นวดนาคราชคืนชีพ

dailynews140309_002มีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ พยายามสรรหาหาสารพัดวิธีเพื่อให้ “น้องชาย” กลับมาผงาดปั๋งเหมือนเดิม โดยเฉพาะการใช้ยาแผนปัจจุบัน แต่จะมีใครรู้บ้างว่าการนวดซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทย ที่เรียกว่า “นวดนาคราชคืนชีพ” ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหา “นกเขาไม่ขัน”

นพ.กวิรัช ตันติวงษ์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงสถานการณ์โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายไทย ว่า ผู้ชายไทยอายุ 40-70 ปี เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศประมาณ 42% โดยผู้ชายอายุระหว่าง 40-50 ปี เป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงมาก คือ นกเขาไม่ขันเลยมีอยู่ประมาณ 3% ในขณะที่กลุ่มอายุ 60-70 ปี นกเขาไม่ขันเลยพบประมาณ 30%

ปัญหาของคนที่เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คือ “การแข็งตัว” หรือ “การคงการแข็งตัว” ให้ได้เหมือนสมัยหนุ่ม ๆ ลดลง

กรณีรุนแรงมาก คือ อ่อนไปเลยไม่แข็งตัวเลย

รุนแรงปานกลาง คือ แข็งตัวได้ สอดใส่ได้แต่ไม่นาน

รุนแรงน้อย คือ แข็งตัวไม่เต็มที่เหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังสอดใส่จนเสร็จกิจได้

สาเหตุหลัก คือ อายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศเสื่อมลง และมีโรคปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ส่วนความเครียดเป็นปัจจัยเสริมอย่างหนึ่งพบได้ประมาณ 10%

ในอดีตคนไข้ที่มีปัญหานกเขาไม่ขันมาพบแพทย์ประมาณ 3% เท่านั้น แต่ปัจจุบันคนไข้มาพบแพทย์เพิ่มขึ้นประมาณ 10% แต่ถือว่ายังไม่มาก ดังนั้นหากมีปัญหาควรมาพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา

นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง “นวดนาคราชคืนชีพ” ว่า เป็นศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณมาช้านานแล้ว ซึ่งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น ในอดีตคนโบราณก็พยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง การนวดเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาไม่สู้ให้กลับคืนมา หลักการ คือ จะมีการกดเส้นเลือดดำที่ไหลกลับบริเวณหน้าท้อง จะทำให้เลือดคั่งอยู่และส่วนที่เป็นอวัยวะที่รองรับเลือดอยู่ขยายตัว

การนวดนาคราชคืนชีพเป็นทางเลือกหนึ่ง คงไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่เป็นทางเลือกที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาและลดอันตรายจากการใช้ยาได้ ที่สำคัญ คือ การนวดนาคราชคืนชีพควรทำโดยแพทย์แผนไทยที่อยู่ในสถานพยาบาลเท่านั้น เพราะการนวดในปัจจุบันมี 3 ระดับ คือ 1.สถานพยาบาล จะมีอยู่ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ มีหมอแผนไทย และผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมมากกว่า 330 ชม. 2.สถานประกอบการ มีหมอนวดที่จบนวดผ่อนคลายอย่างน้อย 150 ชม. ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าทำได้ และอยู่ภายใต้กฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข และ 3.สถานบริการ มีตั้งแต่อาบอบนวด คาราโอเกะ ต้องเสียเงินเยอะ กรณีนี้ไม่มีใบอนุญาต ไม่ถูกกฎหมาย ดังนั้นควรไปใช้บริการกับสถานพยาบาลหรือสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองเท่านั้น

ด้าน น.ส.พันธุมา จันทะวงษา เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน รพ.พังโคน จ.สกลนคร กล่าวว่า เริ่มนวดนาคราชคืนชีพตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ชายมาใช้บริการประมาณ 80 คน อายุระหว่าง  35-60 ปี ที่ได้ผลจริง ๆ มีประมาณ 52 คน ก่อนนวดต้องประเมินก่อนว่า คนไข้มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานหรือไม่ สูบบุหรี่มานานหรือยัง เคยมีอุบัติเหตุหรือไม่ และต้องดูสภาพครอบครัว ความเครียด ดูองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างหากเป็นคนอ้วน หรือมีไขมันหน้าท้องมากการนวดอาจจะไม่ได้ผล เพราะบริเวณหน้าท้องถือว่ามีความสำคัญเหมือนเป็นการเปิดเส้นให้เลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศ ถ้าอ้วนมาก ไขมันหนา การนวดจะไม่ได้ผล โดยการนวดคนไข้แต่ละคนจะนวดทั้งหมด 12 ครั้ง นวดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชม. โดยจุดที่สำคัญ คือ บริเวณหน้าท้อง.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  9 มีนาคม 2557

