รวมสารพันโรคผู้สูงวัย โดย แพทย์หญิงพัณณิดา วัฒนพนม

voathai130110_001วันที่ 13 เมษายนของทุกปี นอกจากจะถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยหรือวันมหาสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันสำคัญอีกวันคือ “วันผู้สูงอายุ” ด้วย ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ต้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับผู้สูงวัยกันมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ ซึ่งในวัยนี้จะต้องระมัดระวังและใส่ใจดูแลมากกว่าวัยอื่นๆ เพราะยิ่งอายุเยอะก็มักจะเจอปัญหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เยอะไปตามอายุด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้ โรงพยาบาลกรุงเทพจะขอรวบรวมสารพันโรคที่ผู้สูงอายุควรระวังมาฝากกัน

1. โรคข้อเสื่อม เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่ในผู้สูงอายุ โดยข้อที่พบอาการเสื่อมได้มากคือข้อที่รับน้ำหนักตัว เช่นข้อเข่า เมื่อผู้ป่วยอายุมากขึ้นมักมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้นด้วย และเริ่มมีโครงสร้างภายในข้อไม่เป็นปกติ จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงความผิดปกติภายในข้อ อันประกอบด้วยผิวของข้อเข่า ซึ่งเป็นกระดูกอ่อน เริ่มสึกหรอ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบ การเคลื่อนไหวข้อ มีอาการติดขัด ฝืด หรือเสียงดังคล้ายกระดาษทรายถูกัน

กระดูกรอบข้อเกิดการปรับตัว โดยสร้างกระดูกงอกขึ้นภายในข้อ ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้น้อยลง กระดูกบริเวณข้อเข่า และรอบ ๆ ข้อ บางลง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มเดินน้อยลง อาการผิดปกติของผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะแรก ประกอบด้วย อาการปวดอาจร่วมกับการมีข้อเข่าบวม อาการขัดที่ข้อ โดยอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นของข้อ ในขณะเหยียดและงอข้อเข่าจะมีอาการปวด และหรือขัดในข้อมากขึ้น และมีเสียงลั่นในข้อ

ซึ่งอธิบายจากการที่ผิวกระดูกภายในข้อเริ่มไม่เรียบและมีกระดูกงอกเกิดขึ้น อาการปวดที่เกิดในผู้ป่วยบางรายทำให้เกิดการปรับตัวด้วยการไม่เหยียดหรืองอข้อเข่าจนสุด เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น ทำให้เกิดปัญหาข้อติดขัด และเคลื่อนไหวไม่เต็มวงของการงอเข่าตามมา เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น หรือ ข้อที่เสื่อมอักเสบนั้นถูกใช้งานมากอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้อาการผิดปกติเหล่านี้ เป็นมากขึ้นได้โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อมาพบแพทย์ก็มักจะมาเมื่ออาการต่าง ๆ เกิดขึ้นพอควรแล้ว หรือ ไม่สามารถประกอบภารกิจประจำวันได้เหมือนเดิม ซึ่ง อาการหลัก ๆ ก็คือ อาการปวด,ขัด และหรือบวม ของข้อเข่า หรือในรายที่มีข้อเข่าโก่งอยู่บ้างแล้วก็มักจะมาด้วยเรื่องเข่าผิดรูป หรือทำให้เกิดปัญหาปวดมากขณะเปลี่ยนท่าเช่นจากนั่งเป็นยืน

เมื่อเกิดปัญหาข้อเข่าเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีอาการของโรคซึ่งจะสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค ถ้าหากว่าอาการที่เกิดขึ้นน้อย ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถชะลอการเสื่อมของข้อเข่านั้น ๆ ได้วิธีการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่านั้น ประกอบด้วยวิธีหลัก ๆ ดังนี้ หลีกเลี่ยงท่างอข้อเข่ามาก ๆ เช่น นั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ และนั่งคุกเข่า

หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดหลาย ๆ ชั้น ควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี ไม่ให้อ้วน หมั่นขยันบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอยู่เสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อด้านหน้าของต้นขา ทานยาแก้ปวดเมื่อจำเป็นหรือทานเป็นครั้งคราว ใช้ไม้เท้าช่วยเมื่อต้องเดินเป็นระยะทางไกล หรือเดินในที่ไม่เรียบ

2. โรคกระดูกพรุน เป็นอีกโรคที่พบได้มากในผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุนเกิดจากการลดลงของปริมาณกระดูกในร่างกายร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของกระดูก เป็นผลให้ความแข็งแรงของกระดูกโดยรวมลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ โดยเฉพาะผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง30-40% ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมาก

เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง ทำให้มวลกระดูกของผู้หญิงในกลุ่มวัยนี้ลดลงถึงร้อยละ 3-5 ต่อปี นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนยังพบได้ในภาวะผู้ป่วยที่ได้รับการตัดรังไข่ 2 ข้าง ผู้ป่วยที่ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย ผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิดเช่นสารสเตียรอยด์หรือยากันชักบางชนิดและการสูบบุหรี่ก็อีกเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะไม่มีอาการใด ๆ จนกว่าจะมีอาการแสดงซึ่งได้แก่กระดูกหัก ตำแหน่งที่พบบ่อยในโรคกระดูกพรุนได้แก่บริเวณข้อสะโพก,ข้อมือหรือกระดูกสันหลังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

นอกจากนี้ อาการหลังโกง หรือตัวเตี้ยลงมากกว่า 2 เซนติเมตรนั้นอาจเป็นอาการของโรคกระดูกพรุนที่มีการยุบตัวลงของกระดูกสันหลังจึงเป็นภัยเงียบเพราะคนไข้จะไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้ว โรคกระดูกพรุนวินิจฉัยได้จากการตรวจค่าความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องมือ DEXA นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติอื่น ๆ เช่น การขาดวิตามินดี และสามารถตรวจประเมินอัตราการสร้างและสลายของกระดูกได้ การตรวจเพิ่มเติมนี้เพื่อใช้ในการตัดสินใจวางแผนการรักษาและติดตามผลการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

สำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุนด้วยยาในปัจจุบันมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ยากลุ่มที่ลดอัตราการสลายกระดูก และยากลุ่มที่เสริมสร้างมวลกระดูก ทั้งนี้การการให้ยา แพทย์จำเป็นต้องตรวจคัดกรองผู้ป่วย เพื่อพิจารณาให้ยาตามความจำเป็น จึงแนะนำให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนควรมาตรวจภาวะกระดูกพรุน ผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเสริมการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว, นม และงาดำ โดยทั่วไปแล้วผู้สูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม วันละ 1200 มิลลิกรัมควบคู่กับวิตามินดี 800 ไอยู นอกจากนี้ควรเพิ่มการออกกำลังกายที่เป็นการลงน้ำหนักที่ข้อ เช่นการยกน้ำหนักและการเดิน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก และตวรมีการออกกำลังกายกลางแจ้งในเวลาเช้าหรือเย็น เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี

3. โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่งในผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาและควบคุมตลอดชีวิต มากกว่าร้อยละ 90 ของโรตความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนโดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้แก่ กา รมีความเครียดสูง ,บริโภคอาหารรสเค็มหรือเกลือโซเดียมมาก ในผู้สูงอายุ

มีการผนังหลอดเลือดแดงมีการแข็งตัวขึ้นและเสียความยืดหยุ่นอาจจะมีผลให้ความดันโลหิตในหลอดเลือดสูงขึ้น ความดันโลหิตสูง คือ ภาวะความดันในหลอดเลือดแดงสูงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไป โดยวัดขณะนั่งพัก 5–10 นาทีที่ไม่ได้สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ และได้ค่าสูงตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาอย่างน้อย 2สัปดาห์ โรคความดันโลหิตสูงระยะแรกส่วนใหญ่ไม่มีอาการมีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการและที่พบได้บ่อย คือ ปวดมึนท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ ปวดศีรษะ

สำหรับผู้ที่มีความดันสูงรุนแรงอาจมีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือเท้าชา ตามัว อัมพาตหรือเสียชีวิตเฉียบพลัน เป็นต้นโรคนี้ถ้าไม่ได้รักษาเป็นเวลานานๆก่อให้เกิดความเสียหายและทำให้เกิดอาการของภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญต่างๆ ได้แก่ ภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจล้มเหลว, การทำงานของไตเสื่อมลง ทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรัง เป้าหมายของการรักษาความดันโลหิตสูง คือการควบคุมให้ต่ำกว่า 140 / 90 มม.ปรอท และผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือไตเรื้อรัง ควรคุมให้ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท แนวทางการรักษา มีดังนี้ เปลี่ยนพฤติกรรมสู่การสร้างสุขภาพที่ดี

เพื่อลดความดันและปัจจัยเสี่ยง ผู้ที่มีความดันสูงเพียงเล็กน้อยความดันจะลดเป็นปกติได้โดยไม่ใช้ยา ได้แก่ เลิกบุหรี่และเหล้า , ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ,ลดอาหารรสจัด (หวาน มัน เค็มจัด) เพิ่มรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลาและดื่มนมไขมันต่ำ,ลดน้ำหนักส่วนเกิน และรู้จักคลายเครียด สำหรับผู้ที่ความดันยังคงสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท หลังจากปรับพฤติกรรมแล้วควรปรึกษาแพทย์ให้ยาลดความดันโลหิต

