หน้าหนาว ทำให้คนเหงา! มากิน “กล้วยหอม” ลดอาการซึมเศร้ากัน!

matichon141116_01หน้าหนาวแล้วสินะ

ว่ากันว่าหน้าหนาวทำให้คนเราไม่สดใส โดยเฉพาะผู้คนทางฟากฝั่งประเทศยุโรป เพราะปกติก็ไม่ค่อยได้เจอแสงแดดกันเต็มๆ ยิ่งหน้าหนาวอากาศที่มัวซัวซึมเซา ทำให้มีโอกาสเป็น “โรคซึมเศร้า”

…โรคที่เกิดจากการหลั่งของฮอร์โมนชนิดหนึ่งซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจึงไม่สามารถบังคับจิตใจตนเองไม่ให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากสมองสั่งการโดยตรง

ฉะนั้น ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจึงต้องเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ โดยแพทย์จะให้ยาเพื่อลดฮอร์โมนชนิดดังกล่าว

แล้วทำอย่างไรจะลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการซึมเศร้า?

มีค่ะมีการวิจัยพบว่ามีผลไม้ชนิดหนึ่งที่ช่วยลดการเกิดอาการซึมเศร้าได้นั่นคือ “กล้วยหอม”

ทั้งนี้ เนื่องจากในกล้วยหอมมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) อันเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนให้เป็นสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่จะทำให้ผ่อนคลาย มีความสุข หายจากความกังวลทั้งปวง

นอกจากนี้ การกินกล้วยหอมยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันการเป็นโรคที่เกี่ยวกับสมองอื่นๆ ได้ด้วย เพราะเป็นแหล่งรวมวิตามินบีที่สูงมาก ซึ่งวิตามินบีนี้จะช่วยในการทำงานของระบบประสาท และทำให้การทำงานของสมองได้สมดุล

ที่มา: มติชน 16 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

กาแฟดื่มมากเสี่ยงโรคซึมเศร้า

dailynews140311_001คนส่วนใหญ่มักติด การดื่มการแฟ ในตอนเช้าก่อนไปทำงาน เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ไม่ง่วงและกระตุ้นให้สมองทำงานได้ดี แต่บางคนมีนิสัยติดการดื่มกาแฟอย่างมาก โดยมีพฤติกรรมดื่มตลอดทั้งวัน หรือแม้แต่การดื่มกาแฟดำไม่ใส่นมหรือน้ำตาล ซึ่งการกระทำเช่นนั้น เป็นภัยต่อร่างกายอย่างมาก เพราะคาเฟอีนในกาแฟมีผลต่อการทำงานของหัวใจและสมอง

การศึกษาของมหาวิทยาลัยมิซิแกน แห่งรัฐมิซิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า หากบริโภคปริมาณที่พอดีฤทธิ์ของกาแฟจะช่วยทำให้รู้สึกดี แต่หากมากเกินไปคาเฟอีนในกาแฟอาจอันตรายถึงชีวิตได้ โดยการบริโภคผงคาเฟอีนบริสุทธิ์ 16 ช้อนชา/วัน จะให้พลังงานที่พอดีแก่ร่างกายเกิดความแข็งแรง แต่หากทานเพิ่มขึ้นอีก 1 ใน 4 ส่วนของปริมาณเดิม จะส่งผลให้อวัยวะในร่างกายทำงานผิดปกติ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็วขึ้น รู้สึกตึงเครียด และวิตกกังวลเฉียบพลัน จากผลการตรวจร่างกายของชาวอังกฤษพบว่า ขณะนี้มีผู้ใหญ่ประมาณ 3 ล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานกับภาวะกลัว วิตกกังวลและซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่การเห็นภาพหลอนได้ อาการที่บ่งชี้ถึงการเสพคาเฟอีนเกินขนาดคือ อาการปวดหัว เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ อารมณ์แปรปรวนและมีภาวะซึมเศร้า

เนื่องจากคาเฟอีนมีลักษณะเป็นโมเลกุลขนาดเล็กสามารถเปลี่ยนแปลงง่าย ทำให้ถูกดูดซึมผ่านเนื้อเยื้อกั้นกลางระหว่างเลือดและสมองเข้าสู่สมองได้ภายใน 20 นาที ส่งผลให้นิวโรทรานสมิตเตอร์ สารสื่อประสาทหน้าที่ในการควบคุมสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งตามระบบความเชื่อหยุดทำงาน เป็นผลให้สมองเกิดอาการเซื่องซึม

แม้ว่ากาแฟอาจเป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยให้เราผ่านความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานไปได้ แต่คาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ปรับเวลาปฏิกิริยาของความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจ เป็นอาการทั่วไปที่นำไปสู่ความกังวล คาเฟอีนจะมีผลต่อจิตใจอย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน โดยมีผลมาจากแอดิโนซีน สารที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ อธิบายได้ว่า บางคนมีปัญหาการนอนหลังจากดื่มกาแฟ ในขณะที่หลายคนสามารถหลับได้ใน 1 ชั่วโมงให้หลัง

ทั้งนี้ การศึกษากรณีตัวอย่างของพยาบาล อายุ 27 ปี มีอาการหวาดกลัว หอบ ปวดศีรษะและหัวใจเต้นผิดปกติ ผลการวินิจฉัยครั้งแรกระบุว่า เป็นอาการที่เกิดจากความวิตกกังวล แต่ภายหลังค้นพบสาเหตุของอาการที่แท้จริงคือกาแฟ เพราะเธอบริโภคกาแฟเฉลี่ยประมาณ 10 -12 แก้ว/วัน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน มีนิสัยติดการดื่มกาแฟราว 14 แก้ว/วัน และเมื่อปริมาณคาเฟอีนลดลงอาการกลับดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยนเรศวรได้เผยถึงปริมาณการดื่มกาแฟที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายว่า ผู้ชายสามารถดื่มกาแฟได้มากกว่า 5 แก้ว/วัน ซึ่งคาเฟอีนจะเข้าไปขยายหลอดเลือดแดงให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น ส่วนผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 5 แก้ว/วัน โดยพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 11 มีนาคม 2557