Advertisements

วิธีการใช้ยาในภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

dailynews131221_001ฉบับที่แล้วนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับตัวยายับยั้งพีดีอี-5 ในโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศไปแล้ว ฉบับนี้มาต่อกันที่รูปแบบการใช้ยา ทั้งขนาดของยา ผลข้างเคียง อันตราย และข้อห้ามที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งควรระมัดระวังเป็นอย่างมาก

ขนาดของยา โดยทั่วไป ปริมาณที่แนะนำสำหรับยาไวอากร้า (ซิลเดนาฟิล) คือ 50 มิลลิกรัม และอาจปรับขนาดยานี้ถึง 100 มิลลิกรัม หรือปรับลดให้เหลือ 25 มิลลิกรัมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วย สำหรับปริมาณยาที่แนะนำของยาเลวิตรา (วาเดนาฟิล) หรือยาซิอะลิส (ทาดาลาฟิล) คือ 10 มิลลิกรัม และอาจปรับขนาดของยานี้ได้ถึง 20 มิลลิกรัม และยังอาจใช้ยาซิอะลิส (ทาดาลาฟิล) ขนาดต่ำคือ 5 มิลลิกรัมได้ในกรณีที่ต้องใช้ยารักษาโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย หรือมีเงื่อนไขที่อาจต้องลดขนาดของยาลง นอกจากนี้อาจมีการใช้ยาขนาด 2.5 มิลลิกรัมในผู้ป่วยบางรายได้ อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้ยายับยั้งพีดีอี-5 เกินกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน นี่คือข้อที่ควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

 

ผลข้างเคียงที่เป็นไปได้ ในการรับประทานยาแต่ละชนิด ก็จะมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น

ยาไวอากร้า (ซิลเดนาฟิล) อาจมีผลข้างเคียงทำให้หน้าแดง ปวดศีรษะ อาหารไม่ย่อย วิงเวียน คัดจมูก มีการเปลี่ยนแปลงการมองเห็น ซึ่งอาจเป็นน้อยครั้งและชั่วคราว ส่วนใหญ่จะเห็นสีแซม หรือเห็นแสงจ้าขึ้นและมองเห็นไม่ชัด

ยาเลวิตรา (วาเดนาฟิล) อาจมีผลข้างเคียงทำให้หน้าแดง ปวดศีรษะ อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ เวียนศีรษะ และคัดจมูกได้

ยาซิอะลิส (ทาดาลาฟิล) อาจมีผลข้างเคียงทำให้ปวดศีรษะ อาหารไม่ย่อย และปวดหลัง

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยสามารถทนต่อผลข้างเคียงอาการปวดศีรษะ หน้าแดง  อาหารไม่ย่อยและคัดจมูกของยาทั้งสามได้ดี ส่วนผลข้างเคียงของการมองภาพผิดปกติจะพบได้บ่อยในการใช้ยาไวอากร้า (ซิลเดนาฟิล)แต่พบน้อยมากจากการใช้ยาเลวิตรา (วาเดนาฟิล) และยาซิอะลิส (ทาดาลาฟิล) ส่วนหน้าแดงและอาหารไม่ย่อยจะสัมพันธ์กับยาไวอากร้า (ซิลเดนาฟิล) และยาเลวิตรา (วาเดนาฟิล) และพบน้อยมากจากการใช้ยาซิอะลิส (ทาดาลาฟิล) อาการปวดหลังและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อพบได้จากการใช้ยาซิอะลิส (ทาดาลาฟิล) แต่ไม่พบในการใช้ยาไวอากร้า (ซิลเดนาฟิล) และยาเลวิตรา (วาเดนาฟิล) ผลข้างเคียงของยาซิอะลิส (ทาดาลาฟิล) มีแนวโน้มที่จะอยู่นานแต่ไม่รุนแรง

 