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนปัจจุบันมียาใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้ผลดีในการรักษาและควบคุมความดันให้อยู่ในระดับปกติ เช่นขับเกลือและน้ำออกทางปัสสาวะ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขยายหลอดเลือด เป็นต้น ในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้อง ติดตามการรักษา เพื่อประเมินการควบคุมความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะและเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ เป็นต้น

4. โรคมะเร็ง ซึ่งโรงมะเร็งหลายชนิดเป็นโรคที่พบมากขึ้นตามอายุ โรคมะเร็งเกิดจากการที่โรคที่เซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแบ่งตัวแบบกระจายอย่างรวดเร็ว โดยอาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงหรือแพร่กระจายไปตามอวัยวะที่สำคัญต่าง ๆ โรคมะเร็งจะไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง โรคมะเร็งบางชนิดอาจจะมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้ามีประวัติครอบครัว ก็อาจจะมีโอกาสโรคสูงกว่าคนทั่วไป

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มะเร็งมีสาเหตุส่งเสริมได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสูบบุหรี่ จะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคมะเร็งปอด, มะเร็งหลอดอาหารแลและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ การดื่มสุราเพิ่มโอกาสเกิดโรคตับแข็งซึ่งอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งตับตามมาโรคมะเร็งหลายชนิดสามารถตรวจพบเจอได้ตั้งแต่ระยะ เริ่มต้นทำให้รักษาหายขาดได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งหลายชนิดจริงมีความสำคัญ ในผู้สูงอายุหลังอายุ 50 ปีขึ้นไปควรมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้

โดยการตรวจอุจจาระ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพใน การประเมินปัญหาในลำไส้ใหญ่ และในผู้หญิงควรมีการตรวจแมมโมแกรมเต้านมซึ่งเป็นการตรวจด้วยรังสีเอ็กซเรย์ (X-Rays) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อค้นหาความผิดปกติที่เต้านม สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่ก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กเกินกว่าแพทย์จะคลำได้ โดยปกติควรมีการตรวจทุก 1-2 ปี

5. โรคต้อกระจก เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตาหรือแก้วตา ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะใสทำหน้าที่รวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาพอดี สำหรับอาการของต้อกระจกส่วนใหญ่ เลนส์แก้วตาจะเริ่มขุ่นมัวจากบริเวณส่วนกลาง ในที่มีแสงน้อย เมื่อม่านตาขยาย แสงสามารถผ่านเข้ามาทางส่วนอื่นของเลนส์แก้วตาได้ อาการของโรคต้อกระจกจะมีสายตาค่อยๆ มัวลงเหมือมีฝ้าหรือหมอกบัง เห็นภาพซ้อน

บางรายอาจมีสายตาสั้นขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนแว่นบ่อยๆ จนประทั้งแว่นตาก็ไม่สามารถช่วยได้ หรือเห็นสีต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม สีจางลงหรือไม่สดใสเท่าที่เคยเห็น บางคนอาจสังหรือเกิดการพร่าเวลาขับรถตอนกลางคืน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ ในผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์แก้วตาจะขุ่นเพิ่มขึ้น จึงมีผลให้การมองเห็นลดลง นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดต้อกระจกได้ด้วยเช่นกัน ในกรณีที่ปล่อยทิ้งไว้นาน ต้อกระจกอาจสุก และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น ต้อหิน หรือมีการอักเสบภายในลูกตา ทำให้มีตาแดงและปวดตาอย่างมากต้องรีบลอกต้อกระจกออกทันที

ซึ่งหากปล่อยถึงระยะดังกล่าวอาจทำให้เกิดตาบอดได้ การที่ต้อกระจกกลายเป็นต้อหินเพราะต้อกระจกพองตัวไปกดในทางระบายน้ำของลูกตา หรือต้อกระจกละลายตัวแล้วเกิดการอักเสบในลูกตา ในปัจจุบันยังไม่มียารับประทาน หรือยาหยอดชนิดใดที่จัดว่าได้ผลดีในการรักษาต้อกระจก และยังไม่มีเลเซอร์ที่สามารถสลายต้อกระจกได้ การรักษาหลักคือ การลอกหรือผ่าเอาต้อกระจกนั้นออกโดยจักษุแพทย์ ปัจจุบันนิยมผ่าตัดโดยวิธีสลายต้อกระจก โดยใช้เครื่องกำเนิดคลื่นเสียงความถี่สูง

หลังจากผ่าเอาต้อกระจกซึ่งขุ่นมัวออกแล้ว จักษุแพทย์ก็จะนำเลนส์แก้วตาสังเคราะห์ใส่แทนตำแหน่งเดิม เพื่อให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเลนส์สังเคราะห์นี้จะใสเหมือนกระจก แก้วตาเทียมนี้ไม่ต้องถอดออกมาล้างหรือเปลี่ยน และสามารถอยู่ได้ไปตลอดชีวิต

6. โรคสมองเสื่อม ตามข้อมูลทางสถิติ พบว่าอยู่ในอัตราสูงถึง 5-8 เปอร์เซนต์ของผู้อายุเกิน 65 ปี และจะมีอัตราการเกิดโรคสูงถึง 20 เปอร์เซนต์ และถ้าอายุเกิน 90 ปีขึ้นไปจะพบถึงครึ่งหนึ่งที่มีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมจะพบว่ามีปริมาณ หรือจำนวนเซลล์ของสมองที่ทำงานลดลงอย่าง จึงทำให้มีปัญหาด้านความจำ, ความคิด, อารมณ์และบุคลิกภาพของตนผิดไปจากเดิมอย่างมากในผู้สูงอายุ

สาเหตุสมองเสื่อมที่พบบ่อยๆ มีสาเหตุ 2 ประการ คือ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพาต ไม่ว่าจะเกิดจากชนิดหลอดเลือดตีบ หรืออุดตัน หรือแตกก็ตาม โรคนี้พบได้ประมาณ 20% โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด และจะมีอาการเลวลงเรื่อยๆ โดยพบราว 70-80% ของผู้ที่มีสมองเสื่อม โรคนี้จะเป็นสาเหตุทำให้สมองฝ่ออย่างรวดเร็ว และมีปัญหาด้านความจำ, การพูด, ความคิด, การกระทำ, อารมณ์, การดำรงชีพ และบุคลิกภาพผิดไปอย่างชัดเจน

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้แน่นอนว่าเกิดจากสิ่งใด มีหลายคนสันนิษฐานว่าเกิดจากพันธุกรรม, การติดเชื้อ,สารพิษตลอดจนระบบภูมิต้านทาน โดยปรกติแพทย์จะเป็นผู้ให้การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมโดยอาศัยข้อมูลจากประวัติ, ระยะเวลาเป็นโรค, อาการ, อาการแสดง, ประวัติครอบครัว. การตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียด และการสืบค้นหาสาเหตุของโรคดังกล่าว ซึ่งอาจประกอบด้วย การเจาะเลือด, การเอกเรย์, การตรวจคลื่นสมอง, การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง, การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง, การตรวจการไหลเวียนของเลือดสู่สมองและบางครั้งอาจมีการตรวจชิ้นเนื้อสมองโดยการผ่าตัดพิสูจน์

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวยาต่างๆ มากมาย ในการรักษาโรคนี้ แต่ยังไม่พบว่ามียาชนิดใดที่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคให้หายขาดได้ การรักษามุ่งเน้นที่การรักษาตามตามอาการแบบประคับประคอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ญาติผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีความสุข ไม่วุ่นวายหรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายต่างๆได้. ในรายที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรงเอะอะโวยวายหรือวุ่นวายมากๆ บางครั้งก็จำเป็นต้องให้ยาช่วยระงับจิตใจผู้ป่วย ขนาดยาและระยะเวลาที่ให้จำเป็นต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ สำหรับการดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย,ที่อยู่อาศัย, สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ญาติและผู้ดูแลจำเป็นต้องช่วย

คุณหมอกล่าวทิ้งท้ายว่า วิธีการง่ายๆ ในการดูแลตัวเองสำหรับผู้สูงอายุ คือการพักผ่อนให้เพียงพอ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 20 เมษายน 2556

Advertisements

พบวิธีเผด็จศึก โรคมะเร็งทั้งฝูง

thairath130404_001วารสาร “วิทยาศาสตร์” ของสหรัฐฯ รายงานว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดค้นพบยาที่สามารถรักษามะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ สมอง ตับและต่อมลูกหมาก ให้หาย หรือทำให้หดเล็กลงได้

นักวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนแพทย์คนหนึ่งจาระไนให้ฟังว่า “เราได้พบในการศึกษาว่าเมื่อมะเร็งเข้าตัวเราได้แล้ว แม้แต่ภูมิคุ้มโรคก็ไม่อาจทำอะไรได้ ไม่ว่าจะขัดขวางไม่ให้เติบโต และป้องกันไม่ให้ลุกลามออกไปได้” แต่ได้พบหนทางใหม่ที่จะจัดการกับมัน และยังพบว่าสารเคมีใหม่นี้สามารถรับมือกับโรคมะเร็งทั้งฝูงได้

เขาเปิดเผยต่อไปว่า เหตุที่ร่างกายไม่อาจจะต่อต้านเซลล์มะเร็งได้ ก็เพราะมันมีวิธีปกป้องตัวเองจากระบบภูมิคุ้มโรค โดยการชูธงหรือเครื่องหมายบอกว่า “เราเป็นมิตร อย่าทำอะไรเรา” ซึ่งวิธีแบบนี้เซลล์สำคัญอื่นๆในตัวเรา อย่างเซลล์โลหิตก็มีใช้อยู่แล้ว

นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้พบวิธีที่จะสกัดมันไม่ให้ส่งสารนี้ได้ โดยส่งภูมิต้านทานเฉพาะไปรับหน้าแทน ซึ่งจะเข้าทำลายมันลง ในการทดลองครั้งหลัง ยังได้พบว่าวิธีนี้จะสามารถปราบมะเร็งได้หลายชนิด แต่ยังจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะนำมาใช้กับมนุษย์ได้.

