“ผ่าตัดอนุรักษ์เต้า” รักษามะเร็ง! เติมความสวยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้หญิง

dailynews130707_004fมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย  โดยพบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโรคมะเร็งที่พบในผู้หญิง แต่ถึงกระนั้นหากตรวจพบก่อนสามารถรักษาให้หายได้โดยไม่ต้องตัดเต้านมทิ้ง เพราะปัจจุบันมีเทคนิคการรักษามากมายที่สามารถอนุรักษ์เต้าเอาไว้ได้ และยังเพิ่มความสวยงามให้เต้านมกระชับมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้หญิง

dailynews130707_004a

ทั้งนี้นายแพทย์วรเทพ กิจทวี ศัลยศาสตร์เต้านมและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ได้กล่าวให้ความรู้เรื่องนี้ว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเต้านมพบได้มากขึ้นในผู้หญิง เนื่องจากความตื่นตัวของผู้หญิงที่เพิ่มการตรวจคัดกรองถี่ขึ้นร่วมกับเครื่องมือที่ทันสมัยมากขึ้น จึงทำให้ตรวจพบว่าเยอะขึ้น สำหรับสถิติในกรุงเทพฯ พบประมาณ 30 คนต่อ 100,000 ประชากร ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อ 4-5 ปีซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณ 24-25 คน ต่อ 100,000 ประชากร

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคนี้ ประกอบไปด้วย อายุที่เพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้ามากกว่า 40 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงมากขึ้น ประการต่อมาคือการใช้ชีวิตที่สัมผัสต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นระยะเวลานาน เช่น เป็นประจำเดือนมาเร็ว ประจำเดือนหมดช้า การตั้งครรภ์ช้าหรือเป็นหญิงโสด โดยในช่วงที่ตั้งครรภ์และให้นมลูกฮอร์โมนเอสโตรเจนจะไม่มี ทำให้เราพักฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ประมาณปีครึ่งต่อครั้งที่ตั้งครรภ์ ฉะนั้นยิ่งตั้งครรภ์ช้าเท่าไหร่ช่วงที่เราใช้ชีวิตตอนที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนแรงๆ ในสมัยสาวๆ ก็จะนานกว่าคนอื่น อีกปัจจัยคือ การใช้ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนเพศหญิงต่างๆ เป็นระยะเวลานานๆ ปัจจัยสุดท้ายคือ พันธุกรรม ที่แองเจลิน่า โจลี่ ดาราดังเป็นจนต้องตัดเต้าทิ้ง ซึ่งตัวที่เป็นยีนที่เราเรียกว่ายีน BRCA1 กับ BRCA 2 ซึ่ง 2 ตัวนี้จะสัมพันธ์กับภาวะที่เกิดมะเร็งรังไข่ร่วมด้วย แต่ยีนตัวนี้พบแค่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมถือว่าน้อยมาก ส่วนอีก 95 เปอร์เซ็นต์เกิดโดยธรรมชาติ

dailynews130707_004b

อาการที่พบบ่อย คือ การคลำได้ก้อน อาจจะมีเรื่องของการเจ็บผิดปกติ มีน้ำหนอง เลือดออกจากหัวนม มีแผลที่หัวนมหรือเต้านม เป็นอาการที่บ่งบอกว่าผิดปกติอาจจะเป็นมะเร็งเต้านมได้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจ ซึ่งการตรวจหลักๆ เพื่อคัดกรองยังคงเป็นการตรวจร่างกายด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้งในผู้หญิงทุกคนที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ไม่ใช่รอให้อายุมากหรือเป็นก่อน ส่วนในผู้หญิงที่อายุ 35 ปีขึ้นไปควรพบแพทย์และทำเมมโมแกรมหรืออัลตราซาวน์ปีละ 1 ครั้ง หรือในกลุ่มคนที่ญาติสายตรงที่เป็นมะเร็งเต้านมต้องลบ 5 ปี เช่น คุณแม่เริ่มเป็นตอนอายุ 40 ปี เราต้องมาตรวจตอนอายุ 35 ปี

dailynews130707_004d

เมื่อตรวจเจอต้องเจาะเอาก้อนขนาดความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ประมาณ 4-5 ชิ้นสุ่มออกมาตรวจเพื่อนำมาวางแผนการรักษา การเจาะจะอยู่ภายใต้การนำด้วยภาพทางรังสี อาจจะนำด้วยอัลตราซาวน์หรือเครื่องเมมโมแกรม ถือเป็นเทคนิคที่ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ ถ้าเจาะมาตรวจแล้วผลเป็นเซลล์มะเร็งจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วยว่าจะเลือกรับการผ่าตัดแบบใด ซึ่งการรักษามะเร็งเต้านมมีหลายขั้นตอนและหลายวิธีการ คือ ต้องมีการผ่าตัดเอาก้อนออก หลังผ่าตัดแล้วอาจจะให้ยาเคมีบำบัด อาจจะฉายแสง และอาจจะมียากินต่อ

dailynews130707_004c

การผ่าตัดแบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ คือ ผ่าตัดอนุรักษ์เต้าและผ่าตัดเอาเต้านมออกร่วมกับการเสริมทันทีหลังผ่าตัด วิธีที่ 2 นี้เรามองว่าต้องการรักษาภาพลักษณ์ให้ผู้หญิงทุกคน ซึ่ง ณ ตอนที่ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็งจะคิดอย่างเดียวว่าต้องตัดเต้าออกไป แต่เมื่อผ่านไป 2-3 ปีจึงเริ่มรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป ทำให้ต้องมาแก้ภายหลังเป็นอะไรที่ยากกว่าและความสวยงามจะได้ไม่เท่ากับการวางแผนตั้งแต่แรก ฉะนั้นแพทย์ต้องแนะนำตั้งแต่แรกว่าคนไข้ควรเลือกผ่าตัดอนุรักษ์เต้าก่อน แต่ถ้ากรณีที่ทำไม่ได้ต้องตัดทิ้งเราก็มีทางเลือกให้คือจะเสริมให้ทันทีหลังตัดเต้าทิ้ง ด้วยวิธีการใช้เนื้อเยื่อของตัวเอง ได้แก่ ไขมันหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง ไขมันและกล้ามเนื้อต้นขา หรือในกลุ่มที่ไม่อยากใช้เนื้อเยื่อของตัวเองก็ใช้สิลิโคลนในการเสริมเต้า

dailynews130707_004e

ส่วนการผ่าตัดอนุรักษ์เต้า คือการที่ผ่าตัดเอาเฉพาะเซลล์หรือก้อนมะเร็งนั้นๆ ออก ร่วมกับการตกแต่งเนื้อเยื่อส่วนหน้าอกที่เหลืออยู่ให้สมดุลระหว่าง 2 ข้าง โดยใช้เทคนิคของศัลยกรรมตกแต่งเข้ามาช่วย เพื่อลดปัญหาต่างๆ เช่น หน้าอกบุ๋ม หน้าอกเอียง ร่วมกับบางครั้งแก้ไขอีกข้างหนึ่ง เช่น ในผู้สูอายุเต้านมหย่อนคล้อยจะผ่าตัดกระชับให้เป็นเทคนิคทางศัลยกรรมตกแต่งเพื่อให้ 2 ข้างบาลานซ์กัน ทำให้ได้ทั้งความสวยงามและรักษาโรค เราจึงเรียกว่าเทคนิคนี้ว่า การผ่าตัดอนุรักษ์เต้า แต่หลังผ่าตัดแล้วต้องฉายแสงในขณะที่วิธีผ่าตัดเต้านมทิ้งแล้วจะไม่ต้องฉายแสงหลังผ่าตัด ซึ่งทฤษฎีระบุว่าถ้าไม่ฉายแสงจะมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูงมาก แต่ถ้าฉายแสงแล้วจะลดโอกาสกลับเป็นซ้ำลงมาให้เทียบเท่ากันกับการตัดนมทิ้ง

