สัญญาณเตือน พาร์กินสัน โดย สาลินีย์ ทับพิลา

คุณน้าวัย 58 ปีถูกประคองมาพบแพทย์ด้วยอาการสั่น ปากสั่น เดินไม่ได้ ตัวเกร็ง ยืนทรงตัวมีปัญหา แต่ที่เห็นชัดเจนคือ อาการสั่นมากของมือ

พาร์กินสัน เป็นตัวเลือกอันดับแรกสุดเมื่อพิจารณาจากสภาพที่ปรากฏกับผู้ป่วย โดยเฉพาะการสั่นของมือข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งมักเกิดขึ้นขณะที่มือข้างนั้นอยู่เฉยๆ แต่อาการสั่นจะลดลงหรือหายไปเมื่อเคลื่อนไหว พร้อมกันนี้ก็มีอาการร่วมอื่นๆ ได้แก่ อาการเกร็งที่แขนขาและลำตัว ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ช้าลง ตัวค้อมและอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดการเกร็ง เมื่ออาการเหล่านี้หนักขึ้น ผู้ป่วยจะเดิน พูด หรือทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ได้อย่างยากลำบาก

นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า อาการสั่นไม่ใช่การบ่งชี้แรก หากแต่เป็นสุขภาวะการนอนตอนกลางคืนที่ไม่ดี นอนละเมอ นอนกรน ร่วมกับปัญหาด้านการดมกลิ่น ท้องผูก พร้อมด้วยอาการซึมเศร้า หดหู่ หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับอาการเกร็ง ร่างกายขยับได้ลำบาก จำเป็นต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

 

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เกิดเหตุจากการสูญเสียเซลล์สมองในส่วนที่สร้างสารโดปามีน (Dopamine) สารสื่อประสาทที่มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ เรียบเรียงความคิด และควบคุมการเคลื่อนไหว ดังนั้น ในการรักษา แพทย์จะให้ยาที่ส่งผลต่อการเพิ่มสารโดปามีนในสมองให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยต้องกินยาต่อเนื่องสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการปรับขนาดยาให้เหมาะสมตามอาการเพื่อลดผลข้างเคียงจากยา

“ต้นตอที่แท้จริงของโรคพาร์กินสันยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากอาการแสดงออกที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้การตรวจวินิจฉัยต้องทำในห้องปฏิบัติการเท่านั้น โดยแพทย์จะวินิจฉัยโรคพาร์กินสันโดยดูจากประวัติการรักษา และผลการทดสอบทางประสาทวิทยา ผลข้อมูลที่ได้จากการสแกนสมองด้วยเครื่องซีทีสแกนจำเป็นในการวินิจฉัย” คุณหมออธิบาย

อย่างไรก็ตาม พาร์กินสันเหมือนกันโรคทั่วไป เนื่องจากผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเป็นเวลานานและต้องกินยาเพื่อระงับอาการต่อเนื่องหลายปี อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผลการตอบสนองต่อยาเปลี่ยนไป จึงต้องมีเทคนิคการรักษาใหม่มาเสริมคือ การผ่าตัดใส่ชุดอุปกรณ์กระตุ้นประสาทส่วนลึก

อุปกรณ์ตัวนี้จะส่งสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าไปยังสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว และป้องกันไม่ให้สมองส่งคำสั่งบางอย่างที่เป็นสาเหตุของการเคลื่อนไหวผิดปกติ ทำให้สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น และควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีกว่าเดิม

“เทคนิคนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการดื้อยาและไม่มีภาวะเสี่ยงของโรคแทรกซ้อน หากต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยจะช่วยลดปริมาณการใช้ยา ลดภาวะข้างเคียงของยา ขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้ด้วย” นพ.ศรันย์ นันทอารี ศัลยแพทย์สมองและระบบประสาท กล่าว

นอกจากนี้ การฟื้นฟูผู้ป่วยพาร์กินสัน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากพาร์กินสันเป็นโรคที่ทำให้สูญเสียสมรรถภาพทางร่างกาย ตลอดจนมีความผันผวนของอารมณ์จิตใจ ซึ่งส่งผลต่อตัวผู้ป่วย ครอบครัวและสังคมด้วย

การฟื้นฟูจึงมุ่งเน้นไปที่วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถของผู้ป่วยในการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่ การทำกายภาพบำบัดเพื่อฝึกการใช้มือและการทำกิจวัตรประจำวันให้ดีขึ้น การฝึกกลืนและการฝึกพูดให้ดีขึ้น และการดูแลทางด้านจิตใจร่วมไปด้วยในระหว่างฟื้นฟู

“การฟื้นฟูยังช่วยฝึกให้มีการชดเชยหรือทดแทนในส่วนที่เสียการทำงานไป ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรค และเพิ่มคุณภาพชีวิต ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถรับมือกับปัญหาและอยู่กับโรคได้ดีขึ้น” คุณหมอกล่าว

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 กุมภาพันธ์ 2557

Advertisements

หุ่นยนต์ฟื้นฟูสภาพ

dailynews140119_002ในสถานการณ์ปัจจุบันจำนวนประชากรในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพทำให้คนไทยอายุยืนขึ้น โดยพบว่าจำนวนของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มี 9.5 ล้านคน จากประชากรไทย 64.6 ล้านคน ซึ่งอัตราส่วนของผู้สูงอายุนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปี โรคในกลุ่มของภาวะเสื่อมของร่างกายจากอายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมของหลอดเลือดทำให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หัวใจขาดเลือด การเสื่อมของข้อเข่า ข้อตะโพก ข้อต่อกระดูกสันหลังอันอาจทำให้เกิดภาวะอ่อนเเรงของกล้ามเนื้อ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งการเดิน การเคลื่อนย้ายตัวรวมถึงดำเนินชีวิตประจำวัน และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ล้วนมีข้อจำกัดเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และครอบครัว

การรักษาเเละฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขาโดยเฉพาะเกิดจากสาเหตุทางระบบประสาทซึ่งทำให้มีภาวะอ่อนเเรงของกล้ามเนื้อที่รุนแรง ในบางรายไม่สามารถขยับหรือลงน้ำหนักที่ขาได้ จำเป็นจะต้องมีนักกายภาพผู้ชำนาญในการฝึกอย่างน้อย 2-3 คน เพื่อพยุงเดินและคอยพยุงช่วยขยับขาให้เป็นไปตามการเดินที่เหมาะสม ข้อจำกัดของการฝึกแบบดั้งเดิมคือ ระยะเวลาที่สามารถฝึกผู้ป่วยต่อเนื่องนั้นไม่เพียงพอ เกิดความเบื่อหน่ายขาดเเรงจูงใจในการฝึกเนื่องจากไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนระหว่างการฝึก ขาดความคงที่ของความเร็วและเเรงพยุงในการฝึกเดิน และการล้ากล้ามเนื้อของผู้ป่วยและนักกายภาพผู้ฝึกอีกด้วย

