การสูบบุหรี่แต่เช้าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายจากควันบุหรี่

voathai130418_001บุหรี่มีผลเสียต่อสุขภาพแต่ผลการวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่ายิ่งสูบบุหรี่แต่เช้า ผลเสียต่อสุขภาพจะยิ่งรุนแรงขึ้น

องค์การอนามัยโลกรายงานว่าบุหรี่ยังเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากโรคร้ายต่างๆ แม้ว่าจะสามารถป้องกันได้ก็ตาม ทางองค์การอนามัยโลกประมาณว่ามีคนเสียชีวิตจากโรคต่างๆจากการสูบบุหรี่ถึงปีละหกล้านรายทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นคนในประเทศรายได้ปานกลางและรายได้น้อย  

ล่าสุด ทีมนักวิจัยอเมริกันที่ Penn State University ทำการศึกษาสุขภาพของสิงห์รมควันที่จุดสูบบุหรี่สูบหลังตื่นนอนตอนเช้าเป็นประจำทุกวัน ทีมนักวิจัยชี้ว่าผู้สูบบุหรี่กลุ่มนี้เสี่ยงมากขึ้นต่อโรคมะเร็งปอดและมะเร็งในปาก

คุณสตีเว่น แบรนสทีทเทอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านชีวประสาทสุขภาพกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าการวิจัยถึงช่วงเวลาของแต่ละวันที่คุณจุดบุหรี่มวนเเรกขึ้นสูบ เป็นตัวช่วยวัดความเสี่ยงของการเกิดโรคจากบุหรี่ได้ หากคุณจุดบุหรี่ขึ้นสูบทันทีหลังจากตื่นนอนก็แสดงว่าคุณติดสารนิโคตินอย่างมาก นิสัยการสูบบุหรี่ตั้งแต่เช้านี้เป็นตัวชี้ที่ดีถึงระดับความสาหัสของการติดบุหรี่ของแต่ละคน วัดได้ดีกว่าการนับจำนวนบุหรี่ที่สูบทั้งหมดในแต่ละวันเสียอีก

คุณแบรนสทีทเทอร์กับศาสตราจารย์โจชัว มุสเเคท ผู้ร่วมงานวิจัย คิดว่าพวกเขารู้สาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คุณแบรนสทีทเท่อร์กล่าวว่าหากคุณสูบบุหรี่เป็นอย่างแรกหลังจากตื่นนอนตอนเช้า คุณจะอัดควันบุหรี่เข้าไปลึกเต็มปอดและอาจดูุดบุหรี่ถี่กว่าปกติจนหมดทั้งมวนเพราะความอยากบุหรี่

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการอัดควันบุหรี่เข้าไปจนเต็มปอด การกักควันบุหรี่เอาไว้ในปอดนานขึ้นและการดูดบุหรี่แต่ละมวนมากครั้งกว่าปกติ ล้วนทำให้ปอดได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะสารเคมีที่มาจากนิโคตินที่เรียกว่า ไนโตรซามีน (nitrosamine) หรือสาร NNK

คุณแบรนสทีทเท่อร์กล่าวว่าสารเคมี NNK ตัวนี้ก่อให้เกิดมะเร็งได้ หลังจากที่ร่างกายดูดซึมสารเคมีนี้เข้าไป จะกลายสภาพเป็นสาร NNAL นักวิจัยพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่ทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้าจะมีระดับของสารตัวนี้สูงมาก

คุณแบรนสทีทเท่อร์กล่าวว่าหากมีสารเคมีตัวนี้ในร่างกายปริมาณสูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งแต่ทีมนักวิจัยยังไม่รู้ว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนหรือมีวิธีลดความเสี่ยงนี้หรือไม่ เขากล่าวว่าทีมงานยังอยู่ในช่วงต้นของการศึกษาวิจัย แต่พวกเขาพบว่าหากพบสารเคมี NNAL ในปัสสาวะ ก็แสดงว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดมากขึ้น

ผลการศึกษานี้มาจากการประมวลข้อมูลจากการศึกษาผู้สูบบุหรี่สองพันคน ราวสามสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้สูบบุหรี่เหล่านี้บอกว่าเริ่มสูบบุหรี่มวนแรกของวันในช่วงห้านาทีหลังตื่นนอน อีก 30 เปอร์เซ็นต์บอกว่าสูบบุหรี่มวนแรกภายในช่วง 6 ถึง 30นาทีหลังจากตื่นนอน

