‘ปวดหลัง’ สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์

dailynews150104_1โรคปวดหลังนับว่าเป็นปัญหาสำคัญและพบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งของโรคกระดูกและข้อ และนับวันยิ่งจะพบเพิ่มมากขึ้นในทุกเพศ ทุกวัยอันเนื่องมาจากลักษณะของกิจวัตรประจำวัน การปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามีอาการปวดหลังร่วมกับกลุ่มอาการบางอย่างที่สำคัญดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป กลุ่มอาการดังกล่าวได้แก่

1. ไข้ สาเหตุส่วนใหญ่อาจเกิดเนื่องมาจากการติดเชื้อในร่างกาย บางครั้งอาจจะมีการติดเชื้อที่บริเวณกระดูกสันหลัง สาเหตุส่วนใหญ่นั้นอาจจะมีการติดเชื้อในบริเวณอื่นของร่างกายก่อน เช่น ระบบทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบโดยเฉพาะในเพศหญิงวัยหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และเกิดการติดเชื้อที่บริเวณกระดูกสันหลัง มีการทำลายกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนในบริเวณรอบ ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรงร่วมกับอาการไข้ สาเหตุของเชื้อที่พบส่วนใหญ่มักเป็นเชื้อแบคทีเรีย และในบางครั้งอาจจะพบมีการติดเชื้อวัณโรคของกระดูกสันหลังได้เช่นเดียวกัน

2.มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งมาที่บริเวณกระดูกสันหลังได้ มะเร็งที่มักจะแพร่กระจายมาที่บริเวณกระดูกสันหลังได้แก่ มะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก ปอด ระบบทางเดินอาหาร ต่อมไทรอยด์ เมื่อมีการแพร่กระจายของมะเร็งมาตามกระแสเลือดและมาที่บริเวณกระดูกสันหลังจะกระตุ้นให้เกิดการทำลายกระดูกเป็นอย่างมาก ทำให้โครงสร้างกระดูกปกติถูกทำลายลง เกิดกระดูกสันหลังยุบตัวลง ก่อให้เกิดอาการปวดหลังมาก ในบางครั้งถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปกดทับเส้นประสาทและไขสันหลังก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชา อาการอ่อนแรงของขา ไม่สามารถเคลื่อน ไหวได้ รวมทั้งอาจจะไม่สามารถกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ ทำให้เป็นอัมพาต

3. ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ หรือมีปัสสาวะเล็ด สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากมีการกดทับเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งสาเหตุของการกดทับเส้นประสาทมีได้หลายสาเหตุเช่น หมอนรองกระดูกที่มีขนาดใหญ่มากเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท โรคมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูกและมีการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง รวมทั้งภาวะของการติดเชื้อของกระดูกสันหลังที่อาจจะมีหนองไปกดทับเส้นประสาท ทำให้ระบบการขับถ่ายผิดปกติ

4. มีอาการอ่อนแรงของขา หรือสูญเสียสมดุลของร่างกาย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะนั้น ๆ ถูกกดทับ ทำให้ไม่สามารถควบคุมการทำงาน การเคลื่อนไหวของระยางค์นั้น ๆ ได้

5.มีอาการปวดตอนกลางคืนหรือปวดขณะพัก อาจจะมีหรือไม่มีเหงื่อออกตอนกลางคืน ซึ่งเป็นสัญญาณหนึ่งของภาวะการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง หรือมะเร็งที่แพร่กระจายมาส่งผลทำให้มีอาการปวดมากแม้ขณะนอนพัก

6.อาการชารอบ ๆ ทวารหนัก หรือสูญเสียความรู้สึกรอบ ๆ ทวารหนัก เกิด เนื่องมาจากมีการกดทับของเส้นประสาทที่ควบคุม และรับความรู้สึกในบริเวณรอบ ๆทวารหนัก

7.มีการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน เช่น ในกลุ่มผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เอสแอลอี (โรคพุ่มพวง) หรือผู้ป่วยที่ชอบซื้อยาสเตียรอยด์รับประทานเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน เกิดการติดเชื้อในร่างกายได้ง่ายกว่าคนปกติเพราะภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอ ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน และมีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

8.ได้รับอุบัติเหตุ ในผู้ป่วยที่มีประวัติได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการปวดหลังแบบเฉียบพลันนั้นอาจจะทำให้เกิดกระดูกสันหลังหัก ยุบ ทำให้มีอาการปวดหลังเป็นอย่างมาก

9.น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจมีสาเหตุที่เกิดจากภาวะมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูก เพราะการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร ไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายและน้ำหนักลด

10.ปวดหลังร่วมกับส่วนสูงที่ลดลง อาจเกิดเนื่องมาจากการที่มีโรคกระดูกพรุนร่วมกับการเกิดกระดูกสันหลังยุบตัวลง ทำให้เกิดหลังโก่งค่อม และส่วนสูงลดลง จึงทำให้เกิดมีอาการปวดมาก ส่วนใหญ่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ

ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังร่วมกับอาการดังกล่าวข้างต้นควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ และให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com และ http://www.taninnit.com

ที่มา: เดลินิวส์ 4 มกราคม 2558

Advertisements

ผ่าตัดแผลเล็กรักษาโรคกระดูกสันหลัง

bangkokbiznews140326_001aสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพเผย 5 ปีแห่งความสำเร็จของการเลือกใช้เทคนิคผ่าตัดแผลเล็กสำหรับรักษาโรคกระดูกสันหลัง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา สู่การสร้างเครือข่ายของการรักษากระดูกสันหลัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย

นายแพทย์พุทธิพร เธียรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า สถานการณ์ของโรคกระดูกสันหลังในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มสูงขึ้น แม้จะไม่มีการเก็บสถิติไว้อย่างชัดเจน ด้วยวิถีชีวิตของคนโดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง

สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ เราเลือกสรรวิธีที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมให้การรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้ป่วยจะได้รับ ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้มาตรฐานตามหลักสากล จนได้รับรองมาตรฐานการรักษาเฉพาะทางด้านโรคปวดหลังจาก JCI สหรัฐอเมริกา ทำงานร่วมกันเป็นทีมภายใต้ทีมแพทย์สหสาขา อันได้แก่ ประสาทศัลยแพทย์ แพทย์ศัลยกรรมกระดูก แพทย์ประสาทวิทยา จิตแพทย์ วิสัญญีแพทย์ แพทย์ เวชศาสตร์ ฟื้นฟู พยาบาลวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่เทคนิค ที่จะร่วมกันให้การดูแลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางด้านกระดูกสันหลัง อย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ทันสมัย อาทิ Microscope, Minimal access surgeries, O-ARM and Navigation, Intraopertative monitoring (IOM) เครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัดเพื่อให้เกิดประสิทธิผล และประสิทธิภาพของการรักษา

“สิ่งสำคัญคือ การป้องกันและรักษากระดูกสันหลังของคนไทย โดยโรงพยาบาลกรุงเทพเองจะเข้ามามีบทบาทผ่านการสร้างเครือข่ายของโรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตร ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคนิคการรักษาแบบใหม่ และเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น” ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพเผย

bangkokbiznews140326_001b

นายแพทย์ทายาท บูรณกาล ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ กล่าวว่า ครบรอบ 5 ปีสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ เริ่มเปิดทำการมาตั้งแต่ พศ. 2552 โดยทำการรักษาผู้ป่วยอย่างครบครัน พร้อมทั้งเป็นสถานที่ฝึกอบรมดูงานของแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแพทย์จากภูมิภาคเอเชีย ได้แวะเวียนมาเพื่อศึกษาการผ่าตัดด้วยวิธีที่ทันสมัย จนได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการผ่าตัดด้านแผลเล็ก อาทิเช่น การผ่าตัดแบบ OLIF โอ-ลิฟ หรือ การผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังข้างลำตัวแบบแผลเล็ก (Olique lumbar Interbody Fusion)