ทางโรงพยาบาลพญาไท 1 ได้เล็งเห็นความสำคัญในการฟื้นฟูผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงได้นำหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินรุ่นล่าสุดซึ่งเป็นหุ่นยนต์ฝึกเดินอันทันสมัย มีความปลอดภัย ผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขและเป็นที่แพร่หลายในสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำในต่างประเทศ

การทำงานของหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินนั้นจะประกอบด้วย ชุดอุปกรณ์พยุงส่วนลำตัวเพื่อรับน้ำหนักตัวของผู้ฝึก หุ่นยนต์ฝึกเดินซึ่งจะช่วยในการพยุงให้เกิดการเคลื่อนไหวข้อตะโพกเเละเข่าให้ใกล้เคียงการเดินปกติโดยการฝึกให้เกิดการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ นั้นจะสามารถกระตุ้นย้อนกลับไปยังสมองให้มีการรับข้อมูลและส่งสัญญาณประสาทกระตุ้นสั่งการเพื่อฟื้นฟูการทำงานของสมองหรือระบบประสาทได้ดียิ่งขึ้น ลดภาวะเกร็งของกล้ามเนื้อจากการขยับเคลื่อนไหวข้อ ส่วนหน้าจอแสดงผลของเครื่องสามารถแสดงภาพเกมซึ่งกำหนดสถานการณ์จำลองให้ผู้ฝึกออกแรงกล้ามเนื้อ หรือสร้างทักษะที่ต้องการฝึก อีกทั้งยังสร้างเเรงจูงใจ และความเพลิดเพลินในการฝึก จอแสดงผลที่ 2 สามารถกำหนดจังหวะการเดิน แรงพยุงของหุ่นยนต์ขา และลำตัว ให้เหมาะสมเฉพาะผู้ฝึกแต่ละรายอีกทั้งยังสามารถติดตามความก้าวหน้าในการฝึกได้อีกด้วย นอกจากนี้การฝึกโดยหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินนั้นยังช่วยให้ผู้ป่วยที่มีภาวะอ่อนแรงได้ออกกำลังกายชนิดแอโรบิก ซึ่งหากได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันภาวะกระดูกพรุนจากการขาดการลงน้ำหนักที่กระดูกได้อีกด้วย นอกจากหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินแล้วยังมีหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพการใช้งานแขนและมือที่สามารถช่วยในการฝึกผู้ที่มีภาวะอ่อนแรงหรือการควบคุมการเคลื่อนไหวของมือเเละเเขนผิดปกติ โดยใช้หลักการของแขนหุ่นยนต์ที่สามารถช่วยพยุงแขน ส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหวและฝึกตามเป้าหมายที่วางแผนไว้ โดยมีเกมที่มีความหลากหลายเพื่อพัฒนาทักษะที่ต้องการฝึกซึ่งมีความแตกต่างกัน และช่วยสร้างแรงจูงใจในการฝึกการใช้งานแขนและมือให้มีความน่าสนใจสามารถฝึกต่อเนื่องได้ตามระยะเวลาที่เหมาะสม

เครื่องหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งสองเครื่องนี้สามารถใช้ได้ในกลุ่มผู้ป่วยที่หลากหลาย อาทิ โรคหลอดเลือดในสมอง การได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ผู้ได้รับบาดเจ็บบริเวณสมอง โรคพาร์กินสัน เป็นต้น ก่อนเข้ารับการฟื้นฟูผู้ป่วยควรได้รับการตรวจคัดกรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความพร้อมและวางแผนการฟื้นฟูร่วมกับนักกายภาพบำบัดหรือนักกิจกรรมบำบัดที่ผ่านการฝึกอบรมการใช้เครื่องหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อประสิทธิผลในการฟื้นฟูผู้ป่วยได้อย่างเต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตามการฝึกด้วยหุ่นยนต์นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูสมรรถภาพร่วมกับการฝึกประเภทอื่น ๆ เช่น การฝึกเพื่อบริหารข้อป้องกันภาวะข้อยึดติดและลดการเกร็งของกล้ามเนื้อการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การฝึกการทรงตัว เป็นต้น

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยนั้นจำเป็นต้องมีความต่อเนื่องสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการฝึกตามศักยภาพและเป้าหมายให้เหมาะสมกับผู้ป่วยรายบุคคลซึ่งมีความแตกต่างกันเพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปกติ หรือใกล้เคียงปกติให้ได้มากที่สุดรวมถึงการกลับสู่ครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุข

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงวรรณวดี ลักษณ์สุรพันธ์ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด โรงพยาบาลพญาไท 1 หรือเว็บไซต์ http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 19 มกราคม 2557

ขนมหวานเทียม ช่วยพาร์กินสัน? โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

โรคพาร์กินสัน แม้จะมีคนเป็นไม่มากเท่าสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ แต่มีชะตากรรมเหมือนกัน โดยที่ยังไม่มียาใดๆ ที่จะชะลอ หรือยับยั้งได้ ในโรคพาร์กินสัน อาการเชื่องช้า แข็งเกร็ง โดยอาจจะมีสั่นร่วมด้วย จะค่อยๆ ลุกลามรุนแรงขึ้นตามลำดับ แม้ว่ายาจะเสมือนดูเก่งในระยะแรก แต่ในที่สุด การตอบสนองต่อยาจะเริ่มลดลงตามลำดับ จากขนาดที่…กินบ้าง ลืมบ้าง ยังอยู่ได้ กลายเป็นกินยาทุก 3 ชั่วโมง เรื่อยไป ยังไม่ค่อยได้ผล และกลับมีผลแทรกซ้อน คือเกิดอาการทางจิต ประสาทหลอน หวาดระแวง มีอาการเขย่า สั่น มากขึ้น ทั้งนี้ โดยที่การโหมให้ยามากๆ ตั้งแต่เริ่มเป็นใหม่ๆ ให้คนป่วยติดใจ วิ่งได้ฉิวเต็ม 100 จะมีส่วนให้โรคนี้ไปเร็วและยาไม่ได้ผลเร็วขึ้น

ล่าสุดมีรายงานสุดยอดมาใหม่ (14 มิถุนายน 2556) วารสารทางเคมีชีวภาพ (2013; 288:17579-88) ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นการพิสูจน์ในระดับเซลล์ และแมลงวัน แต่ผลที่ได้ประทับใจในการทำให้โรคดีขึ้นและลดการสะสม การเกาะรวมตัวเป็นตะกอนของ alpha synuclein ซึ่งเป็นสารพิษในโรคพาร์กินสัน ทั้งนี้ การใช้น้ำตาลเทียม mannitol ซึ่งยังมีคุณสมบัติในการเปิดผนังเส้นเลือดในสมองได้อีก mannitol นี้ ผลิตจากรา แบคทีเรีย และสาหร่าย และเป็นส่วนผสมที่ให้รสหวานแทนน้ำตาลที่ใช้ในหมากฝรั่ง หรือขนมหวาน ในทางการแพทย์เราใช้ mannitol ในการลดความดันของสมอง เพื่อช่วยชีวิตเวลาสมองบวม โดยมีฤทธิ์ขับปัสสาวะด้วย

