‘เซ็กซ์’ ห้ามไม่ได้ ต้องเข้าถึง ‘ถุงยางอนามัย’

dailynews150214เป็นที่ทราบกันดีทั้งคนในและคนนอกแวดวงสาธารณสุขว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเรื่องคุณแม่วัยใสอย่างหนัก เพราะแม้จะอยู่อันดับ 5 ของอาเซียน ซึ่งล่าสุดสถิติวัยรุ่น วัยเรียนอายุต่ำกว่า 20 ปี ตั้งครรภ์แบบไม่พึงประสงค์ เรียกง่าย ๆ คือ “พลาด” จากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกว่า 200,000 ราย ซ้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่อัตราการเกิดของทารกทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 800,000 รายต่อปี

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่จับงานทางด้านการรณรงค์ป้องกัน และแก้ปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระบุว่า ค่ามาตรฐานกลางของประเทศไทยได้กำหนดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นหญิงอายุ 15-19 ปี เอาไว้ที่ 50 คนต่อประชากรวัยรุ่นหญิง 1,000 คน แต่ ณ วันนี้ อัตราการตั้งครรภ์ในเยาวชนหญิงอยู่ที่ 52 คนต่อ 1,000 ประชากรหญิง และยังมีอีกหลายพื้นที่สถานการณ์ค่อนข้างรุนแรงอัตราการตั้งครรภ์ไม่พร้อมสูงถึง 75 คนต่อ 1,000 ประชากรหญิง หนำซ้ำยังพบว่าร้อยละ 20 ยังเป็นการตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2-3 ทั้ง ๆ ที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำไป และกว่าครึ่งหนึ่งหันไปพึ่งพาการยุติการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะไปใช้บริการคลินิกเถื่อนนั้นเสี่ยงต่อการมีลูกยาก หรือในอนาคตไม่สามารถมีลูกได้อีกเลย ไปจนถึงการเสียชีวิต

“ในประเทศไทยเรามีกลุ่มอายุน้อยกว่า 15 ปี ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และคลอดเช่นเดียวกัน ตรงนี้ถึงเป็นปัญหาใหญ่มาก ซึ่งทุกประเทศในขณะนี้พยายามจะลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ลงให้ได้ เพราะมีงานวิจัยยืนยันชัดเจนแล้วว่ามีผลต่อคุณภาพชีวิตของทั้งตัวพ่อ แม่ที่เป็นวัยรุ่น และลูก อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้มากว่าลูกที่เกิดจากพ่อ แม่ที่ไม่พร้อมเมื่อโตมาก็อาจจะมีคุณภาพชีวิตเหมือนกับแม่วัยใส”

นอกจากปัญหาท้องไม่พร้อมที่ทุกฝ่ายกำลังหาทางแก้ปัญหากันอยู่นั้น เรื่องการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันยังนำมาซึ่งโรคติดต่ออื่น ๆ ร่วมด้วย ทั้งเอชไอวี หรือเอดส์ หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส เริม กามโรคและหูด เป็นต้น ซึ่งจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยาเมื่อปี 2557 พบว่าสถิติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น โดยอัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากอัตราการเกิด 35.89 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2552 เป็น 52.69 ต่อแสนประชากร โดยเฉพาะในรอบ 10 ปีนี้พบวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี ติดกามโรคเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าตัว จากอัตราการเกิดโรค 7.53 เป็น 34.50 ต่อประชากรแสนคน อายุ 20-19 ปี เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากอัตราการเกิดอยู่ที่ 26.66 เป็น 42.73 ต่อประชากรแสนคน ส่วนโรคเอดส์มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 7,695 คน และคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าอัตราการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในทั้ง 2 กลุ่มจะเพิ่มขึ้นเป็น 21,137 คน เพราะใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ลดลง

จากการสำรวจความเห็นประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป 3,000 คน ระหว่างวันที่ 11-13 ม.ค. พบว่าใช้ถุงยางอนามัยร้อยละ 88.6 ไม่เคยใช้ร้อยละ 6.7 ถ้าเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่พบว่ามีการใช้ถุงยางอนามัยประจำร้อยละ 57 ใช้เป็นบางครั้งร้อยละ 35.7 ไม่เคยใช้เลยร้อยละ 7.3 ส่วนการเข้าถึงถุงยางอนามัยส่วนใหญ่หาได้จากร้านสะดวกซื้อร้อยละ 66.5 ซูเปอร์มาร์เกต หรือห้างสรรพสินค้าร้อยละ 49.7 รพ.สถานบริการทางการแพทย์ร้อยละ 43.6 ส่วนสถานศึกษานั้นมีเพียงร้อยละ 18.5 เท่านั้น ซึ่งจากการสำรวจเพิ่มเติมเรื่องการติดตั้งเครื่องหยอดถุงยางอนามัยในโรงเรียนพบว่าประชาชนเห็นด้วยร้อยละ 60 เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ร้อยละ 47.6

ทั้งนี้ พญ.พรรณพิมล ยังบอกอีกว่า วันนี้เราไม่สามารถห้ามเด็กไปมีเพศสัมพันธ์ได้ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง ที่สำคัญคือเน้นทักษะการแก้ไขปัญหามากกว่าการเรียนการสอนตามหลักสูตรที่ไม่สามารถเอาไปใช้จริงในชีวิตประจำวันได้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเข้าถึงการใช้ถุงยางอนามัยให้มากที่สุด.

อภิวรรณ เสาเวียง : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  14 กุมภาพันธ์ 2558

รู้จักรัก รู้จักป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

thairath140214_001สัปดาห์แห่งความรัก หรือเทศกาลวาเลนไทน์ เป็นช่วงที่อารมณ์ หรือฮอร์โมนพลุ่งพล่าน หลายคู่รักมักวางแผนทำกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่ไปทานข้าวสังสรรค์ จนถึงขั้นมีกิจกรรมเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเรา แต่จะเป็นกิจกรรมประเภทไหน ก็พึงกระทำอย่างมีสติ วันนี้ทีมคณะแพทย์ศาสตร์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี จึงมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคทางเพศสัมพันธ์มาฝาก แม้จะดูน่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่เกิดบ่อยครั้ง หากนึกสนุกมีความสัมพันธ์โดยไม่ดูแลตัวเองให้ดี ฉะนั้น เรื่องน่ารู้และคำแนะนำเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณๆ ทั้งหลายควรรู้ไว้ โดยในวันนี้จะนำเสนอเป็นตอนแรก และนำเสนอตอนจบในสัปดาห์ถัดไป

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ “กามโรค” เกิดจากการร่วมเพศกับผู้ที่เป็นโรคนี้ ไม่ได้เกิดจากการใช้สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันร่วมกัน การใช้ห้องสุขา หรือสระว่ายน้ำร่วมกัน ยกเว้นอุปกรณ์ที่ใช้ในกิจกรรมทางเพศ เช่น อวัยวะเพศชายเทียมที่ใช้ในการร่วมเพศครั้งเดียวกัน

กิจกรรมทางเพศมีหลายรูปแบบ มีความเสี่ยงต่อการติดโรคมากน้อย ขึ้นกับลักษณะของกิจกรรม กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคต่ำ ได้แก่ การกอดจูบลูบคลำภายนอก การสำเร็จความใคร่ให้กันและกัน กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ การร่วมเพศทางปาก ทางช่องคลอด และทางทวารหนัก โดยเฉพาะการร่วมเพศทางทวารหนักนั้น มีการเสี่ยงต่อการติดโรคมากที่สุด เพราะมักมีการถลอกของอวัยวะเพศชายและผิวทวารหนัก ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อกามโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

การใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันกามโรคได้ดี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้สม่ำเสมอทุกครั้งที่ร่วมเพศ สวมใส่ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง มีการหล่อลื่นดีเพื่อป้องกันถุงฉีกขาด แต่สิ่งที่ควรรู้ คือ ถุงยางอนามัยป้องกันกามโรคบางชนิดได้ไม่ดีนัก เช่น หูดหงอนไก่ โรคเริม เพราะอาจติดต่อโดยบริเวณถุงยางคลุมไม่ถึง ถุงยางอนามัยสตรีป้องกันกามโรคได้ดีกว่าถุงยางชาย เพราะมีบริเวณครอบคลุมมากกว่าและฉีกขาดยากกว่า การใส่ถุงยางชายหลายชั้นอาจทำให้การแตกรั่วฉีกขาดยากขึ้น แต่ทำให้ความรู้สึกในการร่วมเพศลดลง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ มีความรุนแรงตั้งแต่น้อยถึงมาก จนทำให้เสียชีวิต โดยสามารถแบ่งประเภทตามอาการได้ดังนี้

ประเภทแรกคือ “ไม่มีอาการ” ได้แก่ โรคเอดส์ระยะแรก หรือที่เรียกว่า เอชไอวี โรคตับอักเสบจากไวรัสบีและโรคซิฟิลิส ทั้งสามโรคตรวจพบได้จากการเจาะเลือด ถ้าเลือดบวกแสดงว่ามีการติดเชื้อ และอาจอยู่ในระยะแฝง หรือฟักตัว

“โรคเอดส์” อาจใช้เวลาถึงสามเดือนจึงจะทำให้เลือดเป็นผลบวก ในกรณีที่สงสัยจึงต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำหลายครั้ง โรคเอดส์และโรคตับอักเสบจากไวรัสบีในระยะสุดท้าย จะทำให้มีอาการต่อระบบต่างๆ ในร่างกายมาก และผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตในที่สุด ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด ยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ไม่สามารถกำจัดเชื้อดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยสามารถดูแลร่างกายให้แข็งแรงและไม่รับเชื้อเพิ่ม ก็อาจมีสุขภาพเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้ ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ใช้ร่วมกันหลายขนาน สามารถควบคุมการติดเชื้อไม่ให้กำเริบจนมีอาการได้ แต่ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสให้หายขาด

ซิฟิลิส” เป็นกามโรคที่สำคัญในอดีต ก่อนจะมีโรคเอดส์ แต่ในปัจจุบันมียาปฏิชีวนะสามารถรักษาให้หายขาดได้ หรืออย่างน้อยก็ควบคุมยับยั้งการกำเริบของโรคนี้ได้ จึงไม่แสดงอาการรุนแรงเหมือนในอดีต และมักตรวจพบในสตรีที่มาเจาะเลือดขณะฝากครรภ์ หรือผู้ป่วยที่เจาะเลือดก่อนรับการผ่าตัดกลุ่มที่มีติ่งเนื้อ หรือตุ่มนูนที่อวัยวะเพศ โรคที่สำคัญ คือ หูดหงอนไก่และหูดข้าวสุก

กลุ่มต่อมา ได้แก่ “หนองแท้และหนองในเทียม” กลุ่มนี้มีอาการเด่น คือ มีหนองไหลจากอวัยวะเพศ หรือช่องทางร่วมเพศ ในเพศหญิงพบว่าไหลออกจากช่องคลอด หรือช่องปัสสาวะและมีอาการแสบเวลาปัสสาวะ ในเพศชายจะมีอาการหนองไหลจากท่อปัสสาวะและมีปัสสาวะแสบขัดลำกล้องมากกว่าในฝ่ายหญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะยาวกว่า ในรายที่ร่วมเพศทางปากอาจพบมีการอักเสบและมีหนองในช่องปากและต่อมทอนซิล ในรายที่มีการร่วมเพศทางทวารหนักอาจพบมีหนองปนกับอุจจาระ โดยทั่วไปมักเกิดอาการเหล่านี้ภายใน 1 สัปดาห์ หลังการร่วมเพศที่ติดเชื้อ ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ

