กลยุทธ์รับมือ…โรคภูมิแพ้ผิวหนัง

bangkokbiznews140521_01ปัญหาคันๆ เกาๆ อาจเป็นเรื่องที่หลายคนพบเจออยู่บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจเกิดได้จะหลายสาเหตุ แต่ถ้ามีอาการคันที่ผิดปกติ เช่น คุณสาวๆ ที่มีอาการคันหูเพราะแพ้ตุ้มหูคู่สวยที่ซื้อมาใหม่จนติ่งหูแดงบวม มีน้ำเหลือง บางคนเป็นผื่นที่ท้องคันเนื่องจากแพ้กระดุมโลหะของกางเกง หรือหัวเข็มขัดโลหะ

บางคนคันเพราะแพ้สายนาฬิกาหนังจนเป็นผื่นที่ข้อมือ แพ้รองเท้าหนังก็มีผื่นที่หลังเท้ายังมีสารอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้แพ้ได้ เช่น ยาง ปูน พลาสติก ถ้าใครกำลังประสบปัญหาเหล่านี้ อย่าได้นิ่งนอนใจปล่อยทิ้งไว้ เพราะคุณอาจกำลังเผชิญกับ “โรคภูมิแพ้ผิวหนัง” อยู่ก็เป็นได้

ดร. พญ. พิมลพรรณ กฤติยรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า “ภูมิแพ้ผิวหนัง” เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากรุ่นปู่ย่าตายายสู่รุ่นพ่อแม่และลูกหลาน โดยโรคนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ไวกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้น

โรคภูมิแพ้ผิวหนังอาจเกิดร่วมกับโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด แพ้อากาศ แพ้ฝุ่นจามบ่อย ซึ่งเป็นโรคในกลุ่มเดียวกัน แต่ละคนอาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน บางคนอาจมีอาการเฉพาะทางผิวหนัง หรือบางคนอาจมีอาการทางเดินหายใจร่วมด้วย สำหรับเด็กที่เป็นโรคนี้จะมีอาการผิวแห้ง คันยุบยิบตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แถมมีผื่นแดง ขึ้นตามบริเวณร่างกาย โดยเฉพาะข้อพับแขน ขา และคอ เวลามีเหงื่อออกจะคันมากขึ้น หากเป็นเรื้อรังผิวหนังจะหนาและมีรอยคล้ำ เด็กบางคนถ้าอายุมากขึ้นอาการจะดีขึ้น ผื่นอาจจะหายไปเหลือเพียงอาการผิวแห้งเท่านั้นแต่บางคนอาจเป็นไปจนถึงผู้ใหญ่

คนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนังมักจะแพ้แมลง ยุง มด มีอาการคันง่าย เมื่ออดเกาไม่ได้ ก็เป็นเหตุทำให้เกิดขาลายเรื้อรัง จึงควรป้องกันโดยทาน้ำยากันยุงหรือใส่กางเกงขายาวปกปิดเวลาออกไปเดินนอกบ้านในเวลากลางคืน ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกาจนเป็นแผลซึ่งจะนำไปสู่การติดเชื้อเป็นหนองได้ ควรดูแลโดยการใช้สบู่อ่อนๆ และไม่ใช้บ่อย ทาโลชั่นให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการระคายเคือง อาการจะบรรเทาไปเอง เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงมีผื่นอักเสบอยู่ ในบริเวณที่หลีกเลี่ยงการระคายเคืองได้ยาก เช่น มือและเท้า มือจะแดงแห้งลอก ส้นเท้าแตกจนบางครั้งมีเลือดออกซิบๆ บริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น คอ ข้อพับแขน ขา หรือบริเวณที่เสียดสี เช่นเอว ใต้ราวนม รักแร้ ขาหนีบ จะเป็นผื่นและคล้ำได้ง่าย

