“การฉายแสงแดดเทียม” ทางเลือกสำหรับรักษาโรคสะเก็ดเงิน โดย พญ.รัศนี อัครพันธุ์

manager140308_001bแสงอัลตราไวโอเลต (UV) หรือ “แสงแดด” ที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจฉกรรจ์ของผิวสวย และยังเป็นต้นเหตุของสารพัดริ้วรอยไม่พึงประสงค์ต่างๆ ที่หนุ่มๆ สาวๆ หลายคนต้องส่ายหน้าร้องยี้กันเลยทีเดียว แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน หรือโรคผิวหนังบางประเภท แสงอัลตราไวโอเลตนี้อาจมีคุณและเป็นอีกทางเลือกใหม่ที่สามารถช่วยเยียวยาอาการของโรคให้ทุเลาเบาบาง

manager140308_001a
พญ.รัศนี อัครพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ Phototherapy ศูนย์ผิวหนังและความงามกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า แสงอัลตราไวโอเลตเป็นส่วนหนึ่งของแสงอาทิตย์ แสงแดดที่ส่องมาถึงพื้นผิวโลกนอกจากประกอบไปด้วยแสงอัลตราไวโอเลตแล้วยังมีส่วนประกอบอื่น เช่น แสงที่ใช้ในการมองเห็น และแสงอินฟราเรด ที่ทำให้เกิดความร้อน แสงแดดเป็นสิ่งสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกคือ ให้แสงสว่างและความอบอุ่น ความรู้เรื่องแสงแดดผลของแสงต่อผิวหนังได้มีการพัฒนาและเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ได้มีการค้นพบว่าแสงแดดสามารถโรคผิวหนังได้ โดยเฉพาะ “โรคสะเก็ดเงิน” (Psoriasis)

โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังชนิดเรื้อรัง ที่เกิดจากการปรวนแปรของภูมิคุ้มกันของร่างกายมีกระตุ้นให้มีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วกว่าปกติหลายเท่าทำให้ผิวหนังหนาเป็นปื้น มีขุยขาวหนาคล้ายเงิน พบได้บ่อยในช่วง อายุ 20 ปี และ 40 ปีขึ้นไป พบได้ประมาณ ร้อยละ 1-2 ของประชากรทุกเชื้อชาติ หญิงและชายพบได้เท่ากัน

โดยโรคสะเก็ดเงินนี้ มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมกับสิ่งกระตุ้นจากภายนอก ถ้าบิดาและมารดาเป็นโรค บุตรที่เกิดมามีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าถ้าบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเป็นโรค นอกจากนี้ โรคสะเก็ดเงินยังสัมพันธ์กับโรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน โดยมีอาการคือ มีตุ่มแดงขอบเขตชัดเจน และมีขุยสีขาวอยู่ที่ผิว ต่อมาตุ่มจะค่อยๆขยายออกจนกลายเป็นปื้นใหญ่ และหนาตัวขึ้นเป็นสะเก็ดสีเงินซึ่งสามารถขูดออกได้ง่าย

บางครั้งสะเก็ดนี้จะร่วงเวลาถอดเสื้อหรือเดินไปไหนมาไหน หรือร่วงอยู่ตามเก้าอี้ ที่นอน และเมื่อขูดขุยสะเก็ดหมดจะมีจุดเลือดออกบนรอยผื่น ผื่นอาจเกิดบนรอยแผลถลอกหรือรอยแผลผ่าตัด ผื่นผิวหนังพบได้หลายลักษณะ ผื่นหนาเฉพาะที่ หรือกระจายในบริเวณที่มีการเสียดสี ศีรษะ ไรผม สะโพก ศอก เข่า หน้าแข้ง ข้อเท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผื่นขนาดเล็กเท่าหยดน้ำหรือเล็กกว่า 1 ซม.กระจายทั่วตัว พบบ่อยในเด็กตามหลังการเกิดไข้หวัด 1-2 สัปดาห์ ผิวหนังแดงลอกทั่วตัว ผื่นชนิดตุ่มหนอง พบเป็นตุ่มหนองเล็กๆ ที่ปราศจากเชื้อโรค บนผื่นสีแดง อาจเป็นเฉพาะที่ เช่น ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ปลายนิ้ว มือ ปลายนิ้วเท้า หรือกระจายทั่วตัว ความผิดปกติของเล็บ เช่น เล็บล่อน ปลายเล็บหนามีขุยใต้เล็บ หรือ จุดสีน้ำตาลใต้เล็บ มีการอักเสบของข้อซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อใหญ่ ข้อเล็ก เป็นข้อเดียว หรือหลายข้อ และอาจจะมีข้อพิการตามหลังการอักเสบเรื้อรัง

manager140308_001c

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคสะเก็ดเงินให้หายขาดได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาโดยใช้ยาทาคู่กับยารับประทาน และการรักษาด้วยแสงอัตราไวโอเลต หรือเรียกว่า การฉายแสงอาทิตย์เทียม (UV Phototherapy) ร่วมด้วยจะทำให้ผลการรักษาเร็วขึ้น

โดยรังสีอัลตราไวโอเลตที่ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ

1.รังสีอัลตราไวโอเลต เอ พูว่า ( PUVA) คือการฉายแสงอัตราไวโอเลต เอ ซึ่งมีความยาวคลื่น 320-400 นาโนเมตร ร่วมกับการรับประทานยาเซอราเลน (PSORALEN) ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางโรคผิวหนังรุนแรงปานกลางจนถึงขั้นรุนแรงมาก หรือใช้ควบคู่กับการรักษาด้วยยาทาและยารับประทาน

ผู้ป่วยควรจะได้รับการฉายแสงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และจะมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับการฉายแสงประมาณ 12-18 ครั้ง แต่อาจต้องได้รับการฉายแสงต่อเนื่องเพื่อป้องกันกันการกำเริบของโรคเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน โดยจะให้ผลดีประมาณ 70-80% ขึ้นไป พบผลข้างเคียงน้อย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันและแดงบริเวณผิวหนังที่ฉายแสงหลังทำการรักษา ข้อดีคือ ส่วนใหญ่การกลับเป็นซ้ำของโรคจะน้อยกว่าการรักษาโดยใช้ยาทาหรือยารับประทาน

2.รังสีอัลตราไวโอเลต บี แต่เดิมจะใช้คลื่นแสงในช่วง 290-320 นาโนเมตร ซึ่งเป็นความยาวคลื่นแสงช่วงคลื่นกว้าง (Broadband UVB) ชึ่งจะพบผลข้างเคียงจากการรักษาค่อนข้างมาก ต่อมาได้มีการพัฒนาให้ใช้แสงที่ช่วงความยาวคลื่นแคบลงอยู่ในช่วง 311 นาโนเมตร เรียกว่า Narrowband UVB ผู้ป่วยไม่จำเป็นจะต้องรับประทานยาเซอราเลน ก่อนการฉายแสงชนิดนี้

เครื่องฉายแสง UV Phototherapy มีหลายประเภท ชนิดฉายทั่วตัว ฉายเฉพาะ มือ-เท้า ฉายเฉพาะศีรษะ ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามตำแหน่งและความรุนแรงของผื่น และยังมีเครื่องฉายแสงเฉพาะหย่อมเล็กๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องถูกแสงอัลตราไวโอเลตเป็นปริมาณมาก ส่วนการเลือกว่าจะใช้แสงอัตราไวโอเลต เอ หรือ บี ขึ้นกับลักษณะของโรค ความรุนแรงของโรค และอายุของผู้ป่วย โดยก่อนการรักษาแพทย์จะทำการซักถามประวัติเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยจะต้องไม่มีประวัติแพ้แสงแดดหรือเป็นมะเร็งผิวหนังมาก่อน จากนั้นจะให้ทานยาเซอราเลน (PSORALEN) ก่อนได้รับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต เอ 2 ชั่วโมง และควรรับประทานยาหลังอาหารเพื่อลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน

โดยหลังจากทานยาผู้ป่วยไม่ควรตากแดดเป็นเวลา 8-12 ชั่วโมง ควรหลบแดดควรใส่แว่นตากันแดด สวมเสื้อแขนยาว ทายากันแดด หรือกางร่ม เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น และผู้ป่วยต้องไม่รับประทานยาประเภทที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้แสงแดด เช่น ยาโรคเบาหวาน ยาความดันโลหิตสูงบางชนิด ถ้ารับประทานยาประเภทนี้อยู่ควรแจ้งให้แพทย์ที่ทำการรักษาทราบ ต้องไม่เป็นต้อกระจกและควรตรวจตาสม่ำเสมอ

นอกจากโรคสะเก็ดเงินแล้วพบว่า การฉายแสงอาทิตย์เทียม (UV Phototherapy) ยังสามารถใช้การรักษาโรคผิวหนังชนิดอื่น เช่น โรคด่างขาว (Vitiligo) ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ผื่นผิวหนังอักเสบ (Eczema) ผื่นคันเรื้อรังที่มือและเท้า ผื่นคันที่พบในผู้ป่วยเบาหวาน โรคตับ โรคไต ผื่นคันไม่ทราบสาเหตุ ผื่นกุหลาบ (Pityriasis rosea) มะเร็งผิวหนังบางชนิด (mycosis fungoides) ได้อีกด้วย

ที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มีนาคม 2557

Advertisements

‘สะเก็ดเงิน’ โรคไม่น่าเป็น โดย กานต์ดา บุญเถื่อน

bangkokbiznews131105_001เริ่มต้นเพียงจุดแดงๆ คล้ายยุงกัดที่หน้าอก 5-6 จุด ผ่านไปราว 2 สัปดาห์ก็กระจายทั่วร่างทั้งแผ่นหลัง เข่า ข้อศอกและหนังศีรษะ พร้อมด้วยอาการคัน ส่วนจุดแดงก็มีขุยหรือสะเก็ดขาวติดอยู่ บางส่วนอย่างที่ข้อมือก็ขยายตัวเป็นปื้น ต่อมาได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นอาการของโรคสะเก็ดเงิน

ศ.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง สาขาวิชา ตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า อาการของโรคใกล้เคียงกับอาการผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อ ทำให้บางครั้งการวินิจฉัยของแพทย์อาจทำได้ยาก หรือใช้เวลานานกว่าจะรู้ว่าเป็นโรคอะไรกันแน่

ความต่างระหว่างสะเก็ดเงินกับผิวหนังอักเสบอยู่ตรงที่ จุดที่เกิดอาการและความหนาของผื่น โดยรอยผื่นแดงของสะเก็ดเงินจะเป็นปื้นหนา รวมถึงพบได้ทั่วไป เช่น ข้อพับ ขาหนีบ เข่า ข้อศอก มือทั้งฝ่ามือและหลังมือ หนังศีรษะ แผ่นหลัง ขณะที่ผิวหนังอักเสบจะเกิดเฉพาะบริเวณที่มีการสัมผัสกับสิ่งที่แพ้เท่านั้น หรือเมื่อไม่ได้รับสิ่งกระตุ้นก็จะไม่เกิดอาการ

โรคผิวหนังชนิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ในปัจจุบันเองก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรม หรือการติดเชื้อบางอย่างที่ไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ ทำให้มีผื่นผิวหนังหนา ลอกเป็นสะเก็ด และมีขุยเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคนี้เทียบต่อประชากร 100 คน จะพบถึง 2 คน หรือรวมๆ แล้วมีอยู่ประมาณ 1 ล้านคน

“คนไข้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลทั่วไปได้เป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็น ว่ายน้ำสระเดียวกัน กินอาหารร่วมโต๊ะ ใช้สิ่งของร่วมกัน ก็ไม่ทำให้ติดต่อถึงกัน แต่ส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวเองเป็นโรคน่ารังเกียจและไม่อยากเข้าสังคม ความคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง” คุณหมอกล่าวย้ำ

ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ แม้การรักษาจะไม่หายขาด 100% แต่อย่างน้อยก็สามารถควบคุมอาการคันและการกระจายตัวของผื่นด้วยยากิน ยาทา ยาฉีด หรือการฉายแสงแดดเทียม เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่กับโรคได้อย่างคนปกติ

นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะต้องปรับวิถีชีวิตและอาหารการกิน โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีผลต่อโรค เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื้อสัตว์สีแดงเพราะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการคันหรือผื่นขึ้นได้ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารพิเศษ เนื่องจากกระบวนการเกิดโรคนี้ไม่ได้มีความ สัมพันธ์กับสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ ในกรณีที่ผู้ป่วยค่อนข้างอ้วนอาจจะต้อง พิจารณาควบคุม น้ำหนักเนื่องจากจะทำให้เกิดความยากลำบากในการดูแลรักษาผื่นที่เกิดตามรอยพับต่างๆ ของผิวหนัง

คุณหมอแนะนำให้เน้นการบริโภคผักหลากสี เนื้อปลา รวมถึงทำความเข้าใจและยอมรับด้วยว่า การเลือกกินอาหารดังกล่าว ไม่ได้ทำให้โรคหายแต่ทำให้อาการลดลง และมีชีวิตอยู่กับโรคได้มีความสุข

ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเครียด การอดนอนและอากาศหนาวหรือแห้งไป ล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นให้โรคสะเก็ดเงินแสดงอาการ หากปรับพฤติกรรมให้นอนเร็วขึ้นเพื่อให้ร่างกายพักผ่อนเพียงพอ ปล่อยวางปัญหาทางจิตใจจากความเครียดลงได้ รวมถึงดูแลสุขภาพออกกำลังกายสม่ำเสมอ เมื่อนั้นอาการก็จะทุเลาลงโดยไม่ต้องพึ่งยาได้เช่นกัน

แม้สะเก็ดเงินรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่เมื่อควบคุมปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคให้ได้ ในบางคนอาจไม่เกิดอาการคันหรือผื่นไปนานเป็น 10-20 ปี หรือตลอดชีวิตเลยก็ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับยีนในร่างกายของแต่ละคนว่าจะดื้อต่อการควบคุมมากหรือน้อยนั่นเอง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 5 พฤศจิกายน 2556

กินฟาสต์ฟู้ดเสี่ยงที่จะเป็นโรคสะเก็ดเงิน เพราะไขมันเข้าไปกดภูมิคุ้มกันโรคไว้

thairath130123_001นักวิจัยที่กำลังศึกษาแผนแบบโรคภัยของโลกกับอาหารการกิน พบว่า เด็กที่ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ดมากถึงอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 มื้อ อาจจะป่วยเป็นหืด และเป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงินได้ เพราะไขมันจะไปกดภูมิคุ้มกันโรค

การศึกษานิสัยการกินของเด็กตามชาติต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 50 ชาติ จำนวนไม่ต่ำกว่า 500,000 คน ได้เค้าว่าการกินอาหารเลว ทำให้เจ็บป่วยด้วยโรค ที่มาจากอาการแพ้ต่างๆเหล่านี้สูงขึ้น เด็กที่กินอาหารสำเร็จรูป เช่น พวกแฮมเบอร์เกอร์ ซื้อเอาไปกินที่บ้าน จะอยู่ใต้อันตรายของการเป็นโรคหืด โรคสะเก็ดเงิน และคันเรื้อรัง ซึ่งควรหันมากินผลไม้มาก ๆ จึงจะป้องกันได้

พวกอาหารสำเร็จเหล่านี้ มักเต็มไปด้วยไขมันและกรดไขมันสูง ซึ่งกระเทือนกับภูมิคุ้มกันโรค ต่างกับผลไม้ที่อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระและพวกสารประกอบที่ให้คุณ

พวกเขาได้พบในการศึกษาว่า เด็กวัยรุ่นต้น ๆ ที่กินอาหารเหล่านี้อาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 มื้อเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดรุนแรง สูงถึงร้อยละ 39 ในขณะที่เด็กวัย 6-7 ขวบ ก็จะเฉียดใกล้โรคมากขึ้นไปอีกร้อยละ 27 แต่ถ้าเปลี่ยนมากินผลไม้กันให้มากขึ้น อีกอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 หน อาจช่วยลดความเสี่ยงให้น้อยลงได้ ระหว่างร้อยละ 11-14.