5 ลักษณะนิสัย เสี่ยงป่วย ‘โรคซึมเศร้า’

thairath140401_001ใครที่รู้จัก หรือเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า น่าจะพอรู้ถึงผลกระทบของโรคนี้ว่าหนักหนาสาหัสเพียงใด โดยโรคนี้ถือเป็นภาวะทางอารมณ์ ที่ทำให้เราไม่สามารถหาความสนุกสนานใดๆ ในชีวิตประจำวันได้ และยังดึงเอาพลังในการใช้ชีวิต สมาธิ และความสุขออกไปจากเราด้วย หากลองสังเกตตัวเองแล้วพบว่ามี 5 ลักษณะนิสัยดังต่อไปนี้ แสดงว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคนี้ได้เช่นกัน

1. ขาดการออกกำลังกาย


การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก การอยู่แต่ในบ้านโดยไม่ทำกิจกรรมใดๆ เลย จะทำให้เราเริ่มรู้สึกขี้เกียจและทำให้เรากินตลอดเวลา ทั้งนี้ ความรู้สึกขี้เกียจกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้เอง ที่จะทำให้เราเสียความมั่นใจในตัวเอง และนำเราไปสู่ภาวะซึมเศร้า ดังนั้น หันมาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 40 นาที เพื่อให้สมองได้หลั่งสารความสุขอย่าง เซโรโทนิน และ โดปามีน กันดีกว่า

2. การทานอาหารผิด

วิธีการรับประทานอาหารที่ดีนั้น ส่งผลทั้งต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ อย่างอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันโอเมก้า 3 นั้น เป็นอาหารสมองชั้นเยี่ยม เพราะเจ้าไขมัน โอเมก้า 3 นี้ไม่สามารถผลิตได้ในร่างกาย เราจึงต้องแน่ใจว่าได้รับมันมากพอ เพื่อไม่ให้สมองตกอยู่ในภาวะเปราะบางและเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า ซึ่งอาหารจำพวกปลา ที่อาศัยอยู่ในน้ำเย็น และอาหารทะเลจะมีไขมันโอเมก้า 3 อยู่มาก

3. การนอนหลับไม่เพียงพอและความเครียด

เมื่อไรที่เรานอนหลับไม่เพียงพอ เรากำลังสร้างสภาวะที่จะนำตัวเองเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าทันที ทางการแพทย์บอกไว้ว่า เราควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงทุกคืน พฤติกรรมการอ่านหนังสือบนเตียง ทำงานคอมพิวเตอร์ หรือนอนดึก เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เรานอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะหงุดหงิดและวิตกกังวล ซึ่งเป็นภาวะเบื้องต้นของโรคซึมเศร้านั่นเอง และเมื่อสุขภาพจิตเราปั่นป่วน การทำงานก็มักไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งใจ ก่อให้เกิดเป็นความเครียดเพิ่มขึ้นอีก และส่งผลทำให้เรานอนไม่หลับ และเมื่อเรารู้สึกว่าควบคุมชีวิตไม่ได้ เมื่อนั้นโรคซึมเศร้าก็จะถามหา

4. การเก็บตัว 

การเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร จะส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าเช่นกัน เมื่อเราเริ่มหลบหน้า หรือปลีกตัวออกจากผู้คน ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม นั่นจะเป็นสภาพแวดล้อมอย่างดีที่จะบ่มเพาะโรคซึมเศร้าให้เกิดขึ้น เพราะการเข้าสังคมและพบปะผู้คนนั้น จะช่วยเสริมสร้างสมองให้แข็งแรง และเป็นภูมิคุ้มกันจากโรคซึมเศร้าเป็นอย่างดี และยังเป็นการกำจัดความเครียดได้อีกด้วย

5. การคิดมาก

ความคิดเชิงลบ เป็นปัจจัยสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะดึงเราเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า ยิ่งเราสะสมความคิดเชิงลบในแต่ละวันมากเท่าไร ภาวะซึมเศร้าก็จะก่อตัวขึ้นมากเท่านั้น ความคิดเรื่องการสูญเสีย คำว่าร้าย การพ่ายแพ้ และความผิดหวังเป็นความคิดที่รัง แต่จะทำให้ชีวิตเราไร้ซึ่งความสุข จำไว้ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ก็คือ ความรู้สึกนึกคิด ดังนั้น ลองเปลี่ยนมุมมองหาสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวแทนที่จะไปจดจ่ออยู่กับ สิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เลิกจมอยู่กับความผิดพลาด แต่ต้องเงยหน้าและก้าวต่อไปให้ได้

ที่มา : ไทยรัฐ 1 มีนาคม 2557

อาหารทำป่วยโรคซึมเศร้า

dailynews130923_001ในสภาวะที่สังคมมีการแข่งขันสูง เวลาถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนวัยทำงาน ต้องใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่า ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องกินก็ยังหันไปนิยมอาหารจานด่วน หรือที่มักเรียกว่า อาหารขยะ ทั้งที่รู้ว่าจะเกิดผลเสียต่อร่างกายหากกินเข้าไปมากๆ

ทางเดลิเมล์ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาใหม่ พบว่า ผู้ที่อยู่ในวัยกลางคนและชื่นชอบการบริโภคอาหารขยะ เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า

โดย อานู รูอูซูเนน นักโภชนาการ จากมหาวิทยาลัยตะวันออกของฟินแลนด์ กล่าวว่า ผู้ที่ชื่นชอบการกินอาหารจำพวก ผักผลไม้, ธัญพืช, สัตว์ปีก, ปลาและชีสที่มีไขมันต่ำ จะมีอาการและความเสี่ยงของโรคซึมเศร้าน้อยกว่าผู้ที่ชื่นชอบกินอาหารจำพวก เนื้อสัตว์, เครื่องดื่มที่มีรสหวาน, ขนมหวานและขนมขบเคี้ยว ขณะที่การดื่มชา กาแฟ ที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนกลับไม่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า