หลังจากพิสูจน์คุณสมบัติในเซลล์ทดลอง ก็ยังได้พบต่อไปว่า แมลงวัน (fruit flies) ที่ตบแต่ง ตัดต่อพันธุกรรมให้มี alpha synuclein สามารถปีนป่ายเกาะผนังหลอดแก้วได้เพียงร้อยละ 38 (ปกติ ร้อยละ 78) แต่หลังจากได้อาหารที่มี mannitol ไป 27 วัน กลับสามารถปีนป่ายได้เก่งเท่าเดิม และพบว่ามีการลดลงถึงร้อยละ 70 ของการเกาะรวมตัวของสารพิษ การทดลองในหนูที่ตัดแต่งพันธุกรรม ได้ผลน่าชื่นใจเช่นกัน โดยหนูมีปริมาณ alpha synuclein ลดลงในสมองหลายตำแหน่งหลังจากรักษาไป 4 เดือน ซึ่งอาจเป็นเครื่องแสดงว่า manitol สามารถชะล้างโปรตีนพิษจากเซลล์ประสาท และปกป้องสมองส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไปในโรคพาร์กินสัน ส่วนที่น่าดีใจคือ หนูทดลองไม่มีอาการเจ็บป่วยหลังได้รับ mannitol

อย่างไรก็ตาม ผลของการศึกษานี้ ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมารักษาหรือป้องกันการเกิดโรคที่มีประสิทธิภาพในคนได้ แต่เป็นก้าวสำคัญที่ต้องติดตาม เนื่องจาก…ถ้าได้ผลจริง ควรจะนำมาใช้ได้ในโรคสมองอื่นๆ รวมทั้งสมองเสื่อมอัลไซเมอร์

ว่าแต่ว่า…ตอนนี้ หมอเริ่มเคี้ยวหมากฝรั่งชนิดไม่มีน้ำตาล แต่หวานจาก mannitol แล้ว อย่าหาว่าไม่สุภาพนะครับ! ถ้า…เคี้ยวไปตรวจคนไข้ไป หรือบรรยายไปด้วย

ที่มา : มติชน  7 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Artificial Sweetener a Potential Treatment for Parkinson’s Disease

June 17, 2013 — Mannitol, a sugar alcohol produced by fungi, bacteria, and algae, is a common component of sugar-free gum and candy. The sweetener is also used in the medical field — it’s approved by the FDA as a diuretic to flush out excess fluids and used during surgery as a substance that opens the blood/brain barrier to ease the passage of other drugs.

Now Profs. Ehud Gazit and Daniel Segal of Tel Aviv University’s Department of Molecular Microbiology and Biotechnology and the Sagol School of Neuroscience, along with their colleague Dr. Ronit Shaltiel-Karyo and PhD candidate Moran Frenkel-Pinter, have found that mannitol also prevents clumps of the protein α-synuclein from forming in the brain — a process that is characteristic of Parkinson’s disease.

These results, published in the Journal of Biological Chemistry and presented at the Drosophila Conference in Washington, DC in April, suggest that this sweetener could be a novel therapy for the treatment of Parkinson’s and other neurodegenerative diseases. The research was funded by a grant from the Parkinson’s Disease Foundation and supported in part by the Lord Alliance Family Trust.

Seeing a significant difference

After identifying the structural characteristics that facilitate the development of clumps of α-synuclein, the researchers began to hunt for a compound that could inhibit the proteins’ ability to bind together. In the lab, they found that mannitol was among the most effective agents in preventing aggregation of the protein in test tubes. The benefit of this substance is that it is already approved for use in a variety of clinical interventions, Prof. Segal says.

Next, to test the capabilities of mannitol in the living brain, the researchers turned to transgenic fruit flies engineered to carry the human gene for α-synuclein. To study fly movement, they used a test called the “climbing assay,” in which the ability of flies to climb the walls of a test tube indicates their locomotive capability. In the initial experimental period, 72 percent of normal flies were able to climb up the test tube, compared to only 38 percent of the genetically-altered flies.

The researchers then added mannitol to the food of the genetically-altered flies for a period of 27 days and repeated the experiment. This time, 70 percent of the mutated flies could climb up the test tube. In addition, the researchers observed a 70 percent reduction in aggregates of α-synuclein in mutated flies that had been fed mannitol, compared to those that had not.

These findings were confirmed by a second study which measured the impact of mannitol on mice engineered to produce human α-synuclein, developed by Dr. Eliezer Masliah of the University of San Diego. After four months, the researchers found that the mice injected with mannitol also showed a dramatic reduction of α-synuclein in the brain.

Delivering therapeutic compounds to the brain

The researchers now plan to re-examine the structure of the mannitol compound and introduce modifications to optimize its effectiveness. Further experiments on animal models, including behavioral testing, whose disease development mimics more closely the development of Parkinson’s in humans is needed, Prof. Segal says.

For the time being, mannitol may be used in combination with other medications that have been developed to treat Parkinson’s but which have proven ineffective in breaking through the blood/brain barrier, says Prof. Segal. These medications may be able to “piggy-back” on mannitol’s ability to open this barrier into the brain.

Although the results look promising, it is still not advisable for Parkinson’s patients to begin ingesting mannitol in large quantities, Prof. Segal cautions. More testing must be done to determine dosages that would be both effective and safe.

SOURCE : www.sciencedaily.com

ความรู้ใหม่ ๆ ของโรคพาร์กินสัน รักษาไม่ทัน…บั่นทอนคุณภาพชีวิต

dailynews130623_001ปัจจุบันนี้ทั้งคนไทยและคนทั่วโลกมีอายุยืนยาวมากขึ้นเรื่อย ๆ การที่อายุยืนนี้ก็นำพามาซึ่งความเสื่อมและโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ “โรคพาร์กินสัน” ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับความเสื่อมของระบบประสาทของเรานั่นเอง ซึ่งคนไทยสูงอายุต้องเตรียมตัวเผชิญหน้ากับโรคนี้แล้ว

เมื่อพูดถึงโรคพาร์กินสัน หลายคนอาจจะคุ้นเคยเพราะมีญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิดเป็น ขณะที่อีกหลายท่านอาจจะยังไม่รู้จักว่าโรคนี้เป็นอย่างไร และบางท่านอาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ผมจึงนำความรู้ที่ได้จากการพูดคุยกับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันประสาทวิทยา นายแพทย์อัครวุฒิ  วิริยเวชกุล มาบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบครับ

โรคพาร์กินสัน มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยลีโอนาโด ดาวินชี แต่เพิ่งจะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นโดยเฉพาะในวงการแพทย์เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1817 โดยนายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ชาวอังกฤษ ได้พยายามอธิบายเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันไว้อย่างชัดเจนในตำราเล่มหนึ่ง…และโรคพาร์กินสันก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากมีบุคคลซึ่งมีชื่อเสียงหลายต่อหลายท่านที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว เช่น ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์, มูฮัมหมัด อาลี, ยัสเซอร์ อาราฟัต รวมถึง สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2

โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสียสมดุลของสารเคมีชนิดหนึ่งในสมองที่ชื่อว่า “โดปามีน” อันเนื่องมาจากเซลล์สมองส่วนที่สร้างสารดังกล่าวเกิดการเสื่อมสลายไปกว่า 80% ซึ่งสารชนิดนี้ทำหน้าที่ควบคุมระบบการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อสมองขาดโดปามีน จึงเกิดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ซึ่งจากสถิติทั่วโลก พบผู้ป่วยโรคนี้ได้ประมาณ 1% ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และพบมากขึ้นถึง 4% ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป นั่นแสดงให้เห็นว่าถ้าคนมีอายุยืนมากขึ้นโอกาสที่จะพบโรคนี้ก็มากขึ้นเช่นกัน

คุณหมออัครวุฒิกล่าวว่า สาเหตุของการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัด แต่มีข้อสันนิษฐานหลายอย่าง เช่น เรื่องของสารคาร์บอนมอนอกไซด์ รวมถึง สารพิษจากยาฆ่าแมลงต่าง ๆ ซึ่งจากการทดลองพบว่าสารเหล่านี้ทำให้เซลล์ที่มีหน้าที่สร้างสารโดปามีนตายไป รวมถึง โรคทางพันธุกรรมบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดโรคพาร์กินสันได้ หรือแม้แต่สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ก็ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่าสามารถทำให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทชนิดนี้ได้หรือไม่อย่างไร

สำหรับอาการหลัก ๆ ของโรคพาร์กินสัน ส่วนใหญ่คนไข้จะไปพบแพทย์ด้วย อาการสั่น คนไทยจึงมักเรียกว่า “สั่นสันนิบาต หรือสันนิบาตลูกนก” โดยทั่วไปคนไข้จะมีอาการสั่นที่มือหรือที่เท้า บางคนสั่นที่ริมฝีปาก…อาการต่อมาที่พบได้บ่อยก็คือ การเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า ไม่ว่าเป็นการเดิน การพูด การใช้แขนขาต่าง ๆ ก็จะเชื่องช้า ส่วนอาการที่ 3 ที่พบได้ก็คือ การตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ ซึ่งทั้ง 3 อาการที่ว่านี้เป็นเหตุให้คนไข้ต้องมาพบแพทย์ แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งก็จะมีอาการที่ 4 ตามมา ก็คือมี อาการทรงตัวที่ผิดปกติ โดยอาการสั่นจะเกิดในสภาวะที่แขนขาอยู่ในลักษณะพัก ส่วนการเคลื่อนไหวเชื่องช้าจะเกิดขึ้นเมื่อคนไข้มีอิริยาบถ เช่น เวลาเดิน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ แขนขาก็จะไม่คล่องตัว

หมออัครวุฒิ อธิบายเพิ่มเติมว่า โรคพาร์กินสันนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับโรคสมองเสื่อม ทั้งนี้เนื่องจากพาร์กินสันเป็นโรคหนึ่งซึ่งเกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทเช่นเดียวกับโรคสมองเสื่อม ซึ่งผู้ที่เป็น โรคพาร์กินสันนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคดังกล่าวยาวนาน อย่างน้อย ๆ ก็ 5-10 ปี เพราะฉะนั้นโรคแทรกซ้อนที่เกิดตามมาเช่นโรคสมองเสื่อม ก็สามารถพบได้บ่อย

“บางคนอาจมองว่าโรคนี้ไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่ ในความเป็นจริงแล้วมันทำให้คุณภาพชีวิตของคนไข้ด้อยลงไปมากครับ เนื่องจากว่ากิจกรรมใดที่เขาเคยทำได้ดี ก็จะทำได้ด้อยลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การทำงาน หรือการเขียนหนังสือ รวมไปถึงการพูดคุยต่าง ๆ ก็จะทำให้เชื่องช้าลง…นอกเหนือจากนั้นการทรงตัวที่ผิดปกติ หรือความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ ก็จะทำให้เขามีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการล้ม หรือกรณีที่คนไข้เป็นมาหลาย ๆ ปี ก็จะทำให้การคิด การอ่าน และความจำด้อยลง และนอกเหนือจากอาการสั่นแล้ว อาการภายนอกของคนไข้พาร์กินสันที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ก็คือ มี สีหน้าที่เฉยเมยเสมือนใส่หน้ากากไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะยิ้มหรือโศกเศร้า ค่อนข้างจะไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ส่วนลักษณะการเดินก็จะไม่มีการแกว่งแขน เดินเหมือนหุ่นยนต์ ดังนั้นเมื่อมีใครเดินชนก็จะทำให้เสียการทรงตัวและล้มลงได้ง่าย สิ่งเหล่านี้คือความเดือดร้อนของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างคล่องแคล่วคล่องตัวเหมือนดังเดิม ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลกระทบถึงการดำเนินชีวิตและการทำงาน”

หมออัครวุฒิให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อาการของโรคพาร์กินสันแบ่งได้เป็น 5 ระยะ คือ ระยะที่ 1 มีอาการน้อย ระยะที่ 2 อาการเกิดกับแขนขาทั้งสองข้าง ระยะที่  3 มีอาการที่แขนขาทั้งสองข้างและมีการทรงตัวที่เริ่มผิดปกติ ระยะที่ 4 ผู้ป่วยต้องนั่งรถเข็นและมีคนคอยช่วยดูแล ระยะที่ 5 เรียกว่าต้องอยู่กับรถเข็นตลอดเวลาหรืออยู่กับเตียงตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้จะไม่ได้เสียชีวิตเนื่องจากโรคพาร์กินสัน แต่จะเสียชีวิตเนื่องจากโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคปอดอักเสบ หรือภาวะล้มแล้วมีกระดูกหัก และมีการติดเชื้อแทรกซ้อนตามมา

ปัจจุบันคาดการณ์กันว่าในเมืองไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคพาร์กินสันนับแสนราย ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ทั้งนี้เนื่องจากอาจมองว่าเป็นโรคของคนแก่ ไม่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาก็ไม่เป็นไร ทั้งที่จริง ๆ แล้ว หากผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ อีกทั้งยังมีการศึกษาทางการแพทย์พบว่าการรักษาโรคพาร์กินสันด้วยวิธีการที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะได้ผลดีกว่าการรักษาเมื่อคนไข้มีอาการมากแล้ว