คุณแบรนสทีทเท่อร์กล่าวว่าการเลื่อนเวลาจุดบุหรี่มวนแรกออกไปหลังจากตื่นนอนไม่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดลงแต่อย่างใด เขากล่าวว่าการสูบบุหรี่แต่เช้าแสดงว่าคุณติดสารนิโคตินอย่างหนักและมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดสูง

ในขั้นต่อไปของการศึกษา ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนสเตทยูนิเวอร์ซิตี้จะใช้อุปกรณ์ช่วยวัดปริมาณควันบุหรี่ที่ผู้สูบบุหรี่ในการศึกษาดูดเข้าปอดจากการสูบบุหรี่ตลอดทั้งวัน ไม่เฉพาะเวลาใดเลาหนึ่งของวัน

Joe De Capua

18.04.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

voanews130402_001

When a Smoker Lights Up May Increase Risk

Joe DeCapua
Last updated on: April 02, 2013

The health risks of cigarette smoking are well known, such as cancer, emphysema and cardiovascular disease. But new research shows that when you smoke can make it even more risky.

Tobacco remains the leading cause of preventable death, according to the World Health Organization. It estimates six million people die every year from smoking-related illnesses, most in low and middle income countries.

A new study looks at smokers, who light-up right after waking up each morning. Penn State University researchers say those smokers are more likely to develop lung or oral cancer.

“For a lot of years, one of the ways people had been assessing nicotine dependence was through a measure called the Fagerstrom Test of Nicotine Dependence. It was about eight to ten items and one of those items was how soon after waking you smoke your first cigarette — one of the very best indicators of dependence. Even more so interestingly than the actual number of cigarettes somebody smokes per day,” said Steven Branstetter, an assistant professor of biobehavioral health.

He and his colleague, Professor Joshua Muscat, think they know why.

“What we theorize is happening is that it’s really an indicator of how people go about smoking their cigarettes. And what I mean by that is people who are smoking first thing in the morning inhale deeper. They probably have more puffs per cigarette. So, it’s really an indicator of how people go about smoking, probably moreso than anything else that we’re looking at,” he said.

Inhaling more deeply, holding smoke within the lungs longer and taking more puffs, greatly increases exposure to all toxins.

“But most importantly,” said Branstetter, “what we found is they’re getting exposure to a nicotine-specific nitrosamine or carcinogen.

That’s something that can cause cancer. Branstetter says the carcinogen in question is called NNK. As the body metabolizes it a substance called NNAL is produced. That’s found in high-levels in people who smoke immediately after waking up.

“Having a reasonably high presence of it increases the risk. How much? We’re not sure yet. [Are] there things that people do that modify that risk? We’re not sure about that yet either. We’re still relatively early in that phase of our research. But we do know that when we find it there in the urine it does indicate some increased risk of lung cancer,” he said.

The study’s findings are based on data from nearly 2000 adult smokers. More than 30 percent said they smoked their first cigarette within five minutes of waking. Nearly the same amount said they took their first puff within 6 to 30 minutes of waking up.

Branstetter said, “Some people have asked should I just smoke later in the day. Would that help it? And the answer is I don’t think it’s going to help anything right now. People are never really aware of how dependent they themselves are. The recommendation might be if you’re a smoker, notice how soon after you wake up that you smoke your first cigarette. That is going to be a pretty good indicator of your level of not only potential, later on risk for lung cancer, but it’s a pretty good indicator of how dependent on nicotine you actually are.”

The Penn State University researchers say the next step is to give smokers devices that scientifically measure how deeply they inhale when they smoke throughout the day.

The findings appear in the March 29th issue of the journal Cancer, Epidemiology, Biomarkers and Prevention.