ที่มา : ไทยรัฐ 4 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Cancer (middle green) scene from a microscope in breast tissue from a mouse at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. In identifying the protein in cancer, scientists are discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

Cancer (middle green) scene from a microscope in breast tissue from a mouse at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. In identifying the protein in cancer, scientists are discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

Stanford: Antibody offers hope against cancers

MEDICINE
Victoria Colliver
Saturday, March 31, 2012

In a potential breakthrough for cancer research, Stanford immunologists discovered they can shrink or even get rid of a wide range of human cancers by treating them with a single antibody.

The experiments were done on cancerous tumors transplanted into mice, but the researchers hope to move to human clinical trials within the next couple of years.

“We have made what we think is a big advancement … and we’re going to push as hard as we can and as fast we can,” said Dr. Irving Weissman, pathology professor at the Stanford University School of Medicine and director of Stanford’s Institute of Stem Cell Biology and Regenerative Medicine.

The researchers focused on blocking a protein, which they refer to as the “don’t eat me” molecule because it sits on tumor cells signaling the body’s immune system not to attack it. By introducing the antibody, the scientists were able to block the protective signal, otherwise known as CD47, allowing the immune system to go after the cancer cells.

Broad range of cancers

Researchers say CD47 is the only target found so far on the surface of all cancer cells. That means the antibody offers hope as a weapon against a broad range of cancers – breast, ovarian, colon, bladder, brain, liver and prostate.

Cancerous breast tissue from mice is seen at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. In identifying the protein in cancer, scientists are discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

Cancerous breast tissue from mice is seen at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. In identifying the protein in cancer, scientists are discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

The research involved taking cells from Stanford cancer patients, planting them into matching locations in the bodies of mice, and then administering the antibody. The antibody completely destroyed the tumor in some cases but also prevented the cancer from spreading.

“The most common result was the tumor growth was inhibited – not fully cured – but in a few weeks dramatically decreased,” said Stephen Willingham, postdoctoral researcher and co-lead author of the study.

The study, published online this week in the journal Proceedings of the National Academy of Sciences, has drawn praise from other researchers.

“The data is indeed exciting, and the effects are significant,” said Tyler Jacks, director of the Koch Institute for Integrative Cancer Research at the Massachusetts Institute of Technology, who was not involved in the study.

Research on mice

But Jacks noted that the research has been limited to mice, and disease in humans tends to be much more complex.

“That’s a commonly used preclinical model, but there are other examples when therapeutic effectiveness in such models has not translated well in real disease,” Jacks said. “We need to see what happens when the treatments are (used) in patients.”

The Stanford team said the “don’t eat me” CD47 signal has long been identified and is associated, in particular, with the treatment of leukemia. CD47 is found in healthy cells but tends to be expressed in higher levels in cancerous cells.

Lead authors Jens Volkmer, M.D. and Stephen Willingham, Ph.D, (right) look at samples of breast cancer tumors from mice under a microscope at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. They have been identifying the protein in cancer and discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

Lead authors Jens Volkmer, M.D. and Stephen Willingham, Ph.D, (right) look at samples of breast cancer tumors from mice under a microscope at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. They have been identifying the protein in cancer and discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

Limited side effects

The researchers were concerned that any treatment would single out normal cells as well as malignant ones. They discovered, however, that the antibody selected older, red blood cells, causing mild but temporary anemia and no other adverse side effects.

“That was the best moment. We found a way to utilize this antibody to treat (the cancer) without having major toxicity,” said Dr. Jens-Peter Volkmer, the study’s other lead author.

The Stanford team’s continuing research is being funded by a grant from the California Institute for Regenerative Medicine. The organization was created by Proposition 71, passed by voters in 2004 to support stem cell research.

SOURCE: www.sfgate.com

กินเนื้อสำเร็จรูป เสี่ยงตายก่อนวัย

thairath130318_001aการศึกษาติดตามชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วยุโรปเรือนครึ่งล้าน ทำให้น่าวิตกว่า การกินอาหารเนื้อสำเร็จรูป  อย่างไส้กรอก  แฮม เบคอนและอื่นๆ จะทำให้เฉียดใกล้กับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เป็นที่ลงความเห็นกันมาก่อนหน้าแล้วว่า การกินอาหารเหล่านี้มากๆ เกี่ยวเนื่องกันกับโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร นักวิจัยเชื่อว่า เพราะสารเคมีและเกลือที่ใช้ในการเก็บรักษาเนื้อเป็นภัยต่อสุขภาพ  ขณะเดียวกันมูลนิธิโรคหัวใจแห่งอังกฤษ ได้แนะนำว่า ให้กินส่วนของเนื้อที่ไม่ติดมันแทน

วารสาร “การแพทย์บีเอ็มซี”ของอังกฤษรายงานว่า การศึกษายังได้พบว่า ผู้ที่ชอบกินอาหารแบบนี้ มักจะเป็นผู้สูบบุหรี่ อ้วนเกิน และชอบทำเรื่องที่เป็นการทำลายสุขภาพตนเอง

ผู้ที่ชอบกินอาหารพวกนี้มากถึงวันละ 160 กรัม ขนาดไส้กรอก 2 ท่อนกับเบคอนอีกชิ้นหนึ่ง จะเสี่ยงกับการเสียชีวิตขึ้น ในระหว่างช่วงเวลาของการศึกษานาน 12.7 ปี ยิ่งกว่าผู้ที่กินเพียงวันละ 20 กรัม ร้อยละ 44.

ที่มา :  ไทยรัฐ 18 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

bbc130307_001a

Processed meat ‘early death’ link

By James GallagherHealth and science reporter, BBC News

7 March 2013

Sausages, ham, bacon and other processed meats appear to increase the risk of dying young, a study of half a million people across Europe suggests.

It concluded diets high in processed meats were linked to cardiovascular disease, cancer and early deaths.

The researchers, writing in the journal BMC Medicine, said salt and chemicals used to preserve the meat may damage health.

The British Heart Foundation suggested opting for leaner cuts of meat.

The study followed people from 10 European countries for nearly 13 years on average.

Lifestyle factors

It showed people who ate a lot of processed meat were also more likely to smoke, be obese and have other behaviours known to damage health.

However, the researchers said even after those risk factors were accounted for, processed meat still damaged health.

One in every 17 people followed in the study died. However, those eating more than 160g of processed meat a day – roughly two sausages and a slice of bacon – were 44% more likely to die over a typical follow-up time of 12.7 years than those eating about 20g.

In total, nearly 10,000 people died from cancer and 5,500 from heart problems.

bbc130307_001b

Prof Sabine Rohrmann, from the University of Zurich, told the BBC: “High meat consumption, especially processed meat, is associated with a less healthy lifestyle.

“But after adjusting for smoking, obesity and other confounders we think there is a risk of eating processed meat.

“Stopping smoking is more important than cutting meat, but I would recommend people reduce their meat intake.”

Health benefits

She said if everyone in the study consumed no more than 20g of processed meat a day then 3% of the premature deaths could have been prevented.

The UK government recommends eating no more than 70g of red or processed meat – two slices of bacon – a day.

A spokesperson said: “People who eat a lot of red and processed meat should consider cutting down.”

However a little bit of meat, even processed meat, had health benefits in the study.

Ursula Arens from the British Dietetic Association told BBC Radio 4’s Today programme that putting fresh meat through a mincer did not make it processed meat.

“Something has been done to it to extend its shelf life, or to change its taste, or to make it more palatable in some way… and this could be a traditional process like curing or salting.”

She said even good quality ham or sausages were still classed as processed meat, while homemade burgers using fresh meat were not.

“For most people there’s no need to cut back on fresh, red meat. For people who have very high intake of red meat – eat lots of red meat every day – there is the recommendation that they should moderate their intake,” she added.

Ms Arens also confirmed that the study’s finding that processed meat was linked to heart disease was new.

