บารมีผู้เฒ่าผู้แก่ คุ้มภัยสมองเสื่อม

thairath130510_002ศึกษาค้นพบผู้แก่ผู้เฒ่าที่มีอายุยืนๆ ยังสามารถแผ่บุญบารมีให้ช่วยคุ้มครองปกปักรักษาลูกหลานเหลนเป็นโรคสมองเสื่อมช้ากว่าคนทั่วๆไปคนอื่นได้อีกด้วย

ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ศึกษาพบว่าบรรดาลูกหลานว่านเครือของคนที่มีอายุยืนยงถึง 90 ปี จะพากันเป็นโรคสมองเสื่อมตอนช่วงอายุระหว่าง 65-79 ปี ช้ากว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมากถึงร้อยละ 40 นักวิจัยได้ชี้แจงว่า “ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้จะไม่เป็นโรคนี้กันเลย หากแต่มันดูเหมือนว่าพวกเขาจะพากันมาเป็นกันทีหลังช้ากว่าคนอื่น”

คนอเมริกันผู้ที่มีอายุยืนทุกวันนี้ คือผู้ที่อยู่เกินอายุขัยเฉลี่ย อย่างเช่น ผู้ชายปัจจุบันวัย 65 ปี สามารถจะอยู่ได้จนถึงอายุ 83 ปี และผู้หญิงอาจอยู่ได้นานถึง 85 ปี ซึ่งปรากฏว่าโอกาสของการมีอายุยืนกับโอกาสที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม ต่างสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ถึงกันได้พอๆกัน.

ที่มา :  ไทยรัฐ  10 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

Could Family Longevity Protect Against Dementia?

Epidemiology
Last Updated: 2013-05-07 19:22:18 -0400 (Reuters Health)

By Andrew M. Seaman

NEW YORK (Reuters Health) – The sons and daughters of people who live very long lives tend to get the symptoms of Alzheimer’s disease later than others, but they’re not immune from the disease, according to a new study.

Based on comparisons of people in their 90s, their spouses, siblings, children and their children’s spouses, researchers found that the offspring of people with exceptional longevity were about 40% less likely than peers to be cognitively impaired between ages 65 and 79.

“It’s not necessarily that these individuals never become cognitively impaired, but what it seems like is that there is a delayed onset of cognitive impairment,” said Dr. Stephanie Cosentino, of the Columbia University Medical Center in New York.

By the time members of the older generation of study volunteers were in their 90s, however, their risk of being cognitively impaired was fairly high.

So Dr. Cosentino’s team projects that the kids of these long-lived individuals will have the same risk level as their parents if they enjoy similar longevity – that is, they’ll no longer be protected.

As life expectancies continue to rise, few have investigated whether that means people live to those old ages cognitively “intact,” Dr. Cosentino and her colleagues wrote May 6th in JAMA Neurology.

For the new study, the researchers used data on cognitive impairment from 1,870 people who are part of the Long Life Family Study, which includes volunteers in New York, Massachusetts, Pennsylvania and Denmark.

In the U.S., subjects were recruited along with their (younger) siblings, their children and their siblings’ children – as well as all available spouses in both generations, who serve as an unrelated comparison group without necessarily having a family history of longevity.

The study included 1,510 people with a family history of longevity and 360 of their spouses, but for this study, researchers used information on just the volunteers who were 89 years old or older when they were recruited.

A series of tests measured the participants’ memory, recall abilities, language and processing skills.

Overall, the researchers found that about 6% of the volunteers’ children were cognitively impaired between ages 65 and 79 years old, compared to 13% of their spouses and about 11% of their cousins.

Among the study’s long-lived older generation, participants were just as likely to be cognitively impaired by about age 90 as their siblings or spouses.

“These families seem relatively protected, but once they reach extreme old age – say after 90 (years old) – their rates of cognitive impairment become comparable,” Dr. Cosentino said.

The study cannot say whether a parent’s longevity protected the offspring from becoming cognitively impaired in their 60s and 70s, but Dr. Cosentino said she and her colleagues want to know what makes them different from the others.

“Our current interest now is understanding the genetic basis of that delay,” she said, adding that the hope is they could eventually help others delay memory problems as well.

Dr. Mary Sano, director of the Alzheimer’s Disease Research Center at the Icahn School of Medicine at Mount Sinai in New York, told Reuters Health that the new study supports previous research on aging and dementia.

“This study and other studies have really shown we are moving in the direction of understanding the genetics and biology of successful aging,” said Dr. Sano, who was not involved with the new study.

“I think the reason it’s so promising is because we’ve put a lot of effort into studying diseases to find the silver bullet to prevent disease and very little work goes into people who are less likely to have the disease or less likely to develop the disease,” she said.

“I think looking at this side is critical, because we haven’t had much luck looking the other way,” Dr. Sano said.

SOURCE: http://bit.ly/128MT0j

SOURCE: www.psychcongress.com

 

รวมสารพันโรคผู้สูงวัย โดย แพทย์หญิงพัณณิดา วัฒนพนม

voathai130110_001วันที่ 13 เมษายนของทุกปี นอกจากจะถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยหรือวันมหาสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันสำคัญอีกวันคือ “วันผู้สูงอายุ” ด้วย ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ต้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับผู้สูงวัยกันมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ ซึ่งในวัยนี้จะต้องระมัดระวังและใส่ใจดูแลมากกว่าวัยอื่นๆ เพราะยิ่งอายุเยอะก็มักจะเจอปัญหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เยอะไปตามอายุด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้ โรงพยาบาลกรุงเทพจะขอรวบรวมสารพันโรคที่ผู้สูงอายุควรระวังมาฝากกัน

1. โรคข้อเสื่อม เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่ในผู้สูงอายุ โดยข้อที่พบอาการเสื่อมได้มากคือข้อที่รับน้ำหนักตัว เช่นข้อเข่า เมื่อผู้ป่วยอายุมากขึ้นมักมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้นด้วย และเริ่มมีโครงสร้างภายในข้อไม่เป็นปกติ จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงความผิดปกติภายในข้อ อันประกอบด้วยผิวของข้อเข่า ซึ่งเป็นกระดูกอ่อน เริ่มสึกหรอ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบ การเคลื่อนไหวข้อ มีอาการติดขัด ฝืด หรือเสียงดังคล้ายกระดาษทรายถูกัน

กระดูกรอบข้อเกิดการปรับตัว โดยสร้างกระดูกงอกขึ้นภายในข้อ ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้น้อยลง กระดูกบริเวณข้อเข่า และรอบ ๆ ข้อ บางลง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มเดินน้อยลง อาการผิดปกติของผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะแรก ประกอบด้วย อาการปวดอาจร่วมกับการมีข้อเข่าบวม อาการขัดที่ข้อ โดยอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นของข้อ ในขณะเหยียดและงอข้อเข่าจะมีอาการปวด และหรือขัดในข้อมากขึ้น และมีเสียงลั่นในข้อ

ซึ่งอธิบายจากการที่ผิวกระดูกภายในข้อเริ่มไม่เรียบและมีกระดูกงอกเกิดขึ้น อาการปวดที่เกิดในผู้ป่วยบางรายทำให้เกิดการปรับตัวด้วยการไม่เหยียดหรืองอข้อเข่าจนสุด เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น ทำให้เกิดปัญหาข้อติดขัด และเคลื่อนไหวไม่เต็มวงของการงอเข่าตามมา เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น หรือ ข้อที่เสื่อมอักเสบนั้นถูกใช้งานมากอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้อาการผิดปกติเหล่านี้ เป็นมากขึ้นได้โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อมาพบแพทย์ก็มักจะมาเมื่ออาการต่าง ๆ เกิดขึ้นพอควรแล้ว หรือ ไม่สามารถประกอบภารกิจประจำวันได้เหมือนเดิม ซึ่ง อาการหลัก ๆ ก็คือ อาการปวด,ขัด และหรือบวม ของข้อเข่า หรือในรายที่มีข้อเข่าโก่งอยู่บ้างแล้วก็มักจะมาด้วยเรื่องเข่าผิดรูป หรือทำให้เกิดปัญหาปวดมากขณะเปลี่ยนท่าเช่นจากนั่งเป็นยืน

เมื่อเกิดปัญหาข้อเข่าเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีอาการของโรคซึ่งจะสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค ถ้าหากว่าอาการที่เกิดขึ้นน้อย ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถชะลอการเสื่อมของข้อเข่านั้น ๆ ได้วิธีการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่านั้น ประกอบด้วยวิธีหลัก ๆ ดังนี้ หลีกเลี่ยงท่างอข้อเข่ามาก ๆ เช่น นั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ และนั่งคุกเข่า

หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดหลาย ๆ ชั้น ควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี ไม่ให้อ้วน หมั่นขยันบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอยู่เสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อด้านหน้าของต้นขา ทานยาแก้ปวดเมื่อจำเป็นหรือทานเป็นครั้งคราว ใช้ไม้เท้าช่วยเมื่อต้องเดินเป็นระยะทางไกล หรือเดินในที่ไม่เรียบ

2. โรคกระดูกพรุน เป็นอีกโรคที่พบได้มากในผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุนเกิดจากการลดลงของปริมาณกระดูกในร่างกายร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของกระดูก เป็นผลให้ความแข็งแรงของกระดูกโดยรวมลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ โดยเฉพาะผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง30-40% ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมาก

เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง ทำให้มวลกระดูกของผู้หญิงในกลุ่มวัยนี้ลดลงถึงร้อยละ 3-5 ต่อปี นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนยังพบได้ในภาวะผู้ป่วยที่ได้รับการตัดรังไข่ 2 ข้าง ผู้ป่วยที่ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย ผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิดเช่นสารสเตียรอยด์หรือยากันชักบางชนิดและการสูบบุหรี่ก็อีกเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะไม่มีอาการใด ๆ จนกว่าจะมีอาการแสดงซึ่งได้แก่กระดูกหัก ตำแหน่งที่พบบ่อยในโรคกระดูกพรุนได้แก่บริเวณข้อสะโพก,ข้อมือหรือกระดูกสันหลังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

