โรคภูมิแพ้ในเด็ก–หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน ทุกเพศ ทุกวัย

dailynews140914_02โรคภูมิแพ้ คืออะไร

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา เยื่อบุทางเดินหายใจ หรือเยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นต้น

สารก่อภูมิแพ้ได้แก่อะไรบ้าง
สารก่อภูมิแพ้ มี 2 ประเภท ได้แก่
1.สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสุนัข ขนแมว เกสรหญ้า หรือเชื้อรา เป็นต้น
2.สารก่อภูมิแพ้ประเภทอาหาร เช่น นมวัว นมถั่วเหลือง ไข่ อาหารทะเล หรือแป้งสาลี เป็นต้น
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีอาการอย่างไรบ้าง
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีอาการตามอวัยวะที่เกิดการอักเสบจากการกระตุ้นโดยสารก่อภูมิแพ้ เช่น

  • ผิวหนัง จะทำให้เกิดโรคผื่นภูมิแพ้ ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีอาการผื่นคันเรื้อรัง บริเวณใบหน้า ข้อพับ แขนขา หรือลำตัว เป็นต้น
  • เยื่อบุจมูก จะทำให้เกิดโรคเยื่อบุจมูกอักเสบภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกเรื้อรัง ร่วมกับอาการจาม คันหรือคัดจมูก
  • เยื่อบุตา จะทำให้เกิดโรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการคัน หรือเคืองตาเรื้อรัง แสบตา หรือน้ำตาไหลบ่อย ๆ
  • เยื่อบุทางเดินหายใจ จะทำให้เกิดโรคหืด ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หอบ หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก หรือหายใจได้ยินเสียงวี้ด
  • เยื่อบุทางเดินอาหาร จะทำให้เกิดโรคแพ้อาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการอุจจาระร่วงเรื้อรัง อาเจียน น้ำหนักตัวลดร่วมกับอาการผื่นเรื้อรังและภาวะซีด

ทำไมถึงเป็นโรคภูมิแพ้
ในปัจจุบันยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ได้ แต่เชื่อว่าพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ ดังจะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้มักจะมีบิดา หรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จากสังคมชนบทสู่สังคมเมือง ทำให้มีสารมลพิษในบรรยากาศที่อาจจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น

ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรดูแลรักษาตัวเองอย่างไร
ผู้ป่วยสามารถที่จะดำเนินชีวิตได้ตามปกติไปพร้อม ๆ กับโรคเพียงแต่รู้จักปฏิบัติตนให้ถูกต้องเท่านั้น หลักสำคัญในการปฏิบัติตนมีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ
1.หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งสามารถทราบชนิดของสารก่อภูมิแพ้ ได้จากการทำการทดสอบผิวหนัง เพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ การปฏิบัติตนข้อนี้ นับว่าสำคัญมาก สามารถทำให้ผู้ป่วยลดปริมาณการใช้ยาให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อควบคุมอาการของโรค
2.การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงสามารถใช้ยาพ่นผ่านทางจมูกหรือปากได้ถูกต้องตามขั้นตอน
3.การดูแลตนเองให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้มีอาการของโรคมากขึ้น เช่น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือจากการประกอบอาหาร เป็นต้น

 

หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน

เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งมักพบหลังเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ส่วนมากเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งจะมีอาการไอ มีเสมหะขาว บางครั้งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว บางครั้งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการถูกสารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ ไอเสียรถยนต์ ฝุ่นละออง เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้มีอาการเรื้อรังได้