Mr Roger Leicester, a consultant surgeon and a member of the Meat Advisory Panel, said: “I would agree people should eat small quantities of processed meat.”

However, he said there needed to be a focus on how meat was processed: “We need to know what the preservatives are, what the salt content is, what the meat content is…meat is actually an essential part of our diet.”

Growing evidence

Dr Rachel Thompson, from the World Cancer Research Fund, said: “This research adds to the body of scientific evidence highlighting the health risks of eating processed meat.

“Our research, published in 2007 and subsequently confirmed in 2011, shows strong evidence that eating processed meat, such as bacon, ham, hot dogs, salami and some sausages, increases the risk of getting bowel cancer.”

The organisation said there would be 4,000 fewer cases of bowel cancer if people had less than 10g a day.

“This is why World Cancer Research Fund recommends people avoid processed meat,” said Dr Thompson.

Tracy Parker, a heart health dietitian with the British Heart Foundation, said the research suggested processed meat might be linked to an increased risk of early death, but those who ate more of it in the study also made “other unhealthy lifestyle choices”.

“They were found to eat less fruit and vegetables and were more likely to smoke, which may have had an impact on results.

“Red meat can still be enjoyed as part of a balanced diet.

“Opting for leaner cuts and using healthier cooking methods such as grilling will help to keep your heart healthy.

“If you eat lots of processed meat, try to vary your diet with other protein choices such as chicken, fish, beans or lentils.”

SOURCE : bbc.co.uk

ฮือฮา! แสง’ซินโครตรอน’รักษามะเร็ง ทุ่ม190ล.ผลิตเครื่องฉายรังสี

thairath130312_002aผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เร่งผลิต “เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง” แสงซินโครตรอนครั้งแรก หวังช่วยผู้ป่วยรายได้น้อย พร้อมผลักดันไทยผงาดเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน…

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2556 ที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ( มทส.) ต.สุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนฯ ทุ่มงบ 190 ล้าน ในการผลิตเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็งด้วยแสงซินโครตรอน โดยฝีมือนักวิจัยไทยครั้งแรก พร้อมชูไทยผงาดเป็นศูนย์กลางผลิตเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาครักษามะเร็งแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียน ชี้คุณสมบัติเด่นไม่กระทบกับเซลล์ดีรอบข้าง ค่าบริการรักษาถูก หวังช่วยผู้ป่วยมะเร็งรายได้น้อย

thairath130312_002b

ทั้งนี้ จากสถิติข้อมูลด้านสาธารณสุขของไทย พบว่าการเสียชีวิต 10 อันดับแรกในช่วงปี 2546-2550 นั้น โรคที่พบสูงขึ้น ได้แก่ โรคมะเร็งและเนื้องอก โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดในสมอง โรคเบาหวาน โรคตับและตับอ่อน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการบริโภคและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ขาดการใส่ใจดูแลควบคุมป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในการรักษามะเร็งในประเทศไทยยังใช้การผ่าตัดและการใช้เคมีบำบัดเป็นหลัก แต่ใช้ได้ผลดีกับมะเร็งในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง ส่วนการรักษาโดยใช้รังสีบำบัดนั้นยังไม่ทั่วถึง เนื่องจากจำนวนสถานพยาบาลที่ให้บริการยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ มีการกระจุกตัวอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และราคาเครื่องฉายรังสีมีราคาค่อนข้างสูงมากซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ส่งผลให้อัตราค่าบริการในการฉายรังสีแต่ละครั้งแพงมาก ทำให้ผู้มีรายได้ปานกลางถึงต่ำไม่มีกำลังในการจ่ายค่ารักษา และส่วนใหญ่ประชากรกลุ่มนี้มักป่วยด้วยโรคมะเร็งเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีแนวคิดในการสร้างเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคสำหรับ รักษามะเร็งโดยฝีมือนักวิจัยไทยขึ้นครั้งแรก เพื่อแก้ไขปัญหานี้

ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีเครื่องกำเนิดแสงสยามเพียงแห่งเดียวและใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนให้ บริการแสงซินโครตรอนในงานวิจัยต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ ล่าสุดสถาบันฯ มีโครงการที่จะออกแบบและสร้างเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคสำหรับ รักษามะเร็ง (Medical linac) ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อใช้ทดแทนการรักษาด้วยเคมีบำบัด เครื่องฉายรังสีดังกล่าวจะมีพลังงานและอำนาจการทะลุทะลวงสูง จึงสามารถฉายรังสีเข้าสู่เซลล์มะเร็งได้โดยตรงทำให้เซลล์ดังกล่าวได้รับรังสีอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอ จึงสามารถรักษามะเร็งได้โดยไม่ทำให้เซลล์เนื้อเยื่อดีรายล้อมเซลล์มะเร็งได้ รับความบอบช้ำมาก ซึ่งเป็นผลดีกว่าเครื่องฉายแสงด้วยโคบอลต์ 60 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่มีพลังงานต่ำทำให้ไม่สามารถเข้าถึงเซลล์มะเร็งที่อยู่ลึกในร่างกายได้ และต้องใช้ระยะเวลาในการฉายรังสีนานขึ้นซึ่งส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อดีรอบ ข้างได้รับความเสียหายไปด้วย สำหรับเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคที่จะผลิตขึ้นนี้สามารถใช้ในการ รักษาโรคมะเร็งทั่วไป เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด และมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น ซึ่งพบมากในผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย เครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคนี้จึงถือเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อไป

thairath130312_002c

ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ กล่าวต่อว่า ต้นแบบเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคสำหรับรักษามะเร็งที่จะพัฒนาขึ้นนี้ จะใช้ทดแทนการนำเข้าและลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเครื่อง การดำเนินงานเป็นการสนับสนุนและเสริมสร้างการวิจัยพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เกิดเป็นนวัตกรรมการแพทย์สำหรับใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญสูงด้านเครื่องเร่งอนุภาคและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค.2557 ถึง 30 ก.ย. 2559 โดยใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการทั้งหมด 190 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในปีแรกประมาณ 41 ล้านบาท ใช้ในการพัฒนาระบบเร่งอิเล็กตรอน ระบบจ่ายกำลัง และโครงสร้างของเครื่องฉายรังสี ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลในการดำเนินโครงการดังกล่าว

“กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้คือ ผู้ป่วยมะเร็ง และประชาชนทั่วไป รวมถึงแพทย์ นักวิจัยด้านการแพทย์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำเนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่แพง และประเทศไทยจะมีต้นแบบเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคสำหรับรักษา มะเร็งทำงานที่ระดับพลังงาน 6 ล้านโวลต์ (6MV) ภายในระยะเวลา 3 ปี และจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการสร้างบุคลากร การวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องฯ ในภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศได้ต่อไป” ดร.สราวุฒิ กล่าว.

ที่มา :  ไทยรัฐ 12 มีนาคม 2556

ความเชื่อเรื่องโรคมะเร็ง

dailynews130209_001โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของประเทศไทยต่อเนื่องกันมายาวนานหลายปี และมีแนวโน้มอัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเรื่องโรคมะเร็ง ดังนั้นในวันมะเร็งโลก 4 ก.พ.  ที่ผ่านมา สมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากลได้กำหนดหัวข้อรณรงค์ว่า “Cancer-Did you know?” หรือ “มะเร็ง-คุณรู้แค่ไหน?” เพื่อเป็นการทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ความเชื่อที่ว่าโรคมะเร็งเป็นแค่ปัญหาสุขภาพ แต่ความจริงโรคมะเร็งยังเป็นสาเหตุของปัญหาสังคม และเศรษฐกิจ อีกทั้งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีฐานะร่ำรวยหรือยากจน โดย 70% ของมะเร็งทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ใช่ประเทศตะวันตก หรือสิ่งที่คนไทยมีความเชื่อไม่ถูกต้องว่า มะเร็งเป็นโรคเคราะห์กรรมหรือโชคชะตา แต่สิ่งที่ทุกคนควรทราบ คือ มะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ และมะเร็งบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ มะเร็งไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยทุกคนเสียชีวิตอย่างที่เคยเข้าใจ

ความเชื่อที่ว่ามะเร็งเป็นโรคของผู้สูงอายุ ก็ไม่ใช่ เพราะคนอายุน้อยก็มีสิทธิเป็นโรคมะเร็ง ยกตัวอย่างมะเร็งเต้านม คนอายุน้อยกว่า 40 ปีพบถึง 30% ดังนั้นสถาบันมะเร็งแห่งชาติจึงเน้น “5 ทำ 5 ไม่”  5 ทำ คือ ออกกำลังกายเป็นนิจ ทำจิตแจ่มใส กินผักผลไม้ อาหารหลากหลาย ตรวจร่างกายเป็นประจำ 5 ไม่ คือ ไม่สูบบุหรี่ ไม่มีเซ็กซ์มั่ว ไม่มัวเมาสุรา ไม่ตากแดดจ้า ไม่กินปลาน้ำจืดดิบ การปฏิบัติเช่นนี้จะป้องกันมะเร็งได้