นอกจากนี้ อาการหลังโกง หรือตัวเตี้ยลงมากกว่า 2 เซนติเมตรนั้นอาจเป็นอาการของโรคกระดูกพรุนที่มีการยุบตัวลงของกระดูกสันหลังจึงเป็นภัยเงียบเพราะคนไข้จะไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้ว โรคกระดูกพรุนวินิจฉัยได้จากการตรวจค่าความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องมือ DEXA นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติอื่น ๆ เช่น การขาดวิตามินดี และสามารถตรวจประเมินอัตราการสร้างและสลายของกระดูกได้ การตรวจเพิ่มเติมนี้เพื่อใช้ในการตัดสินใจวางแผนการรักษาและติดตามผลการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

สำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุนด้วยยาในปัจจุบันมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ยากลุ่มที่ลดอัตราการสลายกระดูก และยากลุ่มที่เสริมสร้างมวลกระดูก ทั้งนี้การการให้ยา แพทย์จำเป็นต้องตรวจคัดกรองผู้ป่วย เพื่อพิจารณาให้ยาตามความจำเป็น จึงแนะนำให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนควรมาตรวจภาวะกระดูกพรุน ผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเสริมการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว, นม และงาดำ โดยทั่วไปแล้วผู้สูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม วันละ 1200 มิลลิกรัมควบคู่กับวิตามินดี 800 ไอยู นอกจากนี้ควรเพิ่มการออกกำลังกายที่เป็นการลงน้ำหนักที่ข้อ เช่นการยกน้ำหนักและการเดิน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก และตวรมีการออกกำลังกายกลางแจ้งในเวลาเช้าหรือเย็น เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี

3. โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่งในผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาและควบคุมตลอดชีวิต มากกว่าร้อยละ 90 ของโรตความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนโดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้แก่ กา รมีความเครียดสูง ,บริโภคอาหารรสเค็มหรือเกลือโซเดียมมาก ในผู้สูงอายุ

มีการผนังหลอดเลือดแดงมีการแข็งตัวขึ้นและเสียความยืดหยุ่นอาจจะมีผลให้ความดันโลหิตในหลอดเลือดสูงขึ้น ความดันโลหิตสูง คือ ภาวะความดันในหลอดเลือดแดงสูงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไป โดยวัดขณะนั่งพัก 5–10 นาทีที่ไม่ได้สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ และได้ค่าสูงตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาอย่างน้อย 2สัปดาห์ โรคความดันโลหิตสูงระยะแรกส่วนใหญ่ไม่มีอาการมีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการและที่พบได้บ่อย คือ ปวดมึนท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ ปวดศีรษะ

สำหรับผู้ที่มีความดันสูงรุนแรงอาจมีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือเท้าชา ตามัว อัมพาตหรือเสียชีวิตเฉียบพลัน เป็นต้นโรคนี้ถ้าไม่ได้รักษาเป็นเวลานานๆก่อให้เกิดความเสียหายและทำให้เกิดอาการของภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญต่างๆ ได้แก่ ภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจล้มเหลว, การทำงานของไตเสื่อมลง ทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรัง เป้าหมายของการรักษาความดันโลหิตสูง คือการควบคุมให้ต่ำกว่า 140 / 90 มม.ปรอท และผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือไตเรื้อรัง ควรคุมให้ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท แนวทางการรักษา มีดังนี้ เปลี่ยนพฤติกรรมสู่การสร้างสุขภาพที่ดี

เพื่อลดความดันและปัจจัยเสี่ยง ผู้ที่มีความดันสูงเพียงเล็กน้อยความดันจะลดเป็นปกติได้โดยไม่ใช้ยา ได้แก่ เลิกบุหรี่และเหล้า , ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ,ลดอาหารรสจัด (หวาน มัน เค็มจัด) เพิ่มรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลาและดื่มนมไขมันต่ำ,ลดน้ำหนักส่วนเกิน และรู้จักคลายเครียด สำหรับผู้ที่ความดันยังคงสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท หลังจากปรับพฤติกรรมแล้วควรปรึกษาแพทย์ให้ยาลดความดันโลหิต

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนปัจจุบันมียาใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้ผลดีในการรักษาและควบคุมความดันให้อยู่ในระดับปกติ เช่นขับเกลือและน้ำออกทางปัสสาวะ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขยายหลอดเลือด เป็นต้น ในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้อง ติดตามการรักษา เพื่อประเมินการควบคุมความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะและเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ เป็นต้น

4. โรคมะเร็ง ซึ่งโรงมะเร็งหลายชนิดเป็นโรคที่พบมากขึ้นตามอายุ โรคมะเร็งเกิดจากการที่โรคที่เซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแบ่งตัวแบบกระจายอย่างรวดเร็ว โดยอาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงหรือแพร่กระจายไปตามอวัยวะที่สำคัญต่าง ๆ โรคมะเร็งจะไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง โรคมะเร็งบางชนิดอาจจะมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้ามีประวัติครอบครัว ก็อาจจะมีโอกาสโรคสูงกว่าคนทั่วไป

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มะเร็งมีสาเหตุส่งเสริมได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสูบบุหรี่ จะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคมะเร็งปอด, มะเร็งหลอดอาหารแลและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ การดื่มสุราเพิ่มโอกาสเกิดโรคตับแข็งซึ่งอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งตับตามมาโรคมะเร็งหลายชนิดสามารถตรวจพบเจอได้ตั้งแต่ระยะ เริ่มต้นทำให้รักษาหายขาดได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งหลายชนิดจริงมีความสำคัญ ในผู้สูงอายุหลังอายุ 50 ปีขึ้นไปควรมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้

โดยการตรวจอุจจาระ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพใน การประเมินปัญหาในลำไส้ใหญ่ และในผู้หญิงควรมีการตรวจแมมโมแกรมเต้านมซึ่งเป็นการตรวจด้วยรังสีเอ็กซเรย์ (X-Rays) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อค้นหาความผิดปกติที่เต้านม สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่ก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กเกินกว่าแพทย์จะคลำได้ โดยปกติควรมีการตรวจทุก 1-2 ปี

5. โรคต้อกระจก เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตาหรือแก้วตา ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะใสทำหน้าที่รวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาพอดี สำหรับอาการของต้อกระจกส่วนใหญ่ เลนส์แก้วตาจะเริ่มขุ่นมัวจากบริเวณส่วนกลาง ในที่มีแสงน้อย เมื่อม่านตาขยาย แสงสามารถผ่านเข้ามาทางส่วนอื่นของเลนส์แก้วตาได้ อาการของโรคต้อกระจกจะมีสายตาค่อยๆ มัวลงเหมือมีฝ้าหรือหมอกบัง เห็นภาพซ้อน

บางรายอาจมีสายตาสั้นขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนแว่นบ่อยๆ จนประทั้งแว่นตาก็ไม่สามารถช่วยได้ หรือเห็นสีต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม สีจางลงหรือไม่สดใสเท่าที่เคยเห็น บางคนอาจสังหรือเกิดการพร่าเวลาขับรถตอนกลางคืน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ ในผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์แก้วตาจะขุ่นเพิ่มขึ้น จึงมีผลให้การมองเห็นลดลง นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดต้อกระจกได้ด้วยเช่นกัน ในกรณีที่ปล่อยทิ้งไว้นาน ต้อกระจกอาจสุก และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น ต้อหิน หรือมีการอักเสบภายในลูกตา ทำให้มีตาแดงและปวดตาอย่างมากต้องรีบลอกต้อกระจกออกทันที

ซึ่งหากปล่อยถึงระยะดังกล่าวอาจทำให้เกิดตาบอดได้ การที่ต้อกระจกกลายเป็นต้อหินเพราะต้อกระจกพองตัวไปกดในทางระบายน้ำของลูกตา หรือต้อกระจกละลายตัวแล้วเกิดการอักเสบในลูกตา ในปัจจุบันยังไม่มียารับประทาน หรือยาหยอดชนิดใดที่จัดว่าได้ผลดีในการรักษาต้อกระจก และยังไม่มีเลเซอร์ที่สามารถสลายต้อกระจกได้ การรักษาหลักคือ การลอกหรือผ่าเอาต้อกระจกนั้นออกโดยจักษุแพทย์ ปัจจุบันนิยมผ่าตัดโดยวิธีสลายต้อกระจก โดยใช้เครื่องกำเนิดคลื่นเสียงความถี่สูง

หลังจากผ่าเอาต้อกระจกซึ่งขุ่นมัวออกแล้ว จักษุแพทย์ก็จะนำเลนส์แก้วตาสังเคราะห์ใส่แทนตำแหน่งเดิม เพื่อให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเลนส์สังเคราะห์นี้จะใสเหมือนกระจก แก้วตาเทียมนี้ไม่ต้องถอดออกมาล้างหรือเปลี่ยน และสามารถอยู่ได้ไปตลอดชีวิต

6. โรคสมองเสื่อม ตามข้อมูลทางสถิติ พบว่าอยู่ในอัตราสูงถึง 5-8 เปอร์เซนต์ของผู้อายุเกิน 65 ปี และจะมีอัตราการเกิดโรคสูงถึง 20 เปอร์เซนต์ และถ้าอายุเกิน 90 ปีขึ้นไปจะพบถึงครึ่งหนึ่งที่มีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมจะพบว่ามีปริมาณ หรือจำนวนเซลล์ของสมองที่ทำงานลดลงอย่าง จึงทำให้มีปัญหาด้านความจำ, ความคิด, อารมณ์และบุคลิกภาพของตนผิดไปจากเดิมอย่างมากในผู้สูงอายุ