ที่มา :  ไทยรัฐ 23 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Fast Food Diet Linked to Asthma and Eczema Severity in Kids, Large Study Finds

Jan. 16, 2013 — Eating three or more weekly servings of fast food is linked to the severity of allergic asthma, eczema, and rhinitis among children in the developed world, indicates a large international study published online in the respiratory journal Thorax.

The findings prompt the authors to suggest that a fast food diet may be contributing to the rise in these conditions, and if proved causal, could have huge implications for public health, given the popularity of these foodstuffs.

The authors base their findings on data from more than 319,000 13-14 year olds from 107 centres in 51 countries, and more than181,000 six to seven year olds from 64 centres in 31 countries.

All the participants were involved in the International Study of Asthma and Allergies in Childhood (ISAAC), which is a collaborative research project involving more than 100 countries and nearly two million children, making it the largest study of its kind.

The teens and the children’s parents were formally quizzed on whether they had symptoms of asthma (wheeze); rhinoconjunctivitis (which produces a runny or blocked nose accompanied by itchy and watery eyes); and eczema; and their weekly diet.

Questions focused particularly on the severity of symptoms over the preceding 12 months — including frequency and interference with daily life and/or sleep patterns — and certain types of food already linked to protective or damaging effects on health

These included meat, fish, fruits and vegetables, pulses, cereals, bread and pasta, rice, butter, margarine, nuts, potatoes, milk, eggs, and fast food/burgers. Consumption was categorised as never; occasionally; once or twice a week; and three or more times a week.

After taking account of factors likely to influence the results, the analysis showed that fast food was the only food type to show the same associations across both age groups, prompting the authors to suggest that “such consistency adds some weight to the possible causality of the relationship.”

It was associated with current and severe symptoms of all three conditions among the teens — across all centres in the participating countries, irrespective of gender or levels of affluence.

The pattern among children was less clear-cut, but a fast food diet was still associated with symptoms across all centres — except for current eczema — and poorer countries — except for current and severe asthma.

And this difference might have to do with the fact that children have fewer options about their food choices, suggest the authors.

Three or more weekly servings were linked to a 39% increased risk of severe asthma among teens and a 27% increased risk among children, as well as to the severity of rhinitis and eczema, overall.

On the other hand, fruit seemed to be protective in both age groups across all centres for all three conditions among children — both current and severe — and for current and severe wheeze and rhinitis among the teens.

Eating three or more weekly portions was linked to a reduction in symptom severity of between 11% and 14% among teens and children, respectively.

The authors suggest that there are plausible explanations for the findings: fast food contains high levels of saturated and trans fatty acids, which are known to affect immunity, while fruit is rich in antioxidants and other beneficial compounds.

The authors emphasise that their results do not prove cause and effect, but they do warrant further investigation.

“If the associations between fast foods and the symptom prevalence of asthma, rhinoconjunctivitis and eczema is causal, then the findings have major public health significance owing to the rising consumption of fast foods globally,” they conclude.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byBMJ-British Medical Journal.

Journal Reference:

  1. Philippa Ellwood, M Innes Asher, Luis García-Marcos, Hywel Williams, Ulrich Keil, Colin Robertson, Gabriele Nagel, the ISAAC Phase III Study Group. Do fast foods cause asthma, rhinoconjunctivitis and eczema? Global findings from the International Study of Asthma and Allergies in Childhood (ISAAC) Phase ThreeThorax, 2013; DOI: 10.1136/thoraxjnl-2012-202285

SOURCE : sciencedaily.com

“โรคเรื้อนกวาง” หรือ “โรคสะเก็ดเงิน”

เกริ่นชื่อเรื่องขึ้นมาแบบนี้ แฟนคอลัมน์หลายท่านอย่าเพิ่งตกใจไป เพราะโรคเรื้อนกวาง ก็คือโรคสะเก็ดเงินนั่นเอง โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง พบได้ประมาณร้อยละ 1-3 ของประชากร มีลักษณะเป็นผื่นปื้นแดง มีสะเก็ดขุยหนา มักเป็นสีเงินวาว จึงเป็นที่มาทำให้เรียกว่า “สะเก็ดเงิน” โดยผื่นมักอยู่บริเวณข้อศอก เข่า หลัง หรือกระจายบริเวณตามลำตัวของร่างกาย แขน ขา นอกจากนี้ยังพบผื่นขุยหนาบริเวณหนังศีรษะ และอาจพบความผิดปกติของเล็บร่วมด้วยได้

โรคสะเก็ดเงินเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ในปัจจุบันเองก็ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรม หรือการติดเชื้อบางอย่างที่ไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ ทำให้มีผื่นผิวหนังหนา ลอกเป็นสะเก็ด และมีขุยเกิดขึ้นได้

โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจะมีผื่นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพียงอย่างเดียว จะมีเพียงร้อยละ 10-30 ของผู้ป่วยที่มีอาการทางข้อสะเก็ดเงินร่วมด้วยได้ กล่าวคือมีการปวดตามข้อนิ้วมือ ปวดตามแนวกระดูกสันหลัง หรือปวดข้อตะโพกได้ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยสะเก็ดเงินมักมีโรคอ้วนลงพุงร่วมด้วยโดยโรคนี้สามารถวินิจฉัยจากการพบความผิดปกติ มากกว่า 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้

1) มีเส้นรอบเอวมากกว่า 90 เซนติเมตรในผู้ชาย และมากกว่า 80 เซนติเมตรในผู้หญิง

2) มีความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท หรือได้รับยารักษาความดันโลหิต

3)  มีระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่า150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือเป็นผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงและได้รับยาลดไขมัน

4) มีระดับไขมันชนิดดีน้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง หรือเป็นผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงและได้รับยาลดไขมัน

5) มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือเป็นผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

ส่วนคำถามที่ว่า เมื่อเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้ว มีโอกาสเสียชีวิตหรือไม่นั้น อธิบายได้ว่าโดยทั่วไปผื่นสะเก็ดเงินไม่ทำให้เสียชีวิต ยกเว้นในกรณีที่เป็นรุนแรง มีผื่นกระจายมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ผิวของร่างกาย ก็อาจทำให้มีโอกาสเสียชีวิตได้

โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ แต่ในกรณีที่มีผื่นมาก อาจมีขุยร่วงตามเก้าอี้ ที่นอน และรบกวนการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยได้ และจากการศึกษาพบว่า มียีนหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคสามารถถ่ายทอดไปยังลูกได้ และการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคสะเก็ดเงิน เมื่อมีลูกโอกาสที่ลูกจะเกิดโรคได้มีประมาณร้อยละ 14 แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคสะเก็ดเงิน ลูกมีโอกาสเกิดโรคได้ถึงร้อยละ 40

เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด จึงยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาจะช่วยควบคุมโรค และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน จึงมีคำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินว่า ควรงดเหล้า ไวน์ และอาหารหมักดองเพราะจะสามารถกระตุ้นให้ผื่นกำเริบได้ และยาบางชนิด เช่น ยาลิเทียม ยาต้านมาลาเรีย ยาลดความดันกลุ่มเบต้าบล๊อกเกอร์ รวมทั้งยาลดต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ก็สามารถกระตุ้นให้โรคกำเริบได้

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคเป็นหลัก กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง การใช้ยาทาก็เพียงพอสำหรับการควบคุมโรคได้ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการของโรคปานกลางถึงรุนแรง อาจมีความจำเป็นต้องใช้การรักษาอื่นร่วมด้วย เช่น การรับประทานยา การฉายแสงอัลตราไวโอเลตเทียม การฉีดยากลุ่มชีวภาพ เป็นต้น ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมในการรักษาแต่ละประเภทสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

ผู้ป่วยสะเก็ดเงินควรดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ เนื่องจากความเครียด การอดนอน การติดเชื้อ การเจ็บป่วย การเกา จะกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ ดังนั้นการพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและเมื่อมีการเจ็บป่วย ติดเชื้อ ควรรีบดูแลรักษาโดยเร็ว นอกจากนี้ควรดูแลผิวหนังให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ด้วยการหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เลือกใช้สบู่ที่มีค่า pH 5-7 หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีน้ำหอม และทาครีม โลชั่นหรือน้ำมันให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหลังอาบน้ำทันที ซึ่งโดยทั่วไปแนะนำให้ทาครีมหลังอาบน้ำภายใน 3 นาที

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่ง ไม่ใช่โรคติดต่อ การมีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องของผู้ป่วยและบุคคลข้างเคียง จะสามารถควบคุมโรคได้ และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.

พญ.เปรมจิต ไวยาวัจมัย
หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  13 ตุลาคม 2555

นั่งสมาธิใช้รักษาโรคทางกายได้ ตั้งแต่เป็นสิวจนถึงโรคสะเก็ดเงิน

นักวิทยาศาสตร์เมืองน้ำชาศึกษาพบว่า การนั่งสมาธิก็ช่วยบรรเทาอาการโรคทางกาย อย่างโรคผิวหนังต่าง ๆ ตั้งแต่สิวไปจนถึงโรคสะเก็ดเงินได้

คณะนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ได้ความรู้จากการศึกษา ผลการศึกษาเรื่องเก่า ๆ ว่า สามารถจะนำวิธีรักษาโรคทางจิตใจต่างๆ ตั้งแต่ การนั่งสมาธิ พฤติกรรมบำบัดกับการเปลี่ยนความคิด และการฝึกผ่อนคลายความเครียดมารักษาโรคทางกาย เช่น พวกโรคผิวหนัง อย่างโรคเรื้อนกวาง สิว โรคสะเก็ดเงิน และโรคด่างขาว พวกเขาลงความเห็นว่า การนำวิธีรักษาโรคทางจิตใจมาใช้ “ให้ประโยชน์อย่างแท้จริง”

นายกสมาคมแพทย์โรคผิวหนังอังกฤษกล่าวว่า เป็นที่ยอมรับว่าวิธีรักษาโรคทางจิตใจต่าง ๆ นั้น เป็นคุณประโยชน์ช่วยให้คนไข้คลายผลกระทบทางจิตใจที่เกิดจากโรคลงได้ และยังเป็นที่ปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า มันยังช่วยให้อาการต่าง ๆ ทางกายดีขึ้นได้อีกด้วย

นักวิจัยได้ให้ความเห็นว่า การนำเอาวิธีรักษาเหล่านั้นมาใช้ จะให้ผลดีที่สุด กับการทำให้คนไข้เปลี่ยนนิสัยใจคอเสียใหม่ไปได้เอง.

ที่มา: ไทยรัฐ  30 สิงหาคม 2555

.

read more:

Influence of a mindfulness meditation-based stress reduction intervention on rates of skin clearing in patients with moderate to severe psoriasis undergoing phototherapy (UVB) and photochemotherapy (PUVA).

data from: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/9773769

สะเก็ดเงิน รักษาได้

สะเก็ดเงิน รักษาได้

ผศ.พญ.ชนิษฎา วงษ์ประภารัตน์
ภาควิชาตจวิทยา

โรคสะเก็ดเงิน เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย แต่ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ ทำให้ในปัจจุบันการรักษาโรคสะเก็ดเงินได้ผลดีจนอยู่ในภาวะปกติได้

โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อย ประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากร สาเหตุยังไม่ทราบชัดเจน แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พันธุกรรมร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบเป็นปื้นแดง มีขุยหนาสีขาวหรือสีเงิน จึงได้ชื่อว่า “โรคสะเก็ดเงิน” มักพบผื่นขึ้นบริเวณลำตัว เข่า ศอก และหนังศีรษะ บางรายอาจพบผื่นกระจายทั่วร่างกายได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินอาจพบว่ามีความผิดปกติของเล็บและมีข้ออักเสบร่วมด้วยได้

การรักษาโรคสะเก็ดเงินขึ้นกับความรุนแรงของโรค หากผื่นมีความรุนแรงน้อย สามารถรักษาโดยการใช้ยาทา เช่น ยาทากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ ยาทากลุ่มน้ำมันดินหรืออนุพันธ์วิตามินดี หากผื่นมีความรุนแรงมาก สามารถรักษาโดยการฉายแสงอาทิตย์เทียมหรือรับประทานยา

สำหรับการฉายแสงอาทิตย์เทียมนั้น จะใช้รังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งปัจจุบันที่ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ รังสีอัลตราไวโอเลต A และรังสีอัลตราไวโอเลต B ซึ่งผู้ป่วยต้องมารับการรักษา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน โดยจะให้ผลดีประมาณ 70-80% ขึ้นไป พบผลข้างเคียงน้อย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันและแดงบริเวณผิวหนังที่ฉายแสงหลังทำการรักษา ข้อดีคือส่วนใหญ่การกลับเป็นซ้ำของโรคจะน้อยกว่าการรักษาโดยใช้ยาทาหรือยารับประทาน

กรณีผู้ป่วยมีผื่นจำนวนมากกระจายบริเวณกว้าง และไม่สะดวกมาฉายแสง แพทย์อาจพิจารณาให้ยารับประทาน เช่น methotrexate, cyclosporine หรือ acitretin ซึ่งยาเหล่านี้มีประสิทธิภาพดี แต่อาจมีผลข้างเคียงต่อตับและไต จึงต้องเจาะเลือดตรวจเป็นระยะๆ

กรณีสะเก็ดเงินมีความรุนแรงมาก แม้ใช้การฉายแสง หรือรับประทานยาแล้วยังไม่ได้ผลแพทย์อาจพิจารณายาฉีดกลุ่ม biologic agents ซึ่งบางชนิดฉีดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง บางชนิดอาจฉีดห่างกันทุก 3 เดือน ข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

สิ่งสำคัญในการรักษาโรคสะเก็ดเงินจะให้ได้ผลดี ผู้ป่วยควรเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้โรคกำเริบ เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงควรเลี่ยงการดื่มสุราเนื่องจากอาจกระตุ้นให้ผื่นเห่อได้ นอกจากนี้ ญาติและผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยควรเข้าใจและให้กำลังใจผู้ป่วยด้วย

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 มิถุนายน 2555

.

Related link:

ป่วย“สะเก็ดเงิน”พุ่ง ชี้อ้วนพลุ้ยเสี่ยงหนัก

สะเก็ดเงินโรคกรรมพันธุ์ที่คนไทยไม่อยากเป็น

สะเก็ดเงิน โรคกรรมพันธุ์ที่คนไทยไม่อยากเป็น

เป็นโรคผิวหนังเป็น โรคสะเก็ดเงิน โดนโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศซ้ำ

โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน

เป็นโรคสะเก็ดเงินทำไมปวดข้อ โดย นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

.