หูดหงอนไก่” เป็นกามโรคที่พบบ่อยในปัจจุบันและมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก เพราะเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกัน ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องได้ แต่วัคซีนมีราคาแพงและควรฉีดก่อนการร่วมเพศครั้งแรกเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ทั้งสองโรคจะมีอาการคล้ายกัน คือ มีตุ่มนูนบริเวณอวัยวะเพศ มักมีหลายตุ่ม ขนาดเล็กๆ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ไม่เจ็บ ยกเว้นจะมีการอักเสบจากการเกา หูดหงอนไก่มีผิวขรุขระเป็นหนาม คล้ายกับหงอนไก่ หรือดอกกะหล่ำ

หูดข้าวสุก” มีผิวเรียบ แต่ละตุ่มมีรูตรงกลาง ซึ่งเมื่อสุกดีจะบีบของเหลวข้นๆ ออกจากรูได้คล้ายข้าวสุก ในบางรายติ่งเนื้อ หรือตุ่มมีขนาดเล็ก สามารถหายเองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก หรือกระจายเป็นวงกว้าง การใช้ยารักษาหูดจี้สัปดาห์ละหนึ่ง หรือสองครั้งจะได้ผลดี ถ้าใช้ยาเกินหนึ่งเดือนแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจใช้วิธีทางศัลยกรรม เช่น การตัดออก การจี้ด้วยไฟฟ้า การจี้ด้วยความเย็น

จะเห็นได้ว่าอาการของกลุ่มกามโรคที่กล่าวมานี้มีอาการค่อนข้างรุนแรงและต้องใช้เวลาในการรักษา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกโรคมีวิธีป้องกันหลายวิธี ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ในสัปดาห์หน้า เราจะนำเสนออาการในกลุ่มกามโรคอื่นๆ อีก สำหรับสัปดาห์นี้ ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขในช่วงเทศกาลแห่งความรัก ที่สำคัญนอกเหนือไปกว่าส่งความรักให้คนอื่น ก็อย่าลืมรักตัวเอง ป้องกันตัวเอง และคนที่เรารักจากโรคทางเพศสัมพันธ์ให้ดีด้วย.

นพ.สัญญา ภัทราชัย
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 14 กุมภาพันธ์ 2557

thairath140221_001

รู้จักรัก รู้จักป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทีมแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้นำเสนอเกี่ยวกับกลุ่มอาการของกามโรคไปแล้วบางส่วน ในสัปดาห์นี้จะขอเพิ่มเติมกลุ่มอาการอื่นๆ เพื่อเป็นความรู้และข้อเสนอแนะสำหรับดูแลตัวเองและคนที่เรารักต่อไป

กลุ่มถัดมาคืออาการ “มีแผลที่อวัยวะเพศ” โรคสำคัญคือเริมและแผลริมอ่อน ทั้งสองโรคมักเกิดแผลที่บริเวณอวัยวะเพศประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อ

โรคเริม” มักมีอาการเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสๆ ประมาณกลุ่มละ 4-6 ตุ่ม กระจายตามบริเวณผิวหนังที่สัมผัสเชื้อในการร่วมเพศ มีอาการเจ็บและแสบร้อนมากภายใน 1 สัปดาห์ ตุ่มน้ำจะแตกและกลายเป็นแผลตื้นๆ ซึ่งแสบร้อนมาก ในบางรายอาจทำให้อวัยวะเพศบวม บางรายปัสสาวะไม่ออก ในรายที่มีอาการครั้งแรกมักมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย พร้อมกันนั้นก็มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต กรณีที่มีอาการอ่อนเพลียมากหรือปัสสาวะไม่ออก ควรนอนรักษาในโรงพยาบาลพร้อมให้ยาและน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ โดยอาการมักหายเป็นปกติภายในสองสามสัปดาห์ แผลหายสนิทโดยไม่มีแผลเป็น (ถ้าไม่มีการอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรียซ้ำเติม) โรคเริมอาจกลับมาเป็นซ้ำได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ขณะมีประจำเดือน เครียดจัด นอนไม่หลับ ตุ่มน้ำของเริมมักขึ้นบริเวณเดิม โดยอาการจะไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสและยังไม่มียารักษาให้หายขาด มีแต่ยาที่ทำให้อาการทุเลาและหายเร็วขึ้น

แผลริมอ่อน” ต่างจากเริมเพราะเป็นแผลเดี่ยวขนาดใหญ่ แผลมีก้นลึกและมีหนองที่ก้นแผล ขอบแผลดูเว้าแหว่งเหมือนถูกสัตว์กัดแทะ มีอาการเจ็บมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษามักหายเองภายในสองสามสัปดาห์ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการฉีดยาครั้งเดียว

กลุ่มอาการ “ฝีมะม่วง” คือการอักเสบของกลุ่มต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดโตและเจ็บ บางรายมีร่องตรงกลางดูคล้ายผลมะม่วงอกร่อง จึงเรียกว่าฝีมะม่วง ในกรณีที่ฝีสุกและมีหนองภายในมาก ฝีอาจแตกได้ ซึ่งภายหลังฝีแตก แผลมักหายช้า บางรายอาจกินเวลาเป็นเดือน ฉะนั้นจึงควรรักษาก่อนฝีจะแตกและไม่ควรผ่าฝี การรักษาที่ถูกต้องคือ แพทย์จะใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังปกติเข้าไปในฝีและดูดหนองออกเพื่อให้ฝียุบตัวลง หลังจากนั้นจึงให้ยาปฏิชีวนะต่ออีกสองสัปดาห์ ฝีมะม่วงเกิดจากเชื้อตัวเดียวกับโรคหนองในเทียมและใช้ยารักษาในกลุ่มยาเดียวกัน

กลุ่มอาการ “ตกขาวกลิ่นเหม็นคาวปลา” ซึ่งมีอาการคันหรือตกขาวเป็นก้อน กลุ่มนี้ประกอบด้วยโรคสามโรคคือ การติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา การติดเชื้อราในช่องคลอดและการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ทั้งสามโรคเป็นโรคที่ไม่รุนแรง ไม่ทำอันตรายร้ายแรงต่อผู้ติดเชื้อ แต่สร้างความรำคาญโดยเฉพาะในการร่วมเพศ ทั้งสามโรคเกิดจากการเสียสมดุลของสภาวะในช่องคลอด ซึ่งโดยปกติจะมีความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การสวนล้างช่องคลอด การใช้สิ่งแปลกปลอมสอดใส่ในช่องคลอด การเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือการติดเชื้อกามโรค

การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา” เกิดจากภาวะในช่องคลอดเป็นกรดน้อยลง ทำให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเจริญผิดปกติ กลิ่นจะรุนแรงในขณะที่มีการหลั่งน้ำอสุจิในการร่วมเพศ ทำให้เกิดความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์ โรคนี้สามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ อาจใช้ร่วมกับยาเหน็บช่องคลอด และงดการสวนล้างช่องคลอด โรคนี้อาจเป็นซ้ำได้บ่อย และเพื่อให้เกิดผลดีทางการรักษาฝ่ายสามีจึงต้องมีการรักษาควบคู่กันไปด้วย

เชื้อราในช่องคลอด” พบได้บ่อยในคนปกติ บางรายพบจากการตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกประจำปี โดยทั่วไปมักไม่มีอาการ ยกเว้นในรายที่เป็นมากอาจมีตกขาวปริมาณมากและมีอาการคัน ตกขาวมีลักษณะเป็นก้อนๆ เหมือนนมบูดหรือนมแหวะออกมาของทารก อาการอาจมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมดลูกและอวัยวะในช่องเชิงกรานมากขึ้น การรักษามียารับประทานทางปากหรือเหน็บทางช่องคลอด

เชื้อพยาธิในช่องคลอด” พบได้น้อยกว่าสองโรคข้างต้น พบได้บ้างในคนปกติ ในรายที่เป็นมากจะมีตกขาวคล้ายหนองเป็นฟองจำนวนมากและมีกลิ่นเหม็นคันช่องคลอด นำตกขาวมาส่องขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบตัวพยาธิรูปร่างเหมือนใบโพธิ์วิ่งไปมาจำนวนมาก สามีมักมีเชื้อพยาธิอยู่ด้วยแต่ไม่มีอาการ การรักษาต้องรักษาทั้งคู่จึงจะหายขาด การรักษาโดยให้ยาครั้งเดียวรับประทานจะให้ผลดีมาก

thairath140221_001a

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำสำหรับการปฏิบัติตัวในกรณีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

– ลด ละ เลิก พฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อกามโรค เช่น มีคู่เพศสัมพันธ์หลายคน การสำส่อนทางเพศ การใช้วิธีร่วมเพศที่ไม่ปลอดภัย เช่น ใช้อุปกรณ์ในการร่วมเพศร่วมกัน

– หากสงสัยว่าจะเป็นกามโรคให้มาพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

– ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในการร่วมเพศกับผู้ที่ไม่ทราบว่าปลอดภัยหรือไม่ วิธีดีที่สุดคือพึงพอใจเฉพาะคู่ของตน เพราะหากร่วมเพศกับผู้ที่ปลอดภัยก็ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกัน

– ผู้ป่วยกามโรคควรพาคู่สมรสหรือคู่เพศสัมพันธ์มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาเชื้อที่อาจแฝงอยู่ ในผู้ป่วยกามโรคบางรายอาจมีโรคมากกว่าหนึ่ง ดังนั้น คลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงมีบริการเจาะเลือด ตรวจหาเลือดบวกและเพาะเชื้อจากหนองหรือตกขาวเพื่อค้นหาการติดเชื้อกามโรคในระยะแฝง การรักษาต้องให้การรักษาทั้งคู่จนหายจึงจะมีความปลอดภัยในการร่วมเพศ

นพ.สัญญา ภัทราชัย

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 21 กุมภาพันธ์ 2557

เซ็กซ์ไม่ป้องกัน เสี่ยงกามโรค 80%

dailynews140221_001เรื่องเพศสัมพันธ์ หากมีการเปลี่ยนคู่นอนมากหน้าหลายตา นอกจากจะต้องป้องกันเรื่องการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจแล้ว การป้องกันการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ก็ยังสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มิเช่นนั้น โรคร้ายๆ อาจคืบคลานเข้ามาจนทำให้เจ็บป่วย และอาจรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถมีเซ็กซ์ได้

อย่างเช่น กามโรค สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ การมีกิจกรรมทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่ได้สวมใส่ถุงยางอนามัยชนิดลาเท็กซ์ (Latex condom) และการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด หรือทางทวารหนักกับผู้ที่เป็นโรคหรือผู้ติดเชื้อ มีผลการศึกษาชี้ว่า ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวกับผู้ชายที่มีเชื้อหนองในแท้โดยไม่สวมใส่ถุงยาง จะมีโอกาสติดเชื้อประมาณ 70-80%

ส่วนผู้ที่สวมถุงยางอนามัยไม่ถูกวิธี หรือมีพฤติกรรมใส่บ้างไม่ใส่บ้างนั้น ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการติดโรค ซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนของคู่นอน และเมื่อเป็นโรคทางเพศชนิดหนึ่งแล้วก็จะทำให้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกชนิดหนึ่งได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าเป็นเริมที่อวัยวะเพศ กามโรค/โรคซิฟิลิส หนองในแท้/โรคหนองใน หรือหนองในเทียม และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโรคเอดส์ จะมีโอกาสติดเชื้อเอดส์เพิ่มสูงขึ้น

อาการที่อาจบ่งชี้ว่าติดโรคสามารถสังเกตได้จากมีอาการเจ็บ มีก้อนบวม (Lump) หรือแผลที่บริเวณปากและทวารหนัก ปัสสาวะแสบขัด มีน้ำ ตลอดจนมีหนองออกมาจากอวัยวะเพศชายและช่องคลอด มีอาการปวดที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองโดยเฉพาะที่ขาหนีบ เป็นต้น โดยหลังจากที่มีการสัมผัสโรคจะใช้เวลาตั้งแต่ 2 วัน จนถึง 3 เดือน จึงจะปรากฎอาการหรือร่องรอยของโรค

