กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต

thairath141031_01b

กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 1

โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของคนไทย จากการศึกษาความชุกของโรค พบว่ามีประชากรไทยเป็นความดันโลหิตสูงถึง 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ หรือกว่า 10 ล้านคน และพบว่ามีประชากรไทยเป็นโรคไตเรื้อรังประมาณ 7 ล้านคน โดยส่วนมากเป็นโรคไตระยะเริ่มต้น ซึ่งหากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคหัวใจวาย อัมพาต และความเสื่อมจากการทำงานของไตนำไปสู่ภาวะไตวาย หลักสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเหล่านี้ คือ ควบคุมความดันโลหิต รักษาเบาหวาน รวมทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากหัวใจและหลอดเลือด

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การควบคุมความดันโลหิตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย คือ การบริโภคเกลือในปริมาณมาก มีการเติมเกลือหรือน้ำปลาในการปรุงรสชาติอาหาร โดยเฉพาะคนไทย มีพฤติกรรมการบริโภคเกลือสูงถึง 2 เท่าของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งผลเสียที่ตามมาจากการบริโภคอาหารเค็ม คือ โซเดียมสูง ซึ่งส่งผลเสียให้มีความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และส่งผลเสียต่อไตโดยตรง

โซเดียมคืออะไร?

โซเดียมเป็นหนึ่งในเกลือแร่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของเกลือแร่ การกระจายตัวของน้ำในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ควบคุมสมดุลของกรด-ด่าง ควบคุมการเต้นของหัวใจและชีพจร มีผลต่อความดันโลหิตและการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ร่างกายของเราได้รับโซเดียมจากอาหารซึ่งมักอยู่ในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์ซึ่งมีรสชาติเค็ม มักใช้ปรุงรสหรือถนอมอาหาร เช่น น้ำปลา กะปิ นอกจากนี้ โซเดียมแอบแฝงอยู่ในอาหารรูปแบบอื่นแต่ไม่มีรสชาติเค็ม เช่น ผงชูรส ผงฟู เป็นต้น

โซเดียมสูงส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

การรับประทานโซเดียมในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป ล้วนส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งสิ้น จากการสำรวจของกรมอนามัยร่วมกับสถาบันโภชนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่รับประทานโซเดียมมากถึง 2 เท่าของปริมาณที่แนะนำ ซึ่งผลเสียของการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงมี ดังนี้

1. เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่างๆ แม้ว่าโซเดียมจะมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากมีมากเกินไปก็จะทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในร่างกาย ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไตยังสามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินได้ทัน แต่ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง มักจะไม่สามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินในร่างกายได้ ทำให้เกิดภาวะคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา หัวใจ และปอด ทำให้แขน ขา บวม เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้ ในผู้ป่วยโรคหัวใจ น้ำที่คั่งในร่างกายจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายได้ง่ายขึ้น

2. ทำให้ความดันโลหิตสูง การรับประทานโซเดียมมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คนอ้วน และผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยภาวะความดันโลหิตสูงทำให้เกิดผลเสียต่อหลอดเลือดในอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ และสมอง เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตามมา นอกจากนี้ ยังพบว่าในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง หากรับประทานโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่กับยาลดความดันโลหิต สามารถลดความดันโลหิตได้ดีกว่าผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิตแต่ได้รับโซเดียมเกินกำหนด

3. เกิดผลเสียต่อไตจากการที่มีการคั่งของน้ำและความดันโลหิตสูง ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อเพิ่มการกรองโซเดียมและน้ำส่วนเกินของร่างกาย ผลที่ตามมาคือการเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่างซึ่งมีผลทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 31 ตุลาคม 2557

thairath141007_01

กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 2

ศุกร์สุขภาพที่ผ่านมาได้ให้ความรู้ท่านผู้อ่านเกี่ยวกับการรับประทานอาหารรสเค็มจัด ว่าส่งผลต่อ สุขภาพร่างกายของเราอย่างไร สําหรับวันนี้จะนําเสนอเกี่ยวกับโซเดียมในอาหาร เพื่อให้คุณผู้อ่านเลือกรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม

โซเดียมอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง?

อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงมักมีรสเค็ม ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่มีรสเค็ม แต่อาหารที่มีโซเดียมสูงบางชนิดอาจไม่มีรสเค็ม ซึ่งเรียกว่า มีโซเดียมแฝง ทําให้ร่างกายรับโซเดียมโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงควรทําความรู้จักอาหารประเภทนี้ไว้ด้วย จากการสํารวจพบว่าปริมาณโซเดียมที่ได้รับส่วนใหญ่มาจาก ขั้นตอนการปรุงอาหารมากกว่าการเติมน้ําปลาหรือเกลือหลังปรุงเสร็จแล้ว โดยเราสามารถแบ่งอาหารที่มี โซเดียมเป็นส่วนประกอบได้ ดังนี้

1. อาหารแปรรูปและอาหารหมักดอง ได้แก่ อาหารกระป๋อง อาหารเค็ม อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง และผลไม้ดอง เป็นต้น

2. เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ ได้แก่ เกลือ (ทั้งเกลือเม็ดและเกลือป่น) น้ําปลา ซึ่งมีปริมาณโซเดียม สูง สําหรับคนที่ต้องจํากัดโซเดียมควรงดซอสปรุงรสต่างๆ เช่น ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้ําบูดู กะปิ ปลาร้า ปลาเจ่า เต้าหู้ยี้ ซอสหอยนางรม ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ําจิ้มต่างๆ ที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ เพราะซอสเหล่านี้แม้จะมีปริมาณโซเดียมไม่มากเท่าน้ําปลา แต่คนที่จํากัดโซเดียมก็ไม่ ควรบริโภคให้มากเกินไป

3. ผงชูรส แม้เป็นสารปรุงรสที่ไม่มีรสเค็มแต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ประมาณ 15%

4. ขนมกรุบกรอบต่างๆ เพราะอาหารเหล่านี้มีการเติมเกลือหรือสารกันบูด มีโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก

5. อาหารกึ่งสําเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่างๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง

6. ขนมต่างๆ ที่มีการเติมผงฟู ( Banking Powder หรือ Banking Soda) เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ 
แพนเค้ก ขนมปัง เพราะผงฟูที่ใช้ในการทําขนมเหล่านี้มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบ 
คาร์บอเนต) รวมถึงแป้งสําเร็จรูปที่ใช้ทําขนมก็มีโซเดียมด้วยเพราะได้ผสมผงฟูไว้แล้ว

7. น้ําและเครื่องดื่ม น้ําฝนเป็นน้ําที่ปราศจากโซเดียม ส่วนน้ําบาดาลและน้ําประปามีโซเดียม 
ปะปนแต่ในจํานวนไม่มากนัก ส่วนเครื่องดื่มเกลือแร่มีการเติมสารประกอบของโซเดียมลงไปด้วย เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มสําหรับนักกีฬาหรือผู้ที่สูญเสียเหงื่อมาก ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ส่วนน้ําผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักมีการเติมสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) ลงไป ทําให้น้ําผลไม้ เหล่านี้มีโซเดียมสูง ดังนั้น หากต้องการดื่มน้ําผลไม้ควรดื่มน้ําผลไม้สดจะดีกว่า.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 7 พฤศจิกายน 2557

thairath141007_02

 

ที่มา : ไทยรัฐ 7 พฤศจิกายน 2557

 

thairath141124_01

กินเค็ม….มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 3

ศุกร์สุขภาพได้เสนออันตรายจากการรับประทานอาหารรสเค็มซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพรวมทั้งแนะนําการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม สําหรับวันนี้จะนําเสนอเกี่ยวกับโซเดียมในอาหาร การลดปริมาณโซเดียม ในร่างกาย รวมไปถึงปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการ เพื่อควบคุมให้พอเหมาะกับร่างกายของเรา ไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป คุณผู้อ่านสามารถนําไปปฏิบัติเพื่อให้ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้

เราจะลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้อย่างไร ?

ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมในการบริโภคไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเป็นปริมาณเกลือโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกงได้ 1 ช้อนชา หรือเทียบเป็นปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอื่นๆ ได้ดังตัวอย่าง คือ ผงปรุงชูรส 1 ช้อนชา โซเดียม 950 มิลลิกรัม ผงชูรส 1 ช้อนชา โซเดียม 600 มิลลิกรัม ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ โซเดียม 420-490 มิลลิกรัม น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา โซเดียม 400 มิลลิกรัม ผงฟู 1 ช้อนชา โซเดียม 340 มิลลิกรัม และซอสพริก น้ำจิ้มไก่ 1 ช้อนโต๊ะ โซเดียม 220 มิลลิกรัม เป็นต้น

หากรับประทานอาหารที่มีปริมาณโซเดียมเหล่านี้ 3 มื้อต่อวัน จะทําให้ได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้หากเราเติมน้ําปลาเพิ่ม ก็จะเพิ่มปริมาณโซเดียมอีกถึงช้อนชาละ 500 มิลลิกรัม ส่งผลให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณสูงขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงควรปฏิบัติตัวตามหลักการดังต่อไปนี้เพื่อให้การควบคุมปริมาณโซเดียมได้ประสิทธิภาพสูงสุด

1. หลีกเลี่ยงการใช้เกลือปรุงอาหาร เลือกเติมเครื่องปรุงที่ให้โซเดียมไม่เกินปริมาณที่กําหนด และควรเลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยํา ที่ให้รสหวาน เปรี้ยว และเผ็ด เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ

2. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม เช่น ไข่เค็ม ปลาแดดเดียว อาหารหมักดอง ปลาส้ม แหนม และอาหาร แปรรูปจําพวกไส้กรอก กุนเชียง หมูหย็อง

3. ไม่เติมผงชูรส

4.น้ําซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณโซเดียมสูงควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ําซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ําเพื่อเจือจาง

5. ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของอาหารสําเร็จรูปและขนมถุง เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงได้ถูกต้อง

อาหารเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูงถือเป็นมหันตภัยเงียบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพความเคยชินในการรับประทานอาหารรสเค็มจัดของคนไทยนั้นปรับเปลี่ยนได้ยาก เพราะเมื่อเกิดความเคยชินแล้ว ลิ้นของเราก็จะโหยหารสเค็มต่อไปเรื่อยๆ ถึงเวลาที่เราควรใส่ใจเรื่องอาหารกันมากขึ้น โดยการสร้างนิสัยการกินอาหารรสจืดอย่างถูกวิธีเพื่อลดการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ และเพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 24 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

สารพัดโรคจาก “เกลือ”

matichon140622_01คุณเคยนึกย้อนไหมว่าวันหนึ่งๆ อาหารที่รับประทานมีเกลือเป็นส่วนผสมอยู่มากน้อยเพียงใดอาหารไทยมากมายที่มีส่วนผสมของเกลือปริมาณสูง โดยเฉพาะอาหารแห้ง หรือหมักดอง กะปิ น้ำปลา

บางคนขาดพริกน้ำปลา เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง เช่นเดียวกับซิอิ้ว และของเค็มหลากชนิดในอาหารจีน เกลือที่โรยลงบนข้าวโพดคั่ว หรือมันฝรั่งทอด ไส้กรอก แฮม ในอาหารจานด่วนแบบตะวันตก หรืออาหารยอดฮิตของชาวฟิลิปปินส์ที่เรียก bagoong (บากุง) เป็นปลาแอนโชวี่หรือกุ้งที่หมักเค็ม คล้ายกะปิของไทย เห็นไหมว่าไม่ว่าชาติไหนๆ ก็นิยมอาหารที่มีเกลือผสมในปริมาณค่อนข้างสูง
ก็เพราะเกลือเป็นหัวใจสำคัญในการถนอมอาหารให้เก็บไว้กินได้นานๆ และเป็น ราชาแห่งเครื่องปรุงรส 1 ใน 5 รสชาติที่ลิ้นคุ้นเคยเสียด้วย

อันที่จริงร่างกายของเราต้องการเกลือเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน นักโภชนาการกล่าวว่าใน 1 วัน คนเราต้องการเกลือเพียง 220 มิลลิกรัม ( หรือ 1/10 ของ 1 ช้อนชา) เพราะถ้าร่างกายขาดเกลือก็จะมีอาการอ่อนเพลีย มีอาการคลื่นเหียน วิงเวียนถึงหมดสติได้ แต่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นกับวัฒนธรรมการกินแบบเราๆ ตรงกันข้าม เพราะเรากินเกลือเกินความจำเป็นถึงประมาณ 6 -10 เท่า จากปริมาณที่ร่างกายต้องการเสียด้วยซ้ำ

ซึ่งหากปริมาณเกลือในร่างกายมากเกินความต้องการก็จะนำพาโรคต่างๆ มาให้มากมายทั้งโรคไต โรคความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ โรคหัวใจ และอาการผื่นแดงคันตามร่างกายที่บางครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

 

ทำไมต้องกังวลว่าจะกินเกลือมากเกินไป ?

มีงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า สารโซเดียม หรือ เกลือ เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง มีผลร้ายแรงอย่างต่อเนื่องกับโรคหัวใจ และอัมพฤกษ์

โดย Jaen Brody นักเขียนและโภชนากร เขียนถึงเกลือไว้ในหนังสือ Nutrition Book หนังสือขายดีติดอันดับของเธอว่า ในเลือดมีปริมาณโซเดียมอยู่ถึง 40 % โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญในร่างกายมนุษย์ผสมอยู่ในของเหลวในร่างกาย หากร่างกายมีปริมาณโซเดียมสูงเหมือนน้ำทะเลที่เค็มจัด ร่างกายจำเป็นต้องการน้ำมาก เพื่อทำให้ความเค็มอยู่ในระดับที่สมดุล

และโซเดียมคลอไรด์ เป็นตัวบังคับสำคัญที่จะกำหนดความสมดุลของน้ำที่ทำละลายสสารต่างๆ นอกเซลล์ นอกเหนือจากนั้นยังทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ และชีพจรด้วย เมื่อระบบการดูดซึมผิดปกติ อาจทำให้ระบบการทำงานดังกล่าวผิดปกติ และเกิดอาการร้ายแรงต่อสภาพร่างกายได้

คุณอาจคาดไม่ถึงว่าเกลือในปริมาณที่มากเกินความต้องการจะมีผลร้ายแรงต่อร่างกายขนาดไหน และส่งผลไปถึงโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร Dr.Marlelo Agama นักฟิสิกซ์ชาวฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ไตเป็นอวัยวะที่ช่วยในการปรับระดับโซเดียมในร่างกายคนเรา เมื่อปริมาณโซเดียมสูงเกินไป ไตจะขับถ่ายออกมา ในทางกลับกันถ้าร่างกายต้องการโซเดียม ไตจะทำงานโดยดูดสสารนั้นกลับสู่เลือด แต่เมื่อใดที่ไตทำงานผิดปกติไม่สามารถขับโซเดียมได้ในปริมาณที่เหมาะสม จนร่างกายมีปริมาณโซเดียมสะสมสูง น้ำในร่างกายก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าระดับเลือดก็จะสูงขึ้นด้วย เมื่อปริมาณเลือดสูงขึ้น เลือดต้องวิ่งผ่านไปยังเส้นเลือดมากขึ้น เป็นผลให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งหัวใจก็ต้องสูบฉีดหนักขึ้น เพราะปริมาณเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น

