น้ำในหูไม่เท่ากัน โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

dailynews140819_01คุณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่ อยู่ดีๆก็เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะคล้ายๆบ้านหมุนโดยไม่รู้สาเหตุ กระเพาะอาหารปั่นป่วน อยากอาเจียน พอลุกขึ้นยืนก็ทรงตัวไม่อยู่ หากคุณมีอาการเหล่านี้คงจะเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าคุณอาจเกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งเรื่องดังกล่าว พญ.จิรัฐา งามศิริเดช แพทย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายถึงโรคดังกล่าวว่าโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือ โรคเมเนียร์ (Meniere’s disease) เป็นโรคที่พบได้บ่อย ซึ่งโรคดังกล่าวเกิดจากความผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมระบบการได้ยินและการทรงตัว ทำให้มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน การได้ยินลดลง เสียงก้องในหู และแน่นหูได้

สาเหตุของการเกิดโรค พญ.จิรัฐา กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดและบางครั้งอาจไม่พบสาเหตุ แต่มีตัวกระตุ้นหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน โดยปัจจัยภายนอกได้แก่ ความเครียด การอดนอน การเปลี่ยนแปลของระดับฮอร์โมนรวมถึงการมีประจำเดือน โรคภูมิแพ้ การติดเชื้อไวรัส หูชั้นกลางอักเสบ หูชั้นในอักเสบ หูน้ำหนวก ซิฟิลิส เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เคยประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะมาก่อน ปวดศีรษะไมเกรน สำหรับปัจจัยภายใน เกิดจากโรคทางกรรมพันธุ์ พบได้ถึง 10-20% และพบบ่อยในครอบครัวที่เป็นไมเกรน ภาวะร่างกายมีภูมิต้านทานต่อหูชั้นใน ซึ่งผู้ที่มีโอกาสเป็นจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอัตราส่วน 2:1 และเมื่ออายุเพิ่มขึ้นจะมีความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วยโดยช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือระหว่าง 40-70 ปี

พญ.จิรัฐา กล่าวต่อว่า อาการของโรคดังกล่าวจะประกอบไปด้วย 3 กลุ่มอาการ ได้แก่

1.เวียนศีรษะแบบบ้านหมุน โดยปกติมักเป็นทันทีทันใด มีอาการเป็นๆหายๆ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนแต่ละครั้งอาจจะมีอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมง และมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
2.ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง มักจะมีอาการเป็นๆหายๆ โดยอาจเป็นหูข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักพบเป็นหูข้างเดียวมากกว่า
3.เสียงดังในหู แน่นหู อาจทนเสียงดังไม่ได้

สำหรับการวินิจฉัยของแพทย์ โดยปกติแล้วจะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดก็สามารถวินิจฉัยได้หากผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เด่นชัดทั้ง 3 อาการดังกล่าว แต่หากอาการไม่ชัดเจนอาจต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยในการวินิจฉัย ได้แก่
1.การตรวจการได้ยิน
2.การตรวจคลื่นไฟฟ้าในหูชั้นใน
3.การตรวจระบบการทรงตัวของหูชั้นในและการทดสอบแคโรลิก
4.การทดลองให้ยาเพื่อลดปริมาณน้ำในหูชั้นในแล้วสังเกตดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่
5. การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง ในกรณีที่สงสัยว่าอาการเวียนศีรษะเกิดจากก้อนเนื้องอกบริเวณประสาทการได้ยิน
6.การตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สมอง ในกรณีที่สงสัยว่ามีเนื้องอกบริเวณสมองและระบบประสาท

การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน พญ.จิรัฐา กล่าวว่า การรักษาจะต้องควบคุมอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ทำให้อาการทางหูและการได้ยินกลับมาปกติ โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยทางด้านการปฏิบัติตัวและการรักษาด้วยยา ซึ่งการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยต้องงดอาหารเค็ม เช่น ขนมซองที่มีเกลือปริมาณมาก เครื่องดื่มบำรุงกำลังบางชนิด งดเหล้า บุหรี่ ชา กาแฟ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ลดเครียด แต่หากรักษาด้วยวิธีปรับเปลี่ยนการปฏิบัติตัวและรักษาด้วยยาร่วมกันแล้วยังไม่ได้ผลอาจจะต้องใช้วิธีทางเลือกอื่นๆเช่น