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ยังมีอีกหลายสาเหตุ ทั้งการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อเหล่านี้ได้ เช่น ไวรัสเอชไอวี หรือไวรัสตับอักเสบ บี และเมื่อติดเชื้อแล้ว ก็สามารถแพร่กระจายเชื้อต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย ซึ่งวัยรุ่นผู้หญิงเซลล์บริเวณปากมดลูกยังเจริญไม่เต็มที่ จึงมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ตลอดเวลา เซลล์ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้จะไวต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 21 กุมภาพันธ์ 2557

‘เซ็กซ์’ ปลอดภัยวัยว้าวุ่น

dailynews130915_002วัยรุ่นที่รักสนุก ไม่ป้องกัน อาจพลาดพลั้งตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ หรือติดโรคจากคู่นอนเป็นของแถม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ในบ้านเรายังพบเห็นอยู่เป็นประจำ ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

รศ.นพ.สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบาย กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์พบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากสถิติผู้หญิงตั้งครรภ์ 100 คน พบว่า 14-15% เป็นผู้หญิงอายุน้อยกว่า 20 ปี เฉลี่ยประมาณ 300 คนต่อวัน หรือถ้าอายุน้อยกว่า 15 ปี คือ อายุ 14 ปีลงไป ตั้งครรภ์เฉลี่ย 10 คนต่อวัน ถือเป็นปัญหาที่สำคัญ ในฐานะคนทำงานด้านนี้มองว่าทำอย่างไรจะลดปัญหาลงได้

ปัญหาการมีเซ็กซ์ไม่ปลอดภัย นำไปสู่การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำแท้ง ถ้าทำแท้งไม่ปลอดภัยก็นำไปสู่การติดเชื้อ เสียชีวิตของมารดาได้ ถ้าไม่ทำแท้ง เขาก็จะไม่ค่อยดูแลครรภ์ การตั้งครรภ์นั้นก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น คลอดออกมาทารกถูกทิ้ง ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม และเป็นปัญหาสังคมตามมา

เซ็กซ์ไม่ปลอดภัยยังเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการติดเชื้อเอชไอวี ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ในวัยรุ่นสูงอยู่

นอกจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ติดโรคแล้ว แม่อายุน้อยอาจจะมีอัตราการคลอดทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่ากำหนดเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับแม่ที่อายุปกติ หรืออาจจะมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ต้องผ่าตัดคลอดเพิ่มขึ้น เนื่องจากเชิงกรานยังไม่พร้อมที่จะคลอดลูกทางช่องคลอด มีโอกาสจะเจ็บท้องก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น

ส่วนทารกนั้น เมื่อคลอดออกมาถ้าได้รับการดูแลดีก็จะมีพัฒนาการตามปกติได้ แต่วัยรุ่นบางคนมีการดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ยาเสพติดขณะตั้งครรภ์ ตรงนี้จะเป็นปัญหากับทารกในครรภ์ได้

การมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน ถ้าเป็นปัจจัยที่เกิดจากตัววัยรุ่นเอง ด้านร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลง จากเด็กผู้ชายเป็นหนุ่มที่มีกล้ามเนื้อ มีอารมณ์ทางเพศ เด็กผู้หญิงเป็นสาวมีเต้านม มีทรวดทรง

ส่วนด้านจิตใจ วัยรุ่นมีความสนใจในตัวเองและเพศตรงข้าม เริ่มไม่ฟังผู้ใหญ่ เชื่อเพื่อน เชื่อคนอื่นมากกว่าผู้ปกครอง มีพฤติกรรมเลียนแบบ เพื่อนมีแฟนตัวเองก็ต้องมีแฟนด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายในตัววัยรุ่น

ด้านปัจจัยภายนอกมาจากครอบครัว เช่น พ่อแม่ทำแต่งาน ไม่มีเวลาให้ลูก ครอบครัวแตกแยก มีแนวโน้มที่ลูกจะไปหาความอบอุ่นจากข้างนอก เพื่อนจึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เขาออกนอกลู่นอกทางได้

ขณะเดียวกันการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนก็ยังทำได้ไม่ถูกต้อง หรือไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เท่าที่เคยพูดคุยกับคุณครูที่ทำเรื่องนี้บอกว่าไม่ได้รับการสนับสนุน ถือว่าไม่ใช่ภาระงานของครู ดังนั้นเขาก็ทำแบบขอไปที ไม่เต็มที่

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น สื่อลามก ภาพยนตร์ ดารา ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่านิยม ทัศนคติของวัยรุ่นเรื่องการมีเซ็กซ์ไม่ถูกต้อง คือ มีเซ็กซ์โดยไม่ต้องกลัวอะไร

คำแนะนำเพื่อป้องกันปัญหามี 2 ส่วน คือ

ส่วนแรก ครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรให้คำแนะนำ เป็นเพื่อนเด็กได้ ให้เด็กกล้ามาปรึกษา หรือมาพูดคุยก่อนที่เขาจะไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงต่อการมีเซ็กซ์ เช่น เด็กผู้หญิงมีเพื่อนผู้ชายชวนไปเที่ยวต่างจังหวัดสองต่อสอง สุ่มเสี่ยงต่อการเสียตัว ถ้าเขาได้รับการชักชวนแล้วพูดคุยกับพ่อแม่จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ดังนั้นพ่อแม่ต้องเปิดใจ ทำให้เด็กไว้ใจ เชื่อใจมาขอคำปรึกษา

ส่วนที่สอง เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมีแนวคิดที่แตกต่างกัน แนวคิดของผู้ชาย “เซ็กซ์” สำคัญกว่า “ความรัก” ในขณะที่เด็กผู้หญิงความรักก่อน แล้วจึงยอมมีเซ็กซ์ด้วย คือ ยอมมีเซ็กซ์เพื่อความรัก

ดังนั้นกรณีเด็กผู้ชาย ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครอง สอนเขาให้เกียรติผู้หญิง รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำอะไรก่อนวัยอันสมควรหรือก่อนเวลาอันสมควร ก็จะทำให้เขาไม่เอาเปรียบผู้หญิง ส่วนเด็กผู้หญิงต้องสอนให้รู้จักปฏิเสธการเข้าไปอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อการมีเซ็กซ์

ผมมีตัวอย่างผู้หญิงอายุ 19 ปีมาฝากท้อง รพ.จุฬาลงกรณ์ แล้วติดเชื้อเอชไอวี ปรากฏว่า สามีคนปัจจุบันซึ่งเป็นวัยรุ่นเหมือนกัน ผลเลือดเป็นลบ คุยกันไปคุยกันมาถึงได้รู้ว่าน่าจะติดเชื้อเอชไอวีจากแฟนคนแรก ซึ่งมีเซ็กซ์กันตั้งแต่อายุ 15 ปี ตอนอยู่ ม.3 ผมก็ถามว่า แล้วทำไมจึงมีเพศสัมพันธ์ เขาบอกว่า ช่วงปิดเทอมได้ไปเลี้ยงฉลองกัน พอถามว่า ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่าทำให้ยินยอมมีเซ็กซ์ เขาบอกว่าไม่ใช่ ที่ยอมเพราะรักผู้ชายคนนั้น ในที่สุดความสัมพันธ์ก็ยุติ เมื่อผู้ชายมีเซ็กซ์ด้วยแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก กรณีนี้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าผู้ชายถูกสอนไม่ให้เอาเปรียบผู้หญิง ผู้หญิงถูกสอนให้รู้จักปฏิเสธ รู้ว่า เซ็กซ์ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ความรักยั่งยืน อาจจะช่วยให้เขาป้องกันปัญหาตรงนี้ได้

ถามว่า การทำโครงการนี้ไปส่งเสริมให้เด็กมีเพศสัมพันธ์หรือเปล่า คำตอบ คือ ไม่ใช่ การไม่มีเซ็กซ์ก่อนวัยอันสมควรดีที่สุด แต่ในสหรัฐเคยมีการศึกษาว่า ถ้าทำให้เด็กไม่มีเซ็กซ์จะช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ในเด็กวัยรุ่นได้หรือไม่ ผลปรากฏว่าโครงการนี้ล้มเหลว เพราะไม่สามารถไปห้ามเด็กมีเซ็กซ์ได้ ดังนั้นถ้าเขาจะมีเซ็กซ์ต้องดูว่าทำอย่างไรไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ให้เขาติดโรค โดยเฉพาะติดเชื้อเอชไอวี คือ ไม่มีเซ็กซ์ดีที่สุด แต่ถ้ามีเซ็กซ์ต้องมีเซ็กซ์อย่างปลอดภัย

เรื่องการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ในทางกฎหมายการทำแท้งไม่ได้รับการยอมรับ จึงมีการลักลอบการทำแท้งเกิดขึ้น ดังนั้นก็ต้องพยายามให้คำปรึกษาวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ว่าจะตั้งครรภ์ต่อหรือยุติการตั้งครรภ์ ถ้าต้องการยุติการตั้งครรภ์ก็ส่งไปในสถานที่ปลอดภัย แต่ตรงนี้อาจลำบากในการสื่อออกไปเพราะเป็นสิ่งที่ยังผิดกฎหมาย ถามว่ายังมีการให้บริการตรงนี้ไหม ยังมีอยู่

รพ.จุฬาลงกรณ์ มี “คลินิกดรุณรักษ์” ดูแลวัยรุ่นและเด็กที่มีปัญหาทางนรีเวช คลินิกนี้เป็นศูนย์รับส่งต่อคนไข้จากที่อื่น เป็นกรณีที่มีปัญหาเยอะ ๆ ไม่สามารถดูแลได้ในสถานบริการปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ หรือบางครั้งเด็กพุ่งตรงมาที่คลินิกเราก็ยินดีให้คำปรึกษา

ในบ้านเรามีองค์กรภาครัฐและเอกชนทำเรื่องตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเยอะ เพียงแต่ว่า อาจจะยังไม่ประสานกัน อีกทั้งวัยรุ่นก็ไม่รู้ว่าจะไปปรึกษา ขอคำแนะนำ และเข้าถึงบริการได้อย่างไร ก็เลยมีแนวคิดตั้งศูนย์ให้วัยรุ่นเข้าถึงได้ ด้วยการใช้สื่อออนไลน์เป็นตัวเชื่อมโยงวัยรุ่น ตอนนี้เรามีเฟซบุ๊กศูนย์สุขใจวัยว้าวุ่น” เป็นตัวเชื่อม เด็กวัยรุ่นสามารถติดต่อผ่านทางช่องทางนี้ ถามคำถาม หรือ ในกรณีที่ต้องการบริการด้านนี้ เราจะสื่อสารให้เขาไปพบศูนย์ที่อยู่ใกล้ ๆ ว่า ที่ไหนมีศูนย์บริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นบ้าง

ที่ผ่านมากระแสละครฮอร์โมนวัยว้าวุ่นดัง เราก็เลยจะจัดเสวนา “เซ็กซ์ปลอดภัย วัยว้าวุ่น” ในวันที่ 24 ก.ย. นี้ ที่ห้องประชุมเฉลิม พรหมมาส อาคาร อปร. เวลา 13.00-15.30 น. มีผู้ร่วมเสวนา อาทิ ทีมงานซีรีส์ ฮอร์โมน นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล คุณกรรณิกา ธรรมเกษร ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร พญ.ทัศน์วรรณ รังรักษ์ศิริวร รวมทั้งตัวแทนวัยรุ่น ดังนั้นผู้สนใจสามารถไปร่วมรับฟังหรือแสดงความเห็นได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์  15 กันยายน 2556

