ระวัง! 6 โรคติดต่อมากับภัยแล้ง ปีนี้ป่วยแล้วกว่า 2 แสน

สธ.เตือนประชาชนระวังโรคติดต่อที่มากับฤดูร้อนและช่วงภัยแล้ง สาเหตุจากอาหารและน้ำที่ไม่สะอาดที่พบบ่อย 6 โรค เผยตั้งแต่ 1 ม.ค.- 24 ก.พ. 57 พบป่วยแล้วกว่า 200,000 ราย เสียชีวิต 3 ราย สั่ง สสจ.ทั่วประเทศคุมเข้มมาตรฐานความสะอาด…

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงหน้าร้อนของทุกๆ ปี อุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี โรคติดต่อที่พบบ่อยมี 6 โรค คือ อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง ไทฟอยด์ บิด และไวรัสตับอักเสบ เอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ

สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้พยากรณ์โรค โดยวิเคราะห์ข้อมูลการเฝ้าระวัง การป่วยย้อนหลัง 10 ปี และคาดการณ์สถานการณ์โรคติดต่อที่ติดต่อทางอาหารและน้ำที่เกิดในฤดูร้อน
ปี 2557 นี้ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงพฤษภาคม มีโรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 3 โรค ได้แก่ 1. โรคอหิวาตกโรค อาจมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ประมาณ 100 ราย เนื่องจากมีลักษณะการระบาดปีเว้นสองปี และปีนี้เป็นปีที่ครบรอบการระบาด 2. โรคไทฟอยด์คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ของจำนวนผู้ป่วยในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2556 หรือเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 200 ราย และ 3. โรคไวรัสตับอักเสบ เอ คาดว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ของจำนวนผู้ป่วยปี 2556 หรือเฉลี่ยเดือนละ 15 ราย และอาจเพิ่มสูงสุดถึง 100 ราย ในเดือนพฤษภาคม หากไม่มีการเฝ้าระวัง และควบคุมโรคที่ดี ได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เร่งรณรงค์ความสะอาดร้านอาหาร โรงงานผลิตน้ำดื่ม โรงงานผลิตน้ำประปา โรงงานผลิตน้ำแข็ง โรงงานผลิตไอศกรีม ตลาดสด และส้วมสาธารณะ เฝ้าระวังโรค หากมีรายงานผู้ป่วยในพื้นที่ ให้ส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว ออกสอบสวนควบคุมโรคทันที เพื่อไม่ให้โรคแพร่ระบาด

ด้านนายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า สถานการณ์ของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ 6 โรค ในปี 2556 พบผู้ป่วยรวมทั้งหมด 1,259,408 ราย เสียชีวิต 13 ราย โรคอุจจาระร่วงพบผู้ป่วยมากสุด คือ 1,122,991 ราย เสียชีวิต 12 ราย รองลงมาโรคอาหารเป็นพิษ 130,653 ราย เสียชีวิต 1 ราย โรคบิด 2,822 ราย โรคไทฟอยด์ 2,562 ราย โรคไวรัสตับอักเสบ เอ 372 ราย และโรคอหิวาตกโรค 8 ราย

ส่วนในปี 2557 นี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 24 กุมภาพันธ์ พบผู้ป่วย 6 โรค รวม 206,528 ราย ผู้ป่วยมากที่สุดคือโรคอุจจาระร่วง 186,298 ราย รองลงมาโรคอาหารเป็นพิษ 19,549 ราย เสียชีวิต 3 รายจากโรคอุจจาระร่วง

โรคติดต่อที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ เกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน เช่น อาหารที่ปรุงดิบๆสุกๆ มีแมลงวันตอมหรือทำไว้ล่วงหน้านานๆ อาหารค้างคืน รวมทั้งการมีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ไม่ดี เช่น ไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังเข้าห้องน้ำ การใช้ช้อนหรือแก้วน้ำร่วมกับผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ จึงขอแนะนำให้ประชาชนระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ ยึดหลักป้องกันป่วยคือ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อน ใช้ช้อนกลางตักอาหารร่วมกัน ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำห้องส้วม ทำความสะอาดครัวปรุงอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำที่สะอาดหรือน้ำต้มสุก

