ปวดท้องแค่รำคาญ!!? ปล่อยไว้นานๆ ก็แค่ตาย โดย ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

posttoday140920_01สัญญาณการเจ็บป่วยไม่ถึงขั้นรุนแรง บางครั้งแสดงอาการปวดเพียงก่อให้เกิดความรำคาญ ซึ่งพบได้บ่อยใน “โรคระบบทางเดินอาหาร” หลายครั้งที่คนไข้ปล่อยให้ร่างกายบรรเทาความเจ็บปวดด้วยตัวเอง เพิกเฉยต่อการรักษา หนักเข้านำไปสู่ความชินชาในที่สุด แน่นอนว่าระยะแรกคงไม่เป็นอะไรมากนักทว่าหากปล่อยเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนำซ้ำพบอาการแทรกซ้อนจนเรื้อรัง ที่สุดแล้วจะนำมาซึ่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างฉับพลัน และนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้

นพ.ยุทธนา ศตวรรษธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในฐานะผู้ก่อตั้งสมาคมแพทย์ส่องกล้องทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ทุกวันนี้วิถีชีวิตของผู้คนเร่งรีบจนละเลยที่จะใส่ใจในเรื่องโภชนาการและขาดวินัยในการกิน รวมทั้งภาวะความเครียดที่สะสม ทำให้มีแนวโน้มของผู้ป่วยในโรคเกี่ยวกับ “ระบบทางเดินอาหาร” เพิ่มมากขึ้น ที่พบมากอย่างมีนัยสำคัญ คือ โรคกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อน

นพ.ยุทธนา อธิบายต่อว่า คนส่วนใหญ่มักมองข้ามอาหารมื้อเช้า หรือถ้ากินก็ไม่เป็นเวลา ขณะที่ร่างกายมนุษย์มีการเซตระบบในการกินอาหารแต่ละมื้อตรงตามเวลา ตั้งแต่แปดโมงเช้า เที่ยงวันถึงบ่ายสองโมง และอีกครั้งช่วงหกโมงถึงหนึ่งทุ่ม ในช่วงเวลาเหล่านั้นจะมีกรดในกระเพาะที่หลั่งออกมาเพื่อย่อยอาหาร

ดังนั้น เมื่อถึงเวลาแล้วไม่มีอาหารลงไปในกระเพาะ กรดก็จะทำการย่อยตัวกระเพาะอาหารเอง และเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอย่างที่รู้กัน และยิ่งใครที่มีความเครียดมาก กรดก็จะหลั่งออกมามากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่กินยาแก้ปวดในขณะท้องว่างเป็นประจำ ฤทธิ์ยาก็จะเข้าไปกัดกระเพาะ

กรดไหลย้อนก็เป็นโรคที่พบบ่อยมาก เพราะนิสัยของคนส่วนใหญ่ที่หลังกินอาหารเสร็จแล้วจะนั่งๆ นอนๆ อยู่นิ่งๆ อาหารจึงค้างอยู่ในกระเพาะไม่ย่อย และไม่เคลื่อนสู่ลำไส้เล็ก หรือบางคนทำงานหนักตลอดทั้งวัน ได้กินอาหารไม่เต็มที่ พอถึงมื้อเย็นก็รวบกินมื้อใหญ่ทีเดียว หรือพวกชอบกินอาหารที่มันมากๆ พวกนี้ทำให้ย่อยยาก แล้วเมื่ออาหารค้างอยู่ในกระเพาะมันก็จะอืดพอง และหาทางออก กรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดอาหาร ส่งผลให้รู้สึกจุก แน่น ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกไปถึงลิ้นปี่ เปรี้ยวหรือขมในคอ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ ระบุ

สำหรับโรคกระเพาะและกรดไหลย้อนเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่หากปล่อยให้อาการเรื้อรังไม่รักษา ผลที่ตามมาจะทำให้เกิดแผลอักเสบในกระเพาะ หรือในหลอดอาหาร มีภาวะหลอดอาหารตีบ และในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือเซลล์ภายในหลอดอาหารอาจเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีอาการของกรดไหลย้อนเรื้อรัง มีอายุเกิน 40 ปี มีอาการน้ำหนักลด

“ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก หรือมีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็ง ก็ต้องเข้ารับการตรวจด้วยวิธีส่องกล้อง Endoscopy ซึ่งเป็นกล้องขนาดประมาณ 9 มิลลิเมตร ที่จะส่งผ่านเข้าทางปาก เข้าไปในหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น และสามารถบันทึกภาพและเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อมาตรวจอย่างละเอียดได้ในคราวเดียว” คุณหมอยุทธนา ฉายภาพการรักษา

ทั้งนี้ ผลการรักษาแพทย์จะสามารถเห็นภาพที่ให้รายละเอียดในแต่ละบริเวณออกมาได้อย่างชัดเจนแม่นยำ ว่าคนไข้มีแผลหรือไม่ หรือเป็นเพียงการอักเสบธรรมดา รวมถึงสามารถตัดชิ้นเนื้อมาตรวจหาแบคทีเรีย Helicobacter Pylori   หรือดูในหลอดอาหารได้ว่ามีลักษณะของกรดไหลย้อนมากน้อยเท่าใด หรือในตนไข้ที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งก็สามารถนำชิ้นเนื้อมาตรวจได้ทันทีเช่นกัน การส่องกล้องจใช้เวลาประมาณ  5 นาที คนไข้ไม่ต้องรับความเจ็บปวด และสามารถรู้ผลตรวจได้ภายในวันเดียว

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยของโรคในกลุ่มนี้ต้องพึงระลึกไว้เสมอ แม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายแล้วก็ตาม คือหากเขาไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด งดการกินอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3 4 ชั่วโมง งดบุหรี่ กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควรกินอาหารมื้อละน้อยๆ แต่กินบ่อยๆ หรือถ้ามีอาการกรดไหลย้อนก็ต้องนอนบนหมอนสูง 6 นิ้ว สุดท้ายคือควบคุมร่างกายไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป

อีกโรคหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มระบบทางเดินอาหาร คือ “นิ่วในถุงน้ำดี” พบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 30 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิง เป็นสาเหตุหนึ่งของนิ่วในถุงน้ำดี ส่วนกลุ่มเสี่ยงรองลงมาคือผู้เป็นเบาหวาน ตับแข็ง และเม็ดเลือดแดงผิดปกติ

“ตับเป็นตัวสร้างน้ำดีแล้วส่งมาตามท่อน้ำดีมาเก็บไว้ในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีทำหน้าที่เก็บพักน้ำดี และบีบตัวไล่น้ำดีออกมาตามท่อส่งไปที่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยไขมัน เมื่อถุงน้ำดีบีบตัวได้ไม่ปกติ น้ำดีก็จะตกตะกอนเกาะกันเป็นนิ่ว และหากวันใดวันหนึ่งถุงน้ำดีบีบตัวจนก้อนนิ่วหลุดออกมา และไปอุดค้างอยู่ตรงทางเข้าออกของถุงน้ำดี” คือสาเหตุของการเกิดโรค

อาการของคนไข้ จะปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา มีไข้ หนาวสั่น เนื่องจากถุงน้ำดีอักเสบบวม วิธีการรักษาคือต้องผ่าตัด โดยหากทำภายใน 24 ชั่วโมง ก็จะสามารถผ่าตัดแผลเล็กโดยเจาะรู 4 รู ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ที่หน้าท้องแล้วเข้าไปตัดเอานิ่วในถุงน้ำดีออก การรักษาวิธีนี้ใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลแค่ 3 วัน คนไข้ก็กลับบ้านได้

อาการปวดหน่วงๆ นำไปสู่ภัยสุขภาพที่รุนแรง นี่คือเหตุผลที่ไม่เคยชินชาและควรพบแพทย์ให้ทันท่วงที

 

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 20 กันยายน 2557

 

Advertisements

ท้องอืดเรื้อรัง…รบกวนชีวิต ใช้เทคนิคพ่นลมหายใจตรวจรู้สาเหตุ

dailynews130226_002ชีวิตกินด่วนในปัจจุบันเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายโรคก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว โรคที่พบบ่อยและเด่นชัดคือโรคระบบทางเดินอาหาร และภาวะหนึ่งที่พบบ่อยคือท้องอืด ดูเหมือนเป็นอาการธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้เมื่อกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ หากเป็นบ่อยเป็นนานจนเข้าข่ายโรคท้องอืดเรื้อรังนั่นหมายถึงการกินยาก็ไม่มีผลทำให้หายได้

นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ รพ.เวชธานี กล่าวว่า อาการท้องอืดพบได้บ่อยของโรคระบบทางเดินอาหาร สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีก๊าซในกระเพาะอาหารและลำไส้มากเกินไปส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น เรอบ่อย อึดอัดแน่นท้อง โดยเฉพาะหลังกินอาหารท้องโตเป็นพักๆ หรือผายลมบ่อย เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นกับคนทั่วไปได้ ถ้ากินอาหารปริมาณมากและเร็วเกินไปหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีก๊าซ แต่ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเป็นเรื้อรังไม่สัมพันธ์กับชนิดอาหารหรือมีความรุนแรง เช่น มีอาการมากจนทำให้กินอาหารน้อยลงควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา ผู้ป่วยบางรายไปพบแพทย์ได้รับยามากิน อาทิ ยาลดกรด ยาช่วยย่อยขับลม ก็ยังไม่หายขาด แม้ได้รับการตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่แล้ว ผลการตรวจปกติดีและไม่สามารถอธิบายอาการของโรคได้ ในความเป็นจริงสาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะท้องอืดเรื้อรังเกิดจาก 3 ภาวะ ได้แก่ ปริมาณแบคทีเรียในลำไส้มากเกิน, ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนม และโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งภาวะดังกล่าวควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากปัจจัยใด ปัจจุบันการตรวจไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนและให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

การตรวจหาสาเหตุของโรคท้องอืดเรื้อรัง นพ.บุญเลิศ เผยว่า ใช้วิธีการตรวจด้วยเครื่องตรวจลมหายใจ (Breath test) อาศัยหลักการตรวจหาก๊าซที่ผลิตจากแบคทีเรียในทางเดินอาหารซึ่งจะซึมผ่านเข้ากระแสเลือดและปล่อยออกทางลมหายใจ โดยก๊าซที่ตรวจนั้น ได้แก่ ก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซมีเทน ขั้นตอนการตรวจเริ่มด้วยงดอาหารและน้ำก่อน 12 ชั่วโมง จากนั้นให้กินสารที่ใช้ในการตรวจแยกโรค ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แพทย์สงสัย เช่น สงสัยภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนมจะให้กินน้ำตาลแล็กโทส ถ้าสงสัยภาวะแบคทีเรียในลำไส้มากเกินจะให้กินน้ำตาลกลูโคสหรือสารแลคตูโลส เป็นต้น จากนั้นให้ผู้ป่วยเป่าลมหายใจใส่ในถุงตรวจทุก 15 นาที จนครบ 120 นาที แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ต่อไป

เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องตามมา เช่น ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนมให้งดอาหารจำพวกนมและผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด ได้แก่ เนย โยเกิร์ต ไอศกรีม ฯลฯ หรือภาวะแบคทีเรียในลำไส้มากเกินควรได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อลดปริมาณเชื้อในลำไส้ ร่วมกับการให้ยาปรับการเคลื่อนไหวลำไส้และการหลีกเลี่ยงอาหารที่เสริมให้แบคทีเรียในลำไส้เติบโต ได้แก่ อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมได้น้อยในลำไส้เล็กและผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่จนกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย เช่น กระเทียม หอม ถั่ว กะหล่ำ น้ำเชื่อมเข้มข้น แอปเปิ้ล มะม่วง พรุน  รวมถึงน้ำตาลเทียม เป็นต้น.

ที่มา : เดลินิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2556

สกปรก รอพบ ‘อหิวาต์’

มุมสุขภาพสารพันวันละโรค ยังมีความรู้เกี่ยวกับโรคระบบทางเดินอาหารที่อาจเกิดขึ้นในหน้าร้อน หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา กล่าวถึงอาการอุจจาระร่วงไปแล้ว วันนี้เป็นคิวของ พญ.รุ่งอรุณ สันทัดกลการ ผู้อำนวยการแพทย์ รพ.พญาไท 1 มาเล่าถึง อหิวาตกโรค ซึ่งทำให้อุจจาระร่วงรุนแรง มีแมลงวันเป็นพาหะนำโรค

พญ.รุ่งอรุณ บอกว่า โรคดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่รักษาความสะอาด โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน การรับประทานอาหารที่ถูกแมลงวันตอม อาหารหมดอายุ อาหารค้างคืน เหล่านี้ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae เข้าสู่ร่างกายได้

