‘ไลโคปีน’ ในมะเขือเทศ ช่วยสร้างเกราะป้องกันร่างกายเสื่อม

dailynews140824_01การใช้ชีวิตที่เร่งรีบในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรีบในการดำเนินชีวิต การบริโภคอย่างเร่งรีบ การใช้ชีวิตภายใต้ภาวะความกดดันจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดความเครียดในรูปแบบต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวทำลายสุขภาพและผิวพรรณ ทำให้เกิดความเสื่อมของวัยที่เร็วยิ่งขึ้น แต่ในธรรมชาติยังมีสาร ’ไลโคปีน“ ที่ช่วยลดความเสียหายและเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายได้!!

จากการศึกษาวิจัยไลโคปีนที่มีในผักและผลไม้สีแดง หนึ่งในนักวิจัยที่ศึกษาในเรื่องนี้ ดร.โคอิจิ ไอซาวา ผู้จัดการส่วนงานวิจัยและพัฒนา บริษัท คาโกเมะ จำกัด เล่าว่า มะเขือเทศในแต่ละสายพันธุ์มีความน่าสนใจแตกต่างกันไป มีทั้ง มะเขือเทศสีดำ มะเขือเทศขนาดจิ๋วเท่านิ้วก้อย มะเขือเทศที่อร่อยกว่าเชอรี่ คือ จะมีรสชาติหวาน หรือจะเป็นมะเขือเทศที่มีรูปร่างยาวและขนาดใหญ่ ก็มี

โดยได้ศึกษาค้นคว้า พัฒนาและวิจัยมะเขือเทศกว่า 7,500 สายพันธุ์ จากกว่า 10,000 สายพันธุ์จากทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค้นพบสารอาหารสีแดงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบมากในมะเขือเทศ แตงโม และพิงค์เกรปฟรุต หรือผลไม้ที่ให้สารสีแดง สีส้ม และเหลือง ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา โดยทําหน้าที่ช่วยปกป้องการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายจากการทําร้ายของอนุมูลอิสระ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เติมน้ำและความชุ่มชื้นเสมือนเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของผิวพรรณได้ ส่งผลให้ผิวพรรณเนียนนุ่มขึ้น ช่วยสร้างความสดใสให้กับผิวพรรณแบบธรรมชาติ โดยช่วยเสริมให้สุขภาพโดยรวมดูดีจากภายในสู่ภายนอก

“อนุมูลอิสระในร่างกายเกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ การเผชิญแสงแดดรังสีอัลตราไวโอเลต และมลพิษ การทำงาน ความเครียด ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เช่น การปาร์ตี้สังสรรค์ สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลายความตึงเครียด การนอนดึกและการพักผ่อนไม่เพียงพอ

รวมทั้งการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระภัยร้ายทำลายเซลล์ในร่างกายและผิวพรรณ ทำลายคอลลาเจนผิว ส่งผลทำให้เกิดริ้วรอย ความเหี่ยวย่น และความหมองคล้ำ ไปจนถึงโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง ได้ ซึ่งโดยปกติร่างกายของเราจะมีกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่ถ้าหากมีปริมาณอนุมูลอิสระมากเกินกว่าที่ร่างกายสามารถกำจัดได้ ร่างกายก็จะอยู่ในสภาวะร่างกายเสื่อมโทรม หรือที่เรียกว่า สภาวะแก่ก่อนวัย”

ไลโคปีนยังเป็นสารช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะ คือ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอด ได้อีกด้วย จากสถิติมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ของผู้เป็นป่วยเป็นมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหาร และกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากการสูบบุหรี่

โรคมะเร็งที่ติดอันดับต้น ๆ ของผู้หญิงอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ก็คือ มะเร็งปากมดลูกและรังไข่ และสําหรับผู้ชายอายุระหว่าง 40-75 ปี มักอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก จากการศึกษาทางคลินิกในวารสารวิจัยมะเร็งปีพ.ศ. 2542 พบว่า ผู้ชายร้อยละ 83 มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เมื่อได้รับสารไลโคปีนในเลือดสูงถึง 0.40 ไมโครกรัมต่อลิตร หรือเปรียบเทียบเท่ากับการรับประทานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะเขือเทศ อย่าง สปาเกตตีซอสมะเขือเทศ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

ยังมีงานวิจัยจากสาขาวิชาสารอาหารและระบาดวิทยา ภาควิชาสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า ไลโคปีนมีประสิทธิภาพในการระงับอนุมูลอิสระที่จะทําลายผนังเยื่อหุ้มเซลส์ ซึ่งเป็นสาเหตุนําไปสู่โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด พร้อมกันนี้ นักวิจัยชาวฟินแลนด์ ได้รายงานผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านประสาทวิทยาแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างระดับไลโคปีนในเลือด นําไปสู่การป้องกันเส้นเลือดอุดตันในสมอง โดยหลังจากการติดตามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายวัยกลางคน จํานวน 1,000 คน เป็นเวลา 12 ปี พบว่า ชายที่มีระดับไลโคปีนในเลือดสูง มีส่วนสําคัญในการช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดทุกประเภท และป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตันและลิ่มเลือดอุดตันได้มากถึง 59 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ยังพบว่า สารไลโคปีนมีความสำคัญกับผู้หญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์อีกด้วย โดยออกซิเจนนับเป็นก๊าซธรรมชาติที่มีผลต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่วันแรกที่ทารกลืมตาดูโลก ซึ่งในบางครั้งการได้รับปริมาณออกซิเจนมากเกินไปอาจส่งผลร้ายต่อระบบร่างกายเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะภัยในวัยทารกที่ได้รับออกซิเจนมากเกินไปจนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดอนุมูลอิสระในชั่ววินาทีแรกของลมหายใจหรือที่เรียกว่า ภาวะเครียดออกซิเดชั่น

’เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารก ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ โดยจะต้องรับประทานมะเขือเทศเพื่อเพิ่มปริมาณสารไลโคปีน โดยสารดังกล่าวสามารถส่งต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ผ่านทางสายสะดือ และในน้ำนมแม่หลังจากที่ทารกลืมตาดูโลกแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้คุณแม่และลูกในครรภ์มีสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดการเกิดภาวะเครียดออกซิเดชั่นที่จะเกิดขึ้นกับทารก ในส่วนของเด็ก หากได้รับสารไลโคปีนโดยการบริโภคน้ำมะเขือเทศเป็นประจำ จะทำให้เด็กมีภูมิต้านทานมากขึ้น กล่าวคือ จะเกิดอาการของภูมิแพ้ได้ยากขึ้น“

สำหรับคนปกติโดยเฉพาะคนวัยทำงานที่นิยมรับประทานอาหารติดหวาน รวมไปถึงการบริโภคน้ำอัดลมที่เต็มไปด้วยน้ำตาล ที่จะนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้ โดยประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคเบาหวานสูงถึง 6.9 เปอร์เซ็นต์ จากการวิจัยพบว่า การรับประทานมะเขือเทศที่มีไลโคปีน ช่วยในการควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือป้องกันภาวะความไวต่ออินซูลิน นอกจากนี้ มะเขือเทศยังมีกรดซิตริก ที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของออกซิเจนที่เปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลอีกด้วย

จากการศึกษาและวิจัยพบว่า ไลโคปีนยังมีผลต่อร่างกาย โดยเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นร่างกายก็ยิ่งสะสมสารอนุมูลอิสระที่ทำร้ายเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ประสาทที่หน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้จดจำ ทำให้คนชราบางคนเกิดอาการหลงลืมหรือสับสนต่อเหตุการณ์ต่างๆ หากคนในวัยชรารับประทานไลโคปีนเป็นประจำก็จะช่วยยับยั้งการทำลายเซลล์ของสารอนุมูลอิสระและผลักออกจากร่างกายในเวลาต่อมา

ดร.โคอิจิ กล่าวต่อว่า สารไลโคปีนในมะเขือเทศจะพบมากในมะเขือเทศที่ผ่านความร้อนเพราะจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลงทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่ามะเขือเทศสด เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ซึ่งจะพบว่า มีไลโคปีนมากเป็น 2-3 เท่าของมะเขือเทศสด อีกทั้งความร้อนและกระบวนการต่าง ๆ ในการผลิตผลิตภัณฑ์มะเขือเทศยังทำให้ไลโคปีนเปลี่ยนรูปแบบจากไลโคปีนชนิดออลทรานส์เป็นชนิดซิสซึ่งเป็นชนิดที่ละลายได้ดีขึ้น

ร่างกายของคนเราควรได้รับปริมาณไลโคปีนอย่างน้อย 20-30 มิลลิกรัมต่อวัน แต่จากการวิจัยพบว่า มะเขือเทศที่ปลูกในประเทศไทยจะมีความแตกต่างจากมะเขือเทศที่ปลูกในญี่ปุ่นตรงที่ว่ามะเขือเทศญี่ปุ่น 1 ลูกให้สารไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศที่ปลูกในประเทศไทย เมื่อเป็นเช่นนี้ คนไทยจึงจะต้องบริโภคมะเขือเทศสดประมาณ 5-6 ลูกต่อวัน เป็นประจำทุกวัน โดยจะบริโภคในช่วงใดของวันก็ได้ แต่หากใน 1 วัน บริโภคมากกว่า 20-30 มิลลิกรัมก็ไม่เป็นอะไร เนื่องจากสารไลโคปีนเป็นสารปลอดภัย และยังไม่มีรายงานใดระบุว่าได้รับสารไลโคปีนเข้าไปในร่างกายปริมาณมากแล้วเกิดผลเสียต่อร่างกาย.

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา : เดลินิวส์ 24 สิงหาคม 2557

พบวิธีรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้เกลี้ยงใช้วิธีซ่อนไส้ศึกเข้าไปแบบ”ม้าเมืองทรอย”

A hollow Trojan horse filled with soldiers was supposedly used to enter Troy

A hollow Trojan horse filled with soldiers was supposedly used to enter Troy

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ของอังกฤษ อ้างว่าพบวิธีรักษาโรคมะเร็ง ด้วยวิธีส่งไส้ศึกจากภายนอก เข้าไปกวาดล้างมะเร็งของต่อมลูกหมากของหนูออกได้หมดเกลี้ยง

นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีส่งไวรัสเพชฌฆาตเข้าไปในระบบภูมิคุ้มโรค ดอดเข้าไปโจมตีเนื้อร้าย โดยใช้เซลล์โลหิตขาวเหมือนกับม้าเมืองทรอย ลอบส่งกำลังเข้าไปทำลายมะเร็ง

ศาสตราจารย์แคลร์ ลูอิส หัวหน้านักวิจัย แจ้งว่า ปกติหลังจากการรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัด ซึ่งพลอยทำให้เนื้อเยื่ออื่นได้รับความเสียหายไปด้วย จะก่อให้เกิดเซลล์ของเม็ดโลหิตขาวทะลักออกมาท่วมท้นบริเวณนั้นเป็นอันมาก เพื่อช่วยซ่อมแซมความเสียหาย “เราจึงได้ฉวยโอกาสนี้หาทางส่งไวรัสทำลายเนื้อร้าย แอบเข้าไปกลางใจเนื้อร้ายเลย”

ในการศึกษานี้ ได้พบว่าหนูทดลองซึ่งได้รับการฉีดเซลล์โลหิตขาว หลังจากที่ได้รับเคมีบำบัดไปแล้ว 2 วัน เซลล์โลหิตขาวจะระเบิดออกหลังจากนั้น 12 ชม. โดยเซลล์แต่ละตัวจะยิงไวรัสออกมา 10,000 ตัว เข้าไปสังหารเซลล์มะเร็ง เมื่อตรวจหนูพวกนั้นอีก 40 วันต่อมา ไม่พบร่องรอยของเนื้อร้ายเหลือเลย.