หนึ่งในเทคนิคที่ทางสถาบันได้นำมาใช้ในการรักษาโรคทางกระดูกสันหลัง คือ การผ่าตัดแผลเล็กข้างลำตัว DLIF (Direct Lateral Interbody Fusion) หรือ OLIF (Olique Lumbar Interbody Fusion) เป็นการผ่าตัดวิธีใหม่เสริมหมอนรองกระดูกสันหลังข้างลำตัวแบบแผลเล็ก โดยไม่จำเป็นต้องผ่าเลาะกล้ามเนื้อหลัง ด้วยการใส่อุปกรณ์หนุนหมอนรองกระดูกแทนที่หมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหาเดิม ทำให้กระดูกสันหลังข้อนั้นแข็งแรงขึ้น รับน้ำหนักร่างกายได้ดีขึ้น การปวดหลังจึงลดลง ซึ่งปัจจุบันได้ปรับปรุงวิธีการให้ดีขึ้น และเปลี่ยนชื่อจาก DLIF เป็น OLIF เน้นการผ่าตัดแผลเล็ก กล้ามเนื้อบอบช้ำน้อย เสียเลือดน้อย (เฉลี่ย 50 ซีซี.) ให้ผลสำเร็จในการเชื่อมข้อมากกว่าการผ่าตัดแบบทั่วไป ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดปัญหาปวดหลังเรื้อรังและภาวะพังผืดเกาะเส้นประสาท และที่สำคัญคือ มีโรคแทรกซ้อนต่ำ ปัจจุบันสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ ได้รักษาผู้ป่วยด้วยวิธีนี้มากกว่า 150 ราย ได้ผลสำเร็จอยู่ในระดับดีมาก

ในขณะที่เทคนิคการผ่าตัดแบบ Anterior Lumbar Interbody Fusion (ALIF) นายแพทย์สาริจฉ์ ศรีสุภาพ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ อธิบายว่า ALIF เป็นการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง โดยที่แผลผ่าตัดอยู่ด้านหน้าท้อง เป็นวิธีผ่าตัดที่ทำมานาน มีประสิทธิภาพและให้ผลการรักษาที่ดีมาก โดยเฉพาะการผ่าตัดที่เรียกว่า Minimal Invasive ALIF ซึ่งมีข้อดี คือ เป็นการผ่าตัดที่ทำลาย หรือ รบกวน กล้ามเนื้อน้อยมาก ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดอย่างรวดเร็ว ผลข้างเคียงน้อย (โดยที่ในปัจจุบันมีวัสดุที่ใส่ในช่องหมอนรองกระดูก และยึดให้มั่นคงที่ในผู้ป่วยจำนวนมากไม่จำเป็นต้องผ่าตัดยึดโลหะจากด้านหลัง) แต่การผ่าตัดดังกล่าวมีโอกาสเกิดการฉีกขาดของเส้นเลือด ซึ่งผู้ป่วยอาจมีผลแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้ ดังนั้นศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง และศัลยแพทย์ด้านหลอดเลือด จะร่วมกันผ่าตัด Minimal Invasive ALIF เพื่อลดอัตราเสี่ยงดังกล่าวลง ทางสถาบันได้รับความร่วมมือจากศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง และศัลยแพทย์ด้านหลอดเลือด (ที่ผ่านการฝึกอบรม spine access surgery) ในการเข้าทำผ่าตัดร่วมกัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ป่วย ลดระยะเวลาการผ่าตัด ลดอัตราการเสียเลือด ผู้ป่วยจะฟื้นตัวเร็วขึ้น ตลอดจน ทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจถึงมาตรฐานการรักษาที่ดี

“จุดประสงค์ของการผ่าตัดนี้ คือการรักษาเสถียรภาพของกระดูกสันหลังและบรรเทาอาการปวดขาหรือหลัง อาการเหน็บชา อ่อนเพลียหรือการทรงตัวที่ผิดปกติจากความดันในเส้นประสาท”

นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว ทางสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ ใช้ BMP (Bone Morphogenetic Protein) ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง คือ โปรตีนสังเคราะห์ที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างกระดูก (rhBMP-2) เริ่มทดลองใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังตั้งแต่ ปลายปี 2001 ต่อมามีการผลิตและใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ในสหรัฐอเมริกา FDA ระบุถึงข้อบ่งชี้ ให้ใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอวทางด้านหน้า (Anterior Lumbar Interbody Fusion) โดยร่วมกับ Interbody device

ข้อดี คือ มีประสิทธิภาพในการเชื่อมข้อสูงมาก ใช้ระยะเวลาสั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกถึงความปวดที่ลดลงเมื่อกระดูกเชื่อมสมบูรณ์เร็วขึ้น และเทคนิคนี้ไม่จำเป็นต้องตัดกระดูกของผู้ป่วยเองเพื่อใช้เชื่อมข้อกระดูกสันหลัง ดังนั้นจะเกิดประโยชน์สูงสุด และผลข้างเคียงน้อยที่สุด คือ การใช้ตามข้อบ่งชี้ที่ระบุให้ใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังทางด้านหน้า และให้อยู่ใน Interbody device แต่ผลข้างเคียงของ BMP อาจทำให้เกิดการอักเสบในเนื้อเยื่อรอบกระดูกสันหลัง (ไม่แนะนำให้ใช้ในการเชื่อมกระดูกคอทางด้านหน้า) และ อาจทำให้เกิดกระดูกงอกในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอาจจะไปกดทับเส้นประสาทหรืออวัยวะอื่นได้

bangkokbiznews140326_001c

 

อุปกรณ์ในการผ่าตัดแบบแผลเล็กข้างลำตัว DLIF

 

แพทย์หญิงนันท์ชญาน์ ฉายะโอภาส แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู กล่าวว่า รูปแบบการกายภาพบำบัดเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังมีทั้งแบบสำหรับผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัด และต้องผ่าตัด ซึ่งแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะเป็นผู้กำหนดวิธีการกายภาพให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย จุดเด่นของวิธีรักษาด้วยการทำกายภาพระยะสั้น คือ สามารถบรรเทาการเจ็บปวด ลดการใช้ยา ให้ความรู้การจัดท่าทางของแผ่นหลังและการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการเกิดโรคในแต่ละบุคคล และกายภาพระยะยาว คือ ดูแลตัวเองได้ถูกต้อง ออกกำลังให้ถูกกับตัวโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องผ่าตัด จะใช้วิธีกายภาพด้วยเครื่องมือต่างๆ อาทิ การประคบร้อน กระตุ้นไฟฟ้า ฝังเข็ม ธาราบำบัด ฯลฯ เพื่อการลดปวด และควรหาสาเหตุ เฝ้าระวังป้องกันโรคก่อนที่จะรุนแรงขึ้น เช่น สังเกตพฤติกรรมออกกำลังกายผิดวิธี คงค้างอยู่ในท่าที่ผิดลักษณะเป็นเวลานานๆ ฯลฯ เพื่อหาวิธีการแก้ไขด้วยการให้ความรู้ในแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดโรคในแต่ละบุคคล

แต่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับการผ่าตัด แพทย์ต้องดูแลความพร้อมของผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดและหลังจากผ่าตัด เพื่อลดอาการแทรกซ้อน ฟื้นฟูสุขภาพให้ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านแล้วดูแลตนเองได้อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะส่วนหลังและสุขภาพองค์รวมไปถึงหัวใจและปอดให้แข็งแรง พร้อมทั้งเรียนรู้การออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เช่น มีโรคประจำตัวต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์ต้องดูแลประคับประคอง เพื่อลดโอกาสเกิดการดำเนินโรคที่รุนแรงมากขึ้น รวมไปถึงฟื้นฟูทั้งสภาพร่างกายและจิตใจให้ได้สูงสุดเท่าที่สภาพร่างกายอำนวย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันอีกโรคที่น่าจับตามองคือ โรคเนื้องอก หรือมะเร็งบริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโรคที่ปัจจุบันเราสามารถรักษาได้ นายแพทย์ยอดรัก ประเสริฐ ศัลยแพทย์ระบบประสาทและกระดูกสันหลัง อธิบายว่า มะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่ผิดปกติของอวัยวะในส่วนต่างๆ มีโอกาสแพร่กระจายได้ถึง 70% และในจำนวนนี้ มีโอกาสที่จะแพร่กระจายมายังกระดูกสันหลังถึง 40% แม้ว่าอาจเกิดอาการเพียง 10-20% แต่ผู้ป่วยเหล่านั้นจะต้องทุกข์ทรมานจากอาการปวดและอาการอ่อนแรง บางรายอาจเป็นอัมพาตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วจะมีโอกาสช่วยผู้ป่วยได้มากทั้งในการลดอาการปวดและลดความพิการจากอาการกดทับของไขสันหลัง