ด้าน นพ.ภัทรพงศ์ พรโสภณ นายแพทย์ชำนาญการกลุ่มงานเคมีบำบัด สถาบันมะเร็ง แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คนที่เป็นโรคมะเร็งแล้วและไม่เป็นโรคมะเร็ง มีความเชื่อเรื่องโรคมะเร็งที่ผิด ๆ หลายอย่าง เช่น เชื่อว่าโรคมะเร็งป้องกันไม่ได้ เชื่อว่าจะต้องกินอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายอย่าง เชื่อว่าห้ามกินเนื้อสัตว์ เชื่อว่ารักษาแล้วจะเสียชีวิต ความจริง คือ มะเร็งป้องกันได้ ไม่จำเป็นต้องกินอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแต่ควรเน้นผักและผลไม้ และกินอาหารให้หลากหลาย กินได้ทุกอย่าง ส่วนที่เชื่อว่าการรักษาโรคมะเร็ง  จะทำให้เสียชีวิตนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งการรักษาในระยะเริ่มแรกสามารถทำให้หายขาดได้

ทุกคนคิดว่ายาที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรคมะเร็งจะต้องมาจากสารเคมีเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าสมุนไพรหลายตัวถูกนำมาใช้เป็นเคมีบำบัด เพียงแต่ต้องมาแยกสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งแต่ละชนิด และต้องดูว่าใช้ส่วนไหนของสมุนไพร เพราะสมุนไพรบางตัวใช้ไปแล้วมีปัญหากดเม็ดเลือดขาวให้ต่ำและทำให้เกิดการติดเชื้อได้

สำหรับการใช้ยาแผนปัจจุบันควบคู่กับยาสมุนไพรในการรักษาโรคมะเร็งนั้น จากข้อมูลงานวิจัยหลายชิ้น ระบุว่า สมุนไพรหลายอย่างเมื่อใช้แล้วไม่ได้ลดผลข้างเคียง แต่ไปลดประสิทธิภาพของยาแผนปัจจุบันที่ใช้ในการรักษา ดังนั้นไม่ได้หมายความว่า การใช้ยาสมุนไพรร่วมกับยาแผนปัจจุบันดีเสมอไป อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนความเชื่อของประชาชน ต้องให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ซึ่งสื่อมวลชนมีส่วนอย่างมาก.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา :  เดลินิวส์ 9 กุมภาพันธ์ 2556

รับมืออย่างเข้าใจ เมื่อภัยมะเร็งมาเยือน Fight Cancer with Positive Thinking

สำหรับเรื่องของความเจ็บป่วยนั้น เชื่อว่าไม่มีใครอยากจะเผชิญ โดยเฉพาะกับโรคมะเร็งซึ่งถือได้ว่าเป็นโรคร้ายแรงมากในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ทั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ใครสักคนจะเกิดอาการตกใจ เสียใจ เครียด สับสนระคนปนเปกันไปตั้งแต่เมื่อแรกที่ได้ทราบว่าตนหรือคนที่รักป่วยเป็นโรคนี้ แต่ในปัจจุบันความรู้ความเข้าใจและ (ความก้าวหน้าของ)เทคโนโลยีทางการแพทย์ เกี่ยวกับโรคมะเร็งนั้นได้มีการพัฒนาไปไกลกว่าสมัยก่อนมาก ประกอบกับปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีการดูแลเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น ดังนั้นในหลายๆ กรณี ผู้ป่วยจึงได้รับการรักษาตั้งแต่โรคอยู่ในระยะเริ่มต้น จนอาจกล่าวได้ว่ารักษาจนหายขาด และถึงแม้ว่าผู้ป่วยบางรายมีการดำเนินของโรคไปไกลจนไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ ก็ยังมีการรักษาหลายวิธีเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
เมื่อตกอยู่ในสถานะ “ผู้ป่วยมะเร็งมือใหม่”

นายแพทย์อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ จากโรงพยาบาลเวชธานี ให้คำแนะนำในการรับมือสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในสถานะผู้ป่วยมะเร็งมือใหม่ว่า หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังประสบปัญหานี้อยู่ ขั้นตอนที่ขอแนะนำว่าควรจะทำเป็นขั้นตอนแรกก็คือ การตั้งสติ หลีกเลี่ยงการรับข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ พยายามมองปัญหาตามความเป็นจริง ลำดับต่อไปคือขอรับคำปรึกษาและเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ โดยละเอียด

ทั้งนี้ปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งมือใหม่และญาติ คือความไม่รู้หรือมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวโรคที่กำลังเผชิญ ซึ่งการไม่รู้นี้เองเป็นต้นกำเนิดของความกลัว ความท้อแท้สิ้นหวัง การหมดกำลังใจ และการแก้ไขปัญหาที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น ดังนั้นเมื่อทราบแล้วว่าต้องรับมือกับโรคนี้ ให้รีบทำความรู้จักกับมันโดยเร็วและละเอียดที่สุด โดยการรับฟังข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งเรื่องสาเหตุ อาการ วิธีการดำเนินของโรค วิธีการรักษา แนวโน้มของผลการรักษา และคำถามอะไรก็ตามที่ไม่แน่ใจหรือสงสัยก็ให้จดบันทึกเอาไว้เพื่อถามให้กระจ่าง อย่าเก็บความคลุมเครือมาคิดเองหรือถามคนอื่นที่ไม่ได้มีความรู้จริง ซึ่งในผู้ป่วยหลายๆ รายเมื่อเข้าใจมะเร็งดีขึ้นความกลัวความกังวลหรือความเศร้ามักจะน้อยลง

นายแพทย์อภิชาติ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญมากในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ คือ “สภาพจิตใจ” เพราะหากสุขภาพจิตแย่ตัวโรคก็จะแย่ลงไปด้วย อย่างไรก็ดีการที่จะห้ามไม่ให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกในด้านลบหรือไม่ให้รู้สึกอะไรเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมานั้น เป็นปฏิกิริยาตามปกติทั่วไปที่จะเกิดขึ้นกับใครก็ได้เมื่อได้รับทราบข่าวร้ายหรือเกิดการผิดหวัง โดยรายละเอียดและความรุนแรงของอารมณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล รวมถึงการแสดงออกก็อาจไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของคนๆ นั้น

รู้เท่าทันการแสดงออกทางอารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วย

1. ตกใจและปฏิเสธความจริง ผู้ป่วยมักตกใจต่อการที่ทราบว่าตนเป็นโรค โดยมักคิดไปว่าอาจจะรักษาไม่หายและต้องเสียชีวิตในเวลาอันใกล้ อาจมีอาการซึม เครียดมาก นิ่งไป หรือถ้าตกใจมากอาจโวยวาย คุมอารมณ์ไม่ดี ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะปฏิเสธความจริงว่าไม่ได้เป็นโรคนั้นๆ อาจโทษว่าแพทย์ตรวจผิด ผู้ป่วยจะพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อลบล้างผลการตรวจและอาจไปปรึกษาแพทย์หลายคนเพื่อให้ยืนยันว่าตนไม่ป่วย

2. กังวล สับสน และโกรธ ผู้ป่วยอาจเริ่มมีความกังวลมาก สับสน หาทางออกไม่ได้ รู้สึกโกรธที่ตนต้องเผชิญกับปัญหานี้อาจโทษว่าเป็นความผิดของผู้อื่น บางรายอาจแสดงวาจาหรือกิริยาที่ก้าวร้าวไม่เหมาะสม มีการต่อต้านการแนะนำของแพทย์ โกรธญาติและคนรอบข้าง

3. ต่อรองเมื่อเริ่มสงบลง ต่อรองว่าตนอาจจะไม่เป็นโรคร้ายแรง มีความหวังว่าจะมีการตรวจละเอียดที่พบว่าตนเป็นโรคที่ไม่อันตรายและรักษาได้ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความหวังให้กับตนเองและยืดเวลาก่อนที่จะยอมรับความจริง

4. เศร้าและหมดหวัง ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกหมดหวัง ท้อแท้และเศร้าเสียใจ เมื่อเริ่มยอมรับความจริง มีความรู้สึกผิด หมดหวัง พูดและทำกิจกรรมต่างๆ น้อยลง แยกตัว เหม่อลอย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ อาจมีความรู้สึกอยากตาย หรือคิดที่จะฆ่าตัวตายได้

5. ยอมรับความจริง เป็นระยะต่อมาผู้ป่วยยอมรับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ป่วยเริ่มปรับตัวต่อการรักษาและการดำเนินชีวิตต่อไป เริ่มรับฟังคำแนะนำและให้ความร่วมมือในการรักษา