ที่มา: ไทยรัฐ  26 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Trojan-horse therapy ‘completely eliminates’ cancer in mice

21 December 2012
By James GallagherHealth and science reporter, BBC News

An experimental “Trojan-horse” cancer therapy has completely eliminated prostate cancer in experiments on mice, according to UK researchers.

The team hid cancer killing viruses inside the immune system in order to sneak them into a tumour.

Once inside, a study in the journal Cancer Research showed, tens of thousands of viruses were released to kill the cancerous cells.

Experts labelled the study “exciting,” but human tests are still needed.

Using viruses to destroy rapidly growing tumours is an emerging field in cancer therapy, however one of the challenges is getting the viruses deep inside the tumour where they can do the damage.

“There’s a problem with getting enough virus into the tumour,” Prof Claire Lewis from the University of Sheffield told the BBC.


Harnessing the body’s own immune system to deliver a deadly virus to tumours is an exciting approach.”

Dr Emma SmithCancer Research UK

She leads a team which uses white blood cells as ‘Trojan horses’ to deliver the viral punch.

‘Surfing’

After chemotherapy or radiotherapy is used to treat cancer, there is damage to the tissue. This causes a surge in white blood cells, which swamp the area to help repair the damage.

“We’re surfing that wave to get as many white blood cells to deliver tumour-busting viruses into the heart of a tumour,” said Prof Lewis.

Her team takes blood samples and extract macrophages, a part of the immune system which normally attacks foreign invaders. These are mixed with a virus which, just like HIV, avoids being attacked and instead becomes a passenger in the white blood cell.

In the study, the mice were injected with the white blood cells two days after a course of chemotherapy ended.

At this stage each white blood cell contained just a couple of viruses. However, once the macrophages enter the tumour the virus can replicate. After about 12 hours the white blood cells burst and eject up to 10,000 viruses each – which go on to infect, and kill, the cancerous cells.

Gone

At the end of the 40-day study, all the mice who were given the Trojan treatment were still alive and had no signs of tumours.

By comparison, mice given other treatments died and their cancer had spread.

Prof Lewis said: “It completely eradicates the tumour and stops it growing back.”

She said it was a “ground-breaking” concept, but cautioned that many remarkable advances in treating mice failed to have any effect in people.

She hopes to begin human trials next year.

Dr Emma Smith, from Cancer Research UK, said: “Harnessing the body’s own immune system to deliver a deadly virus to tumours is an exciting approach that many scientists are pursuing.

“This study shows it has the potential to make chemotherapy and radiotherapy more effective weapons against cancer.

She said the research was still at an early stage and tests to show it is safe and effective in humans are still needed.

Dr Kate Holmes, head of research at Prostate Cancer UK, said: “It demonstrates that this innovative method of delivering a tumour-killing virus direct to the cancer site is successful at reducing the development of advanced prostate tumours in mice which have been treated with chemotherapy and radiotherapy.

“If this treatment goes on to be successful in human trials, it could mark substantial progress in finding better treatments for men with prostate cancer which has spread to the bone.”

SOURCE : bbc.co.uk

 

วิตามินเอทำเซลล์มะเร็งอ่อนแอ

ในอนาคตหนทางการรักษาโรคมะเร็งคาดว่าจะสดใสขึ้นเรื่อยๆ เหตุจากมีการค้นคว้าวิจัยเพื่อเอาชนะโรคร้ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์คแห่งอังกฤษ พบประโยชน์ของวิตามินเอ สามารถสู้รบกับเซลล์มะเร็งได้

ศาสตราจารย์นอร์แมน เมตแลนด์ หนึ่งในทีมวิจัยเล่าว่า ความเชื่อมโยงดังกล่าวถูกพบจากกรณีศึกษาในผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยผู้ป่วยที่มีระดับวิตามินเอเพียงพอจะส่งผลให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอ เมื่อเข้ารับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดก็จะให้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ที่เป็นเช่นนั้น ศาสตราจารย์นอร์แมน ระบุว่า ในอนุพันธ์วิตามินเอมีกรดชนิดหนึ่ง ชื่อ เรทิโนอิก มีผลทำให้เซลล์มะเร็งเกิดการเปลี่ยนแปลง ทีมวิจัยจึงมีข้อสรุปว่า ก่อนทำเคมีบำบัด หากผู้ป่วยมีระดับวิตามินเอต่ำ เซลล์มะเร็งก็จะเหลือรอดหลังทำการรักษา แต่ในทางตรงกันข้าม หากผู้ป่วยมีระดับวิตามินเอมากพอ การทำเคมีบำบัดก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังมีข้อเสนอไปยังแพทย์ว่า แม้โดยปกติแพทย์จะใช้วิตามินเอกำจัดเซลล์มะเร็ง ทว่าทีมวิจัยเห็นควรให้ใช้วิตามินเอในด้านการปรับเปลี่ยนเซลล์มะเร็งจากวิธีที่กล่าวในงานวิจัยประเด็นนี้

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์นอร์แมน ยืนยันว่า การค้นพบประสิทธิภาพของวิตามินเอที่ทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอนี้ เป็นเรื่องที่ศึกษากันในระดับเซลล์ ซึ่งมิได้มีผลเชื่อมโยงว่าการบริโภควิตามินเอแล้วจะลดความเสี่ยงป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่แต่อย่างใด

ที่อังกฤษแต่ละปีแพทย์จะพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากราว 41,000 ราย โดยร้อยละ 80 จากจำนวนดังกล่าวสามารถมีชีวิตอยู่รอดไปได้ราวห้าปี ขณะที่ตัวเลขของผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ก็มีสูงถึง 10,000 รายต่อปี ฉะนั้นผลวิจัยเรื่องนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากบ้าง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 17 กันยายน 2555

