ถ้าคู่ครองรักกันดี พบความสำเร็จง่าย

thairath150122ไม่ว่าจะทำเรื่องยากง่ายอย่างไหน ถ้าหากคู่ครองหรือคู่นอนเห็นดีด้วยแล้ว ก็จะสำเร็จทั้งนั้น ทั้งนี้เป็นการค้นพบของมหาวิทยาลัยคอลเลจแห่งลอนดอน ซึ่งศึกษาดูจากคู่ครองหรือคู่นอนที่อยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไป จำนวนไม่น้อยกว่า 3,700 คู่ วัดได้ว่าไม่ว่าฝ่ายหญิงหรือชาย มีหวังจะทำสำเร็จสมความตั้งใจมากไม่ต่ำกว่า 3 เท่า

นักวิทยาศาสตร์เคยพบมาก่อน ในการศึกษาที่แล้วๆมาว่าคู่ครองหรือคู่นอนของเรามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและสุขภาพของเราอย่างใหญ่หลวง คู่สมรสหรือคู่นอนคู่ใด ที่อยู่กินกันมาด้วยดี นอกจากจะเสี่ยงกับโรคหัวใจต่ำ และยังจะได้รับผลสำเร็จในการรักษาตัวจากโรคมะเร็งถ้าหากเป็นอยู่อีกด้วย.

ที่มา : ไทยรัฐ  22 มกราคม 2558

Advertisements

รู้เท่าทัน อุบัติการณ์ ′มะเร็ง′

matichon141207_01จากสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลกในปี 2551 พบว่า “โรคมะเร็ง” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 12.7 ล้านคน และผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งราว 7.6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 จากสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก และคาดว่าในปี 2573 จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเป็น 21.4 ล้านคน และจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งราว 13 ล้านคน ประมาณ 70% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ

ว่ากันในภาพรวมของคนทั่วโลกแล้ว สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมาพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประมาณ 61,082 คน / ปี แบ่งเป็นเพศชาย 35,431 คน / ปี และเพศหญิง 25,645 คน / ปี ใน พ.ศ. 2554

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ รักษาการผู้อำนวยการ รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยแล้วอุบัติการณ์โรคมะเร็งจะคล้ายกับทั่วโลก ทั้งนี้ โรคมะเร็งที่เป็นปัญหาสำคัญในไทย 5 อันดับแรก ได้แก่มะเร็งตับและท่อน้ำดี  มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ รายงานจาก Cancer in Thailand Volume. VII 2007- 2009 สามารถแยกมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก ตามเพศได้ คือ เพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สำหรับเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

“อุบัติการณ์โรคมะเร็ง พบว่าในแต่ละประเทศอัตราการเสียชีวิตจะค่อยๆ แซงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบมะเร็งบางชนิดมากขึ้น เช่น มะเร็งเต้านม ส่วนหนึ่งคิดว่าน่าจะเกิดจากสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา อัตราการเกิดโรคก็ยังสูงอยู่เพราะผลการรักษายังไม่ได้ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนายังไม่แตกต่างกันมากนัก”

ศ.นพ.นิธิกล่าวต่อไปว่าปัจจัยหลักๆ ของโรคมะเร็งทุกชนิดให้มองไปที่ประวัติของคนในครอบครัวเป็นเรื่องพันธุกรรม ที่เราต้องรู้ แล้วต้องหมั่นมาตรวจเช็ก นอกจากนี้ ยังมี อาหาร อากาศ มลพิษ ที่เป็นปัจจัยรวมๆ ซึ่งเราจับชัดเจนได้ยาก แต่ถามว่ามีไหม มีแน่นอน อย่างเช่นสภาพแวดล้อมปัจจุบันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษมันเยอะขึ้น อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ ไปทำโครงการที่บ้านหลวง จ. น่าน ก็พบว่าคนเป็นมะเร็งตับค่อนข้างเยอะ ตอนแรกนึกว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีแต่ไม่ใช่

เพราะฉะนั้น ต้องอยู่ที่สภาพแวดล้อมซึ่งเรายังไม่รู้ต้องทำงานวิจัยต่อไป ส่วนการป้องกัน คือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันคือการควบคุมน้ำหนักตัว เพราะเราพบว่า คนอ้วนมีแนวโน้มเป็นมะเร็งบางชนิดสูงมาก เราต้องหันมาออกกำลังกาย ลดเนื้อสัตว์ ไขมันสูง หันมาทานผักผลไม้กันมากขึ้นโอกาสเป็นมะเร็งก็จะน้อยลง อันนี้เป็นภาพรวมๆ ที่จะลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งได้”

สำหรับเรื่องที่คนในปัจจุบันเป็นมะเร็งขณะที่อายุยังน้อย ศ.นพ.นิธิ อธิบายว่า เกิดจากปัจจัยเสี่ยง บวกกับพันธุกรรม ทางการแพทย์อธิบายว่าคนที่เป็นมะเร็งต้องมีพันธุกรรมที่อ่อนแออยู่แล้วเมื่อเจอสิ่งแวดล้อม อาหาร ฯลฯ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงจึงทำให้เกิด “มะเร็ง” ง่ายขึ้น

ขณะที่คนบางคนมีพันุกรรมที่เข้มแข็งกว่าหรือปฏิบัติตัวดีกว่า เมื่อเจอสิ่งแวดล้อมเหมือนกันกลับไม่เป็น ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันทางการแพทย์จึงนำเรื่องพันธุกรรมมาใช้ในการป้องกัน รักษา ที่พูดถึงมากก็คือ Personalized medicine เมื่อมีมะเร็งบางอย่างที่มีจุดอ่อนอยู่ในยีนส์หรือพันธุกรรมก็จะแนะนำให้หลีกเลี่ยง หรือถ้าเป็นแล้วก็จะรักษาได้อย่างตรงจุด เฉพาะเจาะจง และไม่ไปทำลายเซลล์อื่นๆ รวมทั้งยังป้องกันไม่ให้กระจาย ที่เราเรียกว่า การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)

“ในปัจจุบันการรักษามีความก้าวหน้ามาก อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ เราก็มีนวัตกรรมการตรวจพันธุกรรมเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ และจะขยายออกไปให้ครอบคลุมมะเร็งชนิดอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้ เรายังคงเน้นการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่มีประวัติของคนในครอบครัวต้องทำการคัดกรองเร็วกว่าปกติ เรามีการพัฒนางานวิจัยอื่นๆ เช่น รังสีรักษา เคมีบำบัด มีเครื่องมือรังสีรักษาที่ทันสมัย และกำลังจะจัดหาที่ทันสมัยยิ่งขึ้น คือสามารถรักษาแบบเฉพาะเจาะจงของก้อนเนื้อได้มากขึ้น

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น เราเน้นการรักษาทางด้านจิตใจ ทั้งคนไข้และญาติด้วยเพราะคนที่เป็นมะเร็ง เขามีความทุกข์มาก เหตุนี้จึงมีการรักษาแบบผสมผสาน เช่น การออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก ร้องเพลง ศิลปะบำบัด ทำสมาธิ กายภาพบำบัด เราให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลจิตใจเท่าๆ กับการรักษาทางการแพทย์

