้น”

ขณะเดียวกันหมอเจน ไดรเวอร์ ซึ่งศึกษาเรื่องของความแก่ชรา อยู่ที่โรงพยาบาลบริกแฮมและผู้หญิง ในกรุงบอสตัน ที่สหรัฐฯ ก็กล่าวว่า “มีข้อมูลที่น่าเชื่อว่าโรคสันนิบาตลูกนก มีส่วนทำให้ความเสี่ยงกับโรคมะเร็งต่ำอยู่ด้วย

หมอมัสสิโมกับคณะได้แจ้งว่าพบผู้ที่ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคสันนิบาตลูกนก ไม่ว่าก่อนป่วยและหลังป่วยแล้ว บุคคลผู้นั้นจะเป็นมะเร็งยาก และในทางกลับกัน มันก็เป็นแบบเดียวกันด้วย

ตัวหมอมัสสิโมกับคณะได้เคยติดตามดูอาการของคนไข้อายุ 60 ปี ที่ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นมะเร็ง หรือโรคสันนิบาตลูกนก ที่อยู่อาศัยในภาคเหนือของอิตาลี จำนวน 204,000 รายมาแล้ว.

ที่มา : ไทยรัฐ 15 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Alzheimer’s tied to less cancer, and vice versa

By Genevra Pittman

NEW YORK | Wed Jul 10, 2013

(Reuters Health) – People with Alzheimer’s disease have a lower risk of cancer than other elderly adults, a new Italian study suggests.

Additionally, researchers found that seniors who were diagnosed with cancer were less likely to develop Alzheimer’s.

Researchers said there are a number of genes that affect both neurology and cancer growth – and pathways by which the two are connected – that could explain the “unexpected” inverse link between the diseases.

“Cancer and Alzheimer’s have been viewed by researchers as completely separate,” said Dr. Massimo Musicco, who led the study at the National Research Council of Italy’s Institute of Biomedical Technologies in Milan.

“Some of the knowledge that we have on cancer can be used for a better understanding of what happens when a person has Alzheimer’s disease, and vice versa,” he said.

There are convincing data that Parkinson’s disease is tied to a lower risk of cancer, said Dr. Jane Driver, who studies aging at Brigham and Women’s Hospital in Boston.

More recently, the same pattern has been showing up for other neurological disorders, including schizophrenia and Alzheimer’s, she noted.

But earlier studies haven’t been able to rule out whether Alzheimer’s disease might be keeping cancer symptoms from being noticed – or vice versa – or if people who die from one disease just have less time to be diagnosed with the other.

In their study, Musicco and his colleagues found people who ultimately were diagnosed with Alzheimer’s had a lower risk of cancer both leading up to and after their diagnosis.

Likewise those with cancer were less likely to get Alzheimer’s both before and after the cancer was caught.

“I’m hoping this will then convince all the doubters that there is a true inverse association between Alzheimer’s, Parkinson’s and probably some other neurologic diseases and cancer,” Driver told Reuters Health.

Musicco and his team tracked new cancer and Alzheimer’s diagnoses among 204,000 people age 60 and older living in Northern Italy.

Between 2004 and 2009, just over 21,000 of them were diagnosed with cancer and close to 3,000 with Alzheimer’s disease. There were 161 people diagnosed with both diseases.

The researchers calculated that 246 cases of Alzheimer’s disease would be expected in members of the cancer group, based on their age and gender balance, and 281 cancers would be predicted among those with Alzheimer’s.

The lower rates meant that people with cancer were 35 percent less likely to develop Alzheimer’s disease than other adults, the researchers wrote in the journal Neurology. And those with Alzheimer’s had a 43 percent lower risk of cancer.

The link held up when they looked at most cancers individually.

“These two diseases seem intrinsically related to human aging,” Musicco told Reuters Health.

“Cancer may be conceptualized as a high tendency of cells to reproduce, which is so high that it is no (longer) controlled,” he said. “Alzheimer’s disease is exactly the reverse. It’s a sort of incapacity of neuron cells to reproduce.”

The study doesn’t prove one disease is protective against the other. It also doesn’t mean people with Alzheimer’s or cancer never have to worry about getting the other condition, Driver said.

The researchers noted that they couldn’t take into account people’s lifestyle and whether some habits might affect the risk of cancer and Alzheimer’s differently.

Driver said the inverse link has “prompted thinking outside the box” regarding ways to treat Alzheimer’s disease – for which good treatment options are scarce.

“By further investigating this decreased risk, there’s a good chance we’ll be able to find completely new therapies,” Driver said.

“Any new lead or any new avenue to go down, we really need to take it.”

SOURCE: bit.ly/153xezv Neurology, online July 10, 2013.