รักษามะเร็งต่อมลูกหมากด้วยลำแข้ง เดินให้ไว เบรกโรคจนหยุดเอาไว้ได้

วารสารวิชาการ “งานวิจัยโรคมะเร็ง” ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ได้ยุให้ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งของต่อมลูกหมากที่เพิ่งเป็นต่อสู้กับโรคด้วยการเดินเร็วๆ ไม่ใช่เดินแบบธรรมดา อาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 ชม. จะชะลออัตราการเติบโตของโรคลงได้ตั้งครึ่ง ทั้งยังจะต้านโรคไม่ให้ลุกลามออกไปได้นานถึง 2 ปี

นักวิจัยได้สังเกตพบจากคนไข้ชาย ส่วนใหญ่ วัย 60 ปี 1,455 คน ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยโรคว่า เป็นมะเร็งของต่อมลูกหมากคงที่ หมายความว่า ยังไม่ลุกลามออกไป พวกเขาได้ซักถามถึงการออกกำลังของแต่ละคน และชนิดใดในแต่ละสัปดาห์

ระหว่างที่ติดตามดูอาการอยู่นานเป็นเวลา 31 เดือน นักวิจัยได้บันทึกได้ว่า มีผู้ป่วยรายที่มีอาการกลับมาอีก และที่เกิดเป็นมะเร็งกระดูกจนเสียชีวิตลง รวมทั้งหมด 117 กรณี แต่กับพวกคนไข้ที่ออกกำลังด้วยการเดินเร็ว อาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 ชม. มีอยู่เพียงไม่กี่คน

หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า “ดูเหมือนว่า คนไข้ที่ได้เดินเร็ว อาจจะไปต้านหรือถ่วงการดำเนินของโรคไว้ได้” ประโยชน์ของมันอยู่ตรง เดินไวขึ้นเท่าไหร่ หากเดินเนิบๆ ธรรมดาดูเหมือนจะไม่ได้อะไร.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 21 มิถุนายน 2555

.

Related link:

Brisk walking may help men with prostate cancer

Email this article
Date: 2011-05-24
Contact: Jason Socrates Bardi
Phone: (415) 502-NEWS (6397)
Email: jason.bardi@ucsf.edu

SAN FRANCISCO — A study of 1,455 U.S. men diagnosed with early-stage prostate cancer has found a link between brisk walking and lowered risk of prostate cancer progression, according to scientists at the University of California, San Francisco and the Harvard School of Public Health.

The scientists found that men who walked briskly — at least three miles per hour — for at least three hours per week after diagnosis were nearly 60 percent less likely to develop biochemical markers of cancer recurrence or need a second round of treatment for prostate cancer.

“The important point was the intensity of the activity — the walking had to be brisk for men to experience a benefit,” said Erin Richman, ScD, a postdoctoral fellow at UCSF who is the first author on the study, published today in the journal Cancer Research. “Our results provide men with prostate cancer something they can do to improve their prognosis.”

An earlier study, published earlier this year by UCSF’s June Chan, ScD, and collaborators at the Harvard School of Public Health, showed that physical activity after diagnosis could reduce disease-related mortality in a distinct population of men with prostate cancer. The new study complements this finding, as it was the first to focus on the effect of physical activity after diagnosis on early indications of disease progression, such as a rise in prostate-specific antigen (PSA) blood levels.

“Our work suggests that vigorous physical activity or brisk walking can have a benefit at the earlier stages of the disease,” said Chan, the Steven and Christine Burd-Safeway Distinguished Professor at UCSF and senior author of both studies.

After skin cancer, prostate cancer is the most commonly diagnosed type of cancer among men in the United States, and more than 217,000 U.S. men are diagnosed with the disease every year according to the National Cancer Institute. Last year alone 32,050 men died from the disease.

Vigorous exercise and brisk walking consistently have been shown to have significant benefits on cardiovascular health, diabetes and many other diseases. Previous studies also have shown the benefit of regular physical activity for disease outcomes in breast and colon cancer, but this is one of the first studies to demonstrate such a benefit for men with prostate cancer.

The participants in this study were selected were a subset of a larger group of 14,000 men with prostate cancer who are enrolled in a long-term, nationwide prostate cancer registry study known as the Cancer of the Prostate Strategic Urologic Research Endeavor (CaPSURE), led by Dr. Peter Carroll, MPH, who is the chair of the Urology Department at UCSF and an author of the study.

A particular strength of this study is the focus on early recurrence of prostate cancer, which occurs before men may experience painful symptoms of prostate cancer metastases, a frequent cause for men to decrease their usual physical activity. Additionally, the researchers reported that the benefit of physical activity was independent of the participants’ age at diagnosis, type of treatment and clinical features of their disease at diagnosis.

Asked whether she would recommend walking for all men who are diagnosed with prostate cancer, Dr. Chan said yes — but emphasized that the walking must be brisk.

“Our results suggest that it is important to engage in exercise that gets your heart rate up a little bit,” she advised.

The article, “Physical activity after diagnosis and risk of prostate cancer progression: data from the Cancer of the Prostate Strategic Urologic Research Endeavor” is authored by Erin L. Richman, Stacey A. Kenfield, Meir J. Stampfer, Alan Paciorek, Peter R. Carroll and June M. Chan.

This work was funded by the Department of Defense, the Prostate Cancer Foundation, Abbott Labs and through a National Institutes of Health training grant.

UCSF is a leading university dedicated to promoting health worldwide through advanced biomedical research, graduate-level education in the life sciences and health professions, and excellence in patient care. Follow UCSF on Twitter.

Data from: universityofcalifornia.edu

.

24 May 2011 Last updated at 16:07 GMT

Brisk walks fight prostate cancer

By Michelle RobertsHealth reporter, BBC News

Men who have been recently diagnosed with prostate cancer can help keep their disease at bay by taking brisk walks, claim researchers.

Based on their observations, men who power walk for at least three hours a week can halve how much their cancer will grow and spread over the next couple of years.

Strolling does not have the same effect, Cancer Research journal warns.

Experts say it shows that keeping active can improve health.

But they say the findings should be interpreted with caution because the men who did more walking also tended to be younger, leaner, and non-smokers, which could also explain some of the differences seen.