จุดซ่อนเร้นอย่าดูแลผิด

dailynews130327_001สุขภาพทางเพศเป็นเรื่องสำคัญ ต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ติดเชื้อ จนกลายเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ครั้งนี้มุมสุขภาพขอหยิบสองเรื่องสำคัญที่หลายคนมักเข้าใจผิด เริ่มจากเรื่องการทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ทาง โจแอล บราวน์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอส แองเจลิส อเมริกา เตือนคุณผู้หญิงที่ใช้สบู่หรือเจลอาบน้ำทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น แถมยังชอนไชเข้าไปภายในช่องคลอดนั้น มิได้ทำให้บริเวณดังกล่าวสะอาดปราศจากเชื้อโรคอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่การกระทำดังกล่าว กลับเพิ่มโอกาสเสี่ยงติดเชื้อของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โดยสบู่หรือเจลอาบน้ำทั่วไปไม่ได้เหมาะกับการทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น เพราะส่วนประกอบจะเข้าไปทำลายสมดุลค่าพีเอชหรือความเป็นกรด-เบส รวมถึงก่อกวนสมดุลของแบคทีเรียตัวดีและร้าย มิหนำซ้ำยังอาจทำลายเนื้อเยื่ออ่อนๆ บริเวณช่องคลอดด้วย ฉะนั้นแค่ล้างทำความสะอาดภายนอก ไม่ทำให้อับชื้นก็เพียงพอแล้ว

ส่วนการใช้สารหล่อลื่นเพื่อช่วยเรื่องการสอดใส่และเคลื่อนเข้าเคลื่อนออกนั้น ดร.ไมเคิล ซีนาแมน สูตินรีแพทย์ จากศูนย์การแพทย์ เซนต์ อลิซาเบธ ในบอสตัน เล่าว่า ปิโตรเลียมเจล ซึ่งถูกผลิตมาเพื่อการใช้ทาผิวหนังภายนอก มีคนจำนวนไม่น้อยนำมาใช้เป็นสารหล่อลื่น ซึ่งถือว่าผิดวัตุประสงค์ และแม้จะไม่มีการรายงานว่า ปิโตรเลียมเจลเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ แต่สารประกอบของปิโตรเลียมเจลสามารถย่อยสลายยาง หรือทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมประสิทธิภาพลงไป ดังนั้น ถ้าต้องการใช้สารหล่อลื่น ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์สารหล่อลื่นที่แท้จริง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 27 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Doctors do not recommend that women wash themselves internally because it can alter the balance of bacteria.

Doctors do not recommend that women wash themselves internally because it can alter the balance of bacteria.

Women who wash intimate areas with shower gels and soaps ‘increase their risk of sexually transmitted infections’ 

  • Using soaps or lubricants internally raises women’s risk of STIs
  • The products can upset pH levels and bacteria balances
  • Can also damage delicate tissues, allowing harmful organisms to proliferate

By EMMA INNES

PUBLISHED: 15:51 GMT, 21 March 2013

Women who use shower gels and soaps in intimate areas are putting themselves at higher risk of developing sexually transmitted infections, experts have warned.

Researchers at the University of California, Los Angeles, say that soaps and lubricants can damage sensitive tissues and raise a woman’s chance of becoming infected with herpes, chlamydia and HIV.

Study leader Joelle Brown said there is ‘mounting evidence’ that using these products internally can increase the risk of bacterial vaginosis – a condition that occurs when the bacterial balance becomes disrupted – and sexually transmitted infections.

Dr Brown’s team recruited 141 women in Los Angeles who agreed to answer questionnaires about their product use and undergo lab tests for vaginal infections.

The researchers found that 66 per cent of the women reported using lubricants and cleansers internally.

The most commonly used products were sexual lubricants – 70 per cent of the product-using group used commercial lubricants, while 17 per cent reported using petroleum jelly and 13 per cent used oils.

Test results showed that the women who used products not intended for internal use, such as oils and Vaseline, were more likely to have yeast and bacterial infections, according to the findings published in the journal Obstetrics and Gynaecology.

For instance, 40 per cent of the women who used petroleum jelly as a lubricant had bacterial vaginosis – an infection that can be caused by a number of common bacterial species – compared to 18 per cent of women who did not insert petroleum jelly.

And 44 per cent of women who reported using oils tested positive for Candida, the fungus that causes yeast infections, compared to five  per cent of women who did not use oils.

Researchers suggested the increased risk for these common infections might result from the products upsetting internal pH and beneficial microbe communities, allowing harmful organisms to proliferate.

Normally, the area is home to a finely tuned system of good and bad bacteria, which produce acids that protect against infections and viruses.

Doctors do not recommend that women wash themselves internally because it can alter the balance of these bacteria and does not seem to offer any benefit.

The natural balance of bacteria in the vagina is an ‘evolutionary protection that is just washed away,’ with soaps and perfumes according to Dr Michael Zinaman, chair of obstetrics and gynaecology at St Elizabeth’s Medical Centre in Boston.

A representative for Vaseline manufacturer Unilever told Reuters Health: ‘Vaseline Petroleum Jelly is for external use only, and we state this on our packaging for consumers. We do not recommend Vaseline Petroleum Jelly be used as a lubricant and have not performed any testing to support this use.

‘Vaseline Petroleum Jelly should also not be used as a sexual lubricant in combination with latex barrier protection, as it can degrade the latex.’

The study did not determine why petroleum jelly might promote bacterial vaginosis.

Commercial sexual lubricants, which are designed for internal use, were not associated with an increased risk of infection in the study, but they still require further evaluation, according to Dr Brown.

However, Dr Mary Marnach, a specialist in obstetrics and gynaecology at the Mayo Clinic in Rochester, Minnesota, claims that, many personal lubricants, like K-Y jelly, contain glycerin which breaks down to sugars and promotes yeast infections and possibly also bacterial vaginosis, noted.

‘For this reason I recommend lubricants without glycerin such as Astroglide Free and those that are silicone based (K-Y Intrigue) over the counter,’ Dr Marnach said.

The fashion for scented intimate products can be linked to health issues, agrees Dr Sovra Whitcroft, a gynaecologist at the Surrey Park Clinic, Guildford.

She said: ‘The problem with perfumed products is that they change the natural pH or acidity of the vagina.

‘The normal pH is four to five. If this is altered and made less acidic, it loses its natural protection and bacteria are allowed to thrive and multiply. The very product designed to improve body odour can, in a short space of time, do the opposite by contributing to an overgrowth of odour-producing bacteria.

‘And many strong chemicals and perfumes can have a direct irritant effect on the sensitive mucosal lining as well as the relatively thin and delicate skin, causing contact dermatitis or inflammation. This can make the area more prone to harbouring bacteria, causing secondary infections.

‘In the longer term, if products containing talcum powder are sprayed around the area, the tiny particles can be driven up into the female reproductive system.

‘There have been many studies suggesting a link between these talcum particles and ovarian cancer and while it is difficult to know whether these results are true, it is important to steer clear from anything which can cause such potential harm.

‘The truth is as long as a woman is healthy, washes thoroughly with soap and water frequently and changes her underwear every day there should be no need for cover-up deodorants. Using a chemical perfume to cover potential odours may mask an underlying infection or even cause one.’

SOURCE: dailymail.co.uk

อานิสงส์จากเฟซบุ๊ก…ป้องกันกามโรคได้

Young people who received sexual advice from Facebook were more likely to use condoms

เครือข่ายชุมชนออนไลน์หาได้มีแต่พิษภัย หรือเป็นเพียงแค่การผลาญเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ผลงานวิจัยล่าสุดลงวารสารเวชศาสตร์ป้องกันแห่งอเมริกา ได้ผลลัพธ์น่าสนใจว่า ชุมชนออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กสามารถช่วยป้องกันการแพร่กระจายของกามโรคได้

คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคโลราโดในสหรัฐ นำทีมโดยเชียนา บุล ทำการวิจัยกับคนหนุ่มสาวอายุระหวาง 18-24 ปีจำนวน 1,578 ราย เพื่อดูว่าการใช้เฟซบุ๊กส่งผลต่อการพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์แบบป้องกันอย่างไร

กลุ่มตัวอย่างถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกถูกขอให้กด “ไลค์” ในหน้าเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ที่ใช้ชื่อว่า “Just/Us” เพื่อรับข่าวสารและบทความเกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย และการทดลองการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

อีกกลุ่มถูกขอให้เข้าเป็นสมาชิกเฟซบุ๊กหน้า “18-24 News” ซึ่งให้บริการข่าวสารทั่วไปสำหรับคนช่วงวัย 18-24 ปี

วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ ต้องการดูว่าการได้อัพเดตข้อมูลข่าวสารทางเพศอยู่ตลอด จะช่วยให้คนวัยหนุ่มสาวสวมถุงขณะประกอบกามกิจมากขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับแต่ข่าวสารทั่วไปหรือไม่

นักวิจัยติดตามผล 2 เดือนหลังจากนั้น และพบข้อสรุปว่า การเข้าเฟซบุ๊กข่าวสารเรื่องเพศนั้นช่วยได้จริง 68% ของผู้ที่สมัครเว็บนี้บอกว่าใช้ถุงยางในการมีเซ็กซ์ครั้งหลังสุด ขณะที่ผู้ติดตามเฟซบุ๊กอีกเพจใช้แค่ 56%

หากว่ากันถึงภาพรวม สัดส่วนผู้ที่ใช้ถุงยางขณะมีเพศสัมพันธ์จากกลุ่มแรกก็ยังเยอะกว่าอีก คือ 63% ส่วนกลุ่มที่ติดตามข่าวทั่วไปใช้แค่ 57%

ทว่า ผลวิจัยกล่าวไว้อย่างน่าเสียดายว่า พฤติกรรมการใช้ถุงยางกลับลดน้อยถอยลงไปตามช่วงเวลา โดยหลังผ่านไป 6 เดือน พฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มกลับไม่แตกต่างกัน

ศาสตราจารย์บุลกล่าวว่า การใช้โซเชียลมีเดียเช่นเฟซบุ๊กในการชี้นำพฤติกรรมทางเพศนั้นถือเป็นเรื่องใหม่

“มันเป็นขั้นแรกของการพิจารณาหาวิธีการเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมหาศาลในโลกออนไลน์ และหาว่าทำอย่างไรจึงจะใช้การแทรกแซงผ่านเทคโนโลยีได้มากที่สุด”
นักวิจัยจากวิทยาลัยสาธารณสุขโคโลราโดกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันคนหนุ่มสาวไม่มากนักที่เข้าถึงการรักษาอนามัยอย่างสม่ำเสมอ แต่คนรุ่นนี้ 73% กลับเข้าถึงโซเชียลมีเดีย และสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กนี่แหละจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย

กามโรคหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) และการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ที่มักเกิดกับคนในช่วงวัยดังกล่าวจึงน่าจะป้องกันได้ หากส่งเสริมการใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลแก่กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เฝ้าเฟซกันแทบทั้งวันอยู่แล้ว.

ที่มา: ไทยโพสต์ 22 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Facebook could be a valuable tool in promoting safe sex as more than 73 per cent of young people have a social media account

How Facebook could prevent you from catching an STD

  • Young people who ‘Liked’ a sexual health advice site were more likely to use condoms than those who didn’t
  • Facebook ‘a good way to help prevent sexually transmitted infections’

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 13:22 GMT, 10 October 2012

If you worry about spending hours on Facebook, then relax – it could be good for your health.

The social networking site may help prevent the spread of sexually-transmitted diseases, a new study suggests.

Researchers from the University of Colorado found that sexual health advice on the site encouraged condom use among teenagers, decreasing the chance of them spreading STDs.

They recruited 1,578 young adults between 18 and 24 for the study. Some were asked to ‘Like’ and receive news from a sexual-health Facebook page called Just/Us, which shared articles about condom use and sexually transmitted infection testing.