ข้อห้ามของการผ่าตัดอนุรักษ์เต้า คือ ก้อนมีขนาดใหญ่เกินไปกว่าขนาดหน้าอก หลังจากให้ยาแล้วก็ไม่เล็กลง ต่อมาคือ เป็นหินปูนไม่ดี ซึ่งกระจายทั่วๆ หน้าอก อายุน้อยเกินไป เพราะชีวิตที่เหลือของคนไข้ยังอยู่อีกนานโอกาสที่จะกลับเป็นซ้ำขึ้นมาใหม่สูงกว่าคนที่เป็นตอนอายุ 40 ปี แพทย์จะแนะนำให้ตัดทิ้งร่วมกับการเสริมทันที นอกจากนี้ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด คือการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออกทั้งหมด ส่งผลให้ในอนาคตน้ำเหลืองไม่สามารถเดินกลับได้ดี จึงทำให้แขนบวม โดยจะเกิดประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่ผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลือง จึงมีภาวะทนทุกข์ทรมานในการใช้ชีวิตในอนาคตและไม่สามารถรักษาได้

แต่ปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบการรักษาไปแล้ว คือสุ่มเอาต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ต่อมแรกที่รับเซลล์มะเร็งจากหน้าเต้านมมาตรวจว่ามีการกระจายไปหรือไม่ ถ้าต่อมน้ำเหลืองต่อมแรกไม่มีการกระจาย เชื่อว่าต่อมอื่นก็ไม่กระจาย เพราะต่อมน้ำเหลืองจะวิ่งเป็นเส้นตรงไป ในเมื่อประตูแรกยังไม่กระจายมา ประตูต่อไปก็คงกระจายไปไม่ถึง ทำให้ลดโอกาสที่จะเกิดแขนบวมลงได้ วิธีนี้เราเรียกว่า Sentinel Lymph Node Biopsy ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

dailynews130707_004g

สุดท้ายนอกจากเทคโนโลยีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วการดูแลตัวเองก็สำคัญ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมแล้วควรพักผ่อนทำจิตใจให้แจ่มใสไม่ต้องเครียดกับโรค หลีกเลี่ยงบุหรี่ ชา กาแฟ เนื้อสัตว์เนื้อแดง และอาหารในกลุ่มคลอเรสตรอรอลสูง เพราะจะไปเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเพศกระตุ้นฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้นมาอีก และมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ส่วนผู้ที่ยังไม่เป็นแต่หากมีอายุ 35 ปีขึ้นไปแนะนำให้พบแพทย์ และทำเมมโมแกรมหรืออัลตร้าซาวน์โดยจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์  เพราะมะเร็งเต้านมพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรกสามารถรักษาให้หายขาดได้ ไม่จำเป็นต้องตัดเต้าทิ้งเสมอไป การตรวจร่างกายด้วยตนเองและหมั่นพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอถือเป็นการเฝ้าระวังและคัดกรองโรคร้ายในระดับหนึ่งเพื่อให้ผู้หญิงสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้โดยมีความภูมิใจในความเป็นผู้หญิง

 

ที่มา : เดลินิวส์ 7 กรกฎาคม 2556

Advertisements

น้ำมันปลาพาลด มะเร็งของเต้านม

thairath130703_001นักวิเคราะห์ของจีนค้นพบระหว่างการศึกษาทบทวนรายงานการศึกษาที่แล้วมา 12 เรื่องด้วยกันว่า การบริโภคน้ำมันปลามากๆโดยไม่จำเป็นต้องกินปลาโดยตรง อาจจะช่วยลดความเสี่ยงกับโรคมะเร็งเต้านมของสตรีวัยทองได้ พวกเขากล่าวว่า มันอาจช่วยลดความเสี่ยงน้อยลงได้ถึงร้อยละ 14

วงการแพทย์ของสหรัฐฯ ได้แสดงความตื่นเต้นในเรื่องนี้ เพราะเหตุว่า มีสตรีอเมริกันพากันป่วยเป็นโรคนี้กันมากที่สุด มากกว่าโรคมะเร็งของผิวหนัง เป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้หญิงสหรัฐฯสูงที่สุดโรคหนึ่งด้วย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งกล่าวว่า มันจะมีผลเกี่ยวถึงกลุ่มผู้หญิงและสุขภาพของพวกเขาอย่างมาก โดยเหตุที่อาจเป็นหนทางป้องกันโรคนี้ทางด้านอาหารการกินและการปฏิบัติต่อตัวเอง

ทุกวันนี้คนอเมริกันทั้งชายหญิงต่างกินน้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมประจำวันอยู่แล้ว เพื่อป้องกันโรคหัวใจ คิดเป็นมูลค่าเมื่อปี พ.ศ.2551 สูงถึง 22,170 ล้านบาท.

ที่มา : ไทยรัฐ 3 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

A large new study has found that a seafood diet that contains higher levels of n-3 polyunsaturated fatty acids (PUFAs) can significantly reduce the risk of breast cancer Credits:   Robin Wulffson, MD

A large new study has found that a seafood diet that contains higher levels of n-3 polyunsaturated fatty acids (PUFAs) can significantly reduce the risk of breast cancer
Credits: Robin Wulffson, MD

Reduce breast cancer risk with fish oils

JUNE 28, 2013
BY: ROBIN WULFFSON, M.D.

Numerous studies have reported the health benefits of fish oil. Now, a large new study has found that a seafood diet that contains higher levels of n-3 polyunsaturated fatty acids (PUFAs) can significantly reduce the risk of breast cancer. Researchers at Zhejiang University in Hangzhou, China published their findings on June 27 in BMJ.

The researchers note that breast cancer is one of the most common cancers and the leading cause of death from cancer among women, accounting for 23% of the total cancer cases and 14% of cancer deaths in 2008. According to the Los Angeles County Department of Public Health, breast cancer is the second most common cause of cancer deaths, behind lung cancer. The researchers conducted a meta-analysis of 26 six research publications, including 20,905 cases of breast cancer and 883,585 participants from 21 independent prospective cohort studies. Of the 26 studies, 11 (13,323 breast cancer events and 687,770 participants) investigated fish intake, 17 articles investigated marine n-3 PUFA (16,178 breast cancer events and 527,392 participants), and 12 articles investigated alpha linolenic acid (14,284 breast cancer events and 405,592 participants). A meta-analysis is the compilation of data from several studies to increase the validity of the results. The data was obtained from PubMed and Embase up to December 2012.