Leg work

The University of California San Francisco study looked at the outcomes of 1,455 men, mostly in their 60s, who were diagnosed with “localised” prostate cancer, meaning it had not yet started to spread.

Continue reading the main story

“Start Quote

Walking is something everyone can and should do to improve their health”

Lead researcher Erin Richman

The men were asked to say how much exercise and of what type they took in the average week.

During the 31 months of follow up, the US researchers recorded 117 events, including disease recurrence, bone tumours and deaths specifically caused by prostate cancer.

And they found that men who walked briskly for at least three hours a week were far less likely to have one of these events.

The brisk walkers had a 57% rate of progression of disease than men who walked at an easy pace for less than three hours a week.

Lead researcher Erin Richman said: “It appears that men who walk briskly after their diagnosis may delay or even prevent progression of their disease.

“The benefit from walking truly depended on how quickly you walked. Walking at an easy pace did not seem to have any benefit.

“Walking is something everyone can and should do to improve their health.”

The scientists believe power walking might affect prostate cancer progression by changing blood levels of certain proteins that have been shown in the lab to encourage cancer growth.

Dr Helen Rippon, head of research management at The Prostate Cancer Charity, said: “Although this research will need to be repeated to make sure the results can be applied to all men with prostate cancer, we would certainly advise men diagnosed with prostate cancer to ensure that their lifestyle includes a good amount of physical activity – and walking is often the easiest way of achieving this.”

Liz Woolf of Cancer Research UK said: “We know there are many benefits to exercise and that it can help people to recover more quickly after cancer treatment but it’s difficult to set specific levels of exercise as everyone’s needs and abilities are different.

“Just to be safe, it is important that people with cancer check with their doctor before taking up any new form of exercise.”

 

Data from: bbc.co.uk

 

ผู้ชายผู้ติดชาหนักดื่มตลอดทั้งวัน มีหวังเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ของอังกฤษศึกษาพบว่า ผู้ชายผู้ที่ดื่มชามากๆ อาจจะทำให้เป็นโรคมะเร็งของต่อมลูกหมากได้นักวิจัยได้ศึกษาโดยการคอยติดตามสุขภาพ ของกลุ่มอาสาสมัครชาย อายุไม่ต่ำกว่า 37 ปี จำนวน 6,000 คน พบว่า ผู้ที่ติดการดื่มชาอย่างหนัก ซดวันละไม่ต่ำกว่า 7 ถ้วย มีหวังจะเป็นโรคมะเร็งของต่อมลูกหมากยิ่งกว่าผู้ที่ดื่มปานกลางไม่เกิน 4 ถ้วย และผู้ที่ไม่ชอบดื่มถึงร้อยละ 50

วารสารวิชาการ “โภชนาการและโรคมะเร็ง” รายงานผลการศึกษาเรื่องนี้ แจ้งว่า ดร.คาชิฟ  ชาฟิกว์  หัวหน้าสถาบันสาธารณสุขและสวัสดิการ มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ผู้เป็นหัวหน้านักวิจัย กล่าวบอกว่า เราก็ยังไม่รู้ว่าตัวชาเองเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรง หรือเป็นเพราะว่า การดื่มชาช่วยให้สุขภาพดีขึ้น จนอยู่มาได้จนแก่ ซึ่งเป็นวัยที่มักจะเป็นโรคนี้กันมาก ธรรมดาผู้ที่ดื่มชามาก จะไม่ค่อยอ้วน ไม่กินเหล้ามาก และไม่ค่อยจะมีไขมันในเลือดสูง.

ที่มา: ไทยรัฐ 22 มิถุนายน 2555

.

Related link:

Seven cups of tea a day ‘raises risk of prostate cancer by 50%’

  • Researchers tracked 6,000 men over 37 years
  • Previous research suggested tea-drinking had health benefits
  • Study found that subjects who drank most tea were often teetotal
  • Britons consume an estimated 165million cups of tea a day

By JENNY HOPE
PUBLISHED: 23:48 GMT, 18 June 2012 | UPDATED: 00:44 GMT, 19 June 2012

Men who drink lots of tea are far more likely to develop prostate cancer, researchers have warned.

They found that those who drank seven or more cups a day had a 50 per cent higher risk of contracting the disease than men who had three or fewer.

The warning comes after scientists at the University of Glasgow tracked the health of more than 6,000 men for four decades.

Their findings run counter to previous research, which had suggested that tea-drinking lowers the risk of cancer, as well as heart disease, diabetes and Parkinson’s disease.

The study, led by Dr Kashif Shafique, began in 1970.

Participants aged between 21 and 75 were asked to complete a questionnaire about their usual consumption of tea, coffee and alcohol as well as their smoking habits and general health, and had to attend a screening examination.

Just under a quarter of the 6,016 men were heavy tea drinkers, consuming seven or more cups a day. Of these, 6.4 per cent developed prostate cancer over the next  37 years.

 

Researchers found that the subjects who drank the most tea were often teetotal and led healthy lifestyles.

As a result, they may have been at a lower risk of death from ‘competing causes’, effectively giving them more time to develop prostate cancer, the journal Nutrition and Cancer reports.

Dr Shafique said: ‘Most previous research has shown either no relationship with prostate cancer for black tea, or some preventive effect of green tea.

‘We don’t know whether tea itself is a risk factor or if tea-drinkers are generally healthier and live to an older age, when prostate cancer is more common anyway.’

He added that those drinking the most tea were less likely to be overweight or drink alcohol, and more likely to have healthy cholesterol levels.

‘However, we did adjust for these differences in our analysis and still found that men who drank the most tea were at greater risk of prostate cancer,’ he said.

Dr Shafique did stress, however, that his team was ‘unaware of any constituent of black tea that may be responsible for carcinogenic activity in prostate cells’.

Previous research has found health benefits from flavonoids – antioxidant compounds in tea that are thought to control inflammation, reduce excess blood clotting and limit narrowing of the arteries.

Of seven previous studies on black tea and prostate cancer, four found a potentially protective effect while the remainder found no effect either way.