อาการ
มีอาการไอซึ่งจะเป็นมากตอนกลางคืน ระยะแรกจะไอแห้ง ๆ อาจมีเสียงแหบ และเจ็บหน้าอกเพราะไอมาก 4-5 วันต่อมาจะมีเสมหะเหนียวเป็นสีขาว (เชื้อไวรัส) หรือขุ่นข้นเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว (เชื้อแบคทีเรีย) ในเด็กอาจไอจนอาเจียน อาจจะมีไข้ต่ำ ๆ หรือไม่มีก็ได้ ถ้าเป็นมากจะมีอาการหอบร่วมด้วย เหนื่อย หายใจเสียงดังหวีด
สิ่งที่ตรวจพบ
ส่วนมากจะไม่พบสิ่งผิดปกติ บางคนอาจมีไข้ การใช้เครื่องฟัง ตรวจปอดอาจได้ยินเสียงหายใจกรอบแกรบ (Coarse breath sound) หรือเสียงครืดคราด (Rhonchi) คนที่มีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วย การฟังปอดอาจได้ยินเสียงหวีด (Wheezing)

อาการแทรกซ้อน
โรคนี้มักหายได้ภายใน 1-3 สัปดาห์แต่อาการไออาจเป็นอยู่นานถึง 2-3 เดือน ที่เรียกว่าไอร้อยวันและบางรายอาจเกิดภาวะแทรก ซ้อน ที่พบได้บ่อยได้แก่ ไอออกเลือด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หลอดลมโป่งพอง

การรักษา
1.แนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้มากขึ้นอย่าทำงานหนัก ควรดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เพื่อช่วยให้เสมหะออกได้ง่ายขึ้น ไม่ควรดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง อาจทำให้ไอมากขึ้น ควรงดสูบบุหรี่ อย่าอยู่ในที่ ๆ มีอากาศเสียหรือฝุ่นละอองมาก
2.ให้ยาขับเสมหะ ควรหลีกเลี่ยงยาแก้ไอชนิดกดการไอ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอน้ำเชื่อม ยาแก้แพ้หรือโคเดอีน (Codeine) เพราะอาจทำให้เสมหะอุดกั้นหลอดลมเล็ก ๆ ทำให้ปอดบางส่วนแฟบได้
3.ยาปฏิชีวนะ ถ้าเสมหะขาว (เกิดจากเชื้อไวรัสหรือการระคายเคือง) ไม่ต้องทานยา ถ้าเป็นเสมหะสีเหลืองหรือเขียว (เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย) ควรให้ยาปฏิชีวนะ
4.ถ้ามีอาการหอบหืด (ฟังเสียงปอดได้ยินเสียงหวีด) ให้ยาขยายหลอดลม
5.ถ้าไอนานเกิน 3 สัปดาห์ หรือมีไข้นานเกิน 1 สัปดาห์ หรือน้ำหนักลด ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะหาสาเหตุและรักษาตามเหตุ

ข้อแนะนำ
โรคนี้มักเป็นหลังจากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ และอาจไออยู่นาน 2-3 สัปดาห์ โดยที่สุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี แต่ถ้าพบว่ามีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือมีไข้เรื้อรัง อาจเป็นจากสาเหตุอื่น เช่น วัณโรค หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล

ข้อมูลจาก ศูนย์ภูมิแพ้ (Allergy Center) แผนกกุมารเวช / คลินิกโรคระบบทางเดินหายใจและโรคปอด โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 14 กันยายน 2557

Advertisements

ภูมิแพ้ในเด็ก

dailynews140215_001 ในสภาวะมลพิษต่าง ๆ ในปัจจุบัน อาจมีสารเคมีหรือสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ หลากหลายชนิดปะปนเข้ามาอยู่ในร่างกายหรืออยู่ตามผิวหนังตามร่างกายของเราได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ที่มิอาจป้องกันตนเองจากสิ่งเหล่านี้ได้ดี จนอาจนำมาซึ่ง “โรคภูมิแพ้ในเด็ก” ได้

อุบัติการณ์ความชุกของโรคภูมิแพ้ในเด็กพบได้มากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้หอบหืด ภูมิแพ้จมูกอักเสบ และภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งโรคภูมิแพ้มีความชุกในผู้ป่วยเด็กเพิ่มมากขึ้นกว่า 4 เท่า ในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมาและพบเด็กที่เป็นภูมิแพ้หอบหืดได้ราว 15% ของเด็กในกรุงเทพ มหานคร ส่วนโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบก็มีความชุกราว 40% และโรคภูมิแพ้ที่ผิวหนังอักเสบจะพบมากขึ้นราว 15%