The authors noted that fish (especially salmon, tuna, and sardines) are the most abundant source of marine n-3 PUFA; thus, they evaluated these sources as well as dietary supplements containing marine n-3 PUFA. They found that marine n-3 PUFA was associated with 14% reduction of risk of breast cancer, and the relative risk remained similar whether marine n-3 PUFA was measured as dietary intake or as tissue biomarkers. Subgroup analyses also indicated that the inverse association between marine n-3 PUFA and risk was more evident in studies that did not adjust for body mass index (BMI) than in studies that did adjust for BMI. Dose-response analysis indicated that risk of breast cancer was reduced by 5% per 0.1g/day or 0.1% energy/day increment of dietary marine n-3 PUFA intake. No significant association was observed for fish intake or exposure to alpha linolenic acid.

The authors concluded that higher consumption of dietary marine n-3 PUFA is associated with a lower risk of breast cancer. They added that the associations of fish and alpha linolenic acid intake with risk warrant further investigation of prospective cohort studies. They note that their findings could public health implications in regard to prevention of breast cancer through dietary and lifestyle interventions.

Take home message:
This study notes that, in addition to cardiovascular benefits, marine n-3 PUFA can reduce the risk of breast cancer. Supplements are available that contain the substance. Include seafood such as salmon, tuna, and sardines in your diet. Avoid farm-raise products such as farm-raised salmon. This seafood contains antibiotics and other pollutants, which negate their health benefits.
SOURCE : www.examiner.com

ทางเลือกของผู้มีความเสี่ยงมะเร็งเต้านม กับกรณีการผ่าตัดเต้านมของ Angelina Jolie

voathai130517_001ดารานักแสดง Angelina Jolie เป็นข่าวหลังจากที่เปิดเผยว่า เธอเพิ่งเสร็จสิ้นจากการผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง แม้ว่าในขณะนี้เธอจะยังปลอดจากโรคร้ายนี้อยู่

สาเหตุของการตัดสินในดังกล่าวคืออะไร และมีทางเลือกอย่างอื่นๆหรือไม่

มารดาของนักแสดงผู้นี้เสียชีวิตโดยมะเร็งที่รังไข่เมื่อมีอายุเพียง 56 ปี และการตรวจเชื้อพันธุ์ (Gene Testing) ระบุว่า Angelina Jolie มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึง 87% และ 50% สำหรับมะเร็งรังไข่

การศึกษาของแพทย์พบว่า การกลายพันธุ์ของ Gene โดยเฉพาะ BRCA 1 และ 2 ซึ่งเป็นเชื้อพันธุ์สำคัญสำหรับมะเร็งเต้านมและรังไข่ เพิ่มโอกาสการเป็นโรคร้ายทั้งสองนี้

นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยยังพบด้วยว่า ถ้าผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งที่สืบเนื่องกับ BRCA 1 และ 2 ตั้งแต่อายุยังน้อย ลูกสาวอาจเป็นมะเร็งนั้นๆในอายุที่น้อยกว่าเมื่อมารดาเป็น ถ้ารับถ่ายทอดเชื้อพันธุ์นั้นมาจากมารดา

และแม้ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมเพราะเชื้อพันธุ์ BRCA จะมีอัตราการอยู่รอดเท่ากับผู้หญิงอื่นๆที่เป็นโรคเดียวกัน นายแพทย์ Marc Boisvert ของโรงพยาบาล Medstar Washington บอกว่า มีความแตกต่างกันอย่างมากในหมู่ผู้หญิงเหล่านี้

นายแพทย์ผู้นี้บอกว่า มะเร็งชนิดนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า และว่าจะเป็นมะเร็งที่ลุกลามรวดเร็ว โดยที่ผู้หญิงจะไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ผู้หญิงในวัย 20 ถึง 30 ก็มักจะไม่ไปรับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วย

สถาบันมะเร็งแห่งชาติแนะนำให้ผู้หญิงไปรับการตรวจเชื้อพันธุ์ ปัญหาคือค่าตรวจมีราคาหลายพันดอลล่าร์

และในขณะที่ Angelina Jolie เขียนในบทความที่ตีพิมพ์ในนสพ. New York Times ว่าตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเต้านม เป็นการป้องกันโรคมะเร็ง นายแพทย์ Marc Boisvert ชี้แนะว่า การให้การศึกษาและให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งได้

17.05.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

thairath130518_001a

Doctors Say Not All Women with Jolie Condition Need Preventive Mastectomies

Carol Pearson

May 15, 2013

WASHINGTON — Actress and U.N. goodwill ambassador Angelina Jolie is in the spotlight for her decision to undergo a double mastectomy to reduce her chances of getting breast cancer, even though she is cancer free.  The actress announced her decision, and her surgery, in an article she wrote for The New York Times. Jolie’s decision was based on a genetic test she had — and other options available to women facing a breast cancer risk.She’s beautiful, glamorous, and known for being outspoken whether it’s about refugees or women’s rights. Angelina Jolie’s decision to have both breasts surgically removed when she doesn’t have cancer, has put the spotlight on preventive surgery.

Jolie’s mother died of cancer when she was 56 years old. The actress said her children wanted to know if she would, too.  Jolie said genetic tests put her chances of getting breast cancer at 87 percent and at 50 percent for ovarian cancer.

Doctors have found that certain genetic mutations can increase the odds of developing breast and ovarian cancer. The two major genes associated with hereditary breast and ovarian cancer are BRCA1 and BRCA2.

One study found that if a woman develops BRCA-related cancer early in life, her daughter may get cancer even earlier than she did — if she inherited the genetic mutation.

Women with BRCA-related breast cancer have the same rate of survival as other breast cancer patients at the same stage. But Dr. Marc Boisvert of Medstar Washington Hospital says there’s a significant difference.

“The problem is that these cancers frequently appear in younger women, and younger women tend to have more aggressive cancers, and they’re not suspecting them,” Boisvert said.

Women in their 20s and 30s are not likely to be screened for breast cancer.  Those most likely to have the BRCA mutations are of east European Jewish descent. But “you can have it if you’re black, white, Hispanic, Chinese, Asian, any ethnic group can have it,” Boisvert  said.

The National Cancer Institute recommends genetic testing if close relatives have had breast or ovarian cancer. But not having the BRCA1 or 2 mutations is not an all-clear sign. And having the genetic marker doesn’t mean getting the disease is a given. But geneticists can come up with the likely odds — which is why Jolie said her chance of getting breast cancer was 87 percent.

The cost for genetic testing can run into the thousands of dollars.

The preventive surgery can lower the odds to less than five percent, but Boisvert says surgery isn’t the only choice.