ผลจากการสำรวจผ่านกลุ่มตัวอย่างวัยกลางคน จำนวน 140 คน ที่เข้าร่วมโปรมแกรมควบคุมอาหาร พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีสุขภาพและรูปร่างที่ดีขึ้น อีกทั้งภาวะการเกิดโรคซึมเศร้าก็ลดน้อยลงด้วย

ดังนั้นคงพอสรุปได้ไม่ยากว่า ปัจจัยพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดีนั้น มาจากอาหารที่รับประทาน ไม่เพียงให้อิ่มท้องเท่านั้น แต่ยังต้องก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย จะได้มีชีวิตที่ดี ห่างไกลโรค.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

dailymail130917_001

Why burgers and biscuits can make you depressed – but eating fruit and veg can ward off the blues

  • Middle aged men who eat lots of junk food are at greater risk of depression
  • Those who are a healthy weight and exercise regularly are at less risk
  • Depression affects almost a fifth of British adults

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 14:36 GMT, 17 September 2013

Middle aged men whose diet is loaded with junk food – such as processed meat and sugary drinks – are at greater risk from depression, according to a new study.

However, researchers found eating plenty of fruit and vegetables wards off the blues.

A study of more than 2,000 men found a healthy diet reduced their risk of developing the mental illness which affects almost a fifth of British adults.

And shedding the pounds by improving diet and exercising more was associated with fewer cases of the condition.

Nutritionist Anu Ruusunen, of the University of Eastern Finland, said: ‘The study reinforces the hypothesis a healthy diet has potential not only in the warding off of depression, but also in its prevention.’

Patients with depression often eat poorly and consume fewer nutrients, but it has been unclear whether diet is linked with the risk in healthy people.

The new study found those who ate most vegetables, fruits, berries, whole grains, poultry, fish and low fat cheese suffered less symptoms and a lower risk of the condition during 13 years of follow up.

Increased intake of folate found in vegetables, fruits, berries, whole grains, meat and liver also had a beneficial affect, along with greater coffee consumption.

And participation in a three year lifestyle intervention programme involving a separate group of 140 middle aged men and women improved depression scores, with slimmer bodies leading to fewer symptoms.

But a junk food diet characterised by eating a lot of sausages, processed meats, sugary drinks, desserts and snacks, manufactured foods and baked or processed potatoes was associated with an increase in cases.

Contrary to some earlier observations, vitamin B12 intake, tea drinking and total caffeine intake were not related to the risk of depression in this study.

The study was based on the population-based Kuopio Ischaemic Heart Disease Risk Factor Study and the participants were all middle aged or older Finnish men.

Their diet was measured by food records and food frequency questionnaires, and information on cases of depression was obtained from the National Hospital Discharge Register.

Depression is one of the leading health challenges in the world and its effects on public health, economics and quality of life are enormous.

Not only treatment of depression, but also prevention of depression needs new approaches. Diet and other lifestyle factors may be one possibility.

The research was published in Psychotherapy and Psychosomatics, European Journal of Nutrition, Public Health Nutrition and Diabetic Medicine.

In the UK, depression hits 19 per cent of people with 21 per cent of women reporting symptoms and 16 per cent of men. The highest rates occur among those aged between 50 and 54.

SURCE: www.dailymail.co.uk

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการนอนบอกว่าการนอนหลับน้อยชั่วโมงกว่าที่ร่างกายต้องการส่งผลกระทบการทำงานและสุขภาพของคนเราได้อย่างมาก

voathai130130_001ศูนย์การควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐศึกษาและค้นพบว่า แรงงานอเมริกัน 40 ล้านหกแสนคน หรือราวๆ 30% ของแรงงานทั้งประเทศ ใช้เวลานอนไม่ถึง 6 ชั่วโมงในแต่ละคืน ซึ่งต่ำกว่าจำนวน 7 ถึง 9 ชั่วโมงที่มีการเสนอแนะไว้มาก

ผลการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Harvard ระบุว่า การพักผ่อนนอนหลับน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกหน่อยอ่อนเป็นประจำ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสูญเสียผลิตภาพคิดเป็นมูลค่ามากถึง 63.2 พันล้านดอลล่าร์

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า นายจ้างไม่ให้ความสนใจกับผลกระทบของการนอนไม่พอต่อสุขภาพและการทำงานของพนักงานลูกจ้างมานานแล้ว แม้ผลงานการวิจัยจะแสดงให้เห็นเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาว่า การนอนไม่พอนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาทางสุขภาพ โดยมีอัตราของการเป็นโรคเศร้าซึม ความอ้วนเกินขนาด โรคหัวใจ และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นด้วย

แต่รายงานใน Wall Street Journal บอกว่า แนวโน้มในเรื่องนี้กำลังเปลี่ยนไปแล้ว บริษัทธุรกิจใหญ่ๆ ซึ่งรวมทั้ง Goldman Sachs Group, Proctor & Gamble และบริษัทเงินทุน D. E. Shaw จัดเงินอุดหนุนการทำ workshops ในเรื่องการนอน การให้คำปรึกษาแนะนำออนไลน์สำหรับผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับ การจัดที่ให้งีบได้ แม้กระทั่งการติดตั้งไฟพิเศษในที่ทำงานเพื่อช่วยร่างกายควบคุมการผลิตฮอร์โมน Melatonin ซี่งควบคุมการพักผ่อนนอนหลับของคนเรา

คุณ Nancy Rothstein ผู้เชี่ยวชาญการนอน และเป็นที่ปรึกษาของบริษัทธุรกิจในเรื่องนี้ บอกว่า การนอนเป็นมุมหนึ่งของสามเหลี่ยมของความเป็นดีอยู่ดี อีกสองมุมคือ ร่างกายที่แข็งแรง และ โภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญการนอนผู้นี้บอกต่อไปว่า เมื่อนอนไม่พอ ร่างกายเหนื่อยอ่อนก็จะไม่อยากออกกำลังกาย และไม่รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ คุณ Nancy ระบุความสำคัญของการนอนให้เพียงพอว่า ถ้าจัดที่ให้กับมุมทั้งสามแล้ว การนอนเป็นมุมอยู่ที่ยอดของสามเหลี่ยม

