อาหารไฟแรง เผาสมองเสื่อม

thairath150206-1นักวิจัยของวิทยาลัยแพทย์เมาท์ ไซนาย รัฐนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ค้นพบด้วยความห่วงใยผู้คนว่า การกินอาหารที่ประกอบอาหารด้วยไฟแรงๆ จะทำให้ล่อแหลมต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมหนักขึ้น

เมื่อเราปรุงอาหารด้วยไฟแรงๆ หรือแม้แต่เก็บเนื้อสัตว์ไว้ในอุณหภูมิ 26-28 องศาเซลเซียสเป็นเวลานานๆ อย่างเช่น พวกเนยแข็ง มันจะทำให้เกิดสารผสม ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาล โปรตีนและสารที่มีอณูขนาดใหญ่อื่นๆ สารผสมนี้จะทำให้เป็นโรคเรื้อรังต่างๆขึ้นโดยง่าย ด้วยการก่อให้เกิดการอักเสบ หรือการที่เซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของความเสื่อมโรคเรื้อรังมากกว่า 70 ชนิด

นักวิจัยกล่าวว่า เราพบว่าหนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีสารผสมนี้สูง จะเกิดโรคเหมือนกับกินอาหารแบบตะวันตกขึ้นในสมอง ซึ่งเป็นสารประกอบของคราบที่ทำให้เกิดเป็นโรคสมองเสื่อม การปรุงอาหารด้วยไฟแรงๆ มากเท่าไรยิ่งก่อให้เกิดสารนี้มากขึ้น.

ที่มา : ไทยรัฐ  6  กุมภาพันธ์ 2558

วิธีทำให้สมองอ่อนเยาว์

dailynews141206_01คุณผู้อ่านอาจได้อ่านผ่านตาเกี่ยวกับการดูแลสมองในแง่ของการดูแลสุขภาพโดยรวมกันมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การเล่นเกมประเภทต่าง ๆ ที่มีงานวิจัยบอกว่าช่วยลับสมอง การเล่นดนตรีเป็นประจำ หรือแม้กระทั่งการรับประทานอาหารที่เหมาะสมใช่ไหมคะ?

เมื่อสัปดาห์ก่อนกระทรวงสาธารณสุขของประเทศอังกฤษได้ออกข่าวว่า สิ่งที่เป็นเรื่องใหม่ที่กระทรวงกำลังตั้งใจทำเพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมก็คือ การหาวิธีวัดอายุสมองที่แท้จริง เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อคนเราอายุเลย 20 ปีไปแล้ว สมองเรามีแต่จะเสื่อมลงเรื่อย ๆ และยิ่งเราอายุมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะเริ่มแสดงอาการของโรคที่เรียกว่า Age Related Cognitive Decline (ARCD) ซึ่งเป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่ส่งผลให้เริ่มหลงลืม วอกแวกง่าย รวมถึงมีปัญหาในเรื่องการตัดสินใจนั่นเองค่ะ

ก่อนที่จะไปไกลถึงขนาดนั้น เชื่อได้ว่า คุณผู้อ่านส่วนใหญ่น่าจะอายุยังไม่มากนัก และบางท่านอาจจะมีลูกเล็กอยู่ด้วย สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กมักจะให้ความสนใจเมื่อได้อ่านบทความลักษณะนี้ก็คือ จะทำอย่างไรที่จะถนอมสมองของลูกน้อยได้บ้าง ด้วยเพราะสมองเองเป็นอวัยวะสำคัญแต่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา (เหมือนกับนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือผิวหนังที่ถ้าเกิดอะไรขึ้นเราจะเห็นได้ทันที) ดังนั้น เรื่องการดูแลสมองนี้จึงเป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ทำได้เป็นครั้งคราว คือเมื่อไหร่ก็ตามที่มีอาการบางอย่างเห็นได้ชัด เราจึงจะตระหนักและให้ความสำคัญ แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายยังไม่แสดงอาการอะไร ก็ยังคงวางใจนั่นเองค่ะ

ดร.แจ๊ค เลวิส นักประสาทวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับสมองหลายต่อหลายเล่ม รวมถึงได้เขียนงานวิจัยเกี่ยวกับการชะลอความแก่ของสมองที่ได้ลงตีพิมพ์ในวารสารประสาทวิทยาศาสตร์ ได้นำเสนอวิธีการง่าย ๆ ในการดูแลสมองให้อ่อนเยาว์ไว้ 3 ข้อคือ

1. พยายามลดสารอนุมูลอิสระที่จะเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ ท่านผู้อ่านอาจเคยได้ยินเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ หรือแม้กระทั่งอนุมูลอิสระที่ทำให้หน้าแก่มาบ้าง จริง ๆ แล้วอนุมูลอิสระเกิดได้ 2 ทางคือ เกิดจากขบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย กับเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น การติดเชื้อ การอักเสบ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่การออกกำลังกายมากจนเกินไป แต่จากงานวิจัยอีกหลายฉบับพบด้วยว่า การที่ร่างกายได้รับสารอนุมูลอิสระมาก ๆ จะเข้าไปแทรกซึมในเนื้อสมอง ซึ่งคนที่ได้รับส่วนใหญ่มักผ่านทางการสูบบุหรี่ การสูดดมควันต่าง ๆ ทั้งไอเสียรถและเครื่องจักร รวมไปถึงการรับประทานอาหารไขมันเยอะ จำพวกเนื้อติดมัน เช่น คอหมูย่าง หมูติดมัน เป็นต้น วิธีที่ดีที่สุดคือลดการสูบบุหรี่ ลดการรับประทานเนื้อแดงแล้วให้รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นอย่างน้อย 5 ส่วนต่อวันก็จะสามารถช่วยได้ค่ะ