“I think education is important here because you can get peace of mind knowing that you are being monitored very carefully and knowing what the numbers are, what the chances of recurrence are,” Boisvert  said.

Boisvert says in the end, the patient needs to be comfortable with her care, whether it involves careful monitoring or surgery.

SOURCE : www.voanews.com

ตรวจตราเต้านมเสียบ้าง ถ้าไม่อยากจอแบนเหมือน’แองเจลินา โจลี’

thairath130518_001กรณีดาราฮอลลีวูด แองเจลินา โจลี เผยข่าวการตัดสินใจครั้งสำคัญผ่านบทความ “My medical choice” ใน นสพ.นิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับการผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้างเพื่อลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมจาก 87% ให้ลดลงเหลือเพียงไม่ถึง 5% ซึ่งมีหลายกระแสชื่นชมในการตัดสินใจ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ โอกาสที่เธอจะเป็นมะเร็งค่อนข้างสูง

thairath130518_001aจากผลการตรวจยีนส์ทำให้พบว่าเธอมีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 และตัดสินใจตัดเต้านมออกทั้งสองข้าง โดยเก็บผิวหนังทั้งหมดและหัวนมเอาไว้ หรือที่เรียกว่า bilateral prophylactic nipple-areolar complex sparing mastectomy โดยใช้เทคนิค nipple delay procedure ก่อนที่จะทำการผ่าตัดเอาเนื้อเต้านมออกมาเพื่อเพิ่มโอกาสอยู่รอดของหัวนม จากนั้นก็ได้ใส่เต้านมเทียมชนิดชั่วคราวไว้ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก และมาเปลี่ยนเป็นแบบถาวรในภายหลัง
thairath130518_001bด้าน นพ.ธงชัย ศุกรโยธิน ศัลยแพทย์ด้านมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า การตรวจหาความผิดปกติของยีน BRCA ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายและไม่ได้ใช้ประจำในปัจจุบัน การตรวจมีค่าใช้จ่ายสูงและยังไม่มีการศึกษาถึงประโยชน์ของการตรวจที่ชัดเจนในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศมีการศึกษารวมทั้งมีเกณฑ์ที่จะใช้คัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะมียีน BRCA ที่ผิดปกติ จึงทำให้มีการตรวจที่แพร่หลาย ส่วนเทคนิคในการผ่าตัดที่เลาะเอาเนื้อเยื่อเต้านมโดยเก็บหัวนมและผิวหนังด้านนอกเอาไว้ ยังไม่ถือว่าเป็นวิธีมาตรฐานของการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านม 

โดยในต่างประเทศทั้งแถบยุโรปและอเมริกายังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย แต่ก็นำมาใช้ในการผ่าตัดรักษาผู้ที่พบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในบางกรณี โดยอาจจะต้องมีการฉายแสงที่บริเวณหัวนมที่เก็บไว้ ทั้งฉายแสงในห้องผ่าตัดเลยหรือฉายแสงภายหลัง เพื่อลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ ในประเทศไทยก็เริ่มมีการผ่าตัดเทคนิคนี้เพิ่มมากขึ้นแต่ยังมีจำนวนไม่มากนัก

สำหรับการตัดสินใจชิงตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการตัดเต้านมออกก่อน ทั้งๆ ที่ยังไม่พบว่าเป็นมะเร็งนั้น นพ.ธงชัย กล่าวว่า “เมื่อผลตรวจออกมาว่ามีความผิดปกติของยีน BRCA1 คนๆ นั้นมีความเสี่ยงถึง 65-81% บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มเป็นมะเร็งเต้านมในอนาคต และถ้ามีความผิดปกติของยีน BRCA2 ก็จะมีความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม 45-85% ดังนั้นจึงควรป้องกันหรือให้การรักษาไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ตามแนวทางซึ่งผู้ป่วยสามารถพิจารณาร่วมตัดสินใจกับแพทย์ดังนี้

1. ตัดเต้านมออกสองข้าง
2. ตัดรังไข่ออกสองข้าง
3. การบำบัดรักษาโดยการใช้ยา ซึ่งจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ป่วยประกอบกับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

thairath130518_001cทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ ก็ต้องหมั่นสังเกตเต้านมด้วย ซึ่งวิธีที่สามารถดูได้ด้วยตนเองก็คือ การคลำเต้านมเพื่อตรวจหาความผิดปกติ โดยมีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ

•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมจากยอดสู่ฐานโดยหมุนเป็นลักษณะก้นหอย
•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมตามแนวเส้นตรงขึ้น-ลงจากด้านข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งของแต่ละเต้า
•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมจากด้านข้างขึ้น-ลงซิกแซกต่อเนื่องจนทั่วเต้านม

ทั้งนี้ วิธีดังกล่าวอาจเป็นการตรวจด้วยตัวเองแค่เบื้องต้น แต่ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเต้านมมีก้อนมะเร็งหรือไม่ ทางที่ดีที่สุด จึงควรรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการพิสูจน์ให้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันจะใช้วิธีการเจาะตรวจเนื้อเยื่อโดยอาศัยเครื่องแมมโมแกรมค้นหาพิกัดตำแหน่งที่ผิดปกติของเต้านม (Stereotactic Biopsy) โดยจะประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ จากนั้นจะใช้เข็ม ATEC เจาะเข้าไปจัดชิ้นเนื้อในตำแหน่งที่ผิดปกติ ซึ่งจะทำงานร่วมกับเครื่อง Suros  ซึ่งเข็มชนิดนี้จะมีข้อดีตรงที่สามารถดูดชิ้นเนื้อออกมาได้หลายชิ้นจากการเจาะเพียงครั้งเดียว เพราะเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องตัวนี้จะสามารถหมุนได้ 360 องศา ทำให้ลดอาการเจ็บ อักเสบ และเนื้อเยื่อเต้านมช้ำ ของผู้ป่วยทั้งระหว่างและหลังผ่าตัด ผู้ป่วยจึงสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ที่สำคัญขนาดของแผลนั้นเล็กเท่ารูเข็มเท่านั้น ซึ่งการตรวจพิกัดก้อนมะเร็งนั้นต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์อย่างมาก ที่สำคัญต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์รังสีวิทยา