สาเหตุสมองเสื่อมที่พบบ่อยๆ มีสาเหตุ 2 ประการ คือ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพาต ไม่ว่าจะเกิดจากชนิดหลอดเลือดตีบ หรืออุดตัน หรือแตกก็ตาม โรคนี้พบได้ประมาณ 20% โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด และจะมีอาการเลวลงเรื่อยๆ โดยพบราว 70-80% ของผู้ที่มีสมองเสื่อม โรคนี้จะเป็นสาเหตุทำให้สมองฝ่ออย่างรวดเร็ว และมีปัญหาด้านความจำ, การพูด, ความคิด, การกระทำ, อารมณ์, การดำรงชีพ และบุคลิกภาพผิดไปอย่างชัดเจน

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้แน่นอนว่าเกิดจากสิ่งใด มีหลายคนสันนิษฐานว่าเกิดจากพันธุกรรม, การติดเชื้อ,สารพิษตลอดจนระบบภูมิต้านทาน โดยปรกติแพทย์จะเป็นผู้ให้การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมโดยอาศัยข้อมูลจากประวัติ, ระยะเวลาเป็นโรค, อาการ, อาการแสดง, ประวัติครอบครัว. การตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียด และการสืบค้นหาสาเหตุของโรคดังกล่าว ซึ่งอาจประกอบด้วย การเจาะเลือด, การเอกเรย์, การตรวจคลื่นสมอง, การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง, การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง, การตรวจการไหลเวียนของเลือดสู่สมองและบางครั้งอาจมีการตรวจชิ้นเนื้อสมองโดยการผ่าตัดพิสูจน์

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวยาต่างๆ มากมาย ในการรักษาโรคนี้ แต่ยังไม่พบว่ามียาชนิดใดที่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคให้หายขาดได้ การรักษามุ่งเน้นที่การรักษาตามตามอาการแบบประคับประคอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ญาติผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีความสุข ไม่วุ่นวายหรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายต่างๆได้. ในรายที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรงเอะอะโวยวายหรือวุ่นวายมากๆ บางครั้งก็จำเป็นต้องให้ยาช่วยระงับจิตใจผู้ป่วย ขนาดยาและระยะเวลาที่ให้จำเป็นต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ สำหรับการดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย,ที่อยู่อาศัย, สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ญาติและผู้ดูแลจำเป็นต้องช่วย

คุณหมอกล่าวทิ้งท้ายว่า วิธีการง่ายๆ ในการดูแลตัวเองสำหรับผู้สูงอายุ คือการพักผ่อนให้เพียงพอ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 20 เมษายน 2556

ข่าวดี ! พบยา หยุดยั้งการกำเริบของโรคสมองเสื่อมพาร์คินสัน

matichon130412_001ทีมนักวิจัยอเมริกันค้นพบยาที่อาจจะสามารถช่วยชงักการกำเริบของโรคสมองเสื่อมพาร์คินสันส์ได้และวางแผนจะใช้ยาตัวนี้ทดลองรักษาในกลุ่มผู้ป่วยเสียก่อนเพื่อยืนยันคุณสมบัติของยา

ห้าปีที่แล้ว คุณซาร่า เทลเล่อร์ ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล Medstar Washington Hospital Center โดยไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตนเองป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมพาร์คินสันส์

คุณเทลเลอร์เล่าให้ผู้สื่อข่าววีโอเอฟังว่าตอนมาพบแพทย์ เธอไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้และลุกจากเก้าอี้ไม่ได้ เธอรู้ว่าตนเองป่วยแต่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นโรคพาร์คินสันส์

เธอบอกว่าพอแพทย์วินิจฉัยว่าตนเองเป็นโรคสมองเสื่อมพาร์คินสันส์ เธอตกใจมากแต่ก็โล่งอกที่รู้สาเหตุของอาการป่วย ปัจจุบัน คุณเทลเล่อร์ มีอาการดีขึ้นอย่างมากหลังจากปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของนายแพทย์มาร์ค ลิน เธอรับประทานยาอย่างเคร่งครัดและออกกำลังกายทุกวัน

โรคพาร์คินสันสเกิดขึ้นจากเซลล์ที่สร้างสารโดพามีน (dopamine) ตายลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ สารโดพามีนเป็นสารเคมีในสมองทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ บรรดานักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพันธุกรรมน่าจะมีส่วนของการเกิดโรคพาร์คินสันส์ในผู้ป่วยบางราย ผลการศึกษาขององค์การสหประชาชาติชิ้นใหม่ชี้ว่าสารเคมีชนิดต่างๆที่ใช้กันในชีวิตประจำวันอาจเป็นต้นเหตุของโรค

แต่ไม่ว่าอะไรจะเป็นสาเหตุ วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมโรคคือการบำบัดแต่เนิ่นๆทันทีที่รู้ผลการวินิจฉัยโรค ส่วนมากเป็นช่วงที่ผู้ป่วยเริ่มมักมีอาการสั่นและเดินเหินลำบาก แต่นายแพทย์ฮูเบริ์ท เฟอร์นันเดส แห่ง Cleveland Clinic กล่าวว่าหากผู้ป่วยมีอาการสั่นและเดินเหินเกือบไม่ได้ ก็อาจจะถือว่าสายเกินไปแล้ว

นายแพทย์เฟอร์นันเดสกล่าวว่าหากผู้ป่วยแสดงอาการถึงขั้นนี้ก็แสดงว่าเกิดอาการเสื่อมขึ้นระดับหนึ่งแล้วในสมองของผู้ป่วย เขาบอกว่าในอุดมคติแล้ว วงการแพทย์อยากให้มีวิธีการทดสอบหาโรคพาร์คินสันส์เป็นการเฉพาะและช่วยตรวจหาโรคก่อนที่จะผู้ป่วยจะเกิดอาการ

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีตรวจหาโรคพาร์คินสันส์ แต่ที่มหาวิทยาลัย Northwestern University ทีมนักวิจัยคิดว่าทีมงานได้ค้นพบวิธีที่น่าจะช่วยชะลออาการป่วยให้กำเริบช้าลง

ศาสตราจารย์ จิม ชัวไมเอ่อร์ นักชีววิทยากล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอผ่านทางสไกพ์ว่าทีมงานได้ศึกษาดูเซลล์ในสมองที่ผลิตสารโดพามีนแล้วพบว่าต้นตอเกิดจากเซลล์ปล่อยให้แคลเซี่ยมเข้าไปในตัวเซลล์ในปริมาณมาก เเคลเซี่ยมที่เข้าไปอยู่ในตัวเซลล์ที่ผลิตสารโดพามีนจะทำให้เซลล์ตายในที่สุด ทำให้เกิดอาการโรคพาร์คินสันส์

ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัย Northwestern University ค้นพบยาที่สามารถควบคุมไม่ให้เซลล์ในสมองรับสารเเคลเซี่ยมเข้าไปในตัวเซลล์มากเกินไป ยานี้ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแก่ร่างกายผู้ป่วย คุณทันยา ซิมมูนี ผู้ร่วมทำการวิจัยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าววีโอเอผ่านทางสไกพ์ว่าทีมงานกำลังวางแผนจะทดลองการรักษาผู้ป่วยด้วยยาตัวนี้ เธอกล่าวว่าทีมงานต้องการค้นพบว่ายาตัวนี้จะมีผลช่วยชะลอการกำเริบของโรคพาร์คินสันส์ได้หรือไม่

ยาที่ใช้บำบัดผู้ป่วยโรคพาร์คินสันส์ในปัจจุบันช่วยควบคุมอาการสั่นและอาการเดินเหินลำบากได้ผลดีในระยะเวลาประมาณ 5 ถึง 10 ปีเท่านั้น ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่า หากนักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาการบำบัดวิธีใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการรักษานานกว่ายาปัจจุบันสองถึงสามเท่าตัว ก็จะช่วยให้คุณซาร่า เทลเล่อร์และผู้ป่วยโรคพาร์คินสันส์คนอื่น ๆ อีกสิบล้านทั่วโลกให้สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ

ที่มา : มติชน 12 เมษายน  2556

.

Related Article :

.

New Treatments Emerging for Parkinson’s Disease

Carol Pearson
February 21, 2013

As people around the world live longer, maladies of old age are becoming more common. And that has doctors searching for ways to treat or prevent diseases like Parkinson’s…a degenerative brain condition that usually develops after age 50, and that’s known for its disabling physical tremors. Medications today can treat the symptoms of Parkinson’s, but researchers are hopeful that soon, there will be a way to halt its devastating advance.

Sarah Taylor knew something was very wrong, but she never dreamed she had Parkinson’s disease. “It was a shock. But it was a relief when I found out what was wrong with me, though,” she recalled.

Five years ago, when Taylor came to Medstar Washington Hospital Center for treatment, she could hardly move. “When I first came here, it was awful. It was terrible.  I couldn’t stand up. I couldn’t get up out of the chair.  I was struggling,” she stated.

Now she has only mild symptoms. She credits her improvement to following Dr. Mark Lin’s advice — from daily exercise to taking medications on a precise schedule.

Parkinson’s disease develops when cells that make dopamine, a brain chemical that controls muscle movement, mysteriously die off. Scientists believe genetics could play a role in a small number of Parkinson’s cases. A new U.N. study says man-made chemicals in everyday products are to blame. Other researchers say exposure to toxic chemical pesticides could trigger the disease.

Whatever its cause, the best way to control Parkinson’s is to treat it as soon as a diagnosis is made — usually after the onset of tremors and walking difficulties.  But that can be too late, according to Dr. Hubert Fernandez at the Cleveland Clinic.

“By this time, though, a considerable amount of degeneration has already occurred in the brain,” Fernandez explained. “Ideally, we would like to have a test that is specific for Parkinson’s disease.  And, ideally, we would like to have that test become positive even before we see the shaking.”

There’s currently no such test for Parkinson’s, but at Northwestern University, researchers think they might have found a way to slow its progression.

“We looked at the cells in the brain that were most vulnerable to the disease. What we saw was they allowed lots and lots of calcium into their cell bodies,” said Jim Surmeier, Physiologist who spoke to VOA by Skype.