ฉะนั้น จึงมีข้อควรระวังและข้อห้ามในการใช้ยายับยั้งพีดีอี-5 ดังต่อไปนี้

ยายับยั้งพีดีอี-5 ทั้งหมดถูกห้ามใช้ในผู้ป่วยที่ใช้ยาไนเตรตอินทรีย์ เพราะทำให้หลอดเลือดขยายตัว   ปัจจุบันการรับประทานยารักษาอาการต่อมลูกหมากโต (ชนิด อัลฟ้า-บล็อกเกอร์) ไม่ได้เป็นข้อห้ามในการใช้ยายับยั้งพีดีอี-5 อย่างไรก็ตามผู้ป่วยต้องใช้รักษาต่อมลูกหมากโตมาก่อนโดยที่ไม่พบปัญหา จึงจะพิจารณาให้ยายับยั้งพีดีอี-5 โดยไม่ควรรับประทานยาพร้อมกัน

ทั้งนี้ เนื่องจากยาทั้งสองคือ ยาไวอากร้า (ซิลเดนาฟิล) และ ยาเลวิตรา (วาเดนาฟิล) มีผลกระทบทำให้เกิดการขยายหลอดเลือดและความดันลดลงในระดับปานกลาง จึงไม่ควรให้ยาทั้งสองชนิดในผู้ป่วยที่มีความดันเลือดต่ำและใช้ยาด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยหลอดเลือดตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจมีความผิดปกติ  และยังไม่แนะนำให้ใช้ยาซิอะลิส (ทาดาลาฟิล) ในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมองภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา  ตลอดจนผู้ป่วยที่มีอาการป่วย ซึ่งไม่แนะนำให้มีเพศสัมพันธ์ เช่น ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตสูง มีความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรงหรือโรคตับ มีอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดไม่แน่นอน นอกจากนี้ควรควบคุมขนาดของยาในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของไตหรือตับอีกด้วย.

 

รศ.น.ท.ดร.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 21 ธันวาคม 2556

การใช้ยายับยั้งพีดีอี-5 ในโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

dailynews131114_002นับตั้งแต่มีการแนะนำยายับยั้งเอนไซม์ฟอสโฟไดเอสเทอเรส (phosphodiesterase enzyme) ซึ่งมีคำย่อว่า พีดีอี-5 (PDE-5) ชนิดยาซิลเดนาฟิล [ไวอากร้า (Viagra)] เป็นเวลามากกว่าสิบปีผ่านไป ยายับยั้งพีดีอี-5 ได้เปลี่ยนแปลงพื้นฐานการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศและเป็นที่ชัดเจนว่าการรับประทานยาเป็นการปฏิวัติการรักษาผู้ป่วยโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในปัจจุบัน ซึ่ง 95% ของผู้ป่วยโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีความพึงพอใจต่อการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม ทำให้แนวคิดเปลี่ยนไป คือสามารถรักษาได้ทุกวัย และผู้ป่วยจำนวนหนึ่งสามารถกลับไปมีกิจกรรมทางเพศได้ปกติ

ยายับยั้งเอนไซม์พีดีอี-5

ปัจจุบันองค์การอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทยอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตำรับยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ 3 ชนิด คือ
1. ซิลเดนาฟิล (Sildenafil) โดยมีชื่อทางการค้า 4 บริษัทคือ ไวอากร้า (Viagra) อีลอนซ่า (Elonza) โทนาฟิล (Tonafil) และซิเดกร้า (Sidagra)
2. วาเดนาฟิล (Vardenafil) โดยมีชื่อทางการค้าคือ เลวิตรา (Levitra) และ
3. ทาดาลาฟิล (Tadalafil) โดยมีชื่อทางการค้า คือ ซิอะลิส (Cialis)

ยาดังกล่าวทั้งหมดมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์พีดีอี-5 และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ยาทั้ง 3 ตัว มีความแตกต่างกันในแง่ของประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของยาอย่างไร

ยาไวอากร้าเป็นยาตัวแรกและน่าจะมีชื่อเสียงมากที่สุดในยายับยั้งพีดีอี-5 ทั้งสามชนิดที่ใช้ในการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ซึ่ง อย. ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติยาไวอากร้าเป็นยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในปี พ.ศ. 2542 ยาชนิดเลวิตรา (Levitra) เป็นยายับยั้งเอนไซม์พีดีอี-5 ชนิดที่สองออกมาในปี พ.ศ. 2546 และยาซิอะลิส(Cialis) เป็นยายับยั้งเอนไซม์พีดีอี-5 ชนิดที่ 3 และได้รับการรับรองในปีเดียวกัน นอกจากนี้ยาชนิดซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ได้มีการผลิตในประเทศไทย ได้แก่ ยาอีลอนซ่า (Elonza) และซิเดกร้า (Sidagra)