SOURCE : www.reuters.com

Advertisements

‘อัลไซเมอร์’ รู้ได้ก่อนมีอาการ

อัลไซเมอร์หรือโรคความจำเสื่อมจะเริ่มต้นจากการที่ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติทางความจำ ต่อมาเริ่มมีอาการหลงลืมหรือความจำถดถอยเล็กน้อย กระทั่งความจำเริ่มถดถอยมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

“โรคนี้มีระยะเวลาการก่อโรคนาน 15-20 ปี กว่าจะมีอาการสมองเสื่อมชัดเจน จากการศึกษาผู้ป่วยที่อายุ 65 ปี พบว่าโรคนี้ไม่ได้เริ่มทันทีที่อายุ ณ ปัจจุบัน แต่ได้ก่อตัวมาตั้งแต่ตอนที่อายุ 40 ปี และแสดงอาการชัดเจนในอีก 25 ปีถัดมา ซึ่งก็คือวัย 65 ปีในปัจจุบัน” นพ.โยธิน ชินวลัญช์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าว

ระยะเวลาการดำเนินของโรคที่ยาวนาน ประกอบกับความเพิกเฉยโดยคิดว่าความผิดปกติทางความจำเล็กน้อยไม่ได้เป็นอาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม และความไม่เข้าใจที่ว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เริ่มเกิดในคนสูงอายุและเป็นโรคที่ไม่สามารถป้องกัน และไม่สามารถรักษาให้หายขาด ทำให้การวินิจฉัยและรักษาทำได้ไม่ทันท่วงที

อีกทั้งการตรวจวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ได้สร้างความเจ็บปวดให้ผู้ป่วยอย่างมาก จากการเจาะไขสันหลังเอาน้ำไขสันหลังหรือตัดชิ้นเนื้อสมองออกมาตรวจหาสารเบต้าอมีลอยด์ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะอัลไซเมอร์

ล่าสุด มหาวิทยาลัยพิทท์เบิร์กในสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาสารเภสัชรังสีสำหรับฉีดเข้าสู่ตัวคนไข้ และรอเวลาดูดซึมก่อนที่จะตรวจเอ็กซเรย์ด้วยเครื่องเพทสแกน (PET Scan) เพื่อตรวจหาการสะสมของสารเบต้าอมีลอยด์ในสมอง และการทำงานของเซลล์สมอง โดยสามารถตรวจได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่ปรากฏอาการ ผลการตรวจแม่นยำ 90% อีกทั้งสารตัวนี้มีความปลอดภัย โดยจะสลายตัวอัตโนมัติ ไม่ตกค้างในร่างกาย

“เทคโนโลยีใหม่นี้ไม่ทำให้คนไข้เจ็บตัว เพราะไม่ต้องเจาะไขสันหลัง ไม่ต้องผ่าเอาชิ้นเนื้อสมองไปตรวจวินิจฉัย อีกทั้งเทคโนโลยีเพทสแกนยังช่วยในการแยกชนิดของอัลไซเมอร์ได้ว่า เป็นชนิดใด เพราะการรู้ชนิดของโรคจะทำให้ทราบว่าควรให้การรักษาอย่างไร” คุณหมอกล่าว

อย่างไรก็ตาม โรคนี้ยิ่งพบเร็วก็มีโอกาสที่ยับยั้งอาการและรักษามากขึ้น แต่คุณหมอแนะนำว่า ผู้ที่ต้องการตรวจหาอัลไซเมอร์ควรจะมีอายุ 45 ปีขึ้นไป เนื่องจากเทคนิคการตรวจนี้สามารถตรวจล่วงหน้าได้ 15 ปี จึงเหมาะกับผู้ที่มีการวางแผนการใช้ชีวิต โดยต้องเข้ามาปรึกษากับแพทย์ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็น คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นอัลไซเมอร์ คนที่ทำการทดสอบความทรงจำแล้วให้ผลที่ไม่ดีนัก เป็นต้น

“สำหรับผู้ที่ไม่อยากเป็นโรคความจำเสื่อม ต้องหมั่นบริหารสมองตัวเองอยู่เสมอ เช่น อ่านหนังสือเป็นประจำ ดูแลสุขภาพจิตให้ดี พยายามไม่เครียด คิดแง่บวก กินอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ และสุดท้ายหากใครเริ่มมีอาการหลงลืมมากผิดปกติ หรือมีญาติผู้ใหญ่ที่ต้องสงสัยควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาได้ทันท่วงที” คุณหมออธิบาย

************

อาการเตือนที่ต้องใส่ใจ

– คนทั่วไปเมื่อลืมแล้วก็จะจำได้ในภายหลัง แต่อัลไซเมอร์จะลืมบ่อยกว่าและฟื้นความจำไม่ได้