“วิธีการรักษามะเร็งแพร่กระจายมากระดูกสันหลังในปัจจุบันมีพัฒนาการไปมากทั้งวิธีการผ่าตัดและอุปกรณ์สำหรับใส่เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก ตลอดจนการรักษาเสริมภายหลังจากการผ่าตัด ทั้งการฉายรังสีและเคมีบำบัด”

สถาบันกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการให้การรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลัง รวมถึงเนื้องอกของกระดูกสันหลังทุกชนิด ทุกขั้นระยะของโรค ตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนการรักษาซึ่งจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างดีระหว่างทีมแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยประสาทศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง แพทย์รังสีรักษา และวิสัญญีแพทย์ เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โทร. 1719 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 มีนาคม 2557

ต้องทนปวดหลัง รับกรรมเดิน 2 ขา

thairath130301_001ความก้าวหน้าในการวิวัฒนาการของมนุษย์ จนสามารถเดิน 2 ขาตั้งตัวตรงได้ ทำให้คนสมัยนี้ ต้องรับกรรมจากโรคปวดหลัง และอื่นๆ มาจนเดี๋ยวนี้

มองในแง่วิวัฒนาการแล้ว มนุษย์จัดว่าก้าวหน้ายิ่งกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลายหมด จนถึงกับมีปริมาณใกล้จะ 7 พันล้านคนในขณะนี้

นักมานุษยวิทยาอลัน มานน์ มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันของสหรัฐฯกล่าวว่า “เราต้องรับกรรม เพราะการวิวัฒนาการของมนุษย์อยู่ แม้ว่าเราสามารถเดินตัวตรง ทำให้มือว่างใช้เครื่องมือได้ แต่ก็ทำให้กระดูกสันหลังของเราต้องรับภาระหนัก ในการต้านกับแรงโน้มถ่วง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ผู้คนส่วนมากบ่นปวดหลังไปตามๆกัน”

เขาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพของกระดูกสันหลัง ที่ต้องรับภาระหนักว่า “เหมือนกับเอาถ้วยกาแฟพร้อมกับจานรองซ้อนต่อๆกันหลายๆชั้น แล้ววางหนังสือเล่มหนาๆ ไว้ข้างบน” และชี้ว่ากระดูกสันหลังจะต้องดัดตัวโค้งแอ่นเพื่อเลี้ยงน้ำหนัก

อยู่เสมอ อาจทำให้เป็นหลังคดชนิดแอ่น หรือกระดูกสันหลังโกงคดได้ และมนุษย์เราเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียว ที่กระดูกสันหลังแตกหักขึ้นเองได้.

ที่มา : ไทยรัฐ 1 มีนาคม 2556

.
Related Article:
.

mnn130215_001
Aches and pains: You can thank evolution for them

While walking upright freed up our hands for tool use, the resulting stresses from gravity on the human spine may have led to unique back pains.

By Charles Choi, LiveScience Fri, Feb 15 2013

BOSTON — Bad backs, dangerous childbirths, sore feet and wisdom teeth pains are among the many ailments humans face from evolution, researchers say.

In an evolutionary sense, humans are by far the most successful primates on the planet, with a world population close to 7 billion. Humanity owes this success to a number of well-known adaptations, such as large, complex brains and walking upright on two feet. However, there are downsides to these advances as well.

“We’re dealing with the scars of human evolution,” anthropologist Alan Mann at Princeton University told LiveScience.

For instance, while walking upright freed up our hands for tool use, a key factor in human success, the resulting stresses from gravity on the human spine may have led to unique back pains.

“We’re the only mammals that spontaneously fracture vertebra,” anthropologist and anatomist Bruce Latimer at Case Western Reserve University told LiveScience.

Latimer and other scientists detailed their findings on human evolution today (Feb. 15) here at the annual meeting of the American Association for the Advancement of Science.

Achy backs
To underscore the challenges the human spine faces because of humanity’s upright posture, Latimer compared the spine to a tower of 24 cups and saucers, with each cup representing a vertebra in the spine and each saucer one of the disks between each vertebra. [10 Wacky Facts About Humans]

“Then take a book like a dictionary and put it on top. This is the head. If you are really careful, you can balance it — otherwise there’s a lot of porcelain on the ground,” Latimer said. “Then imagine taking this and putting in all the curves that you naturally have in the spine. I could give you all the duct tape in the world, and you still couldn’t possibly balance it.”

As the spine developed curves to keep balanced while upright, it can become stressed at certain points. This can result in conditions such as lordosis, or swayed backs; kyphosis, a rounded upper back or hunch back; and scoliosis, a sideway curve in the spine.

In addition, the spine also suffers from how people walk — one foot forward at a time with the opposite side arm swinging in step.

“This creates a twisting motion that, after millions of twists over time, the discs between the vertebrae begin to wear out and break down, resulting in herniated discs,” Latimer explained.

Evolving from four-footed to two-footed walking has also resulted in a host of foot problems, such as flat feet and bunions. Fossil evidence suggests that humans have suffered foot problems such as high-ankle sprains as far back as 3.5 million years ago, not just because of more recent, sedentary lifestyles.

“The fossil record is revealing that a lot of the foot problems we have now can be traced back to our past,” functional morphologist Jeremy DeSilva at Boston University told LiveScience.

Pain in the teeth
The dramatic boost in brain size that helps set humans apart the most from the rest of the animal kingdom also has led to problems many now experience with wisdom teeth, the third set of molars that get their name from the fact that they erupt as people approach the end of adolescence. [10 Odd Facts About the Human Brain]

“Our brains expanded to more than triple of our ancestors. As a result, the architecture of the braincase has changed,” Mann said.

This often leaves wisdom teeth no room to grow, causing them to erupt in painful ways.

“Evolution doesn’t produce perfection,” Mann said.

The problems that wisdom teeth can pose likely explain why genetic mutations that prevent their development have spread in human populations.

“The population with the highest frequency of missing third molars are the Inuit in the Arctic of North America, where it’s as high as 44 percent,” Mann said. Intriguingly, the only human population that apparently always had wisdom teeth in adulthood were the Neanderthals, he added.

Designing a human body
The evolution of upright walking has also made childbirth much riskier for humans than any other primate.

“If you want to look for examples of how we’re not the result of intelligent design, you don’t have to go far — just look at the complicated, uncomfortable way we have babies,”anthropologist Karen Rosenberg at the University of Delaware told LiveScience.

The complex societies that humans have developed now help women survive childbirth.

“We mitigate these problems with midwives, obstetricians, attendants of any sort in the childbirth process,” Rosenberg said.

“If an engineer were given the task to design the human body, he or she would never have done it the way humans have evolved,” Latimer said. “Unfortunately, we can’t go back to walking on four feet. We’ve undergone too much evolutionary change for that — and it is not the answer to our problems.”