คำถามก็คือ ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เราพักผ่อนนอนหลับได้อย่างเพียงพอ ผู้เชี่ยวชาญคนนี้แนะนำว่า ขั้นแรกที่สำคัญที่สุด คือปิดอุปกรณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับการสื่อสารติดต่อและการทำงาน เช่น มือถือ โดยเฉพาะ smartphones, iPads, และคอมพิวเตอร์ laptops แสงหน้าจอของอุปกรณ์เหล่านี้ขัดขวางก่อกวนการผลิต Melatonin แสงสว่างหลอกร่างกายให้คิดว่าเป็นเวลากลางวัน เลยไม่ผลิตฮอร์โมนนี้ออกมา ก็เลยไม่รู้สึกง่วงนอน

อีกวิธีหนึ่งคือยืดเวลาอยู่ในแสงสว่างตามธรรมชาติ เช่นออกไปเดินนอกที่ทำงานเป็นเวลาสั้นๆในช่วงอาหารกลางวัน แก้ง่วงหลังอาหารและกีดกันไม่ให้ร่างกายผลิต Melatonin ได้ด้วย

ทีนี้เมื่อกลับบ้าน ก่อนจะเข้านอน National Sleep Foundation หรือมูลนิธิการนอนแห่งชาติ แนะนำว่า ควรพักผ่อนคลายความเครียด และไม่ควรรับประทานอาหารมื้อใหญ่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแคฟฟีนหรือแอลกอฮอลก่อนเข้านอน

ห้องนอนควรปิดไฟมืด แต่ถ้าลงนอนและไม่สามารถหลับได้หลังจาก 20 นาที ควรลุกขึ้นมาและหาอะไรทำที่ช่วยให้คลายเครียดในแสงสว่างสลัวๆ เพื่อช่วยให้รู้สึกง่วงนอนได้

ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรทำอย่างยิ่งคือลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เพราะจะทำให้นอนไม่หลับมากขึ้นไปอีก

ที่มา :  voathai.com

.

Related Article :

.

wsj130131_001

Weary Workers Learn to Count Sheep Using Special Lighting, Office Nap Pods

By LAUREN WEBER

Turns out a good night’s rest is good for business.

One-third of American workers aren’t sleeping enough to function at peak levels, and that chronic exhaustion is costing billions of dollars in lost productivity, according to researchers from Harvard Medical School.
Sleep-deprived American workers ultimately cost their employers $63 billion in lost productivity, according to a 2011 Harvard Medical School study. Lauren Weber joins The News Hub with a look at some companies making a business case for a better-rested workforce. Photo: Reuters.

Managers at a growing number of companies, among them Procter & Gamble Co., PG +0.71%and Goldman Sachs Group Inc., GS -0.21%are waking up to the problem, investing in programs from sleep-hygiene courses to melatonin-regulating lighting to help employees improve their slumber.

The Centers for Disease Control and Prevention estimates 40.6 million American workers, or 30% of the civilian workforce, don’t get enough rest. And the Harvard scientists estimated in 2011 that sleep deprivation costs U.S. companies $63.2 billion in lost productivity per year, mainly because of “presenteeism,” people showing up for work but operating at subpar levels. One example, from a separate team at Singapore Management University: Workers waste an extra 8.4 minutes online—checking email, refreshing the TMZ.com home page, and so on—for every hour of interrupted sleep the previous night.

Managers struggle to motivate exhausted workers. During busy holiday periods at the Park Hyatt Beaver Creek resort in Avon, Colo., long hours sometimes lead to short fuses among staff. “You have to try to figure out who’s feeling frustrated and help them cut loose to get some rest,” said Scott Gubrud, director of sales and marketing at the hotel, which last week began a series of better-sleep initiatives for both employees and guests.

“If we treated machinery like we treat the human body, there would be breakdowns all the time,” said James Maas, a former Cornell University psychologist and author of “Sleep for Success.”

Companies have been slow to grasp the effects of sleep deprivation on productivity, but it is now a hot topic even in hard-driving industries, such as finance, where pulling all-nighters is often viewed as crucial to getting ahead.

Sleep Working

  • 43% of Americans between 13 and 64 say they rarely or never get a good night’s sleep on weeknights
  • 60% of Americans say they experience a sleep problem every night or almost every night, such as waking in the night, waking up too early, or feeling un-refreshed when they get up in the morning
  • 61% of Americans say they use a computer at least a few nights a week within an hour of going to bed
  • Americans drink, on average, three 12-ounce caffeinated beverages on a weekday
  • 74% of workers over 30 who report not getting adequate sleep say that sleepiness affects their work
  • 9% of Americans say they are likely to fall asleep at an inappropriate moment, such as during a meeting or while driving
  • 71% of Americans say they have a television in their bedrooms
  • 11% of those with televisions in the bedroom say they keep the TV on all night
  • 39% of Americans say they have a computer in their bedrooms
  • 40.6 million American workers – 30% of the civilian workforce – sleep less than 6 hours per night (“short sleep duration”)
  • The problem is particularly acute for night-shift workers: 44% of them sleep less than 6 hours per night, compared with 28.8% of people who work typical daytime hours
  • Workers between the ages of 30 and 64 were more likely to report short sleep duration; workers over 65 were least likely to report short sleep duration
  • Workers with college degrees or more education were least likely to report short sleep duration
  • Segmenting the data industry by industry, workers reported anywhere from 24.1% (other services, except public administration) to 41.6% (mining) incidence of short sleep duration. Some industries relevant to our readership: finance and insurance industry (27.4%); professional, scientific,and technical services (28.2%); and information (28.3%)
  • 23.2% of American workers suffer from insomnia
  • People with insomnia did not report higher levels of absenteeism compared to non-sufferers, but reported significantly higher levels of presenteeism (lower productivity while at work)
  • Workers with insomnia lost an average of 7.8 days of work performance per year due to presenteeism related directly to sleep problems
  • Generalizing to the total U.S. workforce, insomnia costs American companies $63.2 billion

Sources: National Sleep Foundation, Centers for Disease Control and Prevention, and “Insomnia and the Performance of U.S. Workers,” Sleep, 2011

Mr. Maas, who says he coined the phrase “power nap” 36 years ago, gave a talk about sleep hygiene at Goldman Sachs in 2011 that was so oversubscribed it had to be broadcast via conference call to accommodate the 1,000 or so people who wanted to attend. He spoke last year at hedge-fund firm D.E. Shaw & Co., which has nap pods sprinkled around its offices.