1.Meniett device เป็นเครื่องมือที่ใส่เข้าไปในหูแล้วให้ผู้ป่วยปรับความดันเอง โดยความดันจากเครื่องมือนี้จะส่งผลไปยังหูชั้นในทำให้อาการเวียนศีรษะดีขึ้น

2.การฉีดยาเข้าในหูชั้นกลาง ปัจจุบันยาที่นิยมมี 2 ชนิด คือ
2.1 Dexamethasone เป็นยาที่ช่วยให้ความถี่ในการเวียนศีรษะลดลงและมีผลอาจช่วยให้การได้ยินดีขึ้น ซึ่งสามารถฉีดบ่อยได้ทุก 1-3 เดือน
2.2 Gentamicin เป็นยาฉีดเพื่อควบคุมอาการเวียนศีรษะ แต่อาจมีผลข้างเคียงเรื่องการได้ยินที่ลดลง

3.การรักษาโดยการผ่าตัด ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมากและรักษาด้วยวิธีการใดก็ไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคนี้ มีหลายวิธีแต่ละวิธีมีความเสี่ยง ข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ผู้ป่วยควรปรึกษากับแพทย์ หู คอ จมูกเรื่องรายละเอียดการรักษาก่อนตัดสินใจ

ทั้งนี้ อาการเวียนศีรษะโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมิใช่เรื่องที่น่ากลัว หากคุณหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการดังกล่าวสามารถมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งการรักษาอาจต้องใช้ความอดทนและความร่วมมือในจากผู้ป่วย หากช่วยกันก็สามารถทำให้อาการกลับมาเป็นปกติหรือเกือบปกติได้

พญ.จิรัฐา งามศิริเดช
แผนกหู คอ จมูก
โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา : เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2557

Advertisements

‘โรคตุ่มน้ำพองใส’ ไม่หาย!..ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

dailynews130418_001aเมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวเด็กน้อยน่าสงสารเกิดมามีตุ่มน้ำตามตัว ซึ่งก็คืออาการของโรคตุ่มน้ำพองใส หรือโรคเด็กผีเสื้อ จัดเป็นโรคหายากที่พบการรายงานข่าวเด็กป่วยโรคนี้อยู่เนืองๆ โดยอุบัติการณ์ของโรค ในต่างประเทศพบราว 30 รายต่อทารกแรกเกิด 1 ล้านคน ส่วนในไทยไม่ทราบอุบัติการณ์ที่แน่ชัด แต่ตามสถิติของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พบผู้ป่วยประมาณ 10 รายต่อปี

dailynews130418_001bศ.คลินิกพญ.ศรีศุภลักษณ์ สิงคาลวณิช งานโรคผิวหนัง สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ให้ข้อมูลควรรู้เกี่ยวกับโรคดังกล่าวว่า โรคตุ่มน้ำพองใส (Epidermolysis bullosa เรียกสั้นๆ ว่า EB) หรือในต่างประเทศเรียกว่า โรคเด็กผีเสื้อ(Butterfly children) เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะของผิวเปราะบางเหมือนปีกผีเสื้อ

เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ที่พบไม่บ่อย เกิดจากความผิดปกติของยีนส์ที่ควบคุมการสร้างผิวหนัง ถ่ายทอดแบบลักษณะเด่น คนรุ่นต่อไปจึงมีโอกาสป่วยได้ (Autosomal dominant) ลักษณะผิวหนังจะพองเป็นตุ่มน้ำ เมื่อมีการกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย เช่น การเสียดสี การติดเชื้อ โดยอาจพบตั้งแต่แรกเกิด วัยทารก หรือเด็กโต