SOURCE : www.mnn.com

โรคปวดหลัง โดย รศ.นพ.ทวีชัย เตชะพงศ์วรชัย ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

chulalongkornhospital-back1.jpg (780×1074)

chulalongkornhospital-back2.jpg (780×1172)

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 

 

นิ่วในท่อไตเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้ปวดหลัง

โรคปวดหลังเกิดจากหลายสาเหตุ ถ้าเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาทางภาคอีสานจะต้องนึกถึงเรื่องนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะไว้ด้วย แต่ก่อนพบบ่อย ตามโรงพยาบาลทางภาคอีสานจะเห็นเอากองนิ่วมาแสดงตั้งให้เห็น โดยเฉพาะโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี เคยเห็นวางกองใหญ่มาก มาปัจจุบันแต่ละแห่งค่อยลดน้อยลงไป จากการดูแลสุขภาพดีขึ้น

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ อาจเกิดตำแหน่งใดก็ได้ ตัวไตเอง ต่อมาเป็นท่อไต ลงมาถึงกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ในอดีตที่ผมเคยเป็นแพทย์ต่างจังหวัดพบได้ทุกตำแหน่ง ที่ไตมากสุด รองลงมาเป็นกระเพาะปัสสาวะ ท่อไต และท่อปัสสาวะ ปัจจุบันที่ไตและท่อไตยังพบอยู่ ที่กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะน้อยลงไป อาการสำคัญที่มาคือ เรื่องปวดหลัง ลักษณะการปวดเป็นแบบจี๊ด ๆ เหมือนมีอะไรมาบิดแล้วร้าวลงล่าง บางครั้งปวดมากถึงกับดิ้นไปมาด้วยความปวดทีเดียว

สาเหตุ มีคนศึกษากันมากว่า สาเหตุของนิ่วเกิดจากเหตุใด ผมเคยไปขอคุยกับ ดร.ปิยะรัตน์ โตสุโขวงศ์ ภาควิชาเคมี รพ.จุฬาฯ และ ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า ถึงการวิจัยนิ่วในไตหลายปีมาแล้ว ผลพอนึกออกว่าเกิดจากการไม่สมดุลของการบริโภคอาหาร และอื่น ๆ อีกหลายท่านก็คล้าย ๆ กัน สรุปว่ายังไม่ชัดเจน ทำให้การป้องกันเป็นทางการยังไม่มี มักจะพูดว่าให้กินน้ำมาก ๆ ลดอาหารพวกไขมัน และผักใบเขียวที่จะทำให้เกิดผลึกยูริก โดยสรุปประชากรทางภาคอีสานยังพบได้บ่อยมีให้เห็นอยู่เสมอ

การวินิจฉัยโรค นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นประเภทฟอสเฟต, อ๊อกซาเลท เวลาถ่ายภาพทางรังสีจะเห็นชัดเจน อีกประเภทหนึ่ง เห็นจาง ๆ ไม่ชัด และ พวกสุดท้าย ไม่เห็นเลย เป็นประเภทผลึกยูริก มักจะพบกับคนในเมือง อาการของทั้งสามชนิดทำให้ปวดหลังเช่นเดียวกัน ก่อนนี้ใช้เอกซเรย์ธรรมดาพร้อมฉีดสีดู ก็บอกได้ว่านิ่วอยู่ที่ใด หน้าที่ของไตเป็นอย่างไร ปัจจุบันเครื่องมือด้านนี้พัฒนามากทำให้วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น

การรักษา ในอดีตนิ่วในท่อไตมักพบเป็นก้อนโต ๆ ราว 1 ซม. อุดคาอยู่ ปัสสาวะไหลลงได้ยาก คนไข้จะมาด้วยเรื่องปวดหลัง ปวดบ่อยจนทรมาน ถ้าก้อนยังเล็กจะปวดเป็น ๆ หาย ๆ ปวดมากไม่ผ่อนคลายก็จะมาให้แก้ไข เดิมผ่าตัดอย่างเดียว เป็นแผลทางยาวบริเวณบั้นเอว เมื่อพบนิ่วเอานิ่วออกจะใส่สายยางคาไว้สัก 3-4 วัน ดูพอปัสสาวะไหลออกดี ไม่มีการติดเชื้อเอาสายยางออกก็กลับบ้านได้

ปัจจุบันหากก้อนเล็ก ๆ จะใช้การขบให้ละเอียดผ่านทางกล้องเข้าทางท่อปัสสาวะเข้าไปหรือใช้สายยางส่วนปลายเหมือนตะกร้อคล้องก้อนนิ่วออกมา หรือยิงด้วยแสงเลเซอร์ให้แตกละเอียดแล้วล้างเศษก้อนนิ่วออกมา แล้วแต่ดุลพินิจของศัลยแพทย์จะพิจารณาว่าจะเป็นแบบใดดี ยิ่งปัจจุบันศัลยแพทย์ทางด้านนี้มีประสบการณ์มาก ต่างจังหวัด เช่น โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี รพ.มหาสารคาม มีผลงานเด่นเรื่องนิ่วอยู่ตลอด

คนไข้หญิงอายุ 61 ปี ไตข้างขวาถูกตัดไปจากเป็นโรคในอดีต ปวดหลังบ่อยแบบบิด ๆ ตรวจพบเป็นนิ่วแบบมองเห็นในภาพเอกซเรย์ในท่อไตซ้ายขนาดราวครึ่ง ซม. นพ.สมเกียรติ พุ่มไพศาลชัย ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ ได้ใส่กล้องทางท่อปัสสาวะเข้าจนถึงท่อไตซ้าย ก้อนนิ่วเล็กอยู่สูงหลุดลอยขึ้นหลบในแอ่งหลืบในไต ยังเอาออกไม่ได้ จึงได้คาสายยางไว้ ป้องกันท่อไตอักเสบบวมปัสสาวะจะไหลลงออกไม่ได้ เพราะเหลือไตข้างเดียว

อีก 2 อาทิตย์ต่อมาได้ยิงก้อนนิ่วจากภายนอกให้กระจายเล็กลง พร้อมดึงสายยางออกจะได้ปัสสาวะออกเป็นปกติ คนไข้รายนี้แสดงถึงก้อนนิ่วขนาดเล็ก อยู่ตอนบนของท่อไต บางครั้งยากที่จะเอาออกได้ทันที ต้องค่อยทำไปทีละขั้นตอน ด้วยเหลือไตข้างเดียว ในที่สุดแพทย์ก็สามารถแก้ไขได้จนหายเรียบร้อยดี

โรคปวดหลัง นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะก็ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ยังมีโอกาสพบได้เสมอ และยังไม่รู้สาเหตุแน่นอน เพียงรู้ว่าจากการไม่สมดุลของอาหารการกิน คงจะต้องค้นหาสาเหตุกันต่อไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 กันยายน 2555

นวัตกรรมการรักษาโรคปวดหลังโดยไม่ต้องผ่าตัดอย่างแท้จริง

โรคปวดหลังนับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในวัยทำงานและวัยชรา ที่พบได้บ่อยที่สุดในอาการปวดเรื้อรัง บั่นทอนสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง จนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันหรือท่องเที่ยวเดินทางไกลได้อย่างใจคิด สาเหตุของอาการปวดหลัง เกิดขึ้นได้หลากหลาย เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท หรือการเสื่อมสภาพของข้อต่อกระดูกสันหลัง

นับว่าเป็นข่าวดีของผู้ป่วยที่มีปัญหาตามที่กล่าวมา เพราะมีนวัตกรรมทางการแพทย์ล้ำสมัยล่าสุดสำหรับการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดอย่างแท้จริง ซึ่งเกิดขึ้นจากกลุ่มแพทย์ได้ช่วยกันคิดค้นอุปกรณ์เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาจากโรคปวดหลัง มีชื่อเรียกทางการแพทย์ในการรักษาชนิดนี้ว่า Percutaneous Epidural Neurolysis (PEN) เรียกสั้น ๆ ว่า PEN โดยอาศัยอุปกรณ์คล้ายท่อสายยางขนาดเล็ก ซึ่งท่อสายยางนี้มีขนาดเล็กกว่าไส้ปากกาหมึกแห้ง มีขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ซึ่งสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการได้ มีคุณสมบัติยืดหยุ่นแข็งแรง ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ โดยภายในท่อสายยางขนาดเล็ก ๆ นี้จะมีแกนขดลวดขนาดจิ๋ว ทำหน้าที่คอยบังคับการเคลื่อนไหวบริเวณส่วนปลาย ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้สามารถคลายหรือเลาะพังผืดที่เกิดขึ้นในโพรงสันหลัง รวมถึงบริเวณโดยรอบของรากประสาทที่มีการอักเสบอันเนื่องมาจากสารเคมี หรือสารอักเสบจากหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนหรือแตกเข้ามายังโพรงหรือช่องสันหลัง นอกจากนี้อุปกรณ์    พิเศษชนิดนี้ยังสามารถใช้เป็นทางสำหรับฉีดยาแก้อักเสบเข้าไปยังโพรงสันหลัง และบริเวณที่มีการอักเสบของรากประสาทหมอนรองกระดูกสันหลังอีกด้วย