สำหรับอาการป่วยของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงที่พบผู้ป่วยและเสียชีวิตมากสุดในแต่ละปี อาการของผู้ป่วยจะคล้ายกัน มักถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำหรือมีมูก ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ในการดูแลผู้ป่วยในระยะแรกควรให้ดื่มน้ำหรืออาหารเหลวมากๆ อาทิ น้ำข้าว น้ำแกงจืด และดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่หรือที่เรียกว่าผงโออาร์เอส หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้านทานโรคน้อย เสี่ยงชีวิตได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่นๆ

ทั้งนี้ สำนักระบาดวิทยา ได้คาดการณ์ว่าตลอด 4 เดือน ของฤดูร้อนในปี 2557 นี้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม จะมีผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษเฉลี่ยเดือนละ 9,000 ราย มีผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉลี่ยเดือนละ 80,000 – 90,000 ราย มีผู้ป่วยโรคไทฟอยด์เฉลี่ยเดือนละ 200 ราย ส่วนผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ เอ เฉลี่ยเดือนละ 15 ราย และอาจเพิ่มถึง 100 ราย ในเดือนพฤษภาคม กรมควบคุมโรคได้จัดเตรียมทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วไว้กว่า 2,700 ทีมทั่วประเทศ สามารถลงพื้นที่ควบคุมโรคภายใน 24 ชั่วโมง.

ที่มา : ไทยรัฐ 3 มีนาคม 2557

Advertisements

โทรศัพท์มือถือกลายเป็นโรคติดต่อ

Contagious behaviour: People are twice as likely to pull out their phones to check their text messages or email if they're with someone who has just done the same

Contagious behaviour: People are twice as likely to pull out their phones to check their text messages or email if they’re with someone who has just done the same

โทรศัพท์มือถือถูกพบว่าทำให้เป็นโรคติดต่อเอาอย่างกันได้ ถ้าเห็นใครควักออกมาพูด หรือตรวจดูข้อความ มีหวังจะต้องมีคนเอาอย่างบ้างถึง 2 เท่า โดยเฉพาะในหมู่สตรี เพราะเหตุว่า โทรศัพท์มือถือได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ขาดไม่ได้ของผู้หญิงไปเสียแล้ว

นักวิจัยมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯอธิบายว่า “เราอยากรู้ว่าผู้คนใช้มันบ่อยสักแค่ไหน สังเกตเห็นได้ว่าแต่ละคน เมื่อเห็นคนอื่นควักออกมาดูข้อมูล ก็อดไม่ได้ที่จะต้องตรวจดูของตนบ้าง”

จากการศึกษากับกลุ่มนักศึกษา นักวิจัยได้พบว่าเมื่อมีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มใช้โทรศัพท์ เพื่อนฝูงในกลุ่มจะต้องใช้ตามกันภายในเวลาไม่นานนัก.

ที่มา : ไทยรัฐ 1 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

A social sign: Mobile phones create an alternative outlet for one¿s attention and may both promote and interfere with live social interaction, the researchers wrote.

A social sign: Mobile phones create an alternative outlet for one¿s attention and may both promote and interfere with live social interaction, the researchers wrote.

Is using a mobile phone contagious? Researchers find we are TWICE as likely to check handsets if a companion does (and women are the worst offenders)

  • People are twice as likely to pull out their phones to check their text messages or email if they’re with someone who has just done the same
  • Mobile phone ‘may both promote and interfere with live social interaction’ say team

By MARK PRIGG

PUBLISHED: 12:05 GMT, 25 April 2013

If has become the modern equivalent of glancing at your watch – the furtive look at a phone screen to check for new messages or have a quick look at Facebook.