Yet perceptions linger that sleep is for sissies and loafers, and neither Goldman nor Shaw would comment directly about why they’re addressing employees’ sleep habits. A 2012 University of Southern California study of young investment bankers suggests that punishing hours, and resulting sleep deprivation, contributed to physical and emotional ailments within four years on the job.

“People in investment banking have been my main clients for the last few years because they’re so exhausted and under so much pressure,” said Mr. Maas, adding that bankers usually don’t want to hear about how to get more sleep. Instead, they want tips for performing well on five or six hours’ rest.

The risks of fatigue are especially acute in professions like health care and manufacturing, which involve overnight shifts and where a single careless error can put lives in danger.

At Aurora Health Care, the largest hospital system in Wisconsin, more than 2,600 employees in 2012 took a six-week online course for insomnia sufferers after managers surmised that sleep deprivation was likely a problem among its workforce. The course, one of several health-coaching sessions offered at Aurora and developed by Johnson & Johnson’s JNJ -0.41%Wellness & Prevention unit, requires participants to keep a sleep diary, and then makes recommendations based on individual sleep patterns.

Barb Stollenwork, age 53 and a wellness program coordinator at Aurora, kicked her nightly Tylenol PM habit after finishing the program at the end of 2011. For years, she said, she woke at 4 a.m., then lay in bed worrying about how she’d function that day. By changing her behavior—for instance, going to bed later—she began sleeping until her alarm rang at 5:30 a.m.

Based on follow-up surveys that asked about both sleep and work habits, Aurora sees an average of $672 in productivity savings per participant in the insomnia module, said Dr. David Smith, an Aurora vice president.

Procter & Gamble is talking with sleep expert Nancy Rothstein about creating a multiweek pilot program for two of its plants, one in Belleville, Ontario, that makes Always feminine-hygiene products, and the other in Lima, Ohio, that makes liquid laundry detergents. Paul DeLuca, North American learning and development manager, said he hopes to have both courses running by June, starting with a group of 15 to 20 workers in Lima and up to 300 in Belleville.

The plants operate day and night, so many employees work unconventional hours, a known risk for poor sleep and overall bad health. If the program helps workers get better rest, with resulting gains in productivity and concentration, Mr. DeLuca will argue for a broader rollout of the initiative.

P&G brought Ms. Rothstein to its headquarters in Cincinnati last year to give a 50-minute presentation emphasizing, among other things, the importance of shutting off screen devices an hour before bed because the blue light emitted by the screens interferes with production of the sleep hormone melatonin.

That’s no easy order in the age of smartphones, laptops and late-night conference calls with the Beijing or London office. “The line between work and what’s outside of work is graying,” Mr. DeLuca said.

At the more extreme end of the intervention scale, some are calling upon Litebook Company Ltd., a Canadian maker of lights that help regulate the body’s melatonin levels. The company, which supplies devices to the Philadelphia Flyers and Ottawa Senators to help athletes cope with jet lag and game schedules, said it is getting calls from corporations interested in making the lights available at workstations and desks.

A version of this article appeared January 23, 2013, on page B1 in the U.S. edition of The Wall Street Journal, with the headline: Go Ahead, Hit the Snooze Button.

วิจัยพบ ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋อง/วัน เสี่ยงซึมเศร้า แต่ดื่มกาแฟกลับดีต่อสุขภาพจิต

Credit : rialx.com

Credit : rialx.com

การศึกษาโดย National Institutes of Health ของสหรัฐที่สำรวจคนมากกว่า 250,000 คน พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋องต่อวันเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้ามากกว่าปกติ 30% และหากดื่ม fruit punch ที่มีน้ำตาลมากในประมาณเดียวกัน อัตราความเสี่ยงที่มากกว่าปกติจะเพิ่มเป็น 38% แต่หากเป็นเครื่องดื่มชนิดใช้สารแทนน้ำตาลหรือน้ำอัดลมแบบ Diet ความเสี่ยงจะมากขึ้นอีก

นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างน้ำอัดลมกับอาการซึมเศร้าแต่พอจะสามารถตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นได้ว่าผู้นิยมดื่มเครื่องดื่มลักษณะดังกล่าวปริมาณมากมักเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาสำรวจการบริโภคของคนอายุระหว่าง 50 ถึง 71 ปี จำนวนเกือบ 264,000 คน ช่วงปี ค.ศ.1994-1995 และ 10 ปีหลังจากนั้นถามคนกลุ่มนี้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่

ทั่วโลกมีคนเป็นโรคนี้ 350 ล้านคน และในสหรัฐเองคาดว่ามีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 10% ของประชาการทั้งหมด

นอกจากนั้นการศึกษาพบด้วยว่าผู้ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วมีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม 10%

ที่มา: มติชน 16 มกราคม 2556

.

Related Article:

.

Hold the Diet Soda? Sweetened Drinks Linked to Depression, Coffee Tied to Lower Risk

Jan. 8, 2013 — New research suggests that drinking sweetened beverages, especially diet drinks, is associated with an increased risk of depression in adults while drinking coffee was tied to a slightly lower risk. The study was released January 8 and will be presented at the American Academy of Neurology’s 65th Annual Meeting in San Diego, March 16 to 23, 2013.

“Sweetened beverages, coffee and tea are commonly consumed worldwide and have important physical — and may have important mental — health consequences,” said study author Honglei Chen, MD, PhD, with the National Institutes of Health in Research Triangle Park in North Carolina and a member of the American Academy of Neurology.

The study involved 263,925 people between the ages of 50 and 71 at enrollment. From 1995 to 1996, consumption of drinks such as soda, tea, fruit punch and coffee was evaluated. About 10 years later, researchers asked the participants whether they had been diagnosed with depression since the year 2000. A total of 11,311 depression diagnoses were made.