“การรักษาโรคพาร์กินสันในปัจจุบันมีหลักการอยู่ว่า

1. ต้องทำให้อาการของคนไข้ดีขึ้น

2. ถ้าเป็นไปได้ต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

3. ต้องสามารถรักษาโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ด้วย และ

4. ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ต้องมีการรักษาที่จะสามารถชะลอโรคได้ ซึ่งในปัจจุบันการดูแลรักษาคนไข้ใน 3 ข้อแรกนั้นเราสามารถทำได้ แต่ในส่วนของการชะลอโรคยังไม่สามารถทำได้”

สำหรับการรักษาโรคพาร์กินสันมีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา, การฉีดยา, การผ่าตัด หรือแม้แต่การให้ยาโดยการเจาะกระเพาะอาหารก็มีการทำแล้วในปัจจุบัน นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีการรักษาด้วยกายภาพบำบัด การทำกิจกรรมบำบัด ที่มาช่วยเสริมการรักษาวิธีอื่น ๆ

“การรักษาในเบื้องต้น แพทย์จะเริ่มโดยการให้ยารับประทานก่อน ซึ่งยารับประทานนั้นมีหลายกลุ่ม ข้อดีข้อเสียของยาแต่ละกลุ่มก็มีมากมาย จำเป็นต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ยกตัวอย่างเช่น คนไข้ที่อายุน้อยก็จะเหมาะกับยาบางประเภท แต่ในคนไข้อายุมาก ความสามารถทางสมองก็อาจจะไม่สูงนัก เพราะฉะนั้นยาบางประเภทก็ไม่สมควรให้ หรือในกรณีที่คนไข้มีอาการใดเด่น แพทย์ก็จะพิจารณาให้ยาในกลุ่มที่จะช่วยให้อาการเด่น ๆ เหล่านั้นลดลง…หลังจากการให้ยาอย่างเต็มที่แล้ว แต่การรักษายังได้ผลไม่ดีนัก แพทย์ก็อาจจะพิจารณาให้การรักษาโดยวิธีอื่น เช่น การให้ยาทางกระเพาะอาหาร หรือการผ่าตัดสมอง เพื่อใส่ตัวกระตุ้นไฟฟ้าในสมองเพื่อช่วยลดอาการพาร์กินสันลงได้”

ในส่วนของยาชนิดรับประทาน คนไข้บางคนอาจมีอาการแพ้ คัน หรือคลื่นไส้อาเจียน อีกทั้งการที่ต้องรับประทานยาวันละ 3 เวลา ทำให้ระดับยาในเลือดไม่คงที่ เพราะฉะนั้นเมื่อระดับยาในเลือดไม่คงที่ก็จะทำให้การตอบสนองต่อฤทธิ์ยาไม่คงที่เช่นเดียวกัน หมายถึง ในช่วงแรก ๆ หลังจากกินยาอาการจะดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลังยาหมดฤทธิ์ อาการต่าง ๆ เช่น สั่น ก็จะกำเริบขึ้นมา ปัจจุบันจึงมีการพัฒนายาในรูปแบบอื่น ๆ ออกมา เช่น ยาชนิดแปะ ยาชนิดนี้ส่วนใหญ่จะได้ผลดี เพราะออกฤทธิ์ได้ยาวคือหนึ่งแผ่นใช้ได้นานถึง 24 ชั่วโมง โดยกลไกการทำงานของมันคือจะค่อย ๆ ปล่อยฤทธิ์ยาออกมาผ่านทางผิวหนัง ในรอบ 24 ชั่วโมง ฤทธิ์ยาก็จะคงที่ เพราะฉะนั้นระดับยาในกระแสเลือดของเราก็จะคงที่ คนไข้มีอาการข้างเคียงต่าง ๆ รวมถึงการแพ้ยาน้อยกว่ายาชนิดรับประทาน นอกจากนี้ยังมี ยาชนิดฉีด ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ

1. ยาฉีดที่ใช้ฉีดผิวหนังเป็นครั้งคราว

2. ยาฉีดชนิดปั๊มเข้าทางหน้าท้องตลอดเวลา รวมถึง การให้ยาผ่านทางกระเพาะอาหาร โดยให้ทางสายยางผ่านทางกระเพาะอาหาร รูปแบบนี้มีข้อดีตรงที่ยาจะออกฤทธิ์ได้ตลอดทั้งวัน

ข้อมูลจาก นายแพทย์อัครวุฒิ วิริยเวชกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 23 มิถุนายน 2556

 

dailynews130630_001a

‘ความรู้ใหม่ ๆ ของโรคพาร์กินสัน – ตอนที่ 2 การรักษาโดยการผ่าตัด’

 

เพื่อความต่อเนื่องสำหรับท่านผู้อ่าน ขอทบทวนสรุปความรู้จากตอนที่ 1 ดังนี้

โรคพาร์กินสัน มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยลีโอนาโด ดาวินชี แต่เพิ่งจะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นโดยเฉพาะในวงการแพทย์เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1817 โดยนายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ชาวอังกฤษ ได้เขียนตำราพยายามอธิบายโรคนี้ไว้

ปัจจุบันเป็นที่ทราบ รับรู้ทางวิชาการว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสียสมดุลของสารเคมีชนิดหนึ่งในสมองที่ชื่อว่า “โดปามีน” อันเนื่องมาจากเซลล์สมองส่วนที่สร้างสารดังกล่าวเกิดการเสื่อมสลายไปกว่า 80% ซึ่งสารชนิดนี้ทำหน้าที่ควบคุมระบบการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อสมองขาดโดปามีน จึงเกิดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ซึ่งจากสถิติทั่วโลก พบผู้ป่วยโรคนี้ได้ประมาณ 1% ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และพบมากขึ้นถึง 4% ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป นั่นแสดงให้เห็นว่าถ้าคนมีอายุยืนมากขึ้นโอกาสที่จะพบโรคนี้ก็มากขึ้นเช่นกัน

การรักษาหลักเป็นการรักษาทางยา ซึ่งมีวิธีบริหารยาได้หลากหลายรูปแบบและควรได้รับการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทวิทยา (Neurology)

สำหรับการรักษาโรคพาร์กินสันโดยการผ่าตัด ปัจจุบันมี 2 แบบ คือ

1. การผ่าตัดชิ้นเนื้อบางชนิดออกไป ซึ่งได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อย ๆ