2. ออกกำลังกายให้มากขึ้น การออกกำลังกายมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระขึ้นได้ แต่ถ้าไม่ออกกำลังกายเลยก็ใช่ว่าจะกำจัดสารอนุมูลอิสระได้นะคะ คุณผู้อ่านต้องไม่ลืมว่าในทุก ๆ นาที สมองจะมีเลือดที่ลำเอียงอาหารและออกซิเจนผ่านเข้าไปเพื่อที่จะทำให้สมองทำงานได้เป็นปกติ เมื่อไหร่ก็ตามที่สมองมีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ อย่างดีก็ทำให้เกิด Silent Cerebral Infarct หรือถ้าแย่กว่านั้นคือเกิดการอุดตันของเส้นเลือดสมองได้ ดังนั้นขั้นแรกคือการดูแลหัวใจให้สูบฉีดเลือดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเสียก่อน ซึ่งต้องบอกว่า วิธีการที่จะช่วยได้ก็คือการออกกำลังกายเพราะช่วยให้หลอดเลือดลำเลียงออกซิเจนได้ดี รวมถึงส่งอาหารไปยังเซลล์สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายให้มากขึ้นหมายรวมไปถึงการเดินให้มากขึ้น ให้ร่างกายขยับเขยื้อนมากขึ้น โดยไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเป็นการออกกำลังกายที่โรงยิมเพียงอย่างเดียว

3. มีงานอดิเรก คำถามหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของสมองที่ไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์อัจฉริยะก็คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่อพบกับความท้าทายใหม่ ๆ ซึ่งความท้าทายใหม่ ๆ นี้เป็นตัวช่วยให้สมองบังคับตัวเองในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ซึ่งหมายรวมถึงการเปลี่ยนทิศทางการเชื่อมโยงของเซลล์สมองใหม่ รวมถึงการสร้างโครงข่ายของเซลล์สมองเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ด้วย ทาง Albert Einstein College of Medicine ในสหรัฐได้ทำการวิจัยแล้วพบว่า งานอดิเรก 4 อย่างที่จะช่วยทำให้สมองเสื่อมช้าลง และรวมไปถึง งานอดิเรกทั้ง 4 อย่างนี้ ถ้าได้ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ หรือถ้าได้เริ่มตั้งแต่ยังเยาว์วัย จะเป็นส่วนช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นนั่นก็คือ

การเล่นดนตรี (ที่ไม่ใช่แค่ฟังดนตรี) ได้รับการทำวิจัยมามากมายว่าช่วยเรื่องการพัฒนาสมอง สิ่งหนึ่งที่งานอดิเรกอย่างนี้ช่วยทำให้สมองทำงานได้ดีและเป็นระบบมากขึ้นก็เพราะการเล่นดนตรีต้องใช้ทักษะความสัมพันธ์หลายอย่าง เช่น การเป่าแซกโซโฟนก็จำเป็นต้องใช้อวัยวะไม่ว่าจะเป็น นิ้ว ปอด หรือแม้กระทั่งปาก เพื่อให้ได้เสียงดนตรีที่มีความไพเราะ การอ่านโน้ตเพลงไปพร้อม ๆ กับการแปลโน้ตนั้นบังคับให้สมองต้องเรียกข้อมูลกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่า การเล่นดนตรีเปรียบเสมือนการเล่นยิมนาสติกของสมองนั่นเองค่ะ

การเล่นหมากรุก จะหมากฮอส หรือหมากล้อม ก็ได้ผลเท่ากันไม่ผิดกติกานะคะ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าการเล่นหมากรุกนั้นไม่ใช่แค่เพียงอาศัยการคิด พิจารณาความเป็นไปได้ หรือการจินตนาการแค่นั้น แต่กลยุทธ์หรือวิธีการต่าง ๆ นั้นแน่นอนว่าต้องใช้สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองส่วนที่สัมพันธ์กับส่วนของสมองที่เรียกว่า working memory (ซึ่งเป็นส่วนที่เราใช้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน) งานวิจัยตีพิมพ์ด้วยว่า ยิ่ง working memory ได้รับการพัฒนาและฝึกฝนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เกิดผลดีต่อพัฒนาการของสติปัญญามากขึ้นเท่านั้น

การเต้นรำ ในที่นี้หมายถึงการเต้นรำที่มีแบบแผนชัดเจน เช่น การเต้นบอลรูม เพราะการเต้นลักษณะนี้จะต้องใช้ความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆร่างกายให้ตรงกับท่วงทำนองเพลง ในขณะเดียวกันสมองจะหลั่งสารออกซิโทซิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ความสบายใจ ทำให้สมองมีความผ่อนคลายด้วยค่ะ

การอ่าน การอ่านเป็นการฝึกสมองในรูปแบบหนึ่ง ในการที่จะผูกตัวพยัญชนะหลายตัวรวมกันกลายเป็นคำ จากคำกลายเป็นประโยค และเพื่อที่จะให้ประโยคมีความหมาย หลังจากนั้นเราจะจินตนาการภาพของความหมายจากการอ่านนั้นขึ้นในสมอง ลองคิดดูถึงหนังสือที่เพิ่งอ่านจบไป เหตุการณ์ที่ยังจำได้ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เซลล์สมองจัดเรียงรูปแบบใหม่ไปเรื่อย ๆ

ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเลือกงานอดิเรกแบบไหน ทั้งการเล่นดนตรี การเล่นหมากรุก การเต้นรำ การอ่าน สิ่งสำคัญที่จะทำให้สมองอ่อนเยาว์ลงได้คือการทำให้บ่อย ๆ เป็นนิสัย และใช้เวลาให้มาก เพราะการที่จะทำในระยะเวลาอันสั้นก็คงไม่เห็นความแตกต่างเช่นเดียวกับการไม่ได้ทำนั่นเองค่ะ.