Dr Kate Holmes, head of research at The Prostate Cancer Charity, said: ‘Whilst it does appear that those who drank seven or more cups of tea each day had an increased risk of developing prostate cancer, this did not take into consideration family history or any other dietary elements other than tea, coffee and alcohol intake.

‘It is therefore unclear as to whether there were other factors in play which may have had a greater impact on risk.’

Almost 80 per cent of Britons drink tea, consuming an estimated 165million cups each day. The British tea industry is thought to be worth more than £700million a year.

 

Dr Carrie Ruxton of the Tea Advisory Panel, an educational body funded by the industry, said just 92 men in the Glasgow study drank more than seven cups a day and went on to develop prostate cancer.

She added: ‘We’re lacking the complete picture because we don’t know what other dietary factors were involved. Other research suggests tea has a protective or neutral effect on prostate cancer, and the authors acknowledge there is no known ingredient in tea that is cancer-causing.

‘Tea-drinking may be a marker for some sort of behaviour that can raise the risk of prostate cancer, but the study does not show it is a cause.’

Prostate cancer strikes 40,000 British men each year, causing more than 10,000 deaths.

Data from: dailymail.co.uk

ฝังแร่รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ทางเลือกใหม่สำหรับท่านชาย

นพ.วิรุณ โทณะวณิก รังสีแพทย์ด้านการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการฝังแร่ ศูนย์ฝังแร่มะเร็งต่อมลูกหมาก รพ.ปิยะเวท เปิดเผยภายใต้งาน “เปิดตัวศูนย์ฝังแร่มะเร็งต่อมลูกหมาก ภัยร้ายใกล้ตัวคุณผู้ชาย” ว่า การรักษาโรคมะเร็งด้วยการฝังแร่นั้น เป็นการใช้แร่กัมมันตรังสีเพื่อบำบัดเซลล์มะเร็ง หรือเป็นการฝังแร่ที่สังเคราะห์ขึ้นด้วยไทเทเนียม ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงใดๆ โดยใช้เข็มฝังแร่ที่มีความยาวประมาณ 1-2 ฟุต ทำการฝังผ่านทางฝีเย็บ ซึ่งแร่กัมมันตรังสีเหล่านี้จะเข้าไปฆ่าเซลล์มะเร็งที่อยู่ในต่อมลูกหมากโดยตรง จึงไม่ทำลายอวัยวะข้างเคียงอื่นๆ ทำให้การรักษาได้ผลดี หรือทำให้อาการของโรคหายขาดได้มากกว่าการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในรูปแบบอื่นๆ

ขั้นตอนของการรักษานั้นจะเริ่มจากการอัลตร้าซาวด์ผ่านทวารหนักก่อน เพื่อตรวจวัดปริมาณของต่อมลูกหมาก ก่อนจะนำภาพที่ได้ไปคำนวณหาพิกัดในการฝังแร่ที่ใช้ ซึ่งการฝังแร่นั้นสามารถทำได้ทั้งการฝังทีละเส้น หรือฝังพร้อมกันหลายเส้นก็ได้เช่นกัน และแร่ที่ใช้คุณหมออธิบายว่า ประกอบด้วยแร่ 3 ชนิดได้แก่
1.แร่ไอโอดีน -125 ซึ่งสามารถอยู่ในร่างกายหรือฆ่าเซลล์มะเร็งได้เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งการรักษาในประเทศไทยจะเลือกใช้แร่ชนิดนี้ในการรักษาผู้ป่วย
2.แร่พาเลเดียม 103 ซึ่งสามารถอยู่ในร่างกายของผู้ป่วยได้ 4 เดือน
3.แร่ซีเดียม 131 ซึ่งอยู่ในร่างกายได้ 2-3 เดือน
ซึ่งการคัดเลือกชนิดของแร่ ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยอาการจากแพทย์เป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตามคุณหมอกล่าวว่า ผู้ป่วยแต่ละท่านนั้นจะใช้จำนวนแร่ประมาณ 30-100 เม็ดในการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดต่อมลูกหมากของแต่ละคน ส่วนใช้ระยะเวลาในการฝังแร่ประมาณ 1-1 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเม็ดแร่เหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายในขณะอยู่ในร่างกาย เพราะหากถึงระยะเวลาหนึ่งจะเคลื่อนตัวไปยังบริเวณปอด และถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางเลือดนั่นเอง

นพ.วิรุณกล่าวต่อว่า นอกจากการฝังแร่จะทำให้การรักษาได้ผลดีจากการรักษาเพียงครั้งเดียวแล้ว ยังป้องกันปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้อีกด้วย เนื่องจากการรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้ตัดเส้นประสาทที่ควบคุมความรู้สึกทางเพศออกไป จึงทำให้อวัยวะเพศสามารถใช้งานได้ดีตามปกติหลังจากการพักฟื้น 1-2 วัน อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้านอื่นๆ ได้ ส่วนผลข้างเคียงนั้นจะมีบ้างเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการฝังแร่ไอโอดีนนั้นจะส่งผลให้มีรังสีจำนวนมากในบริเวณต่อมลูกหมาก ดังนั้นจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการแสบเล็กน้อยเวลาปัสสาวะ แต่อาการข้างเคียงเหล่านี้จะหายไปหลังจาก 2 สัปดาห์

ท้ายนี้คุณหมอกล่าวว่า การหมั่นสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนั้น จะช่วยทำให้การรักษาได้ผลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เช่น หมั่นสังเกตความผิดปกติของปัสสาวะ โดยเฉพาะการถ่ายปัสสาวะในช่วงกลางคืนว่า รู้สึกขัดๆ เวลาปัสสาวะไม่สุด หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ รวมถึงรู้สึกเจ็บหรือมีเลือดออกปนมากับปัสสาวะหรือไม่ ขณะเดียวกันก็ควรหมั่นไปตรวจร่างกายประจำปี โดยเฉพาะการตรวจสารเคมีในร่างกายที่มีชื่อว่า PSA (โปรตีนที่ผลิตขึ้นโดยต่อมลูกหมาก) ว่าผิดปกติหรือไม่ หากค่าสาร PSA ต่ำกว่าระดับ 4 นั้นอาจส่งผลให้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 30 พฤษภาคม 2555