แม้เทคโนโลยีสูงแค่ไหนแต่เราก็ไม่ควรลืมด้านนี้ เพราะมีข้อมูลเยอะแยะที่พบว่าการทำสมาธิในคนที่เป็นมะเร็งอายุจะยืนยาวมากขึ้นมีภูมิต้านทานสูงขึ้นมีความสุขมากกว่า ส่วนคนที่อยากใช้สมุนไพร หากเป็นมะเร็งแล้วควรจะตรวจในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันให้ครบถ้วนก่อน แล้วจึงดูข้อดีข้อเสียของสมุนไพรให้ชัดเจน ต้องมีความรู้ทั้งสองด้านแล้วจึงตัดสินใจ”

ศ.นพ.นิธิ กล่าวในตอนท้ายว่า มะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง คือ
1.รับประทานอาหารให้ถูกต้อง
2.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เรารู้ชัดๆ เช่น บุหรี่
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4.ควบคุมน้ำหนัก
5.พักผ่อนให้เพียงพอ

การตรวจคัดกรองแต่ละคนในแต่ละช่วงอายุก็ควรจะทำ รู้เร็วโอกาสหายก็จะมากขึ้น ส่วนการรักษา นอกจากการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษาแล้ว การรักษาผสมผสานก็ควรทำควบคู่กันไป โดยเฉพาะเรื่องของสมาธิ การออกกำลังกาย โดยเฉพาะเรื่องจิตใจของคนไข้เป็นเรื่องสำคัญ

“หากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับมะเร็ง รพ.จุฬาภรณ์เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ยินดีต้อนรับ เพราะที่นี่เกิดจากพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่อยากให้คนไทยห่างไกลจากมะเร็ง และพระองค์ท่านอยากให้คนไทยพ้นทุกข์ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าเขาจะมีฐานะอย่างไร”

ที่มา: มติชน 7 ธันวาคม 2557

แนะทางเลือกและทางออกผู้ป่วย ‘มะเร็ง’

dailynews140713_02สุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การไปถึงจุดหมายนี้ได้ก็ต้องไม่รอช้า เริ่มต้นเตรียมความพร้อมกันได้นับแต่นี้!!

ปัจจุบันโรคที่พบเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ยังคงเป็น มะเร็ง และไม่เพียงเฉพาะประเทศไทย จากสถิติแต่ละปียังพบมะเร็งคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมีอัตราสูงขึ้นก่อนต้องเผชิญกับโรคมะเร็ง ที่ผ่านมา ศูนย์อายุยืนเปี่ยมสุข (Happy long life center) โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดสัมมนาสุขภาพ ’Happy Long Life & Health Design“ ’ทางเลือกและทางออกของผู้ป่วยโรคมะเร็ง“ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำเผยแพร่ความรู้การดูแลสุขภาพ การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ วิธีการรักษากรณีที่ป่วย รวมถึงวิธีการรักษาใหม่ ๆ ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

ศาสตราจารย์นายแพทย์อดิศร ภัทราดูลย์ ประธานฝ่ายการแพทย์ในเครือโรงพยาบาลบางปะกอก ผู้อำนวยการศูนย์ อายุยืนเปี่ยมสุขให้ความรู้ว่า มะเร็งชนิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากเซลล์ในร่างกายกลายพันธุ์ รวมถึงภูมิต้านทานบกพร่อง สาเหตุที่ทำให้ภูมิต้านทานมะเร็งบกพร่องก็ด้วยความเครียด การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง ขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ขาดการออกกำลังกาย การพักผ่อนไม่เพียงพอ ฯลฯ และจากสถิติการเกิดมะเร็งในปัจจุบัน ในอันดับต้น ๆ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรแล้วได้มีการกล่าวถึง การป้องกันโรคมะเร็ง มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม ฯลฯ

ขณะที่การดูแลสุขภาพดีขึ้น การตรวจคัดกรองมีเพิ่มขึ้น อย่างเช่น มะเร็งเต้านม โอกาสที่มะเร็งจะคร่าชีวิตผู้ป่วยก็จะลดน้อยลงเรียกว่า มะเร็งป้องกันได้ การรักษามะเร็งนอกเหนือจาก วิธีผ่าตัด ฉายแสงและให้เคมีบำบัด ทางศูนย์ฯ นำวิธีการรักษาใหม่ ๆ เข้ามาผสมผสาน เพิ่มทางเลือก ทางออก การรักษาเพื่อคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยและเพื่อให้เกิดการป้องกันดียิ่งขึ้น ในการสัมมนานี้ได้เผยแพร่ความรู้ เน้นส่งเสริมสุขภาพการป้องกันโรคมะเร็งร่วมกับการรักษาแบบผสมผสาน ช่วยให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่อโรคที่เป็นอยู่ อีกทั้งเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ที่สนใจที่เข้าร่วมได้ตระหนักถึงการค้นหาความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ดูแลสุขภาพตนเองนับแต่เนิ่น ๆ

ด้วยจุดหมายให้ผู้ป่วยและผู้ที่ไม่เจ็บป่วยมีสุขภาพดีขึ้นและดีตลอดไป ทางศูนย์ฯให้การดูแลสุขภาพนับแต่องค์ความรู้ ตลอดจนถึงการรักษา โดยบางโรคที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาหรือกรณีที่พบความผิดปกติเล็กน้อยจะใช้วิธีการป้องกัน ฯลฯ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแลใกล้ชิด การรักษามะเร็ง ดูแลครบวงจร นำเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ ร่วมกับการรักษาวิธีมาตรฐาน อาทิ การเจาะเลือดหาเปอร์เซ็นต์ของภูมิต้านทาน (เอ็นเคเซลแอคทิวิตี้) ซึ่งเอ็นเคเซลล์  (NK CELL) เซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีอยู่ในร่างกาย หากตรวจพบว่ามีอยู่ในระดับต่ำโอกาสจะยับยั้งต่อสู้กับเซลล์มะเร็งเป็นไปได้ยาก,  HIFU การบำบัดมะเร็งและก้อนเนื้องอกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงไปยังจุดที่มีก้อนเนื้องอกหรือก้อนมะเร็งในร่างกาย โดยผู้ป่วยไม่ต้องทำการผ่าตัด ใช้เวลาบำบัดรักษาไม่นาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ให้คำแนะนำเพิ่มอีกว่า การดูแลสุขภาพทุกช่วงวัยมีความสำคัญ ทั้งในเรื่องอาหาร ควรทานอาหารหลากหลาย ทานสิ่งที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายสม่ำเสมอ อีกทั้งหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็ง ฯลฯ หากเคร่งครัด ดูแลสุขภาพนับแต่เนิ่น ๆ ไม่ว่าจะโรคมะเร็งหรือโรคภัยไข้เจ็บใดก็สามารถหลีกไกลได้.