The calcium eventually killed dopamine-producing cells and triggered Parkinson’s symptoms. But the Northwestern University scientists found a drug that limits the brain cells’ uptake of calcium, without harmful side effects. In a Skype interview, co-researcher Tanya Simuni told VOA another clinical trial is being planned. “The primary question to be answered in this study is whether the drug is effective in slowing the progression of Parkinson’s disease disability,” she said.

Current drugs used to control the tremors and walking difficulties work well for about five to ten years. If scientists could develop a new therapy that could double or triple that time, it would enable Sarah Taylor and the ten million other people living with Parkinson’s disease around the world to lead much more normal lives.

SOURCE : voanews.com

ตรวจวัดการหายใจ วินิจฉัยได้หลายโรค

ผู้เชี่ยวชาญมักจะแนะนำให้เราหายใจลึกๆ เพื่อระบายความเครียดออกมา แต่บัดนี้หมอชักเห็นดีว่า อาจให้คนไข้หายใจให้ลึกๆ เพื่อตรวจวัดระดับของความเครียดที่กำลังผจญอยู่ออกมาได้

นักวิจัยมหาวิทยาลัยในอังกฤษ ได้ศึกษาพบลักษณะบางอย่างของการหายใจ ที่อาจวัดความเครียดได้ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถนำไปทำเป็นวิธีทดสอบง่ายๆ ที่ไม่ต้องรุกล้ำถึงภายในร่างกาย ในการตรวจวัดความเครียดได้

หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า หากว่าเราสามารถวัดความเครียดอย่างตรงไปตรงมาได้ มันจะเป็นประโยชน์กับคนไข้ และผู้ที่ล่อแหลมกับการเป็นโรคสมองเสื่อม

หมอหลายคนได้ใช้การทดสอบการหายใจของคนไข้ ไปใช้ร่วมในการวินิจฉัยโรคต่างๆ อย่างเช่น วัณโรค โรคปอด มะเร็ง และโรคหืดอยู่แล้ว.

ที่มา:  ไทยรัฐ 8 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

lboro130228_001

Researchers look to breath to identify stress

 

28 February 2013

The perennial stress-buster – a deep breath – could become stress-detector, Loughborough University researchers claim.

According to a new pilot study, published today, 28 February, in IOP Publishing’sJournal of Breath Research, there are six markers in the breath that could be candidates for use as indicators of stress.

The researchers hope that findings such as these could lead to a quick, simple and non-invasive test for measuring stress; however, the study, which involved just 22 subjects, would need to be scaled-up to include more people, over a wider range of ages and in more “normal” settings, before any concrete conclusions can be made, they state.

Lead-author of the study, Loughborough’s Professor Paul Thomas from the Department of Chemistry, said: “If we can measure stress objectively in a non-invasive way, then it may benefit patients and vulnerable people in long-term care who find it difficult to disclose stress responses to their carers, such as those suffering from Alzheimer’s.”

The study, undertaken by researchers at Loughborough University and Imperial College London, involved 22 young adults (10 male and 12 female) who each took part in two sessions: in the first, they were asked to sit comfortably and listen to non-stressful music; in the second, they were asked to perform a common mental arithmetic test that has been designed to induce stress.

A breath test was taken before and after each session, whilst heart-rates and blood pressures were recorded throughout. The breath samples were examined using a technique known as gas chromatography-mass spectrometry, and then statistically analysed and compared to a library of compounds.

Two compounds in the breath – 2-methyl, pentadecane and indole – increased following the stress exercise which, if confirmed, the researchers believe could form the basis of a rapid test.

A further four compounds were shown to decrease with stress, which could be due to changes in breathing patterns.

“What is clear from this study is that we were not able to discount stress. It seems sensible and prudent to test this work with more people over a range of ages in more normal settings.

“We will need to think carefully about experimental design in order to explore this potential relationship further as there are ethical issues to consider when deliberately placing volunteers under stress. Any follow up study would need to be led by experts in stress,” Professor Thomas continued.

Breath profiling has become an attractive diagnostic method for clinicians and most recently researchers have found biomarkers associated with tuberculosis, multiple cancers, pulmonary disease and asthma. It is still unclear how to best manage external factors, such as diet, environment and exercise, which can affect a person’s breath sample.

“It is possible that stress markers in the breath could mask or confound other key compounds that are used to diagnose a certain disease or condition, so it is important that these are accounted for,” said Professor Thomas.

The researcher’s initial assumptions are that stressed people breathe faster and have increased pulse rates and an elevated blood-pressure, which is likely to change their breath profile. They emphasise, however, that it is too soon to postulate the biological origins and the roles of the compounds as part of a stress-sensitive response.

From 28 February, this paper can be downloaded from http://iopscience.iop.org/1752-7163/7/1/017102

SOURCE : lboro.ac.uk

ไม่อยากหูตึง แนะดื่มไวน์แดง

ผลวิจัยโชว์สารที่พบในไวน์แดง ใช่จะดีแค่ป้องกันโรคหัวใจ ยังช่วยป้องกันไม่ให้สูญเสียการได้ยินด้วย

ผลวิจัยโชว์สารที่พบในไวน์แดง ใช่จะดีแค่ป้องกันโรคหัวใจ ยังช่วยป้องกันไม่ให้สูญเสียการได้ยินด้วย

นานมาแล้ว เรารับรู้กันว่า การดื่มไวน์แดงในปริมาณที่เหมาะสม หรือประมาณ 1 แก้วต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและโรคสมองเสื่อมได้ ล่าสุด มีผลวิจัยหนึ่งที่ขอเพิ่มเติมประโยชน์จากการดื่มไวน์แดงไปอีกข้อ เนื่องจากทำการศึกษาพบว่า ไวน์แดงมีส่วนช่วยป้องกันการสูญเสียการได้ยิน

การศึกษานี้เป็นของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเฮนรี ฟอร์ด ในเมืองดีทรอยด์ สหรัฐ ทำการทดลองกับหนูในห้องแล็บ โดยให้สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) ซึ่งสารนี้พบได้ในองุ่นแดงและไวน์แดง จากนั้นจึงเปิดเสียงดังอึกทึกคึกโคมเป็นระยะเวลานานให้หนูฟัง เพราะโดยหลักการแล้ว ถือว่าเสียงอันดังนั้นมีส่วนทำให้ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง

หลังการทดลองผ่านไป ทีมวิจัยพบว่า การให้สารเรสเวอราทรอล ส่งผลให้หนูทดลองเหล่านั้นมีประสิทธิภาพในการได้ยินไม่ลดลง แม้จะผ่านสภาพแวดล้อมที่มีเสียงอันดังมานานก็ตาม โดยหัวหน้าทีมวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า การศึกษาครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ตัวสารดังกล่าวและผลการตอบสนองของร่างกายเมื่อได้รับบาดเจ็บ หรือถูกรบกวนให้เกิดความเสื่อม

สำหรับสารเรสเวอราทรอลนั้น จัดเป็นสารที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะตามคำกล่าวอ้างของทีมวิจัยชี้ว่า สารนี้อาจช่วยป้องกันการอักเสบของร่างกาย ชะลอความเสื่อมตามวัย ตลอดจนการทำงานของสมอง และการสูญเสียการได้ยิน

หากอนาคตมีการทดลองอย่างต่อเนื่อง หรือมีการนำมาทดลองกับคนอย่างปลอดภัย เราอาจมีตัวช่วยป้องกันหูตึง หูหนวก ซึ่งถือเป็นปัญหาสุขภาพที่มักเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่วัย 60 ปี ทั้งนี้ในปัจจุบัน ผู้คนวัย 40-50 ปี จำนวนไม่น้อย เริ่มประสบปัญหาสูญเสียการได้ยินแล้ว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Resveratrol, a chemical found in red grapes and red wine, may protect against hearing loss

Resveratrol, a chemical found in red grapes and red wine, may protect against hearing loss

Red wine isn’t just good for your heart – now experts say it may even prevent HEARING LOSS   

  • Thought that resveratrol, the chemical found in red grapes and red wine, has a protective effect
  • Appears to reduce the damage caused by loud noise

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 18:40 GMT, 21 February 2013

 

It has long been touted as the tipple with a host of health benefits, said to protect against conditions such as heart disease and dementia.

Now scientists say red wine may also protect against hearing loss, too.

It’s thought that the chemical resveratrol, found in red grapes and red wine, is the reason why.

This is the same compound that has been linked with other positive health benefits such as preventing cancer and heart disease.

In a study conducted at the Henry Ford Hospital in Detroit, healthy rats were less likely to suffer noise-induced hearing loss when given resveratrol before being exposed to loud noise for a long period of time.
Study leader Dr Michael Seidman said: ‘Our latest study focuses on resveratrol and its effect on the body’s response to injury – something that is believed to be the cause of many health problems including Alzheimer’s disease, cancer, ageing and hearing loss.

‘Resveratrol is a very powerful chemical that seems to protect against the body’s inflammatory process, as it relates to ageing, cognition [brain function] and hearing loss.’

Hearing loss affects half of people over the age of 60, but many begin to suffer problems in their 40s or 50s.

It usually sets in with the death of tiny ‘hair’ cells in the inner ear as a result of ageing.

The study found that resveratrol reduced noise-induced hearing loss in rats exposed to potentially deafening sounds.

Dr Seidman said: ‘We’ve shown that by giving animals resveratrol, we can reduce the amount of hearing and cognitive decline.’

The study is published in the journal Otolaryngology-Head and Neck Surgery.

Last month, scientists from the Hebrew University of Jerusalem reported that washing down red meat with a glass of red can actually prevent the build-up of cholesterol in the body.

The researchers, from the  found that after eating red or dark meat, compounds called malondialdehyde accumulate in the blood stream.

These can help to form the type of cholesterol that can raise the risk of heart disease.

Meanwhile drinking a large glass of red wine every day could help prevent bowel cancer, Leicester University researchers said recently.