2. การผ่าตัดแล้วฝังขั้วไฟฟ้าเข้าไปในสมองส่วนลึก รู้จักกันในชื่อ  DBS (Deep Brain Stimulation) ซึ่งการผ่าตัดด้วยวิธีนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากได้ผลดี ในการฝังขั้วไฟฟ้าในสมองส่วนลึกนี้จะมีการลากสายไฟฟ้าผ่านชั้นผิวหนัง มีสวิตช์ตัวเล็ก ๆ อยู่ที่บริเวณแผ่นอก และจะมีการปรับตั้งค่ากระแสไฟฟ้าเพื่อให้กระแสไฟฟ้าส่งไปที่เนื้อสมองส่วนลึกตามความจำเป็น ส่งผลให้คนไข้ซึ่งมีอาการสั่นกลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

“การรักษาผู้ป่วยพาร์กินสันในขั้นต้นโดยทั่วไปแพทย์ จะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาก่อน แล้วก็ค่อย ๆ ปรับยาตามความเหมาะสม ซึ่งการรักษาโดยวิธีนี้ผู้ป่วยต้องใช้ความอดทนสักเล็กน้อยเพราะต้องทานยาและค่อย ๆ ปรับยาไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าทานยาแล้วจะหายเลย คนไข้ต้องเข้าใจธรรมชาติของโรคด้วย เพราะฉะนั้นทั้งตัวคนไข้และแพทย์ต้องใจเย็น แนะนำว่าการรักษาโรคทุกชนิดไม่เฉพาะโรคพาร์กินสัน เราควรจะปรับยากับแพทย์ท่านเดิม ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์บ่อย ๆ เพราะนั่นจะทำให้ขาดความต่อเนื่องในการรักษาและการปรับยาครับ…โดยธรรมชาติของโรค ผู้ป่วยในระยะ 2-5 ปีแรกจะมีการตอบสนองต่อยาชนิดรับประทานที่ดีมาก  แต่เมื่อเลย 5 ปีไปแล้ว คนไข้จะเริ่มมีโรคแทรกซ้อนขึ้นมา การตอบสนองต่อยาก็จะด้อยลง หรือเรียกว่าดื้อยา จึงมีการดัดแปลงรูปแบบการให้ยาเพื่อให้มีการออกฤทธิ์ที่ยาวขึ้น ยาในกระแสเลือดก็มีคงที่ขึ้น ทำให้การตอบสนองต่ออาการดีกว่าการรับประทานยา”

หมออัครวุฒิ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการรักษาผู้ป่วยพาร์กินสันว่า โดยส่วนใหญ่แพทย์จะให้คำแนะนำกับคนไข้ที่รักษาโดยการรับประทานยา ว่าอาหารประเภทที่มีโปรตีนและไขมันสูง จะทำให้ประสิทธิภาพการดูดซึมยาด้อยลง จึงควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายแทน หรือหากจำเป็นจริง ๆ ก็จะแนะนำให้คนไข้ทานยาก่อนอาหาร…นอกจากนี้การรักษาโดยการผ่าตัดใส่ขั้วไฟฟ้าเข้าไปในสมองส่วนลึกก็ไม่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันทุกราย ทั้งนี้เหมาะสำหรับใช้ในผู้ป่วยที่อายุไม่มากนัก และควรเป็นผู้ที่ยังมีการตอบสนองต่อการใช้ยาด้วย เพราะอย่างที่ทราบว่าเมื่ออายุมากก็จะมีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจและโรคเบาหวาน ซึ่งการผ่าตัดอาจส่งผลต่อโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่มีอยู่ก็เป็นได้

dailynews130630_001b

เป็นที่ทราบกันว่า โรคที่เกี่ยวกับสมองและระบบประสาทนี้ การฟื้นฟูจะมีบทบาทสำคัญมาก ในการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนกลับมาทำหน้าที่ได้เหมือนหรือใกล้เคียงกับปกติ ซึ่งโรคพาร์กินสันก็เช่นเดียวกัน เรื่องนี้คุณหมออธิบายว่า การฟื้นฟูที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน เช่น การฝึกเดิน การออกกำลังกายเพื่อลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อและข้อ สิ่งเหล่านี้จะมาช่วยเสริมกับการรักษาหลัก ๆ ที่ใช้อยู่ ถ้าหากคนไข้ได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปการรักษาจะดีกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการฟื้นฟูเลย

“ถึงตรงนี้เชื่อว่าคงเกิดคำถามขึ้นในใจหลายคน ว่าโรคพาร์กินสันรักษาแล้วหายไหม คงต้องบอกว่าโรคนี้ก็เหมือนกับโรคทางสมองและระบบประสาทอีกหลายโรคที่เกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์สมอง จึงต้องบอกว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่เราสามารถช่วยให้โรคของคนไข้นั้นดีขึ้นได้ แม้จะไม่หายก็ช่วยให้ทุเลาได้ ที่สำคัญกว่านั้นการรักษาจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนไข้นั้นดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการไม่รักษา”

สำหรับผู้ที่กำลังสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดจะมีโรคพาร์กินสันหรือไม่ ก็ให้ลองสังเกตจากอาการเบื้องต้นคือ สั่น, เคลื่อนไหวเชื่องช้า, มีภาวะตึงตัวผิดปกติของกล้ามเนื้อและมีการทรงตัวที่ผิดปกติเมื่อเดินหรือไม่ หากมีอาการข้างต้นก็ควรรีบไปพบแพทย์ ถ้าเป็นไปได้ก็ให้เลือกแพทย์ทางประสาทวิทยาเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น หากตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคพาร์กินสันจริง ก็ควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องการทานยา และการเฝ้าระวังโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการล้มหรือการมีพฤติกรรมทางสมองที่เปลี่ยนไป นอกจากนั้นยังต้องมีการให้ความรู้กับญาติว่าโรคที่พึงระมัดระวังมีอะไรบ้าง เพราะบางครั้งญาติไม่เข้าใจว่าทำไมคนไข้จึงมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ซึ่งหากคนไข้ ญาติ และแพทย์ให้ความร่วมมือกัน เชื่อว่าการรักษาจะได้ผลดีที่สุด

ปัจจุบันยังไม่พบว่ามียาตัวใดที่จะสามารถช่วยป้องกันโรคพาร์กินสันหรือแม้แต่จะชะลอโรคพาร์กินสันให้ดำเนินไปให้ช้าลงได้ ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ยังไม่เป็นหรือเป็นแล้วก็คือการดูแลตัวเองให้แข็งแรง การตรวจสุขภาพเป็นระยะ การทานอาหารที่ถูกต้อง และการออกกำลังกาย ซึ่งจะให้ผลดีกว่าการเฝ้าหายาหรือเครื่องช่วยต่าง ๆ เพื่อหวังที่จะป้องกันโรคพาร์กินสันได้…จริง ๆ แล้วยังมีโรคภัยไข้เจ็บอีกจำนวนมากในโลกนี้ที่มนุษย์เรายังต้องเผชิญ และมีโรคอีกมากมายเหลือเกินที่เราไม่สามารถหาวิธีการป้องกันได้ ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามธรรมชาติคือ มีเกิด แก่ เจ็บ และตาย ดังนั้นจึงอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ร่างกายที่เสื่อมสภาพหรือเสื่อมสลายไปนั้น ได้รับการดูแลเพื่อให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ใกล้เคียงเหมือนเดิมมากที่สุด