อาจารย์ ดร.ปรียาสิริ วิฑูรชาติ
ศูนย์นโยบายและการจัดการสุขภาพ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  6 ธันวาคม 2557

ตรวจเลือดเจอโรคสมองเสื่อม

thairath140714_01แค่การตรวจเลือดจะสามารถตรวจรู้ว่าจะเป็นโรคสมองเสื่อมอย่างถูกต้องแม่นยำได้ถึงร้อยละ 87 ขาดอยู่อีกเพียงแค่ร้อยละ 13 เท่านั้น ก็จะได้ร้อยถ้วน

นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน แห่งอังกฤษ สามารถวิเคราะห์พบว่า มีโปรตีนอยู่ 26 ชนิด มีความเกี่ยวเนื่องกับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม โดยเฉพาะ 16 ชนิดในจำนวนนี้ เกี่ยวพันกับการที่มันสมองหดเหี่ยว

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้บอกชี้แจงว่า อาการป่วย โรคสมองเสื่อม มักจะเป็นกับสมองขึ้นก่อนหลายปี กว่าที่จะปรากฏอาการออกมาจนวินิจฉัยโรคได้ เป็นเหตุให้การทดลองยารักษาหลายขนานไม่สู้จะได้ผล เพราะสมองเสียหายลงแล้ว หากว่าสามารถตรวจโรครู้จากการตรวจเลือดง่ายๆ ก็จะช่วยให้เรารีบรักษาได้เสียตั้งแต่ต้นมือ

เขาเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างหาหุ้นส่วนทางการค้า เพื่อที่จะเตรียมการ เพื่อจัดจำหน่ายอุปกรณ์และวิธีการตรวจโรคจากเลือดออกสู่ตลาดอยู่.

ที่มา : ไทยรัฐ 14 กรกฎาคม 2557

การอดนอนบั่นทอนสมอง

thairath140709_01นักวิจัยเมืองลอดช่องบอกกล่าวเตือนผู้คนทั่วไปว่า อย่าอดนอน เพราะจะทำให้สมองแก่ตัวเร็วขึ้น ยิ่งเป็นผู้สูงอายุด้วยแล้ว ยิ่งนอนน้อยเท่าใด สมองก็จะแก่หนักขึ้นเท่านั้น ซึ่งการค้นพบนี้ อาจช่วยทำให้เข้าใจได้ว่า เหตุใดจึงมีผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น

นักวิจัยของโรงเรียนแพทย์ดุ้ค-เอ็นยูเอส สิงคโปร์ ได้ทำการศึกษาข้อมูลของผู้สูงอายุที่มีเชื้อจีน อายุเกิน 55 ปีขึ้นไป 66 ราย ด้วยการถ่ายภาพคลื่นสมองด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า และวัดปริมาตรของสมองกับทดสอบสติปัญญาทางประสาทจิตวิทยา ได้พบว่า “ผู้ที่นอนน้อยโพรงสมองจะป่องออกอย่างรวดเร็ว และสติปัญญาก็จะเสื่อมลงด้วย เราพบว่าการนอนน้อยส่อให้เห็นว่าสมองแก่ลงอย่างรวดเร็ว” ดร.จิน โล หัวหน้านักวิจัยแจ้ง.

ที่มา : ไทยรัฐ 9 กรกฎาคม 2557

NCD โรคไม่ติดต่อ โดย ผศ.ดร.พญ.มยุรี หอมสนิท

manager140625_01“องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันทั่วโลก เกิดจากกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD มากถึง 68%”
NCD ย่อมาจาก Non Communicable Disease หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อ โรคกลุ่มนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่สำคัญและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในคนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างไม่เหมาะสม ทั้งในการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย ร่วมกับความเสื่อมของร่างกายตามอายุ ซึ่งทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน มะเร็ง โรคเหล่านี้อาจนำไปสู่โรคที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไตเรื้อรัง และโรคสมองเสื่อมจากสาเหตุต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตแย่ลง มีความพิการ หรือแม้แต่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พ.ศ.2551 (ไม่แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันมากนัก) มียอดผู้เสียชีวิต 57 ล้านคน ปรากฏว่า 36 ล้านคน หรือ 63% เกิดจากโรคที่ไม่ติดต่อ อันดับ 1 คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (48% หรือ 17.28 ล้านคน) โรคมะเร็ง (21% หรือ 7.6 ล้านคน) โรคระบบหายใจเรื้อรัง (12% หรือ 4.2 ล้านคน) และโรคเบาหวาน (ที่เป็นสาเหตุโดยตรง 3.5% หรือ 1.3 ล้านคน) ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดมาจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์มากไป

และจากพฤติกรรมยังเป็นที่มาของโรคความดันโลหิตสูง ทำให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 16.5% ของทั่วโลกจากการสูบบุหรี่ และจากน้ำตาลในเลือดสูง 9% การไม่ออกกำลังกาย 6% และน้ำหนักเกิน 6% หรือภาวะอ้วนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 5% อีกด้วย

จากสถิติจะเห็นได้ว่า คนทุกวัยมีสิทธิ์ที่จะเป็น แต่โรคเรื้อรังกลุ่มนี้มักพบในผู้สูงอายุ ที่มีการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การสูบบุหรี่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ล้านคนทุกปี รวมถึงผู้ที่เสียชีวิตจากการสูดควันบุหรี่จากผู้อื่น และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้าน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิต 3.2 ล้านคน จากการที่ออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีผู้เสียชีวิต 2.5 ล้านคน จากการดื่มแอลกอฮอล์ 1.7 ล้านคน เสียชีวิตจากการรับประทานผลไม้และผักน้อยไป

ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเราพิจารณาจากน้ำหนักตัวของประชากร ที่อยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐานมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มโรค NCD

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2557

 

manager140702_01

ปรับพฤติกรรม ปลอดภัยจาก NCD
“ในเรื่องของกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD ที่มาพร้อมกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เป็นเรื่องที่ควรรู้ รวมถึงการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ห่างไกลจากลุ่มโรคเรื้อรังเหล่านี้”
ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD จะเริ่มจากภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วมักจะเป็นเรื้อรังโดยตามมาด้วยโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ถ้าเป็นโรคเบาหวาน อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังเหล่านี้ มาจากพฤติกรรมที่ไม่สมดุลกัน ทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการทำงานที่สะสม จนเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ทั้งสิ้น

เริ่มแรกเราต้องตระหนักว่า โรคเรื้อรังต่างๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเอง และส่งผลกระทบกับคนในครอบครัว เมื่อตระหนักแล้วก็ต้องรู้จักปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เราเคยปฏิบัติกันมาจนเคยชิน ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยเริ่มต้นจากปัจจัยสำคัญที่สุดคือ อาหารที่เรารับประทาน ไม่ควรเป็นอาหารที่หวานจัด อาหารที่มีความมัน และอาหารรสเค็ม เครื่องดื่มก็เช่นกัน น้ำหวานน้ำอัดลม รวมทั้งเครื่องดื่มที่หวานมัน เช่น กาแฟปั่น กาแฟเย็นก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ นำมาซึ่งโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน ซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของตนเอง
นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม ก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผักมากๆ ผลไม้สด ที่ไม่หวานจัดในปริมาณที่พอดี เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและช่วยการขับถ่าย ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย
นอกจากนี้ เรื่องของการทำงาน พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย 3 อย่างนี้มักจะมาด้วยกัน เนื่องจากการทำงานเป็นเวลานาน จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน รวมถึงการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าไม่ปรับพฤติกรรมเหล่านี้ ก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรให้เวลาในการทำกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันใน 1 สัปดาห์ ทำให้ได้ประมาณ 5 ครั้ง ก็จะเป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี ที่สำคัญต้องงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด หากทำได้ โอกาสการเกิดโรคในกลุ่ม NCD ก็ลดลงตามไปด้วย

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2557

โรคสมองเสื่อม

thairath140429_01สาเหตุและอาการ

โรคสมองเสื่อมที่เกิดจากน้ำในโพรงสมองเพิ่มขึ้น โดยปกติโพรงน้ำในสมองจะมีน้ำหล่อเลี้ยงสมองอยู่ หากมีปริมาณของน้ำในโพรงสมองที่มากเกินไป จะทำให้เกิดการขยายขึ้นของโพรงน้ำไปกดเบียดเนื้อสมองบริเวณรอบๆ ทำให้สมองทำงานผิดปกติได้ จริงๆ แล้วภาวะนี้เกิดได้กับทุกวัย แต่จะพบมากในผู้สูงอายุที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และส่วนใหญ่เกิดขึ้นเอง พบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากน้ำในโพรงสมองเพิ่มขึ้น จะมีอาการผิดปกติที่พบได้บ่อยๆ อยู่ 3 ประการ ได้แก่
– การเดินที่ผิดปกติ เป็นอาการแรกที่ปรากฏขึ้นมาก่อน
– เดินก้าวขาลำบากคล้ายเท้าถูกดูดติดกับพื้น เดินซอยเท้าถี่ๆ
– ปัสสาวะราดบ่อยๆ เพราะเข้าห้องน้ำไม่ทัน
– หลงลืมง่าย คิดช้า

แต่การที่ผู้ป่วยมีอาการกลั้นปัสสาวะลำบาก (urinary incontinence) เช่น ผู้ป่วยต้องรีบเข้าห้องน้ำทันทีเมื่อรู้สึกปวดเบา แสดงว่าโรคนี้เป็นมาระยะหนึ่งแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องความจำเสื่อม ยิ่งในระยะท้ายๆ ของโรคปัญหาเรื่องปัสสาวะจะเป็นมากจนปัสสาวะราดโดยไม่ทันรู้ตัว แต่อย่าเพิ่งเป็นกังวล โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง แพทย์จะตรวจวินิจฉัยให้แน่นอนก่อนและวางแผนรักษา

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคอาศัยภาพถ่ายสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI เป็นเครื่องช่วยยืนยันให้เห็นว่าโพรงน้ำในสมองมีขนาดใหญ่กว่าปกติจริงๆ และมีการกดเบียดบังตำแหน่งของเนื้อสมองด้านหน้าและด้านใน ทำให้มีอาการเดินลำบาก กลั้นปัสสาวะลำบากและความจำแย่ลง

ขั้นต่อมาแพทย์จะทำการทดสอบโดยการเจาะระบายน้ำหล่อเลี้ยงสมองทางหลัง เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นหรือไม่ ในส่วนของการเดิน หากผู้ป่วยเดินได้คล่องขึ้น จะได้แนะนำให้ทำการรักษาด้วยการผ่าตัดวางท่อระบายน้ำเข้าสู่ช่องท้อง การผ่าตัดจะช่วยชะลออาการได้ เพราะถ้าปล่อยไว้อันเกิดภาวะน้ำท่วมสมอง ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมที่รุนแรงขึ้นจนอาจช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความจำแย่ลงอย่างมาก