Researchers have now found why we often feel such a strong urge to glance at our handset.

Using your mobile, they say, is contagious.

A University of Michigan team say people are twice as likely to pull out their phones to check their text messages or email if they’re with someone who has just done the same.

It also found that females were more likely to use their mobile than men because it was more ‘integrated into the daily lives of women’.

The team  watched students in dining halls and coffee shops around campus between January and April 2011, observing pairs of students sitting at tables for as long as 20 minutes and documented their cellphone use at 10-second intervals.

‘What we found most interesting was just how often people were using their mobile phones,’ Dr Daniel Kruger, the study’s co-author, told The Telegraph.

Overall, the students used their cellphones in an average of 24 percent of the intervals, the researchers found. But they were significantly more likely to use their phones (39.5 percent) when their companion had just done so in the previous 10-second interval than without the social cue.

Overall, the students used their cellphones in an average of 24 percent of the intervals, the researchers found. But they were significantly more likely to use their phones (39.5 percent) when their companion had just done so in the previous 10-second interval than without the social cue.

Overall, the students used their cellphones in an average of 24 percent of the intervals, the researchers found.

But they were significantly more likely to use their phones (39.5 percent) when their companion had just done so in the previous 10-second interval than without the social cue, the researchers said, adding that this behavior was often repeated.

‘Cell phones create an alternative outlet for one’s attention and may both promote and interfere with live social interaction,’ the researchers wrote.

Kruger believes this pattern could be related to the effects of social inclusion and exclusion.

If one person in a pair engages in an external conversation through their phone, his or her companion may feel excluded.

That companion then might be compelled to connect with others externally so as not to feel left out.

The researchers note that they might not observe the same results in a study of different demographics — for example, in older adults, who may not use cellphones as habitually.

Their findings were detailed in the Human Ethology Bulletin.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

ภัยร้ายที่ติดต่อจากคนสู่คน

กลายเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมที่กำลังสร้างความหวาดวิตกให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก สำหรับโรค มือ เท้า ปาก ที่มีแพร่กระจายรวดเร็ว ลองดูวิธีในการป้องกันภัยร้าย ไม่ให้ระบาดไปสู่ลูกหลานหรือคนที่คุณรัก

โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็กโดยเฉพาะเด็กวัยเรียน โดยมีการระบาดช่วงฤดูฝน โดยมีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (enterovirus) ประกอบด้วยหลายสายพันธุ์ย่อย ที่พบบ่อยได้แก่สายพันธุ์คอกแซกกีไวรัส (coxackie virus) A16, A5, A9, A10, B1, and B3 สายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 (human enterovirus 71, HEV71) และ สายพันธุ์ไวรัสเริม (herpes simplex viruses, HSV)

โรคมือ เท้า ปาก ติดต่อจาก”คนสู่คน” ด้วยการสัมผัสโดยตรงกับเชื้อไวรัสที่ออกมาทาง น้ำลาย น้ำมูก หรืออุจจาระของผู้ป่วย นอกจากนี้การไอ จาม รดกันสามารถแพร่กระจายเชื้อได้เช่นกัน หลังจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะมีการเพิ่มจำนวนเชื้อภายในลำคอและต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง และมีการเพิ่มปริมาณเชื้อภายในระบบทางเดินอาหารส่วนล่างลงมา

หลังจากนั้นเชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดไปตามอวัยวะต่างๆ ได้แก่ กระพุ้งแก้ม ผิวหนังบริเวณมือ และเท้า โดยเชื้อโรคใช้เวลาฟักตัว ประมาณ 72 ชั่วโมง ก่อนที่จะทำให้เกิดอาการ หลังจากนั้นเชื้อไวรัสจะถูกกำจัดออกมาจากลำไส้พร้อมกับอุจจาระ โดยอาจตรวจพบเชื้อไวรัสในอุจจาระได้นาน 6 – 8 สัปดาห์ โรคมือ เท้า ปาก เกิดขึ้นได้ทั่วโลก โดยพบบ่อยในช่วงฤดูร้อนและช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ

แต่ประเทศเขตร้อนนั้นช่วงฤดูที่ระบาดไม่แน่นอน สำหรับประเทศไทยมักพบการระบาดในช่วงฤดูฝน โดยพบการติดเชื้อได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง โดยเฉพาะเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี สถานที่ที่พบการติดเชื้อได้บ่อยมักเป็นสถานที่ที่มีเด็กเล็กอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียนอนุบาล เป็นต้น

อาการของโรคมือ เท้า ปาก ในระยะเริ่มแรก คือ จะมี ไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร ปวดท้อง เจ็บภายในช่องปาก ต่อมาจะเริ่มมีแผลในปาก และผิวหนังตามลำดับ ส่วนมากจะพบบริเวณมือ และเท้า บางครั้งอาจพบบริเวณก้นเด็กได้

ลักษณะเฉพาะของแผลในช่องปาก คือบริเวณฐานของแผลเป็นสีเหลืองและล้อมรอบด้วยวงสีแดง ส่วนมากเกิดที่บริเวณริมฝีปาก หรือเยื่อบุช่องปาก แต่บางครั้งแผลอาจเกิดขึ้นบริเวณลิ้น เพดานปาก ลิ้นไก่ ทอนซิล หรือเหงือกได้ โรคนี้มักไม่พบผื่นบริเวณรอบริมฝีปาก แผลในช่องปากจะมีอาการเจ็บมากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีจะมีอาการป่วยได้บ่อยที่สุด

สำหรับผื่นผิวหนังส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณหลังมือ และหลังเท้า แต่บางรายอาจพบผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้าได้เช่นกัน ผื่นอาจจะคันหรือไม่ก็ได้ โดยจะเริ่มจากผื่นแดงนูน และเปลี่ยนเป็นผื่นตุ่มน้ำที่มีสีแดงอยู่บริเวณฐานอย่างรวดเร็ว ในเด็กทารกผื่นลักษณะนี้อาจเกิดบริเวณลำตัว ต้นขา และก้น ได้เช่นกัน ผื่นแดงนี้ส่วนมากจะหายได้เองภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์

การดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น

– ดูแลรักษาตามอาการ เช่น การเช็ดตัวลดไข้ การให้ยาลดไข้ การให้ยาตามอาการ เช่น ยาชาป้ายแผลในปาก
– ประเมินภาวะร่างกายขาดน้ำ ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยเด็ก การประเมินว่าร่างกายขาดน้ำหรือไม่สามารถประเมินได้จาก อัตราการเต้นชีพจร ความยืดหยุ่นของผิวหนัง ความแห้งของตา ปริมาณน้ำตาขณะที่เด็กร้องไห้ ความแห้งของเยื่อบุช่องปาก รวมถึงประเมินจากปริมาณและความถี่ของปัสสาวะ

สังเกตอาการแทรกซ้อน

– การติดเชื้อที่ผิวหนัง พบได้บ่อยที่สุด
– เกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากดื่มน้อยลง จากการเจ็บแผลในช่องปาก
– ส่วนน้อยอาจเกิดอาการแทรกซ้อนของระบบประสาท และระบบไหลเวียนโลหิต

หากบุตรหลานมีอาการป่วย

-ควรแยกเด็กป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่น ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ และรักษาตัวที่บ้านอย่างน้อย 5 – 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ควรสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น แต่หากเด็กมีอาการแทรกซ้อน เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียน หอบ ต้องรีบพากลับไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที
-ไม่ควรพาเด็กไปสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ ตลาด และห้างสรรพสินค้า ควรให้เด็กอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก ควรใช้ผ้าปิดจมูกปากขณะไอจาม และระมัดระวังการไอจามรดกัน ผู้ดูแลเด็กต้องหมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของเด็กที่ป่วย