SOURCE: dailymail.co.uk

การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

dailynews130223_003ดูเหมือนว่าโรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคยอดฮิตในปัจจุบันที่กำลังถูกกล่าวขวัญกันบ่อย ๆ หลายปีมานี้คนไทยรู้จักโรคนี้ และให้ความสนใจกันมากขึ้น จากข่าวผู้นำของประเทศหนึ่งป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ตลอดระยะเวลาที่ป่วย ท่านจำใครไม่ได้ ไม่สามารถรับรู้ คิด ตัดสินใจได้เลย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอนติดเตียง มีภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง ต้องมีคนดูแล จนกระทั่งโรคเข้าสู่ระยะสุดท้าย และเสียชีวิตในที่สุด จึงอยากให้ญาติ ๆ เรียนรู้และทำความเข้าใจในโรคนี้ รวมถึงการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ผู้ที่จะให้การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องโรค อาการและอาการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นและการดูแลที่เป็นพิเศษ

อัลไซเมอร์ เป็นชนิดหนึ่งของโรคสมองเสื่อม ซึ่งเป็นความผิดปกติของสมองที่เกิดขึ้นช้า ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เซลล์ประสาทสมองตายไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความสามารถของสมองลดลง โดยเฉพาะในเรื่องของการจดจำ ความรอบรู้ ความเฉลียวฉลาด และการคิดอย่างมีเหตุผลลดน้อยลง รวมทั้งการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงไป และยังมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและบุคลิกภาพ มีอาการทางจิตประสาท ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงาน หรือการใช้ชีวิตของบุคคลนั้นอย่างชัดเจน

ผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ระยะเริ่มแรก จะเริ่มมีอาการแต่ไม่ชัดเจน ถ้าไม่สังเกตจะไม่ทราบว่าผิดปกติ ตัวอย่างเช่น มีหัวหน้าฝ่ายฝึกอบรมของธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งทำงานด้านฝึกอบรมมานาน 10 ปี ระยะหลังรู้สึกว่าตนเองทำงานผิดพลาดบ่อย ๆ ไม่สามารถจัดตารางการฝึกอบรมได้ ทำแล้วทำอีก ต้องเอางานมาทำที่บ้านก็ทำไม่ได้ ทั้งที่เป็นงานที่ง่ายมากสำหรับตนเอง สงสัยว่าตนเองอาจจะเป็นโรคสมองเสื่อม ความมั่นใจเริ่มลดลง ไม่กล้าบอกกับลูกน้อง จนในที่สุดเกิดความผิดพลาดบ่อย ๆ เพื่อนร่วมงานเริ่มตั้งข้อสังเกต ทำไมหัวหน้าจึงดูแปลกไป ทั้งเรื่องของการแต่งตัวด้วย ไม่เหมือนหัวหน้าคนเดิม คิดว่าหัวหน้าคงมีภาระงานมากขึ้น แต่ก็ไม่กล้าสอบถาม เช่นเดียวกับช่างเย็บเสื้อ ประสบการณ์มานานเป็น 10 ปี แต่เย็บซิป ติดตะขอกระโปรงไม่ได้ คิดไม่ออกว่าจะต้องทำอย่างไร ต้องโทรฯถามเพื่อน อย่างไรก็ตามในระยะแรกที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยจะเริ่มต้นด้วยการลืมสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก ของเก่ายังจำได้ดี จำชื่อคนหรือชื่อสถานที่ไม่ได้ บวกลบเลขง่าย ๆ ไม่ได้ ทำอะไรตามใจตนเอง หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ระยะนี้ผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือให้คงความสามารถที่มีอยู่ให้ได้

ระยะกลาง เมื่อมีอาการมากขึ้น จะค่อย ๆ ลืมของที่เพิ่งเกิดขึ้น และต่อมาจะค่อย ๆ ลืมของที่เกิดขึ้นในอดีต จนกระทั่งจำหน้าคนคุ้นเคยไม่ได้ กลับบ้านไม่ถูก หลงทาง เริ่มทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้ ลืมว่าแปรงฟันหรือหวีผมทำอย่างไร ไม่ใส่ใจในเรื่องความสะอาดของร่างกาย จากเคยอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันได้ แต่กลับทำไม่ได้ด้วยตนเอง บางครั้งพบว่า เข้าไปห้องน้ำนาน แต่กลับออกมาด้วยเสื้อผ้าชุดเดิม เพราะไม่รู้วิธีการอาบน้ำ หรือพบว่าผู้ป่วยตักน้ำในโถส้วมขึ้นมาเข้าปาก แต่งตัวไม่เป็น เช่น พยายามจะใส่เสื้อชั้นในเป็นกางเกงให้ได้ มีปัญหาเรื่องการกินอาหาร ลืมหิว บางคนกินไม่รู้อิ่ม อาหารเป็นหม้อ ๆ สามารถกินหมดได้โดยไม่รู้สึกอิ่ม หรือหยิบของทุกอย่างเข้าปาก จึงพบว่าบางครั้งผู้ป่วยกินสารพิษ (ยาฆ่าแมลง น้ำมันก๊าด เป็นต้น) กินแล้วบอกว่ายังไม่ได้กิน ทำให้มีความขัดแย้งระหว่างญาติผู้ดูแล ลืมชื่อสิ่งของ เครื่องใช้ต่าง ๆ ไม่รู้ว่าของที่อยู่ตรงหน้าเรียกชื่อว่าอะไร เช่น ดินสอ ปากกา ผลไม้ต่าง ๆ เดินหลงทางเป็นประจำ นอกจากนั้นยังพบว่า ผู้ป่วยมีนิสัยเปลี่ยนแปลง ก้าวร้าว ดุดัน พูดจาหยาบคาย เมื่อมีความขัดแย้งหรือไม่พอใจ วุ่นวายมาก ไม่รับรู้ หลงผิด ฝังใจอย่างมากกับเรื่องที่ตนเองคิดขึ้นมา เช่น กล่าวร้ายคนในบ้านเป็นขโมย ประสาทหลอน เห็นภาพคนที่ตายไปแล้วมาหา มาพูดคุย และมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย บางคนก้าวร้าว ซึมเศร้า หัวเราะง่าย เวลาในการนอนเปลี่ยนแปลง นอนกลางวัน ตื่นกลางคืน ทำให้มีความวุ่นวายทั้งบ้าน ซึ่งถ้าคนในครอบครัวไม่เข้าใจ มีการใช้เหตุผล กล่าวโทษผู้ป่วย ก็อาจจะยิ่งทำให้อาการต่าง ๆ เลวร้ายลงไปอีก

เมื่อโรคเข้าสู่ระยะสุดท้าย จะเริ่มไม่พูด หรือพูดสั้น ๆ ซ้ำ ๆ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลย นอนติดเตียง ต้องมีคนคอยดูแลทุกเรื่องตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน การกินอยู่หลับนอน การขับถ่าย การช่วยเหลือเรื่องการพลิกตะแคงตัว ภาวะแทรกซ้อนที่จะพบมากคือ มีปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร นอนติดเตียง ผอมลง ข้อยึดติด มีแผลกดทับ ในระยะนี้จึงเป็นภาระที่หนักมากสำหรับญาติผู้ดูแลที่ทำหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่เรื่องการทำกิจวัตรประจำวัน การทำความสะอาดร่างกาย การเตรียมอาหารเหลว การให้อาหารผ่านทางสายให้อาหารทางจมูกหรือหน้าท้อง การพลิกตะแคงตัว เพื่อป้องกันแผลกดทับ การให้ออกซิเจน การดูแลแผลท่อเจาะคอ การดูดเสมหะ เป็นต้น ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถดูแลผู้ป่วยในแต่ละระยะตลอดจนการดูแลตนเอง เพื่อมิให้รู้สึกท้อแท้ อ่อนล้า เศร้า สิ้นหวัง

แนวทางการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

1. กระตุ้นให้ผู้ป่วยดูแลตนเองให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การทำความสะอาดร่างกาย การอาบน้ำ จัดเตรียมอุปกรณ์ตามลำดับก่อนหลัง ใช้อุปกรณ์ที่คุ้นเคย สะดวก ไม่ซับซ้อน บอกเป็นขั้นตอนช้า ๆ กำหนดเวลาอาบน้ำและเข้าห้องน้ำ ให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันที่เคยทำ ระวังเรื่องน้ำร้อนลวก ให้เลือกเสื้อผ้าที่จะใส่เองเท่าที่จะทำได้ จัดอาหารให้พอดีในแต่ละมื้อ กำหนดเวลาในการอาบน้ำและการขับถ่าย พยายามให้ผู้ป่วยเรียนรู้งานที่ต้องทำ ไม่สับสน ไม่เร่งรีบ สิ่งสำคัญที่ควรระลึกเสมอคือ ถ้าผู้ดูแลไม่ว่าง และเร่งรีบให้ผู้ป่วยทำตามตารางเวลาของเรา จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีความไม่พอใจ โกรธ ก้าวร้าว หรือเกรี้ยวกราดได้

2. พยายามคงความสามารถของผู้ป่วยที่มีอยู่ ชะลอความเสื่อมของสมอง ซึ่งในระยะเริ่มแรกอาจจัดกิจกรรมให้ผู้ป่วยทำ การใช้ภาพเป็นตัวสื่อ ทายภาพดารา สมาชิกในครอบครัว หรือการจัดภาพอัลบั้มของคนในครอบครัว การคิดเลขบวกเลข เล่นเกม เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นการพัฒนาสมองของผู้ป่วย