 

พบมะเร็งมีมานานกว่าสองพันปี

บางคนเชื่อว่า โรคมะเร็ง เกิดขึ้นในยุคที่ผู้คนสร้างมลภาวะด้านต่างๆ ประกอบกับคนสมัยนี้เน้นกินอาหารจานด่วน เอาความสะดวกบวกรสอร่อยเป็นหลัก โดยไม่สนใจว่า อาหารเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพหรือไม่ และจะสร้างโรคภัยไข้เจ็บในอนาคตอย่างไร

แต่แล้วความเชื่อข้างต้นอาจเปลี่ยนไป เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอเมริกันในไคโร ประเทศอียิปต์ เผยว่า พวกเขาพบร่องรอยของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในร่างมัมมี่อายุราว 2,200 ปี ซึ่งอาจชี้ให้เห็นว่า มะเร็งเกิดจากพันธุกรรม มิใช่สภาพแวดล้อม ดังนั้น เรื่องของพันธุศาสตร์จากกรณีดังกล่าว อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจโรคมะเร็งมากขึ้น

ซึ่งศาสตราจารย์ซาริมา อิค-ราม หนึ่งในคณะวิจัย เล่าด้วยว่า ร่างมัมมี่ล่าสุดที่ทำการศึกษานี้มาจากโปรตุเกส พวกเขาใช้เวลาค้นคว้านาน 2 ปี จึงสรุปได้ว่า มัมมี่ร่างนี้เป็นเพศชาย ตายในช่วงวัย 40 ปี และมีร่องรอยมะเร็งต่อมลูกหมาก

อย่างไรก็ตาม คณะวิจัยชี้ว่า สภาพความเป็นอยู่ในสมัยโบราณมีความแตกต่างหลากหลายมาก แต่ก็คงไม่มีมลพิษและการดัดแปลง-แปรรูปอาหารเท่ากับยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นคณะวิจัยจึงเชื่อว่า โรคมะเร็งไม่ได้เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมของสังคมอุตสาหกรรมเท่านั้น

ไม่ว่ามะเร็งจะมีต้นตอมาจากสิ่งใดได้บ้าง การรู้รักษาตัวรอดจากโรคมะเร็งนั้นก็ยังสำคัญที่สุด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 31 มกราคม 2555

related link:

http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-2093675/2-200-year-old-Egyptian-mummy-prostate-cancer.html

2,200-year-old Egyptian mummy had prostate cancer 

  • Disease likely t obe caused by genetics not environment
  • Scans reveal tumours between pelvis and spine

By DAILY MAIL REPORTER

Last updated at 10:04 AM on 31st January 2012

Oldest case in Egypt: The 2,250-year-old Ptolemaic mummy, which revealed tell-tale signs of prostate cancer under high-powered digital imagingDiscovery of prostate cancer in a 2,200-year-old mummy suggests the disease is caused by genetics – not the environment.

Professor Salima Ikram, of the American University in Cairo, Egypt, said: ‘Living conditions in ancient times were very different; there were no pollutants or modified foods, which leads us to believe that the disease is not necessarily only linked to industrial factors.’

Whether environment or genetics triggers cancer is key to understanding it.

The unnamed Ptolemaic mummy, which is kept at the National Archaeology Museum of Lisbon, had a pattern of round and dense tumours between its pelvis and lumbar spine – giveaway signs of man’s modern-day killer.

The mummy was that of a 5ft 5ins adult male‭ who lived between 285 and 230 BC and was between 51 and 60 years old when he died, researchers said.

‘The bone lesions were considered very suggestive of metastatic prostate cancer,‭’ ‬wrote the researchers in the International Journal of Paleopathology.

They subjected the mummy, known as M1, to powerful Multi Detector Computerized Tomography‭ (‬MDCT‭) ‬scans, which produced‭ ‘really unusual high quality images’, ‬Carlos Prates,‭ ‬a radiologist at Imagens Médicas Integradas in Lisbon, told Discovery News.

Digital X-rays showed that M1‭ ‬had been buried with crossed arms‭ – a common pose in Ptolemaic mummies,‭ ‬although in the New Kingdom it was often associated with royals‭.

He was adorned with a cartonnage mask and bib,‭ ‬and boasted an elaborately painted shroud.

The images showed he suffered from lumbosacral osteoarthritis,‭ ‬which was probably related to a lower lumbar scoliosis and there were several‭ post-mortem fractures,‭ ‬possibly produced when the mummy was transported to Europe.

But they also found a variety of tumors,‭ ‬measuring between‭ ‬0.03ins‭ ‬and‭ ‬0.59‭inches,‭ ‬interspersed‭ along ‬M1‭’‬s pelvis and lumbar spine.‭

Prostatic carcinoma begins in the walnut-sized prostate gland and typically spreads to the pelvic region,‭ ‬the lumbar spine,‭ ‬the upper arm and leg bones, and the ribs,‭ ‬ultimately reaching most of the skeleton.‭

Dr Prates and colleagues‭ ‬considered other diseases as alternatives.‭ ‬But‭ ‬M1‭’‬s sex,‭ ‬age,‭ ‬the‭ ‬distribution pattern of the lesions,‭ ‬their shape and density,‭ ‬strongly argued for prostate cancer.

‘It is the oldest known case of prostate cancer in ancient Egypt and the‭ ‬second‭ ‬oldest case in history,‭’ Dr ‬Prates said.

The earliest diagnosis of‭ ‬metastasising prostate carcinoma came in‭ ‬2007 ‬when researchers investigated the skeleton of a‭ ‬2,700-year-old Scythian king who died,‭ ‬aged‭ ‬40 to 50,‭ ‬in the steppe of Southern Siberia,‭ ‬Russia.‭

‘This study shows that cancer did exist in antiquity,‭ ‬for sure in ancient Egypt.‭ ‬The main reason for the scarcity of examples found today might be the lower prevalence of carcinogens and the shorter life expectancy,‭’ ‬Paula Veiga,‭ ‬a researcher in Egyptology,‭ ‬told Discovery News.

