คุณเป็นโรคนี้หรือเปล่า Fibromyalgia Syndrome

 

“คอลัมน์เภสัชอาสา .. ปรึกษาปัญหาปวด” กลับมาพบกับผู้อ่านอีกครั้ง ครั้งนี้นำเรื่องเกี่ยวกับโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (Fibromyalgia Syndrome) มาฝากกัน พร้อมกับวิธีดูแลตัวเองแบบง่ายๆ

ชื่ออาจจะดูเรียกยาก แต่หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆแล้ว โรคนี้จัดเป็นกลุ่มอาการปวดของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเรื้อรัง ร่วมกับอาการอ่อนล้า ทำให้มีปัญหานอนไม่หลับ ส่งผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์โดยตรง มักจะเกิดหลังจากได้รับบาดเจ็บ จากการผ่าตัด การติดเชื้อ หรือได้รับผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง มักจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการของโรคเป็นอย่างไร

อาการในแต่ละบุคคลจะมีอาการมากน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ระดับความเครียด การออกกำลังกาย จะมีอาการสำคัญๆที่เห็นได้ชัดเจน ดังนี้

1. อาการปวด มักจะพบมากบริเวณคอและหลัง ซึ่งจะมีอาการปวดอย่างต่อเนื่อง แต่ความปวดมาก-น้อยจะมีไม่เท่ากัน ลักษณะอาการปวดที่พบมักจะเป็นการปวดตึงๆ, ปวดเหมือนถูกของร้อน , ปวดเหมือนถูกของทิ่มแทง

2. มีความไวต่อการสัมผัส ผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีความไวต่อความเจ็บปวดเป็นอย่างมากและจะเจ็บนานกว่าปกติ

3. ข้อติด ผู้ป่วยโรคนี้จะสามารถเคลื่อนไหวลำบาก หากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ เนื่อจากกล้ามเนื้อมีการหดตัว

4. นอนหลับไม่สนิทและอ่อนเพลีย ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะนอนหลับไม่สนิท แม้ว่าจะมีเวลานอนนานเนื่องจากตื่นตอนกลางคืนบ่อย และบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย

การดูแลตนเองเบื้องต้น จะทำได้อย่างไรบ้าง

การดูแลตนเองในเบื้องต้น สามารถทำได้ก่อนการใช้ยารับประทาน ซึ่งผู้ที่เป็นจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในอาการของโรคเบื้องต้นเสียก่อน รวมถึงผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็จะต้องพยายามเข้าใจในผู้ที่เป็นโรคนี้ให้มาก โดยการให้ความรู้ ให้กำลังใจ เพื่อเปลี่ยนทัศนคติจากความวิตกกังวล ท้อแท้ หรือซึมเศร้า ให้เป็นความเชื่อมั่นเพื่อที่จะส่งเสริมให้สามารถอยู่กับอาการต่างๆได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการลดความเครียดนั้น สามารถทำได้หลายวิธีเช่น ออกกำลังกายแบบแอโรบิค เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถภาพของร่างกายในผู้ที่มีสุขภาพเสื่อมถอยจากการเจ็บปวดเป็นเวลานาน การออกกำลังกายวิธีนี้มีข้อดีคือ ผู้ออกกำลังกายสามารถเลือกได้หลากหลายวิธี ซึ่งอาจจะพิจารณาตามความเหมาะสมของอายุ สภาพร่างกาย ความพอใจ และการเข้าถึงวิธีออกกำลังกายในแต่ละราย การออกกำลังกายจะต้องเริ่มทำทีละน้อย เพราะอาจกระตุ้นให้มีอาการปวดมากขึ้นได้ เมื่อออกกำลังกายอยู่ตัวแล้วจึงค่อยปรับขึ้นตามความสามารถ , การทำสมาธิ , การเล่นโยคะ , การนวดสปา หรือการนวดแผนไทย (โดยอาจใช้สมุนไพรไทย เช่นใ ช้ครีมที่มีสารสกัดจาก “น้ำมันไพลเข้มข้น” ที่เคยอยู่ในลูกประคบมาอยู่ในรูปแบบของครีมนวดซึ่งใช้ง่ายและไม่ต้องมีวิธียุ่งยากในการใช้)

ส่วนการดูแลในด้านอาการปวดแบบเรื้อรั้งและอาการไวต่อการสัมผัสนั้น อาจใช้วิธีการรักษาได้หลายวิธี เช่น การรับประทานยา การฝังเข็ม การนวดไทย การทำกายภาพบำบัด หรือการใช้สารสกัดจากพริก ซึ่งมีสาร “แคปไซซิน” หรือ “เจลพริก”ซึ่งช่วยในการบรรเทาอาการปวดแบบเรื้อรัง และบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากปลายประสาทอักเสบได้ (มักมีอาการปวดเหมือนถูกไฟฟ้าช๊อต หรือถูกของทิ่มแทง บางรายอาจมีอาการชาร่วมด้วย) แต่จะต้องใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป

“ปัจจุบัน Fibromyalgia Syndrome ยังเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่เชื่อว่าน่าจะมีความผิดปกติในระบบประสาทส่วนกลาง มักพบว่ามีความสัมพันธ์กับประวัติครอบครัว การได้รับบาดเจ็บ การติดเชื้อไวรัส ความเครียดทางจิตใจ ภาวะซึมเศร้า กังวล ความผิดปกติของต่อมไรท่อ หรือเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน

(หน้าพิเศษ Hospital Healthcare)

ที่มา : Hospital Healthcare   วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เครือมติชน ปีที่ 8 ฉบับที่ 77 กุมภาพันธ์ 2557

ที่มา: มติขน 5 กุมภาพันธ์ 2557

Advertisements

โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังจากการทำงาน (myofascial pain syndrome) โดย อ.นพ.ลิขิต รักษ์พลเมือง

โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังจากการทำงาน

อ.นพ.ลิขิต  รักษ์พลเมือง

ภาควิชาศัลยศาสตร์  ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด

การนั่งทำงานนาน ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง  ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคนในวัยทำงาน  

รายละเอียดเป็นอย่างไรนั้น  อ.นพ.ลิขิต  รักษ์พลเมือง ภาควิชาศัลยศาสตร์  ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด อธิบายว่า โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง หรือ  myofascial pain syndrome  มักเป็นต้นตอของตำแหน่งกดเจ็บ หรือ Trigger Point  ซึ่งเป็นจุดที่เรากดลงไปแล้วรู้สึกปวด เหมือนมีก้อนแข็ง ๆ เล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่สะสมต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานจนเกิดเป็นก้อนเล็กขนาด 0.5-1 เซนติเมตร  Trigger Point  จำมาก หรือจุดกดเจ็บจำนวนมากที่ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อ ต้นเหตุอย่างหนึ่งคือการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ  รวมทั้งออกซิเจนที่ส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ  เกิดการคั่งของเสียในบริเวณนั้น ทำให้กล้ามเนื้อแข็งและเกร็งมีอาการปวดลามไปยังยังบริเวณใกล้เคียงจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังตามมา ส่วนใหญ่จะเกิดที่กล้ามเนื้อส่วนบนตั้งแต่ คอ บ่า ไหล่ สะบัก หลัง  อาการปวดร้าวลึกของกล้ามเนื้ออาจจะปวดตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะเวลานั่งทำงาน  บางคนอาจเป็นหนักจนไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้  หรือบางคนอาจลามไปปวดถึงศีรษะ กระตุ้นการเกิดไมเกรน ทำให้นอนไม่หลับ  มีอาการชาตามมือและแขนและทำให้เกิดปัญหาโครงสร้างและใช้งานของร่างกาย เช่น ไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน หลังงอ หรือมีปัญหาในการ เดินและทรงตัว 

การรักษาจะใช้การบริหารกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ เช่น ฝึกยืดกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวบน  ต้นแขนและคอ  นวด ทายาคลายกล้ามเนื้อ  หรือรับประทานยา รวมทั้งประคบด้วยความร้อน  การกระตุ้นกล้ามเนื้อ  ด้วยไฟฟ้าเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว  ผลการรักษาจะทำให้รู้สึกดีขึ้น ลดความเจ็บปวดได้  แต่พึงระวังสิ่งที่ทำให้เกิดโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง  ได้แก่  การนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสม  การทำงานที่มีการใช้กล้ามเนื้อท่าเดียวกันซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน  กล้ามเนื้อขาดการพักผ่อน รวมถึงไม่ได้รับการบริหาร  กล้ามเนื้อ  ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องหลีกเลี่ยง การหมั่นดูแลตัวเอง  อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและแก้ไขได้ทันท่วงที เช่น ถ้ากล้ามเนื้อคอเกิดความตึงเครียดระหว่างนั่งปฏิบัติงาน 

 วิธีบริหารง่าย ๆ  มีดังนี้

ท่าที่ 1 หันศีรษะไปทางด้านซ้ายช้าๆ ใช้มือซ้ายช่วยดึงค้างไว้ 
ท่าที่ 2 ก้มศีรษะพยายามให้คางชิดอกมากที่สุด
ท่าที่ 3 เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ไปด้านหลังให้มากที่สุด 
ท่าที่ 4  เอียงศีรษะไปทางด้านขวา ใช้มือขวาช่วยดึง พยายามให้ศีรษะชิดไหล่มากที่สุด 
ท่าที่ 5 หันศีรษะไปทางด้านซ้าย 45 องศา ใช้มือขวาช่วยดึงพร้อมก้มลงช้า ๆ ให้มากที่สุดค้างไว้ 10 วินาที  จากนั้นสลับทำด้านขวา   

ข้อมูลจาก: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลับมหิดล

http://www.si.mahidol.ac.th/th/tvdetail.asp?tv_id=278