“แม้โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่คนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง จะมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง มีอาการคันง่าย จึงมักเกาจนเป็นแผลที่ผิวหนังทำให้ติดเชื้อง่าย ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียจะเป็นตุ่มหนอง ติดเชื้อไวรัสจะเป็นหูด และหูดข้าวสุกโดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งหากมีการติดเชื้อเหล่านี้ เมื่อเด็กเล่นด้วยกันหรือว่ายน้ำในสระเดียวกันอาจติดต่อกันได้”

สำหรับการรักษาภูมิแพ้ผิวหนังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ถ้าโรคอยู่ในระยะเฉียบพลัน มีตุ่มน้ำและน้ำเหลือง ควรใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำเกลือที่สะอาดประคบแผลให้น้ำเหลืองแห้งก่อนจึงตามด้วยยาทา ยาที่ทาได้ผลเร็วคือยาทาสเตียรอยด์ แต่เมื่อผื่นหายแล้วต้องหยุดยา อย่าไปซื้อยาสเตียรอยด์มาทาเอง เพราะจะมีผลข้างเคียงในระยะยาว ถ้าเรื้อรังเป็นๆ หายๆ ควรใช้ยาที่ไม่มีสเตียรอยด์ทา และรับประทานยาแก้แพ้ หากอาการรุนแรงมากๆ แพทย์อาจพิจารณาให้ รับประทานยาสเตียรอยด์ หรือฉายแสงอัลตร้าไวโอเลตที่เรียกว่า Phototherapy ซึ่งจะช่วยระงับอาการคันทำให้ผื่นดีขึ้นและผลข้างเคียงน้อยกว่ารับประทานยาสเตียรอยด์

อย่างไรก็ตาม ดร. พญ. พิมลพรรณ แนะนำว่าคำตอบสำหรับการป้องกันโรคภูมิแพ้ผิวหนังนั้นก็คือ การรู้จักดูแลตนเองและปฏิบัติตนให้ถูกต้อง โดยการเลือกใช้สบู่อ่อนๆ ที่ให้ความชุ่มชื้น ไม่ระคายเคืองกับผิว อย่าเข้าใจผิดคิดว่าไม่สะอาด แล้วพยายามไปฟอกไปถูด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งจะทำให้ระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้คันและเป็นผื่น หลังอาบน้ำควรทาโลชั่น หรือครีมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว

หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแบบเฉียบพลัน เช่น อาบน้ำร้อนมาก หรือเปิดแอร์เย็นจัด อย่าใส่เสื้อผ้าที่รัดมากหรือเนื้อหยาบหนาหรือผ้าขนสัตว์ เพราะมักทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว ที่ไหนมีฝุ่นมาก มีแมลงหรือยุงชุม ก็ควรหลีกเลี่ยง ควรออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสร้างภูมิให้กับร่างกาย ภูมิแพ้ผิวหนังก็จะดีขึ้นเอง ถ้าหากไม่แน่ใจควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบโดยวิธีทำ Patch Test จะได้ทราบสาเหตุสารที่แพ้ เพื่อป้องกันอาการลุกลามต่อไป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 21 พฤษภาคม 2557

Advertisements

ภูมิแพ้ในเด็ก

dailynews140215_001 ในสภาวะมลพิษต่าง ๆ ในปัจจุบัน อาจมีสารเคมีหรือสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ หลากหลายชนิดปะปนเข้ามาอยู่ในร่างกายหรืออยู่ตามผิวหนังตามร่างกายของเราได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ที่มิอาจป้องกันตนเองจากสิ่งเหล่านี้ได้ดี จนอาจนำมาซึ่ง “โรคภูมิแพ้ในเด็ก” ได้

อุบัติการณ์ความชุกของโรคภูมิแพ้ในเด็กพบได้มากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้หอบหืด ภูมิแพ้จมูกอักเสบ และภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งโรคภูมิแพ้มีความชุกในผู้ป่วยเด็กเพิ่มมากขึ้นกว่า 4 เท่า ในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมาและพบเด็กที่เป็นภูมิแพ้หอบหืดได้ราว 15% ของเด็กในกรุงเทพ มหานคร ส่วนโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบก็มีความชุกราว 40% และโรคภูมิแพ้ที่ผิวหนังอักเสบจะพบมากขึ้นราว 15%