ลักษณะอาการ จำแนกตามรอยแยกของตุ่มน้ำ แบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ 1 เรียกว่า ตุ่มน้ำอยู่ในชั้นตื้นในชั้นหนังกำพร้า (EB simplex) อาการไม่รุนแรง มีตุ่มน้ำพอง เป็นตั้งแต่แรกเกิด ไม่เป็นแผลเป็น ส่วนกลุ่มที่ 2 เรียกว่า ตุ่มน้ำเกิดระหว่างชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ (Junctional EB) อาการรุนแรง เป็นตั้งแต่แรกเกิด แต่ไม่เป็นแผลเป็น มักพบความผิดปกติของเล็บ และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และทางเดินปัสสาวะด้วย และกลุ่มที่ 3 เรียกว่า ตุ่มน้ำอยู่ในชั้นหนังแท้ (Dystrophic EB) ตุ่มน้ำจะทิ้งรอยแผลเป็น

dailynews130418_001c

การตรวจวินิจฉัย แพทย์ต้องตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาร่วมกับการตรวจทางจุลทรรศน์อิเล็กตรอน เพื่อให้ทราบว่ามีความผิดปกติอยู่ที่ชั้นไหนของผิวหนัง ซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยโรคแตกต่างกัน ขณะที่การรักษา เป็นการรักษาตามอาการ เน้นการดูแลผิวหนังป้องกันการกระทบกระเทือน เนื่องจากผิวบริเวณที่มีการเสียดสีจะเป็นตุ่มน้ำพองออก และต้องระวังภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนที่ผิวหนัง ถ้ามีการติดเชื้อ จะต้องให้ยาปฏิชีวนะทาหรือรับประทาน ให้อาหารและวิตามินให้เพียงพอและข้อสำคัญต้องให้คำแนะนำทางพันธุกรรมแก่พ่อแม่ เพื่อไม่ให้เกิดโรคในลูกคนต่อไป

อย่างไรก็ตาม โรคตุ่มน้ำพองใส เป็นโรคเรื้อรัง ในรายที่ไม่รุนแรง อาการจะดีขึ้นเมื่อโตขึ้น แต่ในรายที่รุนแรง จะมีอาการไปตลอดชีวิต ซึ่งแพทย์ต้องหาความผิดปกติภายในร่วมด้วย

จากข้อมูลที่คุณหมอศรีศุภลักษณ์เผย เห็นได้ว่า โรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่ป่วยหรือเป็นพาหะของโรค ย่อมมีโอกาสป่วยเป็นโรคเดียวกันนี้ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกต้องเกิดมารับความทุกข์ทรมาน ทั้งสามีและภรรยาจำเป็นต้องตรวจสุขภาพ เพื่อค้นหาโรคนี้หรือโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ก่อนวางแผนครอบครัว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 18 เมษายน 2556

.
Related Article :
.

คิดสูตรชะลอความแก่ขึ้นได้สำเร็จ ทดลองกับฝูงหนูได้ผลดีมาแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ในฮ่องกงกำลังคิดสูตร เพื่อชะลอความแก่ในหนูขึ้นได้ โดยหวังว่าจะนำมาใช้กับคนสำเร็จ

วารสารการแพทย์ “การเผาผลาญอาหารของเซลล์” เปิดเผยว่า พวกเขาได้ใช้ผลการศึกษาเรื่องโรคแก่เกินวัยอันเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ ซึ่งจะเป็นกับเด็กใน 4 ล้านคน สัก 1 คน

โรคนี้จะเป็นกับเด็กที่ก่อนอายุได้ขวบหนึ่งดี แม้ว่าสติปัญญาจะคงปกติ แต่ร่างกายไม่เติบโตขึ้นกลับสูญเสียไขมัน ผิวหนังเหี่ยวย่นและผมร่วง เหมือนกับคนแก่ ข้อก็จะแข็งติด เกิดคราบจับหลอดเลือด ซึ่งทำให้เป็นโรคหัวใจและลมอัมพาต ส่วนใหญ่มักตายก่อนอายุได้ 20 ปี

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮ่องกงได้พบในการศึกษาครั้งนั้นว่าโปรตีนลามิน เอ ซึ่งอยู่ในแกนกลางของเซลล์มนุษย์ ได้ไปก่อกวนขบวนการซ่อมแซมในเซลล์ เป็นเหตุให้แก่ตัวอย่างรวดเร็ว

พวกเขาได้ศึกษากับหนูทดลองต่อมา พบว่าโปรตีนลามิน เอ ที่ปกติจะผูกพันกับยีน “เอไออาร์ที 1” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า  มันเชื่อมโยงกับการมีอายุยืน ศาสตราจารย์ชีวเคมี นายหลิง เบาฮั้ว กล่าวว่า เราสามารถจะทำยาซึ่งเลียนลามิน เอ หรือผูกพันกับ “เอไออาร์ที 1” ให้แนบแน่นขึ้นได้