Moreover,‭ ‬high-resolution CT scanners,‭ ‬able to detect tiny‭ ‬tumors‭ only ‬became available only in‭ ‬2005., which suggests earlier researchers may have missed them.

‘ภูมิคุ้มกันบำบัด’ ทางเลือกใหม่ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม

ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ระยะหรือความรุนแรงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่ได้รับการวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปคือ สามารถวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มแรกหรือยังไม่ลุกลามได้มากขึ้น สาเหตุหลักน่าจะมาจากการตรวจคัดกรองของโรคได้มากขึ้นด้วยการเจาะเลือดตรวจหาค่าพีเอสเอ ตลอดจนมีประสิทธิภาพในการรักษาดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากมาพบแพทย์ด้วยระยะมะเร็งกระจายออกมาหรือมีความรุนแรงมากแล้ว ยิ่งกว่านั้นประมาณร้อยละ 50 ของระยะดังกล่าวอาจถูกพิจารณาเป็นระยะที่ยังไม่กระจาย แต่ในความเป็นจริงแล้วมะเร็งได้โตออกมานอกเยื่อหุ้มต่อมลูกหมาก แต่การกระจายของโรคมะเร็งนี้อาจเล็กมากจนไม่สามารถตรวจได้ทางคลินิก

การรักษาหลักด้วยการยับยั้งฮอร์โมนเพศชายชื่อแอนโดรเจนมีความสำคัญเพราะทำให้การรักษาและการพยากรณ์ของโรคระยะกระจายแบบอยู่เฉพาะที่เปลี่ยนไปอย่างมาก แต่วิธีดังกล่าวไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็ง ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากอาจจะดื้อต่อการรักษาด้วยฮอร์โมนและในไม่ช้าจะมีอาการของโรคมากขึ้นและเสียชีวิต เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการนำภูมิคุ้มกันบำบัดมาเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับการรักษามะเร็ง ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่

การรักษาแบบใหม่นี้เรียกว่า วัคซีนมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ไม่ได้มีจุดประสงค์เหมือนกับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเฉกเช่นโรคหัดหรือโรคไข้หวัดใหญ่ การรักษาแบบใหม่ด้วยวัคซีนไม่ได้ออกแบบเพื่อป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแต่เป็นการรักษาโรคระยะยาว อย่างไรก็ตามวิธีใหม่นี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายจากโรคได้

มะเร็งทั้งหมดเกิดจากการมียีนหรือพันธุกรรมผิดปกติที่ทำให้เซลล์มีจำนวนเพิ่มและเติบโตมากขึ้นผิดปกติ ในความเป็นจริงยีนผิดปกตินี้พบได้บ่อย แต่ร่างกายสามารถตรวจสอบและสร้างความสมดุลก่อนที่จะพัฒนาการเกิดมะเร็ง

กลไกการควบคุมหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดคือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อย่างไรก็ตามเซลล์มะเร็งถือว่าเป็นเซลล์ของร่างกายเอง ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ เซลล์มะเร็งจะโตขึ้นเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันไม่ทราบว่าจะต้องทำลาย

วัคซีนทั่วไปจะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานจากสารก่อภูมิต้านทานหรือสารที่สามารถกระตุ้นให้เกิดแอนติบอดี้ขึ้นได้ ระบบภูมิคุ้มกันจะระบุและทำลายสิ่งแปลกปลอมก่อนที่จะทำให้เกิดโรค

วัคซีนมะเร็งต่อมลูกหมากจะแตกต่างออกไปคือมีจุดประสงค์ทำให้เพิ่มความเร็วของกลไกการป้องกันทางภูมิคุ้มกันตัวเองของร่างกาย เพื่อให้พุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากที่ดื้อต่อการรักษาด้วยฮอร์โมน ซึ่งเป็นงานที่สลับซับซ้อนมาก

การรักษาแบบใหม่ เริ่มต้นจากมีเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดพิเศษที่เรียกว่า เซลล์เพื่อแสดงสารก่อภูมิต้านทานหรือเรียกชื่อย่อว่า เซลล์เอพีซี เซลล์ดังกล่าวจะเริ่มกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโดยการกลืนสารก่อภูมิต้านทานต่อเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก และไปแสดงต่อเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง

เราจะได้เซลล์เอพีซีจากการกรองเลือดของผู้ป่วยเอง และนำไปสู่กระบวนการทางห้องปฏิบัติการให้เซลล์เอพีซีของผู้ป่วยสามารถแสดงสารก่อภูมิต้านทานต่อเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก หลังจากนั้นแล้วนำเซลล์เอพีซีใส่กลับไปในตัวผู้ป่วยสำหรับการรักษา

เราอาจจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นคือ การนำเม็ดเลือดขาวออกจากเลือดผู้ป่วย แล้วนำเม็ดเลือดขาวดังกล่าวไปทำเป็นวัคซีน ทำการฝึกเม็ดเลือดขาวต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง แล้วนำกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยอีกครั้งหนึ่ง กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาให้ซ้ำกันทุกสองอาทิตย์สำหรับการรักษาสามครั้ง ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้แก่ มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ หรือปวดตามข้อขณะที่ให้ยา

ผลการรักษาในขั้นต้นพบว่า วัคซีนมะเร็งต่อมลูกหมากสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตประมาณ 4 เดือนและอาจเป็นวิธีหลีกเลี่ยงการให้ยาเคมีบำบัด องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาได้อนุญาตการใช้วัคซีนดังกล่าวประมาณปีกว่าแล้ว และได้รับการยอมรับมากขึ้น อย่างไรก็ตามอาจติดขัดอยู่ที่ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสำหรับการรักษาครบสูตรของการรักษาด้วยวัคซีนมะเร็งต่อมลูกหมาก.

รศ.นท.ดร.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์  10 ธันวาคม 2554