นอกจากผลต่อความดันโลหิตแล้ว ปริมาณโซเดียมที่มากเกินความต้องการของร่างกายจะทำให้ปริมาณน้ำของเนื้อเยื่อภายในและภายนอกเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการบวม หรือปริมาณของเหลวในร่างกายที่มากเกินไปทำให้เกิดอาการเส้นเลือดคั่ง และหัวใจวายได

 

การค้นพบที่น่าสนใจยิ่ง

มีการสำรวจพบว่า แทบจะไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงในบริเวณที่ไม่นิยมใช้เกลือในการปรุงอาหาร นักวิจัยชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัย Harvard ศึกษาประชากรที่อาศัยอยู่ในเกาะ Solomon แถบหมู่เกาะทะเลใต้ ประชากรที่อาศัยอยู่บริเวณภูเขา ไม่นิยมปรุงอาหารด้วยเกลือ ไม่พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

ผลสำรวจแบบเดียวกันที่แคว้น Akita ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น ประชากรในบริเวณนั้นนิยมใช้เกลือในการถนอมอาหาร ในแต่ละวันพวกเขารับประทานเกลือปริมาณ 3 ½ – 6 ช้อนชา เหตุนี้เองทำให้พบว่าประชากรส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคอัมพฤกษ์ ที่แย่ไปกว่านั้น จากการวิจัยที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสในลอนดอน พบว่าเกลือมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด
นอกจากนี้ยังพบว่า เกลือมีผลทำให้โรคริดสีดวงกำเริบ จากข้อคิดเห็นของ Dr.Lohn Lawder จาก Torrance California ได้กล่าวว่า ระดับเกลือที่เกินความต้องการทำให้ร่างกายขับของเหลวเพื่อเจือจาง ของเหลวในร่างกายที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น จะวิ่งผ่านระบบไหลเวียนของร่างกาย ไปยังเส้นเลือดต่างๆ ทั้งนี้มีผลทำให้เส้นเลือดดำโป่งพองได้ในบริเวณทวารหนัก และบริเวณอื่นๆ เช่นเดียวกันกับผลร้ายที่เกิดจากเกลือที่เขียนไว้ในหนังสือ The Doctors Book of Home Remedies ว่าการรับประทานเกลือมากเกินไปทำให้เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดศีรษะ(ไมเกรน)

Dr.Norman Schulman สูตินรีแพทย์จาก Cedars-Sinai Medical Center ใน LA แนะนำว่าควรลดการรับประทานเกลือ(เค็ม) ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เพื่อลดอาการเจ็บคัดหน้าอกก่อนมีประจำ แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Dr.Penny Wise Budoff จาก New York ที่แนะนำว่าให้ลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงประมาณ 7 -10 วัน ก่อนมีประจำเดือนเพื่อลดอาการบวมน้ำขณะมีประจำเดือน

สารอาหารบางอย่าง ดีต่อร่างกาย แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มากไป โดยเกินความจำเป็นที่ร่างกายจะได้รับ ก็ส่งผลอันตรายแก่ชีวิตได้ ต้องพิถีพิถัน ระมัดระวังอาหารการกินเข้าไว้ เพื่อสุขภาพที่ดี แข็งแรงเสมอไปค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.emaginfo.com
ที่มา : มติชน 22 มิถุนายน  2557

ไขมันพอกตับ…โรคที่มากับความอ้วน

dailynew140504_03ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาสนใจการตรวจสุขภาพด้วยวิธีต่าง ๆ มากขึ้น บางคนก็ตรวจพบมีการทำงานของตับผิดปกติโดยที่ไม่รู้ตัว แต่เมื่อมาปรึกษาแพทย์ก็พบว่าเป็นไขมันพอกตับหรือโรคตับคั่งไขมัน

โรคตับคั่งไขมัน (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก มักพบในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) โดยเป็นกลุ่มโรคที่ประกอบด้วยความผิดปกติที่มักพบร่วมกันได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ระดับนํ้าตาลในเลือดสูงและระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากความอ้วน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยเชื่อว่าโรคตับคั่งไขมันเป็นอาการแสดงทางตับของภาวะอ้วนลงพุงด้วย ผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันมักพบร่วมกับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรัง ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มาตรวจเรื่องตับอักเสบเรื้อรัง

โรคตับคั่งไขมันอาจดูเหมือนเป็นโรคที่ไม่รุนแรงเนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ชัดเจน แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งได้โดยจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันร้อยละ 2 มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งภายใน 15-20 ปีแต่ถ้ามีตับอักเสบด้วยโรคก็จะดำเนินเร็วขึ้น และเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับเช่นเดียวกับโรคตับจากการดื่มสุราปัจจัยเสี่ยง

อ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 102 ซม. หรือ 40 นิ้วในผู้ชาย หรือ มากกว่าหรือเท่ากับ 88 ซม.หรือ 35 นิ้วในผู้หญิง), มีไขมันในเลือดสูง โดยตรวจพบมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด > 150 มก./ดล.หรือระดับ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล < 40 มก./ดล.ในผู้ชาย หรือ < 50 มก./ดล.ในผู้หญิง, เป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิต > 130/85 มม.ปรอท หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ และใช้ยาบางชนิด เช่น amioderone, tamoxifen, ยาสเตียรอยด์การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาได้ผลดีจริง การรักษาที่ดีที่สุด คือ การควบคุมนํ้าหนักให้เข้าสู่เกณฑ์ปกติ ถ้านํ้าหนักเกินควรลดนํ้าหนัก ให้ลดลงประมาณ 10% ของนํ้าหนักตัวปัจจุบันในอัตรา 0.5–1 กก. ใน 1-2 สัปดาห์ (ไม่ควรลดนํ้าหนักตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้โรคเป็นมากขึ้น)

หลักการรักษาโรคอ้วนหรือนํ้าหนักเกินทำได้โดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังโดยให้ลดพลังงานจากอาหารที่รับประทานและเพิ่มการออกกำลังกาย การลดอาหารที่ได้ผลมากที่สุดในระยะยาวคือการลดพลังงานจากอาหารที่ควรได้รับประมาณวันละ 500-1,000 แคลอรี่โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน เป้าหมายที่เหมาะสมในการลดนํ้าหนักคือการลดนํ้าหนักให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 5-10 ในช่วง 6-12 เดือน การลดนํ้าหนักในระยะยาว  ที่จะได้ผลดีนั้นจำเป็น   ที่จะต้องมีการออกกำลังกายร่วมด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้นํ้าหนักลดลงอย่างน้อยร้อยละ 5-10 ของนํ้าหนักตัวเริ่มต้น พบว่าทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แก่ระดับนํ้าตาลในเลือด ความดันโลหิต ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง

การออกกำลังกายควรจะทำทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาทีด้วยความแรงของการออกกำลังกายที่เหมาะสม การออกกำลังกายในระยะเวลาสั้น ๆ ครั้งละ 10-15 นาที เช่น การเดินเร็ว ๆ การทำงานบ้าน แต่ทำบ่อย ๆ วันละหลายครั้งก็พบว่ามีประโยชน์เช่นกัน

นอกจากนี้ยังต้องรักษาระดับนํ้าตาล และไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง รวมทั้งอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรอง.