– คนทั่วไปต้องเคยบ้างที่ใช้คำพูดผิด แต่อัลไซเมอร์อาจจะลืมคำง่ายๆ และใช้คำที่ไม่เหมาะสม ทำให้เข้าใจลำบาก

– จำถนนหนทางที่เคยใช้อยู่เป็นประจำไม่ได้ ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไรและกลับอย่างไร ไม่รู้ว่าวันเกิดคืออะไร

– การตัดสินใจแย่ลง อาจจะใส่เสื้อผ้าหนาๆ ในวันที่อากาศร้อนจัด วางสิ่งของในที่ๆ ไม่ควร เช่น วางเตารีดในตู้เย็น

– อารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วโดยไม่มีเหตุผล

– เปลี่ยนบุคลิกภาพอย่างรวดเร็ว เช่น สับสนมากขึ้นสลับกับกลายเป็นคนชอบระแวง หรืออยู่เงียบๆ สลับกับความกลัวโดยไม่มีเหตุผล

– คนทั่วไปอาจเบื่องานบ้าน เบื่อการเข้าสังคม แต่ไม่นานก็จะกลับมาเริ่มทำใหม่ได้ แต่สำหรับอัลไซเมอร์มักจะอยู่เฉยๆ รอให้คนอื่นมาหาหรือมาชักชวนให้ทำสิ่งต่างๆ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 23 ตุลาคม 2555

ยาลดคอเลสเทอรอลมีพลังเสริม ช่วยกดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม

นักวิจัยโรงเรียนการสาธารณสุขฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ พบว่า ผู้ที่กินยาลดคอเลสเทอรอลในเลือดประเภทสแตติน โดยเฉพาะผู้ที่อายุยังไม่ถึง 60 ปี จะพลอยได้บุญ ทำให้ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมลดลงน้อยไปด้วย

ถ้านับรวมแล้วผู้ที่กินยาประเภทนี้ เป็นช่วงระยะเวลานาน 12 ปี ความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมจะลดลงไปร้อยละ 26 และยิ่งเป็นผู้ที่อายุยังไม่ถึง 60 ปี ความเสี่ยงจะยิ่งต่ำลงถึงร้อยละ 69 โดยแสดงความเห็นด้วยว่า เหตุที่ยาช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมลงไปด้วย คงอาจเป็นเพราะช่วยลดการอักเสบในสมองได้

คณะนักวิจัยได้ศึกษาติดตาม ผู้ชาย 38,000 คน และผู้หญิง 11,035 คน เมื่อระหว่าง พ.ศ. 2537 ถึง พ.ศ.2549

 

 

ที่มา: ไทยรัฐ 19 มีนาคม 2555

สลายเสื่อม ขอเพียงความเข้าใจ

กว่าจะรู้ตัวว่าเข้าข่ายเป็นโรคความจำเสื่อมที่ต้องพบแพทย์ ก็ทะเลาะตบตีกับลูกหลาน ลามไปถึงผิดใจกับเพื่อนบ้าน…จนมึน

“สาเหตุที่ทำให้ญาติพาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมารักษาไม่ใช่เพราะความรัก แต่มาเพราะความโกรธ เบื่อหน่ายและทนพฤติกรรมไม่ได้” เปิดประเด็นสนทนากับ พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน นายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และหัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลรามาธิบดี

อาการของผู้ป่วยสมองเสื่อมที่คนทั่วไปเข้าใจอาจจะคิดว่าเป็นพวกขี้ลืม ที่แท้จริงแล้วเป็นภาวะการลืมแบบหมดสิ้น เช่น กินข้าวแล้วแต่เข้าใจว่ายังไม่ได้กิน อารมณ์เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากคนเรียบร้อยเป็นคนก้าวร้าว ซึ่งลักษณะนี้พบได้บ่อยในสังคมผู้สูงอายุ

อาการที่สังเกตได้ชัด เช่น พูดซ้ำๆ ถามคำถามเดิมๆ เรื่องเดิมกับคนๆ เดิม และอาการจะเริ่มแสดงออกชัดเจนมากขึ้นกับเรื่องที่น่าจะจำได้ แต่กลับจำไม่ได้ เช่น ขับรถไปเฉี่ยวชน แต่ตอบไม่ได้ว่าไปชนกับอะไรมา หรือเก็บเงินไว้ แต่ไม่รู้ว่าเก็บไว้ที่ไหน หรือไม่รู้ว่าเงินที่เก็บไว้เป็นเงินของใคร

“การที่คนเราเปลี่ยนไปต้องมีเหตุ ไม่ใช่ว่าสูงวัย แต่เป็นเพราะโรค” คุณหมอกล่าวและว่า ภาวะสมองเป็นโรคที่พบได้ 10% หรือราว 6 แสนคนในประเทศไทย โดย 90% คนในครอบครัวมักไม่ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเป็นสาเหตุทำให้ทะเลาะกัน