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 กรกฎาคม 2557

นวัตกรรมใหม่ ‘Biomarker ยีนบ่งชี้’ ช่วยยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่-ทวารหนัก

dailynews140713_01ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา “มะเร็ง” กลายเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตประชากรโลกไปมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี

อย่างไรก็ดี แม้ว่าอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งจะต่ำกว่าโรคอุบัติเหตุหรือโรคหัวใจก็ตาม แต่การรณรงค์เพื่อป้องกันโรคหัวใจและอุบัติเหตุนั้นสามารถทำได้ผลดีทั่วโลก จึงทำให้การตายจากทั้งสองโรคนี้ลดลงอย่างเป็นที่น่าพึงพอใจ ต่างจากโรคมะเร็งที่จากรายงานข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2554 พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งถึงวันละ 156 ราย หรือเฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 7 ราย นอกจากนั้นยังคาดว่าจะมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 118,600 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปี พ.ศ. 2573 หรืออีก 19 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยใหม่ 21.3 ล้านคน และจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 13 ล้านคน

โรคมะเร็งที่พบมากในเพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเม็ดเลือดขาว ส่วนในผู้หญิงที่พบมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในประเทศไทยนั้นสาเหตุการตายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักพบมากเป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งตับและมะเร็งปอด โดยที่อุบัติการณ์ของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักนั้นยังพบน้อยกว่ามะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ผลการรักษาและการป้องกันไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร จึงทำให้สาเหตุการตายจากโรคมะเร็งนี้สูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ผศ.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ความจริงแล้วมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักสามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยจำนวนมากที่เสียชีวิตจากโรคนี้ก่อนวัยอันสมควรเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เนื่องจากโรคนี้ในระยะแรกจะไม่มีอาการใด ๆ ต่อมาเมื่อมีอาการเลือดออกปนกับมูกและอุจจาระ หรือมีอุจจาระก้อนเล็กลง หรือมีอาการลำไส้ใหญ่อุดตัน ก็มักจะมีการกระจายของโรคมะเร็งออกไปสู่ต่อมน้ำเหลืองหรือไปที่ตับแล้วทำให้ผลการรักษาให้หายขาดอาจไม่สามารถทำได้ทุกราย

“ผู้ที่เป็นโรคนี้จำนวนมากไม่มีอาการให้เห็นในระยะแรก จนกว่าก้อนมะเร็งจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ หากตรวจพบก้อนมะเร็งในระยะเริ่มแรกหรือพบในขณะที่เป็นติ่งเนื้องอก ผลการรักษาจะดีและมีโอกาสหายขาดได้ โดยอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อย ได้แก่ อาการถ่ายอุจจาระมีมูกปนเลือด มีการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ท้องผูกสลับกับท้องเสีย อาการอื่น ๆ ที่อาจจะพบได้ คือ น้ำหนักลด เบื่ออาหาร สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนต้นอาจตรวจพบว่ามีอาการซีด ซึ่งเกิดจากการเสียเลือดโดยที่ไม่มีเลือดออกในอุจจาระให้เห็นได้ด้วยตาเปล่า อาจคลำพบก้อนที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ผู้ป่วยบางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการของลำไส้ใหญ่อุดตัน ซึ่งจะมีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน และถ่ายอุจจาระหรือผายลมลดลง

dailynews140713_01aผศ.นพ.วิโรจน์ ยังกล่าวว่า “เนื่องจากโรคมะเร็งเป็นโรคที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การรักษาตามแนวทางเดิมอาจมีข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หรือมีการตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แนวทางการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักยุคใหม่ จึงเน้นความจำเพาะต่อบุคคลมากขึ้น (Personalized Therapy) อย่างที่เป็นที่รู้กันว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการให้เห็น การตรวจ “Biomarker ยีนบ่งชี้” มีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการคาดคะเนผลการรักษาได้ล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากขึ้นช่วยให้แพทย์สามารถที่จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน ทำให้ผู้ป่วยตอบสนองต่อยาได้ดีขึ้น”

“ถ้าจะเข้าใจ “Biomarker ยีนบ่งชี้” ต้องเข้าใจเรื่องวิวัฒนาการในการรักษาโรคมะเร็ง สมัยก่อนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว การรักษามะเร็งเป็นการรักษาแบบเหวี่ยงแหคนไข้ทุกคนใช้รักษาเหมือนกันหมด เช่น การใช้ยาเคมีบำบัดก็จะทำลายทั้งเซลล์ดีและเซลล์ไม่ดี เป็นการรักษาแบบไม่จำเพาะ แต่ต่อมาเมื่อช่วง 10 ปีที่แล้ว เราเริ่มรู้ว่าคนไข้แต่ละคนแม้เป็นโรคเดียวกัน แต่การรักษาไม่เหมือนกัน โดย การตรวจ ’Biomarker ยีนบ่งชี้“ ทำให้เรารู้ว่าคนไข้แต่ละคนควรรักษาอย่างไร Biomarker สามารถทำนายการตอบสนองต่อยารักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จึงทำให้รักษาหายขาดหรือยืดอายุผู้ป่วยให้ยาวนานขึ้นได้ ซึ่งตอนนี้ในประเทศไทยสามารถทำได้ในโรงเรียนแพทย์แล้วทุกแห่ง” สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตรวจ “Biomarker ยีนบ่งชี้” ได้ที่โรงพยาบาลชั้นนำทุกแห่ง หรือสามารถติดต่อศูนย์ Chula GenePRO (รพ.จุฬาลงกรณ์) โทร.0-2256-4000 ต่อ 3638, 08-9922-9501 และสถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โทร. 0-2354-8208–15 ต่อ 212.

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 กรกฎาคม 2557

ตรวจระดับโมเลกุล ช่วยแพทย์วางแผนรักษามะเร็ง

dailynews140710_01“มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมะเร็งลำไส้ใหญ่ คือสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 ในผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย ขณะที่มะเร็งเต้านม เป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิงไทย รองจากมะเร็งปากมดลูก”

“มะเร็ง” โรคร้ายที่ทุกคนกลัวเกรงซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับมนุษย์เราทุกคน มะเร็งเป็นโรคที่ยากแก่การรักษาก็เพราะว่าโรคมะเร็งมักมีการพัฒนารูปแบบที่ยากจะคาดเดา ทำให้กว่าตรวจวินิจฉัยได้ก็พบว่าเป็นในระยะที่ยากแก่การรักษาแล้ว ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง มีทั้งจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ บุหรี่ เหล้า และมลพิษต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และปัจจัยภายในตัวเราเอง ได้แก่ กรรมพันธุ์ และภูมิคุ้มกัน

ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์มากขึ้น เพื่อให้สามารถรักษาโรคมะเร็งแก่ผู้ป่วยได้ทันท่วงที ทั้งเทคโนโลยีทางรังสีและนิวเคลียร์ และ ล่าสุดได้มีการนำวิธีตรวจค้นหาโรคมะเร็งระดับโมเลกุลมาช่วยในการรักษา เพื่อช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาให้เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูง

นายแพทย์อุดม ภู่วโรดม ผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา เปิดเผยว่า สถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ในฐานะที่มีบทบาทในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ถ่ายทอด และพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านพยาธิวิทยา ได้นำเทคนิคอณูพยาธิวิทยา ซึ่งเป็นงานที่มุ่งเน้นการตรวจวินิจฉัยโรค จากการตรวจวิเคราะห์ระดับโมเลกุลต่าง ๆ เช่น สารพันธุกรรม (DNA, RNA และโครโมโซม) ในตัวอย่างชิ้นเนื้อหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ป่วย เช่น การตรวจมะเร็ง การตรวจการกลายพันธุ์ของยีนที่บ่งชี้การตอบสนองของยาหรืออาการของโรค