 

ป่วย“สะเก็ดเงิน”พุ่ง ชี้อ้วนพลุ้ยเสี่ยงหนัก

นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผย ไทยมีผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ประมาณ 3-5 แสนคน สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แม้ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่อาจทำให้ข้อเสียรูป บิดเบี้ยว และคนที่อ้วนลงพุง เป็นโรคเบาหวานก็มีโอกาสเป็นโรคได้…

พล.ต.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ประมาณ 3-5 แสนคน ซึ่งโรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยหากพ่อ หรือแม่เป็น ลูกก็จะมีโอกาสเป็นมากขึ้น โดยความผิดปกติเกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายไปกระตุ้นผิวหนังให้ผลัดเซลล์เร็วขึ้นและที่เรียกว่า “สะเก็ดเงิน” เป็นเพราะผื่นมีสะเก็ดลอกจำนวนมากและมีสีขาว โดยอาการจะมีลักษณะเป็นผื่นแดงนูนหนามีขุยสะเก็ดเป็นแผ่นๆ และมักเกิดบริเวณที่มีการเสียดสี เช่น ศอก เข่า หลัง และบนหนังศีรษะ หากผู้ป่วยดูแลไม่ถูกต้องผื่นอาจลามไปทั้งตัว

ด้าน รศ.พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน กรรมการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคสะเก็ดเงินไม่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ อาการทางข้อจะคล้ายๆกับคนเป็นรูมาตอยด์ อาจทำให้ข้อเสียรูป บิดเบี้ยว หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คนที่อ้วนลงพุง เป็นโรคเบาหวานก็มีโอกาสเป็นโรคได้  สำหรับขั้นตอนการรักษาควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นโรค เช่น การเกา การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ระวังน้ำหนักไม่ให้อ้วน ซึ่งแนวทางการรักษามีทั้งการใช้ยาทาภายนอก การฉายรังสี UVA และ UVB ยาชนิดรับประทานและยาฉีดชีวภาพ.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 23 มิถุนายน 2555

สะเก็ดเงินโรคกรรมพันธุ์ที่คนไทยไม่อยากเป็น

สำหรับผู้คนในสังคมทุกวันนี้ หลายๆ คนอาจหลงลืม โรคสะเก็ดเงิน หรือที่เรียกว่า โรคเรื้อนกวาง กันไปแล้ว ทั้งๆ ที่อุบัติการณ์ของโรคนี้ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยและผู้คนในสังคมรอบข้างโดยตรง เรียกได้ว่าหากใครที่เป็นโรคนี้แล้ว สังคมอาจรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เป็นโรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และเชื่อหรือไม่ว่าในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคนี้เทียบต่อประชากรจำนวน 100 คนจะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ถึง 2 คน หรือเท่ากับคนไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ล้านคนเลยทีเดียว

โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคของการเรียนรู้และผู้ป่วยควรจะต้องได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคนี้อย่างยิ่ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มปรากฏอาการผื่นขึ้น ใน 2 ช่วงอายุ ที่เริ่มเป็นคือ อายุประมาณ 22 ปี และ 55 ปี ในวัยผู้ใหญ่พบที่ช่วงอายุ 27-60 ปี ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ส่วนในเด็กอายุเฉลี่ยที่พบ คือ 8 ปี และไม่น้อยกว่า 15 ปี

สำหรับความผิดปกติที่เกิดขึ้นผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่า มีผื่นหรือรอยแดงอยู่บนร่างกายของเขา ตามหนังศีรษะ ใบหน้า แขน นิ้ว มือ หลัง และบริเวณฝ่าเท้า จะทำให้ผู้ป่วยเริ่มวิตกจริต ไม่อยากที่จะเปิดเผยตัวเอง มีผลต่อจิตใจและอาชีพ หน้าที่การงาน ที่สำคัญผู้ป่วยโรคนี้ที่เป็นผู้ใหญ่ จะไม่แสดงอาการใดๆ ปรากฏในวัยเด็กหรือวัยรุ่นเลย โรคสะเก็ดเงินนี้ถือเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อผิวหนังของผู้ป่วย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือระบบภูมิคุ้มกันนั้น สร้างเซลล์ผิวหนังเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผิวหนังต้องถูกแทนที่วันเว้นวันเลยทีเดียว เมื่อมันเร็วกว่าปกติมาก ก็ส่งผลทำให้ผิวหนังเป็นเกล็ดหรือมีจุดสีแดงๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคัน และหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินนั้น จะต้องจัดการกับความหงุดหงิดและความคันที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งเป็นภาระทางใจและก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆ ตามมามากมาย

โรคสะเก็ดเงินนั้นมีรากฐานมาจากพันธุกรรมและเป็นโรคที่เกิดตามกรรมพันธุ์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคนไข้นั้น จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าใครในครอบครัวของเขาที่เป็นโรคนี้มาก่อน ในทางกลับกันมันมีการส่งต่อผ่านสายโลหิต เมื่อคนไข้นั้นรู้ว่าตนเองเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้ว เขามักจะได้รับกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เป็นปกติและเข้าหาแนวทางใหม่ของชีวิต ซึ่งหมายถึงการทำความเข้าใจในโรค การใส่ใจกับการออกแดดในปริมาณมากเกินไป การเริ่มกินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดเพื่อที่จะลดความเสี่ยงของโรคให้เป็นอันตรายน้อยลง และที่สำคัญควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินส่วนใหญ่นั้น ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ส่วนใหญ่แล้วเขาต้องการยา โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยชนิดหนึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Psoriasis”

โรคนี้เกิดจากเหตุปัจจัยหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค สารเคมีหรือสภาวะทางฟิสิกส์ที่เป็นพิษต่อผิวหนังโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติหลายชนิด ร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่ไม่เหมาะสม มากระตุ้นให้โรคปรากฏขึ้น อาการผื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง (Erythematous plaque) ลอกเป็นขุย เป็นๆ หายๆ ผู้ป่วยบางรายเป็นเฉียบพลันแล้วผื่นก็หายไป บางรายเป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจพบได้ คือ ความผิดปกติที่เล็บ ข้ออักเสบ เป็นต้น ผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้อนำมาก่อน หรือเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอาการผื่นผิวหนังอักเสบ