โรคภูมิแพ้เป็นอาการที่ร่างกายมีการตอบสนองทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่ระบบต่าง ๆ เช่น ที่ระบบทางเดินหายใจ ที่หลอดลม หรือที่ผิวหนัง โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ใน 2 กลุ่ม ได้แก่

1) กลุ่มพันธุกรรม  ซึ่งในเด็กที่มีพ่อหรือแม่เป็นภูมิแพ้ เด็กจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคภูมิแพ้ได้ 30% แต่หากพ่อแม่เป็นภูมิแพ้ทั้งคู่ โอกาสที่เด็กจะเป็นภูมิแพ้จะเกิดขึ้นได้ราว 40-80%

2) กลุ่มสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษที่กระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้แก่ ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ แม้แต่การสูบบุหรี่ในคุณแม่ตั้งครรภ์ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เช่นเดียวกัน ในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด หรือคลอดแล้วตัวเล็กมีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการหอบหืดได้

 

ระดับความรุนแรงของแต่ละอาการ

หากเป็นเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ จะมีอาการคันจมูก โดยเฉพาะในช่วงเช้าจะคัน จาม น้ำมูกไหล คัดแน่นจมูก บางรายเป็นมากก็จะหายใจเสียงดัง และมีอาการกรนได้ เด็กจะมีความรู้สึกรำคาญต่อการใช้ชีวิตประจำวันเมื่อเป็นมาก ๆ มีอาการมากกว่า 4 วันต่อสัปดาห์ และหากเป็นต่อเนื่องมากกว่า 1 เดือนจะถือว่ามีภาวะรุนแรง มักพบอาการเหล่านี้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบ พ่อแม่จึงควรสังเกตอาการว่ามีน้ำมูกในตอนเช้า ดีขึ้นเมื่อตอนบ่าย ทั้งที่ไม่ได้มีไข้หรือเป็นหวัด หรือลองสังเกตการสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น เช่น เมื่อเด็กเล่นกับสัตว์แล้วมีอาการแพ้ขนรังแคสัตว์จำพวกสุนัข หรือแมว ซึ่งในเด็กบางคนอาจมีปัจจัยเสี่ยงอยู่เดิมแล้ว เมื่อสัมผัสถูกปัจจัยกระตุ้นเข้าไปก็อาจเกิดเป็นภูมิแพ้ขึ้นได้

ส่วนโรคภูมิแพ้หอบหืด เด็กจะหายใจเร็ว หายใจแรง แน่นหน้าอก หอบ เหนื่อยง่าย รู้สึกหอบเวลาออกกำลังกาย ไอเป็นชุด เหนื่อยเร็วกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน และอาจมีอาการอกบุ๋มได้ โดยอาการหอบหืดจะเกิดขึ้นที่หลอดลมมีการอุดกั้น หดเกร็ง  มีเสียงหายใจวี้ด ๆ ฮื้ด ๆ ในอก และมักพบว่าในเด็กที่เป็นหอบหืดจะมีอาการเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบร่วมด้วยได้ ซึ่งสิ่งกระตุ้นที่ก่อให้เกิดอาการหอบหืดได้มาก เช่น สารก่อภูมิแพ้จำพวกไรฝุ่น แมลงสาบ (ทั้งตัวแมลงสาบและอุจจาระ) ขนสัตว์ รังแคสัตว์ เกสรดอกไม้ สปอร์เชื้อรา ควันบุหรี่ ควันเผาไหม้ ไนตริกออกไซด์ สารเคมีต่าง ๆ และการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ

สำหรับโรคภูมิแพ้ผิวหนัง มักเกิดอาการคันได้มากในเวลากลางคืน มีผื่นขึ้นตามแขน ขา อาการจะเป็น ๆ หาย ๆ รวมทั้งอาจมีอาการทั้งเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบและหอบหืดร่วมด้วยได้ เด็กจะมีอาการคัน มีผื่นเป็นขุย เป็นสะเก็ด มีอาการผิวแห้งร่วมด้วย ส่วนในเด็กโตจะมีอาการที่ข้อพับแขน ขับพับขาหลังเข่า หากเป็นผื่นผิวหนังรุนแรง จะสามารถเป็นได้ทั้งตัว โดยมีสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ เช่น นม ถั่วเหลือง ไข่ ไรฝุ่น แมลงสาบ หรืออากาศร้อน สารระคายเคือง และการติดเชื้อ ซึ่งโดยปกติแล้วผิวหนังของเด็กที่เป็นภูมิแพ้นั้น จะขาดสารรักษาความชุ่มชื้น ขาดน้ำง่าย ทำให้ผิวแห้ง เกิดการอักเสบได้ง่าย และไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าเด็กทั่วไป

มีวิธีการตรวจคัดกรองอย่างไรว่าเป็นภูมิแพ้ในเด็ก

การวินิจฉัยจะอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก เช่น ถ้าเป็นเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ ก็จะเป็นการตรวจที่จมูก อาการหอบหืดจะตรวจที่ปอด ตรวจดูว่าสมรรถภาพของปอดเป็นอย่างไร หากเป็นที่ผิวหนังก็จะดูลักษณะอาการและผื่นที่แสดง รวมทั้งซักประวัติว่าพบเจอสิ่งใดที่มากระตุ้น ส่วนการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสาเหตุสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้น เป็นการตรวจอิมมูโนโกลบูลิน อี (Specific IgE) ซึ่งจะทำการตรวจระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นสารก่อภูมิแพ้เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา อาหาร นอกจากนี้ยังมีการตรวจวินิจฉัยที่ผิวหนังโดยการสะกิดด้วยน้ำยา ใช้เข็มหรือไม้พลาสติกปลายแหลม ซึ่งจุดใดที่แพ้จะมีอาการบวมแดงขึ้นมา น้ำยาที่ใช้ตรวจวินิจฉัยนี้ได้แก่ น้ำยาสกัดจากโปรตีนของสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ นม และไข่ เป็นต้น

 

วิธีการรักษาโรคภูมิแพ้ในเด็ก

หากเป็นโรคเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ จะมียาใช้ในการรักษา ทั้งยากินที่เป็นยาต้านฮีสตามีน การล้างจมูก ยาพ่นจมูก และจะพยายามให้หลีกเลี่ยงสารที่มากระตุ้นด้วยเสมอ

ส่วนการรักษาโรคหอบหืด ยาที่ใช้จะเป็นกลุ่มยาสูดที่ควบคุมไม่ให้มีการอักเสบของหลอดลม โดยห้ามหยุดยาเองเมื่อไม่มีอาการแล้ว  และยาสูดกลุ่มขยายหยอดลมที่ใช้เมื่อมีอาการหรือภาวะฉุกเฉิน

การรักษาโรคผื่นผิวหนัง ควรหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น ความเครียด และให้มอยส์เจอไรเซอร์แก่เด็ก เพราะจะมีผิวแห้งเกิดขึ้น ใช้สบู่อ่อน มีค่า PH 5.5 ปราศจากน้ำหอม กรณีมีผื่นขึ้นก็ให้ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งก็จะช่วยให้ผื่นทุเลาลงได้

การรักษาด้วยยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ และการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น รวมทั้งการออกกำลังกาย ไม่ปล่อยให้เด็กอ้วน ทานอาหารที่มีไฟเบอร์มาก ๆ ทานปลา ลดของทอดของมัน ไม่สัมผัสถูกควันธูป ควันรถ ฝุ่นละออง รวมทั้ง ควันบุหรี่มือสอง-มือสาม ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ตามลำดับ.

อ.พญ.ปองทอง ปูรานิธี
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  15 กุมภาพันธ์ 2557