หนุ่มสาวปวดหลังเรื้อรัง

bangkokbiznews140529_01อธิบดีกรมการแพทย์เผยกลุ่มหนุ่มสาววัยทำงาน ป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น ชี้หากมีอาการปวดหลังมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ให้รีบพบแพทย์ทันที

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คือ ภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดจากอายุที่มากขึ้นและการเสื่อมสภาพของร่างกาย การยกของหนัก การสูบบุหรี่ ตลอดจนอุบัติเหตุกระแทกบริเวณกระดูกสันหลังบ่อยๆ ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น

จากการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกตามไปด้วย ร่างกายจะมีการตอบสนองโดยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นมาเพื่อต้านการทรุดตัว แต่โดยปกติแล้วกระดูกงอก ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่บางรายเกิดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทและทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทของร่างกายได้

ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานช่วงอายุตั้งแต่ 25 – 50 ปี สาเหตุอาจมาจากการทำงานที่เคร่งเครียด ไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ส่งผลให้ร่างกายเกิดการอ่อนล้าและเสื่อมสภาพลงไป

โดยผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปวดหลัง เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ปวดขาตั้งแต่บริเวณสะโพกร้าวไปบริเวณน่อง เท้า ซึ่งจะปวดมากเวลาเดิน ต้องหยุดเดินเป็นระยะๆ อาการปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างถือเป็นอาการเด่นของโรค

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากหรือปวดน้อยขึ้นอยู่ว่ากดมากหรือน้อยเป็นสำคัญ ถ้าทิ้งไว้นานเส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินและควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ อาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหลังและร้าวลงขา ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษา

ส่วนใหญ่โรคนี้สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจมีการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแพทย์จะผ่าตัดเพื่อตัดเอาส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยลดอาการเกร็ง และบิดตัวของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทคือการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี ในช่วงเวลาทำงานโดยการหลีกเลี่ยงการนั่ง ยืน เดิน เป็นระยะเวลานานๆ หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ลดน้ำหนักให้สมดุลกับร่างกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการยกของหนักและควรออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง สามารถช่วยพยุงให้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 29 พฤษภาคม 2557

นั่งหน้าคอมพ์นานๆ ′เสี่ยง′ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

matichon130418_001ปัจจุบันคนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นที่จะเป็นโรคหมอนรองกระดูก โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศและคนที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกวัน วันละนานๆ จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท เนื่องจากระหว่างใช้คอมพิวเตอร์จะมีการเกร็งและใช้งานบริเวณส่วนหลัง อาจจะมีการใช้อย่างไม่ถูกต้องและเคลื่อนไหวไม่เหมาะสม เมื่อทับถมเป็นเวลานานจะส่งผลให้เกิดกระดูกเสื่อม ทำให้เกิดโรคหมอนรองกระดูก

นพ.ธีรศักดิ์ พื้นงาม แพทย์หัวหน้าศูนย์สมองและระบบประสาท พร้อมทีมแพทย์ Mini Spine โรงพยาบาลพญาไท 1 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทไว้ว่า โรคนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ โรคหมอนรองกระดูกส่วนเอวกดทับเส้นประสาท จะมีอาการปวดร้าวจากเอวลงไปที่ขา ขาชาและอ่อนแรงขาข้างใดข้างหนึ่ง และหมอนรองกระดูกส่วนคอกดทับเส้นประสาท จะปวดต้นคอร้าวไปที่สะบักข้างใดข้างหนึ่ง หรืออาจปวดถึงแขนหรือมือ มืออ่อนแรงจับสิ่งของไม่ถนัด มือและแขนมีอาการชา

“หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ และรีบรักษาก่อนอาการลุกลามรุนแรง” นพ.ธีรศักดิ์ย้ำ

อย่างไรก็ตาม นพ.ธีรศักดิ์ระบุว่า โรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท เมื่อรักษาแล้วก็มีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก หากไม่ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรื่องปวดหลัง คือ “การป้องกันไม่ให้เกิด”