จากการทดลองกับหนูที่เป็นโรคแก่เกินวัย เมื่อป้อนให้กินสารในผลองุ่นเข้มข้น ปรากฏว่าพวกมันสามารถอายุยืนขึ้นอีกร้อยละ 30

แต่เมื่อถามว่า การดื่มไวน์แดงจะช่วยชะลอความแก่และลดอันตรายของโรคหัวใจหรือไม่ อาจารย์ซู จงจุน กล่าวว่า “แอลกอฮอล์ในเหล้าไวน์ จะก่ออันตรายให้ ก่อนที่จะทันได้คุณประโยชน์”.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  27 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Scientists in Hong Kong map initial anti-aging formula

By Tan Ee Lyn
HONG KONG | Thu Dec 20, 2012 7:55am EST

(Reuters) – Scientists in Hong Kong appear to have mapped out a formula that can delay the aging process in mice, a discovery they hope to replicate in people.

Their finding, published in the December issue of Cell Metabolism, builds on their work in 2005 which shed light on premature aging, or progeria, a rare genetic disease that affects one in four million babies.

Progeria is obvious in the appearance of a child before it is a year old. Although their mental faculties are normal, they stop growing, lose body fat and suffer from wrinkled skin and hair loss. Like old people, they suffer stiff joints and a buildup of plaque in arteries which can lead to heart disease and stroke. Most die before they are 20 years old.

In that research, the team at the University of Hong Kong found that a mutation in the Lamin A protein, which lines the nucleus in human cells, disrupted the repair process in cells, thus resulting in accelerated aging.

Conversely, in their latest work using both mice and experiments in petri dishes, they found that normal and healthy Lamin A binds to and activates the gene SIRT1, which experts have long associated with longevity.

“We can develop drugs that mimic Lamin A or increase the binding between Lamin A and SIRT1,” Liu Baohua, research assistant professor of biochemistry at the University of Hong Kong, told a news conference on Thursday.

The team went further to see if the binding efficiency between Lamin A and SIRTI would be boosted with resveratrol, a compound found in the skin of red grapes and other fruits which has been touted by some scientists and companies as a way to slow aging or remain healthy as people get older.

Associate professor Zhou Zhongjun, who led the study, said healthy micefed with concentrated resveratrol fared significantly better than healthy mice not given the compound.

“We actually delayed the onset of aging and extended the healthy lifespan,” Zhou said of the mice.

Mice with progeria lived 30 percent longer when fed with resveratrol compared with progerial mice not given the compound.

Asked if their study supported the notion that drinking red wine delays aging and reduces the risk of heart disease, Zhou said the alcohol content in wine would cause harm before any benefit could be derived.

“The amount of resveratrol in red wine is very low and it may not be beneficial. But the alcohol will cause damage to the body,” Zhou said.

(Reporting by Tan Ee Lyn; Editing by Robert Birsel)

SOURCE : reuters.com

 

โรคผิวหนังแข็ง โดย พญ.กัลยากร เชาว์วิศิษฐ์

โรคผิวหนังแข็ง

โดย พญ.กัลยากร เชาว์วิศิษฐ์
สาขาวิชาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


 

 

 

 

โรคผิวหนังแข็งคืออะไร

โรคผิวหนังแข็งเป็นโรคเรื้อรัง ที่คาดว่าเกิดจากความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันของร่างกายคล้ายๆกับโรคข้อรูมาตอยด์และโรคลูปัส โรคผิวหนังแข็งมีลักษณะเด่น คือ ผู้ป่วยมีผิวหนังแข็งบริเวณต่างๆของร่างกาย แต่ยังอาจมีความผิดปกติในไต ปอด ทางเดินอาหาร และหัวใจได้ด้วย ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีผิวหนังแข็งอย่างเดียว แต่บางคนอาจมีอาการรุนแรง เช่น มีผิวหนังแข็งและมีโรคไตร่วมด้วย