ทั้งนี้ การตรวจทางอณูพยาธิวิทยาต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และใช้เครื่องมือที่มีราคาแพง จึงมีห้องปฏิบัติการน้อยราย ที่เปิดให้บริการด้านอณูพยาธิวิทยา แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ประกอบกับความจำเป็นในการนำข้อมูลระดับโมเลกุลไปใช้วินิจฉัยและพยากรณ์โรค เพื่อทำนายการตอบสนองของยาหรือบ่งบอกความเป็นไปของโรค ดังนั้น งานทางด้านอณูพยาธิวิทยาจึงมีความสำคัญและมีบทบาทมากในการใช้วินิจฉัยและพยากรณ์โรคต่าง ๆ

ความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ทางด้านอณูพยาธิวิทยา เช่น การตรวจการกลายพันธุ์ของยีน KRAS ซึ่งเป็นยีนชนิดหนึ่งในร่างกายมนุษย์ ที่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดในการคาดการณ์ถึงผลการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ในระยะลุกลามได้ โดยมีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดปกติที่ไม่กลายพันธุ์ และชนิดกลายพันธุ์ ซึ่งยีนต่างชนิดกันจะให้ผลการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตรวจยีน KRAS ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพื่อบ่งชี้ว่าเป็นชนิดกลายพันธุ์หรือไม่ก่อนการรักษาจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาให้เหมาะสมและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับผู้ป่วยแต่ละราย

การตรวจพิเศษทางด้านอณูพยาธิวิทยา ของสถาบันพยาธิวิทยา มีการนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยและวิเคราะห์โรคในระดับโมเลกุลครั้งแรกในปี 2552 และเปิดให้บริการแก่หน่วยงาน สถานพยาบาลต่าง ๆ

ทั้งภาครัฐ และเอกชน ทั่วประเทศไทย โดยมีการให้บริการอณูพยาธิวิทยา ตั้งแต่ปี 2552-2556 จำนวน 960 ราย ซึ่งงานอณูพยาธิวิทยา มีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและมากด้วยประสบการณ์ทำงาน มีเครื่องมือที่ทันสมัย และเพียงพอกับการใช้งาน เช่น เครื่อง Pyrosequencing เครื่อง PCR เครื่อง Real-time PCR เครื่อง nanodrop เครื่อง Gel Documentation ตู้ปลอดเชื้อ Biological Safety Cabinets class II เป็นต้น ซึ่งจำนวนตัวอย่างที่หน่วยงาน และสถานพยาบาลต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ส่งตรวจที่งานอณูพยาธิวิทยามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี

งานอณูพยาธิวิทยา ของสถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาเทคนิคการตรวจอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2553 ได้พัฒนาการตรวจหาปริมาณยีนเฮอร์-2 ฟิช ในตัวอย่างมะเร็งเต้านม และในปี พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน ได้พัฒนาวิธีการตรวจด้วยเทคนิคทางอณูพยาธิวิทยาหลากหลาย คือ ตรวจการกลายพันธุ์ของยีนเคแรสในตัวอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ตรวจการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์ในตัวอย่างมะเร็งปอด

ปัจจุบันงานอณูพยาธิวิทยา กำลังมีแผนที่จะพัฒนาบุคลากร และเทคนิควิธีการตรวจใหม่ ๆ เพื่อใช้ช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นอีก เช่น การกลายพันธุ์ของยีนเอนแรส การกลายพันธุ์ของยีนบีราฟ และการกลายพันธุ์ของยีนซีคิท เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 0-2354-8208-15 ต่อ 233, 229, 136 หรือ http://www.iop.or.th

ทีมเดลินิวส์38

y_38@dailynews.co.th

 

ที่มา : เดลินิวส์  10 กรกฎาคม 2557

NCD โรคไม่ติดต่อ โดย ผศ.ดร.พญ.มยุรี หอมสนิท

manager140625_01“องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันทั่วโลก เกิดจากกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD มากถึง 68%”
NCD ย่อมาจาก Non Communicable Disease หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อ โรคกลุ่มนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่สำคัญและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในคนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างไม่เหมาะสม ทั้งในการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย ร่วมกับความเสื่อมของร่างกายตามอายุ ซึ่งทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน มะเร็ง โรคเหล่านี้อาจนำไปสู่โรคที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไตเรื้อรัง และโรคสมองเสื่อมจากสาเหตุต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตแย่ลง มีความพิการ หรือแม้แต่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พ.ศ.2551 (ไม่แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันมากนัก) มียอดผู้เสียชีวิต 57 ล้านคน ปรากฏว่า 36 ล้านคน หรือ 63% เกิดจากโรคที่ไม่ติดต่อ อันดับ 1 คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (48% หรือ 17.28 ล้านคน) โรคมะเร็ง (21% หรือ 7.6 ล้านคน) โรคระบบหายใจเรื้อรัง (12% หรือ 4.2 ล้านคน) และโรคเบาหวาน (ที่เป็นสาเหตุโดยตรง 3.5% หรือ 1.3 ล้านคน) ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดมาจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์มากไป

และจากพฤติกรรมยังเป็นที่มาของโรคความดันโลหิตสูง ทำให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 16.5% ของทั่วโลกจากการสูบบุหรี่ และจากน้ำตาลในเลือดสูง 9% การไม่ออกกำลังกาย 6% และน้ำหนักเกิน 6% หรือภาวะอ้วนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 5% อีกด้วย

จากสถิติจะเห็นได้ว่า คนทุกวัยมีสิทธิ์ที่จะเป็น แต่โรคเรื้อรังกลุ่มนี้มักพบในผู้สูงอายุ ที่มีการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การสูบบุหรี่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ล้านคนทุกปี รวมถึงผู้ที่เสียชีวิตจากการสูดควันบุหรี่จากผู้อื่น และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้าน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิต 3.2 ล้านคน จากการที่ออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีผู้เสียชีวิต 2.5 ล้านคน จากการดื่มแอลกอฮอล์ 1.7 ล้านคน เสียชีวิตจากการรับประทานผลไม้และผักน้อยไป

ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเราพิจารณาจากน้ำหนักตัวของประชากร ที่อยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐานมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มโรค NCD

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2557

 

manager140702_01

ปรับพฤติกรรม ปลอดภัยจาก NCD
“ในเรื่องของกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD ที่มาพร้อมกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เป็นเรื่องที่ควรรู้ รวมถึงการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ห่างไกลจากลุ่มโรคเรื้อรังเหล่านี้”
ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD จะเริ่มจากภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วมักจะเป็นเรื้อรังโดยตามมาด้วยโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ถ้าเป็นโรคเบาหวาน อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังเหล่านี้ มาจากพฤติกรรมที่ไม่สมดุลกัน ทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการทำงานที่สะสม จนเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ทั้งสิ้น