“พยายามจัดท่าทางการทำงานหรือกิจวัตรประจำวันให้ถูกต้อง ให้แนวกระดูกสันหลังอยู่ในแนวตรงเสมอ และหลีกเลี่ยงการทำอะไรที่ใช้กล้ามเนื้อหลังมากๆ รวมถึงหมั่นบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงไว้เสมอ เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่คอยตรึงแนวกระดูกสันหลังไม่ให้เคลื่อนไหวมากเกินไป” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทิ้งท้าย

ป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนสายเกินแก้

ที่มา : มติชน 18 เมษายน 2556

การผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูกคอ

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ปวดหลัง เรื้อรัง เพราะการเปลี่ยนแปลงของหมอนรองกระดูกสันหลังอาจเป็นผลมาจากวัยที่สูงขึ้น หรือการบาดเจ็บที่มีต่อหมอนรองกระดูกเอง หรือปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้ของคนในปัจจุบัน เช่น ผู้ที่ทำงานออฟฟิศ ที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ การยกของหนัก การเดิน ยืน นั่งที่ผิดสุขลักษณะ หรือเล่นกีฬาที่ผิดท่าหรือรุนแรง และไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น จากเหตุผลดังกล่าวทำให้สถิติของผู้ที่มีอาการของโรคปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง มีเพิ่มมากขึ้นในทุกอาชีพ และเกือบทุกช่วงอายุ

ศูนย์สมองและกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลพญาไท 3 เปิดเผยว่า โดยทั่วไปแล้วการรักษาผู้ป่วยหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทด้วยวิธีการผ่าตัด แพทย์จะใช้วิธีการผ่าตัดโดยตัดหมอนรองกระดูกสันหลังออก และใช้วัสดุใส่เข้าไปแทนที่ ซึ่งวัสดุที่ใส่แทนนั้นมีหลายประเภท อีกทั้งในแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ได้แก่ กระดูก โดยทั่วไปจะใช้กระดูกเชิงกรานบริเวณเอว กระดูกเทียม และหมอนรองกระดูกเทียม 

การใส่กระดูก หรือกระดูกเทียม จะทำให้กระดูกสันหลังถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน หยุดการเคลื่อนไหวของข้อกระดูกสันหลังนั้นๆ ไว้ ข้อดีคือ ในกรณีที่มีความเสื่อมของข้อต่อต่างๆ สามารถลดอาการที่จะเกิดจากข้อต่อที่ผิดปกติได้ แต่ก็จะส่งผลให้ข้อข้างเคียงทำงานหนักเพิ่มขึ้นได้ ส่วนการใช้หมอนรองกระดูกเทียม จะใช้เพื่อทดแทนหมอนรองกระดูกสันหลัง และให้ทำหน้าที่แทนหมอนรองกระดูกสันหลังที่ถูกตัดออก และจะทำหน้าที่ได้เหมือนเดิมหรือใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของข้อกระดูกสันหลัง เช่น การก้ม การเงย หรือการหมุน รวมถึงยังช่วยลดการทำงานของข้อข้างเคียง จึงมีส่วนช่วยให้การเสื่อมของข้อข้างเคียงช้าลง

วัสดุทั้ง 3 ชนิดข้างต้นที่กล่าวมานั้น ถึงแม้จะมีรายละเอียดและคุณสมบัติที่ต่างกัน แต่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน ก็คือ เพื่อใช้แทนที่หมอนรองกระดูกที่ถูกตัดออก และรักษาระดับความสูงของหมอนรองกระดูกสันหลังให้กลับมาเป็นปกติ

การใช้หมอนรองกระดูกสันหลังเทียม จะใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท หรือหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม อย่างไรก็ตามก็มีข้อดีและข้อเสียของหมอนรองกระดูกเทียมที่ควรพิจารณา ได้แก่

ข้อดี
1.รักษาระดับการเคลื่อนไหวของคอได้ตามปกติ
2.ลดโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้ข้อต่อข้างเคียงเสื่อมเร็วขึ้น
3.ลดความเจ็บปวดเนื่องจากไม่ต้องตัดกระดูกบริเวณเอว
4.สามารถเคลื่อนไหวคอได้เร็ว จึงสามารถกลับไปใช้ทำงานได้เร็วขึ้น