โรคผิวหนังแข็งมีกี่ชนิด

1. โรคผิวหนังแข็งที่เป็นทั่วไป ในกรณีนี้ผิวหนังแข็งปรากฏบนผิวหนังได้ทั่วร่างกาย รวมถึงเหนือข้อศอก เหนือหัวเข่า หน้าอกและหลัง ผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคปอดมากกว่าผู้ป่วยชนิดที่ 2-4 นอกจากนี้อาจมีโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย มีลมมาก ท้องอืด กรดในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร มือเปลี่ยนสีเวลาอากาศเย็น บางครั้งทำให้มีแผลบนปลายนิ้วที่หายยาก อาการเหล่านี้เกิดจากการสะสมของพังผืดในอวัยวะต่างๆ

2. โรคผิวหนังแข็งที่เป็นเฉพาะบริเวณ ในกรณีนี้ผิวหนังแข็งปรากฏบนผิวหนังบริเวณที่ต่ำกว่าข้อศอก ใต้หัวเข่าลงมาและบนใบหน้า โดยจะไม่เกิดบนลำตัว ผู้ป่วยชนิดนี้มีโอกาสเกิดโรคความดันในปอดสูงมากกว่าผู้ป่วยชนิดที่ 1 ลักษณะที่สำคัญของโรคผิวหนังแข็งชนิดนี้คือ
      • มีแคลเซียมเกาะใต้ผิวหนัง
• มือเปลี่ยนสีเวลาอากาศเย็น
• กรดในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร
• ผิวหนังหนาบนนิ้ว
• มีจุดแดงของเส้นเลือดบนผิวหนัง

3. โรคผิวหนังแข็งที่เป็นเฉพาะที่ ในกรณีนี้ผิวหนังแข็งปรากฏบนร่างกายที่ใดก็ได้ มีลักษณะเป็นแถบหรือเป็นวงไม่มีโรคของอวัยวะภายในร่วมด้วย

4. โรคผิวหนังแข็งที่เกิดร่วมกับโรคทางภูมิคุ้มกันอื่น เช่น โรคลูปัส โรคของกล้ามเนื้อบางอย่าง

ผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็งแต่ละรายมีอาการแตกต่างกัน การวินิจฉัยโรคได้จากการคุยกับผู้ป่วยและการตรวจร่างกาย ผู้ป่วยโรคนี้เกือบทุกคนมีผิวหนังแข็ง มีมือที่เปลี่ยนสีเวลาอาการเย็น และมีผลตรวจเลือดทางภูมิคุ้มกันผิดปกติ

สาเหตุของโรคผิวหนังแข็ง

ยังไม่ทราบชัดเจน ในผู้ป่วยบางคนอาจเป็นโรคทางกรรมพันธุ์

การรักษาโรคผิวหนังแข็ง

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของโรคนี้ จึงยังไม่มีการรักษาเฉพาะ แต่มีการรักษาบางอย่างที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้ดำเนินชีวิตที่ดีต่อไปได้ แพทย์สามารถให้คำแนะนำผู้ป่วยได้มากมาย

  • ถึงแม้ว่าผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็งจำนวนมากมีแคลเซี่ยมสะสมใต้ผิวหนัง ผู้ป่วยเหล่านี้ยังกินแคลเซี่ยมได้ตามปกติ และไม่ต้องลดปริมาณแคลเซี่ยมในอาหาร
  • ผู้ป่วยที่มีกรดไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารสามารถลดอาการได้โดยการกินยาลดการสร้างกรดจากกระเพาะ
  • ผู้ป่วยที่มือเปลี่ยนสีในอากาศเย็นควรดูแลรักษาตัวเองให้อบอุ่น เช่น ใส่เสื้อหนาวเวลาไปในสถานที่ที่เปิดแอร์ อาบน้ำอุ่น เป็นต้น แพทย์อาจจ่ายยาให้กินเพื่อลดอาการนี้ เช่น ยาไนเฟดดิปิน

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

บ่าวสาว…อุ่นใจก่อนวิวาห์

‘โรคทางกรรมพันธุ์’ โจทย์ปัญหาสุขภาพที่คุกคามชีวิตคู่หลังแต่งงาน และอาจทำให้เตียงหักได้ง่ายเมื่อสุขภาพไม่เป็นใจ

ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการเตรียมพิธีวิวาห์ ไหนจะต้องเตรียมสถานที่ เมนูอาหารจัดเลี้ยง เชิญแขกมางาน ถ่ายพรีเวดดิ้ง ฯลฯ 108 กิจกรรมที่ไม่จบลงง่ายๆ แต่กลับหลงลืมเรื่องใกล้ตัวที่สำคัญที่สุดอย่าง การตรวจร่างกายหาโรคทางพันธุกรรมที่อาจจะส่งต่อให้ทายาทโดยไม่ตั้งใจ

นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช อธิบายว่า โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมยังคงเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยกับคู่รักหลังแต่งงาน ไม่ว่าจะเป็น ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงที่บ่งบอกภาวะโลหิตจาง หรือ ธาลัสซีเมีย และโรคติดต่ออื่นๆ เช่น โรคเอดส์ ไวรัสตับอักเสบ โรคซิฟิลิส และหัดเยอรมัน ซึ่งสร้างปัญหาตามมามากมาย

“การเตรียมสุขภาพให้พร้อมก่อนแต่งงานเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมที่อาจไม่เคยทราบมาก่อน โดยเฉพาะธาลัสซีเมีย ซึ่งพบภาวะแฝงในคู่แต่งงานได้โดยไม่รู้ตัวมาก่อน แต่สามารถคัดกรองได้ด้วยการตรวจเลือด” คุณหมอกล่าว

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีภาวะโลหิตจาง อาจมีตับม้ามโตได้ ขณะที่ในบางรายไม่แสดงอาการแต่เป็นพาหะของโรค ซึ่งหากคู่รักมีภาวะแฝงของธาลัสซีเมียทั้งคู่โอกาสที่บุตรจะเสี่ยงเป็นโรคนี้ย่อมมีมากขึ้น

ขณะที่บางโรค ถ้าไม่ตรวจเลือดก็จะไม่รู้ เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี และเอดส์ การตรวจก่อนแต่งเท่ากับช่วยลดความเสี่ยง ลดอัตราแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น และลดปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุตร

คุณหมอ บอกว่า ความน่ากลัวของไวรัสตับอักเสบบี คือ สามารถติดต่อผ่านทางเลือด ทำให้เกิดการส่งผ่านโรคจากแม่สู่ลูกน้อยได้ถึง 70% ดังนั้น ทารกที่คลอดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จำเป็นต้องได้รับการฉีดกระตุ้นภูมิต้านทานตามโปรแกรมพิเศษทันทีหลังคลอด

นอกจากนี้ สิ่งที่ว่าที่คุณแม่ควรให้ความสนใจคือ การฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน ซึ่งโรคนี้เป็นสาเหตุทำให้การให้พบความพิการแต่กำเนิดในบุตร รวมถึงตรวจหาหมู่เลือด ดูกลุ่มของ Rh ที่อาจส่งผลให้เกิดความไม่เข้ากันของ Rh เมื่อตั้งครรภ์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายกับการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป แต่หากตรวจพบก่อน แพทย์จะมีวิธีฉีดยาเพื่อป้องกัน

นอกเหนือจากการตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แต่งงานควรให้ความสนใจแล้ว การตรวจก่อนแต่งยังรวมถึงการวางแผนครอบครัว ทั้งการคุมกำเนิดและเตรียมพร้อมที่จะมีบุตร

“ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัว มักพบอัตราเสี่ยงของโรคมากขึ้นขณะตั้งครรภ์ เช่น โรคหัวใจ โรคไตวาย โรคธัยรอยด์ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่ามีสภาวะเหมาะสมพอที่จะตั้งครรภ์หรือไม่” คุณหมอกล่าว

ในส่วนของว่าที่เจ้าบ่าว การตรวจสุขภาพยังเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจหาเชื้อกามโรค ตรวจหาภูมิคุ้มกันและการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ตรวจหาการติดเชื้อเอดส์ ตรวจดูความผิดปกติของเลือด ตรวจปัสสาวะ และตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันเช่นเดียวกับว่าที่เจ้าสาว

อย่าลืมว่า การเตรียมความพร้อมในการดูแลสุขภาพก่อนแต่งงาน และเตรียมพร้อมก่อนมีบุตร จะช่วยสร้างความมั่นใจ ให้ปลอดภัยจากโรคทางพันธุกรรมที่อาจส่งผลถึง “ทายาท” ของวงศ์ตระกูล

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 28 มีนาคม 2555