SOURCE : www.voanews.com

Advertisements

วันงดสูบบุหรี่โลก จะสูดหรือดูดก็เสี่ยงมะเร็งปอด

วันงดสูบบุหรี่โลก จะสูดหรือดูดก็เสี่ยงมะเร็งปอด
ศ.นพ.แจ่มศักดิ์ ไชยคุนา
ภาควิชาอายุรศาสตร์

วันงดสูบบุหรี่โลกปีนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ การไม่รู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งปอด เพราะกว่าจะรู้ส่วนใหญ่มะเร็งได้ลุกลามแพร่กระจายไปแล้ว

เป็นที่ยอมรับกันในวงการแพทย์ ว่า “การสูบบุหรี่” มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งปอด ซึ่งผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 20-30 เท่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนและระยะเวลาที่สูบบุหรี่ เนื่องจากในบุหรี่มีสารพิษนิโคติน ทาร์ และสารก่อมะเร็งอื่นๆ แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่จำเป็นต้องสูดควันบุหรี่จากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด หรือในบริเวณอับที่มีควันบุหรี่อยู่ ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติถึง 1.2-1.5 เท่า

ปัจจุบัน การตรวจและการรักษาโรคมะเร็งปอดมีความก้าวหน้าอย่างมาก ดังเช่น

1.การวินิจฉัยในระยะแรกเริ่มด้วยการตรวจเอกซเรย์ปอดและเสมหะเพื่อหาเซลล์มะเร็งในผู้ที่มีความเสี่ยง แม้จะไม่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ แต่หากพบโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่มจะทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีกว่า นอกจากนี้ ยังมีความพยายามใช้การเอกซเรย์ที่มีความละเอียดสูงร่วมกับการย้อมเสมหะ ด้วยวิธีพิเศษ ทำให้เห็นเซลล์ผิดปกติได้ง่ายขึ้น ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังมีราคาค่าตรวจที่สูง

2.การผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน เหมาะสำหรับการรักษามะเร็งที่ยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ขั้วปอด หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ช่วยให้เนื้อปอดบริเวณโดยรอบไม่ถูกทำลาย บาดแผลเล็ก และผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว

3.ยาเคมีบำบัด มีการค้นพบยาชนิดใหม่ๆ ที่มีผลข้างเคียงน้อยลงและได้ผลต่อโรคมากขึ้น รวมถึงการคิดค้นยาเคมีบำบัดชนิดเม็ด ทำให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกมากขึ้น

4.การฉายรังสี ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคการฉายรังสีที่ทำให้ก้อนมะเร็งได้รับรังสีในขนาดที่สูงขึ้น โดยที่อวัยวะรอบข้างไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีชนิดนั้นๆ ส่งผลให้การรักษาได้ผลดีขึ้น เพราะผู้ป่วยไม่มีอาการข้างเคียง

5.การรักษาแบบประคับประคอง เป็นวิธีที่พยายามช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงคนปกติที่สุด โดยอาศัยการควบคุมอาการต่างๆ ของโรค เช่น อาการเหนื่อย ไอ จนถึงขั้นไอเป็นเลือด ซึ่งทำได้โดยการดูแลสุขภาพพื้นฐานให้ดีที่สุด

ที่กล่าวมานี้ แม้วิทยาการทางการแพทย์จะช่วยรักษาโรคมะเร็งปอดได้ แต่ยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคด้วยการหยุดสูบบุหรี่จะดีกว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบุคคลกลุ่มนี้จะสามารถหยุดสูบบุหรี่ได้ แต่อัตราการเกิดโรคมะเร็งปอดยังสูงอยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ในอดีต ซึ่งความเสี่ยงนี้จะลดลงเป็นปกติหลังหยุดสูบบุหรี่แล้ว 10 ปี ดังนั้น การรณรงค์ให้มีการตรวจร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงและผู้ที่มีความผิดปกติทางการหายใจ เช่น มีอาการไอเรื้อรัง ไอจนเป็นเลือด จะทำให้แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอดในระยะแรกเริ่มได้ ซึ่งจะทำให้ผลการรักษาดีขึ้น

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

 http://www.ashthailand.or.th/th/

คลิกข้อมูล อยากเลิกบุหรี่

อยากเลิกบุหรี่โทร. 1600

ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (Thailand National Quitline)
http://www.thailandquitline.or.th/

.