ในด้านการรักษาที่ผ่านมาแนวทางการรักษาโรคนี้ก็คือการผ่าตัด การฉายแสง การให้ยาเคมีบำบัด การให้ยาต้านออร์โมน และการรักษาด้วยยาที่เป้าหมายมะเร็ง

thairath130518_001d

สำหรับในกลุ่มผู้หญิงที่อายุยังน้อย แต่เกิดเป็นโรคนี้ แน่นอนว่าการสูญเสียเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างไปจากการรักษา คงเป็นเรื่องที่ทรมานใจมาก เพราะผู้หญิงยังต้องการความสมบูรณ์ในสรีระของตัวเองอยู่ การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันนี้จึงมีทางเลือกใหม่ด้วยการเสริมเติมเต็มเต้านมจากการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกที่สามารถทำได้ทันทีในคราวเดียวกัน โดยใช้เนื้อส่วนแผ่นหลัง และท้องน้อยของผู้ป่วยมาใช้ ซึ่งเทคนิคการผ่าตัดนั้น ด้าน ผศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน ผู้อำนวยการ Breast Center โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่าเป็นการผ่าตัดด้วยเทคนิคการย้ายไขมัน และกล้ามเนื้อที่ท้องหรือแผ่นหลังของผู้ป่วยมาปลูกถ่าย เพื่อทดแทนส่วนที่เสียไปจะใช้เวลาในผ่าตัดประมาณ 4-5 ชั่วโมง ข้อดีของการผ่าตัดวิธีนี้คือ เป็นการถือโอกาสกำจัดไขมันส่วนเกินหน้าท้องไปพร้อมกัน แถมยังได้เต้านมที่สวยงามกลับมาทันที แต่ข้อเสียก็คืออาจใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นอย่างน้อย 5-7 วัน

ในส่วนของการเลาะกล้ามเนื้อแผ่นหลังเพื่อเสริมเต้านั้นที่ผ่านมาวิธีนี้มีข้อจำกัดในการเลาะกล้ามเนื้อ ทำให้ได้ปริมาณไม่เพียงพอ ซึ่งต้องใช้แพทย์ที่มีความชำนาญสูง ซึ่ง ผู้อำนวยการ Breast Center โรงพยาบาลเวชธานีได้อธิบายต่อว่า ศัลยแพทย์จะต้องมีความรู้เชี่ยวชาญตั้งแต่การประเมินปริมาณ และการทำงานของกล้ามเนื้อแผ่นหลัง เพราะจะสามารถประมาณขนาดของเต้านมที่เสริมสร้างมาใหม่ได้ ข้อดีของการผ่าตัดด้วยวิธีนี้คือ ใช้เวลาพักฟื้นเพียง 3-4 วันเท่านั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อแผ่นหลังมีการสมานและเลือดหล่อเลี้ยงได้ดีกว่า แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นนักกีฬา หรือผู้ที่ทำอาชีพที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหนักๆ หลังการผ่าตัดอาจไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่เหมือนเดิม

ทั้งนี้ กล้ามเนื้อบริเวณหลังที่หนาประมาณ 2 เซนติเมตร สามารถสร้างเต้านมใหม่ขนาดกลางได้ ยิ่งถ้าหนากว่านี้ และมีเนื้อมากก็ยิ่งสร้างเต้านมขนาดใหญ่ได้ ส่วนในผู้ป่วยที่มีรูปร่างผอมบาง อาจสร้างเต้านมได้ขนาดเล็กเท่านั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อมีไม่เพียงพอ 

การผ่าตัดเสริมเต้านมใหม่พร้อมกับการกำจัดเนื้อร้ายทั้ง 2 วิธีนี้แม้ว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติและมีความสุขเหมือนเดิมแล้ว แพทย์ก็ยังต้องให้การรักษาร่วมกับวิธีอื่นเพื่อลดโอกาสการเกิดซ้ำในช่วง 2-3 ปีแรกของการรักษา ดังนั้น ผู้ป่วยจึงต้องหมั่นมาตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำหลังผ่านการรักษาโรคมะเร็งไปแล้วจะดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูล: Breast Center โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา : ไทยรัฐ 18 พฤษภาคม 2556

thairath130518_001e

รู้จักยีนเสี่ยงมะเร็งเต้านม “แองเจลีนา โจลี”

dailynews130518_002เป็นข่าวใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เมื่อดาราดังอย่าง “แองเจลีนา โจลี” ตัดสินใจผ่าตัดเต้านมออกทั้ง 2 ข้าง เนื่องจากคณะแพทย์ตรวจพบยีนผิดปกติที่ชื่อว่า “บีอาร์ซีเอ 1” (BRCA1) ในร่างกายเธอ ซึ่งเป็นยีนเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ โดยคณะแพทย์ประเมินว่า เธอมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งเต้านมถึง 87% และมะเร็งรังไข่ 50% แต่หลังผ่าตัดแล้ว ความเสี่ยงดังกล่าวลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน หน่วยศัลยศาสตร์เต้านมและต่อมไร้ท่อ ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า  “บีอาร์ซีเอ 1” เป็นยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ถ้ามีการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก อาจทำให้คนที่มียีนดังกล่าวเกิดมะเร็งได้ สมมุติว่ามีคนไข้ 100 คน มียีนบีอาร์ซีเอ 1 โอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมีถึง 80-90 คน และโอกาสที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ 50-60 คน ถ้าทิ้งไว้ต้องเป็นมะเร็งแน่ ๆ เพราะฉะนั้นคนที่มียีนบีอาร์ซีเอ 1 ต้องมาคิดต่อเหมือนแองเจลีนา โจลี ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เป็นมะเร็ง ก็เลยต้องทำการผ่าตัด

ในคนไข้มะเร็งเต้านม 100 คน ประมาณ 5-10 คนเท่านั้นที่มียีนผิดปกติตัวนี้  อย่างไรก็ตามโดยส่วนใหญ่ของคนไข้มะเร็งเต้านมกว่า 90% ก็ไม่ได้แปลว่าเกิดจากยีนผิดปกติตัวนี้ แต่คนที่ยีนผิดปกติจำนวน  80-90%เป็นมะเร็งแน่

การตัดเต้านมออกทั้งเต้าไม่ได้หมายความว่าป้องกันมะเร็งเต้านมได้ 100% เพราะตัดยังไงมันก็ไม่หมดหรอก อาจมีหลงเหลือเซลล์อยู่บ้าง ก็อาจป้องกันได้ประมาณ 90%  สำหรับมะเร็งเต้านม แต่จะป้องกันมะเร็งรังไข่ไม่ได้ เพราะรังไข่ยังอยู่ ดังนั้นก็ต้องตัดรังไข่ด้วย  บางคนจึงต้องตัดทั้งเต้านมและรังไข่ออกไป

ถามว่ามีทางเลือกอื่นหรือไม่ เช่น บางคนเลือกตัดรังไข่อย่างเดียว โดยที่ไม่ตัดเต้านม คือ ถ้าตัดรังไข่อย่างเดียวก็อาจจะป้องกันมะเร็งรังไข่  และจะป้องกันมะเร็งเต้านมได้เกือบครึ่งหนึ่ง เพราะว่ามะเร็งเต้านมมี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีตัวรับฮอร์โมนกับชนิดที่ไม่มีตัวรับฮอร์โมน  คือ รังไข่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนไปกระตุ้นมะเร็งเต้านมชนิดที่มีฮอร์โมนเป็นบวก เพราะฉะนั้นการตัดรังไข่จะป้องกันมะเร็งเต้านมด้วยประมาณ 40%  แต่ถ้ามะเร็งเต้านมชนิดที่ฮอร์โมนเป็นลบการตัดรังไข่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร

ไม่ผ่าตัดได้หรือไม่ กินยาได้หรือไม่ คำตอบ คือ มียารักษามะเร็งตัวหนึ่ง ถ้ากินยาตัวนี้จะไปลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมลง 40% แต่ไม่ลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ดังนั้นอาจไม่ค่อยนิยม  ซึ่งคนไข้บางคนอาจจะไม่ทำอะไรเลย อย่างไรก็ตามวิธีการที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ คือ ตัดเต้านมและรังไข่ออก

ในบ้านเราเจอคนไข้ที่มียีนดังกล่าวน้อยกว่าต่างประเทศ โดยยีนดังกล่าวมี  2 ตัว คือ บีอาร์ซีเอ 1 และบีอาร์ซีเอ 2 แต่เปอร์เซ็นต์การเกิดมะเร็งแตกต่างกันนิดหน่อย โดยยีนทั้ง 2 ตัวโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมเหมือนกัน แต่ความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ยีนบีอาร์ซีเอ 1จะมากกว่ายีนบีอาร์ซีเอ 2

ถามว่าใครควรจะไปตรวจบ้าง ไม่ใช่ว่าทุกคนอ่านข่าวแองเจลีนา โจลี แล้วไปตรวจยีนกันหมด คนที่มีความเสี่ยง คือ มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยเฉพาะเป็นตอนอายุน้อยกว่า 35 ปีต้องระวัง แต่ถ้าไม่มีลักษณะแบบนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปตรวจ ปัจจุบันในบ้านเรามีการตรวจหายีนดังกล่าวไม่เยอะ วิธีการตรวจคือเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจ แต่ก่อนตรวจต้องให้คำปรึกษาคนไข้ก่อน ถ้าคนไข้ไม่คิดที่จะตัดเต้านมหรือรังไข่ก็ไม่ต้องไปตรวจให้ไม่สบายใจ

ด้าน นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากในหญิงไทยเป็นอันดับ 1 ในปีหนึ่งมีคนไข้รายใหม่ประมาณ 13,000 ราย การตรวจยีนบีอาร์ซีเอ 1 หรือ บีอาร์ซีเอ 2 นั้นเป็นการตรวจพิเศษ บ้านเราไม่ได้ตรวจกันมากนัก จึงไม่มีสถิติว่ามากน้อยแค่ไหน

กลุ่มเสี่ยงที่อาจจะต้องหายีนบีอาร์ซีเอ 1หรือ บีอาร์ซีเอ 2 คือ มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม 2 ข้างหรือมีประวัติเป็นมะเร็งรังไข่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งอายุน้อยกว่า 45 ปี  อย่างไรก็ตามก่อนตรวจจะต้องมีการให้คำปรึกษาก่อน ว่าตรวจเจอแล้วจะต้องทำอะไรต่อไป การตัดเต้านมออกก็เป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่ง แต่ในบ้านเราอาจจะแนะนำให้คนไข้มาตรวจคัดกรองถี่ขึ้น

ท้ายนี้อยากฝากว่าถ้าไม่มีความเสี่ยงก็ไม่ต้องไปตรวจหายีนดังกล่าว การเฝ้าระวังเป็นวิธีที่ดีที่สุด คือ แทนที่จะไปตรวจยีนก็มาตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม หรือ ในคนที่มีความเสี่ยงอาจจะเพิ่มวิธีการตรวจที่ดีขึ้นคือ ใช้เอ็มอาร์ไอร่วมกับแมมโมแกรม  แต่อย่างที่บอกความเสี่ยงทางพันธุกรรมบ้านเราไม่เยอะ ดังนั้นอย่าไปตกใจ.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา : เดลินิวส์  18 พฤษภาคม 2556

เรื่อง “รู้เท่าทันโรคมะเร็งเต้านม”

โรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคที่มนุษย์รู้จักกัน มานาน ก่อนคริสต์ศตวรรษ 3000 ซึ่งมีบันทึกโดยแพทย์ชื่อ อิมโฮเท็ป ซึ่งได้กล่าวว่าโรคมะเร็งเต้านมจะมีลักษณะเป็นแผลที่เต้านมเหมือนกับลักษณะที่รู้กัน

ในปัจจุบัน และการรักษาเป็นไปในแบบการรักษาแผลที่เต้านม ฮิบโปรเครติส บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของโลก ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมไว้ว่ามันเป็นโรคที่โตลุกลามและส่วนที่แพร่กระจายไม่สามารถหายได้ ผู้ป่วยจะเสียชีวิต แพทย์ผู้นี้เป็นผู้ที่แยกความแตกต่างระหว่างมะเร็งเต้านมกับเนื้องอกธรรมดา

สมัยต่อมามีศัลยแพทย์กาเลนและลิโอนิค ได้ให้การรักษามะเร็งเต้านมด้วยศัลยกรรมโดยการตัดเต้านมในวงกว้างผ่านเนื้อเต้านมที่ปกติ โดยใช้การจี้ด้วยความร้อน,ห้ามเลือดและกำจัดเนื้อมะเร็ง กาเลนเป็นผู้ที่เชื่อว่ามะเร็งเต้านมเริ่มต้นก่อนที่เต้านมเติบโตและลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ และกระจายสู่กระแสเลือด และเป็นผู้ที่กล่าวถึงเรื่องการตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้น เมื่อก่อน ค.ศ. 2000 ซึ่งฮอลสเต็คและ ไมเออร์ ได้ใช้การผ่าตัดเต้านมพร้อมกล้ามเนื้อหน้าอก และต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณรักแร้ และเหนือกระดูกไหปลาร้าในปี ค.ศ. 1907 และมีการพัฒนาการจนถึงปัจจุบัน มีการคิดค้นพัฒนาทางการแพทย์ เช่น การดมยาสลบ, ความรู้ทางกายวิภาค, ความรู้ทางสรีระวิทยา, ความรู้ทางพยาธิวิทยา, การใช้รังสีบำบัด และการตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ พัฒนาการทางการผ่าตัดมะเร็งเต้านมโดยการเก็บ-กล้ามเนื้อหน้าอก และเลาะต่อมน้ำเหลืองที่เริ่มเมื่อปี ค.ศ. 1948 โดยแพทย์ปาเตและไคสัน และปี ค.ศ. 1970 เริ่มมีการรักษามะเร็งโดยการเก็บเต้าและต่อมน้ำเหลืองระดับ I-II มาจนกระทั่งปัจจุบัน รวมถึงการตรวจ ต่อมน้ำเหลืองที่มีท่อน้ำเหลืองเชื่อมต่อกับก้อนมะเร็ง (Sentinel Node) เพื่อดูระยะของโรค