ผื่นสะเก็ดเงินที่พบ จะมีลักษณะเป็นตุ่มหรือปื้นสีแดงจัด ขอบเขตผื่นชัดเจน มีขุยหรือสะเก็ดเงินปกคลุม ขุยผื่นมีลักษณะเหมือนแผ่นกระจกแตกร้าว ขุยสีขาวคล้ายเงิน (silvery-white scales) ปิดบนรอยผื่นสีแดงและเมื่อลอกขุยออกจะมีจุดเลือดออก (Auspitz sign) ผื่นบางชนิดมีหลายรูปแบบ อาจเป็นตุ่มกลมขนาดเล็กเท่าหยดน้ำ หรือผื่นกลมเท่าขนาดเหรียญหรือปื้นขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ ขอบปื้นอาจหยักโค้ง บางรายเป็นปื้นขนาดใหญ่จากแผ่นหลังจดตะโพก หรือบางรายผื่นเป็นทั่วตัวจนไม่เหลือผิวหนังปกติ ส่วนลักษณะการกระจายของผื่นที่พบบ่อยมี 2 แบบ แบบแรก เป็นผื่นนูนขนาดหยดน้ำหรือเหรียญ กระจายทั่วตัว (guttate psoriasis) มักเกิดในระยะเวลาสั้นๆ พบบ่อยในเด็กหลังทุเลาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผื่นชนิดนี้จะค่อยๆ จางหายได้เอง หากได้รับการรักษาการติดเชื้อให้หายไป แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก ส่วนแบบที่สอง เป็นผื่นเรื้อรังเฉพาะที่ (psoriasis vulgaris หรือ plague type psoriasis) บริเวณซึ่งมีการเสียดสี เช่น ข้อศอก ข้อเข่า หลัง ตะโพก หนังศีรษะ เป็นผื่นขนาดใหญ่ ผื่นจะขยายค่อยเป็นค่อยไป และอาจหายได้เองแต่ช้าอาจต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผื่นสะเก็ดเงินเมื่อหายจะไม่เหลือรอย ในบางรายเมื่อผื่นหายจะเป็นรอยดำ และค่อยปรับเป็นผิวปกติภายหลัง ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยผื่นสะเก็ดเงินเป็นผื่นแบบเรื้อรังเฉพาะที่ ผื่นสะเก็ดเงินอาจมีหลายแบบ เช่น ผื่นในซอกพับ (psoriasis inversus) ผื่นสะเก็ดเงินแบบตุ่มหนอง (pustular psoriasis) ผื่นสะเก็ดเงินทั่วตัว (psoriasis erythroderma) ฯลฯ

นอกจากนี้ โรคสะเก็ดเงินยังมีลักษณะแทรกซ้อน ซึ่งพบว่าโรคนี้มีการอักเสบของข้อ ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบเมตะบอลิซึม อาทิ โรคความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลกระทบอาจเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

ในปัจจุบันมีคณะแพทยผิวหนังจากสถาบันและโรงพยาบาลต่างๆ หลายแห่งทั่วประเทศ อาทิ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข , คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล , คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี , คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ , คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า , คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ,โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปทั่วภูมิภาค ฯลฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว โดยสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยเห็นว่า โรคนี้ควรมีการเผยแพร่ในวงกว้าง เพื่อให้บุคคลทั่วไป ญาติคนไข้ได้รับรู้ลักษณะ ภาวะของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตระหนักรู้ว่า สะเก็ดเงินไม่ติดต่อ ซึ่งแนวทางในการรักษา ทางเลือกต่างๆ ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยโดยการสนับสนุนของลีโอฟาร์มา จะได้มีการประชาสัมพันธ์ในลำดับต่อๆ ไป เพื่อให้เกิดการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินแบบองค์รวม ซึ่งหากว่าแพทย์วินิจฉัยว่าคุณเป็นโรคสะเก็ดเงิน จะเกิดคำถามข้อข้องใจหลายอย่างเช่น โรคอะไรชื่อแปลก โรคจะลุกลามไปทั้งตัวหรือไม่ ทำอย่างไรจะหาย เป็นโรคติดต่อหรือเปล่า และเมื่อได้รับคำชี้แจงว่าโรคไม่หาย ก็เกิดปัญหาทางใจซ้ำเติม มีความวิตกกังวล ซึมเศร้าแยกตัวจากสังคม เพราะเกรงว่าจะเป็นที่รังเกียจ ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยเข้าใจเรื่องโรคนี้ดีขึ้น ก็จะช่วยให้สามารถปรับตัวอยู่กับโรคสะเก็ดเงินได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพ มีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น

ข้อมูล : รศ.นพ.นภดล นพคุณ อดีตนายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและหัวหน้าสาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา: ไทยรัฐ 21 เมษายน 2555

.

Related Link:

..

เรื่องเล่า สะเก็ดเงิน..โรคไม่ติดต่อ

หลายๆ คนอาจลืม โรคสะเก็ดเงิน หรือโรคเรื้อนกวาง กันไปแล้ว  ทั้งๆ ที่อุบัติการณ์ของโรคนี้ ส่งผลต่อจิตใจของผู้ป่วยและคนรอบข้าง เรียกได้ว่า หากใครที่เป็นโรคนี้ สังคมอาจรังเกียจ ไม่อยากเข้าใกล้ แม้ในความเป็นจริง ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

รศ.นพ.นภดล นพคุณ อดีตนายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและหัวหน้าสาขาจิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงโรคสะเก็ดเงินว่า ในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคนี้เทียบต่อประชากรจำนวน 100  คน จะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ถึง 2 คน หรือเท่ากับคนไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ล้านคน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มปรากฏอาการผื่นขึ้น ใน 2 ช่วงอายุ ในเด็กอายุเฉลี่ยที่พบ คือ 8 ปี และไม่น้อยกว่า 15 ปี ส่วนในวัยผู้ใหญ่พบที่ช่วงอายุ 27-60 ปี ทั้งในเพศชายและเพศหญิง

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่า  มีผื่นหรือรอยแดงอยู่บนร่างกายของเขา ตามหนังศีรษะ ใบหน้า แขน นิ้ว มือ หลัง และบริเวณฝ่าเท้า  จะทำให้ผู้ป่วยเริ่มวิตกจริต ไม่อยากที่จะเปิดเผยตัวเอง มีผลต่อจิตใจ ที่สำคัญผู้ป่วยโรคนี้ที่เป็นในผู้ใหญ่ จะไม่แสดงอาการใดๆ ปรากฏในวัยเด็กหรือวัยรุ่นเลย

โรคสะเก็ดเงิน ถือเป็นโรคเกี่ยวกับการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อผิวหนังของผู้ป่วย สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ระบบภูมิคุ้มกันสร้างเซลล์ผิวหนังเร็วเกินไป ผิวหนังต้องถูกแทนที่วันเว้นวัน เมื่อเร็วกว่าปกติมาก ก็ส่งให้ผิวหนังเป็นเกล็ดหรือมีจุดสีแดงๆ เกิดอาการคัน และหงุดหงิดเป็นอย่างมาก

ส่วนที่ระบุว่า โรคดังกล่าวมีรากฐานมาจากพันธุกรรมและเป็นโรคที่เกิดตามกรรมพันธุ์ รศ.นพ.นภดล อธิบายว่า คนไข้นั้น จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าใครในครอบครัวของเขาที่เป็นโรคนี้มาก่อน และมีการส่งต่อผ่านสายโลหิต

อย่างไรก็ตาม โรคนี้เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค สารเคมีหรือสภาวะทางฟิสิกส์ที่เป็นพิษต่อผิวหนังโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติหลายชนิด ร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่ไม่เหมาะสม มากระตุ้นให้โรคปรากฏขึ้น

อาการผื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง ลอกเป็นขุย เป็นๆ หายๆ ผู้ป่วยบางรายเป็นเฉียบพลันแล้วผื่นก็หายไป บางรายเป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ทั้งยังมีความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจพบได้ คือ อาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้อนำมาก่อน หรือเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอาการผื่นผิวหนังอักเสบ

ผื่นสะเก็ดเงินที่พบ จะมีลักษณะเป็นตุ่มหรือปื้นสีแดงจัด ขอบเขตผื่นชัดเจน มีขุยหรือสะเก็ดเงินปกคลุม ขุยผื่นมีลักษณะเหมือนแผ่นกระจกแตกร้าว ขุยสีขาวคล้ายเงิน ปิดบนรอยผื่นสีแดงและเมื่อลอกขุยออกจะมีจุดเลือดออก

ผื่นที่ขึ้นยังมีหลายรูปแบบ อาจเป็นตุ่มกลมขนาดเล็กเท่าหยดน้ำ หรือผื่นกลมเท่าขนาดเหรียญหรือปื้นขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ ขอบปื้นอาจหยักโค้ง บางรายเป็นปื้นขนาดใหญ่จากแผ่นหลังจรดสะโพก หรือบางรายผื่นเป็นทั่วตัวจนไม่เหลือผิวหนังปกติ