3. จัดการกับพฤติกรรม อารมณ์ต่าง ๆ ที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ไม่ยอมอาบน้ำ ปัญหาการกิน การนอน อารมณ์ฉุนเฉียว ก้าวร้าว เกรี้ยวกราด และอาการทางจิตประสาท หลงผิด เห็นภาพหลอน หวาดระแวง โดยใช้ หลักการ 4 บ ได้แก่
1) บอกเล่า เช่นผู้ป่วยก้าวร้าว ให้บอกผู้ป่วยโดยใช้น้ำเสียงนุ่มนวล บอกผู้ป่วยว่าจะทำอะไรให้ น้ำเสียงไม่ข่มขู่
2) เบี่ยงเบน ไปในเรื่องอื่นที่ผู้ป่วยมีความสนใจเดิม โดยไม่ต้องโต้เถียง ไม่ต้องใช้เหตุผล แม้ว่าผู้ป่วยจะเข้าใจผิด เพราะไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น เช่น เปิดเทปเพลงที่ผู้ป่วยชอบให้ฟัง ร้องเพลง พาออกไปนั่งรถเล่น จะทำให้ผู้ป่วยอารมณ์ดีขึ้น ลืมเรื่องต่าง ๆ ได้ง่าย ซึ่งเป็นการนำจุดดีของผู้ป่วยสมองเสื่อม ความจำสั้น มาใช้ให้เป็นประโยชน์ หรือใช้วิธีตามน้ำในระยะแรก และเบี่ยงเบนให้ผู้ป่วยทำเรื่องอื่นต่อไป ไม่ขัดใจ หรือพยายามหาเหตุผลมาลบล้าง เพราะไม่เป็นประโยชน์เลย
3) บอกซ้ำ ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร พูดช้า ๆ ทีละขั้นตอน และสุดท้ายใช้วิธี
4) แบ่งเบา/บำบัด เช่นใช้วิธีนวด เพื่อให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย ให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมบางอย่างที่ง่าย ๆ เบา ๆ ไม่ซับซ้อน จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ จัดระบบการดูแลอย่างเป็นระเบียบ จะช่วยให้ผู้ป่วยคงความสามารถของเขาต่อไปได้

4. ถ้าหากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ต้องพยายามควบคุมโรคเหล่านี้ให้ได้ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน มิเช่นนั้น อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการของผู้ป่วยยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม

5. ดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การเคาะปอด ดูดเสมหะ การให้ออกซิเจน การเตรียมอาหารสำหรับให้ทางสายให้อาหารผ่านทางจมูกหรือหน้าท้อง การให้อาหาร ระวังเรื่องสำลักอาหาร การทำกายภาพบำบัดให้ผู้ป่วยเพื่อป้องกันข้อติดแข็ง ตลอดจนการพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ เป็นต้น ระยะนี้ผู้ดูแลอาจจะมีการเตรียมพร้อมในการยอมรับกับการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

ผู้ดูแลควรใส่ใจในการดูแลตนเองด้วย เพราะการดูแลผู้ป่วยนาน ๆ ทำให้มีความเครียดเกิดขึ้นได้ หาเวลาผ่อนคลาย ใส่ใจกับสุขภาพของตนเอง ถ้ามีโรคประจำตัว ดูแลตนเองและควบคุมโรคให้ได้.

อาจารย์สมทรง จุไรทัศนีย์

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กุมภาพันธ์ 2556

สมองเสื่อม

dailynews130210_002โรคสมองเสื่อม พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ นอกจากจะเป็นปัญหาต่อตัวของผู้ป่วยเองแล้ว ผู้ดูแลก็เกิดความเครียดและกังวลเช่นกัน

นพ.เอกราช เพิ่มศรี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คำว่า “โรคสมองเสื่อม” เป็นคำเรียกกว้าง ๆ มีหลายชนิด หนึ่งในนั้นก็คือ “โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์”

“โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์” อาจป้องกันไม่ได้ แต่พบว่าคนไข้ประมาณ 30% มีความสัมพันธ์กับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบตัน หรือได้รับอุบัติเหตุ สมองบาดเจ็บ ถ้าเส้นเลือดดี เลือดไปเลี้ยงสมองดี น่าจะลดการเป็นโรคสมองเสื่อมได้หลายชนิด รวมทั้ง “โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์” ด้วย

สาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดตีบตัน เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย ถ้าจัดการปัญหาตรงนี้ได้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำให้เส้นเลือดดี คาดว่าโรคสมองเสื่อมจะลดลง

“โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์” เจอในคนที่อายุมากแล้ว กว่าจะเกิดอาการก็อายุประมาณ 60 ปี แต่สมองเสื่อมบางอย่างพบได้ก่อน เช่น เป็นความดันเรื้อ รังควบคุมไม่ดี เป็นอัมพฤกษ์ตั้งแต่อายุ 50 ปี พอ 51 ปีอาจสมองเสื่อมแล้ว เราเรียกว่าสมองเสื่อมจากเส้นเลือดตีบ หรือรถคว่ำตอนอายุ 30 ปี มีเลือดคั่งในสมอง อายุ 40 ปีอาจสมองเสื่อมแล้วก็ได้ บางคนขาดวิตามิน หรือต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง เจอตั้งแต่อายุ 40 ปีก็ได้

ตอนนี้ก็พยายามรณรงค์ให้คนรู้จักอาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม จะได้ไปพบแพทย์ตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาเยียวยา โดยสัญญาณของโรคสมองเสื่อมมีดังนี้

1. สมาธิ คนที่ไม่มีสมาธิเป็นสัญญาณของโรคสมองเสื่อม เช่น ให้ลองไล่วันจันทร์ถึงอาทิตย์ย้อนหลัง คนมีสมาธิถึงจะทำได้ โดยไล่ว่า วันอาทิตย์ วันเสาร์ วันศุกร์ การจำหมายเลขโทรศัพท์ก็ต้องใช้สมาธิ ถ้าเซฟไว้ในเครื่องจะตัดการฝึกการจำตรงนี้ไป

2. สังคม คนที่สมองเสื่อมจะแปรผลสังคมผิด เช่น ผมหน้าบึ้งคนทั่วไปรู้ว่าอารมณ์ไม่ดี ต้องพูดกับผมในอีกแบบหนึ่ง แต่คนสมองเสื่อมแปลไม่ออกว่าคนนี้หน้าบึ้ง ต้องอารมณ์เสียแน่ เขาจะพูดเหมือนไม่รู้ เรียกว่าเสียความรับรู้ทางสังคมไป

3. ความจำ ตรงนี้เข้าใจง่าย เช่น ลืม ขี้ลืม ถามอะไรซ้ำ ๆ

4. การวางแผน บริหาร ในกลุ่มคนที่สมองเสื่อมการวางแผน บริหารจัดการจะเสียไป ดังนั้นถ้ามองดูคนรอบข้างเริ่มวางแผนบริหารอะไรบางอย่างผิดพลาด สมมุติว่าวันนี้วันอาทิตย์อยากไปพักผ่อนต้องเริ่มคิดก่อนว่าจะไปไหน ใช้เส้นทางไหน ขับรถไปอย่างไร พอไปถึงก็หยุดทำกิจกรรม แต่คนสมองเสื่อมจะไม่สามารถวางแผนได้ลุล่วง บางทีพับผ้าก็พับอยู่อย่างนั้น หยุดไม่เป็น ความคิดริเริ่มในการบริหารจัดการเสียไปหมด

5. ทิศทาง ทักษะ เสียไป หลงทิศ หลงทาง ลูกบิดประตูบ้านเดิมบิดขวาตลอด วันหนึ่งเริ่มงง เริ่มบิดซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ไม่รู้ทิศทางไหนกันแน่

6. พฤติกรรม อารมณ์เปลี่ยน ซึมเศร้าง่าย หงุดหงิดง่าย มีความฝันผิดปกติ เห็นภาพหลอน เห็นคนตายมาหา ได้ยินเสียงเรียก

ถ้าเริ่มมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งควรเข้าสู่กระบวนการตรวจคัดกรอง  6 ข้อที่กล่าวมาอาจมีปัญหาได้โดยที่ยังไม่เป็นอัลไซเมอร์ก็ได้ หากคุณเป็นโรคซึมเศร้า เครียดเรื้อรัง ก็ทำให้สมาธิหาย ความสามารถทางสังคมเสียไป ความจำก็แย่ อันนี้เรียกว่า “สมองเสื่อมปลอม” พอให้ยาต้านเศร้า หรือรักษาความเครียดอาจกลับคืนมาเป็นปกติได้

การพูดถึง “สารเอ็นโดรฟิน” กับการป้องกัน “โรคสมองเสื่อม” น่าจะเป็นเรื่องของเส้นเลือด จะสังเกตว่า เวลาออกกำลังกาย เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น สันนิษฐานว่าสมองเสื่อมหลายอย่างป้องกันได้ ดังนั้นตอนนี้ในงานวิจัยสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดในการป้องกันโรคสมองเสื่อม คือ การออกกำลังกายและควบคุมโรคเรื้อรังให้ดี มากกว่าการกินอาหารเสริมด้วยซ้ำไป

ความเชื่อเรื่องการกินอาหารเสริมช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมนั้น ประเด็นนี้เปราะบางมาก เนื่องจากเป็นเรื่องของการค้าขาย ขอเรียนว่า หลักการของอาหารเสริมหรือวิตามินต่าง ๆ ถ้าขาดอาจเป็นได้ แต่ถ้าเกินมันไม่ช่วย เช่น ขาดวิตามินอีมีอาการสมองเสื่อมได้ แต่เสริมทุกวันให้เกินตลอดเวลาไม่ได้ช่วย ไม่มีประโยชน์ และบางอย่างสะสมในตับได้.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 10 กุมภาพันธ์ 2556

วิจัยธาตุสำคัญในเส้นผม ค้นแนวทางรักษา “โรคสมองเสื่อม”

หากวันหนึ่งเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้ ลืมว่าเราเป็นใคร อยู่ที่ไหน  เกิดการสูญเสียความจำบางส่วนไป อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า “โรคสมองเสื่อม” กำลังมาเยือน !!