การรักษาโดยวิธีนี้ผู้ป่วยไม่ต้องดมยาสลบ เพียงแต่ใช้ยาชาเฉพาะที่ในบริเวณช่องสันหลังส่วนล่าง ใช้ระยะเวลาในการทำประมาณ 10-15 นาที หลังจากทำหัตถการเสร็จผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ หรืออาจนอนสังเกตอาการแบบคนไข้ในประมาณ 1 คืน รุ่งเช้าผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ ผลที่คาดว่าจะได้รับนั้นพบว่า อาการปวดหลัง และอาการปวดร้าวลงขาลดลงอย่างชัดเจน เนื่องมาจากพังผืดและอาการอักเสบได้ถูกแก้ไข โดยวิธีการที่กล่าวมาผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธีนี้ ได้แก่

1. หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนที่มีอาการปวดหลัง
2. หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนที่มีอาการปวดหลังและปวดร้าวลงขา
3.ช่องกระดูกสันหลังตีบจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม
4.ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว แต่ยังมีอาการปวดหลังหรือปวดร้าวลงขา ไม่ต้องการรับการผ่าตัดอีก เนื่องจากมีพังผืดหรือเนื้อเยื่อยึดติดทางด้านหลังของเส้นประสาทมาก การใช้วิธีการคลายพังผืดโดยวิธีใช้ท่อขนาดเล็กแบบควบคุมได้ เป็นวิธีที่เหมาะสมมาก เพราะเป็นการสลายพังผืดโดยไม่รบกวนต่อแผลผ่าตัดที่มีมาก่อน
5. ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดยึดตรึงโลหะดามกระดูกมาก่อน
6.กระดูกสันหลังเคลื่อนในระดับชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 2

ข้อดีที่แตกต่างจากวิธีการผ่าตัด ได้แก่

1.เป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างแท้จริง 100 เปอร์เซ็นต์
2.มีบาดแผลขนาดเท่ารูเข็ม หรือขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ไม่ต้องเย็บแผล ขนาดพอ ๆ กับเข็มเจาะเลือดเวลามาตรวจเลือด
3.ไม่มีการเสียเลือด ดังนั้นไม่มีการให้เลือดทดแทนโดยเด็ดขาด
4.ฟื้นตัวได้เร็ว อาการปวดหลังจากที่ทำหัตถการเสร็จสิ้นเกิดขึ้นน้อยมาก
5.เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านโรคอายุรกรรมหลาย ๆ โรค
6.สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว
7.ไม่มีข้อจำกัดในผู้ป่วยสูงอายุ

ข้อจำกัดสำหรับวิธีการรักษาแบบสลายพังผืด

1. เป็นอุปกรณ์สมัยใหม่ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
2. ต้องอาศัยแพทย์และทีมแพทย์ที่มีความชำนาญและประสบการณ์
3.อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการแพ้สารทึบแสง

อาจกล่าวได้อย่างไม่มีข้อสงสัยเลยว่า นวัตกรรมการแพทย์แบบล้ำสมัยสำหรับการรักษาโรคปวดหลัง ปวดร้าวลงขา สาเหตุจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังที่กล่าวมาข้างต้น โดยวิธีคลายพังผืดในช่องสันหลังหรือ PEN นี้ อาจจะได้รับความนิยมอย่างมาก ๆ จากแพทย์และผู้ป่วยในอีก 1-2 ปี ข้างหน้านี้เป็นต้นไปมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้การผ่าตัดโรคกระดูกสันหลัง โรคหมอนรองกระดูกสันหลังลดลง หรือถึงกับเหลือน้อยมากเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูกสันหลังเคลื่อนหรือกระดูกสันหลังหักจากอุบัติเหตุเท่านั้น

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์จิระเดช ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงษ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 8 กรกฎาคม 2555

ผ่าตัดเทคนิคใหม่รักษา “โรคปวดหลัง”แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว เสียเลือดน้อย

โรคปวดหลัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะหมอนรองกระดูกเสื่อมและทรุด เมื่อเป็นแล้วหากต้องการรักษาด้วยการผ่าตัดหลายคนเกิดความลังเลใจที่จะรับการรักษา เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าต้องพักฟื้นนานและมีโรคแทรกซ้อนหลายรูปแบบ ทำให้ยากต่อการตัดสินใจ ล่าสุดสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพได้พัฒนาการผ่าตัดเทคนิคใหม่แบบแผลเล็กข้างลำตัวโดยไม่ต้องเลาะกล้ามเนื้อหลังเป็นผลสำเร็จ ทำให้ช่วยรักษาผู้ที่มีอาการปวดหลังได้โดยไม่ต้องเลาะทำลายกล้ามเนื้อหลัง ที่สำคัญเสียเลือดน้อย มีแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และไม่มีผลข้างเคียง

นายแพทย์ทายาท บูรณกาล ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ และนายแพทย์สุปรีชา กาพิยะ ศัลยแพทย์ระบบประสาท เปิดเผยว่า ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังมีหลายสาเหตุ อาทิ หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและทรุด กระดูกสันหลังเคลื่อนหรือเลื่อนทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ ฯลฯ ซึ่งการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดในปัจจุบันก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ได้ผลดี แต่ยังมีปัญหาที่เป็นธรรมชาติของการผ่าตัดชนิดนี้อยู่ เช่น ผู้ป่วยพักฟื้นนาน ยิ่งผ่าตัดหลายระดับยิ่งต้องนอนพักฟื้นนานเป็นเดือนกว่าจะลุกนั่งรับประทานข้าวได้ เนื่องจากการบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อหลังรุนแรง ผู้ป่วยบางรายปวดหลังและปวดกล้ามเนื้อหลังเป็นระยะเวลานานหลังผ่าตัด ถึงแม้ว่าแผลภายนอกจะดูดีแล้ว แต่ก็ยังปวดเรื้อรังอยู่ เพราะว่าการผ่าตัดกล้ามเนื้อหลังและกระดูกโดนแหวกเป็นแผลเป็น บางครั้งจึงไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้

ดังนั้นเราจึงนำวิธีการผ่าตัดเทคนิคใหม่เพื่อรักษาโรคปวดหลังเข้ามาใช้ โดยเรียกว่า “การผ่าตัดเสริมหมอนรองกระดูกแบบแผลเล็กข้างลำตัว” หรือ “ดีลิฟ” (Direct Lateral Interbody Fusion ; DLIF) อาศัยเครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัด หรือ ไอโอเอ็ม (Intraoperative Neuromonotoring ; IOM) ส่งผ่านท่อขนาดเล็กประมาณ 1 นิ้ว เพื่อติดตามการทำงานของเส้นประสาทและไขสันหลัง และนำใส่อุปกรณ์หมอนรองกระดูกใหม่ไปแทนที่หมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหาเดิม ทำให้กระดูกข้อนั้นแข็งแรงขึ้น รับน้ำหนักร่างกายได้ดีขึ้น การปวดหลังจึงลดลง นอกจากนี้ยังสามารถแก้ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนไปด้านหน้าหรือภาวะกระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุโดยไม่ต้องเลาะกล้ามเนื้อหลังยาวตลอด จึงช่วยลดปัญหาปวดหลังเรื้อรัง ภาวะพังผืดเกาะเส้นประสาท ภาวะสกรูหลุดหลวมหรือภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อหลังซึ่งอาจเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดแบบเดิมได้