Another group signed up to a Facebook page called 18-24 News, which provided general news items targeted to the age group.

The idea was to see whether receiving updates from a sexual health-based page – rather than a general news page – made the young adults more likely to wear condoms.

When the researchers conducted a survey two months later, they found 68 per cent of people signed up to the sexual advice site had used condoms during their last sexual encounter, compared to just 56 per cent in the news group.

Furthermore, the proportion of sexual acts where a condom had been used was 63 per cent in the first group, but only 57 per cent in the news group.

The study is published in the November issue of the American Journal of Preventive Medicine.

Unfortunately, the effects of the sexual health information appeared to wane over time.

After six months there was no difference in condom use between the two groups.

 

Lead researcher Sheana Bull said the use of social media such as Facebook to influence sexual behaviour was novel.

‘It is a first step in considering how to reach the overwhelming numbers of youth online, and how to maximise approaches to technology-based interventions,’ said Professor Bull, of the Colorado School of Public Health.

She added that many young people don’t always have access to regular health care, yet 73 per cent use social media.

‘Therefore it may provide a viable alternative to promote safe sex,’ she said.

Young people under 25 experience the highest rates of STDs in the UK, according to figures from the Health Protection Agency.

The peak age for an infection in women is between 19 and 20 years, and in men between 20 and 23 years.

Of all 16-19 year olds diagnosed with an STI, at least 11 per cent of women and 12 per cent of men will become re-infected within a year.

SOURCE: dailymail.co.uk

เรื่องที่ผู้หญิงต้องเคลียร์

สูติแพทย์ร่วมไขปริศนาท้าความเชื่อเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สาวๆ ไม่อยากข้องเกี่ยว แต่จำเป็นต้องรู้ให้เท่าทันเพื่อป้องกันตัวเองจากโรคร้ายนี้

“มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมแต่อย่างใด” พญ.เพชรรัตน์ ปิตะหงษ์นันท์ แพทย์ประจำแผนกสูติ-นรีเวชกรรม โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เปิดประเด็นด้วยข้อเท็จจริงที่ค้านความเชื่อของหลายคน พร้อมทั้งมีคำตอบให้กับหลากหลายข้อสงสัย

Q พรหมจรรย์กับมะเร็งปากมดลูก ?

มะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคน แต่พบมากในกลุ่มอายุ 15-59 ปี ทุกๆ 2 นาทีจะมีผู้หญิงทั่วโลกเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก 1 คน ขณะที่แต่ละปี ไทยจะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ประมาณ 10,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 27 คน ซึ่งกว่าครึ่งของผู้ป่วยเหล่านี้จะเสียชีวิต

สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก 70-80% มาจากการติดเชื้อฮิวแมนแพปปิลโลมาไวรัส (HPV) ซึ่งติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้น สาวพรหมจรรย์มีความเสี่ยงน้อยมาก อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยอีก 20-30% ที่อาจเป็นข้อยกเว้น หรือถูกปัจจัยบางอย่างกระตุ้น เช่น การสูบบุหรี่ เป็นต้น

Q หูดหงอนไก่จะกลายเป็นมะเร็ง ?

เอชพีวีคือ ไวรัสชนิดหนึ่งที่พบได้โดยทั่วไปและมีกว่าร้อยชนิด โดยแบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ ชนิดที่ก่อมะเร็งและชนิดที่ไม่ก่อมะเร็ง

ชนิดที่ก่อมะเร็ง สายพันธุ์หลักคือ HPV ชนิด 16 และ 18 ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกถึง 70% และยังก่อให้เกิดมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้แก่ มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งอวัยวะเพศชาย มะเร็งทวารหนัก และ อีกกลุ่มคือชนิดที่ไม่ก่อมะเร็ง สายพันธุ์หลักคือ เอช พี วี ชนิด 6 และ 11 ซึ่งเป็นชนิดที่ทำให้เกิดโรคหูดของอวัยวะเพศ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าหูดหงอนไก่ถึง 90%

หูดหงอนไก่ไม่ก่อมะเร็ง แต่เป็นติ่งเนื้อที่เกิดจากติดเชื้อที่ผิว จนกลายเป็นติ่งที่มีลักษณะเหมือนหงอนไก่ ซึ่งผลกระทบของการเกิดหูดหงอนไก่นี้คือ ความไม่สวยงาม แต่ไม่สามารถกระจายไปเป็นเนื้อร้าย ทั้งยังรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการรักษา เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง

Q การตรวจคัดกรองป้องกันได้ 100% ?

ปัจจุบันการป้องกันมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่เริ่มต้น คือการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี จะมีประสิทธิภาพสูงสุดคือช่วงก่อนมีเพศสัมพันธ์ หรือฉีดให้กับผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 9 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเสมือนการล้อมรั้วบ้านของเราเอาไว้ สามารถป้องกันได้ 70-80% อย่างไรก็ดีแม้ผู้หญิงที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้วก็สามารถฉีดวัคซีนได้ เนื่องจากวัคซีนจะสามารถป้องกันไวรัสเอชพีวีในสายพันธุ์ที่ไม่เคยติดมาก่อน ยังอาจมีบางส่วนที่หลุดรอดเข้าไปได้บ้าง

ฉะนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ไม่ว่าจะเป็น การตรวจภายใน แป๊บสเมียร์ คอลโปสโคป หรืออื่นๆ เป็นประจำทุกปี จึงทำหน้าที่เป็นตัดคัดกรองอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้การป้องกันโรคร้ายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ทราบถึงความร้ายแรงของโรคเหล่านี้ แต่ผู้หญิงบางคนก็อายที่จะพบแพทย์และตรวจภายใน

วัคซีนตัวเดียวกันนี้ยังฉีดให้ผู้ชายได้ด้วยเพื่อป้องกันโรคมะเร็งอวัยวะเพศชาย มะเร็งทวารหนักและโรคหูดหงอนไก่ โดยต้องฉีดให้ครบ 3 เข็มภายในระยะเวลา 6 เดือน โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน เหมือนกันทั้งชายและหญิง

Q ถุงยางอนามัยป้องกันมะเร็งปากมดลูก ?

ถุงยางอนามัยช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ จนหลายคนเข้าใจว่า น่าจะช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะเชื้อเอชพีวีไม่ได้ติดต่อจากสารคัดหลั่ง แต่เชื้อจะอยู่ภายนอกหรือบริเวณพื้นผิวสัมผัส การติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้โดยเพียงสัมผัสเท่านั้น แต่ที่สำคัญ คือ การรักเดียวใจเดียว ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 26 มิถุนายน 2555

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในปัจจุบัน

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือเดิมเรียกว่า “กามโรค” เป็นโรคที่เกิดจากการร่วมเพศกับผู้ที่มีโรคนี้อยู่ ไม่ได้เกิดขึ้นเองหรือเกิดขึ้นจากใช้สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันร่วมกันหรือใช้ห้องสุขา สระว่ายน้ำร่วมกัน (ยกเว้นอุปกรณ์ที่ใช้ในกิจกรรมทางเพศ เช่น อวัยวะเพศชายเทียมที่ใช้ในการร่วมเพศครั้งเดียวกัน)

กิจกรรมทางเพศมีหลายรูปแบบ มีความเสี่ยงต่อการติดกามโรคมากน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจกรรม กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคต่ำได้แก่ การกอดจูบลูบคลำภายนอก การสำเร็จความใคร่ให้กันและกัน กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ การร่วมเพศทางปาก ทางช่องคลอดและทางทวารหนัก โดยที่การร่วมเพศทางทวารหนักมีการเสี่ยงต่อการติดโรคมากที่สุดเพราะมักมีการถลอกของอวัยวะเพศชายและผิวทวารหนักเป็นช่องทางให้เชื้อกามโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

การใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันกามโรคได้ดีโดยมีเงื่อนไขที่ว่า ต้องมีการใช้อย่างสม่ำเสมอทุกครั้งที่ร่วมเพศ ต้องสวมใส่ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง มีการหล่อลื่นที่ดีเพื่อป้องกันถุงฉีกขาด ถุงยางอนามัยป้องกันกามโรคบางชนิดได้ไม่ดีนัก เช่น หูดหงอนไก่ โรคเริม เพราะอาจติดต่อบริเวณที่สัมผัสได้ โดยเฉพาะส่วนที่ถุงยางคลุมไม่ถึง ถุงยางอนามัยสตรีป้องกันกามโรคได้ดีกว่าถุงยางชาย เพราะมีบริเวณครอบคลุมมากกว่าและฉีกขาดยากกว่า การใส่ถุงยางชายหลายชั้นอาจทำให้การแตกรั่วฉีกขาดยากขึ้น แต่ทำให้ความรู้สึกในการร่วมเพศลดลง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ มีความรุนแรงตั้งแต่น้อยไปจนถึงอาการรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้แบ่งได้ดังนี้

1) ไม่มีอาการ ได้แก่ โรคเอดส์ระยะแรก โรคตับอักเสบจากไวรัสบีและโรคซิฟิลิส ซึ่งทั้งสามโรคตรวจได้จากการเจาะเลือด ถ้าพบว่าเลือดบวกหมายถึงมีการติดเชื้อ ถ้าได้ผลบวกไม่ได้หมายความว่าไม่ติดเชื้อแต่อาจจะยังอยู่ในระยะแฝงหรือระยะฟักตัว

โรคเอดส์อาจใช้เวลาถึงสามเดือนจึงจะทำให้เลือดเป็นผลบวกได้ ในกรณีที่สงสัยจึงต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำหลายครั้ง โรคเอดส์และโรคตับอักเสบจากไวรัสบีในระยะสุดท้ายจะทำให้มีอาการต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายมาก และผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตในที่สุด ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด ยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เลือดบวก หากผู้ป่วยสามารถดูแลร่างกายให้แข็งแรงและไม่รับเชื้อเพิ่มก็อาจมีสุขภาพเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้เป็นเวลานาน ๆ ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ใช้ร่วมกันหลายขนานสามารถควบคุมการติดเชื้อไม่ให้กำเริบไปจนมีอาการได้ แต่ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้หายขาด

ซิฟิลิสเป็นกามโรคที่สำคัญในอดีตก่อนที่จะมีโรคเอดส์ แต่ในปัจจุบันยาปฏิชีวนะ สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรืออย่างน้อยควบคุมยับยั้งการกำเริบของโรคนี้ได้ ในปัจจุบันจึงไม่แสดงอาการรุนแรงเหมือนในอดีต มักตรวจพบในสตรีที่มาเจาะเลือดขณะฝากครรภ์หรือผู้ป่วยที่เจาะเลือดตรวจก่อนรับการผ่าตัด

2) กลุ่มหนองแท้และหนองในเทียม กลุ่มนี้มีอาการเด่นคือ มีหนองไหลออกจากอวัยวะเพศหรือช่องทางที่ร่วมเพศ ในเพศหญิงพบว่ามีหนองไหลออกจากช่องคลอดหรือช่องปัสสาวะและมีอาการแสบเวลาปัสสาวะ ในเพศชายจะมีอาการหนองไหลจากท่อปัสสาวะและมีปัสสาวะแสบขัดลำกล้องมากกว่าในฝ่ายหญิงเนื่องจากท่อปัสสาวะยาวกว่า ในรายที่ร่วมเพศทางปากอาจพบมีการอักเสบและมีหนองในช่องปากและต่อมทอนซิล ในรายที่มีการร่วมเพศทางทวารหนักอาจพบมีหนองปนกับอุจจาระ โดยทั่วไปมักเกิดอาการเหล่านี้ภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการร่วมเพศที่ติดเชื้อ ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ

3)  กลุ่มที่มีติ่งเนื้อหรือตุ่มนูนที่อวัยวะเพศ โรคที่สำคัญคือ หูดหงอนไก่และหูดข้าวสุก

หูดหงอนไก่เป็นกามโรคที่พบบ่อยในปัจจุบันและมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกเพราะเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกัน ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันได้ แต่วัคซีนยังมีราคาแพงและควรฉีดก่อนมีการร่วมเพศครั้งแรกเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ทั้งสองโรคจะมีอาการคล้ายกันคือมีตุ่มนูนบริเวณอวัยวะเพศ มักมีหลายตุ่ม ขนาดเล็ก ๆ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ไม่เจ็บ ยกเว้นจะมีการอักเสบจากการเกา หูดหงอนไก่มีผิวขรุขระเป็นหนาม คล้ายกับหงอนไก่หรือดอกกะหล่ำ

หูดข้าวสุกมีผิวเรียบแต่ละตุ่มมีรูตรงกลางซึ่งเมื่อสุกดีจะบีบของเหลวข้น ๆ ออกจากรูได้คล้ายข้าวสุก ในบางรายติ่งเนื้อหรือตุ่มขนาดเล็กหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่หรือมีจำนวนมาก หรือกระจายเป็นวงกว้างการใช้ยารักษาหูดจี้สัปดาห์ละหนึ่งหรือสองครั้งจะได้ผลดี ถ้าใช้ยาเกินหนึ่งเดือนแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจใช้วิธีทางศัลยกรรม เช่น การตัดออก การจี้ด้วยไฟฟ้า การจี้ด้วยความเย็น

กลุ่มอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังมีอีกหลายประการ ติดตามต่อกันสัปดาห์หน้า.