1600 สายด่วน!!! เลิกบุหรี่

เด็กๆ กำลังร่วมรณรงค์ “วันงดสูบบุหรี่โลก” พร้อมเชิญชวนให้เลิกบุหรี่ด้วยการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ ซึ่งในแต่ละปีมีคนไทย 42,000 คน ที่ต้องเสียชีวิตสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ซึ่งในจำนวนนี้มีคนกรุงเทพฯ สูบบุหรี่ 684,249 คน เฉลี่ยสูบบุหรี่ 10.21 มวนต่อคนต่อวัน คิดเป็นจำนวนบุหรี่ 6,986,386 มวน หรือ 348,977 ซองต่อวัน และมีคนไทยต้องเสียชีวิตชั่วโมงละ 4.7 คน หรือวันละ 115 คน

ขณะที่ภาครัฐ เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้สูบบุหรี่มากกว่า 50,000 ล้านบาท ถือเป็นการสูญเสียทั้งบุคลากรและทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล จึงมีการรณรงค์และเชิญชวนให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่ เพื่อสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง เพื่อคนที่รักและตัวคุณเองด้วย ผ่านการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ

รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ แถลงข่าวเชิญชวนให้เลิกบุหรี่ด้วยการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2545 – 2549 มีผู้สูบบุหรี่โทรเข้ามาใช้บริการเลิกบุหรี่ผ่านทางโทรศัพท์หมายเลข 1600 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 18 ซึ่งอัตราการเติบโตดังกล่าวเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า การใช้บริการเลิกบุหรี่ผ่านการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ หมายเลข 1600 ทำให้ผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างเห็นผล

โดยพบว่ากว่าร้อยละ  50 ของผู้สูบที่เข้ารับบริการสายด่วนเลิกบุหรี่ จะเลิกสูบบุหรี่ได้มากกว่าผู้ที่อ่านคู่มือเลิกบุหรี่ด้วยตนเอง ทำให้ 3 องค์กรหลักคือ กระทรวงสาธารณสุข สสส. และ สปสช. ทำข้อตกลงร่วมกันในการก่อตั้งสายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติขึ้น โดยมอบให้มูลนิธิสร้างสุขไทยจัดทำโครงการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติขึ้นและมีภารกิจในการดำเนินการสายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติดังกล่าว และทดลองเปิดบริการ ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้บริการของผู้เลิกบุหรี่ผ่านทาง 1600 สายเลิกบุหรี่ พบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม – เมษายน 2552 มีผู้ใช้บริการ 2,383 คน เป็นเพศชาย 1,942คน (ร้อยละ 81.5) เพศหญิง 439 คน (ร้อยละ 18.4) โดยพบว่าผู้ที่มาใช้บริการร้อยละ 77.8 เคยเลิกบุหรี่มาแล้ว โดยผู้สูบบุหรี่ที่มาขอรับบริการที่มีอายุมากที่สุดคือ 82 ปี และน้อยที่สุดคือ 9 ปี มีจำนวนบุหรี่ที่สูบเฉลี่ย 15.38 มวนต่อวัน โดยมากที่สุดสูบ 90 มวนต่อวัน และน้อยที่สุดสูบ 2 มวนต่อวัน

โดยผู้สูบบุหรี่ที่มาขอรับบริการ ให้เหตุผลในการเลิกบุหรี่ว่า เพื่อสุขภาพ ร้อยละ 45.9 เพื่อครอบครัว ร้อยละ 48.6  รู้สึกไม่ดี ร้อยละ 19.3 สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ร้อยละ 35.1สังคมไม่ยอมรับ ร้อยละ 15.3 โดยจากการติดตามผลผู้ที่เข้ารับบริการ ติดตามได้จำนวน 267 คน ในจำนวนดังกล่าวพบว่าเลิกได้แล้ว 84 ราย คิดเป็นร้อยละ 31.46 กำลังเลิก 85 ราย คิดเป็นร้อยละ 31.84 เลิกไม่ได้ 38 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.23 และติดต่อไม่ได้ 60 ราย คิดเป็นร้อยละ 22.47

ทั้งนี้ ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ ตั้งเป้าที่จะมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 2,000 คนต่อเดือนและเตรียมเรื่องคู่สายโทรศัพท์ พร้อมคู่สายสำหรับอนาคตหากมีความต้องการสามารถขยายถึง 30 คู่สายจากปัจจุบันเปิดให้บริการ 10 คู่สาย พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริการ ประมวลผล สร้างงานวิจัย และนำเสนอผลงานวิจัยเพื่อการพัฒนา “สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ” ต่อไป

รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ กล่าวถึงกลยุทธ์ในการให้บริการของศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ หรือ 1600 สายเลิกบุหรี่ว่า ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้คำปรึกษา (เชิงรับ) เพื่อการเลิกบุหรี่ ขณะเดียวกันก็ให้คำปรึกษาและให้กำลังใจ (เชิงรุก) ด้วยการโทรศัพท์กลับเพื่อติดตามให้กำลังใจผู้ที่กำลังเลิกบุหรี่

การให้บริการจึงมีความหลากหลาย ทั้งการรับโทรศัพท์พร้อมให้คำปรึกษาโดยผู้ที่มีความรู้ นอกจากนี้ ยังมีการฝากหมายเลขไว้ในเครื่องบันทึก และให้คำปรึกษาผู้สูบบุหรี่ ที่ได้รับการส่งต่อจากเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ และจากระบบบริการในภาคส่วนต่างๆ อาทิเช่น โรงพยาบาล คลินิกยา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังให้บริการข้อมูลข่าวสาร เรื่องการเลิกบุหรี่ทางไปรษณีย์ และบริการข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์ ภายใต้ชื่อ www.thailandquitline.or.th โดยบริการให้คำปรึกษาและข้อมูลข่าวสารจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนการให้บริการทางโทรศัพท์ 1600 สายเลิกบุหรี่ เปิดให้บริการระหว่างเวลา 07.30 – 20.00 น. ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ จะเสียค่าใช้จ่ายจากการใช้บริการโทรศัพท์ตามระบบจริง โดยใช้บริการโทรศัพท์บ้าน (TOT) และโทรศัพท์มือถือระบบ AIS จะเสียค่าใช้จ่าย 3 บาทต่อครั้งทั่วประเทศ

“การให้บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ (Telephone Quitline) เป็นกระบวนการช่วยเหลือผู้ติดบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ได้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการให้คำปรึกษาโดยผู้ประกอบการวิชาชีพทางสุขภาพ (Professional  Counseling) ซึ่งผ่านการพัฒนาสมรรถนะอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาจากผู้มีความรู้ ความชำนาญ ในการบริการแบบ Quitline ลักษณะการให้บริการมีทั้งการรับสายผู้โทรเข้ามาขอรับบริการ หรือบริการเชิงรับ (Reactive Quitline) และการบริการโทรกลับ (Call back service) หรือบริการเชิงรุก (Proactive Quiline) การโทรศัพท์กลับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ และโทรศัพท์กลับเพื่อติดตาม ให้กำลังใจผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่”

          องค์การอนามัยโลก กำหนดให้ทุกวันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ซึ่งในปีนี้ก็เช่นกัน ทั่วโลกร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์เชิญชวนให้ผู้สูบบุหรี่ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ ภายใต้สโลแกน ” Tobacco Health Warnings” ส่วนประเทศไทยเองก็จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์การงดสูบบุหรี่เช่นกัน โดยกำหนดคำขวัญประจำปีว่า “บุหรี่มีพิษ ร่วมคิดเตือนภัย” พร้อมเชิญชวนให้เลิกบุหรี่ด้วยการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ

Data from: thaihealth.or.th

download poster : World No Tobacco Day 2012

World No Tobacco Day 2012

Theme: Tobacco industry interference

16 SEPTEMBER 2011 – The World Health Organization (WHO) selects “tobacco industry interference” as the theme of the next World No Tobacco Day, which will take place on Thursday, 31 May 2012.

The campaign will focus on the need to expose and counter the tobacco industry’s brazen and increasingly aggressive attempts to undermine the WHO Framework Convention on Tobacco Control (WHO FCTC) because of the serious danger they pose to public health.

Tobacco use is one of the leading preventable causes of death. The global tobacco epidemic kills nearly 6 million people each year, of which more than 600,000 are people exposed to second-hand smoke. Unless we act, it will kill up to 8 million people by 2030, of which more than 80% will live in low- and middle-income countries.

As more and more countries move to fully meet their obligations under the WHO FCTC, the tobacco industry’s efforts to undermine the treaty are becoming more and more energetic.

For example, in an attempt to halt the adoption of pictorial health warnings on packages of tobacco, the industry recently adopted the novel tactic of suing countries under bilateral investment treaties, claiming that the warnings impinge the companies’ attempts to use their legally-registered brands.

Meanwhile, the industry’s attempts to undermine the treaty continue on other fronts, particularly with regard to countries’ attempts to ban smoking in enclosed public places and to ban tobacco advertising, promotion and sponsorship.