การที่แพทย์เลือกจุดทำการผ่าตัดบริเวณด้านข้างลำตัว เนื่องจากเป็นการไม่ทำลายกล้ามเนื้อหลัง อีกทั้งการไม่ตัดเลาะกระดูกสันหลังที่ให้ความแข็งแรงเดิมสูญเสียไป จึงส่งผลให้แผ่นหลังไม่มีการเจ็บปวดเรื้อรังตามมาอันเป็นโรคแทรกซ้อนจากการผ่าตัดด้านหลังที่พบได้ การพักฟื้นหลังการผ่าตัดน้อยลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถเดินได้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดและมักมีกิจกรรมออกกำลังกายได้ปกติภายใน 3 เดือน และยังสามารถรักษาเสถียรภาพของกระดูกสันหลัง ซึ่งการเสริมหมอนรองกระดูกแต่ละปล้องที่ทรุดตัวอยู่จะส่งผลให้เกิดการแก้แนวกระดูกสันหลังในภาวะกระดูกสันหลังคดในผู้ป่วยสูงอายุที่เกิดจากการคลอนของแต่ละข้อ โดยมีการชอกช้ำและสูญเสียเลือดน้อย รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังการผ่าตัดและยังบรรเทาอาการปวดขา อาการเหน็บชา กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากภาวะกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทได้

อย่างไรก็ตามขั้นตอนการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ยังเพิ่มความแม่นยำขณะผ่าตัด เพราะแพทย์ได้นำเครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัดหรือไอโอเอ็ม มาใช้ระหว่างผ่าตัด โดยใช้เทคนิคทางด้านประสาทสรีรวิทยา เกิดจากการตอบสนองของระบบประสาททางด้านไฟฟ้าเข้ามาใช้ในการดูจอมอนิเตอร์ขณะทำการผ่าตัดว่าเครื่องมือต่าง ๆ ที่แพทย์ใช้อยู่ในตัวคนไข้จะไม่ทำลายหรือรบกวนระบบเส้นประสาทในบริเวณที่มีการผ่าตัดหรือบริเวณใกล้เคียงเพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับตำแหน่งที่แม่นยำและหน้าที่ของเส้นประสาทแต่ละเส้นเพื่อลดอัตราความเสี่ยงของการบาดเจ็บของเส้นประสาทในระหว่างการใส่หมอนรองกระดูกหรือในระหว่างทำการผ่าตัด ที่สำคัญการผ่าตัดเทคนิคใหม่นี้ไม่ต้องเปิดเลาะเข้าไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาท ไม่ต้องสัมผัสเส้นประสาท ทำให้การหายปวดเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ลดการแทรกซ้อนจากการบาดเจ็บฉีกขาดของเส้นประสาท การรั่วของถุงหุ้มเส้นประสาทหรือโรคแทรกซ้อนที่สำคัญและแก้ไขลำบาก คือการเกิดพังผืดรัดเส้นประสาทในอนาคตทำให้เกิดการเจ็บปวดเรื้อรังตามมา

ด้าน แพทย์หญิงสุชีลา จิตสาโรจิตโต ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูกรุงเทพ กล่าวถึงผลกระทบจากการเลาะกล้ามเนื้อหลังว่า วิธีผ่าตัดแบบเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันหากต้องการเชื่อมข้อ 1 ระดับต้องเปิดแผลและเลาะกล้ามเนื้อหลังความยาวตั้งแต่ 4-5 นิ้วเป็นอย่างน้อย โดยกล้ามเนื้อและข้อต่อบริเวณที่ทำการผ่าตัดจะได้รับความกระทบกระเทือนอาจส่งผลข้างเคียง เช่น กล้ามเนื้อที่ผ่าตัดอักเสบ กล้ามเนื้อบริเวณนั้นเกิดการฝ่อตัวถาวรหรือข้อต่อบริเวณใกล้เคียงเกิดการหลวมคลอน ซึ่งภาวะเหล่านี้ต้องอาศัยการกาย ภาพบำบัดหรือออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการข้างเคียงและฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงใหม่อีกครั้งเป็นเวลานาน

ดังนั้นเพื่อลดผลข้างเคียงที่ตามมาการเลือกวิธีการผ่าตัดแผลเล็กลง ทำให้กล้ามเนื้อบอบช้ำน้อยกว่าส่งผลดีต่อผู้ป่วยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อย่างไรก็ตามข้อควรระวังของคนไข้ที่มีภาวะความผิดปกติของกระดูกสันหลังเพื่อรักษากระดูกสันหลังให้ใช้งานได้ยาวนาน คืองดเว้นกิจกรรมที่ต้องยกของหนัก ก้มตัวบ่อย ๆ เพราะอาจทำให้กระดูกสันหลังข้ออื่นมีปัญหาตามมาได้ การอยู่ในสถานที่ซึ่งมีการสั่นสะเทือนมาก ๆ การนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน ๆ การขับรถเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจส่งผลให้กระดูกสันหลังมีปัญหาขึ้นมาได้ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

การผ่าตัดด้วยวิธีใหม่นี้จึงถือเป็นทางเลือกอีกทางที่สามารถตอบโจทย์สำหรับผู้มีปัญหาปวดหลังที่ต้องการรักษาด้วยการผ่าตัดแบบไม่ต้องการเจ็บตัวมาก ฟื้นตัวเร็ว และไม่เสี่ยงต่อการทนทรมานกับโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กรกฎาคม 2555

พ่อแม่โปรดระวัง ผลวิจัยชี้ ให้เด็กแบกกระเป๋าหนัก อาจเสี่ยงโรคปวดหลังมากขึ้น

ผลวิจัยล่าสุดระบุว่า เด็กที่สะพายกระเป๋านักเรียนหนักเกินไปมีโอกาสเสี่ยงที่จะมีอาการปวดหลังมากขึ้น

ผลการศึกษาพบว่า เด็กในช่วงวัยรุ่นที่สะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนักร้อยละ 10-15 ของน้ำหนักตัว มีโอกาสเสี่ยงที่จะปวดหลังและอาการผิดปกติที่กระดูกสันหลัง ปัญหาดังกล่าวอาจรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากพบว่าเด็กหลายคนมักสะพายเป้จนติดเป็นนิสัย

คณะนักวิจัยสเปนรายงานในวารสารเด็กของอังกฤษจากการศึกษาเด็กนักเรียนจำนวนกว่า 1,400 คนจาก 11 โรงเรียน ที่มีอายุระหว่าง 12-17 ปีที่เมืองกาลิเซียทางตะวันออกเฉียงเหนือของสเปน

การศึกษาแบ่งนักเรียนเป็น 4 กลุ่มตามน้ำหนักกระเป๋า และมีการชั่งน้ำหนักของเด็กสองครั้ง ในระหว่างที่สะพายและไม่สะพายกระเป๋า  นอกจากนั้น ยังพิจารณาจากปัยจัยภายนอกอื่นๆ อาทิ ความสูง การใช้ชีวิต ประวัติการเล่นกีฬา และปัญหาด้านสุขภาพ

พบว่า 9 ใน 10 ของเด็กทั้งหมด สะพายกระเป๋าเป้ที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 7 กก. มากกว่าครึ่งสะพายเป้ที่มีน้ำหนักเกินกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว  ขณะที่เกือบ 1 ใน 5 สะพายเป้ที่มีน้ำหนักเกินร้อยละ 15 ของน้ำหนักตัว

1 ใน 4 ของเด็ก กล่าวว่าพวกเขามีอาการปวดหลังมานานกว่า 15 วันก่อนหน้านี้  7 ใน 10 ของเด็กได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการที่เกี่ยวข้องกับหลัง อาทิ กระดูกสันหลังคดหรือโค้งผิดรูป  ขณะที่รายอื่นมีอาการปวดส่วนล่างของหลัง และอาการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างเฉียบพลันและต่อเนื่อง นักวิจัยกล่าวว่า ยิ่งกระเป๋าหนักมากเพียงใด โอกาสที่เด็กจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคปวดหลังก็มีมากขึ้นเท่านั้น

เด็กในกลุ่มที่แบกกระเป๋านักเรียนน้ำหนักมากที่สุดมีความเสี่ยงถึงร้อยละ 50 ที่จะปวดหลัง และมีความเสี่ยงร้อยละ 40 ที่จะมีอาการเกี่ยวกับหลัง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่สะพายกระเป๋าน้ำหนักเบาที่สุด

ศาสตราจารย์อัลแบร์โต รัวโน ผู้ร่วมวิจัยจากมหาวิทยาลัยซันติอาโก เด คอมโปสเตลในสเปน กล่าวสนับสนุนให้หน่วยงานทางการแพทย์และการศึกษาแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนเกี่ยวกับความเสี่ยงของการแบกกระเป๋าหนักที่มีผลต่อสุขภาพซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ไม่ยาก