หากเชื้อร้ายเข้าสู่ร่างกายจะทำให้การถ่ายอุจจาระผิดปกติ ถ่ายเหลว ร่วมกับการอาเจียน แต่มักไม่ค่อยมีไข้ โดย พญ.รุ่งอรุณ เล่าถึงอุบัติการณ์ของอหิวาตกโรคที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนว่ามีความรุนแรงถึงขั้นผู้ป่วยถ่ายเหลวเกือบตลอดเวลา ปริมาณอุจจาระที่ถูกขับออกมามีมากหลายลิตร และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ปัจจุบันไม่ค่อยพบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอย่างในอดีต เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาความสะอาด เช่นเดียวกับยาฆ่าเชื้อที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม การป่วยเป็นอหิวาตกโรค อวัยวะส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ลำไส้เล็ก โดยเชื้อแบคทีเรียชนิดดังกล่าวจะเข้าไปทำลายผนังลำไส้ หรือทำให้ลำไส้ไม่ทำงานส่งผลให้ไม่สามารถดูดซับสารน้ำ เกลือแร่  อาหารที่บริโภคเข้าไปได้ จึงถ่ายออกมาเป็นน้ำจำนวนมาก

สำหรับแนวทางการรักษา หากผู้ป่วยมีถ่ายอุจจาระเหลว จนร่างกายขาดน้ำ และสูญเสียเกลือแร่ แพทย์จะให้น้ำเกลือ และยาฆ่าเชื้อ โดยใช้เวลาราว 2-3 วัน ผู้ป่วยก็จะหายเป็นปกติ

ปัจจุบันโรคดังกล่าว อาจระบาดหนักในพื้นที่สงคราม พื้นที่ประสบภัยธรรมชาติ หรือในถิ่นทุรกันดารที่ผู้คนขาดสุขอนามัย ดังนั้น การรักษาความสะอาด ตามแนวทาง กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ จะช่วยลดความเสี่ยงป่วยเป็นอหิวาตกโรคได้.

takecareDD@gmail.com

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     3 พฤษภาคม 2553

จู๊ด จู๊ด ท้องร่วงหน้าร้อน

ในช่วงหน้าร้อนโรคระบบทางเดินอาหาร เป็นกลุ่มอาการที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วง ผู้ป่วยจะมีการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติ ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ มากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน ทั้งอาจมีมูก-เลือดปนออกมากับอุจจาระ ร่วมกับอาการปวดมวนท้องน้อย มีไข้ต่ำ และคลื่นไส้ อาเจียน

สำหรับปัญหาโรคอุจจาระร่วง พญ.วิไลลักษณ์ อริยวงศ์โสภณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ ประจำ รพ.พญาไท 1 ไขความกระจ่างถึงสาเหตุที่อาจเกิดจากการติดเชื้อ เพราะรับประทานอาหารที่มีพิษของเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ ที่พบบ่อยมักเป็นอาหารทะเล อาหารหมัก-ดอง อาหารรสจัดจ้าน อาหารกระป๋องหมดอายุ หรือเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น ส่งผลให้ผู้ที่รับประทานเกิดเข้าไปเกิดอาการอุจจาระร่วง เกิดเป็นโรคอหิวาต์ โรคบิด

ในทางตรงกันข้าม โรคอุจจาระร่วงเกิดได้แม้ไม่ติดเชื้อ จากอาหารบางชนิด เช่น เห็ดพิษ หรือยาบางประเภท อย่างยารักษาโรคเก๊า ยารักษาโรคข้อ ยาปฏิชีวนะ ยาระบาย หรือยารักษากระเพาะอาหารที่มีแมกนีเซียมมาก

กรณีที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าว ร่างกายจะแสดงอาการภายใน 1-6 ชั่วโมงแรก และมักจะหายได้ใน 48 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้โดยรับประทานอาหารอ่อน ๆ ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) งดดื่มนม อาหารรสจืด ผัก ผลไม้

หากอาการไม่มาก สามารถหายได้โดยการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ แต่หากมีอาการที่รุนแรง ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย เพราะถ่ายอุจจาระมากครั้งจนสูญเสียน้ำในร่างกายไปมาก ให้ระวังความดันโลหิตต่ำ ชีพจรอ่อนจนทำให้หมดสติ เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัย หากรู้สึกว่าอาการที่เกิดขึ้นหนักเกินรับมือ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคอุจจาระร่วง ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด ดื่มน้ำสะอาด และควรล้างมือบ่อย ๆ.

takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์     26 เมษายน 2553