ลักษณะการกระจายของผื่นที่พบบ่อยมี 2 แบบ  แบบแรก เป็นผื่นนูนขนาดหยดน้ำหรือเหรียญ กระจายทั่วตัวมักเกิดในระยะเวลาสั้นๆ พบบ่อยในเด็กหลังทุเลาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผื่นชนิดนี้จะค่อยๆจางหายได้เองหากได้รับการรักษาการติดเชื้อให้หายไป แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก

แบบที่สอง เป็นผื่นเรื้อรังเฉพาะที่ บริเวณซึ่งมีการเสียดสี เช่น ข้อศอก ข้อเข่า หลัง สะโพก หนังศีรษะ เป็นผื่นขนาดใหญ่ ผื่นจะขยายค่อยเป็นค่อยไปและอาจหายได้เองแต่ช้าอาจต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผื่นสะเก็ดเงินเมื่อหายจะไม่เหลือรอย ในบางรายเมื่อผื่นหายจะเป็นรอยดำ และค่อยปรับเป็นผิวปกติภายหลัง

ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยผื่นสะเก็ดเงินเป็นผื่นแบบเรื้อรังเฉพาะที่ โดยผื่นสะเก็ดเงินอาจมีหลายแบบ เช่น ผื่นในซอกพับ ผื่นสะเก็ดเงินแบบตุ่มหนอง ผื่นสะเก็ดเงินทั่วตัว  สำหรับผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน อย่าออกแดดมากเกินไป และควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย-รักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 23 เมษายน 2555

สะเก็ดเงิน โรคกรรมพันธุ์ที่คนไทยไม่อยากเป็น

โรคสะเก็ดเงิน แม้รักษาไม่หาย แต่ควรรู้วิธีรับมือ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

สำหรับผู้คนในสังคมทุกวันนี้ หลาย ๆ คนอาจหลงลืม โรคสะเก็ดเงิน หรือที่เรียกว่าโรคเรื้อนกวาง กันไปแล้ว ทั้งๆ ที่อุบัติการณ์ของโรคนี้ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยและผู้คนในสังคมรอบข้างโดยตรง เรียกได้ว่าหากใครที่เป็นโรคนี้แล้ว สังคมอาจรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นโรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และเชื่อหรือไม่ว่าในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคนี้เทียบต่อประชากรจำนวน 100 คนจะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ถึง 2 คน หรือเท่ากับคนไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ล้านคนเลยทีเดียว

โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคของการเรียนรู้และผู้ป่วยควรจะต้องได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคนี้อย่างยิ่ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มปรากฏอาการผื่นขึ้น ใน 2 ช่วงอายุ ที่เริ่มเป็นคือ อายุประมาณ 22 ปี และ 55 ปี ในวัยผู้ใหญ่พบที่ช่วงอายุ 27-60 ปี ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ส่วนในเด็กอายุเฉลี่ยที่พบ คือ 8 ปี และไม่น้อยกว่า 15 ปี

สำหรับความผิดปกติที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่า มีผื่นหรือรอยแดงอยู่บนร่างกายของเขา ตามหนังศีรษะ ใบหน้า แขน นิ้ว มือ หลัง และบริเวณฝ่าเท้า จะทำให้ผู้ป่วยเริ่มวิตกจริต ไม่อยากที่จะเปิดเผยตัวเอง มีผลต่อจิตใจและอาชีพ หน้าที่ การงาน ที่สำคัญผู้ป่วยโรคนี้ที่เป็นผู้ใหญ่ จะไม่แสดงอาการใดๆ ปรากฏในวัยเด็กหรือวัยรุ่นเลย

โรคสะเก็ดเงินนี้ถือเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อผิวหนังของผู้ป่วย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือระบบภูมิคุ้มกันนั้น สร้างเซลล์ผิวหนังเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผิวหนังต้องถูกแทนที่วันเว้นวันเลยทีเดียว เมื่อมันเร็วกว่าปกติมาก ก็ส่งผลทำให้ผิวหนังเป็นเกล็ดหรือมีจุดสีแดงๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคัน และหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินนั้น จะต้องจัดการกับความหงุดหงิดและความคันที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งเป็นภาระทางใจและก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆ ตามมามากมาย

โรคสะเก็ดเงินนั้นมีรากฐานมาจากพันธุกรรมและเป็นโรคที่เกิดตามกรรมพันธุ์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคนไข้นั้น จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าใครในครอบครัวของเขาที่เป็นโรคนี้มาก่อน ในทางกลับกันมันมีการส่งต่อผ่านสายโลหิต เมื่อคนไข้นั้นรู้ว่าตนเองเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้ว เขามักจะได้รับกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เป็นปกติและเข้าหาแนวทางใหม่ของชีวิต

หมายถึงการทำความเข้าใจในโรค การใส่ใจกับการออกแดดในปริมาณมากเกินไป การเริ่มกินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดเพื่อที่จะลดความเสี่ยงของโรคให้เป็นอันตรายน้อยลง และที่สำคัญควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินส่วนใหญ่นั้น ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ส่วนใหญ่แล้วเขาต้องการยา

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยชนิดหนึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Psoriasis” โรคนี้เกิดจากเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค สารเคมีหรือสภาวะทางฟิสิกส์ที่เป็นพิษต่อผิวหนังโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติหลายชนิด ร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่ไม่เหมาะสมมากระตุ้นให้โรคปรากฏขึ้น

อาการผื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง (Erythematous plaque) ลอกเป็นขุย เป็นๆ หายๆ ผู้ป่วยบางรายเป็นเฉียบพลันแล้วผื่นก็หายไป บางรายเป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจพบได้ คือ ความผิดปกติที่เล็บ ข้ออักเสบ เป็นต้น ผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้อนำมาก่อน หรือเกิดขึ้นพร้อมๆกับอาการผื่นผิวหนังอักเสบ

ผื่นสะเก็ดเงินที่พบ จะมีลักษณะเป็นตุ่มหรือปื้นสีแดงจัด ขอบเขตผื่นชัดเจน มีขุยหรือสะเก็ดเงินปกคลุม ขุยผื่นมีลักษณะเหมือนแผ่นกระจกแตกร้าว ขุยสีขาวคล้ายเงิน (silvery-white scales) ปิดบนรอยผื่นสีแดงและเมื่อลอกขุยออกจะมีจุดเลือดออก (Auspitz sign) ผื่นบางชนิดมีหลายรูปแบบ อาจเป็นตุ่มกลมขนาดเล็กเท่าหยดน้ำ หรือผื่นกลมเท่าขนาดเหรียญหรือปื้นขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ ขอบปื้นอาจหยักโค้ง บางรายเป็นปื้นขนาดใหญ่จากแผ่นหลังจรดสะโพก หรือบางรายผื่นเป็นทั่วตัวจนไม่เหลือผิวหนังปกติ

ส่วนลักษณะการกระจายของผื่นที่พบบ่อยมี 2 แบบ

แบบแรก เป็นผื่นนูนขนาดหยดน้ำหรือเหรียญ กระจายทั่วตัว (guttate psoriasis) มักเกิดในระยะเวลาสั้นๆ พบบ่อยในเด็กหลังทุเลาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผื่นชนิดนี้จะค่อยๆ จางหายได้เองหากได้รับการรักษาการติดเชื้อให้หายไป แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก

ส่วนแบบที่สอง เป็นผื่นเรื้อรังเฉพาะที่ (psoriasis vulgaris หรือ plague type psoriasis) บริเวณซึ่งมีการเสียดสี เช่น ข้อศอก ข้อเข่า หลัง สะโพก หนังศีรษะ เป็นผื่นขนาดใหญ่ ผื่นจะขยายค่อยเป็นค่อยไปและอาจหายได้เองแต่ช้าอาจต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผื่นสะเก็ดเงินเมื่อหายจะไม่เหลือรอย ในบางรายเมื่อผื่นหายจะเป็นรอยดำ และค่อยปรับเป็นผิวปกติภายหลัง ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยผื่นสะเก็ดเงินเป็นผื่นแบบเรื้อรังเฉพาะที่ ผื่นสะเก็ดเงินอาจมีหลายแบบ เช่น ผื่นในซอกพับ (psoriasis inversus) ผื่นสะเก็ดเงินแบบตุ่มหนอง (pustular psoriasis) ผื่นสะเก็ดเงินทั่วตัว (psoriasis erythroderma) ฯลฯ

นอกจากนี้ โรคสะเก็ดเงินยังมีลักษณะแทรกซ้อน ซึ่งพบว่าโรคนี้มีการอักเสบของข้อ ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบเมตะบอลิซึม อาทิ โรคความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลกระทบอาจเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหอดเลือดหัวใจตีบตัน

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่รักษาโรคสะเก็ดเงินให้หายขาดได้ แต่เมื่อเป็นควรพบแพทย์ รักษาตามอาการที่เกิดขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

ข้อมูลโดย : รศ.นพ.นภดล นพคุณ อดีตนายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและหัวหน้าสาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 31 มีนาคม 2555

เป็นโรคผิวหนังเป็น โรคสะเก็ดเงิน โดนโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศซ้ำ

นักวิจัยทางการแพทย์ของไต้หวัน พบสาเหตุซึ่งบีบหัวใจผู้ชายทั้งหลายว่า ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินอันเนื่องจากอาการแพ้ของผิวหนัง จะเสี่ยงกับการเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศสูงขึ้น

รายงานผลการศึกษาในวารสารวิชาการ “การแพทย์ทางเพศ” ได้ชี้แจงว่า แม้จะได้ศึกษากับผู้ป่วยโรคหย่อนสมรรถภาพจำนวนหลายพันคน  แต่ก็ยังไม่อาจลงความเห็นได้ว่า โรคสะเก็ดเงินเป็นสาเหตุทั้งหมดหรือไม่ หัวหน้าวิจัยของมหาวิทยาลัยแพทย์ไทเป ได้แต่กล่าวว่า “โรคสะเก็ดเงินเกี่ยวพันกับอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอย่างแน่นอน”

เป็นที่ทราบกันดีว่า มีโรคเรื้อรังหลายโรค อย่างเช่น โรคหัวใจ และเบาหวาน มีส่วนทำให้ต้องเสี่ยงกับโรคหย่อนสมรรถภาพสูงขึ้น อาจเป็นเพราะหลอดเลือดและประสาทต่างๆ ทำงานหย่อนยานลงไป

นักวิจัยได้พบในการศึกษาหนนี้ว่า มีผู้เป็นโรค “นกเขาไม่ขัน” ที่เคยเป็นโรคสะเก็ดเงินมาก่อนมากถึงร้อยละ 11.

ที่มา: ไทยรัฐ 16 กุมภาพันธ์ 2555

Related link:

Taiwanese study links eczema to impotence

Men who have the allergic skin condition eczema may have a higher risk of erectile dysfunction than other men, according to a Taiwanese study.

Though the study of several thousand men with erectile dysfunction, which appeared in the Journal of Sexual Medicine, addressed a link, researchers said more study is needed and it is still too soon to confirm that eczema alone can cause impotence.

“There was an association between ED and prior atopic dermatitis,” wrote lead researcher Shiu-Dong Chung and colleagues at Taipei Medical University. Atopic dermatitis is the medical term for eczema.

“Future studies are recommended, both to replicate the results seen here and to clarify the mechanisms behind them.”

It’s well known that some chronic illnesses, such as heart disease and diabetes, are connected to a higher risk of erectile dysfunction, perhaps due to dysfunction in the blood vessels and nerves.

Some past studies have also found that men with certain inflammatory skin conditions, such as psoriasis, have a higher rate of erectile dysfunction than other men.

Chung and colleagues looked through insurance claims data on 3,997 men with newly diagnosed erectile dysfunction, and compared them with nearly 20,000 men the same age with no known history of erectile dysfunction.

Almost 11 percent of men with erectile dysfunction had eczema before the impotence diagnosis. By comparison, just under seven percent of men without erectile dysfunction had a history of eczema.

After the researchers weighed other factors, including health problems such as diabetes and heart disease, they found that men with erectile dysfunction were 60 percent more likely to have a history of eczema than men without ED.

What the findings mean is unclear.

One question is why skin diseases like eczema or psoriasis would be linked to erectile dysfunction. Chung’s team said it’s possible that the underlying inflammation of the diseases, which may affect blood vessels as well as the skin, is to blame.

Allergy expert Donald Leung, an allergist and immunologist at National Jewish Health in Denver, Colorado, said the results were “interesting” but the study had limitations.

One is that it relied on administrative claims, which may not be accurate. It was also not clear whether the men had eczema at the time of the erectile dysfunction diagnosis or at some point years earlier, said Leung, who did not take part in the study.

“More studies are needed to confirm that atopic dermatitis alone may be a cause of ED,” Leung told Reuters Health in an email, noting that any chronic health condition potentially creates emotional stress for a couple.

Chung and his team agreed, acknowledging that they had no information on the men’s lifestyle habits or family history, and some of those factors could help account for the connection between eczema and impotence.

Still, they suggested that doctors ask men with eczema about their sexual function, as part of “routine holistic care.”

SOURCE: http://bit.ly/yI9DBP

Association of Erectile Dysfunction with Atopic Dermatitis: A Population-Based Case-Control Study

Shiu-Dong Chung MD1,2,3, Joseph J. Keller MPH4, Herng-Ching Lin PhD3,*
Article first published online: 12 JAN 2012

ABSTRACT

Introduction.  Some studies have highlighted the high prevalence of erectile dysfunction (ED) in patients with dermatological diseases such as psoriasis, chronic hand eczema, and systemic sclerosis. However, to date, there is still no study that has explored the relationship between ED and atopic dermatitis (AD).

Aim.  Using a population-based data set, this case-control study aimed to examine the association of ED with prior AD by comparing the risk of prior AD between patients with ED and matched controls in Taiwan.

Methods.  This study used administrative claims data from the Taiwan National Health Insurance program. We identified 3,997 patients with newly diagnosed ED as cases and randomly selected 19,985 subjects without a history of ED as controls. Conditional logistic regression was used to calculate the odds ratio (OR) and corresponding 95% confidence interval (CI) for previously diagnosed AD between cases and controls.

Main Outcome Measure.  The prevalence and risk of having been previously diagnosed with AD between cases and controls were calculated.

Results.  Of the 23,982 sampled subjects, 1,758 (7.3%) had been previously diagnosed with AD; it was found among 425 (10.6%) cases and among 1,333 (6.7%) controls (P < 0.001). Conditional logistic regression analysis demonstrated that cases were more likely to have prior AD than controls (OR = 1.60, 95% CI = 1.42–1.80, P < 0.001) after adjusting for monthly income, geographic location, urbanization level, hypertension, diabetes, coronary heart disease, hyperlipidemia, obesity, and alcohol abuse/alcohol dependence syndrome.

Conclusions.  There was an association between ED and prior AD. We suggest that clinicians should be more attentive to sexual complaints from patients with AD. Chung S-D, Keller JJ, and Lin H-C. Association of erectile dysfunction with atopic dermatitis: A population-based case-control study. J Sex Med **;**:**–**.

sources: http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/j.1743-6109.2011.02587.x/abstract