เริ่มแรกเราต้องตระหนักว่า โรคเรื้อรังต่างๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเอง และส่งผลกระทบกับคนในครอบครัว เมื่อตระหนักแล้วก็ต้องรู้จักปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เราเคยปฏิบัติกันมาจนเคยชิน ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยเริ่มต้นจากปัจจัยสำคัญที่สุดคือ อาหารที่เรารับประทาน ไม่ควรเป็นอาหารที่หวานจัด อาหารที่มีความมัน และอาหารรสเค็ม เครื่องดื่มก็เช่นกัน น้ำหวานน้ำอัดลม รวมทั้งเครื่องดื่มที่หวานมัน เช่น กาแฟปั่น กาแฟเย็นก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ นำมาซึ่งโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน ซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของตนเอง
นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม ก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผักมากๆ ผลไม้สด ที่ไม่หวานจัดในปริมาณที่พอดี เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและช่วยการขับถ่าย ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย
นอกจากนี้ เรื่องของการทำงาน พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย 3 อย่างนี้มักจะมาด้วยกัน เนื่องจากการทำงานเป็นเวลานาน จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน รวมถึงการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าไม่ปรับพฤติกรรมเหล่านี้ ก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรให้เวลาในการทำกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันใน 1 สัปดาห์ ทำให้ได้ประมาณ 5 ครั้ง ก็จะเป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี ที่สำคัญต้องงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด หากทำได้ โอกาสการเกิดโรคในกลุ่ม NCD ก็ลดลงตามไปด้วย

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2557

ทฤษฎีแพทย์แผนไทย เปลี่ยนคนไข้ ‘มะเร็ง’ กลายเป็นหมอ

dailynews140427_001_1ความเจ็บป่วยเมื่อเกิดขึ้นไม่ว่าจะมากหรือน้อยล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตทั้งของผู้ที่เจ็บป่วยเองและคนที่อยู่รอบข้าง ยิ่งถ้าชีวิตต้องเจ็บป่วยด้วย “โรคมะเร็ง” ต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมาน การปรับตัวย่อมทำได้ยากลำบากและมีผลกระทบต่อจิตใจ จึงจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้จิตใจเข้มแข็ง เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายและก้าวผ่านไปให้ได้ เฉกเช่น ภิรตา จิรวัชราธิกุล ผู้ที่มะเร็งเปลี่ยนชีวิต จากคนไข้กลายมาเป็นหมอ

 dailynews140427_001_3

ภิรตา จิรวัชราธิกุล หรือ หมอติ่ง เล่าถึงประสบการณ์ที่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งให้ฟังว่า เมื่อปลายปี พ.ศ. 2544 ป่วยเป็นโรคมะเร็งที่เต้านมด้านซ้ายใกล้หัวใจแล้วลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นระยะที่ 3 ทันทีที่รู้ก็วูบไปเหมือนกัน จากนั้น ได้รับการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันดังเช่นผู้ป่วยโรคมะเร็งคนอื่น ๆ เมื่อรักษาไปได้สักระยะหนึ่งก็รู้สึกได้ว่าไม่มีทางหายขาดแน่ ๆ จึงถอดใจ

’แต่ก็เริ่มหาวิธีรักษาตัวเอง โดยคิดถึงสมุนไพรไทยแต่ไม่กล้าซื้อมากิน โชคดีมีพี่คนหนึ่งแนะนำเรื่องสมุนไพรว่า สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข กำลังเปิดรับสมัครจึงตัดสินใจเข้าเรียน รอไม่ได้ เพราะความตายอยู่เบื้องหน้า เมื่อเข้าเรียนในสัปดาห์แรกบอกอาจารย์ว่า ตนเองเป็นมะเร็ง อาจารย์มียาอะไรช่วยได้หรือไม่ อาจารย์ตอบกลับมาว่า เลือด น้ำเหลือง ต้องดี มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ถ้าเลือด น้ำเหลืองไม่ดี ปวนทุกระบบในร่างกาย แล้วก็ให้สูตรยามา ตั้งแต่บัดนั้นมาที่คิดว่าจะต้องตายแล้วจนวันนี้ผ่านมา 14 ปีที่หายขาดจากโรคมะเร็ง โดยใช้สมุนไพรไทยและแพทย์แผนไทยเป็นทางเลือกในการรักษาตนเอง“

จากการได้เรียนรู้ ได้ทำยาสมุนไพรตามวิชาแพทย์แผนไทยที่เรียนมา (ใบประกอบโรคศิลปะ บภ.บผ. และ พท.ว.) ประกอบกับดูแลสุขภาพตนเองมาโดยตลอด ทำให้มั่นใจว่านี่คือ อีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เพื่อนมนุษย์พ้นจากโรคร้ายที่กำลังเผชิญอยู่ได้ จึงเปิด ศุภเวชคลินิคการแพทย์แผนไทย ขึ้น โดยใช้สมุนไพรต่าง ๆ ในการรักษาโรค รวมทั้งรับบรรยายในเรื่องเคล็ดลับสุขภาพดีด้วยภูมิปัญญาไทยตามสถานที่ต่าง ๆ

 dailynews140427_001_2

สำหรับขั้นตอนในการรักษาผู้ป่วย หมอติ่ง เล่าว่า คนไข้ที่เข้ามารักษาส่วนใหญ่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเม็ดเลือด รวมทั้ง โรคสะเก็ดเงิน การรักษาจะใช้ทฤษฎีแพทย์แผนไทย โดยการจัดตรวจวิเคราะห์ธาตุ ซึ่งได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งจะโยงสู่การกินอาหารรักษาโรค รวมทั้ง มีการซักประวัติอย่างละเอียด

“จากการสอบถามผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยดื่มน้ำ กินข้าวไม่ตรงเวลา นอนไม่เป็นเวลา บางคนอดนอน รวมทั้งไม่ขับถ่ายของเสียทุกวัน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมก่อโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง แม้ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม แต่ปัจจัยที่สำคัญ คือ พฤติกรรมที่ปฏิบัติในแต่ละวัน อะไรไม่ดีไม่ถูกกับตัวเองก็ไม่รู้ แต่มักเลือกเอาความต้องการของตัวเองเป็นหลัก มีความคิดที่ว่า ฉันชอบกินอย่างนี้ก็จะกินอย่างนี้ จึงทำให้เป็นการกินไปป่วยไป เพราะอาหารที่กินไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงทำให้เกิดอาการป่วยขึ้นตามมา”

dailynews140427_001_4

เมื่อซักประวัติเรียบร้อยแล้ว จะให้ผู้ป่วยกินยาระบายของเสียทุกคน ถึงแม้ผู้ป่วยจะขับถ่ายได้เป็นปกติก็จะต้องกินยาระบายเช่นกัน รวมทั้ง ยาที่เป็นสมุนไพรกินเพื่อไม่ให้มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ซึ่งจะให้ยาชนิดใดขึ้นอยู่กับลักษณะและโรคที่ดำเนินอยู่ และที่สำคัญจะให้ผู้ป่วยปรับการดำเนินชีวิตเสียใหม่ ทั้งในส่วนของการกินโดยอาหารใดที่เป็นของแสลงที่จะทำให้โรคกำเริบทั้งหลายควรหลีกเลี่ยง และควรกินอาหารสด ที่ปรุงสุก ใหม่

  dailynews140427_001_6

’สิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเราแก่สง่า ตายสงบ มีอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก คือ หัวใจ ถ้าหัวใจหยุดเต้นเมื่อไรเปลี่ยนภพทันที ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มียาหอมบำรุงหัวใจ มีสมุนไพรจำพวก มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี เกสร บัวหลวง จำปา กระดังงา ลำดวน ลำเจียก”