 

ที่มา: มติชน 19 มีนาคม 2555

หมอนรองกระดูกเคลื่อน โรคยอดนิยมสาวออฟฟิศ

 “โรคปวดหลัง” เป็นโรคยอดฮิตของสังคมเมือง โดยเฉพาะคนที่ทำงานออฟฟิศ หรือคนที่ต้องอยู่ในท่าเดิมๆ เป็นเวลานาน วงการแพทย์ใช้งบประมาณอย่างมากเพื่อทำการวิจัยและศึกษาปัญหาโรคปวดหลัง และหนึ่งในสาเหตุโรคปวดหลังที่สำคัญซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ก็คือ “ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อน”

ดร.มนต์ทณัฐ (รุจน์) โรจนาศรีรัตน์ ไคโรแพรคติกแพทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ศูนย์การแพทย์ไคโรเมด เปิดเผยว่า “หมอนรองกระดูกเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ส่วนหนึ่งของโครงสร้างกระดูก มีคุณสมบัติคล้ายถุงน้ำหุ้มด้วยกระดูกอ่อน (Jelly-Like-Water-Sack) ซึ่งภาวะผิดปกติของหมอนรองกระดูกอาจเกิดขึ้นได้หลายๆ สาเหตุ เช่น อุบัติเหตุ โรคติดเชื้อ โครงสร้างผิดปกติ และอีกมากมาย แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดก็คือ ภาวะการใช้งานที่ผิดปกติ (Mechanical Malfunction) หรือการรับน้ำหนักที่มากเกินไปของหมอนรองกระดูก อันสืบเนื่องมาจากความผิดปกติของตัวโครงสร้าง หรือมาจากท่าทางที่ผิดลักษณะของเรา ไม่ว่าจะเป็น ก้ม, ยืน, ยกของ, บิดตัว, อุบัติเหตุหรือการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน และถ้าปราศจากการทำงานที่ถูกต้องของหมอนรองกระดูกแล้ว การเคลื่อนไหวของตัวข้อจะผิดปกติ ส่งผลให้เกิดแรงกดไปที่หมอนรองกระดูกมากเกินไป การถ่ายเทสารอาหารสู่ตัวข้อคงเกิดขึ้นน้อย ซึ่งนานวันเข้าจะทำให้เกิดภาวะการเสื่อมสภาพที่ผิวนอกของหมอนรองกระดูก และเกิดการเคลื่อนออกมาจากตำแหน่งปกติ ซึ่งเราเรียกภาวะนี้ว่า โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน”

ความผิดปกติของหมอนรองกระดูกนั้น สามารถส่งผลให้เกิดอาการหลายอย่าง เช่น อาการปวดหลังเฉียบพลัน อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ การปวดลงขา อาการชาต่างๆ ส่วนการรักษาโรคนี้มีหลายวิธี การรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด รวมถึงการผ่าตัด แต่การรักษาในปัจจุบันยังมุ่งเน้นเพื่อการรักษาตามอาการ เพื่อลดอาการต่างๆ ที่คนไข้มี แต่มิได้มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น ลักษณะโครงสร้างที่ผิดรูป หรือการทำงานที่ผิดปกติในเชิงชีวกลไกของตัวข้อ จึงทำให้โอกาสที่ปัญหาจะกลับมาจึงสูงอยู่มาก

ดร.มนต์ทณัฐกล่าวอีกว่า ในปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์การแพทย์มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ได้มีการคิดค้นเทคนิคในการดูแลรักษาโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนแบบไม่ต้องผ่าตัด แต่เป็นการลดการกดทับของหมอนรองกระดูก เราเรียกวิธีนี้ว่า “Spinal Decompression Therapy” ซึ่งเป็นการลดภาวะการรับน้ำหนักที่มากเกินไปของหมอนรองกระดูก และช่วยฟื้นฟูหมอนรองกระดูกให้กลับมาสู่สภาวะปกติมากที่สุด รวมถึงในเรื่องของการจัดแนวของกระดูกสันหลังให้กลับสู่สภาวะสมดุล เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ รวมถึงการพัฒนาความแข็งแรง สมดุลของกล้ามเนื้อพยุง โดยไม่ต้องผ่าตัด

“การรักษาโดยการใช้ยา มักให้ผลในการรักษาค่อนข้างเร็ว แต่ว่าฤทธิ์ในการรักษามักคงอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น อาการมักกลับมาเป็นซ้ำ นอกจากนี้การใช้ยายังมีผลข้างเคียงอีกด้วย เช่น ยาลดอาการอักเสบในกลุ่ม NSAIDS ใช้ลดอาการปวด อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารได้ หรือยากลุ่ม Steroid (สเตอรอยด์) ก็มีผลข้างเคียงที่รุนแรงได้เช่นกันหากใช้อย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้นการใช้ยา ไม่ว่าจะเป็นการทา รับประทาน หรือแม้กระทั่งการฉีดยาบางชนิด มักใช้เพื่อบรรเทาอาการเป็นครั้งคราว และต้องทำการรักษาควบคู่ไปกับการรักษาอื่นๆ เพื่อรักษาที่ต้นเหตุของปัญหา” ดร.มนต์ทณัฐตอกย้ำ และแนะว่า

เพราะฉะนั้น การดูแลลักษณะการทำงานของโครงสร้างร่างกาย รวมทั้งการดูแลความแข็งแรงของกล้ามเนื้อพยุง จึงเป็นหนึ่งในวิธีการดูแลปัญหาของหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิผล จากการวิจัยทางการแพทย์ในช่วงที่ผ่านมาก็จะพบว่า การเริ่มต้นดูแลและป้องกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะมีอาการปวดหลัง และถ้าคิดว่าอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูก ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพราะปัญหานี้ “ป้องกันไว้ ดีกว่าแก้ไขแน่นอน”.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 28 กุมภาพันธ์ 2555

ปวดหลัง โดย นพ.มนตรี สิริไพบูลย์กิจ

ปวดหลัง

โดย นพ.มนตรี สิริไพบูลย์กิจ

 

ปวดหลัง หลายๆ คนคงจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับอาการปวดหลังนี้มาบ้าง ในความเป็นจริง อาการปวดหลังพบได้เป็นอันดับสองของอาการปวดในร่างกาย รองมาจากอาการปวดหัว และเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ทางศัลยกรรมกระดูก

อาการปวดหลังโดยทั่วไปไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่เป็นปัญหากับผู้คนในวัยทำงาน และการดำรงชีวิต ประจำวัน ในต่างประเทศเคยมีการวิจัยถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไปเนื่องจากอาการปวดหลัง การเข้ารับการตรวจรักษา รวมถึงการหยุดงานเพื่อพักฟื้น พบว่าต้องสูญเสียเงินและเวลาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการตรวจรักษาที่ถูกต้อง รวมไปถึงการป้องกัน และ ปฏิบัติตัวที่ถูกวิธี จะเป็นวิธีจัดการ กับอาการนี้ได้ถูกต้อง

กระดูกสันหลังเป็นกระดูกแกนกลางของร่างกาย เป็นส่วนที่ต่อเนื่องมาจากศรีษะ เป็นส่วนเชื่อมกับกระดูกไหปลาร้าและสะบัก เพื่อต่อเนื่องไปยังกระดูกแขนทั้งสองข้าง ส่วนล่างของกระดูกสันหลังเชื่อมกับกระดูกเชิงกราน เป็นข้องต่อให้กับสะโพก และกระดูกขาทั้งสองข้าง

เนื่องจากมนุษย์วิวัฒนาการตัวเองจนกลาย เป็นสัตว์ที่ยืนด้วยสองเท้า ดังนั้น กระดูกสันหลังย่อมจะเป็นแกนหลักในการรับน้ำหนัก ตัวส่วนบนของร่างกายผ่านมาสู่ขาทั้งสองข้าง