ทั้งนี้ ขั้นตอนต่าง ๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดเรียงกันตามลำดับ สามารถเกิดวนเวียนกันไปมาได้ เวลาที่ใช้ในการผ่านขั้นตอนทางอารมณ์เหล่านี้มาจนถึงขั้นยอมรับความจริงในผู้ป่วยแต่ละรายอาจมากหรือน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น บุคลิกภาพเดิม รูปแบบการแก้ไขปัญหาในอดีต รวมทั้งปัจจัยจากผู้คนรอบข้าง ที่เป็นได้ทั้งตัวแปรด้านบวกและด้านลบของการแสดงออกทางอารมณ์เหล่านี้ ซึ่งคนรอบข้างสามารถช่วยได้ง่าย ๆ คืออยู่กับผู้ป่วยและยอมรับว่าอารมณ์และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ อย่าตกใจหากผู้ป่วยมีปฏิกิริยาที่รุนแรง โดยเฉพาะช่วงที่ไม่สบายตัวจากอาการหรือมีผลข้างเคียงจากการรักษา บางครั้งการเงียบและนั่งฟังให้ผู้ป่วยได้แสดงความรู้สึกของตนเองด้วยท่าทีเข้าใจก็สามารถช่วยผู้ป่วยได้แล้ว ทั้งนี้ก่อนที่คนรอบข้างจะช่วยประคับประคองจิตใจของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ตัวคนรอบข้างเองก็จะต้องมีสภาพจิตใจที่พร้อมก่อนด้วย หากตนเองยังไม่พร้อมก็ไม่ควรรีบเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วย เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ที่สำคัญคนรอบข้างจะต้องมีเวลาพักเพื่อรักษาฟื้นฟูสภาพจิตใจตนเองด้วย หากปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นของผู้ป่วยหรือคนรอบข้างรุนแรงมากไม่สามารถแก้ไขด้วยตนเองได้ก็ควรขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ต่อไป

พึงระลึกเสมอว่าจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญในการรักษา หากเรามีกำลังใจที่ดี อารมณ์ที่ดี ผลของการรักษาก็ย่อมจะดีไปด้วย ดังนั้นเมื่อเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังเผชิญปัญหากับโรคมะเร็ง ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพใจของตนเองและคนรอบๆ ข้างไปพร้อมกันกับสุขภาพกายด้วยเสมอ “อย่ายอมให้มะเร็งมาเอาชนะจิตใจของเราได้ครับ” นายแพทย์อภิชาติ กล่าวทิ้งท้าย

 

ที่มา: ไทยรัฐ 21 พฤศจิกายน 2555

ทานอะไร..เข้าใกล้ “มะเร็ง”

Credit: healthmadeeasy.com

พูดถึงโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในลำดับต้นๆของคนทั่วโลก ลองนึกดูเล่นๆนะคะว่า คนรู้จักรอบๆตัวเรา มีใครเป็นมะเร็งกันบ้างไหม? มั่นใจว่าเกินครึ่งของผู้อ่านคอลัมน์ “มุมสุขภาพ” นี้น่าจะตอบว่ามี และหลายรายอาจถึงขั้นสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป

สาเหตุใหญ่ของมะเร็งที่คุณหมอ และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างระบุว่าเป็นต้นตอใหญ่ ๆ ของโรคนี้ ก็คืออาหารที่เรารับประทานกันเข้าไปนี่ล่ะค่ะ

ผู้เขียนเองมีคนรอบตัวที่ประสบเจ้าโรคร้ายนี้อยู่ด้วยกัน 5-6 คน พี่คนหนึ่งเธอทานปาท่องโก๋ที่ตลาดหน้าปากซอยบ้านเป็นประจำตั้งแต่สมัยเรียน ปัจจุบันเธอตรวจพบโรคมะเร็งลำไส้ ต้องรักษาด้วยเคมีบำบัดและยาอีกมากมาย คุณหมอแจ้งว่า น้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำนั่นแหละ ตัวอันตราย!!!

เห็นไหมคะว่า การเลือกรับประทาน เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรใส่ใจและไม่ควรมองข้าม ผู้เขียนจึงนำข้อมูลว่าด้วยอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมาฝากให้อ่านกัน

มาดูกันนะคะ ว่าอาหารกลุ่มเสี่ยงที่มักชวนมะเร็งมาลงหลักปักฐานในร่างกาย ประเภทแรกคือ อาหารพวกปิ้ง ย่าง รมควัน โดยเฉพาะอาหารปิ้ง-ย่างประเภทที่มีไขมัน เช่นหมูปิ้งหมูย่าง ไก่ปิ้ง เนื้อย่าง เวลาปิ้งหรือย่างจะมีไขมันตกลงไปในถ่านที่กำลังแดง ทำให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดสารพิษที่เรียกว่า สารพีเอเอช หรือโพลีไซคลิก อะโรเมติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon : PAH) ทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด เต้านม และกระเพาะอาหาร


Credit: bcliving.ca

ประเภทถัดมาคืออาหารไขมันสูง มีข้อมูลการวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าการกินอาหารที่มีไขมันสูงมากๆเป็นประจำ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันสูงบ่อย ๆ หรือเป็นประจำ นอกจากเสี่ยงต่อโรคมะเร็งแล้วยังทำให้อ้วนและเกิดโรคอื่น ๆ เช่น ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด

อีกทั้งอาหารประเภทที่ใส่วัตถุเจือปน มีการปรุงแต่งสี กลิ่น หรือสารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารล้วนเป็นสารก่อมะเร็งได้ ซึ่งสารเจือปนที่อนุญาตให้ใส่ในอาหารได้ ได้แก่ ดินประสิว (ไนเตรท, ไนไตรท์) สีผสมอาหารป็นต้น สำหรับวิธีการสังเกตอาหารที่เสี่ยงเจือปนดินประสิวด้วยตัวเองเบื้องต้นคือ แนะนำให้ดูที่สีสันของอาหาร อย่างพวกเนื้อเค็ม ปลาเค็ม กุนเชียง ไส้กรอก เบคอน และแหนม หากทิ้งไว้ข้ามวันแล้วสียังคงแดงสวย ถือว่าเข้าข่ายเจือปนดินประสิวอยู่ไม่น้อย

ขณะที่เรื่องการใช้สีผสมอาหาร หากเป็นผู้ผลิตอาหาร ก็ควรใช้สีที่ได้จากธรรมชาติซึ่งจะปลอดภัย ทั้งยังได้กลิ่นหอมจากพืชหรือสมุนไพรที่เรานำมาเป็นวัตถุดิบในการให้สีเพิ่มขึ้นด้วย แต่ถ้าผู้ผลิตขาดความรับผิดชอบ ใช้สีย้อมผ้าซึ่งให้สีเข้มและราคาถูกก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เพราะทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้นะคะ

สำหรับผัก ผลไม้ที่มียาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนอยู่ กินทุกวันๆ ร่างกายขับทิ้งไม่ทันก็เกิดการสะสม จนในที่สุดทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ เหมือนที่เตือนๆไปในบทความเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

อาหารจำพวกถั่วลิสง พริกแห้ง หอม กระเทียม ฯลฯ หากมีการปนเปื้อนของเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อราที่ชื่อ “แอสเปอจิลลัส เฟวัส” นั้นจะมีอันตรายสูง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ เพราะเชื้อราชนิดนี้จะสร้างสารพิษอะฟล่าท็อกซินซึ่งทนทานต่อความร้อนสูงได้มากถึง 260 องศาเซลเซียส ดังนั้นความร้อนในอุณหภูมิที่เราใช้หุงต้มคือจุดเดือด 100 องศาเซลเซียสจึงไม่สามารถทำลายสารพิษชนิดนี้ได้


Credit: made-in-china.com

แม้แต่การกินอาหารดิบ ๆ สุก ๆ ก็ไม่ปลอดภัยค่ะ เพราะเสี่ยงต่อการได้รับพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งพบมากในปลาน้ำจืดประเภทปลาเกล็ดขาว ปลาตะเพียน พยาธิชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายได้เมื่อเรากินปลาที่มีพยาธิและปรุงไม่สุก พยาธิจะทำให้ท่อน้ำดีและขั้วตับเกิดการอักเสบ ส่งผลให้เป็นมะเร็งที่ท่อน้ำดีในตับได้ นอกจากนี้ยังมีพยาธิใบไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งวิธีป้องกันคือกินอาหารที่ปรุงสุกทุกครั้ง

นอกจากนี้การกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากเกินไปก็ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ คือความเสี่ยงของมะเร็งจะเพิ่มขึ้นเมื่อกินเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเนื้อที่มีสีแดง ดังนั้นนักโภชนาการจึงแนะนำให้กินเนื้อสัตว์ที่มีสีขาว ซึ่งได้แก่เนื้อปลา มากกว่าเนื้อหมูหรือเนื้อวัวนะคะ

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ และบุหรี่ ก็เป็นตัวการส่งเสริมให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งได้แก่มะเร็งตับ และมะเร็งปอด ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการดื่มหรือการสูบลงก็จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้คะ

เคยอ่านเจอคำพูดของ องค์ทะไลลามะท่านกล่าวว่า “มนุษย์เรานี้ ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงินมา แล้วต้องยอมสูญเสียเงินตราเพื่อฟื้นฟูรักษาสุขภาพ”