จากประสบการณ์การรักษามะเร็งเต้านม ด้วยการผ่าตัด และพัฒนาการตรวจและรักษาด้วยรังสีบำบัด มีการพัฒนาการใช้ยารักษามะเร็ง ซึ่งในระยะแรกมียา 5FU ที่นำมาใช้ในมะเร็งเต้านม และต่อมามียาอื่น ๆ อีกหลายตัว เป็นยาผสมผสานในการรักษามะเร็งที่มีทั้งยาฉีดและยารับประทานถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีการรักษามะเร็งเต้านมที่ดีขึ้นก็ตาม มะเร็งเต้านมยังเป็นโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์ในแต่ละปี เป็นอันดับต้นของโลกมนุษย์และในประเทศไทย

ในประเทศไทยปัจจุบันสถิติอุบัติการณ์ในสตรี จำนวนผู้ป่วยใหม่ของมะเร็งเต้านมปีละประมาณ 12,000 คน และพบว่าเป็นมะเร็งอันดับ 1 แซงหน้ามะเร็งปากมดลูก ในกรุงเทพมหานครพบว่ามีสถิติการเกิดคิดเป็น 20.6 ต่อ ประชากร 100,000 คน นับว่าสูงสุดของประเทศ สถิติการตายจากโรคมะเร็งเต้านมขึ้นอยู่กับระยะของโรคมะเร็งที่เป็น ถ้าเป็นระยะที่หนึ่งโอกาสรอดชีวิต (Survival rate) 5 – 10 ปี จะมีโอกาสถึง 80% ถ้าเป็นระยะที่สอง เหลือ 60 % ระยะที่สาม เหลือ 40 % และระยะที่สี่โอกาสรอดชีวิตจะต่ำกว่า 20 %

สาเหตุที่มะเร็งเต้านมในประเทศไทยมีสถิติเพิ่มมากขึ้นทุกปี เนื่องจากประชาชนไม่ทราบวิธีป้องกันสาเหตุ ตัวอย่าง เช่น สาเหตุจากพันธุกรรม (BRCA1, BRCA2), สตรีเพศ, อายุที่มากขึ้น, ความผิดปกติของประจำเดือนที่เริ่มมีในอายุที่น้อยลงหมดเมื่ออายุมากขึ้น, การให้ฮอร์โมนเพศเป็นระยะเวลานาน, ไม่มีบุตร, การโดนรังสีบริเวณหน้าอก,ความผิดปกติของเนื้อเยื่อในเต้านมบางชนิด, อาหารไขมันสูง, ความอ้วนและการไม่ออกกำลังกาย ที่กล่าวมาแล้วเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมะเร็งเต้านม ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวเป็นเรื่องที่สตรีจำเป็นต้องรู้และเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยวิธีเอกซเรย์แมมโมแกรมและอัลตราซาวด์เต้านมประจำปีตั้งแต่อายุ 39 ปีขึ้นไป โดยวิธีนี้จะเป็นเครื่องมือที่จะตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรกได้ ที่จะทำให้ผลการรักษาดี มีโอกาสหายขาดมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าสตรีไทยได้ทราบปัจจัยเสี่ยง, ตรวจหาคัดกรองมะเร็งเต้านมและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เชื่อแน่ได้ว่าจะทำให้มะเร็งเต้านมลดลงและอัตราการตายก็จะลดลงได้อย่างแน่นอน

ด้วยวิทยาการการตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรกของเต้านม ปัจจุบันนอกจากการใช้แมมโมแกรมและอัลตราซาวด์แล้ว ยังมีการตรวจพิเศษโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งช่วยให้ความแม่นยำมากขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายก็อาจจะสูงขึ้นด้วย หลังจากพบว่ามีความผิดปกติของเนื้องอกที่เต้านม โดยวิทยาการสมัยปัจจุบันมีการตรวจโดยใช้การตรวจเซลล์เจาะดูดหรือตัดจากชิ้นเนื้อ ซึ่งจะทำให้สามารถบอกได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ หลังจากนั้นก็จะเป็นการรักษา ถ้าพบว่าเป็นมะเร็งด้วยการผ่าตัดต่อไป

วิทยาการปัจจุบันในการรักษามะเร็งเต้านมนั้น เราจะแบ่งระยะอย่างคร่าวๆ เพื่อสะดวกในการเข้าใจ ดังนี้

* ระยะเริ่มแรกสุดซึ่งเป็นขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร การรักษามี 2 วิธี ที่เป็นวิธีมาตรฐาน คือ

1. การตัดเต้าออกรวมถึงต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ และ Sentinel node

2. การเก็บเต้าโดยตัดก้อนเนื้อที่เป็นมะเร็งออกหมด แล้วตามด้วยการเลาะต่อมน้ำเหลืองรวมถึง Sentinel node ตามด้วยการให้รังสีบำบัด ถ้ามีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง

หลังจากการรักษาโดยการผ่าตัดและฉายรังสีสิ้นสุดแล้วผู้ป่วยจะได้รับการให้ยาเสริมต่อ ซึ่งจะเป็นยาเสริมเคมีบำบัด หรือยาต้านฮอร์โมน ซึ่งขึ้นอยู่กับผลชิ้นเนื้อมะเร็งนั้นเกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจน, โปรเจสเตอรอน

* ระยะที่เป็นก้อนเกิน 2 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 5 เซนติเมตร

การรักษาระยะนี้ใช้การรักษาได้ 2 วิธี คือ

1.การให้ยาเคมีก่อน เพื่อลดขนาดของเนื้องอกมะเร็งก่อนแล้ว จึงผ่าตัดตามแบบแรกที่กล่าวมาแล้ว และตามด้วยเคมีบำบัดและหรือรังสีรักษา

2.การผ่าตัดเอาเต้านมออกถ้าสามารถตัดได้ แล้วตามด้วยเคมีบำบัดและ หรือรังสีรักษา

* ระยะที่เป็นมะเร็งลุกลามมากและอยู่เฉพาะที่ กล่าวคือมะเร็งที่มีขนาด 5 เซนติเมตร ขึ้นไป

การรักษาจะให้ยาเคมีบำบัดลดขนาดก้อนจนสามารถผ่าตัดได้และตามด้วยยาเคมีบำบัดต่อร่วมรังสีรักษา

* ระยะที่ลุกลามไปที่อื่นของร่างกาย

ระยะนี้หวังผลหายได้น้อย การรักษาที่สามารถให้ได้จะมีการรักษาด้วยเคมีบำบัด, ยาต้านฮอร์โมนและการรักษาอื่น ๆ เพื่อยืดชีวิตที่เหลือให้ไม่ทรมาน และ มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอควร ปัจจุบันการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดจะพบว่าเป็นยาหลายๆตัวร่วมกับการรักษาทาง อิมมูโน เช่น Herceptin (Monoclonal Antibody Therapy) ซึ่งมีราคาแพงแต่ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตยาวนานขึ้น 25.1 เดือนจาก 20.3 เดือน