People who drank more than four cans or cups per day of soda were 30 percent more likely to develop depression than those who drank no soda. Those who drank four cans of fruit punch per day were about 38 percent more likely to develop depression than those who did not drink sweetened drinks. People who drank four cups of coffee per day were about 10 percent less likely to develop depression than those who drank no coffee. The risk appeared to be greater for people who drank diet than regular soda, diet than regular fruit punches and for diet than regular iced tea.

“Our research suggests that cutting out or down on sweetened diet drinks or replacing them with unsweetened coffee may naturally help lower your depression risk,” said Chen. “More research is needed to confirm these findings, and people with depression should continue to take depression medications prescribed by their doctors.”

The study was supported by the National Institutes of Health, the National Institute of Environmental Health Sciences and the National Cancer Institute.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Academy of Neurology (AAN).

SOURCE : sciencedaily.com

พิษติดเกมขั้นป่วย ‘โรคซึมเศร้า’

สถาบันสุขภาพจิตเด็กฯ ชี้พิษติดเกมถึงขั้นป่วยโรคซึมเศร้า แนะศธ.จัดทำหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อในระบบการศึกษา…

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. จากเวทีเจาะประเด็น “คุมเข้มเด็กเล่นเกม : ลิดรอนสิทธิ หรือช่วยสร้างสรรค์” โดย นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า สถิติของการติดเกมอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้เป็นเรื่องระดับโลก ไม่เฉพาะ ประเทศไทยเท่านั้น ตนพบผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นผู้ชาย อายุประมาณ 20 ปี ยายพามาพบจิตแพทย์ เพราะติดเกมอย่างรุนแรงถึงขนาดอุจจาระหน้าจอคอมพิวเตอร์และเริ่มเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า ซึ่งต้องใช้เวลาในการรักษานาน นอกจากนี้ จากการทำโครงการพัฒนาเครือข่ายในโรงเรียนเพื่อการดูแลและช่วยเหลือนักเรียน ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทำให้ได้ข้อมูลจากการลงพื้นที่จังหวัดหนึ่ง ซึ่งครูได้ติดตามเด็กที่หายจากโรงเรียนประมาณ 10 คน พบว่า พ่อของเพื่อนดัดแปลงบ้านบริเวณชั้นบนเปิดเป็นร้านเกมเถื่อน ให้เพื่อนลูก ใช้บริการโดยเก็บค่าบริการ มีที่นอนและเสื้อผ้าเปลี่ยนให้ด้วย

นางสีดา ตันทะอทิพานิช มูลนิธิอินเตอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า ในต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศมีการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนให้เด็กแต่ละช่วงวัย เรียนรู้การใช้ไอทีอย่างปลอดภัย โดยเนื้อหาจะปรับเปลี่ยนตามอายุของเด็ก ขณะที่ประเทศไทยไม่มี จึงอยากให้ ศธ.จัดทำหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อในระบบการศึกษา.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 21 พฤศจิกายน 2555

คลื่นเสียงระฆัง-ทฤษฎีสี ทางเลือกบำบัดโรคเซลล์เสื่อม

Credit: dealwatch.com.au

การบำบัดโรคด้วยคลื่นเสียงจากระฆัง หรือ “Tibetien Singing Bowl” นับเป็นแพทย์ทางเลือกศาสตร์หนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศทิเบตนานกว่า 3,000 ปี ซึ่งการทำงานนั้นเป็นการใช้คลื่นเสียงของระฆังในการปรับคลื่นสมองให้สงบอยู่ในระดับ “Alpha Wave” หรือสภาวะที่เรียกว่าคลื่นสมาธิ ซึ่งคลื่นเสียงดังกล่าวไม่เพียงทำให้ร่างกายเกิดความสงบและความผ่อนคลาย แต่ยังฟื้นฟูและปรับสภาพเซลล์ในร่างกาย ที่เสื่อมสภาพจนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพนั้นกลับมาสมดุล หรือหายจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น อาการปวดไมเกรน นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยร่างกาย ความดันโลหิตสูง ภาวะเครียด โรคกระเพาะอาหาร ซึมเศร้า ซึ่งการรักษาโรคด้วยวิธีดังกล่าวสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยอุปกรณ์ 2 ชิ้นที่เรียกกันว่า บาตร หรือ “ทาโด้บาตร” และ “ปูจา” ท่อนไม้เล็กๆ สำหรับใช้วนรอบบาตรเพื่อให้เกิดเสียงกังวาน

นพ.ชัชดนัย มุสิกไชย แพทย์ประจำศูนย์สุขภาพนครธนอายุวัฒนา รพ.นครธน อธิบายถึงวิธีการบำบัดด้วยคลื่นเสียงจากระฆังหรือบาตรทิเบตว่า “เริ่มจากที่ให้ผู้บำบัดนั่งหรือยืนตัวตรง จากนั้นแบมือข้างหนึ่งออกแล้ววางบาตรลงบนฝ่ามือ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับ “ปูจา” หรือท่อนไม้วนตามเข็มนาฬิกาไปรอบๆ บริเวณขอบบาตรด้านนอก พร้อมๆ กับหลับตาทำสมาธิ หรือการหายใจเข้าออกสลับกัน วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีเสียงกังวานของระฆังออกมา (เสียงระฆังของแต่ละคนจะดังไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสมาธิของผู้ฝึก ซึ่งการหลับตาทำสมาธิจะช่วยได้) ซึ่งคลื่นเสียงจากระฆังนั้นจะช่วยทำให้ผู้บำบัดเกิดสมาธิ และนำมาสู่การฟื้นฟูเซลล์ในร่างกายที่สึกหรอให้กับมาทำงานปกติ” สำหรับระยะเวลาในการบำบัดด้วยวิธีนี้ คุณหมอบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 3-5 นาที ซึ่งสามารถทำได้บ่อยตามต้องการ