ผู้ช่วยศาตราจารย์นายแพทย์สัญญา ภัทราชัย
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 28 กรกฎาคม 2555

.

กลุ่มอาการและวิธีปฏิบัติตัว ในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

กลุ่มอาการที่แบ่งออกตามโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังมีอีก 3 กลุ่มอาการ ซึ่งต่อจากฉบับที่แล้ว มาติดตามกันต่อเลย

1. กลุ่มอาการที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ โรคที่สำคัญคือเริมและแผลริมอ่อน ทั้งสองโรคมักเกิดมีแผลที่บริเวณอวัยวะเพศประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อ

โรคเริมมักเริ่มมีอาการเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใส ๆ ประมาณกลุ่มละ 4–6 ตุ่มจะกระจายอยู่ตามบริเวณผิวหนังที่สัมผัสเชื้อในการร่วมเพศ มีอาการเจ็บและแสบร้อนมากภายใน 1 สัปดาห์ ตุ่มน้ำจะแตกและกลายเป็นแผลตื้น ๆ มีอาการแสบร้อนมาก ในบางรายอาจทำให้อวัยวะเพศบวม บางรายปัสสาวะไม่ออก ในรายที่มีอาการเป็นครั้งแรกมักมีไข้ต่ำ ๆ ร่วมด้วย พร้อมกับมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต กรณีที่มีอาการอ่อนเพลียมากหรือปัสสาวะไม่ออก ควรนอนรักษาในโรงพยาบาลพร้อมให้ยาและน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ อาการมักหายเป็นปกติภายในสองสามสัปดาห์ แผลหายสนิทโดยไม่มีแผลเป็น (ถ้าไม่มีการอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรียซ้ำเติม) โรคเริมอาจกลับมาเป็นซ้ำได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ขณะมีประจำเดือน เครียดจัด นอนไม่หลับ ตุ่มน้ำของเริมมักขึ้นบริเวณที่เดิม ในรายที่กลับเป็นซ้ำจะมีอาการไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสและยังไม่มียารักษาให้หายขาด มีแต่ยาที่ทำให้อาการทุเลาและหายเร็วขึ้น ในรายที่เป็นซ้ำหลายครั้งในหนึ่งปีอาจต้องใช้ยาต้านไวรัสต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ เชื้อไวรัสเริมติดต่อได้มากในช่วงเวลาที่เริ่มเกิดตุ่มน้ำไปจนถึงแผลหายดีหนึ่งสัปดาห์ ผู้ป่วยจึงควรงดร่วมเพศหรือใช้ถุงยางอนามัยป้องกันในช่วงเวลาดังกล่าว

แผลริมอ่อนต่างจากเริม โดยมักเป็นแผลเดี่ยวขนาดใหญ่ แผลมีก้นลึกและมีหนองที่ก้นแผล ขอบแผลดูเว้าแหว่งเหมือนถูกสัตว์กัดแทะ แผลมีอาการเจ็บมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาแผลมักหายเองภายในสองสามสัปดาห์ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการฉีดยาครั้งเดียว

2. กลุ่มอาการฝีมะม่วง ฝีมะม่วงคือการอักเสบของกลุ่มต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดโตขึ้นและเจ็บ บางรายมีร่องตรงกลางดูคล้ายผลมะม่วงอกร่อง จึงเรียกว่าฝีมะม่วง ในกรณีที่ฝีสุกและมีหนองภายในมาก ฝีอาจแตกเองได้ ภายหลังฝีแตก แผลมักหายช้า บางรายอาจกินเวลาเป็นเดือน ควรรักษาก่อนที่ฝีจะแตก ไม่ควรผ่าฝี การรักษาที่ถูกต้องคือ แพทย์จะใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังที่ปกติเข้าไปในฝีและดูดหนองออกเพื่อให้ฝียุบตัวลง หลังจากนั้นให้ยาปฏิชีวนะต่ออีกสองสัปดาห์ ฝีมะม่วงเกิดจากเชื้อตัวเดียวกับโรคหนองในเทียมและใช้ยารักษาในกลุ่มยาเดียวกัน

3. กลุ่มอาการตกขาวกลิ่นเหม็นคาวปลา คันหรือตกขาวเป็นก้อน กลุ่มนี้ประกอบด้วยโรคสามโรคคือ การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา การติดเชื้อราในช่องคลอดและการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ทั้งสามโรคเป็นโรคที่ไม่รุนแรง ไม่ทำอันตรายร้ายแรงต่อผู้ติดเชื้อ แต่สร้างความรำคาญโดยเฉพาะในการร่วมเพศ ทั้งสามโรคเกิดจากการเสียความสมดุลของสภาวะในช่องคลอดซึ่งโดยปกติจะมีความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ระดับหนึ่ง สภาวะในช่องคลอดอาจเสียความสมดุลจากหลายปัจจัย เช่น การสวนล้างช่องคลอดบ่อย ๆ การใช้สิ่งแปลกปลอมสอดใส่ในช่องคลอดบ่อย ๆ การเจ็บป่วยเรื้อรัง การติดเชื้อกามโรค

การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดทำให้เกิดกลิ่นคาวปลาเกิดจากภาวะในช่องคลอดเป็นกรดน้อยลง ทำให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเจริญผิดปกติ กลิ่นจะรุนแรงในขณะที่มีการหลั่งน้ำอสุจิในการร่วมเพศ ทำให้เกิดความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์ โรคนี้สามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะนาน 2 สัปดาห์ อาจใช้ร่วมกับยาเหน็บช่องคลอด งดการสวนล้างช่องคลอด โรคนี้อาจเป็นซ้ำได้บ่อย ควรรักษาสามีด้วย

เชื้อราในช่องคลอดพบได้บ่อยในคนปกติ บางรายพบจากการตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกประจำปี โดยทั่วไปมักไม่มีอาการยกเว้นในรายที่เป็นมากอาจมีตกขาวปริมาณมากและมีอาการคัน ตกขาวมีลักษณะเป็นก้อน ๆ เหมือนนมบูดหรือนมแหวะออกมาของทารก อาการอาจมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมดลูกและอวัยวะในช่องเชิงกรานมากขึ้น การรักษามียารับประทานทางปากหรือเหน็บทางช่องคลอด

เชื้อพยาธิในช่องคลอดพบได้น้อยกว่าโรค 2 โรคข้างต้น พบได้บ้างในคนปกติ ในรายที่เป็นมากจะมีตกขาวคล้ายหนองเป็นฟองจำนวนมากและมีกลิ่นเหม็น คันช่องคลอด นำตกขาวมาส่องขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบตัวพยาธิรูปร่างเหมือนใบโพธิ์วิ่งไปมาจำนวนมาก สามีมักมีเชื้อพยาธิอยู่ด้วยแต่ไม่มีอาการ การรักษาต้องรักษาทั้งคู่จึงจะหายขาด การรักษาโดยให้ยาครั้งเดียวรับประทานทางปากให้ผลดีมาก

คำแนะนำการปฏิบัติตัวในกรณีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้ลด ละ เลิก พฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อกามโรค เช่น มีคู่เพศสัมพันธ์หลาย ๆ คน วิธีการร่วมเพศที่ไม่ปลอดภัย เช่น ใช้อุปกรณ์ในการร่วมเพศร่วมกัน ถ้าสงสัยว่าเป็นกามโรคให้มาพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในการร่วมเพศกับผู้ที่ไม่ทราบว่าปลอดภัยหรือไม่ หนทางที่ดีที่สุดคือพึงพอใจเฉพาะในคู่ของตน ซึ่งจะเป็นการป้องกันการแพร่ของกามโรคที่ดีที่สุด กรณีที่ผู้ป่วยเป็นกามโรคควรพาคู่สมรสหรือคู่เพศสัมพันธ์มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาเชื้อที่อาจแฝงอยู่ ในผู้ป่วยกามโรคบางรายอาจมีโรคมากกว่าหนึ่งโรค ดังนั้นคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงมีบริการเจาะเลือด ตรวจหาเลือดบวกและเพาะเชื้อจากหนองหรือตกขาวเพื่อค้นหาการติดเชื้อกามโรคในระยะแฝง การรักษาต้องให้การรักษาทั้งคู่จนหายจึงจะมีความปลอดภัยในการร่วมเพศ.

ผศ.นพ สัญญา ภัทราชัย

 

ที่มา: เดลินิวส์  4 สิงหาคม 2555

.

Related Link:

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์(1)

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจเรียกได้หลายแบบ ได้แก่ การติดเชื้อกามโรค หรือโรคกามโรค

การติดเชื้อกามโรคเป็นที่รู้จักกันดีมาหลายร้อยปีว่าเป็นโรคที่ส่งผ่านระหว่างมนุษย์ช่วงการมีเพศสัมพันธ์  ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปากและทางทวารหนัก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างยังสามารถส่งผ่านจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน รวมทั้งผ่านทางการคลอดลูก หรือการให้นมบุตร นอกจากนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้นแต่พบมากในหมู่วัยรุ่น

สาเหตุ  เป็นการติดเชื้อจาก

1. แบคทีเรีย ได้แก่ แผลริมอ่อน  หนองในเทียม หนองในแท้ และซิฟิลิส 

2. ไวรัส ได้แก่ โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดบี  โรคเริม  โรคไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่อง  หรือโรคเอดส์จากเชื้อเอชไอวี (Human Immuno-
deficiency Virus : HIV) โรคหงอนไก่ นอกจากนี้ หงอนไก่จากเชื้อเอชพีวี  (HPV) การติดเชื้อไวรัสโดยทางเพศสัมพันธ์ทางน้ำลาย เลือด การปลูกถ่ายอวัยวะ ปัสสาวะ การตั้งครรภ์ การคลอดลูก และการให้นมบุตร