การรักษา

การรักษาด้วยการผ่าตัดระบายนั้นจะทำโดยแพทย์ด้านศัลยกรรมทางสมอง โดยท่อระบายน้ำที่จะฝังอยู่ในร่างกายมีอยู่ 2 ประเภท คือ ชนิดที่ปรับแรงดันไม่ได้ และชนิดที่ปรับแรงดันได้ ท่อชนิดที่ปรับแรงดันได้ มีข้อดีคือ ถ้าการระบายน้ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไป แพทย์สามารถที่จะปรับเปลี่ยนการระบายน้ำได้ โดยใช้อุปกรณ์แม่เหล็กไร้สายจากภายนอกร่างกาย และไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนท่ออันใหม่ แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาประเมินความคืบหน้าของอาการเป็นระยะๆ ร่วมกับปรับเปลี่ยนการระบายน้ำตามความจำเป็น ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดใส่ท่อ ชนิดปรับแรงดันได้ ผู้ป่วยมักจะนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลหลังผ่าตัด เพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่วันเท่านั้นและแพทย์จะนัดมาทำการตัดไหมในภายหลัง เพราะหลังจากผ่าตัดผู้ป่วยจะมีอาการค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ มากน้อยแตกต่างกันไป โดยปัญหาเรื่องการเดินที่ผิดปกติจะดีขึ้นชัดเจนที่สุด ส่วนเรื่องหลงๆ ลืมๆ อาจจะเห็นผลไม่ชัดเจนนัก ก็ต้องดูแลกันต่อไป ระวังการล้ม และอุบัติเหตุต่างๆ ฝึกการปัสสาวะให้เป็นเวลา การฝึกสมอง (ออกกำลังสมอง) เพื่อเป็นการป้องกันหรือชะลอการเสื่อมของสมอง กินอาหารที่มีประโยชน์ และต้องครบ 5 หมู่ด้วย ควบคุมน้ำหนักในปริมาณที่ไม่ทำให้เกิดน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน พบแพทย์ตามนัด เพราะต้องหมั่นดูแลท่อที่ฝังเอาไว้เสมอ โรคนี้ไม่ได้หายขาดแต่เราสามารถชะลออาการได้

ดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร น้ำ อากาศ การออกกำลังกาย การพักผ่อนอย่างเหมาะสม เพียงพอ ที่สำคัญเห็นคนสูงอายุ เดินไม่คล่อง ความจำไม่ดี อย่างเพิ่งคิดว่าเป็นธรรมดา โรคคนแก่ ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำอะไร ควรพามาพบแพทย์ เพื่อจะได้ตรวจหาสาเหตุโดยแน่ชัดอีกที เพื่อจะพบสาเหตุที่แก้ไขได้ทันท่วงที

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ โทร 02-412-0020 ต่อ 2005-7 โรงพยาบาลธนบุรี 1 www.thonburihospital.com

ที่มา : ไทนรัฐ  29 เมษายน 2557

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่พ้นสมองเสื่อม

thairath130809_001มารดาที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมของตนเอง จะได้คุณประโยชน์ รอดพ้นจากโรคสมองเสื่อม และยิ่งเลี้ยงลูกด้วยเลือดในอกยิ่งนานก็จะยิ่งหนีห่างโรคอันน่าหวาดหวั่นมากขึ้นเท่านั้น

วารสารวิชาการ “โรคสมองเสื่อม” รายงานว่า การ เลี้ยงลูกด้วยนมมารดายังช่วยให้อานุภาพของอินซูลินซึ่งลดน้อยลงเมื่อตอนตั้งครรภ์กลับฟื้นคืนขึ้นใหม่ ซึ่งสาเหตุของโรคสมองเสื่อมอันหนึ่งก็เกิดจากการดื้อต่ออินซูลินในสมอง

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ศึกษาจากข้อมูล ที่รวบรวมจากกลุ่มสตรีอังกฤษกลุ่มหนึ่ง ถึงความสัมพันธ์ ของการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดากับความเสี่ยงกับโรค สมองเสื่อม

หัวหน้าคณะนักวิจัยกล่าวว่า โรคสมองเสื่อมเป็นโรคแพร่หลายที่สุดในโลกอย่างหนึ่ง ประมาณกันว่ามีผู้ป่วยมากถึง 35,600,000 คน “เราเชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีผู้ป่วยตามชาติที่มีรายได้ต่ำและปานกลางต่างๆกันมากขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหายุทธวิธีที่สิ้นเปลืองน้อยและเกิดผลกว้างไกล เพื่อป้องกันประชาชน จากโรคอันเป็นการล้างผลาญอันนี้”

ก่อนหน้านี้เคยมีการศึกษาพบว่า การเลี้ยงลูกด้วยนม มารดาช่วยคุ้มครองแม่ให้รอดพ้นจากโรคบางอย่างได้.

ที่มา : ไทยรัฐ 9 สิงหาคม 2556

.

Related Article :

.

(Breastfeeding | Flickr)  Breastfeeding for up to one year has been found to improve intelligence and development in children.

(Breastfeeding | Flickr) Breastfeeding for up to one year has been found to improve intelligence and development in children.

Breastfeeding Reduces Alzheimer’s Risk — For Mothers

By Jonathan Weiss | Aug 5, 2013
Alzheimer’s disease is a terrible condition marked by the progressive loss of memory and ability to perform daily tasks. The buildup of short protein peptides, known as beta amyloid, is thought to cause the memory-robbing disease, but the initiating factor of the accumulation is unknown. Moreover, it is in dispute as to whether the accumulation itself is the cause of the disease. Scientists and doctors know little as to what can help stave off the disease. But, in looking at correlations between the disease and various factors, a research group in the UK has found a link between breastfeeding and a woman’s Alzheimer’s risk.