โรคภูมิแพ้เป็นอาการที่ร่างกายมีการตอบสนองทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่ระบบต่าง ๆ เช่น ที่ระบบทางเดินหายใจ ที่หลอดลม หรือที่ผิวหนัง โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ใน 2 กลุ่ม ได้แก่

1) กลุ่มพันธุกรรม  ซึ่งในเด็กที่มีพ่อหรือแม่เป็นภูมิแพ้ เด็กจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคภูมิแพ้ได้ 30% แต่หากพ่อแม่เป็นภูมิแพ้ทั้งคู่ โอกาสที่เด็กจะเป็นภูมิแพ้จะเกิดขึ้นได้ราว 40-80%

2) กลุ่มสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษที่กระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้แก่ ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ แม้แต่การสูบบุหรี่ในคุณแม่ตั้งครรภ์ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เช่นเดียวกัน ในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด หรือคลอดแล้วตัวเล็กมีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการหอบหืดได้

 

ระดับความรุนแรงของแต่ละอาการ

หากเป็นเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ จะมีอาการคันจมูก โดยเฉพาะในช่วงเช้าจะคัน จาม น้ำมูกไหล คัดแน่นจมูก บางรายเป็นมากก็จะหายใจเสียงดัง และมีอาการกรนได้ เด็กจะมีความรู้สึกรำคาญต่อการใช้ชีวิตประจำวันเมื่อเป็นมาก ๆ มีอาการมากกว่า 4 วันต่อสัปดาห์ และหากเป็นต่อเนื่องมากกว่า 1 เดือนจะถือว่ามีภาวะรุนแรง มักพบอาการเหล่านี้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบ พ่อแม่จึงควรสังเกตอาการว่ามีน้ำมูกในตอนเช้า ดีขึ้นเมื่อตอนบ่าย ทั้งที่ไม่ได้มีไข้หรือเป็นหวัด หรือลองสังเกตการสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น เช่น เมื่อเด็กเล่นกับสัตว์แล้วมีอาการแพ้ขนรังแคสัตว์จำพวกสุนัข หรือแมว ซึ่งในเด็กบางคนอาจมีปัจจัยเสี่ยงอยู่เดิมแล้ว เมื่อสัมผัสถูกปัจจัยกระตุ้นเข้าไปก็อาจเกิดเป็นภูมิแพ้ขึ้นได้

ส่วนโรคภูมิแพ้หอบหืด เด็กจะหายใจเร็ว หายใจแรง แน่นหน้าอก หอบ เหนื่อยง่าย รู้สึกหอบเวลาออกกำลังกาย ไอเป็นชุด เหนื่อยเร็วกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน และอาจมีอาการอกบุ๋มได้ โดยอาการหอบหืดจะเกิดขึ้นที่หลอดลมมีการอุดกั้น หดเกร็ง  มีเสียงหายใจวี้ด ๆ ฮื้ด ๆ ในอก และมักพบว่าในเด็กที่เป็นหอบหืดจะมีอาการเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบร่วมด้วยได้ ซึ่งสิ่งกระตุ้นที่ก่อให้เกิดอาการหอบหืดได้มาก เช่น สารก่อภูมิแพ้จำพวกไรฝุ่น แมลงสาบ (ทั้งตัวแมลงสาบและอุจจาระ) ขนสัตว์ รังแคสัตว์ เกสรดอกไม้ สปอร์เชื้อรา ควันบุหรี่ ควันเผาไหม้ ไนตริกออกไซด์ สารเคมีต่าง ๆ และการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ

สำหรับโรคภูมิแพ้ผิวหนัง มักเกิดอาการคันได้มากในเวลากลางคืน มีผื่นขึ้นตามแขน ขา อาการจะเป็น ๆ หาย ๆ รวมทั้งอาจมีอาการทั้งเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบและหอบหืดร่วมด้วยได้ เด็กจะมีอาการคัน มีผื่นเป็นขุย เป็นสะเก็ด มีอาการผิวแห้งร่วมด้วย ส่วนในเด็กโตจะมีอาการที่ข้อพับแขน ขับพับขาหลังเข่า หากเป็นผื่นผิวหนังรุนแรง จะสามารถเป็นได้ทั้งตัว โดยมีสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ เช่น นม ถั่วเหลือง ไข่ ไรฝุ่น แมลงสาบ หรืออากาศร้อน สารระคายเคือง และการติดเชื้อ ซึ่งโดยปกติแล้วผิวหนังของเด็กที่เป็นภูมิแพ้นั้น จะขาดสารรักษาความชุ่มชื้น ขาดน้ำง่าย ทำให้ผิวแห้ง เกิดการอักเสบได้ง่าย และไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าเด็กทั่วไป

มีวิธีการตรวจคัดกรองอย่างไรว่าเป็นภูมิแพ้ในเด็ก

การวินิจฉัยจะอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก เช่น ถ้าเป็นเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ ก็จะเป็นการตรวจที่จมูก อาการหอบหืดจะตรวจที่ปอด ตรวจดูว่าสมรรถภาพของปอดเป็นอย่างไร หากเป็นที่ผิวหนังก็จะดูลักษณะอาการและผื่นที่แสดง รวมทั้งซักประวัติว่าพบเจอสิ่งใดที่มากระตุ้น ส่วนการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสาเหตุสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้น เป็นการตรวจอิมมูโนโกลบูลิน อี (Specific IgE) ซึ่งจะทำการตรวจระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นสารก่อภูมิแพ้เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา อาหาร นอกจากนี้ยังมีการตรวจวินิจฉัยที่ผิวหนังโดยการสะกิดด้วยน้ำยา ใช้เข็มหรือไม้พลาสติกปลายแหลม ซึ่งจุดใดที่แพ้จะมีอาการบวมแดงขึ้นมา น้ำยาที่ใช้ตรวจวินิจฉัยนี้ได้แก่ น้ำยาสกัดจากโปรตีนของสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ นม และไข่ เป็นต้น

 

วิธีการรักษาโรคภูมิแพ้ในเด็ก

หากเป็นโรคเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ จะมียาใช้ในการรักษา ทั้งยากินที่เป็นยาต้านฮีสตามีน การล้างจมูก ยาพ่นจมูก และจะพยายามให้หลีกเลี่ยงสารที่มากระตุ้นด้วยเสมอ

ส่วนการรักษาโรคหอบหืด ยาที่ใช้จะเป็นกลุ่มยาสูดที่ควบคุมไม่ให้มีการอักเสบของหลอดลม โดยห้ามหยุดยาเองเมื่อไม่มีอาการแล้ว  และยาสูดกลุ่มขยายหยอดลมที่ใช้เมื่อมีอาการหรือภาวะฉุกเฉิน

การรักษาโรคผื่นผิวหนัง ควรหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น ความเครียด และให้มอยส์เจอไรเซอร์แก่เด็ก เพราะจะมีผิวแห้งเกิดขึ้น ใช้สบู่อ่อน มีค่า PH 5.5 ปราศจากน้ำหอม กรณีมีผื่นขึ้นก็ให้ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งก็จะช่วยให้ผื่นทุเลาลงได้

การรักษาด้วยยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ และการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น รวมทั้งการออกกำลังกาย ไม่ปล่อยให้เด็กอ้วน ทานอาหารที่มีไฟเบอร์มาก ๆ ทานปลา ลดของทอดของมัน ไม่สัมผัสถูกควันธูป ควันรถ ฝุ่นละออง รวมทั้ง ควันบุหรี่มือสอง-มือสาม ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ตามลำดับ.

อ.พญ.ปองทอง ปูรานิธี
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  15 กุมภาพันธ์ 2557