ผศ.ดร.จารุวรรณ ศิริเทพทวี อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีวเคมี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมว่า ภาวะสมองเสื่อม เป็นคำที่เรียกกลุ่มคนที่มีอาการหรือมีปัญหาเกิดขึ้นกับสมอง เป็นเหตุให้ความสามารถด้านปัญญาและความสามารถด้านสังคมเสียไป รวมทั้งอาการที่รุนแรงมากขึ้นสามารถกระทบต่อการทำงานและชีวิตประจำวันได้ โดยทั่วไปสามารถพบการสูญเสียความจำในผู้ป่วยสมองเสื่อมได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการสูญเสียความจำเพียงอย่างเดียวจะบ่งชี้ว่าบุคคลผู้นั้นมีอาการสมองเสื่อม การที่บุคคลใดจะมีภาวะสมองเสื่อมได้นั้น จะต้องมีความผิดปกติในการทำงานของสมองอย่างน้อยสองอย่าง เช่น การสูญเสียความทรงจำ การสูญเสียความสามารถในการตัดสินปัญหา สูญเสียความสามารถทางด้านภาษา บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายและรวดเร็ว

 ภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีทั้งที่รักษาได้และรักษาไม่ได้ โดยสมองเสื่อมที่สามารถรักษาให้หายได้ เช่น สมองเสื่อมที่เกิดจากเนื้องอกในสมอง โรคของต่อมไทรอยด์ โรคติดเชื้อในสมองบางชนิด การขาดสารอาหารจำพวกวิตามินบี การได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะ หรือการได้รับยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท

ส่วนสมองเสื่อมที่รักษาไม่ได้ แต่สามารถชะลอการเสื่อมของสมองได้ หากตรวจพบได้เร็ว เช่น โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด รองลงมา คือ สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ ยังมีสมองเสื่อมที่มีอาการร่วมกันหลาย ๆ แบบ เช่น โรคที่มีอาการร่วมกันระหว่างอัลไซเมอร์กับพาร์กินสันหรือโรคลิววี่บอร์ดี้

ในปีพ.ศ.2553 องค์การโรคอัลไซเมอร์นานาชาติ (Alzheimer’s Disease International) ได้ประเมินว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมทั่วโลกมากกว่า 35 ล้านคน สำหรับประเทศไทยจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 โดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข คาดว่ามีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมอยู่ 800,000 คน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ผศ.ดร.จารุวรรณ กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้จึงได้ทำการวิจัยร่วมกับ ดร.วันวิสา พัฒนศิริวิศว นักวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และ พญ.อัญชลี ศิริเทพทวี แพทย์ประจำโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ในการศึกษาธาตุสำคัญในเส้นผมของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมด้วยแสงซินโครตรอนโดยใช้ เทคนิคการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ (X-ray Absorption Spectroscopy: XANES ) เพื่อศึกษาโครงสร้างระดับอะตอมในการวัดหาธาตุและองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่ในเส้นผม

“ที่เลือกเส้นผมในการศึกษา เพราะสามารถเก็บได้ง่ายมีความคงทนและมีการสะสมของธาตุอยู่มาก ไม่เลือกศึกษาจากเลือดหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายอื่น ๆ เพราะระดับหรือองค์ประกอบของธาตุที่อยู่ในเลือดหรือสารคัดหลั่งสามารถมีระดับขึ้นลงในแต่ละช่วงเวลาและแต่ละวันไม่แน่นอน แต่สำหรับตัวอย่างผมนั้นเป็นตัวอย่างที่ได้จากการสะสมของธาตุที่ผู้ป่วยได้รับทั้งจากอาหารหรือจากกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายเอง ซึ่งทำให้สามารถได้ข้อมูลของธาตุที่เป็นองค์ประกอบที่สามารถพบได้ในร่างกายของแต่ละบุคคล”

การวิจัยดังกล่าวทำโดยเลือกตัวอย่างเส้นผมของคนที่ปราศจากการย้อมหรือทำสีผม ขนาดความยาว 10 ซม. กว้าง 2 มม.จากอาสาสมัครจำนวน 30 คน อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ว่าเป็นคนปกติ จำนวน 15 ราย และผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดต่าง ๆ จำนวน 15 ราย มาวิเคราะห์
ผลการทดลอง เมื่อวัดปริมาณธาตุที่เป็นองค์ประกอบในเส้นผมด้วยเทคนิค wavelength dispersive X-ray fluorescence spectrometry (WDXRFS) พบว่า เส้นผมจากคนทั้งสองกลุ่มมีธาตุสำคัญ คือ ออกซิเจน ซัลเฟอร์ คลอรีน ซิลิกอน แมกเนเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส แต่เส้นผมของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมนั้นจะมีสัดส่วนของธาตุ แคลเซียม คลอรีน และฟอสฟอรัส สูงกว่าคนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ ณ สถานีทดลอง Beamline 8 (BL8) ของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ยังพบว่า ภาวะสมองเสื่อมที่สัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน จะมีองค์ประกอบของซัลเฟตอยู่ในระดับที่สูงกว่าผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในกลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง โดยการทดลองครั้งนี้เป็นการทดลองเบื้องต้น ที่ใช้องค์ประกอบของธาตุในเส้นผมเป็นตัวบ่งชี้หรือวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมได้ ซึ่งแนวทางต่อไป ทีมวิจัยกำลังศึกษาข้อมูล เพื่อที่จะเลือกแนวทางการวิจัยว่าจะเป็นการรักษา หรือแนวทางการป้องกันเนื่องจากโรคสมองเสื่อมเกิดได้หลายสาเหตุดังกล่าวข้างต้น และสมุนไพรที่เลือกใช้น่าจะเป็นสมุนไพรที่หาได้ในแถบเอเชีย โดยเน้นที่ประเทศไทย

ผศ. ดร.จารุวรรณ  แนะนำว่า สมองเสื่อมอาจเป็นแล้วไม่หายแต่สามารถป้องกันหรือชะลอความเสื่อมของสมองได้ โดยการฝึกฝนสมอง เช่น การอ่านหนังสือ คิดเลข หลีกเลี่ยงสารเคมีหรือยาที่ทำอันตรายต่อสมอง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ และตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อลดอัตราเสี่ยงและป้องกันสมองเสื่อม รวมทั้ง หลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุหรือการกระทบกระเทือนต่อสมอง การทำสมาธิทำจิตใจให้สงบและมีสติในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันก็อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้

 

สรรหามาบอก 

– ชมรมพยาบาลโรคระบบประสาทแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันประสาทวิทยาลัย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมวิชาการประจำปี 2555 ครั้งที่ 5 เรื่อง “การดูแลผู้ป่วยโรคระบบประสาทอย่างมีคุณภาพ” ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2555 ณ โรงแรมปริ๊นพาเลช มหานาค ผู้สนใจสามารถสอบถามได้ที่กลุ่มงานวิชาการพยาบาล สถาบันประสาทวิทยา โทร.0-2354-7075-83 ต่อ 2336,2183

– โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน “วันเบาหวานโลก ครั้งที่ 3 ประจำปี 2555 ภายใต้หัวข้อ “Diabetes : Protect our future … พิทักษ์อนาคตไทย พ้นภัยเบาหวาน”  ในวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2555 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 13.00 น. ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคาร ม.ร.ว.สุวพรรณ สนิทวงศ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2926-9334-5 (วันและเวลาราชการ)

-โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์ ฉลองครบรอบ 9 ปี จัดกิจกรรมพิเศษตลอดเดือนพฤศจิกายน 2555 โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงค์เธอพระองค์เจ้า โสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเปิดงานในวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2555 เวลา 14.00 น. ณ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์ สำหรับกิจกรรมต่างๆ น่าสนใจภายในงาน ได้แก่ เสวนาเรื่อง “9 ความฉลาดลูก แปดความฉลาดรอบด้านบวกคุณธรรม” ในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 เวลา 08.00 -15.00 น.

ชมนิทรรศการ “งามจับใจ” ระหว่างวันที่ 12 – 15 พฤศจิกายน 2555 เวลา 09.00 – 15.00 น.

ในวันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2555 เวลา 08.00 – 15.00 น. เสวนา “สบายกาย สไตล์ 40 อัพ” สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2711-8181

– จุฬาคิดส์คลับ จัด “งานคอนเสิร์ต i Dream…สานฝันปันรัก” ในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 เวลา.18.00-20.00 น. ณ อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสานฝันผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้เป็นจริง  โดยมีศิลปินนักร้องรับเชิญอาทิ กิ่ง The Star อ๊อฟ ชัยนนท์ และผู้ร่วมเป็นกำลังใจจากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้สนใจร่วมงานสำรองที่นั่งได้ที่โทร.0-2256-5372

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา: เดลินิวส์ 4 พฤศจิกายน 2555

แอสไพรินช่วยถ่วงอาการโรคสมองเสื่อมให้ผู้สูงอายุที่เป็นโรคหัวใจหลอดเลือด

แพทย์สวีเดนศึกษาพบว่า กินแอสไพรินวันละเม็ด จะช่วยผู้สูงอายุที่ล่อแหลมจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง ห่างจากโรคสมองเสื่อมได้

หมอสวีเดนได้ศึกษาจากกลุ่มสตรีสูงอายุ วัยระหว่าง 70-92 ปี ประมาณ 500 คน ด้วยการทดสอบทางสติปัญญา มาเป็นเวลานาน 5 ปี พบว่า คนที่ไม่ได้กินยาแอสไพริน จะทำคะแนนได้น้อยกว่า ผู้ที่กินยาแอสไพรินมาตลอดเวลา

วารสารวิชาการ “การแพทย์อังกฤษ” รายงานผลการศึกษาว่า นักวิจัยพบว่า แม้แอสไพรินจะช่วยชะลอผู้ล่อแหลมกับโรคหัวใจวายหรือลมอัมพาต จากโรคสติปัญญาเสื่อมได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อัตราการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมในหมู่สตรีเกิดขึ้นช้าหรือเร็วได้

ดร.ซิลค์ เคม หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า “เรายังไม่ทราบความเสี่ยงของการกินแอสไพรินเป็นเวลานาน อย่างเช่น การเป็นแผลในกระเพาะและการตกเลือดว่า จะมากน้อยเพียงไร จึงต้องศึกษากันต่อไปอีก อาจจะต้องคอยติดตามศึกษาสตรีกลุ่มนี้ต่อไปอีก 5 ปี”.