The research, published in the Journal of Alzheimer’s Disease, details a study in which 81 women were observed to have a lower risk of the disease if they had breastfed infants. Women who had no history of dementia in their families saw the best benefit, while those with a family history of dementia saw a decreased benefit. Because breastfeeding would be an easy and cheap way to prevent Alzheimer’s in women, this is already seen as a possible prophylactic in women, particularly for those in developing countries.

“Alzheimer’s is the world’s most common cognitive disorder and it already affects 35.6 million people. In the future, we expect it to spread most in low and middle-income countries. So it is vital that we develop low-cost, large-scale strategies to protect people against this devastating disease,” the study’s lead author Dr. Molly Fox, from the Department of Biological Anthropology at the University of Cambridge, said in a press release.

The study opens up some interesting questions about Alzheimer’s disease. It is known that Alzheimer’s is characterized by insulin resistance in the brain, with some scientists calling it type 3 diabetes. Breastfeeding restores insulin tolerance in women who typically become insulin-resistant during pregnancy, which can result in gestational diabetes.

Three main conclusions were garnered from the study:

  • Women who breastfed exhibited a reduced Alzheimer’s disease risk, compared with women who did not breastfeed.
  • Longer breastfeeding history was significantly associated with a lower Alzheimer’s risk.
  • Women who had a higher ratio of total months pregnant during their lives to total months breastfeeding had a higher Alzheimer’s risk.

“Women who spent more time pregnant without a compensatory phase of breastfeeding therefore may have more impaired glucose tolerance, which is consistent with our observation that those women have an increased risk of Alzheimer’s disease,” Fox concluded.

Source: Fox M, Berzuini C, Knapp L. Maternal Breastfeeding History and Alzheimer’s Disease Risk. Journal of Alzheimer’s Disease. 2013.

SOURCE : www.medicaldaily.com

พบเค้าสมองเสื่อม ล่วงหน้าก่อนเป็นปี

thairath130711_001นักวิจัยมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมของอังกฤษเชื่อว่าจับเค้าลางของโรคสมองเสื่อมได้ล่วงหน้าก่อนเป็นแรมปีได้แล้ว

พวกเขาพบว่า ผู้ที่จะเป็นโรคนี้ จะเกิดมีอาการปัญญาเสื่อมแบบหนึ่ง เนื่องมาจากการสูญเสียเซลล์ในสมองบางส่วนมากขึ้นเกิดขึ้นก่อนที่จะนำไปสูู่การเป็นโรคสมองเสื่อมในที่สุด

นักวิจัยได้พบจากการตรวจวิเคราะห์สมองของผู้ป่วยโรคปัญญาเสื่อมอย่างอ่อน ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ถึงร้อยละ 80 ล้วนแต่พากันเป็นโรคสมองเสื่อมต่อมาภายหลัง พบว่าเนื้อสีเทาในสมองซีกซ้าย จะทรุดลงอย่างกว้างขวาง สมองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับภาษา การตัดสินใจ การแสดงบุคลิกภาพ การเคลื่อนไหว การวางแผนพฤติกรรมที่ซับซ้อน และพฤติกรรมทางสังคม

ศาสตราจารย์ไมค์ แจ๊คสัน กล่าวว่า “การสูญเสียเซลล์ภายในสมองส่วนนี้ พวกหมอควรจะถือว่ามันเท่ากับเป็นระฆังเตือน เพราะมันส่อให้รู้ว่าคนไข้กำลังบ่ายหน้าไปสู่การเป็นโรคสมองเสื่อม”.

ที่มา : เดลินิวส์ 11 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Experts Spot Early Signs of Alzheimer’s

July 8, 2013 — Early signs of Alzheimer’s disease can be detected years before diagnosis, according to researchers at Birmingham City University.

The study found that sufferers of a specific type of cognitive impairment have an increased loss of cells in certain parts of the brain, which can be vital in detecting which patients will progress to a diagnosis of Alzheimer’s.

A team of researchers from Birmingham City University (UK), in association with colleagues from Lanzhou University (China) and the Alzheimer’s Disease Neuroimaging Initiative, conducted a brain scan analysis over two years, of patients suffering from amnestic mild cognitive impairment (aMCI) — a condition involving the diminishing of cognitive abilities, from which 80% of patients progress to a diagnosis of Alzheimer’s.

Scans showed that the loss of grey matter in the left hemisphere of the brain was particularly widespread and degenerative for those patients at high risk of developing Alzheimer’s, compared with those with no active neurological disorders.

This region of the brain has been associated with language, decision making, expressing personality, executing movement, planning complex cognitive behaviour and moderating social behaviour.

One of the researchers involved in the study, Professor Mike Jackson, from Birmingham City University, said: “Continuous loss of cells within the regions of the brain highlighted in this study should act as alarm bells for doctors, as they may indicate that the patient is on course to developing Alzheimer’s.”

The brains parahippocampal gyrus, a region which is known to be related to memory encoding and retrieval, was highlighted as an area that should be looked at carefully when examining brain scans to detect early signs of the disease.

Treating Alzheimer’s early is thought to be vital to prevent damage to memory and thinking. Although treatments are available to temporarily ease symptoms, there has been little in the way of success in slowing down the cognitive decline in patients with mild to moderate Alzheimer’s, which has been partly put down to the late timing of the diagnosis.

Experts at Birmingham City University hope that this study will aid other researchers to find an effective clinical treatment to delay the conversion to Alzheimer’s.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byBirmingham City University, via AlphaGalileo.