ผศ.พญ.อภิญญา ลีรพันธ์
หน่วยระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่มา : เดลินิวส์  4 พฤษภาคม 2557

เส้นเลือดหัวใจตีบ

dailynew140503_03ก่อนอื่นต้องแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของคุณพีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถึงแก่อนิจกรรมไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ภายหลังจากเข้ารับการรักษาเส้นเลือดหัวใจตีบ และมีภาวะแทรกซ้อนเส้นเลือดในสมองตีบ ส่งผลให้หลายคนหันมาสนใจภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบมากขึ้น

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ปัจจุบันอุบัติการณ์เส้นเลือดหัวใจตีบพบมากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นที่น่าวิตก โดยพบบ่อยในผู้ชายซึ่งมีอาการเฉียบพลันทันที ครึ่งหนึ่งของคนที่ไม่เคยมีอาการมาก่อนอาจจะแสดงอาการและต้องไปห้องฉุกเฉิน

เส้นเลือดหัวใจตีบในผู้ชายพบได้ตั้งแต่อายุ 40-45 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงจะพบในคนอายุ 55 ปี หรือวัยหมดประจำเดือนแล้ว ถ้าอายุต่ำกว่า 55 ปี ส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นมากกว่า แต่ถ้าหลังอายุ 55 ปีไปแล้วอุบัติการระหว่างผู้ชายและผู้หญิงจะเท่ากัน

ที่น่าวิตกตกคือส่วนหนึ่งเป็นเฉียบพลันทันที ซึ่งปัญหาตรงนี้เกิดจากการสะสมของไขมัน ส่วนหนึ่งเพราะอายุมากขึ้น ก็มีโอกาสไขมันสะสมมากขึ้น บางครั้งมีการอักเสบ มีการปริของก้อนไขมัน ลิ่มเลือดไปอุด ทำให้ทางเดินทางเลือดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายและเสียชีวิต

อาการแรก ๆ คือ จุกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หายใจลำบาก อึดอัด นอนราบไม่ได้ หัวใจเต้นผิดจังหวะ

ปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบเกิดขึ้นได้ทั้งในคนที่ตรวจสุขภาพเป็นประจำและไม่ได้ตรวจสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง คือ ผู้ชาย อายุมาก มีภาวะเครียด สูบบุหรี่ มีภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคนี้ชนิดเฉียบพลันทันทีได้ ดังนั้นถ้ามีอาการส่วนใหญ่อาการจะหนักแล้ว

ถามว่าไม่เคยมีอาการอะไรเลยเป็นโรคนี้ได้ไหม ตอบว่าได้ เพราะจู่ ๆก้อนไขมันอาจปริแตก ตรงนี้เป็นสิ่งที่แพทย์ยังไม่รู้ว่าก้อนไขมันที่อยู่ในผนังหลอดเลือดปริแตกและทำให้ลิ่มเลือดไปอุดตันได้อย่างไร แต่คิดว่าความเครียดน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่ง

ส่วนโอกาสที่จะเกิดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบ ร่วมกับเส้นเลือดในสมองตีบนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่พบไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นไปได้ คือ เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แล้วลิ่มเลือดหัวใจหลุดไปอุดที่สมอง และอุดที่หลอดเลือดหัวใจด้วย ทำให้เกิดภาวะหัวใจพลิ้ว โดยเฉพาะหัวใจห้องบนพลิ้ว กล้ามเนื้อหัวใจตายมาสักพักแล้ว หัวใจบีบตัวไม่ได้ มีลิ่มเลือดในหัวใจ ลิ่มเลือดก็หลุดไปที่สมอง ใน 100 คนที่เป็นโรคหัวใจ จะมีประมาณ 5 คนที่มีปัญหาเส้นเลือดสมองตามมา ซึ่งไม่บ่อยนักที่จะพบร่วมกัน แต่ก็เป็นไปได้

ท้ายนี้แนะนำว่า ถ้ามีอาการผิดปกติ หายใจอึดอัด แน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และต้องเฝ้าระวังอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเอง สำหรับคนที่ควรไปตรวจร่างกายเป็นประจำ คือ คนที่สูบบุหรี่ เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  3 พฤษภาคม 2557

‘ไขมันในเลือดสูง’ รักษาก่อนสาย

dailynews140420_001_1ภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือไขมันในเลือดสูงที่ใครต่อใครก็เป็นอาจดูเหมือนจะเป็นโรคปกติธรรมดาสำหรับคนยุคนี้เพราะภาวะผิดปกติที่ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับร่างกายให้คนไข้ได้รู้สึกในทันที ไม่แสดงอาการผิดปกติในชีวิตประจำวัน ขณะที่วัฒนธรรมการบริโภคซึ่งเน้นหนักไปทางของมันของทอด เพราะเป็นอาหารที่หาซื้อหารับประทานได้ง่ายนั้นคือต้นเหตุสำคัญที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของเมืองไทยซึ่งเกิดจาก ’ตะกรันไขมันอุดตันหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน

ตะกรันไขมันในหลอดเลือดที่ว่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาตและไตวาย

dailynews140420_001_6

นพ.ธเนศ อมรพิทักษ์กูล แพทย์แผนปัจจุบันและผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร Herb Plus คลินิก กล่าวว่า ทุกวันนี้มีคนป่วยเป็นโรคไขมันในเลือดสูงจำนวนมากโดยไม่รู้ตัวเพราะโรคนี้จะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ นอกจากแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ซึ่งจะมีอาการแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่กว่าจะรู้ตัวก็มักจะเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน

dailynews140420_001_3

“เมื่อหลอด เลือดหัวใจตีบหรืออุดตันเฉียบพลันทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอเกิดเป็นภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ โดยสิ่งอุดตันในหลอดเลือดก็คือ “ตะกรันไขมัน” ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอกตามมา หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดซึ่งทำให้เสียชีวิตเฉียบพลัน”

dailynews140420_001_2

ไขมันในเลือดนั้นมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ไขมันที่ละลายอยู่ในน้ำเลือดซึ่งเป็นไขมันที่สามารถตรวจวัดจากการเจาะเลือดตามปกติและไขมันส่วนที่เกาะเป็นตะกรันไขมันอยู่ที่ผนังหลอดเลือด ส่วนต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถดูได้จากผลเลือด และจากการตรวจคนไข้หลายรายพบว่าคนไข้มีภาวะหลอดเลือดตีบตันทั้ง ๆ ที่ปริมาณไขมันในน้ำเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติเนื่องจากไขมันไปเกาะเป็นตะกรันไขมันอุดตันอยู่ตามหลอดเลือดเต็มไปหมดซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนอยู่ดี ๆ แน่นหน้าอกทันทีและเกิดหัวใจวายเฉียบพลันทั้งที่เป็นคนชอบออกกำลังกายและระดับไขมันดูปกติดีมาตลอด

dailynews140420_001_4

ตะกรันไขมันในหลอดเลือดนั้นเกิดจากการก่อตัวขึ้นของตะกอนไขมันในหลอดเลือดทั่วร่างกาย หากปล่อยไว้ตะกรันไขมันนี้จะก่อตัวหนาขึ้นเป็นชั้น ๆ และแข็งตัวขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนก้อนหินและอุดตันหลอดเลือดหัวใจเพิ่มมากขึ้น แต่เราจะไม่รู้สึกอะไรจนกว่าหลอดเลือดจะตีบมากถึง 80-90% ซึ่งพอถึงจุดนั้นวันดีคืนดีจะแสดงอาการแน่นหน้าอกมากแบบกะทันหันโดยมักไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน ซึ่งหากมีอาการอย่างนี้ 10 คน จะเสียชีวิตทันที 5 คน ที่เหลือจะเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คนภายใน 1 เดือน แม้ว่าจะพบแพทย์ได้ทันเวลา ดังนั้นหากมีอาการแน่นหน้าอกจะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงถึง 60% เลยทีเดียว

dailynews140420_001_5

ปัจจุบันมีการรักษาไขมันในเลือดสูงมากมายทั้งยาลดไขมัน ยาละลายลิ่มเลือด แต่กลับพบว่าคนที่กินยาแผนปัจจุบันเหล่านี้ก็ยังคงมีหลอดเลือดแข็งจากไขมันอุดตันดังเดิม ตรงข้ามกับคนที่กินสมุนไพรรักษาอย่างต่อเนื่องหลอดเลือดกลับเปลี่ยนมายืดหยุ่นตามปกติ ดังนั้นการเลือกใช้สมุนไพรที่มีคุณภาพมาป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตันจึงเป็นทางออกที่ดีกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว

นอกจากการกินสมุนไพรที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องแล้วยังต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดไม่ดีสูง เช่น กะทิ นม เนย ของทอดของมัน จึงจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้ดีที่สุด.

นพ.ธเนศ อมรพิทักษ์กูล

ที่มา : เดลินิวส์ 20 เมษายน 2557

อาหารว่างอาจเป็นที่มาของความอ้วน โดย ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล

manager140308_002ทำไมอาหารว่างจึงทำให้อ้วน

ในปัจจุบันนี้เรากินอาหารกันวันละหลายมื้อทั้งมื้อหลักและมื้อว่าง โดยที่มื้ออาหารว่างนั้นอาจมีทั้งช่วงสาย ช่วงบ่าย และช่วงดึก อาหารว่างส่วนใหญ่ที่คนนิยมกินกันล้วนแล้วแต่ให้พลังงานสูงในบางครั้งอาจให้พลังงานสูงกว่าอาหารมื้อหลัก เช่น อาหารว่างในกลุ่มของหวาน ซึ่งได้แก่ คุกกี้ เค้ก พาย ไอศกรีม ลูกอม ช็อกโกแลตชนิดแท่ง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา มีส่วนประกอบของไขมันและน้ำตาลในปริมาณสูง พลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 400-500 แคลอรี่ 100 กรัม ซึ่งเทียบเท่ากับ 1 ใน 4 ของพลังงานที่ต้องการทั้งวันสำหรับผู้ชาย หรือ 1 ใน 3 ของพลังงานที่ต้องการทั้งวันสำหรับผู้หญิง

อาหารว่างในกลุ่มทอด เช่น มันฝรั่งแผ่นทอด เต้าหู้ทอด เผือกทอด ขนมปังหน้าหมู เปาะเปี๊ยะทอด ขนมเบื้อง ให้พลังงานประมาณ 400-600 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของนึ่ง เช่น สาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ ช่อม่วง ปั้นสิบ ให้พลังงานประมาณ 300-450 แคลอรี่ 100 กรัม

อาหารว่างที่เป็นของต้ม เช่น เกี๊ยวกุ้ง กระเพาะปลา ให้พลังงานประมาณ 200-500 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของปิ้ง เช่น หมูสะเต๊ะ ข้าวเหนียวปิ้ง ไส้กรอก ให้พลังงานประมาณ 350-550 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของคลุก เช่น ปลาแนม ข้าวเม่าหมี่ หมี่กรอบ หมี่กะทิ และอื่นๆ เช่น ข้าวตังหน้าตั้ง เมี่ยงลาว เมี่ยงคำ ให้พลังงานประมาณ 250-500 แคลอรี่ 100 กรัม

นอกจากนี้ ยังมีขนมไทยอีกหลากหลายประเภท ทั้งขนมประเภทนึ่ง เช่น ขนมสาลี่ ขนมน้ำดอกไม้ ขนมประเภทต้ม เช่น ขนมต้มขาว มันต้มน้ำตาล ขนมประเภทกวน เช่น ตะโก้ ซ่าหริ่ม ขนมประเภทเชื่อม เช่น กล้วยเชื่อม ขนมประเภทน้ำกะทิ เช่น ลอดช่องน้ำกะทิ ขนมประเภทน้ำเชื่อม ผลไม้ลอยแก้ว วุ้นน้ำเชื่อม   ขนมประเภทบวด เช่น กล้วยบวชชี แกงบวดเผือก ในบางครั้งในมื้อว่างยังมีเครื่องดื่มที่มีไขมันและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบที่มักจะนิยมดื่มร่วมกับอาหารว่าง เช่น ชา กาแฟ น้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มสมุนไพร เช่น น้ำมะตูม น้ำตะไคร้ น้ำใบเตย

ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารว่างที่เกินสะสมไปเรื่อยๆ นานวันเข้าพลังงานที่เกินกว่าที่ร่างกายต้องการก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมอยู่ในร่างกายทั้งที่บริเวณใต้ผิวหนังและในอวัยวะภายในของร่างกาย ส่งผลให้เกิดความอ้วนและเกิดโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพตามมาได้ เช่น โรคอ้วนลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นก่อนที่จะเลือกกินอาหารว่างควรดูถึงคุณค่าทางอาหาร พลังงานและปริมาณที่เหมาะสม

หลักการเลือกอาหารว่าง

เลือกกินอาหารที่เป็นแหล่งของใยอาหาร ได้แก่ ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวโพดต้ม ลูกเดือย มันต้ม แครกเกอร์แบบโฮลวีต ขนมปังโฮลวีต

เลือกกินอาหารว่างที่มีการเติมน้ำตาล ไขมัน และเกลือในปริมาณน้อย (หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด และมันจัด) หากเป็นขนมเค้กก็กินแต่เนื้อเค้กไม่กินครีมทั้งหมด ขนมหวาน เช่น กล้วยบวดชี แกงบวดต่างๆ ก็กินแต่เนื้อไม่กินน้ำทั้งหมด ผลไม้ก็งดการจิ้มพริกเกลือหรือน้ำตาล

เน้นการกินผักและผลไม้สด แทนการกินผักและผลไม้แปรรูป เช่นผลไม้แห้ง ผลไม้กระป๋อง ผัก/ผลไม้ดอง ผัก/ผลไม้แช่อิ่ม ผักและผลไม้เป็นที่มาของวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร เป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานต่ำ แถมช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นาน

เลือกดื่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำหรือปราศจากไขมันและหวานน้อย เช่น นมเปรี้ยวไขมันต่ำ โยเกิร์ตไขมันต่ำ ไอศครีมไขมันต่ำ

เลือกอาหารที่มีเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ไม่ติดหนัง เนื้อหมูมันน้อย และถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว เลือกวิธีการทำให้สุกโดยการนึ่ง ย่าง ต้ม ตุ๋นแทนการทอด

ควบคุมปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลูกอม เค้ก คุกกี้ พาย โดนัท ของหวาน ไอศกรีม น้ำผลไม้ สามารถกินได้แต่ในปริมาณเล็กน้อย

นอกจากที่จะเลือกอาหารว่างที่ดีแล้ว อาหารมื้อหลักก็ควรคำนึงถึงปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการเช่นกัน อย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้กินอาหารที่อยากกินได้มากขึ้น หรือหากเป็นคนชอบกินอาหารว่างก็ควรที่จะไปลดปริมาณอาหารมื้อหลักลง ก็จะช่วยให้สุขภาพดีและไม่อ้วน