ที่มา: ไทยรัฐ 8 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Older women who took low doses of aspirin found it helped to preserve their memory

Taking low dose of aspirin to prevent heart disease could slow down memory loss 

  • Older women taking low doses to prevent heart disease found it helped to preserve memory

By JENNY HOPE

PUBLISHED: 17:30 GMT, 3 October 2012

Taking a low dose of aspirin may help keep the brain young, claim researchers.

A study of older women taking low doses to prevent heart disease found it also helped preserve their memory.

Millions of Britons take aspirin on doctor’s orders to prevent heart problems.

Other research suggests it may cut the risk of cancer.

There have been conflicting results from studies about whether long-term use of Non Steroidal Anti Inflammatory drugs (NSAIDs) such as aspirin protects against declining brain power and dementia.

But research published in the online journal BMJ Open found regular low-dose aspirin did slow cognitive decline.

The five-year study at the University of Gothenburg, Sweden, involved 681 women aged 70 to 92.

The majority of women were at high risk of heart disease and stroke.

Decline in brain power was found to be considerably less among those who took aspirin every day over the entire period.

It is thought the same effect would be found in men.

 

All the elderly women were put through tests to measure their physical health and intellectual capacity, including verbal fluency and memory speed, and dementia.

A group of 129 women were taking low dose aspirin (75 to 160 mg) every day to ward off a heart attack or stroke when the study started. A further 94 were taking various other non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs).

Their health was tracked over five years, at the end of which the intellectual capacity of 489 women was assessed again.

The mini-mental state examination (MMSE) score fell, on average, across the whole group at the end of the five years, but this decline was considerably less in the 66 women who had taken aspirin every day over the entire period.

The researchers then divided up the group into those who had taken aspirin for the entire five years (66); those who had stopped taking it by 2005-6 (18); those who were taking it by 2005-6 (67); and those who hadn’t taken the drug at any point (338).

Compared with women who had not taken aspirin at all, those who had done so for all five years, increased their MMSE score, while those who had taken aspirin at some point, registered only insignificant falls in MMSE score.

There were no differences, however, in the rate at which the women developed dementia.

 

The scientists say aspirin’s protective effect may be due to its anti-clotting action helping to improve blood flow to the brain.

Professor Clive Ballard, of the Alzheimer’s Society, said: ‘It is a potential additional benefit.  However aspirin does have a number of potentially serious side-effects with long-term use and shouldn’t be taken for long periods unless prescribed by a doctor.’

The author of the research paper, which was published in the online journal BMJ Open, expressed caution over the observational study as the MMSE can detect subtle changes in cognitive ability.

Dr Anne-Borjesson-Hanson University of Gothenburg in Sweden, said: ‘The findings indicate that aspirin may protect the brain, at least in women at high risk of a heart attack or stroke.’

SOURCE: dailymail.co.uk

วิจัยไทยใช้’แสงซินโครตรอน’ช่วยผู้ป่วยสมองเสื่อม อีก 3-5 ปีมียารักษา

ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเฮ! นักวิจัยไทยใช้  ‘แสงซินโครตรอน’ วิเคราะห์ธาตุสำคัญในเส้นผมครั้งแรกของโลกสำเร็จ เชื่ออีก 3-5 ปีได้ยารักษาฝีมือคนไทยแน่…

เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ผศ.ดร.จารุวรรณ ศิริเทพทวี อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์สำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทีมวิจัยของ มทส. ซึ่งร่วมกับนักวิจัยจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประสบความสำเร็จในการใช้แสงซินโครตรอนวิเคราะห์ธาตุสำคัญในเส้นผม เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ซึ่งยังไม่มีการค้นพบวิธีการรักษาสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

นางจารุวรรณ กล่าวต่อว่า การรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมด้วยแสงซินโครตรอน นักวิจัยได้ใช้เทคนิคการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ไม่ใช้วิธีการเจาะเลือดและคัดหลั่ง เพื่อศึกษาโครงสร้างระดับอะตอมในการวัดหาแร่ธาตุและองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่ในเส้นผม โดยได้ทำการเก็บตัวอย่างเส้นผมของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมและคนปกติรวม 30 ราย ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมชนิดต่างๆ 15 ราย ในโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ส่วนอีก 15 รายเป็นคนปกติทั่วไป

ทั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่าธาตุในเส้นผมจากทั้งสองกลุ่มมีธาตุสำคัญ คือ ออกซิเจน (O) ซันเฟอร์ (S) คลอรีน (Cl) ซิลิกอน (Si) แมกนีเซียม (Mg) แคลเซียม (Ca) ฟอสฟอรัส (P) แต่เส้นผมของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมนั้นจะมีสัดส่วนของธาตุ แคลเซียม (Ca) คลอรีน (Cl) และฟอสฟอรัส (P) ในปริมาณที่สูงกว่าคนปกติ ซึ่งค่าความน่าจะเป็นควรน้อยกว่า 0.05 ซึ่งธาตุดังกล่าวนี้ จะมีผลต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย รวมทั้งการทำงานของระบบประสาทมนุษย์ที่เป็นการบ่งชี้ภาวะโรคสมองเสื่อมได้

ด้าน ดร.วันวิสา พัฒนศิริวิศวะ นักวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า แสงซินโครตรอนมีลักษณะพิเศษกว่าแสงชนิดอื่น เพราะมีความคมชัด สามารถดูองค์ประกอบต่างๆ ได้ในระดับอะตอม และสามารถวัดแร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในเส้นผมได้ โดยทีมงานได้ใช้เทคนิคการดูด กลืนรังสีเอ็กซ์ พบว่าเทคนิคนี้สามารถบอกองค์ประกอบของธาตุว่า เปลี่ยนแปลงจากซัลเฟต (SO42-) เป็นซัลเฟอร์ ทำให้เกิดการขับของเสีย หรือเกิดเป็นพิษขึ้นมาในร่างกาย ซึ่งในผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อมจะมีซัลเฟตมากกว่าคนปกติ

“การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีประโยชน์อย่างมากคือ ทำให้ทราบว่าระดับความสมดุลของแร่ธาตุระหว่างคนปกติกับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม รวมทั้งโรคสมองเสื่อมชนิดต่างๆ มีธาตุเหล่านี้แตกต่างกัน เช่น พวกธาตุแคลเซียมจะเกี่ยวข้องกับระบบการเผาผลาญในร่างกาย รวมทั้งการสืบประสาทในร่างกาย หากมีแคลเซียมระดับต่ำ ก็จะทำให้เกิดโรคทางระบบประสาทได้หลายชนิด งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการบ่งชี้ภาวะโรคสมองเสื่อมและต่อยอดสืบค้นตัวยาได้ เป็นเทคนิคแรกของโลกที่ทำการศึกษาจากตัวอย่างเส้นผมของคนไข้ และบทความงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ Journal of Synchrotron Radiation และได้รับทุนการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ถือเป็นงานวิจัยในระดับแนวหน้าของไทยที่จะพัฒนาได้อีกต่อไป” นางวันวิสา กล่าว

ทั้งนี้ ทีมงานวิจัยใช้เวลาในการทำงานวิจัยชิ้นนี้นานกว่า 1 ปี และขณะนี้ได้มีการต่อยอดงานวิจัยดังกล่าวด้วยการสืบค้นข้อมูลในการคิดค้นตัวยามาทำการรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจากสมุนไพรพื้นบ้านของไทย ตามสาเหตุโรคสมองเสื่อมแต่ละชนิดขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบค้นข้อมูล คาดว่าภายใน 3-5 ปี น่าจะมียารักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจากพืชสมุนไพรพื้นบ้านของไทย โดยฝีมือนักวิจัยไทยแน่นอน.

ที่มา: ไทยรัฐ 15 ตุลาคม 2555

.

Related Article

.

 

Herbal cures for dementia possible: study

KASEM CHANATIRAJ
THE NATION October 16, 2012 1:00 am

A study that links certain trace elements found on hair to dementia has also shown that the disease could be treated by traditional Thai herbal medicines.

“I think Thai researchers should be able to create herbal medicines for dementia patients within three to five years based on the findings of this study,” Dr Wanwisa Pattanasiriwisawa, a researcher from the Synchrotron Light Research Institute, said yesterday.

According to the research, dementia patients had higher amounts of calcium, chlorine and phosphorus in their hair than normal. The research covered 30 subjects, half of whom were suffering from Alzheimer’s, Parkin-son’s or other forms of dementia. All patients were above the age of 60.

Wanwisa said tests had been conducted using the particle accelerator synchrotron, which provides very accurate results. “The study took more than a year to complete,” she said.

The research team, which was backed by the Synchrotron Light Research Institute, also included Asst Prof Jaruwan Siritapetawee from the Suranaree University of Technology and Dr Unchalee Sirithepthawee from Nakhon Ratchasima Rajanagrindra Psychiatric Hospital.

Wanwisa said the findings were significant because they suggested that the amount of calcium, chlorine and phosphorus in a human’s hair could be an indicator of dementia. The findings have been published in the latest edition of the Journal of Synchrotron Radiation.

She added that the latest findings corresponded with other studies linking the presence of high amounts of calcium to brain problems.

Jaruwan said there were about 800,000 dementia patients in Thailand, most over 60 years of age. “The cause of dementia varies from person to person, though stress, heredity and chemical exposure are among the most common,” she said.

Wanwisa said some researchers had started exploring herbs based on the findings of the study. “This process will possibly take a lot of time and money, but I’m sure Thai herbal medication for dementia patients should be found within five years,” she said.

SOURCE: nationmultimedia.com