ต้องเข้าใจก่อนว่า สาเหตุของโรคสมองเสื่อมเกิดจากเนื้อสมองที่เปลี่ยนไป ตามวัย หรือเกิดจากโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหนทางในการรักษาให้หายขาด คุณหมอเปรียบเทียบว่า สมองเสื่อมก็เหมือนกับผมหงอก สามารถย้อมสีได้ ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับครอบครัว และสังคม

ในผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ ต้องแยกให้ได้ว่า อาการความจำเสื่อมมีสาเหตุจากอะไร เพราะสาเหตุบางอย่าง รักษาให้หายขาดได้ อาการก็จะหายไป หรือแม้จะไม่หาย ก็สามารถประคองอาการไม่ให้ทรุดลงได้

อย่างไรก็ตาม การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในรายที่มีปัญหาความจำถดถอย ความไม่เข้าใจจากบุคคลใกล้ชิดจะยิ่งสร้างปัญหาขุ่นเคืองให้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัว หลายครั้งที่เกิดความรุนแรงทั้งคำพูดและการกระทำขึ้นด้วยความไม่ตั้งใจ จากการใช้อารมณ์เป็นพื้นฐาน

“นวลศรี อนันตกูล” ผู้มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมนานถึง 10 ปี เล่าว่า การดูแลผู้ป่วยความจำเสื่อมต้องอาศัยความเข้าใจเป็นที่ตั้ง เพราะอะไรที่คิดว่าจะทำได้ คนกลุ่มนี้ก็กลับลืมซะดื้อๆ แม้กระทั่งสิ่งที่เพิ่งบอกหรือสอนไปก็ลืมได้ในทันที

เธอเล่าจากประสบการณ์ในการดูแลพี่สาววัย 72 ปี ที่ภาวะทางสมองบกพร่อง ตั้งแต่อายุ 58 ปี จากอดีตนักวิเคราะห์ดิน ที่เป็นคนทำงานเก่ง ชอบทำขนม และเชี่ยวชาญเรื่องขับรถเป็นพิเศษ อยู่มาวันหนึ่งขณะขับรถก็กลับไม่รู้ว่าตัวเองขับรถอยู่บนถนน และไม่รู้ว่ากำลังจะไปไหน ให้ทำขนมเค้กอย่างที่เคยทำ ก็กลับทำไม่ได้

“ในช่วง 4-5 ปีแรก คนรอบข้างยังไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมที่แสดงออกนั้นมาจากอาการป่วย มีหลายครั้งที่ทนไม่ได้ เกิดการทำร้าย ทุบตี และใช้คำพูดที่รุนแรง จนกระทั่งเริ่มมาเข้าว่าสิ่งที่แสดงออกนั้นมาจากโรคสมองเสื่อม ซึ่งต้องการการดูแลมากกว่าปกติ” นวลศรีกล่าว

พญ.สิรินทร เสริมว่า ทุกวันนี้ผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม จึงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาลในแต่ละเดือนค่อนข้างสูง อย่างในกรณีของนวลศรีเอง มีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่ายาช่วยชะลออาการ ราว 2-3 หมื่นบาทต่อเดือน ไม่รวมค่าจ้างคนดูแล ซึ่งต้องมีคนอยู่ด้วยตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสิ่งของที่จำเป็น เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่ต้องมีไว้ติดตัวตลอดเวลา

คุณหมอบอกว่า ผู้ป่วยสมองเสื่อมต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาสามารถกินในสิ่งที่ไม่ควรกิน ไม่สามารถแยกแยะกลิ่นได้ว่าอันไหนเป็นน้ำมันก๊าด อันไหนเป็นน้ำเปล่า ไม่สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น เอากาต้มน้ำไฟฟ้าไปต้มบนเตาแก๊ส

“การลืมในแบบของคนความจำเสื่อมต้องเรียกว่า ลืมเชิงซ้อน แบบไม่น่าเชื่อ เพราะสิ่งที่พึ่งพูดไปหยกๆ ยังลืมได้ พูดแล้วยังปวดหัวอยู่เลย” นวลศรีกล่าว

ฉะนั้น คนที่ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมได้นั้น ต้องมีความรักและความเข้าใจ อย่างที่รู้กันว่ายาจะช่วยชะลออาการให้มีอายุยืนยาวอยู่ได้ประมาณ 10 ปี แต่การดูแลอย่างใกล้ชิดจะทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น

หากคนรอบข้างมีความเข้าใจเป็นที่ตั้ง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 17 มกราคม 2555