ข้อมูลจาก นายแพทย์อัครวุฒิ  วิริยเวชกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 30 มิถุนายน 2556

พบวิธีตรวจโรคอัมพาตแบบสั่นตั้งแต่ต้น ใช้การทดสอบกับส่วนของต่อมน้ำลาย

Credit : doctorspiller.com

Credit : doctorspiller.com

สถานพยาบาลเมโยอันมีชื่อเสียงโด่งดังของสหรัฐฯ พบวิธีทดสอบส่วนของต่อมน้ำลาย รู้ได้ว่าเป็นโรคอัมพาตแบบสั่นในระยะต้นๆหรือไม่

โรคอัมพาตแบบสั่น มักเป็นกับผู้มีวัยเกิน 50 ปีขึ้นไป ทำให้มีอาการเชื่องช้าลง เดินเหิน หรือแม้แต่การยืนลำบาก ตลอดจนกล้ามเนื้อแข็งเกร็งและมีอาการสั่น ปัจจุบันยังไม่มีการทดสอบวินิจฉัยโรคนี้ได้

ดร.ชาร์ลส์ แอดเล่อร์ แพทย์ประสาทวิทยาของคลินิก กล่าวว่า “เราเคยตัดชิ้นเนื้อของคนไข้เพื่อชันสูตรโรคพบว่า มีโปรตีนผิดปกติบางชนิดเกี่ยวพันอยู่ และจะพบในต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง” เขาเสริมว่า “การตรวจวินิจฉัยโรคในคนไข้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ จะเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ จะช่วยให้เข้าใจและหาวิธีรักษาที่ได้ผลดีขึ้นด้วย”

หมอแอดเล่อร์ ได้ให้ความเห็นด้วยว่า แม้ว่าจะยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ในปัจจุบัน แต่ก็มีหยูกยาที่จะช่วยบรรเทาอาการของโรคลงอย่างสังเกตได้.

ที่มา : ไทยรัฐ  17 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Saliva Gland Test for Parkinson’s Disease?

Jan. 10, 2013 — New research suggests that testing a portion of a person’s saliva gland may be a way to diagnose Parkinson’s disease. The study was released January 10 and will be presented at the American Academy of Neurology’s 65th Annual Meeting in San Diego, March 16 to 23, 2013.

“There is currently no diagnostic test for Parkinson’s disease,” said study author Charles Adler, MD, PhD, with the Mayo Clinic Arizona and a Fellow of the American Academy of Neurology. “We have previously shown in autopsies of Parkinson’s patients that the abnormal proteins associated with Parkinson’s are consistently found in the submandibular salivary glands, under the lower jaw, and this is the first study demonstrating the value of testing a portion of the saliva gland to diagnose a living person for Parkinson’s disease. Making a diagnosis in living patients is a big step forward in our effort to understand and better treat patients.”

The study involved 15 people with an average age of 68 who had Parkinson’s disease for an average of 12 years, responded to Parkinson’s medication and did not have known salivary gland disorders. Biopsies were taken of two different salivary glands: the gland under the lower jaw and the minor salivary glands in the lower lip. The biopsied tissues were stained and reviewed for evidence of the abnormal Parkinson’s protein.

In four of the initial lower jaw biopsies, while researchers were still perfecting the technique, not enough tissue was available to complete the tests. The abnormal Parkinson’s protein was detected in nine of the 11, or 82 percent, of the patients with enough tissue to study.

“While still under analysis, the rate of positive findings in the biopsies of the lower lip glands appears to be much lower than for the lower jaw gland. This study provides the first direct evidence for the use of lower jaw gland biopsies as a diagnostic test for living patients with Parkinson’s disease,” said Adler. “This finding may be of great use when needing tissue proof of Parkinson’s disease, especially when considering performing invasive procedures such as deep brain stimulation surgery or gene therapy.”

This study was funded by the Michael J. Fox Foundation for Parkinson’s Research.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Academy of Neurology.

SOURCE: sciencedaily.com

วิจัยธาตุสำคัญในเส้นผม ค้นแนวทางรักษา “โรคสมองเสื่อม”

หากวันหนึ่งเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้ ลืมว่าเราเป็นใคร อยู่ที่ไหน  เกิดการสูญเสียความจำบางส่วนไป อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า “โรคสมองเสื่อม” กำลังมาเยือน !!

ผศ.ดร.จารุวรรณ ศิริเทพทวี อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีวเคมี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมว่า ภาวะสมองเสื่อม เป็นคำที่เรียกกลุ่มคนที่มีอาการหรือมีปัญหาเกิดขึ้นกับสมอง เป็นเหตุให้ความสามารถด้านปัญญาและความสามารถด้านสังคมเสียไป รวมทั้งอาการที่รุนแรงมากขึ้นสามารถกระทบต่อการทำงานและชีวิตประจำวันได้ โดยทั่วไปสามารถพบการสูญเสียความจำในผู้ป่วยสมองเสื่อมได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการสูญเสียความจำเพียงอย่างเดียวจะบ่งชี้ว่าบุคคลผู้นั้นมีอาการสมองเสื่อม การที่บุคคลใดจะมีภาวะสมองเสื่อมได้นั้น จะต้องมีความผิดปกติในการทำงานของสมองอย่างน้อยสองอย่าง เช่น การสูญเสียความทรงจำ การสูญเสียความสามารถในการตัดสินปัญหา สูญเสียความสามารถทางด้านภาษา บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายและรวดเร็ว

 ภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีทั้งที่รักษาได้และรักษาไม่ได้ โดยสมองเสื่อมที่สามารถรักษาให้หายได้ เช่น สมองเสื่อมที่เกิดจากเนื้องอกในสมอง โรคของต่อมไทรอยด์ โรคติดเชื้อในสมองบางชนิด การขาดสารอาหารจำพวกวิตามินบี การได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะ หรือการได้รับยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท

ส่วนสมองเสื่อมที่รักษาไม่ได้ แต่สามารถชะลอการเสื่อมของสมองได้ หากตรวจพบได้เร็ว เช่น โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด รองลงมา คือ สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ ยังมีสมองเสื่อมที่มีอาการร่วมกันหลาย ๆ แบบ เช่น โรคที่มีอาการร่วมกันระหว่างอัลไซเมอร์กับพาร์กินสันหรือโรคลิววี่บอร์ดี้