สำหรับข้อเสียคือ หมอนรองกระดูกเทียมในปัจจุบัน มีข้อบ่งใช้จำกัดเฉพาะบางคน เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีความเสื่อมของข้อต่อด้านหลัง อีกทั้งวัสดุมีราคาสูง

สำหรับผู้ต้องการรายละเอียด สามารถติดต่อได้ที่โรงพยาบาลพญาไท 3 โทร. 0-2467-1111 ต่อ 3100 หรือ 08-1900-8203
ที่มา: ไทยโพสต์ 5 เมษายน 2555

การรักษาอาการปวดหลังและกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา โดยการส่องกล้องแผลเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องเปิดแผลกว้าง

การรักษาอาการปวดหลังและกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา โดยการส่องกล้องแผลเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องเปิดแผลกว้าง

 
       อาการปวดหลัง เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่งในผู้ป่วยที่มีปัญหาของระบบกระดูกและข้อ (Orthopedic) โดยสาเหตุมักจะเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังส่วนเอวที่ผิดวิธี ทำให้เกิดภาวะเสื่อมหรือเคลื่อนของกระดูกสันหลังหรือหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง
การรักษา
   
     โดยปกติอาการปวดหลังรักษาได้โดยวิธีการพักและรับประทานยา ร่วมกับการทำกายบริหารร่างกายที่ถูกวิธี (Conservative treatment) ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 95 อาการจะดีขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถรับการรักษาด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด อย่างไรก็ตามจะมีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 1-3 ที่ยังคงมีอาการปวดมากหรืออาการไม่ทุเลา ไม่สามารถทำงานได้ หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ขาอ่อนแรง เดินลำบาก กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้ อาการเหล่านี้เป็นข้อบ่งชี้ว่า ผู้ป่วยควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธี
   
      ปัจจุบันวิทยาการผ่าตัดกระดูกสันหลังได้รับการพัฒนาจนได้มาตรฐานระดับสูง เป็นที่ยอมรับและแพร่หลายทั้งในระดับประเทศ เอเชีย และระดับโลก ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิคส์ของทุกโรงพยาบาลผ่าตัดด้วยวิธีมาตรฐาน (Standard surgery) ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าได้ผลการรักษาที่ดีและปลอดภัย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีการรักษาทางเลือกหลาย ๆ วิธี ซึ่งในที่นี้ไม่สามารถอธิบายได้ครบ การรักษาทางเลือกเหล่านี้ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการผ่าตัดอันทันสมัยทำให้สามารถให้การรักษาด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด หรือผ่าตัดแผลเล็ก 0.9 เซนติเมตร ภายใต้การให้ยาชาเฉพาะที่ (Local Anesthesia) โดยไม่ต้องดมยาสลบ ประกอบกับมีการพัฒนากล้องส่องกระดูกสันหลังขนาดเล็ก 6.9 มิลลิเมตร และล่าสุดขนาด 2 มิลลิเมตร ทำให้การผ่าตัดเล็กลงมาก ผู้ป่วยจะได้รับการพักฟื้นสังเกตอาการ 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถกลับบ้านได้ด้วยวิธี Selective Nerve Root Block หรือ 1-2 วัน (1 คืน) ด้วยวิธี Percutaneous Full Endoscopic Lumbar discectomy (PELD) ภายใต้การให้ยาชาเฉพาะที่การรักษาอาการปวดหลังด้วยวิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลังโดยไม่ต้องผ่าตัด   (Selective Nerve Root Block)
   
       ภาวะปวดหลังเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดอาการหนึ่งในผู้ป่วยทั่วไป ทั้งนี้สาเหตุอาจเกิดได้จากโรคต่าง ๆ เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา กระดูกสันหลังเสื่อมตีบแคบทับเส้นประสาทขาในผู้สูงอายุ ในโรคเหล่านี้ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหลัง ขาชา ขาอ่อนแรง เดินลำบาก ในบริเวณขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 95 สามารถรักษาได้โดยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้ยาลดการอักเสบ การทำกายภาพบำบัด ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงท่าทางในชีวิตประจำวัน ซึ่งการรักษาเหล่านี้ได้ผลในผู้ป่วยส่วนมาก แต่อย่างไรก็ตามจะมีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่อาการปวดหลังไม่ดีขึ้นจากการรักษาดังกล่าวข้างต้น ทำให้แพทย์ต้องพิจารณาผ่าตัด แต่ผู้ป่วยบางรายอาจอยู่ในภาวะไม่พร้อมทางร่างกายหรือไม่ยินดีเข้ารับการผ่าตัด ทำให้ไม่สามารถรักษาอาการปวดหลังได้เป็นเหตุให้ผู้ป่วยต้องทนต่ออาการเจ็บปวดและทรมานจากอาการปวดหลัง
   
       ซึ่งในปัจจุบันการรักษาด้วยวิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลัง (Selective Nerve Root Block) เป็นวิธีที่สามารถทำให้ผู้ป่วยลดอาการเจ็บปวดได้ถึงร้อยละ 70-80 ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งก่อนที่จะเลือกเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้ผลการรักษาดีและพึงพอใจในการระงับความเจ็บปวดจากการทำวิธีนี้อาจหลีกเลี่ยงการรักษาโดยการผ่าตัดได้ โดยแนะนำวิธีนี้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงสูงหากมีการผ่าตัด เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอันได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจชนิดต่าง ๆ ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยารุนแรงหลายชนิด
   
       อาการที่สามารถเข้ารับการรักษาโดยการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลัง ได้แก่
   
1. มีอาการปวดหลัง
   
2. โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขาข้างใดข้างหนึ่งหรือมีอาการปวดร้าวลงขาทั้งสองข้าง (Herniated disc)
   
3. โรคกระดูกสันหลังเสื่อมทับเส้นประสาทขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือปวดขา ชาขาทั้งสองข้าง (Lumbar stenosis)

4.  ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง ปวดขาจากโรคต่าง ๆ เช่น เนื้องอก ผู้ป่วยมะเร็งกดทับเส้นประสาท วิธีนี้จะช่วยผู้ป่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้มาก และอาจลดปริมาณยาที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บปวดลงได้
   
5. ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดบริเวณกระดูกสันหลังแล้วอาการดีขึ้นไม่มาก ยังคงมีอาการอักเสบ อาการปวดหลังเหลืออยู่หลังการผ่าตัด

        วิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลัง (Selective Nerve Root Block)
   
1. เป็นการใช้ยาฉีดเฉพาะที่ ผู้ป่วยไม่ต้องดมยาสลบหรือระงับความรู้สึกทางประสาทไขสันหลัง
   
2. ใช้เครื่องมือเอกซเรย์นำร่องเพื่อบอกตำแหน่งได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำในห้องผ่าตัดใช้ เวลาประมาณ 20 นาที
   
3. ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวหรือเดินได้ทันทีหลังการฉีดยาระงับปวดเสร็จ
   
4. หลังทำวิธีนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ยกเว้นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง แนะนำนอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 1 วัน

spine_deatail33

        ผลการรักษา
   
       ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดหลัง, ขาชา ร้อยละ 80 จะดีขึ้นภายใน 1-3 วัน หลังได้รับการฉีดยาโดยวิธีนี้ และแพทย์จะใช้เวลาติดตามผลการรักษาต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ ผู้ป่วยร้อยละ 20 ที่อาการยังไม่ดีขึ้นชัดเจน อาจพิจารณาฉีดยาระงับปวดซ้ำได้ เนื่องจากความเสี่ยงต่ำกว่าการผ่าตัด แต่หากติดตามแล้วอาการปวดหลังไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีการรักษาโดยการผ่าตัดส่องกล้องกระดูกสันหลัง หรือผ่าตัดด้วยวิธีอื่นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย
   
        กล่าวโดยสรุป วิธีการรักษาอาการปวดหลังด้วยวิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลังเป็นวิธีที่ปลอดภัยได้ผลดี ไม่ต้องผ่าตัดหรือดมยาสลบ สามารถใช้เป็นทางเลือกหนึ่งในการระงับอาการปวดหลังที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ  ดังกล่าวข้างต้น
 
 
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2553 ฉบับที่ 22354