Journal Reference:

  1. Zhijun Yao, Bin Hu, Chuanjiang Liang, Lina Zhao, Mike Jackson. A Longitudinal Study of Atrophy in Amnestic Mild Cognitive Impairment and Normal Aging Revealed by Cortical ThicknessPLoS ONE, 2012; 7 (11): e48973 DOI: 10.1371/journal.pone.0048973

SOURCE : www.sciencedaily.com

อ่าน-เขียนหนังสือ เป็นสลักยึดความจำ

thairath130712_001วารสารของแพทยสมาคมประสาทวิทยาอเมริกัน รายงานว่า งานวิจัยใหม่พบว่า การอ่านและเขียนหนังสือ รวมทั้งกิจกรรมที่เป็นการกระตุ้นสมองของคนทุกวัย จะช่วยตราตรึงความจำเอาไว้ได้

นักวิจัยของศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยรัชเปิดเผยว่า “เราได้พบจากการศึกษาว่า การใช้สมองมาตลอดอายุ ตั้งแต่วัยเด็กมาจนแก่ เป็นของสำคัญสำหรับสมองในวัยทอง

คณะนักวิจัยได้ติดตามศึกษาชายหญิงเกือบ 300 คน คอยทดสอบความจำและความคิดเป็นประจำปี ติดต่อกัน 6 ปี ก่อนที่พวกเขาจะถึงแก่กรรมเมื่ออายุเฉลี่ย 89 ปี พวกเขาได้บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้อ่านและเขียนหนังสือ และทำสิ่งที่เป็นการกระตุ้นสมอง อยู่ตลอดตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน มาจนถึงอายุปัจจุบัน”

นักวิจัยยังได้ผ่าสมองตรวจดูหาร่องรอยของโรคสมองเสื่อม อย่างเช่น รอยโรค คราบจับ และอื่นๆ

พวกเขาได้สรุปความเห็นว่า ผู้ที่ได้ทำสิ่งที่กระตุ้นสมองมาตั้งแต่ต้นและปลายชีวิต ความจำจะเสื่อมช้า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ “จากข้อมูลเหล่านี้ เราสามารถกล่าวได้ว่า การอ่านและเขียนหนังสือประจำ เป็นสิ่งสำคัญทั้งของลูกหลาน ของตัวเราเอง ตลอดจนพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายของเราด้วย”.

ที่มา : เดลินิวส์ 12 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Reading now may protect your memory later in life, a new study suggests. (Photo: Leigh Taylor, The Cincinnati Enquirer, via AP)

Reading now may protect your memory later in life, a new study suggests.
(Photo: Leigh Taylor, The Cincinnati Enquirer, via AP)

Brain stimulation at any age may slow memory decline

Cathy Payne, USA TODAY 4:57 p.m. EDT July 3, 2013
It’s never too early to start protecting your brain power, a new study suggests.

Reading, writing and participating in other brain-stimulating activities at any age may protect your memory later in life, according to the research. The study, which tracked 294 individuals, is published online in the July 3 issue of Neurology.

“Our study suggests that exercising your brain by taking part in activities such as these across a person’s lifetime, from childhood through old age, is important for brain health in old age,” said the study’s lead author, Robert Wilson.

After adjusting for signs of brain disease, higher levels of cognitive activity across the life span were associated with slower cognitive decline, the study found. Mental activity explained about 14% of the differences between people in how much their memory and thinking skills declined.

The finding supports the hypothesis of cognitive reserve, which describes the brain’s ability to cope with disease or damage. According to the hypothesis, mental activity helps delay the cognitive consequences of disease.

Neuroimaging research suggests that cognitive activity can lead to changes in brain structure and function that may enhance cognitive reserve.

“An intellectually stimulating lifestyle helps to contribute to cognitive reserve and allows you to tolerate these age-related brain pathologies better than someone who has had a less cognitively active lifestyle,” says Wilson, a neuropsychologist at Rush University Medical Center in Chicago.

He recommends that people have cognitively stimulating hobbies that they enjoy, such as photography and quilting.

Intellectually stimulating activities involve processing and using information. Examples are reading a book and then predicting what will happen next, as well as watching a movie and then comparing it with other films, says Judy Willis, a neurologist based in Santa Barbara, Calif.

Willis says doing a variety of cognitive activities appears to be more protective of the cognitive reserve than focusing on one thing, even something like playing chess. “More research is needed to look at how much time should be devoted to an activity or learning a skill and how often it should be revisited,” she adds.

Willis, who was not involved in the study, agrees that the activities should be motivated by pleasure. “Forcing yourself to do something takes a lot of mental effort,” she adds. “If you try something and don’t like it, try something else.”
SOURCE : www.usatoday.com

กินปลา ถั่ว ข้าวกล้อง หนีโรคสมองเสื่อม

thairath130603_002วารสาร “โรคสมองเสื่อม” ของสหรัฐฯ กล่าวบอกแนะนำว่าให้หมั่นกินอาหารที่อุดมด้วยน้ำมันปลา ถั่ว และข้าวกล้องไว้ จะสามารถชะลอหรือแม้กระทั่งป้องกันโรคสมองเสื่อมมาใกล้ตัวได้

วารสารเปิดเผยว่า นักวิจัยได้พบว่าอาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี 3 และกรดโอเมก้า-3 จะช่วยเสริมพลังให้กับระบบภูมิคุ้มกันโรคในอันที่จะกวาดล้างคราบพิษและเป็นอันตราย ซึ่งจะทำลายสมองของผู้ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม

พวกเขายังได้พบว่าสารอาหาร 2 อย่างสามารถควบคุมการอักเสบและกวาดล้างคราบที่จับตามสมอง สารอาหารเหล่านี้ได้แก่วิตามินดี 3 และกรดไขมันโอเมก้า-3