พวกเรายอมทำงานหนัก ในสังคมที่เร่งรีบ ทำให้หลายคนมองข้ามเรื่องสุขภาพ กินอะไรที่ง่ายและรวดเร็ว ไม่คำนึงถึงคุณค่าทางอาหารและไม่มีประโยชน์ เมินเฉยต่อการนอนหลับให้พอ สุดท้ายก็เอาเงินที่ได้จากงานหนัก มาหาหมอที่ดี ๆ ยาดี ๆ โรงพยาบาลดี ๆ เพื่อการรักษา ทั้งที่จริง เราป้องกันมันได้ตั้งแต่แรก น่าคิดนะคะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา: เดลินิวส์ 28 กันยายน 2555

เคมีบำบัดรักษามะเร็ง น่ากลัวจริงหรือ

พอกล่าวถึงการให้ยาเคมีบำบัด เพื่อรักษาโรคมะเร็ง หลายคนก็ขยาดเสียแล้ว อาจเพราะชื่อ หรือเพราะเรื่องราวที่เคยได้ยินได้เจอในละครที่มักนำเสนอภาพผู้ป่วยผมร่วง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ดูทุกข์ทรมาน แต่แท้จริงแล้วเคมีบำบัดรักษามะเร็งน่ากลัวจริงหรือไม่ แล้วมีผลข้างเคียงอย่างไร เรื่องนี้เภสัชกรชี้แจงว่า…

เคมีบำบัด คือ การรักษาโรคมะเร็งด้วยยา ซึ่งยาที่ใช้อาจเป็นชนิดเดียวหรือหลายชนิดร่วมกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค สำหรับวิธีการให้ยาก็มีหลายวิธีเช่นกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและชนิดของยา มีทั้งให้โดยการรับประทาน และการฉีด ยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์โดยไปทำลายเซลล์มะเร็งและยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ดังนั้นอาจมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์และแบ่งตัวเร็ว ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดได้

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดที่พบบ่อย ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย อาการคลื่นไส้และอาเจียน ปวดเมื่อยตามร่างกาย ผมร่วง การติดเชื้อ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ภาวะซีด หรือเม็ดเลือดขาวต่ำ แผลที่เยื่อบุภายในช่องปาก ท้องผูก หรือถ่ายเหลว โดยผลข้างเคียงดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ป่วยบางรายเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยที่ให้ยาเคมีบำบัดต้องมีอาการเหล่านี้ทั้งหมด และอาการดังกล่าวมักเป็นเพียงแค่ชั่วคราวพอหมดฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดแล้วอาการต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ความรุนแรงของผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับยาที่ใช้ ระยะเวลาที่ได้รับยา และสภาวะร่างกายของผู้ป่วย

ผลข้างเคียงเหล่านี้มีหลายอย่างที่ป้องกันได้ โดยแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้ยา หรือมาตรการในการป้องกัน และจะให้ข้อมูลที่ละเอียดแก่ผู้ป่วยก่อนการให้ยา นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมียาเคมีบำบัดกลุ่มใหม่ ๆ ที่มีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย และมีแนวทางและยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาผลข้างเคียงต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ยาที่ใช้รักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งในปัจจุบันมียากลุ่มนี้หลายขนานที่สามารถควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ดีมากเป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยควรพูดคุยกับแพทย์ผู้ให้การรักษาหรือพยาบาลผู้ดูแลให้เข้าใจ จะช่วยลดความวิตกกังวลลง และนอกจากนี้ควรมีการเตรียมตัวก่อนการให้ยาโดยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักและผลไม้ ควรรับประทานอาหารที่รสไม่จัด ย่อยง่าย และดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สงบ คลายความวิตกกังวลลง ผลข้างเคียงบางอย่างก็จะลดลงไปด้วย

สงสัยเรื่องการใช้ยาปรึกษาเภสัชกรโดยตรงที่
ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารด้านยา โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 0 2734 0390 ต่อ 1220 ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

ที่มา: ไทยรัฐ 1 สิงหาคม 2555

ใช้ “โภชนาการดี” พิชิตมะเร็งร้าย

“โรคมะเร็ง” เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยในอันดับต้นๆ และโรคมะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากวิถีชีวิตที่ขาดความสมดุล พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม ขาดโภชนาการที่ถูกต้อง และขาดการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ปัจจัยเหล่านี้เองทำให้ร่างกายต่อสู้โรคร้ายไม่ได้

รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขปี 2553 ในประเทศไทยระบุว่า มีผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกชนิดเข้ารักษาในโรงพยาบาล 269,204 คน มากที่สุดมะเร็งลำไส้ใหญ่ 49,409 คน รองลงมามะเร็งท่อน้ำดี 40,373 คน มะเร็งเต้านม 35,654 คน มะเร็งปากมดลูก 22,115 คน และมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์หญิง 15,713 คน มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งทุกชนิด 58,076 คน เป็นชาย 33,659 คน หญิง 24,417 คน โดยเป็นมะเร็งตับ-ท่อน้ำดีมากที่สุด 14,008 คน รองลงมาได้แก่ มะเร็งหลอดคอ-หลอดลมใหญ่และปอด 9,310 คน มะเร็งเต้านม 2,515 คน มะเร็งปากมดลูก 1,746 คน คาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 133,767 คน

“มะเร็ง…สามารถรักษาให้หายขาดได้หากได้รับโภชนาการที่ถูกต้องและถูกหลัก ทั้งก่อนเข้ารับการรักษาและภายหลังจากการรักษา” คำยืนยันของ พ.ต.ท.นพ.มั่น อุดมพานิชย์ ผู้ก่อตั้งศูนย์โภชนาและสมุนไพรบำบัดภูตะวรา ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการคนหนึ่งของเมืองไทย

หลังจากที่ได้ใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าหาวิธีการรักษาโรคมะเร็งมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงบันดาลใจในการให้ความสำคัญในการบำบัดโรคอย่างถูกวิธี โดยใช้ศาสตร์และศิลป์ของโภชนศาสตร์คลินิก พฤกษเคมีจากพืชและสมุนไพร พร้อมทั้งเครื่องมือและเทคนิคที่จะทำให้คนสามารถปรับปรุงพฤติกรรมบางส่วนอันเป็นเหตุให้เกิดโรคร้าย เพราะผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ถึง 99% มีอัตราเสี่ยงการเป็นโรคจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นมะเร็งจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

พ.ต.ท.นพ.มั่นกล่าวว่า แพทย์ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นกระบวนการรักษาโดยการผ่าตัด ฉายแสง ให้เคมีบำบัด และอาจจะมีการกินยาเพื่อขจัดเซลล์มะเร็งให้หมด หรือเหลือน้อยที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากในการที่จะขจัดเซลล์มะเร็งไปจากร่างกายเราไม่ให้เหลือแม้แต่เซลล์เดียว ด้วยเหตุนี้จึงพบว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งส่วนใหญ่ แม้ว่าจะผ่านการรักษามาแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีก 3-5 ปี เซลล์มะเร็งก็จะกลับเพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า คนส่วนมากที่ผ่านการรักษามะเร็งมาแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตเท่าที่ควร ที่สำคัญที่สุดคือขาดโภชนาการที่สมดุล เมื่อกลับไปใช้ชีวิตประจำวันที่มีความเสี่ยงแบบเดิม ๆ ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งซ้ำก็จะมีต่อไปอีกเรื่อย ๆ เราจึงต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันบ้าง ควรรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ร่างกายจะได้แข็งแรง เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับโรคภัยที่หลากหลาย สามารถขจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่ร่างกายได้

“ก่อนและระหว่างเข้ารับการรักษา สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งคือต้องเสริมสร้างโภชนาการที่ถูกต้องให้แก่ผู้ป่วย เพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้มีความแข็งแรงเพียงพอในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง บ่อยครั้งที่แพทย์ไม่สามารถทำการรักษาผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องตามโปรแกรมเพราะร่างกายอ่อนแอ ทำให้เซลล์มะเร็งเกิดอาการดื้อยาและกลับมาขยายตัวรุนแรงกว่าเดิม” ผู้ก่อตั้งศูนย์โภชนาและสมุนไพรบำบัดภูตะวราระบุ และกล่าวต่อด้วยว่า

วิธีการรักษาโรคมะเร็งด้วยโภชนาการที่เข้มข้น ผ่านสารอาหารจำเป็นจากพฤกษเคมีจากพืชและสมุนไพร ร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ มีดังนี้

  1.เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ โดยมีเป้าหมายให้ผู้ชายควรมีมวลกล้ามเนื้อสูงกว่า 30% ของน้ำหนักตัว และผู้หญิงควรมีมวลกล้ามเนื้อสูงกว่า 25% ของน้ำหนักตัว เพื่อให้อวัยวะทุกระบบต่อสู้โรคร้ายได้ เพราะมวลกล้ามเนื้อคือแหล่งเสบียงสำคัญของทุกระบบในร่างกาย

    2.เพิ่มภูมิต้านทานทั้งในระบบเซลล์เม็ดเลือดขาวและระบบโปรตีน ให้อยู่ในระดับสูงเพียงพอที่จะขจัดสิ่งรุกรานทั้งหลาย เช่น เชื้อโรคต่างๆ มะเร็ง สารพิษ และอื่นๆ ที่ร่างกายไม่ต้องการ