World No Tobacco Day 2012 will educate policy-makers and the general public about the tobacco industry’s nefarious and harmful tactics.

It will also be in keeping with the letter and the spirit of the WHO FCTC. The preamble of the treaty recognizes “the need to be alert to any efforts by the tobacco industry to undermine or subvert tobacco control efforts and the need to be informed of activities of the tobacco industry that have a negative impact on tobacco control efforts”.

In addition, Article 5.3 of the treaty states that “in setting and implementing their public health policies with respect to tobacco control, Parties shall act to protect these policies from commercial and other vested interests of the tobacco industry in accordance with national law”.

Furthermore, the guidelines to the implementation of Article 5.3 state that Parties are recommended to “raise awareness about…tobacco industry interference with Parties’ tobacco control policies”.

On World No Tobacco Day 2012, and throughout the following year, WHO will urge countries to put the fight against tobacco industry interference at the heart of their efforts to control the global tobacco epidemic.

Data from: www.who.int

 image credit : wallpapers.dgreetings.com 

www.who.int

World No Tobacco Day

31 May 2012

On 31st May each year WHO celebrates World No Tobacco Day, highlighting the health risks associated with tobacco use and advocating for effective policies to reduce consumption. Tobacco use is the second cause of death globally (after hypertension) and is currently responsible for killing one in 10 adults worldwide.

The World Health Assembly created World No Tobacco Day in 1987 to draw global attention to the tobacco epidemic and its lethal effects. It provides an opportunity to highlight specific tobacco control messages and to promote adherence to the WHO Framework Convention on Tobacco Control. Tobacco use is the number one preventable epidemic that the health community faces.

 image credit: .thaihealth.or.th

มะเร็งปอดชะล่าใจมารู้เมื่อเริ่มลุกลาม

โรคมะเร็งปอดยังเป็นโรคที่อยู่ในอันดับต้น ๆ หรือแถวหน้าของพวกมะเร็งด้วยกันที่พบได้บ่อย เป็นโรคที่มีความรุนแรง เมื่อพบแล้วการดำเนินของโรคจะไปค่อนข้างเร็ว ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงเร็ว หากจิตใจยังเข้มแข็ง ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิต ใช้ชีวิตให้เป็นไปตามปกติ กินได้ นอนหลับดี คนรอบข้างให้กำลังใจ จะช่วยต่อให้อายุยืนยาวออกไปได้อีกนาน

มะเร็งปอด พบบ่อยในผู้อายุ 50-75 ปี 80% มักมีประวัติสูบบุหรี่มายาวนาน ราว 5% อยู่ในกลุ่มผู้ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่ ได้สูดควันอยู่บ่อย ๆ พบได้ทั้งชายและหญิง บางรายงานบอกว่าพบได้บ่อยในผู้ที่สูดดมกลิ่นสารแอสเบสตอส จากโรงงานผลิตผ้าเบรกรถยนต์ และอาจเกิดจากยีนภายในร่างกายจากพันธุกรรมได้

อาการ เวลามีอาการมักพบเลยระยะแรกแล้ว ที่พบเริ่มแรกมักพบในผู้ที่ตรวจร่างกายประจำปี ยังไม่มีอาการ ได้แก่ ไปเอกซเรย์ปอดแล้วเห็นเงาในปอดผิดปกติ จึงเริ่มค้นคว้าต่อจนพบวินิจฉัยได้ อาการที่พบ ได้แก่ ไอบ่อย ปอดอักเสบบ่อย ไอเป็นเลือด หายใจไม่ค่อยสะดวก เสียงแหบ ปวดศีรษะ ปวดกระดูก แล้วแต่โรคจะลุกลามไปยังอวัยวะใดของร่างกาย

การวินิจฉัยโรค จากภาพเอกซเรย์ทรวงอก เอาเสมหะไปตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติ ส่องกล้องเข้าดูในหลอดลม เอาชิ้นเนื้อมาตรวจ ตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอไปตรวจ ไปจนถึงการเอกซเรย์แบบ MRI ดูที่ปอดและอวัยวะส่วนที่สงสัยว่าโรคจะลุกลามไปที่อวัยวะใด