พร้อมกันนี้ คุณหมอได้ยกตัวอย่างถึงวิธีการใช้คลื่นเสียงระฆังในการรักษาโรคไมเกรนว่า “เนื่องจากไมเกรนนั้นเกิดจากการที่เส้นเลือดในสมองเกิดการขยายตัวจนไปดึงเยื่อหุ้มสมอง จึงส่งผลให้เส้นเลือดในสมองหดตัวจนเกิดอาการปวดศีรษะ ดังนั้นคลื่นเสียงดังกล่าวจะเป็นตัวที่ทำให้คลื่นสมองเกิดความสงบ เมื่อสมองสงบ จิตใจและร่างกายจะผ่อนคลาย จึงส่งผลให้เส้นเลือดที่หดเกร็งตัวคลายกลับสู่สภาวะปกติ”

เนื่องจากในร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วย 7 จุดจักระสำคัญที่ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ หาก 7 จุดจักระนี้เคลื่อนไหวได้ไม่ดี ก็จะทำให้เซลล์เส้นประสาทที่เป็นตัวควบคุมการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายนั้นทำงานเสื่อมถอย จนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ นพ.ชัชดนัยให้ข้อมูลว่า “สามารถใช้คลื่นเสียงจากระฆังเพื่อบำบัดอาการป่วย ร่วมกับใช้ทฤษฎีของสีมาช่วยฟื้นฟูการเสื่อมสภาพของ 7 จุดจักระในร่างกายได้” โดยอธิบายให้ทราบถึงโรคที่มาพร้อมกับการบกพร่องของ 7 จุดจักระนี้ว่า “

สำหรับจักระจุดที่ 1 นั้นอยู่บริเวณทวารหนัก ซึ่งผู้ป่วยมักประสบกับปัญหา “ระบบสืบพันธุ์เสื่อมสภาพ” ดังนั้นการใช้สีแดงซึ่งเป็นสีที่ตรงกับจักระ เช่น การใส่เสื้อผ้าสีแดงก็ช่วยบำบัดโรคได้

ส่วนจักระที่จุด 2 นั้นอยู่บริเวณใต้สะดือลงมา 2 นิ้ว หรือที่เรียกกันว่าจุดกำหนดสมาธิ ซึ่งแทนด้วยสีส้ม นอกเหนือจากการบำบัดด้วยคลื่นเสียงระฆังแล้ว การเลือกรับประทานผักผลไม้สีส้มจะช่วยบรรเทา ”อาการฟุ้งซ่านหรือไม่มีสมาธิ” ลงได้

จักระจุดที่ 3 อยู่บริเวณลิ้นปี่ ผู้ที่เกิดความบกพร่องกับจักระจุดดังกล่าวนั้นจะมีอาการของโรค ”กระเพาะอาหาร” ดังนั้นการบำบัดโดยการวางบาตรไว้ข้างเตียง เพื่อรับคลื่นเสียงระฆัง และการใส่เสื้อผ้าที่มีสีเหลืองก็จะช่วยบรรเทาอาการของโรคลงได้

ส่วนจักระจุดที่ 4 นั้นอยู่ที่บริเวณหัวใจ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ ”ความดันโลหิตสูง” ดังนั้นผู้ป่วยสามารถลดอาการดังกล่าวลงโดยการออกไปสูดอากาศจากต้นไม้สีเขียว และใช้การบำบัดโรคด้วยระฆังใบเล็ก (ระฆังหรือบาตรประกอบด้วย 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่)

สำหรับจักระจุดที่ 5 อยู่บริเวณคอ ผู้ป่วยจะประสบกับอาการ “ไทรอยด์ต่ำ” จนทำให้ร่างกายพองและบวมน้ำ ดังนั้นควรแก้ไขด้วยการเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้เป็นสีฟ้า

และจักระจุดที่ 6 อยู่บริเวณดวงตาที่ 3 หรือระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง หากเกิดความผิดปกติกับจุดดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดอาการ “นอนไม่หลับ” การปรับบรรยากาศภายในห้องนอนให้เป็นสีคราม จะช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

สำหรับจักระจุดที่ 7 นั้นอยู่บริเวณกลางกระหม่อม ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการของ “โรคซึมเศร้า” ดังนั้นการรับประทานผักผลไม้ที่มีสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำจักระดังกล่าว ควบคู่ไปกับบำบัดด้วยเสียงจากระฆัง ก็จะช่วยทำให้ร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่าและดูมีชีวิตชีวามากขึ้น คุณหมอกล่าว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ไทยเมดิคอลสปา 0-2450-9912.

ที่มา: ไทยโพสต์  6 พฤศจิกายน 2555

.

Related Video :

.

Chakras Cleansing Guided Meditation *NEW*

 

Root Chakra Meditation with Tibetan singing bowls

เครียดแบบไหนอันตราย?

ผศ.พญ.วินิทรา นวลละออ จิตแพทย์ และผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่าโดยนิยามความเครียดจะไม่ได้ทำให้รุนแรงถึงขนาดเป็นบ้า หรือ ป่วยเป็นซึมเศร้า ไม่ได้ทำให้ถึงขนาดฆ่าใคร หรือว่าฆ่าตัวตาย ถ้าเกินกว่านั้นไปแล้ว คือ รู้สึกอยากฆ่าคนอื่น อยากฆ่าตัวตาย อันนี้ไม่ใช่ความเครียดโดยทั่วไป จะเป็นโรคทางจิตเวช

สำหรับโรคจิตเวชมีหลายแบบ ผศ.พญ.วินิทรา กล่าวว่า อย่างอาการที่เกิดจากความเครียดแต่พ้นระดับความเครียดทั่วไป เรียกว่า แอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ โรคนี้เกิดจากมีความเครียดในชีวิตประจำวันเข้ามากระทบ แต่ปรับตัวเข้ากับสิ่งนั้นไม่ได้ ส่งผลให้เกิดอาการทางจิตตามมา เช่น วิตกกังวลมากกว่าปกติ คือ อยู่เฉย ๆ เก็บเรื่องมาคิดทั้งวัน วนไปวนมาอยู่ที่เดิม