ต่อมา คือ อาหารใหม่ เพราะกินถูกเป็นโอสถทิพ กินผิดเป็นยาพิษทำลายตัวเอง โดยอาหารที่กินจะต้องเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะอยู่ในกระเพาะกับลำไส้เล็กรอการย่อยเพื่อดูดซึมไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ฉะนั้น จะแนะนำผู้ป่วยในเรื่องการกินอาหารอย่างไรให้เป็นยา จะได้ไม่ป่วย เพราะการป้องกันจะดีกว่าการรักษา อย่ารอให้ป่วย ถ้าป่วยแล้วจะเจ็บทั้งตัว อีกทั้งยังต้องเสียทรัพย์อีกเป็นจำนวนมาก

สุดท้ายก็คือ อาหารเก่า หรืออาหารที่ผ่านการย่อย ดูดซึมแล้วอยู่ที่ลำไส้ใหญ่เพื่อถ่ายเป็นอุจจาระออกจากร่างกาย คนเรากินอาหารต้องเทขยะทิ้งทุกวันด้วย ไม่ควรให้มีการหมักหมมกลายเป็นมลพิษในร่างกาย นอกจากการดูแลตนเองในเรื่องอาหารแล้ว จะต้องบำรุงในเรื่องของเลือด น้ำเหลืองร่วมด้วย ซึ่งตัวยาที่ให้ผู้ป่วยจะเป็นยาสมุนไพร มีทั้งยาต้ม ยาผง เวลาจะกินต้องชงก่อน และยาแคปซูล โดยตัวยาหลัก ๆ จะเป็นตัวยาตำรับซึ่งมีหลายตัวด้วยกัน มีตัวยาหลัก ตัวยารอง ตัวยาแก้ ตัวยากัน ซึ่งจะเป็นสมุนไพรไทยทั้งจาก ราก ดอก ผล ของต้นไม้ทั้งสิ้น

ความเปลี่ยนแปลงจะขึ้นอยู่กับคนไข้ ซึ่งแต่ละคนจะใช้เวลาในการรักษาที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นมากจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 เดือนถึงจะเห็นผล โดยจะเห็นผลช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับคนไข้ในการดูแลตัวเอง ซึ่งจะต้องคุมปัจจัยที่จะก่อให้อาการกำเริบให้ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของอาหาร ซึ่งจะเน้นให้กินปลาเป็นหลัก ผักเป็นพื้น

“โดยจะต้องกินให้ถูกต้องตามธาตุของตนเอง ผู้ที่เป็นธาตุไฟจะต้องกิน ขม เย็น จืด กินคุมไว้ไม่ให้ข้างในร่างกายร้อนรุ่มมากนัก เพราะถ้าข้างในร่างกายร้อนรุ่มมากจะส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว กระทบอารมณ์จะหงุดหงิดขี้รำคาญ ส่วนคนที่เป็นธาตุดิน จะต้องกินฝาด หวาน มัน เค็ม คนที่เป็นธาตุน้ำจะต้องกิน เปรี้ยว ขม ธาตุลม เผ็ด ร้อน”

ในส่วนของยาบำรุงโลหิต จะมี เบญจกุล โดยเบญจแปลว่า 5 คือ ดูแล อากาศ ธาตุในร่างกาย มีเทียนทั้ง 5 มีโกศทั้ง 5 บำรุงกำลัง ทั้งหมดนี้คือ ครึ่งส่วน แล้วก็ตัวยาหลัก เช่น ดอกคำไทย กว่างเสน แก่นไม้สัก ว่านชักมดลูก ซึ่งจะช่วยดูแลทั้งเม็ดเลือดแดงและน้ำเหลือง

ส่วนทาง ด้านจิตใจ จะให้คำแนะนำ ทั้งผู้ป่วยและญาติเพราะไม่ใช่คนไข้คนเดียวที่จิตตกคนรอบข้างก็พลอยเป็นไปด้วย โดยจะใช้หลักธรรมคำสอนทั้งหลายปลอบประโลมจิตใจ เพื่อให้จิตใจเขาพองฟูขึ้นมาก่อน พอจิตใจพองฟูแล้วพูดให้ทำอะไรก็จะง่ายขึ้น ถ้าจิตตกจะทำอะไรก็ลำบาก โดยจะพยายามพูดให้คนไข้อยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันยังมีลมหายใจอยู่ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อดีตผ่านไปแล้วอย่าไปรื้อฟื้นขึ้นมา อนาคตยังมาไม่ถึงอย่าไปเอื้อม เพราะคนไข้หลายคนชอบเข้าไปอยู่ในอนาคต ฉันจะต้องอย่างนั้น ฉันจะต้องอย่างนี้ วาดภาพไปเอง โดยทั้งหมดยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง ทำให้เกิดความเครียด พอเครียดมะเร็งกำเริบ ฉะนั้น ต้องทำให้สารความสุขหลั่งมาก ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายเข้มแข็ง

 dailynews140427_001_5

หมอติ่ง กล่าวทิ้งท้ายว่า มี 6 ดี หนีมะเร็งได้ ซึ่งได้แก่ อาหารไทยดี นั้นก็คือ ปลาเป็นหลัก ผักเป็นพื้น กินธัญพืช ถั่ว งา กินผักหลากสี เขียว เหลือง ส้ม แดง ม่วง ผลไม้ตามฤดูกาลที่ไม่หวานจัด โดยจะต้องสด มีการปรุงสุกใหม่ รวมทั้งดื่มน้ำไม่ต่ำกว่า 2 ลิตร ต่อวัน เพราะน้ำเป็นยาอายุวัฒนะที่ถูกที่สุด อาหารที่ชอบแต่ไม่ดีกับสุขภาพต้องฝืนใจหยุด อาหารที่ไม่ชอบแต่ทำให้ร่างกายแข็งแรงต้องฝืนใจกินเข้าไป

ต่อมา คือ ยาดี ธรรมชาติทั้งหลายได้สร้างต้นไม้ให้มนุษย์แต่ไม่ได้ให้ไว้เป็นอาหารอย่างเดียว แต่สามารถใช้เป็นยาได้ด้วยซึ่งก็คือ สมุนไพรต่าง ๆ จากนั้น คือ อารมณ์ดี ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่เครียด คิดติดบวกไว้เสมอ และหมั่นทำบุญ ทำทาน จากนั้นจะเป็น ออกกำลังกายดี โดยออกกำลังกายเบา ๆ ไม่ว่าจะเป็นเดินตากแดดยามเช้า เล่นโยคะ รำไทเก๊ก

ดีที่ 5 คือ อุจจาระดี จะต้องขับถ่ายระบายของเสียทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้า ร่างกาย สมองจะปลอดโปร่ง โล่ง สบาย ไม่อึดอัด รำคาญ โดยอาจารย์สอนไว้ว่า รักษาไข้อย่าเสียดายขี้ เอาขี้ออกเสียได้หายเร็วทุกโรค ถึงแม้จะถ่ายได้ทุกวันก็อย่าคิดว่าจะออกหมด โดยจะมี ปะระเมหะ แปลว่า คราบเมือกมัน เปลวไต อยู่ทั่วเส้นเอ็นทั้งหลายในร่างกายที่มีอยู่  2,700 เส้น ตอนแรกก็เป็นเมือกมันก่อน สะสมนานเข้าก็เป็นนิ่ว หินปูน ถ้าดื่มน้ำน้อย เลือดก็จะหนืดการไหลเวียนไม่ดี เกิดการตกตะกอนกลายเป็นมะเร็งได้ อย่าให้ของเสียตกค้างอยู่ในร่างกาย สุดท้าย หลับดี การหลับที่ดีจะต้องหลับลึก ไม่ใช่หลับไปฝันไป หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในขณะที่หลับ ถ้าสามารถทำให้ตัวเองหลับลึกได้ร่างกายก็จะไม่ทรุดโทรม

วิชาแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาไทยทั้งหลาย ถือเป็นมรดกของคนไทยทุกคน อยากให้ลูกหลานช่วยกันดำรงรักษาภูมิปัญญานี้ไว้ ช่วยกันรักษาต้นไม้ที่เป็นสมุนไพรไทยทั้งหลาย เพื่อให้คงอยู่กับประเทศไทยสืบต่อไป และที่สำคัญช่วยให้ผู้ป่วยพ้นทนทุกข์ทรมานจากโรคที่เป็นอยู่.

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์ 27 เมษายน 2557

ทำงานกะกลางคืน ร่างกายปั่นป่วน

thairath140124_001ศูนย์วิจัยการนอนแห่งอังกฤษบอกเตือนว่า การทำงานกะกลางคืน จะเป็นเหตุให้ระบบของร่างกายรวน และก่อผลเสียหายระยะยาวขึ้นได้ ทั้งยังต้องเสี่ยงกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและโรคมะเร็งด้วย

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า คนเรามีนาฬิกาในตัวที่คอยควบคุมให้เราหลับนอนตอนกลางคืน และทำงานตอนกลางวัน การที่ต้องอดนอนมาทำงานตอนกลางคืน ได้สร้างความเสียหายขึ้นอย่างรวดเร็วน่าประหลาด กระทบกระเทือนไปตลอดทั่วสรรพางค์กาย ส่วนต่างๆต้องรวนเรไปหมด ไม่ว่าจะเป็นระดับฮอร์โมน อุณหภูมิของร่างกาย สมรรถภาพด้านกีฬา พื้นฐานอารมณ์และการทำงานของสมอง ไปจนถึงระดับที่ลึกที่สุดของอณู

ศาสตราจารย์เดิร์กแจน ดจิก มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ได้วาดภาพให้เห็นว่า “เหตุอลหม่านนี้ เทียบได้เหมือนกับอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ที่ทุกห้องในบ้านล้วนแต่มีนาฬิกาประจำ แต่บัดนี้นาฬิกาในห้องทุกเรือนต่างล้วนหยุดชะงักหมดแล้ว บ้านหลังนั้นจะเกิดโกลาหลสักแค่ไหน”.

ที่มา: ไทยรัฐ 24 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

bbc140121_001

Night work ‘throws body into chaos’

By James Gallagher
Health and science reporter, BBC News
21 January 2014

Doing the night shift throws the body “into chaos” and could cause long-term damage, warn researchers.

Shift work has been linked to higher rates of type 2 diabetes, heart attacks and cancer.

Now scientists at the Sleep Research Centre in Surrey have uncovered the disruption shift work causes at the deepest molecular level.

Experts said the scale, speed and severity of damage caused by being awake at night was a surprise.

The human body has its own natural rhythm or body clock tuned to sleep at night and be active during the day.

It has profound effects on the body, altering everything from hormones and body temperature to athletic ability, mood and brain function.

The study, published in Proceedings of the National Academy of Sciences, followed 22 people as their body was shifted from a normal pattern to that of a night-shift worker.

Blood tests showed that normally 6% of genes – the instructions contained in DNA – were precisely timed to be more or less active at specific times of the day.

Once the volunteers were working through the night, that genetic fine-tuning was lost.

Chrono-chaos

“Over 97% of rhythmic genes become out of sync with mistimed sleep and this really explains why we feel so bad during jet lag, or if we have to work irregular shifts,” said Dr Simon Archer, one of the researchers at the University of Surrey.

Fellow researcher Prof Derk-Jan Dijk said every tissue in the body had its own daily rhythm, but with shifts that was lost with the heart running to a different time to the kidneys running to a different time to the brain.

He told the BBC: “It’s chrono-chaos. It’s like living in a house. There’s a clock in every room in the house and in all of those rooms those clocks are now disrupted, which of course leads to chaos in the household.”

Studies have shown that shift workers getting too little sleep at the wrong time of day may be increasing their risk of type-2 diabetes and obesity.

Others analyses suggest heart attacks are more common in night workers.

Prof Dijk added: “We of course know that shift work and jet lag is associated with negative side effects and health consequences.

“They show up after several years of shift work. We believe these changes in rhythmic patterns of gene expression are likely to be related to some of those long-term health consequences.”

Prof Hugh Piggins, a body-clock researcher from the University of Manchester, told the BBC: “The study indicated that the acute effects are quite severe.

“It is surprising how large an effect was noticed so quickly, it’s perhaps a larger disruption than might have been appreciated.”

He cautioned that it was a short-term study so any lasting changes are uncertain, but “you could imagine this would lead to a lot of health-related problems”.

SOURCE : bbc.co.uk

สารปนเปื้อนในข้าวอาจก่อมะเร็ง

thairath130809_002วงเสวนาทางวิชาการความจริงเรื่องเมทิลโปรไมด์และโปรไมด์อิออน พบข้าวมีสารตกค้าง ชี้ผลวิจัยเผย อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งกับผู้ที่สัมผัสโดยตรงได้ ย้ำแต่ต้องศึกษาต่อไป…
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี กล่าวภายหลังการเสวนาทางวิชาการความจริงเรื่องเมทิลโปรไมด์และโปรไมด์อิออน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่า ได้แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการวัดค่าเมทิลโปรไมด์ตกค้างและค่าของโปรไมด์อิออน ที่พบว่ามีการตกค้างในข้าวสารบางยี่ห้อ ที่อาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันซึ่งจากการเสวนาพบว่า ที่ผ่านมามีการวัดค่าที่ตรงกัน ดังนั้น ผลของการวัดก็จะออกมาตรงกัน เช่น กรณีของการวัดค่าเมทิลโปรไมด์ของบริษัทหนึ่งที่ผลออกมาตรงกันว่าเกินค่ามาตรฐาน ดังนั้น การที่บางหน่วยงานออกมาบอกว่าทางมูลนิธิชีววิถีและมูลนิธิคุมครองผู้บริโภคแปรค่าผิด ผลก็ออกมาแล้วว่าใช้ค่าวัดเดียวกัน ส่วนเรื่องอันตรายในโปรไมด์อิออนนั้นแตกต่างกับเมทิลโปรไมด์ เนื่องจากเมทิลโปรไมด์จะมีอันตรายที่เฉียบพลันกว่าโดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด โดยมีผลการศึกษาจาก  รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผศ.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ระบุว่า อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งกับผู้ที่สัมผัสโดยตรงได้ แต่ต้องทำการศึกษาต่อไป