การรักษา มีหลายแบบแล้วแต่จะพบอยู่ในระยะใด ในระยะเริ่มแรกผลดีทีี่สุดคือ การผ่าตัดเอาก้อนที่ปอดออก โอกาสจะมีชีวิตอยู่ได้นานเพราะเอาเนื้องอกต้นตอออกไป หากโรคลุกลามออกจากปอดไป มีน้ำในช่องปอด ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโต อวัยวะบางแห่ง เช่น ตับ สมอง กระดูก หากลุกลามไปถึง การรักษาอาจเปลี่ยนไป ได้แก่ รังสีรักษาหรือเคมีบำบัด หรือไม่ทำอะไรประคับประคองรักษาไปตามอาการที่เกิดขึ้นมา

การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งของอวัยวะใดก็ตาม ถ้าสังเกตร่างกายให้ดี มักจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เช่น เบื่ออาหาร เพลีย น้ำหนักลดลง โดยไม่ทราบสาเหตุ มีก้อนที่ลำคอ และถ้ารู้ว่าเป็นอวัยวะใด เช่น ปอด ก็จะมีอาการของปอดมาร่วมด้วย ได้แก่ ไอ ไอเรื้อรัง มีเลือดปน หอบเหนื่อย เป็นต้น

ที่มาคุยเรื่องมะเร็งปอดวันนี้ เนื่องด้วยได้พบคนที่ชอบพอกัน เป็นอดีตระดับบริหารของ รพ.ราชวิถี เป็นชายอายุ 76 ปี เป็นนักกีฬา รูปร่างสมบูรณ์ดีมาตลอด ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาน้องสาวเป็นพยาบาลบอกว่าไอมาตลอด แนะนำให้ไปตรวจก็ไม่ไปบอกว่าคงเป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรังไม่มีอะไร ด้วยความชะล่าใจอยู่ใกล้ชิดรู้จักกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแทบทุกคน แต่ไม่สนใจสุขภาพของตัวเอง จน 2 เดือนก่อนแวะไปตรวจที่สถาบันทรวงอก กรมการแพทย์ แพทย์บอกว่าเป็นมะเร็งปอดระยะลุกลามแล้ว จึงได้มารักษาตัวที่ รพ.ราชวิถี ต่อ จากภาพ MRI และเจาะน้ำในปอดตรวจพบเซลล์มะเร็งปอด กระจายตัวเร็วมากไปที่ปอดอีกข้างหนึ่งและสมองแล้ว

การรักษาจึงเป็นเพียงประคับประคองไปตามอาการ เรื่องทางสมองได้รักษาทางรังสีครบตามกำหนดแล้ว น.อ.หญิงสุมาลี เพชรรุ่ง น้องสาว บอกว่า พี่ชายเป็นนักกีฬา ร่างกายสมบูรณ์ดีมาตลอด ไม่ค่อยสนใจเรื่องสุขภาพของตัวเองนัก บอกให้ไปตรวจก็ผลัดมาเรื่อย ชอบไปทำงานกุศลช่วยเหลือสังคมมาเสมอ เมื่อถูกบอกว่าเป็นมะเร็งปอด ก็ไม่ยอมรับบอกว่าไม่เป็นอะไร จะยิ้มแย้มแจ่มใสตลอด สุขภาพจิตดีมาก

คุณสมจิตต์ บุญเกิด หัวหน้าตึกพิเศษ อายุรกรรม รพ.ราชวิถีบอกว่าได้คุยกับญาติแล้วการรักษาขณะนี้เป็นการประคับประคองไปตามอาการ คนไข้มีกำลังใจดี เชื่อฟังคำแนะนำดีมาก

คนไข้รายนี้เป็นตัวอย่างอย่างดีที่แสดงให้เห็นว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ไอบ่อย ไอนาน น้ำหนักลดลง ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที โรคนี้จะพบเริ่มแรกก็ยากอยู่แล้ว หากปล่อยเนิ่นนานจะทำให้โรคดำเนินไปมากขึ้น โอกาสที่เราจะได้รักษาให้มีประสิทธิภาพจะลดน้อยลงไปมาก

โรคมะเร็งไม่ว่าจะเป็นอวัยวะใด ผู้สูงอายุมีโอกาสจะพบได้บ่อย การได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายว่ามีอะไรที่ผิดปกติไป รีบปรึกษาแพทย์เสียแต่เริ่มแรก จะช่วยให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี

 

ที่มา: เดลินิวส์ 20 พฤษภาคม 2555