อาการที่สองที่เกิดขึ้นได้ คือ ซึมเศร้า คีย์เวิร์ดสำคัญไม่ใช่เศร้าร้องไห้ แต่หมายถึง เศร้าแบบน้ำตาตกใน รู้สึกไม่มีความหวัง โลกนี้ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร หรือ เศร้าแบบอะไรที่เคยทำแล้วสนุกกลับไม่สนุก (ลอสต์ ออฟ อินเทอเรส) ถ้ามีสองอย่าง หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องระวังว่าอาจมีอาการซึมเศร้าเกิดขึ้น

อาการที่สาม คือ มีพฤติกรรมซึ่งคนปกติไม่ทำกันเวลามีความเครียด เช่น เครียดมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี ชีวิตไม่รู้จะอยู่ไปทำไม รู้สึกเจ็บปวดอยู่ในใจ เลยกรีดแขนเป็นรอยถี่ ๆ ตื้น ๆ พอเห็นเลือดแล้วรู้สึกสบายใจ รู้สึกว่ามีอะไรที่เจ็บกว่าความเจ็บปวดในใจนั้น ลักษณะนี้จะเข้าข่ายของผู้มีอาการป่วย

ผศ.พญ.วินิทรา กล่าวว่า ปัญหาแอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ บางทีเป็นระยะหนึ่งแล้วไม่ได้รับการแก้ไข ยังเจอความเครียดอยู่ แล้วแก้ไขไม่ได้ ปรับตัวไม่ได้ ก็อาจจะพัฒนาเป็นโรคที่รุนแรงขึ้น ที่รู้จักกัน คือ โรคซึมเศร้า  อาการเศร้าจะเริ่มหนักขึ้น ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักลด ไม่คุยกับใคร แล้วก็เริ่มมีความคิดฆ่าตัวตายที่จริงจังขึ้น คิดผูกคอตาย ยิงตัวตาย กระโดดตึก รุนแรงขึ้น อันนี้เป็นโรคแล้ว

อีกโรคหนึ่งที่พบบ่อย คือ โรควิตกกังวล ต่างจากแอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ ที่จะคิดแต่เรื่องที่เครียด พอเป็นโรควิตกกังวลเมื่อไหร่คิดทุกเรื่อง ดูข่าวเห็นมีคนยิงกันบนรถเมล์ก็ไม่กล้าขึ้นรถเมล์ ดูข่าวบอกไปในห้างมีคนจี้ปล้นก็ไม่กล้าไปเดินห้าง จะไปไหนมาไหนต้องหันซ้ายหันขวากลัวคนมาทำอะไร นอนไม่หลับเก็บไปคิดทั้งคืน ตื่นเช้ามาจะไปทำงานได้อย่างไร ชีวิตนี้จะอยู่อย่างไร เรื่องของญาติคนนั้นก็ไม่เสร็จ เรื่องลูกอีก คิดอย่างนี้ทั้งวัน ทำอะไรไม่ได้ ถือว่าเกินระดับความเครียดแล้ว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

ที่มา:เดลินิวส์ 22 สิงหาคม 2555

ชี้ทำงานหนักเสี่ยงโรคซึมเศร้า

วิจัยพบคนทำงานเกินวันละ 11 ชั่วโมงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2 เท่าที่จะเป็นโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะผู้หญิง คนหนุ่มสาว รวมทั้งคนที่ได้ค่าตอบแทนน้อยและดื่มแอลกอฮอล์ปานกลาง

นักวิจัยในอังกฤษบอกว่า คนที่ทำงานในสำนักงานเกินสัปดาห์ละ 55 ชั่วโมง มีความเสี่ยงดังกล่าวมากกว่าคนที่ทำงานตามเวลามาตรฐาน

ทีมวิจัยได้เลือกตัวอย่างข้าราชการของรัฐบาลอังกฤษกว่า 2,000 คนเข้าร่วมในการศึกษานี้ตั้งแต่เมื่อต้นทศวรรษ 2533 โดยเลือกคนในวัย 35-55 ปี จากหลากหลายตำแหน่งงาน ระดับเงินเดือน และชั่วโมงการทำงาน

เมื่อย้อนกลับไปติดตามผลในอีก 6 ปีให้หลัง นักวิจัยของมหาวิทยาลัยในอังกฤษ 2 แห่ง กับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยของฟินแลนด์อีกแห่ง พบว่า การทำงานล่วงเวลากับโรคซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กันอย่างมาก แม้ได้นำปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ มาร่วมพิจารณาด้วยแล้วก็ตาม เช่น การใช้ชีวิต สถานภาพสมรส และระดับความเครียดของงาน

ในจำนวนนี้มี 66 คนที่เป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง หรือคิดเป็นอัตรา 3.1% โดยคนที่ทำงานวันละ 11 ชั่วโมงขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2 เท่าครึ่งที่จะเป็นโรคซึมเศร้าเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ทำงานวันละ 7-8 ชั่วโมง

นักวิจัยยังพบด้วยว่า พวกที่ทำงานวันละหลายชั่วโมงนั้นจำนวนมากเป็นผู้ชาย ได้ค่าตอบแทนสูง และต้องทำงานที่ท้าทาย แต่คนเหล่านี้มีอาการซึมเศร้าค่อนข้างต่ำ

ผู้วิจัยบอกว่า พวกที่ได้ค่าตอบแทนสูงมักไม่มีอาการซึมเศร้า เพราะได้ทำงานที่ชอบ และมีทีมงานที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของตัวเอง

แต่ผู้หญิงที่ได้รับค่าตอบแทนสูงมีแนวโน้มสูงกว่าที่จะเป็นโรคซึมเศร้า เพราะคนกลุ่มนี้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบนอกเหนือจากการงานด้วย

คนวัยหนุ่มสาว ซึ่งพยายามไต่เต้าในอาชีพการงาน และมีรายจ่ายสูง เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอาการซึมเศร้าสูง

ศาสตราจารย์สตีเฟน สแตนส์เฟลด์ แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน บอกว่า คนที่ทำงานนานหลายชั่วโมงอาจทำงานมีประสิทธิภาพน้อยลง และต้องคำนึงถึงสุขภาพและความเครียดของตัวเองด้วย.

ที่มา: ไทยโพสต์ 16 กุมภาพันธ์ 2555