กายวิภาคของหลัง

แกนกลางประกอบด้วยกระดูกสันหลัง 33 ชิ้น ส่วนคอ 7 ส่วนอก 12 ซึ่งจะเป็นที่ยึดเกาะของกระดูกซี่โครง กระดูกสันหลังส่วนเอว 5 กระดูกกระเบนเหน็บ 5 ชิ้น เชื่อมรวมเป็นชิ้นเดียว กระดูกส่วนก้นกบ 4 ชิ้น มักจะเชื่อมรวมเป็นชิ้นเดียว รูปที่ ๑


รูปที่1(Click เพื่อดูรูปใหญ่)

 

รูปที่2(Click เพื่อดูรูปใหญ่)

กระดูกสันหลังแต่ละปล้อง เชื่อมต่อกันด้วย หมอนรองกระดูก และข้อต่อของตัวกระดูกสันหลัง ทำให้สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ ในแกนกลางของโพรงกระดูกสันหลัง เป็นที่อยู่ของ ไขประสาท สันหลัง ที่ต่อเนื่องมากจากสมองและมีแขนงเป็นรากประสาทสันหลังส่งไปเลี้ยง แขน ลำตัวและขา รูปที่ ๒
นอกจากนี้ยังมีเส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ หลายๆมัด และเนื้อเยื่ออ่อนยึดต่อเนื่องเป็นแผ่นหลัง รูปที่ ๓

รูปที่3(Click เพื่อดูรูปใหญ่)

สาเหตุของการปวดหลัง

  • จากความผิดปกติของส่วนประกอบของหลังเอง
    จากความผิดปกติของอวัยวะภายใน แล้วมีอาการปวดร้าวไปที่หลังจากอาการทางระบบประสาท แล้ว ทำให้มีอาการปวดที่หลัง
  • จากความผิดปกติของส่วนประกอบของหลังเอง เช่นการได้รับอุบัติเหตุ แล้ว มีการบาดเจ็บ ต่อโครงสร้าง เช่น อุบัติเหตุกระดูกสันหลังหัก และ หรือ ร่วมกับมีการกดทับไขสันหลัง ซึ่งถ้ารักษาไม่ทันท่วงที อาจจะทำให้เกิดอัมพาตได้
  • จากการทำงาน หรือ ใช้งานหลังไม่ถูกวิธี จะทำให้เกิดการล้า หรือ อักเสบต่อเนื้อเยื่ออ่อน เช่น กล้ามเนื้อ และ เส้นเอ็นที่หลัง หรือ ข้อต่อของกระดูกสันหลัง พบได้บ่อยในคนวัยทำงาน
  • จากความผิดปกติของโครงสร้างกระดูก ตั้งแต่ กำเนิด เช่นกระดูกสันหลัง ไม่เชื่อม กระดูกสันหลังคด
  • จากหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับรากประสาท เนื่องจากเป็นโครงสร้างที่อยู่ใกล้กัน เมื่อมีการเคลื่อนตัวของหมอนรองกระดูกมักจะมีการกดทับรากประสาท ทำให้มีอาการปวดหลัง และ ปวดร้าวลงไปที่ขาตามแนวรากประสาทนั้นๆ
  • จากความเสื่อมของข้อกระดูกสันหลัง ทำให้มีการหนาตัวของกระดูกหลัง และเส้นเอ็น ทำให้โพรงกระดูกสันหลังแคบ กดรัด ไขสันหลังมักพบในคนสูงอายุ มักจะมีอาการชาขา เวลาเดิน
  • จากความเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลัง ทำให้สูญเสียความมั่นคงของข้อต่อกระดูก ทำให้มีอาการปวดหลัง เมื่อมีการเคลื่อนไหว หรืออาจจะมีการเคลื่อนตัว ระหว่างปล้องกระดูกสันหลังนั้นๆด้วย สามารถทำให้มีอาการของการกดทับรากประสาทร่วมด้วยได้
  • จากการอักเสบ เช่น ข้ออักเสบ หรือ ว่ามีการติดเชื้อ เช่น วัณโรคกระดูกสันหลัง
  • จากเนื้องอกของกระดูกสันหลัง หรือ มะเร็ง กระจายมาที่กระดูกสันหลัง รวมทั้ง มะเร็งไขกระดูก
  • จากภาวะกระดูกพรุน มักจะทำให้มีอาการปวดเมื่อยเมื่อมีการใช้งานหลัง เช่น ยืน นั่ง เดิน แต่เมื่อนอนจะไม่ค่อยมีอาการปวด และอาการจะมีการทรุดตัวของกระดูกสันหลัง ทำให้มีลักษณะของหลังค่อม
  • จากความผิดปกติของอวัยวะภายใน แล้วมีอาการปวดร้าวไปที่หลัง
    เช่น อาการของนิ่วในทางเดินปัสสาวะ อาการปวดท้องจากระบบทางเดินอาหาร จะร้าวไปที่หลังได้
  • จากอาการทางระบบประสาท แล้ว ทำให้มีอาการปวดที่หลัง โดยที่ไม่ได้มีความผิดปกติร้ายแรงโดยตรงต่อโครงสร้างนั้น อาจจะเป็นจากความเครียด หรืออาการทางระบบประสาท ทำให้มีอาการปวดหลังที่ไม่มีลักษณะจำเพาะ

การให้การวินิจฉัย

  • จำเป็นจะต้องได้ประวัติอาการที่ชัดเจน และรวมไปถึงการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยละเอียด
  • เมื่อมีข้อบ่งชี้ที่สมควร ก็อาจจะต้องรับการตรวจพิเศษเพิ่มเติมเพื่อได้ข้อมูลช่วยในการวินิจฉัย เช่น การ Xray การXray computer การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ฯลฯ

การรักษา

รักษาตามสาเหตุ เนื่องจากบางโรคมีวิธีรักษาเฉพาะของโรคนั้นๆ เช่น มะเร็ง การติดเชื้อ หรือ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ

แต่ในกลุ่มที่มีสาเหตุเกิดจากความผิดปกติของกระดูกสันหลังเอง การรักษา มี เป้าหมาย เพื่อ ลดอาการปวด และสามารถ ให้ผู้ป่วยกลับไปทำงาน หรือ ดำรงชีวิตได้ตามปกติได้โดยเร็ว และ สามารถจะ ป้องกัน หรือ ชะลอความเสื่อมของโครงสร้างได้ด้วย

การรักษาจะเริ่มต้นด้วย

วิธี อนุรักษ์นิยม คือ การรักษาโดยไม่ผ่าตัดก่อนเสมอ ยกเว้นมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เช่น กระดูกสันหลังหักกดทับไขสันหลัง จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดด่วน เพื่อ ไม่ให้เกิดภาวะอัมพาต

การรักษาแบบอนุรักษ์นิยมก็ได้แก่

การพัก เป็นการนอนพัก โดยที่สามารถลุกนั่ง ทานอาหาร และ เข้าห้องน้ำได้ ในกรณีที่ปวดหลังจากสาเหตุทั่วไป การพักจะทำให้อาการดีขึ้นได้ภายใน 1-2 วัน

การบริหารยา ในรายที่มีอาการปวดเฉียบพลัน ได้แก่ ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ steroid ยาคลายกล้ามเนื้อ และยากล่อมประสาท ซึ่งจำเป็นจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์โดยใกล้ชิด เนื่องจากอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาได้ เช่น อาการระคายเคืองทางเดินอาหาร หรือ แพ้ยา

การทำกายภาพบำบัด

การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพื่อดูแลสุขภาพหลัง

การบริหารร่างกาย

การรักษาด้วยการผ่าตัด จะพิจารณาทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ ผลการผ่าตัดจะต้องมีอัตราเสี่ยงให้น้อย และ ให้ผลดีจึงจะพิจารณาทำ ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดเพื่อเอาหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนทับรากประสาทออก การผ่าตัดเพื่อแก้ไขโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ การผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูกสันหลัง การเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปว่า สาเหตุของอาการปวดหลังมีได้มากมาย แต่สาเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้มีอันตรายร้ายแรง และยังสามารถป้องกันได้ การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และ การฟื้นฟูสมรรถภาพหลัง ย่อมจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โดย นพ.มนตรี สิริไพบูลย์กิจ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ

ข้อมูลจาก http://www.thaiclinic.com/backpain.html