เป็นที่เชื่อกันว่ามันจะเกิดคราบโปรตีนอมัยลอยด์ขึ้นในสมอง ก่อนหน้าที่จะปรากฏอาการของโรคขึ้นไม่ต่ำกว่า 10 ปี โปรตีนเหนียวจะจับตัวเป็นคราบอันตราย ซึ่งจะไปฆ่าหน่วยประสาทและก่ออาการของโรคขึ้น

นักวิจัยยังกล่าวว่า อาหารของคนส่วนใหญ่มักจะขาดกรดโอเมก้า-3 ดังนั้นการกินปลามันๆ อย่างปลาแซลมอน และซาร์ดีนจะสามารถช่วยได้ นอกจากนั้นยังอยู่ในไก่ ถั่ว กะหล่ำหัวขนาดเล็ก กะหล่ำปม กะหล่ำปลีชนิดหนึ่ง ผักโขม รวมทั้งน้ำมันพืช ส่วนวิตามินดี 3 นั้น ร่างกายจะสร้างขึ้นเมื่อโดนแดด แต่ก็ยังมีในน้ำมันตับปลา อาหารเสริมพวกนม ธัญญาหารและไข่แดง.

ที่มา : ไทยรัฐ 3 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

Vitamin D, omega-3 may help clear amyloid plaques found in Alzheimer’s

By Rachel Champeau February 05, 2013

A team of academic researchers has pinpointed how vitamin D3 and omega-3 fatty acids may enhance the immune system’s ability to clear the brain of amyloid plaques, one of the hallmarks of Alzheimer’s disease.
In a small pilot study published in the Feb. 5 issue of the Journal of Alzheimer’s Disease, the scientists identified key genes and signaling networks regulated by vitamin D3 and the omega-3 fatty acid DHA (docosahexaenoic acid) that may help control inflammation and improve plaque clearance.
Previous laboratory work by the team helped clarify key mechanisms involved in helping vitamin D3 clear amyloid-beta, the abnormal protein found in the plaque. The new study extends the previous findings with vitamin D3 and highlights the role of omega-3 DHA.
“Our new study sheds further light on a possible role for nutritional substances such as vitamin D3 and omega-3 in boosting immunity to help fight Alzheimer’s,” said study author Dr. Milan Fiala, a researcher at the David Geffen School of Medicine at UCLA.
For the study, scientists drew blood samples from both Alzheimer’s patients and healthy controls, then isolated critical immune cells called macrophages from the blood. Macrophages are responsible for gobbling up amyloid-beta and other waste products in the brain and body.
The team incubated the immune cells overnight with amyloid-beta. They added either an active form of vitamin D3 called 1alpha,25–dihydroxyvitamin D3 or an active form of the omega-3 fatty acid DHA called resolvin D1 to some of the cells to gauge the effect they had on inflammation and amyloid-beta absorption.
Both 1alpha, 25-dihydroxyvitamin D3 and resolvin D1 improved the ability of the Alzheimer’s disease patients’ macrophages to gobble-up amyloid-beta, and they inhibited the cell death that is induced by amyloid-beta. Researchers observed that each nutrition molecule utilized different receptors and common signaling pathways to do this.
Previous work by the team, based on the function of Alzheimer’s patients’ macrophages, showed that there are two groups of patients and macrophages. In the current study, researchers found that the macrophages of the Alzheimer’s patients differentially expressed inflammatory genes, compared with the healthy controls, and that two distinct transcription patterns were found that further define the two groups: Group 1 had an increased transcription of inflammatory genes, while Group 2 had decreased transcription. Transcription is the first step leading to gene expression.
“Further study may help us identify if these two distinct transcription patterns of inflammatory genes could possibly distinguish either two stages or two types of Alzheimer’s disease,” said study author Mathew Mizwicki, an assistant researcher at the David Geffen School of Medicine at UCLA.
  
While researchers found that 1alpha,25-dihydroxyvitamin D3 and resolvin D1 greatly improved the clearance of amyloid-beta by macrophages in patients in both groups, they discovered subtleties in the effects the two substances had on the expression of inflammatory genes in the two groups. In Group 1, the increased-inflammation group, macrophages showed a decrease of inflammatory activation; in Group 2,  macrophages showed an increase of the inflammatory genes IL1 and TLRs when either 1alpha,25-Dihydroxyvitamin D3 or resolvin D1 were added.
More study is needed, Fiala said, but these differences could be associated with the severity of patients’ nutritional and/or metabolic deficiencies of vitamin D3 and DHA, as well as the omega-3 fatty acid EPA (eicosapentaenoic acid).
“We may find that we need to carefully balance the supplementation with vitamin D3 and omega-3 fatty acids, depending on each patient in order to help promote efficient clearing of amyloid-beta,” Fiala said. “This is a first step in understanding what form and in which patients these nutrition substances might work best.”
According to Fiala, an active (not oxidized) form of omega-3 DHA, which is the precursor of the resolvin D1 used in this study, may work better than more commercially available forms of DHA, which generally are not not protected against the oxidation that can render a molecule inactive.
The next step is a larger study to help confirm the findings, as well as a clinical trial with omega-3 DHA, the researchers said.
The Alzheimer’s Association contributed to the initial phase of the study.
Fiala is a consultant for the Smartfish Company that is producing a drink with an active form of omega-3 DHA.
Additional study authors include Guanghao Liu, Larry Magpantay, James Sayre, Avi Siani, Michelle Mahanian, Rachel Weitzman, Eric Hayden, Mark J. Rosenthal, Ilka Nemere, John Ringman and David B. Teplow.
For more news, visit the UCLA Newsroom and follow us on Twitter.

 

SOURCE : http://newsroom.ucla.edu/portal/ucla/vitamin-d-omega-3-may-help-clear-242465.aspx