นอกจากการรักษาจะสิ้นสุดหลังการผ่าตัดการให้ยาเคมีและยาต้านฮอร์โมนและรังสีบำบัด ผู้ป่วยยังจะได้รับการติดตามเป็นระยะต่อเนื่องทุก 3 เดือนในปีแรก, 4 เดือนในปีที่สอง และ 6 เดือนในปีที่สามและทุกปี พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการติดตามจะพบมีการเป็นกลับซ้ำของโรคมะเร็งเดิมซึ่งถ้าได้รับการรักษาต่อทันท่วงทีผู้ป่วยก็จะมีชีวิตยืนยาวต่อไป ผู้ป่วยบางรายพบเป็นมะเร็งของอวัยวะอื่นขึ้นมาใหม่ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งมดลูก, มะเร็งรังไข่ และมะเร็งอื่น ๆ ถ้าพบเป็นมะเร็งเหล่านี้ในระยะเริ่มแรกก็สามารถรักษาให้หายได้

ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมในปัจจุบัน มีโอกาสหายขาดได้ถึง 80% ขึ้นไป ถ้าพบและรักษาในระยะเริ่มแรก เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีว่ามะเร็งนั้นตรวจได้ในระยะเริ่มแรก คือยิ่งเล็กยิ่งรักษาหายขาดได้โดยการผ่าตัด, ยาเคมีบำบัด, ยาต้านฮอร์โมน และการฉายรังสีบำบัด และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์ เช่นเดียวกับผู้ไม่เป็นโรค ชีวิตมีความสุข ยืนยาวหลายปี สามารถทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม ครอบครัว และประเทศชาติในที่สุด

ข้อมูลจาก นายแพทย์กิติ จินดาวิจักษณ์ ศัลยแพทย์เต้านม กรรมการในคณะกรรมการร่วมผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคมะเร็ง รพ.พญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์  17  มิถุนายน 2555

พบมะเร็งเต้านมไม่ใช่โรคเดี่ยวๆ หากเป็นโรคต่างๆ กันถึง 10 โรค

ทีมนักวิจัยระหว่างประเทศ ซึ่งร่วมกันวิจัยโรคมะเร็งเต้านม พบด้วยความประหลาดใจว่า  แท้จริงมันไม่ได้เเป็นโรคเดียว หากแตกออกเป็นโรคต่างๆ กันได้ถึง 10 โรคด้วยกัน ทำให้ต้องปฏิวัติวิธีการรักษากันใหม่หมด

คณะนักวิจัยได้ศึกษาวิเคราะห์ กับคนไข้ 2,000 คน เกิดความหวังว่า  การค้นพบจะทำให้พบวิธีการรักษาที่ดีขึ้น โดยการจัดยาให้เข้ากับแต่ละโรค ไปเป็นโรค ๆ ไป ซึ่งจะทำให้ทายอัตรารอดได้แม่นยำมากขึ้น แต่คงจะต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 3 ปี ถึงจะใช้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ได้

วารสาร “ธรรมชาติ” ได้เปิดเผยเบื้องหลังการศึกษาว่า นักวิจัยได้ศึกษาวิเคราะห์ตัวอย่างเซลล์มะเร็งเต้านมที่เก็บแช่แข็งไว้ทางพันธุกรรมและได้พบว่า  เซลล์ได้เปลี่ยนแปลงไปคนละอย่างสองอย่าง ซึ่งรวบรวมจัดแบ่งหมวดหมู่ขึ้นมาได้ 10 แบบ  ผู้ป่วยแม้จะป่วยจากหมวดหมู่เดียวกัน แต่ก็ยังมีอัตรารอดแตกต่างกันไป

ศาสตราจารย์คาร์ลอส คอลดาส หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า “มะเร็งเต้านมไม่ใช่โรคเดียวกัน หากแต่เป็นโรคต่างๆ กันถึง 10 โรค ผลการค้นพบจะเปิดทางให้หมอในอนาคตหาสมุฏฐานโรคและยาที่เหมาะกับโรคได้อย่างแม่นยำ มากกว่าที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน”.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 25 เมษายน 2555

ท่านมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพันธุกรรมหรือไม่

ท่านมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพันธุกรรมหรือไม่

โรคมะเร็งเต้านม และโรคมะเร็งรังไข่ เป็นโรคที่คร่าชีวิตหญิงไทยเป็นจำนวนมาก ผู้หญิงทุกคนต้องรู้จักการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และเมื่อท่านมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ท่านควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการตรวจสุขภาพประจำปี เช่น การตรวจแมมโมแกรม การตรวจภายในโดยนรีแพทย์เพื่อค้นหาโรคในระยะเริ่มต้น เนื่องจากโรคมะเร็งเต้านม และโรคมะเร็งรังไข่ จะใช้ระยะเวลาในการแพร่กระจายโรคเป็นเวลานาน ซึ่งในระยะเริ่มแรกโรคมะเร็งยังคงไม่แสดงอาการ แต่หากท่านค้นพบโรคมะเร็งนี้ในระยะเริ่มแรกจะสามารถรักษาให้หายขาดได้
แต่ในปัจจุบันนี้ผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายรายมีอายุน้อยกว่า 30-40 ปี ซึ่งกลุ่มโรคมะเร็งนี้ล้วนแต่เกิดจาก “พันธุกรรม” ทั้งสิ้น ดังนั้นการที่ท่านตรวจคัดกรองเมื่อมีอายุมากกว่า 50 ปี ก็อาจจะสายเกินไป การเป็นโรคมะเร็งตั้งแต่อายุยังน้อยส่งผลในด้านการประกอบอาชีพ การเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัว การวางแผนชีวิตแต่งงาน และการมีบุตร ผู้หญิงทุกคนควรทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งมากน้อยเพียงใด จำเป็นต้องตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุเท่าไร ใช้เครื่องมืออะไร ทั้งนี้ ประวัติสมาชิกในครอบครัวของท่าน และการตรวจทางพันธุกรรม จะเป็นตัวช่วยชี้นำให้วางแผนชีวิตได้ง่ายขึ้น
ท่านจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมและโรคมะเร็งรังไข่เพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย และควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ในกรณีดังนี้

– เมื่อญาติสายตรงของท่าน เช่น มารดา พี่สาว น้องสาว มีประวัติดังนี้

– มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 50 ปี

– มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ ภายในคนเดียวกันโดยไม่จำกัดอายุ

– มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านมทั้ง 2 ข้าง ซึ่งอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่เกิดก็ได้ โดยไม่จำกัดอายุ

– เมื่อสมาชิกในครอบครัวของท่าน เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา ลูกพี่ลูกน้อง มีประวัติดังนี้

– มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่า 2 คนขึ้นไป โดยหนึ่งในนั้นอายุน้อยกว่า 50 ปี

– มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านมร่วมกับโรคมะเร็งอื่นๆ มาหลายรุ่นเป็นจำนวนหลายคน โดยเฉพาะโรคมะเร็งรังไข่ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน (กระดูก ต่อมไขมัน เนื้อเยื่อไขมัน ฯลฯ)

– มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านมในเพศชายโดยไม่จำกัดอายุ

– มีประวัติในการตรวจคอ ยีนส์ผิดปกติ เช่น BRCA1, BRCA2และ TP53

ข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/24269