ผอ.มูลนิธิชีววิถี กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการซาวน้ำและการหุงข้าวนั้น จากการทดสอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การซาวน้ำ 1 ครั้งสามารถทำให้สารดังกล่าวลดลงเหลือร้อยละ 61 ซาว 2 ครั้งลดลงเหลือร้อยละ 41 แต่การทดลองไม่ได้รวมถึงการหุงข้าว ดังนั้น จึงควรมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำการทดสอบต่อไป ขณะที่เรื่องการกำหนดค่าความเป็นพิษสูงสุดให้ผู้บริโภคสามารถบริโภคได้ต่อวัน (ADI) ว่าในข้าวต้องมีสารเคมี ไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อกิโลกรัมต่อวันควรมีการพิจารณาอีกครั้ง

ด้าน ผศ.นพ.ปัตพงษ์กล่าวว่า จากการทดลองในสัตว์ทดลองของประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่าเมทิลโปรไมด์มีผลกระทบต่อสมอง ต่อมไร้ท่อ และระบบสืบพันธุ์ ทำให้อวัยวะดังกล่าวโตขึ้นผิดรูป ทั้งยังสรุปได้ว่าค่า ADI ที่ใช้ได้ไม่ควรเกิน 0.1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อกิโลกรัมต่อวัน.

ที่มา : ไทยรัฐ 9 สิงหาคม 2556

เป็นสันนิบาตลูกนก แล้วเป็นมะเร็งยาก

Credit : ebscoassessments.convergencehealth.com

Credit : ebscoassessments.convergencehealth.com

สถานีเทคโนโลยีชีวเวชของสภาวิจัยแห่งชาติเมืองมักกะโรนี ศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุคนที่เป็นโรคสันนิบาตลูกนก จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งซ้ำอีกโรคหนึ่ง และในทำนองเดียวกัน คนที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว ก็จะไม่ค่อยเป็นโรคสันนิบาตลูกนก

นักวิจัยอ้างว่า สาเหตุของความสัมพันธ์ของโรคทั้งสองเชิงกลับกันอย่างไม่คาดฝันเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะทั้งสองโรค มียีนที่เกี่ยวเนื่องทางประสาทวิทยาและการเติบโตของมะเร็งร่วมกันอยู่จำนวนหนึึ่่ง และเส้นทางเดินของโรคทั้งคู่ก็มีเส้นทางเดินร่วมกันอยู่ด้วย

ดร.มัสสิโม มิวสิกโค หัวหน้าคณะผู้ศึกษา กล่าวว่า “แม้ว่านักวิจัยจะเห็นว่าโรคทั้งสองไม่เกี่ยวกันเลย แต่ความรู้บางอย่างของโรคมะเร็งบางอย่าง อาจใช้ทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ในผู้ที่เป็นโรคสันนิบาตลูกนกได้ดีขึ้น”

ขณะเดียวกันหมอเจน ไดรเวอร์ ซึ่งศึกษาเรื่องของความแก่ชรา อยู่ที่โรงพยาบาลบริกแฮมและผู้หญิง ในกรุงบอสตัน ที่สหรัฐฯ ก็กล่าวว่า “มีข้อมูลที่น่าเชื่อว่าโรคสันนิบาตลูกนก มีส่วนทำให้ความเสี่ยงกับโรคมะเร็งต่ำอยู่ด้วย

หมอมัสสิโมกับคณะได้แจ้งว่าพบผู้ที่ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคสันนิบาตลูกนก ไม่ว่าก่อนป่วยและหลังป่วยแล้ว บุคคลผู้นั้นจะเป็นมะเร็งยาก และในทางกลับกัน มันก็เป็นแบบเดียวกันด้วย

ตัวหมอมัสสิโมกับคณะได้เคยติดตามดูอาการของคนไข้อายุ 60 ปี ที่ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นมะเร็ง หรือโรคสันนิบาตลูกนก ที่อยู่อาศัยในภาคเหนือของอิตาลี จำนวน 204,000 รายมาแล้ว.

ที่มา : ไทยรัฐ 15 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Alzheimer’s tied to less cancer, and vice versa

By Genevra Pittman

NEW YORK | Wed Jul 10, 2013

(Reuters Health) – People with Alzheimer’s disease have a lower risk of cancer than other elderly adults, a new Italian study suggests.

Additionally, researchers found that seniors who were diagnosed with cancer were less likely to develop Alzheimer’s.

Researchers said there are a number of genes that affect both neurology and cancer growth – and pathways by which the two are connected – that could explain the “unexpected” inverse link between the diseases.

“Cancer and Alzheimer’s have been viewed by researchers as completely separate,” said Dr. Massimo Musicco, who led the study at the National Research Council of Italy’s Institute of Biomedical Technologies in Milan.

“Some of the knowledge that we have on cancer can be used for a better understanding of what happens when a person has Alzheimer’s disease, and vice versa,” he said.

There are convincing data that Parkinson’s disease is tied to a lower risk of cancer, said Dr. Jane Driver, who studies aging at Brigham and Women’s Hospital in Boston.

More recently, the same pattern has been showing up for other neurological disorders, including schizophrenia and Alzheimer’s, she noted.

But earlier studies haven’t been able to rule out whether Alzheimer’s disease might be keeping cancer symptoms from being noticed – or vice versa – or if people who die from one disease just have less time to be diagnosed with the other.

In their study, Musicco and his colleagues found people who ultimately were diagnosed with Alzheimer’s had a lower risk of cancer both leading up to and after their diagnosis.

Likewise those with cancer were less likely to get Alzheimer’s both before and after the cancer was caught.

“I’m hoping this will then convince all the doubters that there is a true inverse association between Alzheimer’s, Parkinson’s and probably some other neurologic diseases and cancer,” Driver told Reuters Health.

Musicco and his team tracked new cancer and Alzheimer’s diagnoses among 204,000 people age 60 and older living in Northern Italy.

Between 2004 and 2009, just over 21,000 of them were diagnosed with cancer and close to 3,000 with Alzheimer’s disease. There were 161 people diagnosed with both diseases.

The researchers calculated that 246 cases of Alzheimer’s disease would be expected in members of the cancer group, based on their age and gender balance, and 281 cancers would be predicted among those with Alzheimer’s.

The lower rates meant that people with cancer were 35 percent less likely to develop Alzheimer’s disease than other adults, the researchers wrote in the journal Neurology. And those with Alzheimer’s had a 43 percent lower risk of cancer.

The link held up when they looked at most cancers individually.

“These two diseases seem intrinsically related to human aging,” Musicco told Reuters Health.

“Cancer may be conceptualized as a high tendency of cells to reproduce, which is so high that it is no (longer) controlled,” he said. “Alzheimer’s disease is exactly the reverse. It’s a sort of incapacity of neuron cells to reproduce.”

The study doesn’t prove one disease is protective against the other. It also doesn’t mean people with Alzheimer’s or cancer never have to worry about getting the other condition, Driver said.

The researchers noted that they couldn’t take into account people’s lifestyle and whether some habits might affect the risk of cancer and Alzheimer’s differently.

Driver said the inverse link has “prompted thinking outside the box” regarding ways to treat Alzheimer’s disease – for which good treatment options are scarce.

“By further investigating this decreased risk, there’s a good chance we’ll be able to find completely new therapies,” Driver said.

“Any new lead or any new avenue to go down, we really need to take it.”

SOURCE: bit.ly/153xezv Neurology, online July 10, 2013.

SOURCE : www.reuters.com