  3.เพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งที่ร่างกายสร้างเองได้และจากสารอาหารภายนอกที่เติมเข้าไปแก่ร่างกาย เพื่อกำจัดอนุมูลอิสระให้อยู่ในปริมาณที่ไม่ทำอันตรายต่อร่างกาย

4.ซ่อมแซม เสริมสร้างทุกเซลล์ ทุกอวัยวะ เพื่อการทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ

5.เพิ่มคุณภาพชีวิต สร้างความกระฉับกระเฉง กระตือรือร้น คล่องแคล่วแข็งแรง ช่วยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ กินได้นอนหลับ ขับถ่ายสะดวก เพิ่มความสุขและลดความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.นพ.มั่นทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า การรักษาโรคมะเร็งให้หายขาด คือ การที่ร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งเซลล์สุดท้ายออกจากร่างกายได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตัวเราเองต้องพึ่งตนเองเป็นสำคัญที่จะสร้างร่างกายที่แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันที่ทรงประสิทธิภาพ มีจิตใจที่จะต่อสู้ ก็จะพิชิตมะเร็งได้อย่างแน่นอน อย่ารอความหวังจากการรักษาของแพทย์และยาอย่างเดียว

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งหรือประชาชนทั่วไปที่สนใจรับข้อมูล หรือเข้ารับการอบรมความรู้ด้วยศาสตร์ทางโภชนาการ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกายให้ชนะโรคร้ายได้อย่างถูกต้อง ติดต่อสอบถามและรับข้อมูลฟรีได้ที่ ศูนย์โภชนาและสมุนไพรบำบัดภูตะวรา โทร. 0-2612 2400.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 21 สิงหาคม 2555

รู้กันแล้วก็อย่าละเลย! ‘โภชนาการดี’ วิธี‘สู้โรค-รักษาโรค’

“วิถีชีวิตที่ขาดความสมดุล มีความเบี่ยงเบนไปจากวิถีธรรมชาติมากเกินไป การกินที่ไม่เหมาะสม ขาดโภชนาการที่ถูกต้อง และขาดการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ทำให้ร่างกายต่อสู้โรคร้ายไม่ได้“ …นี่เป็นเรื่องในเชิง ’สุขภาพ“ ที่ยอมรับกันในระดับสากล เป็นเรื่องที่ผู้คนทั่วโลกต่างก็รับรู้กันดี

แต่ในชีวิตจริงยุคนี้ ’สมดุล“ เรื่องนี้ก็ยังมีปัญหา

’โภชนาการที่ถูกต้อง“ ยังไกลตัวคนจำนวนมาก

ทั้งนี้ ว่ากันถึงชีวิตที่ไม่ขาดสมดุล ไม่เบี่ยงเบนจากวิถีธรรมชาติมากไป ไม่ขาดโภชนาการที่ถูกต้อง หรือโดยรวมคือการมีพฤติกรรมชีวิตที่ไม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ โรคร้ายต่าง ๆ นั้น ทาง พ.ต.ท.นพ.มั่น อุดมพานิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ด้วยแรงบันดาลใจในการให้ความสำคัญกับการบำบัดโรคโดยใช้ศาสตร์และศิลป์ของโภชนศาสตร์คลินิก พฤกษเคมีจากพืชและสมุนไพร ผู้ก่อตั้งศูนย์โภชนาและสมุนไพรบำบัดภูตะวรา แนะนำว่า…..

การใช้ชีวิตให้สมดุล จากการกิน อยู่ และลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเพิ่มความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย วิธีสร้างสุขภาพที่ดี ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง ป้องกันโรคต่าง ๆ รวมถึงมะเร็ง หลัก ๆ นั้นประกอบด้วย…..

1. เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ โดยกรณีที่เป็นผู้ชายควรจะต้องมีมวลกล้ามเนื้อสูงกว่า 30% ของน้ำหนักตัว และกรณีที่เป็นผู้หญิงควรจะต้องมีมวลกล้ามเนื้อสูงกว่า 25% ของน้ำหนักตัว เพื่อให้อวัยวะทุกระบบสามารถจะต่อสู้โรคร้ายได้ เพราะมวลกล้ามเนื้อคือแหล่งเสบียงสำคัญของทุกระบบในร่างกายมนุษย์

2. เพิ่มภูมิต้านทาน ทั้งในระบบเซลล์เม็ดเลือดขาวและระบบโปรตีน ให้อยู่ในระดับสูงเพียงพอที่จะสามารถขจัดสิ่งรุกรานทั้งหลาย เช่น เชื้อโรคต่าง ๆ สารพิษต่าง ๆ และสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ที่ร่างกายไม่ต้องการ

3. เพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งส่วนที่ร่างกายสร้างเองได้ และจากสารอาหารภายนอกที่เติมเข้าไปให้แก่ร่างกาย เพื่อกำจัดอนุมูลอิสระให้อยู่ในปริมาณที่ไม่สามารถสร้างอันตราย ต่อร่างกาย

4. ซ่อมแซม เสริมสร้างทุกเซลล์ ทุกอวัยวะ เพื่อการทำงานที่ประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ

และ 5. เพิ่มคุณภาพชีวิต สร้างความกระฉับกระเฉง กระตือรือร้น คล่องแคล่ว ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ช่วยให้กินได้นอนหลับ ขับถ่ายสะดวก เพิ่มความสุขและลดความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ …นี่ก็ขาดไม่ได้

เหล่านี้คือการทำให้ชีวิตทำให้ร่างกายไม่ขาดสมดุล

โดย ’โภชนศาสตร์-การออกกำลังกาย“ คือตัวช่วย!!

ทาง พ.ต.ท.นพ.มั่น ได้ยกตัวอย่างกรณีโรคมะเร็ง โดยระบุว่า…ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ 99% มีต้นเหตุความเสี่ยงมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่เป็นมะเร็งโดยถ่ายทอดทางพันธุกรรมมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ซึ่งเมื่อเป็นแล้ว เมื่อเข้ารับการรักษา โดยการผ่าตัด ฉายแสง ใช้เคมีบำบัด และอาจมีการกินยา เพื่อจะขจัดเซลล์มะเร็ง การที่จะขจัดเซลล์มะเร็งไปจากร่างกายโดยที่ไม่ให้เหลือแม้แต่เซลล์เดียว ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ด้วยเหตุนี้แม้ว่าผู้ป่วยจะผ่านการรักษาแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะอีก 3-5 ปี เซลล์มะเร็งก็อาจจะกลับมาอีกครั้ง

“สาเหตุก็เพราะไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตเท่าที่ควร ที่สำคัญที่สุดคือขาดโภชนาการที่สมดุล เมื่อใช้ชีวิตประจำวันที่มีความเสี่ยงแบบเดิม ๆ ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งซ้ำก็จะมี” …ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ระบุ

พร้อมทั้งบอกอีกว่า…การเสริมสร้างโภชนาการที่ถูกต้องเพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มีความแข็งแรงเพียงพอ มีความสำคัญมากในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงก่อนที่จะเข้ารับการรักษา เนื่องจากระหว่างการรักษาร่างกายจะอ่อนเพลีย หากร่างกายมีพลังงานไม่เพียงพอ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แพทย์อาจไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องตามโปรแกรม ทำให้เซลล์มะเร็งกลับแข็งแรงขึ้นมาอีก และระหว่างรักษาหากผู้ป่วยเกิดผลข้างเคียง รับประทานอาหารไม่ได้ ภูมิคุ้มกันก็จะยิ่งอ่อนแอ ก็จะยิ่งซ้ำเติมอาการเข้าไปอีก

“และหลังจากการรักษาจนจบขั้นตอนของแพทย์แล้ว ก็ควรที่จะฝึกเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะการรับประทานอาหาร เพราะหากยังไม่ถูกหลักโภชนาการ ยังใช้ชีวิตประจำวันที่ยังคงเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิมอีก คือเซลล์มะเร็งจะเติบโตและกลับมาทำร้ายเราได้อีก และอาจจะเพิ่มความรุนแรงมากกว่าเดิมด้วย” …พ.ต.ท.นพ.มั่น ชี้ชัด ๆ ถึงความสำคัญของโภชนาการ กับตัวอย่างการป่วยเป็นมะเร็ง โดยมีการระบุด้วยว่าถ้าโภชนาการไม่ถูกต้อง ก็จะเป็นอย่างที่ว่ามา แต่ถ้าโภชนาการเข้มข้นถูกต้อง โอกาสที่จะหายขาดได้ก็มี

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังเน้นถึงการใช้ชีวิตของคนทั่วไปในภาพรวม ว่า… “ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันบ้าง ควรรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับโรคภัยที่หลากหลาย สามารถขจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่ร่างกายได้” และ….

’อย่ารอความหวังจากการรักษาของแพทย์และยา
สำคัญที่สุดคือตัวเราเองต้องพึ่งตนเองเป็นสำคัญ
ร่างกายแข็งแรง คือภูมิคุ้มกันที่ทรงประสิทธิภาพ”.

ที่มา: เดลินิวส์  7 สิงหาคม 2555