ที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มีนาคม 2557

นวดนาคราชคืนชีพ

dailynews140309_002มีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ พยายามสรรหาหาสารพัดวิธีเพื่อให้ “น้องชาย” กลับมาผงาดปั๋งเหมือนเดิม โดยเฉพาะการใช้ยาแผนปัจจุบัน แต่จะมีใครรู้บ้างว่าการนวดซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทย ที่เรียกว่า “นวดนาคราชคืนชีพ” ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหา “นกเขาไม่ขัน”

นพ.กวิรัช ตันติวงษ์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงสถานการณ์โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายไทย ว่า ผู้ชายไทยอายุ 40-70 ปี เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศประมาณ 42% โดยผู้ชายอายุระหว่าง 40-50 ปี เป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงมาก คือ นกเขาไม่ขันเลยมีอยู่ประมาณ 3% ในขณะที่กลุ่มอายุ 60-70 ปี นกเขาไม่ขันเลยพบประมาณ 30%

ปัญหาของคนที่เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คือ “การแข็งตัว” หรือ “การคงการแข็งตัว” ให้ได้เหมือนสมัยหนุ่ม ๆ ลดลง

กรณีรุนแรงมาก คือ อ่อนไปเลยไม่แข็งตัวเลย

รุนแรงปานกลาง คือ แข็งตัวได้ สอดใส่ได้แต่ไม่นาน

รุนแรงน้อย คือ แข็งตัวไม่เต็มที่เหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังสอดใส่จนเสร็จกิจได้

สาเหตุหลัก คือ อายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศเสื่อมลง และมีโรคปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ส่วนความเครียดเป็นปัจจัยเสริมอย่างหนึ่งพบได้ประมาณ 10%

ในอดีตคนไข้ที่มีปัญหานกเขาไม่ขันมาพบแพทย์ประมาณ 3% เท่านั้น แต่ปัจจุบันคนไข้มาพบแพทย์เพิ่มขึ้นประมาณ 10% แต่ถือว่ายังไม่มาก ดังนั้นหากมีปัญหาควรมาพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา

นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง “นวดนาคราชคืนชีพ” ว่า เป็นศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณมาช้านานแล้ว ซึ่งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น ในอดีตคนโบราณก็พยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง การนวดเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาไม่สู้ให้กลับคืนมา หลักการ คือ จะมีการกดเส้นเลือดดำที่ไหลกลับบริเวณหน้าท้อง จะทำให้เลือดคั่งอยู่และส่วนที่เป็นอวัยวะที่รองรับเลือดอยู่ขยายตัว

การนวดนาคราชคืนชีพเป็นทางเลือกหนึ่ง คงไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่เป็นทางเลือกที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาและลดอันตรายจากการใช้ยาได้ ที่สำคัญ คือ การนวดนาคราชคืนชีพควรทำโดยแพทย์แผนไทยที่อยู่ในสถานพยาบาลเท่านั้น เพราะการนวดในปัจจุบันมี 3 ระดับ คือ 1.สถานพยาบาล จะมีอยู่ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ มีหมอแผนไทย และผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมมากกว่า 330 ชม. 2.สถานประกอบการ มีหมอนวดที่จบนวดผ่อนคลายอย่างน้อย 150 ชม. ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าทำได้ และอยู่ภายใต้กฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข และ 3.สถานบริการ มีตั้งแต่อาบอบนวด คาราโอเกะ ต้องเสียเงินเยอะ กรณีนี้ไม่มีใบอนุญาต ไม่ถูกกฎหมาย ดังนั้นควรไปใช้บริการกับสถานพยาบาลหรือสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองเท่านั้น

ด้าน น.ส.พันธุมา จันทะวงษา เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน รพ.พังโคน จ.สกลนคร กล่าวว่า เริ่มนวดนาคราชคืนชีพตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ชายมาใช้บริการประมาณ 80 คน อายุระหว่าง  35-60 ปี ที่ได้ผลจริง ๆ มีประมาณ 52 คน ก่อนนวดต้องประเมินก่อนว่า คนไข้มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานหรือไม่ สูบบุหรี่มานานหรือยัง เคยมีอุบัติเหตุหรือไม่ และต้องดูสภาพครอบครัว ความเครียด ดูองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างหากเป็นคนอ้วน หรือมีไขมันหน้าท้องมากการนวดอาจจะไม่ได้ผล เพราะบริเวณหน้าท้องถือว่ามีความสำคัญเหมือนเป็นการเปิดเส้นให้เลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศ ถ้าอ้วนมาก ไขมันหนา การนวดจะไม่ได้ผล โดยการนวดคนไข้แต่ละคนจะนวดทั้งหมด 12 ครั้ง นวดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชม. โดยจุดที่สำคัญ คือ บริเวณหน้าท้อง.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  9 มีนาคม 2557

ตัดเส้นประสาทกำราบความดัน

bangkokbiznews131107_001ความดันโลหิตสูงเป็น 1 ในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยแต่ละปีมีประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะนี้มากถึงเกือบ 8 ล้านคน ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่ามีอันตรายเกิดขึ้นกับในร่างกายของตัวเอง เพราะโรคนี้แทบจะไม่ปรากฏสัญญาณเตือนใดๆ จนนานวันเข้ากลายเป็นสาเหตุเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตตามมาอย่างที่หลายคนนึกไม่ถึง เป็นสาเหตุอธิบายว่าทำไม “ความดันโลหิตสูง” จึงถูกขนานนามว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ”

สถิติจากมิเตอร์ประเทศไทย ของมหาวิทยาลัยมหิดล รายงานวันที่ 3 ต.ค 56 เวลา 15.26 น. พบว่า ตั้งแต่ต้นปีคนไทยเสียชีวิตแล้วด้วยโรคหัวใจรวม 25,959 คน โรคหัวใจขาดเลือด 26,197 คน โรคหลอดเลือดในสมองแตก 20,005 คน เบาหวาน 20,005 คน ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวเนื่องมาจากความดันโลหิตที่สูงขึ้นทั้งสิ้น

พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้นิยามของโรคความดันโลหิตสูงว่า มีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด และถือเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง หากทิ้งไว้นานโดยไม่ได้ใส่ใจเข้ารับการดูแลรักษา ก็อาจนำไปสู่โรคหรือภาวะแทรกซ้อนน่ากลัวกับอวัยวะสำคัญตามมา อาทิ โรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หัวใจโต หัวใจเต้นผิดจังหวะ จอประสาทตาเสื่อมทำให้การมองเห็นลดลงหรือถึงขั้นตาบอด ไตวายเรื้อรัง โรคเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น ไต แขนขา ตีบหรืออุดตัน เป็นต้น

สาเหตุของความดันโลหิตสูง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มที่ 1 เป็นผลจากภาวะโรคใดโรคหนึ่งหรือเรียกว่าความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ เช่น ภาวะธัยรอยด์เป็นพิษ ไตวายเรื้อรัง เนื้องอกของต่อมหมวกไต เป็นต้น แนวทางการรักษาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ รักษาที่ภาวะโรคที่เป็นต้นเหตุ

กลุ่มที่ 2 เรียกว่าความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ มักเป็นผลจากพันธุกรรม ความอ้วน อายุที่เพิ่มขึ้น นิสัยการกินเค็ม การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ความเครียด ร่วมกับผลจากความไม่สมดุลระหว่างระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวหรือขยายของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ซึ่งเป็นวงจรที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรงระหว่างการสั่งการจากสมอง ประสาท ไขสันหลัง และหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไต

คุณหมอย้ำว่า ความดันโลหิตสูงปฐมภูมินั้นไม่มีทางรักษาหายขาด ต่างจากแบบทุติยภูมิที่เมื่อรักษาโรคต้นตอแล้ว ภาวะความดันโลหิตสูงก็จะบรรเทาไปเอง การหมั่นตรวจสุขภาพ ดูแลรักษาร่างกาย พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแรกซ้อน

โดยทั่วไปการรักษาจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย หากไม่ร้ายแรงอาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เช่น ลดกินเค็ม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย เลิกสูบบุหรี่ ไปจนถึงการกินยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต

แต่สำหรับบางรายที่แม้จะพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเต็มที่แล้ว และรับประทานยาที่มากทั้งชนิดและปริมาณแล้วก็ยังไม่ช่วยอะไร ความดันโลหิตยังมีค่าเกินกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท ถ้ามีอายุน้อยกว่า 80 ปี มักแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการจี้ไฟฟ้าที่ระบบประสาทอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า Renal Denervation Therapy

วิธีนี้เป็นการใช้ความร้อนจากคลื่นความถี่วิทยุ จี้ทำลายร่างแหเส้นประสาทอัตโนมัติที่อยู่ในผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตทั้งสองข้าง โดยใช้อุปกรณ์พิเศษสอดผ่านหลอดเลือดจากขาหนีบย้อนขึ้นไปถึงหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตซึ่งเป็นแขนงของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง มีข้อดีคือใช้เวลารักษาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง หลังจากนั้นพักฟื้นและดูอาการอีกประมาณ 6 ชั่วโมง และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วัน

อย่างไรก็ตาม คุณหมอปิยนาฏแนะนำว่า “ท้ายที่สุดแล้ววิธีการรักษาเหล่านี้เป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น สุขภาพแข็งแรงควรเริ่มต้นที่การ “ป้องกัน” รู้จักดูแลตัวเองด้วยการนำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายแจ่มใส เพียงเท่านี้นอกจากจะช่วยให้ห่างไกลโรคภัยแล้ว ยังไม่ต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นอีกด้วย”

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 7 พฤศจิกายน 2556

ตัดเส้นประสาท แก้ความดันโลหิต

thairath130910_002นักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบริสตัล แห่งอังกฤษ ค้นพบหนทางใหม่กับการรับมือกับโรคความดันโลหิตสูง ที่ถูกขนานนามให้ว่า เป็นโรคเพชฌฆาตเงียบที่สุดของโลกอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุที่ผู้ป่วยจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าเป็นหรือมองเห็นด้วยตาตนเอง

พวกเขาพบโดยบังเอิญในการศึกษากับหนูที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงว่า หากตัดเส้นประสาทที่เชื่อมสมองกับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองที่เป็นปมเล็กๆ โตขนาดเมล็ดข้าวสารติดอยู่ที่แต่ละข้างของเส้นเลือดออกเสียความดันโลหิตของหนูจะตกและลดต่ำลง การค้นพบนี้ได้รายงานไว้ในวารสาร “ธรรมชาติการสื่อสาร” ของสหรัฐฯ พร้อมกับแย้มว่า ทีมนักวิจัยยังได้ทดลองกับมนุษย์ ซึ่งคาดว่าจะทราบผลปลายปีนี้ด้วย

โรคที่ถูกขนานนามว่า โรคเพชฌฆาตเงียบนี้ พลโลกทุกๆ 1 ใน 3 คนพากันเป็นกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมันอาจพาให้ป่วยเป็นอัมพาต หัวใจวายและไตพิการได้

ผู้ที่ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคนี้ หลายรายอาจจะต้องอาศัยยาลดความดันโลหิตช่วยไปเกือบจะตลอดชีวิต แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็เปิดเผยว่า มีผู้ป่วยอีกมาก ประมาณ 1 ใน 50 ราย ที่การกินยาก็ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้.

ที่มา :  ไทยรัฐ 4 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

telegraph130903_001

Blood pressure lowered by nerve surgery

Disabling nerves in the neck could lower blood pressure and provide an alternative to drug treatment for patients with hypertension, a study suggests.

By Nick Collins, Science Correspondent

6:58PM BST 03 Sep 2013

Cutting nerves connected to the carotid body, which is located in the neck and measures blood oxygen levels, can quickly lower blood pressure with lasting results, researchers claimed.

Patients whose high blood pressure is not controlled by drugs are currently offered “renal denervation”, an operation where nerves which connect the kidney to the brain are disabled, but experts differ over how effective the treatment is.

The new procedure, known as carotid body denervation, could provide an alternative treatment and be effective even in patients who have already had renal denervation, researchers claimed.

Doctors disable specific nerves connected to the carotid body, which continuously measures the amount of oxygen in the blood and can raise or lower blood pressure by triggering a response from the nervous system.

A study conducted on rats with high blood pressure by researchers from the University of Bristol found that the procedure reduced nervous system activity, “providing an effective antihypertensive treatment”.

Writing in the Nature Communications journal, they said their findings “could translate” to some human patients with high blood pressure.

Dr Tim Chico, an honorary Consultant Cardiologist at Sheffield Teaching Hospitals, who was not involved in the study, said: “This is an exciting and innovative approach to a major health problem.

“Current treatments for high blood pressure have serious drawbacks. No one likes taking multiple tablets and medics are often guilty of not explaining properly why treatment is needed and what benefits might be expected.”

Prof Tony Heagerty of Manchester University’s Institute of Cardiovascular Sciences, added: “If this were to be translated into humans it again would offer another possibility for interfering with nervous system traffic and lowering pressure.

“In addition, it adds to the accumulating body of evidence which suggests that many cases of hypertension are produced by this overactivity of the sympathetic nervous system which may in fact be genetically determined.”

SOURCE : www.telegraph.co.uk

บทบาทของอาหารเค็มต่อการเกิดโรคไต – หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ

dailynews130427_001โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของคนไทย จากการศึกษาความชุกของโรค พบว่ามีประชากรไทยที่เป็นความดันโลหิตสูงได้ถึง 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ หรือกว่า 10 ล้านคน และพบว่า มีประชากรไทยเป็นโรคไตเรื้อรังประมาณ 7 ล้านคน โดยส่วนมากเป็นโรคไตระยะเริ่มต้น ซึ่งถ้าความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น หัวใจวาย อัมพาต และความเสื่อมจากการทำงานของไต นำไปสู่ภาวะไตวาย หลักสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเหล่านี้คือ ควบคุมความดันโลหิต รักษาเบาหวาน รวมทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด

อุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้การควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ตามเป้าหมายคือ การบริโภคเกลือปริมาณมาก มีการเติมเกลือหรือน้ำปลาในการปรุงรสชาติอาหารให้มีรสเค็ม โดยเฉพาะคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคเกลือสูงถึง 2 เท่าของปริมาณที่ร่างกายต้องการ และผลเสียที่ติดตามมากับอาหารเค็มก็คือ “โซเดียม”สูง ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ส่งผลเสียทั้งทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังส่งผลเสียต่อไตโดยตรง

จากการศึกษาพบว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงเป็นประจำ มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและเสียชีวิตสูงกว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้น เราจึงควรมาทำความรู้จักสิ่งที่เรียกว่าโซเดียม เพื่อให้ทราบถึงบทบาทต่อร่างกาย และวิธีการลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้อย่างถูกต้อง