ถ้าพบอาการดังที่กล่าวมาขั้นต้นควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อเป็นการร่วมกันยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคมือ เท้า ปาก ไม่ให้ลุกลาม

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 20 กรกฎาคม 2555

โรคมือเท้าปากระบาดได้ป้องกันได้…ด้วยการล้างมือ

เข้าสู่หน้าฝนแบบนี้ นอกจากจะต้องเตรียมใจไว้รองรับกับสภาพฝนที่จะตกลงเมื่อใดแล้ว ยังต้องเตรียมระมัดระวังเรื่องปัญหาโรคภัยกันไว้ด้วย

โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ที่ต้องเตรียมตัวเปิดเรียนกันแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครอง จึงควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของลูกหลานกันด้วยว่า ร้องไห้ งอแง เพราะเป็นโรคหรือไม่?

ในฉบับนี้ก็มีอีกโรคหนึ่งที่มักพบได้บ่อยในหน้าฝน และมักเกิดขึ้นได้ในเด็กเล็ก นั่นก็คือ “โรคมือ เท้า ปาก”

 โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ขวบ แรกเริ่มจะมีไข้ต่ำ ๆ มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ครั่นเนื้อครั่นตัว หลังจากนั้นจะมี ผื่นแดงในช่องปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก ซึ่งเด็กเล็กมักจะไม่สามารถบอกได้ว่าเจ็บ แต่สามารถสังเกตอาการได้จากการที่ไม่ยอมรับประทานอาหาร ไม่ดูดนม ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มพองใสภายในปาก เมื่อแตกออกจะเป็นแผลในช่องปาก 

อาการต่อมา จะมีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซึ่งอาจเป็นตุ่มแดง หรือตุ่มพองใสได้ ในบางรายอาจมีการลุกลามที่ข้อเท้า ข้อมือ และก้น  

สาเหตุสำคัญเกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด คือ คอกซากี เอ 16 และ เอ็นเทอโรไวรัส 71 ในผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส 71 มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย เช่น ไข้สมองอักเสบ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ ในผู้ใหญ่มีโอกาสป่วยด้วยโรคนี้ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อย และอาการในผู้ใหญ่มักจะไม่ชัดเจนเหมือนในเด็ก อาจมีเพียงไข้ธรรมดา ปวดเมื่อยตามตัว ส่วนผื่นที่บริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า อาจมีหรือไม่ก็ได้ อีกทั้งยังพบว่าในผู้ใหญ่มักมีภูมิคุ้มกัน อยู่แล้ว

เนื่องจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคนี้ อยู่ในน้ำลาย อุจจาระ น้ำในตุ่มพอง หรือแผลของผู้ป่วย ดังนั้น การติดต่อโดยสัมผัสเชื้อทางปากโดยตรงจากการรับประทานเข้าไป จากการดูดนิ้วมือ จากการนำของเล่นเข้าปาก การไอ จาม การใช้ภาชนะใส่อาหาร ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้หลอดเดียวกัน จึงทำได้ค่อนข้างง่าย 

โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคติดต่อที่สามารถระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เดย์แคร์ เนอร์สเซอรี่ และโรงเรียนอนุบาล จึงมีคำแนะนำว่า เมื่อพบเด็กที่เป็นโรคนี้ ควรหยุดเรียนจนกว่าไข้และผื่นแดงจะหายไป ซึ่งจะหายไปได้เองภายใน 7-10 วัน และแม้ว่าเด็กจะหายจากอาการป่วยแล้ว ก็ยังสามารถแพร่เชื้อโรคได้ เพราะเชื้อโรคจะอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วยได้นานนับเดือน แต่การติดต่อในระยะนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่า

วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือ การล้างมือให้สะอาด ทั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังขับถ่ายทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกัน ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร การใช้แก้วน้ำ หลอดดูด ขวดนม ช้อน ร่วมกันกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดและคลุกคลีกับผู้ป่วย

เนื่องจากโรคนี้พบได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบได้มากในหน้าฝนแบบนี้ และยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาโรคเป็นการเฉพาะ ทำให้    การรักษาต้องใช้วิธีการรักษาแบบประคับประคองอาการ จนกว่า   ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น ซึ่งหากมีไข้ก็ให้ทานยาลดไข้ ให้รับประทานอาหารอ่อน ๆ และดูแลรักษาความสะอาดในช่องปากให้ดี แต่หาก ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ อาจต้องนอนโรงพยาบาลและให้  น้ำเกลือทดแทน

พ่อแม่ส่วนมากพาลูกมาพบแพทย์ เนื่องจากลูกไม่ยอมกินนม มีไข้ ไม่ยอมกินข้าว เนื่องจากในช่องปากมีผื่นแดงอักเสบ เมื่อตรวจ จึงพบว่าป่วยด้วยโรคนี้แล้ว ทั้งนี้ อาจเป็นความเข้าใจผิดที่ว่า โรคนี้จะต้องมีอาการทั้งที่มือ เท้า ปาก แต่ความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่ได้มีอาการเกิดขึ้นเสมอไปทั้งหมด เด็ก บางคนมีอาการน้อย ๆ อาจจะเป็นเพียงผื่นแดงในช่องปาก ส่วนฝ่ามือ ฝ่าเท้า อาจไม่มีผื่นให้เห็นชัดเจนก็ได้ ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาทันที

ทั้งนี้ ถ้าหมอวินิจฉัยว่า ลูกท่านเป็นโรคนี้แล้วก็อย่าเพิ่งตกใจไป กลัวว่าลูกจะไปติดเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส 71 จนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เพราะถึงแม้ว่าลูกท่านจะติดเชื้อ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงเสมอไป เด็กส่วนใหญ่อาจมีแค่ผื่นแดงธรรมดาเท่านั้น

นอกจากนี้แล้ว ยังมีคำถามที่พบได้บ่อย เช่น ในหญิงตั้งครรภ์ถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคนี้หรือไม่ และเด็กในครรภ์จะมีอันตรายจากการรับเชื้อด้วยไหม?

ในหญิงตั้งครรภ์ ไม่ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง และมีโอกาสการติดเชื้อน้อย หากมีการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์ ก็จะไม่ส่งผลอันตรายต่อเด็กในครรภ์

เชื้อสามารถติดตามซอกมือ ซอกเล็บได้หรือไม่ และจะส่งผลอย่างไรต่อเด็ก?

เชื้อสามารถติดอยู่ตามซอกมือ ซอกเล็บได้ แต่การล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และไม่นำมือเข้าปาก ตัดเล็บให้สั้น จะช่วยลดการนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ เมื่อล้างมือให้สะอาดแล้ว ก็เท่ากับขจัดเชื้อออกไปด้วย เด็กก็จะไม่เกิดอันตราย

ในสถานที่เปิดอย่างสระว่ายน้ำ เป็นแหล่งกระจายเชื้อโรคได้หรือไม่?

ต้องบอกว่า ในสระว่ายน้ำที่มีคลอรีนในปริมาณที่เพียงพอน่าจะกำจัดเชื้อได้ ที่ผ่านมามีรายงานการตรวจพบเชื้อเอ็นเทอโรไวรัสในสระว่ายน้ำบ้าง แต่ไม่ค่อยมีรายงานการระบาดของโรคมือ เท้า ปากจากการว่ายน้ำในสระ จึงไม่น่ากังวลใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก แต่เด็กอาจได้รับเชื้อจากการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยได้

ก็คงจะไขข้อข้องใจกันไปแล้ว แต่ถึงกระนั้น ข้อแนะนำในเรื่องการล้างมือให้กับเด็กเล็ก ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าโรคจะพบบ่อยในฤดูไหน แต่การทำตัวเองให้สะอาด ล้างมือบ่อย ๆ จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคได้มาก.

นพ.ชนเมธ เตชแสนศิริ
หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์     5 มิถุนายน 2553