ในปีพ.ศ.2553 องค์การโรคอัลไซเมอร์นานาชาติ (Alzheimer’s Disease International) ได้ประเมินว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมทั่วโลกมากกว่า 35 ล้านคน สำหรับประเทศไทยจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 โดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข คาดว่ามีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมอยู่ 800,000 คน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ผศ.ดร.จารุวรรณ กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้จึงได้ทำการวิจัยร่วมกับ ดร.วันวิสา พัฒนศิริวิศว นักวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และ พญ.อัญชลี ศิริเทพทวี แพทย์ประจำโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ในการศึกษาธาตุสำคัญในเส้นผมของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมด้วยแสงซินโครตรอนโดยใช้ เทคนิคการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ (X-ray Absorption Spectroscopy: XANES ) เพื่อศึกษาโครงสร้างระดับอะตอมในการวัดหาธาตุและองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่ในเส้นผม

“ที่เลือกเส้นผมในการศึกษา เพราะสามารถเก็บได้ง่ายมีความคงทนและมีการสะสมของธาตุอยู่มาก ไม่เลือกศึกษาจากเลือดหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายอื่น ๆ เพราะระดับหรือองค์ประกอบของธาตุที่อยู่ในเลือดหรือสารคัดหลั่งสามารถมีระดับขึ้นลงในแต่ละช่วงเวลาและแต่ละวันไม่แน่นอน แต่สำหรับตัวอย่างผมนั้นเป็นตัวอย่างที่ได้จากการสะสมของธาตุที่ผู้ป่วยได้รับทั้งจากอาหารหรือจากกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายเอง ซึ่งทำให้สามารถได้ข้อมูลของธาตุที่เป็นองค์ประกอบที่สามารถพบได้ในร่างกายของแต่ละบุคคล”

การวิจัยดังกล่าวทำโดยเลือกตัวอย่างเส้นผมของคนที่ปราศจากการย้อมหรือทำสีผม ขนาดความยาว 10 ซม. กว้าง 2 มม.จากอาสาสมัครจำนวน 30 คน อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ว่าเป็นคนปกติ จำนวน 15 ราย และผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดต่าง ๆ จำนวน 15 ราย มาวิเคราะห์
ผลการทดลอง เมื่อวัดปริมาณธาตุที่เป็นองค์ประกอบในเส้นผมด้วยเทคนิค wavelength dispersive X-ray fluorescence spectrometry (WDXRFS) พบว่า เส้นผมจากคนทั้งสองกลุ่มมีธาตุสำคัญ คือ ออกซิเจน ซัลเฟอร์ คลอรีน ซิลิกอน แมกเนเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส แต่เส้นผมของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมนั้นจะมีสัดส่วนของธาตุ แคลเซียม คลอรีน และฟอสฟอรัส สูงกว่าคนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ ณ สถานีทดลอง Beamline 8 (BL8) ของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ยังพบว่า ภาวะสมองเสื่อมที่สัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน จะมีองค์ประกอบของซัลเฟตอยู่ในระดับที่สูงกว่าผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในกลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง โดยการทดลองครั้งนี้เป็นการทดลองเบื้องต้น ที่ใช้องค์ประกอบของธาตุในเส้นผมเป็นตัวบ่งชี้หรือวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมได้ ซึ่งแนวทางต่อไป ทีมวิจัยกำลังศึกษาข้อมูล เพื่อที่จะเลือกแนวทางการวิจัยว่าจะเป็นการรักษา หรือแนวทางการป้องกันเนื่องจากโรคสมองเสื่อมเกิดได้หลายสาเหตุดังกล่าวข้างต้น และสมุนไพรที่เลือกใช้น่าจะเป็นสมุนไพรที่หาได้ในแถบเอเชีย โดยเน้นที่ประเทศไทย

ผศ. ดร.จารุวรรณ  แนะนำว่า สมองเสื่อมอาจเป็นแล้วไม่หายแต่สามารถป้องกันหรือชะลอความเสื่อมของสมองได้ โดยการฝึกฝนสมอง เช่น การอ่านหนังสือ คิดเลข หลีกเลี่ยงสารเคมีหรือยาที่ทำอันตรายต่อสมอง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ และตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อลดอัตราเสี่ยงและป้องกันสมองเสื่อม รวมทั้ง หลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุหรือการกระทบกระเทือนต่อสมอง การทำสมาธิทำจิตใจให้สงบและมีสติในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันก็อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้

 

สรรหามาบอก 

– ชมรมพยาบาลโรคระบบประสาทแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันประสาทวิทยาลัย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมวิชาการประจำปี 2555 ครั้งที่ 5 เรื่อง “การดูแลผู้ป่วยโรคระบบประสาทอย่างมีคุณภาพ” ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2555 ณ โรงแรมปริ๊นพาเลช มหานาค ผู้สนใจสามารถสอบถามได้ที่กลุ่มงานวิชาการพยาบาล สถาบันประสาทวิทยา โทร.0-2354-7075-83 ต่อ 2336,2183

– โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน “วันเบาหวานโลก ครั้งที่ 3 ประจำปี 2555 ภายใต้หัวข้อ “Diabetes : Protect our future … พิทักษ์อนาคตไทย พ้นภัยเบาหวาน”  ในวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2555 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 13.00 น. ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคาร ม.ร.ว.สุวพรรณ สนิทวงศ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2926-9334-5 (วันและเวลาราชการ)

-โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์ ฉลองครบรอบ 9 ปี จัดกิจกรรมพิเศษตลอดเดือนพฤศจิกายน 2555 โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงค์เธอพระองค์เจ้า โสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเปิดงานในวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2555 เวลา 14.00 น. ณ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์ สำหรับกิจกรรมต่างๆ น่าสนใจภายในงาน ได้แก่ เสวนาเรื่อง “9 ความฉลาดลูก แปดความฉลาดรอบด้านบวกคุณธรรม” ในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 เวลา 08.00 -15.00 น.

ชมนิทรรศการ “งามจับใจ” ระหว่างวันที่ 12 – 15 พฤศจิกายน 2555 เวลา 09.00 – 15.00 น.

ในวันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2555 เวลา 08.00 – 15.00 น. เสวนา “สบายกาย สไตล์ 40 อัพ” สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2711-8181

– จุฬาคิดส์คลับ จัด “งานคอนเสิร์ต i Dream…สานฝันปันรัก” ในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 เวลา.18.00-20.00 น. ณ อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสานฝันผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้เป็นจริง  โดยมีศิลปินนักร้องรับเชิญอาทิ กิ่ง The Star อ๊อฟ ชัยนนท์ และผู้ร่วมเป็นกำลังใจจากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้สนใจร่วมงานสำรองที่นั่งได้ที่โทร.0-2256-5372

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา: เดลินิวส์ 4 พฤศจิกายน 2555