โซเดียมเป็นหนึ่งในเกลือแร่ที่สำคัญในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ การกระจายตัวของน้ำในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ควบคุมสมดุลของกรดด่าง ควบคุมการเต้นของหัวใจและชีพจร มีผลต่อความดันโลหิตและการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ร่างกายของเราได้รับโซเดียมจากอาหารซึ่งมักอยู่ในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์ ทำให้มีรสชาติเค็ม มักใช้เพื่อปรุงรสหรือถนอมอาหาร เช่น น้ำปลา กะปิ นอกจากนี้โซเดียมยังแอบแฝงในอาหารรูปอื่นแต่ไม่มีรสชาติเค็ม เช่น ผงชูรส ผงฟู เป็นต้น

การรับประทานโซเดียมในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป ล้วนส่งผลเสียต่อร่างกาย จากการสำรวจของกรมอนามัยร่วมกับสถาบันโภชนศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่รับประทานโซเดียมมากถึง 2 เท่าของปริมาณที่แนะนำ ซึ่งผลเสียของการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง มีดังนี้

1) เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่าง ๆ

แม้ว่าโซเดียมมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากมีโซเดียมมากเกินไปทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในร่างกาย ในผู้ที่สุขภาพแข็งแรงไตยังสามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินได้ทัน แต่ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมักจะไม่สามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินในร่างกายได้ ทำให้เกิดภาวะคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่าง ๆ เช่น แขน ขา หัวใจ และปอด ผลคือทำให้แขนขาบวม เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้ ในผู้ป่วยโรคหัวใจน้ำที่คั่งในร่างกายจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายมากขึ้น

2) ทำให้ความดันโลหิตสูง

การรับประทานโซเดียมมากเกินไป ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คนอ้วน และผู้ป่วยโรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูงทำให้เกิดผลเสียต่อหลอดเลือดในอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ และสมอง เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตามมา นอกจากนี้ยังพบว่าในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว หากรับประทานโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่กับยาลดความดันโลหิต สามารถลดความดันโลหิตได้ดีกว่าผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิต แต่ได้รับโซเดียมเกินกำหนด

3) เกิดผลเสียต่อไต

จากการที่มีการคั่งของน้ำและความดันโลหิตสูง ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อเพิ่มการกรองโซเดียมและน้ำส่วนเกินของร่างกาย ผลที่ตามมาคือเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่างเหล่านี้ ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น

โซเดียมอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง

อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง ส่วนใหญ่มักมีรสชาติเค็ม ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่มีรสชาติเค็ม นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มีโซเดียมสูงแต่ไม่เค็ม ซึ่งเรียกว่ามีโซเดียมแฝง ทำให้เรารับโซเดียมโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงควรทำความรู้จักอาหารประเภทนี้ไว้ด้วย จากการสำรวจพบว่าปริมาณโซเดียมที่ได้รับส่วนใหญ่มาจากขั้นตอนการปรุงอาหารมากกว่าการเติมน้ำปลาหรือเกลือเมื่ออาหารถูกปรุงเสร็จแล้ว เราสามารถแบ่งอาหารที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบได้ดังนี้

1) อาหารแปรรูปหรือการถนอมอาหาร ได้แก่ อาหารกระป๋องทุกชนิด อาหารหมักดอง อาหารเค็ม อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง และผลไม้ดอง เป็นต้น

2) เครื่องปรุงรสชนิดต่าง ๆ ได้แก่ เกลือ (ทั้งเกลือเม็ดและเกลือป่น) น้ำปลา มีปริมาณโซเดียมสูง คนที่ต้องจำกัดโซเดียมไม่ควรทานซอสปรุงรสต่าง ๆ เช่น ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้ำบูดู กะปิ ปลาร้า ปลาเจ่า เต้าหู้ยี้ ซอสหอยนางรม ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำจิ้มต่าง ๆ ที่มีรสเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ซอสเหล่านี้แม้จะมีปริมาณโซเดียมไม่มากเท่ากับน้ำปลา แต่คนที่ต้องจำกัดโซเดียมก็ต้องระวังไม่ให้กินมากเกินไปด้วย

3) ผงชูรส แม้เป็นสารปรุงรสที่ไม่มีรสเค็ม แต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยประมาณร้อยละ15 ของส่วนประกอบ

4) อาหารกระป๋องต่าง ๆ เช่น ผลไม้กระป๋อง ปลากระป๋อง และอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ขนมกรุบกรอบ เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีการเติมเกลือหรือสารกันบูด ซึ่งมีโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก

5) อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่าง ๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง

6) ขนมต่าง ๆ ที่มีการเติมผงฟู (Baking Powder หรือ Baking Soda) เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง ซึ่งผงฟูที่ใช้ในการทำขนมเหล่านี้มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบคาร์บอเนต) รวมถึงแป้งสำเร็จรูป ที่ใช้ทำขนมเองก็มีโซเดียมอยู่ด้วย เพราะได้ผสมผงฟูไว้แล้ว

7) น้ำและเครื่องดื่ม น้ำฝนเป็นน้ำที่ปราศจากโซเดียม แต่น้ำบาดาลและน้ำประปามีโซเดียมปนอยู่บ้างในจำนวนไม่มากนัก ส่วนเครื่องดื่มเกลือแร่ยี่ห้อต่าง ๆ มีการเติมสารประกอบของโซเดียมลงไปด้วย เพราะมีจุดประสงค์ให้เป็นเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬาหรือผู้ที่สูญเสียเหงื่อมากไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ส่วนน้ำผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักมีการเติมสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) ลงไปด้วย ทำให้น้ำผลไม้เหล่านี้มีโซเดียมสูง ดังนั้นหากต้องการดื่มน้ำผลไม้ ควรดื่มน้ำผลไม้สดจะดีกว่า

ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมในการบริโภคไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ดังนี้ ในปริมาณ 1 ช้อนชา จะมีโซเดียมแตกต่างกัน อาทิ ผงปรุงรส มีโซเดียม 950 มิลลิกรัม ตอ 1 ช้อนชา ผงชูรส มีโซเดียม 600 มิลลิกรัม ตอ 1 ช้อนชา น้ำปลา ซีอิ๊ว และซอสปรุงรส มีโซเดียม 400 มิลลิกรัมตอ 1 ช้อนชา เป็นต้น

หากรับประทานอาหารจานเดียวเหล่านี้ 3 มื้อต่อวัน จะได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกายถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้หากเราเติมน้ำปลาเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณโซเดียมอีกถึงช้อนชาละ 500 มิลลิกรัม ส่งผลให้ร่างกายได้รับโซเดียมปริมาณสูงขึ้นไปอีก

ดังนั้นหลักการที่สำคัญในการลดปริมาณโซเดียมที่รับประทานได้แก่ หลีกเลี่ยงการใช้เกลือในการปรุงอาหาร และเลือกเติมเครื่องปรุงให้โซเดียมไม่เกินปริมาณที่กำหนด การเลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ ให้รสหวาน เปรี้ยว หรือเผ็ด เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม ไม่เติมผงชูรส รับประทานน้ำซุปต่าง ๆ แต่น้อย ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของอาหารสำเร็จรูป

อาหารเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูงถือเป็นมหันตภัยเงียบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความเคยชินในการรับประทานอาหารรสเค็มจัดของคนไทย นั้นปรับเปลี่ยนได้ยาก แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อเกิดความเคยชินแล้ว ลิ้นของเราก็จะไม่โหยหารสเค็มอีกต่อไป เราจึงมาสร้างนิสัยกินจืดอย่างถูกวิธีกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ และเพื่อสุขภาพที่ดีตามมาด้วย.

ผศ.ดร.พญ.อติพร อิงค์สาธิต พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 27 เมษายน 2556