3. ปรสิตหรือ พยาธิ  ได้แก่ โลน หรือหิด

4. โปรโตซัว ได้แก่ โรคช่องคลอดอักเสบจากเชื้อทริโคโมแนต วาจินาลิส

มีคำถามบ่อยว่าเราสามารถติดเชื้อไวรัสเช่น โรคเริม จากการนั่งบนโถส้วมหรือไม่ ในความเป็นจริงแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะโรคเริมของอวัยวะเพศเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ผ่านจากการสัมผัสผิวหนังสู่ผิวหนัง ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ไวรัสผ่านเข้าร่างกายทางเยื่อเมือก ได้แก่ช่องปาก องคชาตหรือทวารหนัก ไวรัสผ่านเข้าร่างกายที่มีรอยแตกหรือฉีกขาด ผู้ป่วยที่เป็นโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศมาหลายปีอาจไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคได้ ไวรัสสามารถแพร่กระจายถึงแม้บุคคลติดเชื้อไม่มีแผลของอวัยวะเพศ เนื่องจากไวรัสตายอย่างรวดเร็วนอกร่างกาย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะติดเชื้อผ่านการสัมผัสในห้องน้ำ ผ้าหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ผู้ติดเชื้อใช้พยาธิสรีรวิทยา

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านทางเยื่อเมือกขององคชาต แคมช่องคลอด ทวารหนัก ระบบทางเดินปัสสาวะ ปาก ลำคอ  ระบบทางเดินหายใจ และดวงตา เยื่อเมือกที่มีอยู่ในช่องปากเหมือนกับอวัยวะเพศ ซึ่งทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปากมากกว่าการจูบลึก  สำหรับเชื้อไวรัสเอชไอวี สารคัดหลั่งบริเวณอวัยวะเพศจะมีมากกว่าน้ำลาย  การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างสามารถถ่ายทอดโดยตรงจากการสัมผัสผิวหนัง เช่น โรคเริม โรคหงอนไก่และหูดข้าวสุก นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจสามารถแพร่กระจายการติดเชื้อถึงแม้ยังไม่มีอาการของโรค เช่นโรคเอดส์ ได้แก่ เชื้อไวรัสเอชไอวีส่งจากแม่ไปสู่ลูกทั้งระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เช่น การใส่ถุงยางอนามัยระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ เป็นวิธีที่น่าเชื่อถือในการลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมทางเพศ.

รศ.นท.ดร.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

ที่มา: เดลินิวส์ 13 มิถุนายน 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 2

อาการของผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ปัสสาวะแสบ ขัด  มีหนอง หรือน้ำหลั่งออกทางช่องคลอดหรือท่อปัสสาวะ มีผื่น แผลหรือตุ่มน้ำ  ก้อนเนื้องอก เช่น หงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก   มีอาการคันหรือปวดบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก  มีอาการปวดท้องหรือปวดช่องเชิงกราน ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์  ตกขาวมีกลิ่นและมีสีหรือมีมากกว่าปกติ  ปวด บวมอัณฑะ

โรคหนองในแท้ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บริเวณท่อปัสสาวะ ปากมดลูก  ทวารหนัก และลำคอ  อาการของหนองในแท้มักอยู่ระหว่าง 1 และ 14 วันหลังการได้รับเชื้อ แต่อาจเป็นไปได้ที่จะไม่แสดงอาการ ส่วนใหญ่ผู้ชายจะสามารถสังเกตอาการได้มากกว่าผู้หญิง   อาการประกอบด้วยความรู้สึกแสบร้อนเมื่อปัสสาวะ มีหนองสีขาวหรือเหลืองออกจากปลายองคชาต ส่วนผู้หญิงจะมีหนองออกทางช่องคลอด  มีอาการคันหรือหนองออกทางทวารหนักในกรณีทวารหนักมีอาการติดเชื้อ

หนองในเทียม เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากแบคทีเรียที่มีรายงานมากที่สุดโรคหนึ่ง โดยจะติดเชื้อท่อปัสสาวะ ทวารหนักและได้ทั้งที่ ตา จะมีน้ำคัดหลั่งเป็นน้ำใสไม่เป็นหนอง มีความเชื่อว่ามักเป็นรวมกับหนองในแท้

หูดหงอนไก่ หูดที่อวัยวะเพศเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเอชพีวี หูดสามารถเกิดได้ทุกบริเวณของผิวหนังของอวัยวะเพศ หูดไม่ทำให้เจ็บแต่อาจทำให้คัน  ทำให้มีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก รวมทั้งบางส่วนของทางทวารหนัก อวัยวะเพศชายและมะเร็งปากช่องคลอด

หูดข้าวสุก เป็นการติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยซึ่งเป็นผลให้เกิดโรคของผิวหนัง มีตุ่มเล็ก ๆ ปรากฏบริเวณที่ได้รับเชื้อ เช่น หน้าขา บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก อาการจะเกิดประมาณ 2-8 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อโรคครั้งแรก ตุ่มที่เกิดเหมือนไข่มุกระหว่าง 1-5 มิลลิเมตร หูดข้าวสุกสามารถผ่านทางผิวหนังไปสู่ผิวหนังจากการสัมผัสโดยใช้เสื้อผ้าร่วมกันจากผู้ติดเชื้อ มีคำแนะนำในการรักษาโดยปล่อยไว้ให้หายเองซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 6-18 เดือน เช่นเดียวการรักษาทางการแพทย์อาจทำให้เกิดแผลเป็น ซึ่งได้แก่ การผ่าตัดใช้ความร้อน หรือความเย็น ในผู้ป่วยโรคเอชไอวี อาจมีหูดข้าวสุกจำนวนมากซึ่งบ่งบอกว่าระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออย่างมาก

ซิฟิลิส  เป็นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่จะผ่านจากผู้หญิงที่ติดเชื้อไปสู่ทารกในครรภ์ได้ โรคซิฟิลิสมีหลายระยะซึ่งระยะแรกและระยะที่สองเป็นระยะที่มีการติดเชื้อรุนแรงมาก   อาการของโรคซิฟิลิสค่อนข้างยากที่จะตรวจพบและอาจใช้เวลาถึง 3 เดือนหลังการมีเพศสัมพันธ์จึงปรากฏอาการ อาการประกอบด้วยมีแผลไม่เจ็บบริเวณองคชาต ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนักหรือปาก   มีก้อนที่ขาหนีบ มีผื่นไม่คัน มีไข้หรือมีอาการเป็นไข้หวัด ถ้าไม่ได้รับการรักษา โรคจะรุนแรงเป็นระยะสุดท้าย ซึ่งเรียกว่าระยะที่สามจะมีผลต่ออวัยวะต่าง ๆ อย่างรุนแรง.

รศ.นท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

ที่มา: เดลินิวส์ 20 มิถุนายน 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์(3)

โรคเริมที่อวัยวะเพศ  เริมสามารถเกิดจากไวรัสสองสายพันธ์คือ ชนิด 1 และชนิดที่ 2   ไวรัสเริมชนิดที่ 2 เป็นการติดเชื้อที่พบบ่อยในบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก ขณะที่ไวรัสชนิดที่ 1 มักพบบริเวณปากและริมฝีปาก  ดังนั้นไวรัสเริมชนิดที่สองเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

อาการของเริมมักเกิดประมาณ 2-7 วันหลังการได้รับเชื้อไวรัส และสุดท้ายเมื่อ 2-4 สัปดาห์ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงมักมีหลายอาการประกอบด้วย มีอาการคันหรือเจ็บแสบบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก มีน้ำเล็กน้อยออกจากบริเวณแผลที่เจ็บ  ปวดเมื่อปัสสาวะบริเวณแผลเปิดโดยเฉพาะในผู้หญิง  ปวดศีรษะ  ปวดหลัง มีอาการเป็นไข้   หลังจากแผลครั้งแรกหายไปแล้ว ไวรัสเริมจะซ่อนอยู่ในเส้นประสาทใกล้เคียงกับบริเวณที่ติดเชื้อโดยไม่มีอาการ  อาการจะกลับมาภายหลังระหว่างที่มีความเครียดหรือเจ็บป่วย แต่มีความรุนแรงลดลงและหายเร็ว

การติดเชื้อทางช่องคลอดจากเชื้อโปรโตซัวทริโคโมแนต จะถ่ายทอดจากมีเพศสัมพันธ์ โดยจะมีการติดเชื้อในช่องคลอดและท่อปัสสาวะทั้งในผู้ชายและผู้หญิง   โรคนี้มักจะไม่มีอาการ  ถ้ามีอาการจะมีในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการที่พบได้แก่การมีน้ำหรือสารคัดหลั่งออกมาทั้งผู้ชายและผู้หญิงซึ่งอาจมีกลิ่นหรือสี  มีอาการปวดหรือไม่สบายระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ปวดเวลาปัสสาวะหรือมีการอักเสบบริเวณท่อปัสสาวะ

ไวรัสตับอักเสบ   ไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิดเช่นชนิดเอ บี และซีเป็นที่พบบ่อย  ตับอักเสบอาจเกิดจากการรับประทานแอลกอฮอล์มากกว่าปกติเป็นเวลานาน หรือจากการใช้ยาบางชนิด

โลน   เป็นการติดเชื้อของปรสิตที่ขุดผ่านผิวหนังเพื่อดูดเลือด  และจะอยู่บริเวณที่มีขนของร่างกายโดยเฉพาะบริเวณขนบริเวณหัวเหน่าหรือบริเวรอวัยวะเพศ แต่อาจพบบริเวณอื่นๆได้เช่นกันเช่นขนรักแร้ หนวดเครา ขนคิ้ว หรือแม้แต่ที่ขนตา ขนบริเวณหน้า ขนตก โลนสามารถติดต่อง่ายระหว่างการมีเพศสัมพันธ์  รวมทั้งเสื้อผ้าหรือที่นอนใช้ร่วมกัน  อย่างไรก็ตามโลนไม่สามารถผ่านบริเวณนั่งโถส้วมหรือสระว่ายน้ำ มีอาการคันจากกิจกรรมการกินอาหารของโลน เนื่องจากการที่โลนตัวเล็กมาก เวลาที่มันอาศัยอยู่   มักจะมองไม่เห็น

โลนจะวางไข่ โดยให้ไข่เชื่อมติดกับเส้นขน โลนเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ประมาณ 30 ฟอง ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และหลังจากวางไข่แล้วก็จะเจริญเป็นตัวเต็มวัยได้ภายในระยะเวลาน้อยกว่า 1 เดือน อาจกล่าวได้ว่าจะสังเกตว่ามีอาการประมาณ 5-7 วันหลังติดเชื้อ นอกจากมีอาการคันแล้ว อาจมีอาการอักเสบบริเวณที่ติดเชื้อ  อาจตรวจพบโลนและไข่ มีบริเวณเลือดออกจากการกินเลือดของโลน   ถึงแม้จะไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพมากนักในการป้องกันระหว่างการมีเพศสัมพันธ์  ผู้ป่วยสามารถลดการติดโลนด้วยการทำความสะอาดที่นอน เสื้อผ้า และผ้าเช็คตัวด้วยการต้มน้ำฆ่าเชื้อปรสิต    การรักษาโลนค่อนข้างง่ายคือการใช้น้ำยาพิเศษเช่นแชมพู โลชั่นและครีมในการฆ่าตัวโลนและไข่   ไม่มีความจำเป็นที่ต้องโกนขนเพราะวิธีดังกล่าวไม่สามารถกำจัดโลนได้ทั้งหมด

หิด  มักมีอาการคันอย่างมากจากการติดเชื้อทางผิวหนังของปรสิต  อาการจะเกิด 2-6 สัปดาห์หลังจากการติดเชื้อ  หิดอาจกระจายอย่างรวดเร็วจากการสัมผัสระหว่างกัน เช่นบริเวณที่พักดูแลและฟื้นฟูผู้สูงอายุ   ถ้าทราบว่ามีการติดเชื้อควรป้องกันการแพร่กระจายด้วยการทำความสะอาดเสื้อผ้าด้วยความร้อนเพื่อฆ่าปรสิต

รศ.นท.ดร.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
คลินิกสุขภาพชาย โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา: เดลินิวส์ 27 มิถุนายน 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (4)

ปัจจัยเสี่ยง ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์มีความเสี่ยงในการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ไม่มากก็น้อย ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงได้แก่

– มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน การสอดใส่ผ่านช่องคลอดหรือทวารหนักโดยผู้ติดเชื้อไม่ได้สวมถุงยางอนามัยจะส่งต่อโรคได้ ผู้ชายที่มีหนองในแท้มีโอกาสร้อยละ 70-80 ที่จะติดต่อโรคไปสู่คู่นอนผู้หญิงแม้การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดเพียงครั้งเดียว

– การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่มีหลายคน ยิ่งมีเพศสัมพันธ์มากเท่าไร โอกาสติดเชื้อก็จะมีมากขึ้น

– มีประวัติการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน ถ้าเคยมีประวัติโรคเริม ซิฟิลิสหรือหนองใน และมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกับคู่นอนที่เลือดเอชไอวีเป็นบวก โอกาสจะติดเชื้อเอชไอวีก็จะมีโอกาสมากขึ้น

– การดื่มแอลกอฮอล์หรือรับประทานยาเสพติด ทำให้การตัดสินใจไม่ดีและทำให้มีความพอใจที่จะมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยง

– การฉีดยาเสพติด เข็มฉีดยาที่ใช้ร่วมกันจะเป็นสาเหตุการแพร่กระจายของโรคทั้งโรคเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบบี

– วัยรุ่นผู้หญิง จะมีปากช่องคลอดไม่เจริญเต็มที่มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์อยู่เสมอ เซลล์ที่ไม่มั่นคงทำให้ช่องคลอดของเด็กวัยรุ่นผู้หญิงไวต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

การถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้แก่โรคหนองในแท้ หนองในเทียมและซิฟิลิส สามารถถ่ายทอดจากมารดาไปสู่ทารกที่อยู่ในครรภ์หรือระหว่างการคลอด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในทารกสามารถทำให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับการคัดกรองโรคและรับการรักษาทันทีเมื่อตรวจพบโรค

การวินิจฉัยโรค การทดสอบการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์เป็นการทดสอบการติดเชื้อสำหรับการติดเชื้อโรคชนิดเดียว หรือการทดสอบของแต่ละบุคคลสำหรับการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ประกอบด้วยการทดสอบสำหรับโรคซิฟิลิส โรคช่องคลอดอักเสบจากเชื้อโปรโตซัวทริโคโมแนต วาจินาลิส หนองในแท้ หนองในเทียม โรคเริม โรคไวรัสตับอักเสบ และการทดสอบเชื้อไวรัส เอชไอวี อย่างไรก็ตามยังไม่มีการทดสอบขั้นตอนสำหรับการติดเชื้อทั้งหมด การทดสอบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจถูกใช้ด้วยหลายเหตุผลได้แก่
– เป็นแบบทดสอบสำหรับการวินิจฉัย เพื่อหาสาเหตุของอาการหรือการเจ็บป่วย
– เป็นการตรวจคัดกรองเพื่อตรวจหาการติดเชื้อที่ไม่มีอาการ
– เป็นการตรวจสอบก่อนหรือระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อทารก
– เป็นการตรวจสอบหลังแรกเกิดว่าทารกยังไม่ได้ติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากมารดา
– เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการใช้เลือดหรืออวัยวะที่บริจาค
– เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา.

รศ.นท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

ที่มา: เดลินิวส์ 4 กรกฎาคม 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (5)

 

ผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางคนอาจไม่ปรากฏอาการ หรือแสดงอาการทันทีหลังได้รับเชื้อโรค ในบางกรณีโรคดำเนินโดยไม่มีอาการซึ่งทำให้มีความเสี่ยงของการส่งผ่านโรคไปสู่บุคคลอื่นมากขึ้น

ทั้งนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยาก อาการปวดเรื้อรังหรือแม้กระทั่งเสียชีวิต

การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นและผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันทีจะเป็นผลให้มีโอกาสการแพร่กระจายโรคน้อยลง และสำหรับบางเงื่อนไขผลของการรักษาอาจดีขึ้น

นอกจากนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีระยะที่ยังตรวจไม่พบ (window period) หลังจากการติดเชื้อเริ่มต้นระหว่างที่มีการทดสอบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะเป็นค่าลบ ในช่วงเวลานี้การติดเชื้ออาจถ่ายทอดได้ ระยะเวลาดังกล่าวแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อและชนิดของการทดสอบ นอกจากนี้การวินิจฉัยอาจล่าช้าออกไปเกิดจากความลังเลใจของผู้ติดเชื้อที่จะมาปรึกษาแพทย์

ถ้ามีประวัติการมีเพศสัมพันธ์และปัจจุบันมีอาการและอาการแสดงว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจห้องปฏิบัติการมีความจำเป็นเพื่อหาสาเหตุและตรวจค้นหาโรคร่วม ได้แก่

• การตรวจเลือด สามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคไวรัสเอชไอวีหรือโรคซิฟิลิสระยะสุดท้าย

• การตรวจปัสสาวะ

• การตรวจจากสารคัดหลั่งหรือของเหลวจากร่างกาย ถ้ามีแผลบริเวณอวัยวะเพศ การตรวจของเหลวตัวอย่างจากแผลอาจช่วยในการวินิจฉัยชนิดของการติดเชื้อ การตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยตัวอย่างจากแผลเป็นบริเวณอวัยวะเพศหรือสารคัดหลั่งส่วนใหญ่จะใช้วินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียหรือการติดเชื้อจากไวรัสบางชนิดในระยะเริ่มต้น
การตรวจคัดกรอง

การทดสอบสำหรับโรคในบางคนที่ไม่ปรากฏอาการจะเรียกว่าการคัดกรอง โดยทั่วไปการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้ปฏิบัติเป็นประจำในทางการแพทย์ แต่มีข้อยกเว้นในกรณี

สำหรับทุกคน มีการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศอย่างเดียวสำหรับทุกคนอายุระหว่าง 13-64 ปี โดยใช้เลือดหรือน้ำลายสำหรับโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผู้หญิงตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรองสำหรับเอชไอวี โรคไวรัสตับอักเสบบี โรคหนองในเทียมและซิฟิลิส ได้ถูกใช้ตรวจทั่วไปสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งแรก สำหรับการตรวจคัดกรองหนองในและไวรัสตับอักเสบซีจะถูกแนะนำให้ตรวจในกรณีการตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงสูงของการติดเชื้อ

ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป การตรวจ pap test เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับปากมดลูก รวมทั้งการอักเสบ และมะเร็ง ซึ่งอาจเป็นผลจากเชื้อไวรัสเอชพีวี มีคำแนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 21 ปีและทุก 3 ปี นอกจากนี้มีคำแนะนำตามการมีเพศสัมพันธ์ก่อนอายุ 21 ปีควรตรวจภายใน3 ปีหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก.

รศ. นท. ดร. สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
คลินิกสุขภาพชาย โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 กรกฎาคม 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (6)

 

อย่างที่บอกไปแล้วในสัปดาห์ก่อนว่า โดยทั่วไปการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้ปฏิบัติเป็นประจำในทางการแพทย์ แต่มีข้อยกเว้น และได้อธิบายไปแล้ว 3 กรณี สัปดาห์นี้มาว่ากันต่อกับกรณี

ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 25 ปีที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำแล้ว ควรได้รับการตรวจเชื้อหนองในแท้และเทียม โดยตรวจจากปัสสาวะหรือของเหลวในช่องคลอด

ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์ด้วยกัน เมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มชายรักร่วมเพศมีโอกาสเสี่ยงสูงสำหรับโรคติดต่อทางเพศ บางคนของกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศเป็นประจำทุกปี การตรวจประจำได้แก่โรคเอชไอวี ซิฟิลิส หนองในเทียม และหนองในแท้ บางครั้งแนะนำให้ตรวจไวรัสตับอักเสบบีด้วย

ผู้ป่วยโรคเอชไอวี จะมีโอกาสเสี่ยงสูงสำหรับการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ผู้มีประสบการณ์ได้แนะนำตรวจซิฟิลิส หนองในเทียม หนองในแท้ และโรคเริม สำหรับโรคเอชไอวี ผู้ป่วยหญิงเอชไอวีอาจพัฒนามีมะเร็งปากช่องคลอด ดังนั้นควรได้รับการตรวจ แปป เทสต์ (pap test) สองครั้งต่อปี

ภาวะแทรกซ้อน

การรักษาแบบทันทีช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้บางโรค เพราะผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่มีอาการ การตรวจคัดกรองสำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีความสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ที่อาจพบได้คือมีแผลตามตัว มีแผลที่อวัยวะเพศเกิดขึ้นใหม่ มีผื่นขึ้นตามตัว มีอาการปวดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ลูกอัณฑะปวด บวม แดง ร้อน ปวดอุ้งเชิงกราน ตาอักเสบ ข้ออักเสบ เป็นหมัน มะเร็งปากมดลูก

การรักษาและยา

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ แต่สำหรับเชื้อไวรัสนั้นไม่สามารถรักษาให้หายได้แต่สามารถจัดการได้ ถ้ามีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ ควรเข้ารับการรักษาทันทีเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไปสู่ทารก

ยาปฏิชีวนะ การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะมักจะเป็นการรับประทานครั้งเดียว สามารถรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากแบคทีเรียและปรสิต ได้แก่ หนองในแท้ ซิฟิลิส หนองในเทียม และการติดเชื้อทางช่องคลอด นอกจากนี้มีการรักษาหนองในแท้และหนองในเทียมในเวลาเดียวกันเพราะการติดเชื้อทั้งสองมักพบพร้อมกัน

ยาต้านไวรัส อาจเป็นโรคเริมใหม่อีกสองถึงสามครั้งเมื่อรับประทานยากดไวรัส แต่ยังคงสามารถถ่ายทอดโรคเริมไปสู่คู่นอนได้ สำหรับโรคไวรัสเอชไอวี ถ้ารับประทานยาต้านไวรัสได้เร็วเท่าใดก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากเพิ่มขึ้น เช่นถ้าได้รับประทานยาต้านเชื้อเอชไอวีเป็นเวลา 28 วัน เมื่อทราบว่าได้รับเชื้อมา ก็อาจมีโอกาสหลีกเลี่ยงผลเลือดเอชไอวีเป็นบวก.

รศ.นท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 18 กรกฎาคม 2555

.

Related link:

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ Siamhealth.net

โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ภก.เชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ

โรคเอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immuno Deficiency Syndrome) สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก

สำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
88/21 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทร. 0-2590-3289, 0-2590-3291 โทรสาร 0-2590-3289

http://www.aidsthai.org

คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
ที่อยู่ : เลขที่ 104 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ : 02-2564107, 02-2564108, 02-2564109  โทรสาร : 02-2547577
อีเมล์ : aids@trcarc.org

http://www.trcarc.org/

หรือ

http://www.redcross.or.th/old/service/medical_clinicaids.php

คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย มีบริการให้คำปรึกษา ให้ความรู้ และการบริการตรวจหาเชื้อเอดส์ โดยการบริการดังกล่าวท่านสามารถใช้บริการได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพียงยื่นบัตรประจำตัวประชาชน ณ โรงพยาบาลของรัฐ หรือศูนย์บริการสาธารณสุข ท่านสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่คลีนิคนิรนาม โทร.0-22564107-9 ต่อ 200 ในวันเวลาราชการ

Sexually Transmitted Diseases (STDs) Centers for Disease Control and Prevention   1600 Clifton Rd. Atlanta, GA 30333, USA

Sexually transmitted diseases (STDs)  Mayo Foundation for Medical Education and Research

Sexually transmitted infections (STIs) NHS Choices

HIV and AIDS  NHS Choices

ภาพโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

This slideshow requires JavaScript.