ประโยชน์ที่สำคัญของยายับยั้งพีดีอี-5 คือไม่ก่อให้เกิดการแข็งตัวขององคชาตในเวลาที่ไม่เหมาะสม เพราะยาจะทำหน้าที่เฉพาะเมื่อมีการกระตุ้นทางเพศ ยาทั้ง 3 ชนิดจะถูกนำมารับประทานก่อนเพื่อวางแผนกิจกรรมทางเพศ โดยออกฤทธิ์ด้วยการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในองคชาตให้ตอบสนองต่อการกระตุ้นทางเพศ อย่างไรก็ตามยาทั้ง 3 ชนิดมีความแตกต่างที่สำคัญระหว่างกัน ซึ่งอาจมีผลต่อความปลอดภัยและความจำเพาะ ระยะเวลาของการออกฤทธิ์ยา ผลข้างเคียง และสุดท้ายคือการยอมรับของสาธารณชนของการใช้ยากลุ่มนี้

กลไกการออกฤทธิ์ของยาและประสิทธิผล

ยายับยั้งพีดีอี -5 ไม่ได้ออกฤทธิ์โดยตรงทำให้องคชาตแข็งตัว แต่จะปรับเปลี่ยนการตอบสนองของร่างกายในการกระตุ้นทางเพศ โดยเพิ่มไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่หลั่งออกมาตามปกติในระหว่างการกระตุ้นทางเพศ ทำให้กล้ามเนื้อในองคชาตคลายตัว ซึ่งจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดในบริเวณองคชาตดีขึ้น ยายับยั้งพีดีอี-5 ทั้ง 3 ชนิด มีประสิทธิภาพที่ดีและผลการรักษาของยาทั้ง 3 ชนิดอยู่ระหว่างร้อยละ 80-84

รูปแบบของยา เวลาที่เริ่มออกฤทธิ์ยาและระยะเวลาของยา

โครงสร้างโมเลกุลของยาไวอากร้า (ซิลเดนาฟิล) และเลวิตรา (วาเดนาฟิล) มีความแตกต่างกันเล็กน้อย ในขณะที่ยาซิอะลิส (ทาดาลาฟิล) มีโครงสร้างที่แตกต่างออกไปมาก ซึ่งทำให้กลไกการออกฤทธิ์มีความแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามยาทั้ง 3 ชนิดต้องมีการกระตุ้นทางเพศจึงจะทำให้มีประสิทธิภาพได้ การใช้ยาไวอากร้าจะไม่ได้ผล หากรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงร่วมด้วย ดังนั้น ควรทานยาไวอากร้า ในขณะท้องว่าง ส่วนยาเลวิตรา อาจจะมีผลการออกฤทธิ์ยาลดลงเล็กน้อย ถ้ารับประทานร่วมกับอาหารที่มีไขมันสูง แต่อาหารที่มีไขมันปานกลางไม่มีผลในการลดประสิทธิภาพของยาเลวิตราลง ส่วนยาซิอะลิสไม่ต้องคำนึงถึงอาหารที่จะร่วมรับประทานด้วย

ยาไวอากร้าและเลวิตรามีเวลาเริ่มการออกฤทธิ์ยาใกล้เคียงกันที่ประมาณ 25–30 นาที  ระยะเวลาของการออกฤทธิ์ยาไวอากร้าอยู่ที่ 5-7 ชั่วโมง แต่ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของเลวิตราจะนานกว่าไวอากร้า คือประมาณ 8-10 ชั่วโมง เนื่องจากค่าครึ่งชีวิตยาวกว่าเล็กน้อย ส่วนยาซิอะลิสเริ่มออกฤทธิ์ช้าและระยะเวลาของการออกฤทธิ์จะนานกว่า เนื่องจากมีครึ่งชีวิตของยาที่นานกว่า อาจช่วยให้การมีเพศสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จได้ถึง 36 ชั่วโมงหลังรับประทานยา ยาซิอะลิสขนาดต่ำเป็นยาที่สามารถรับประทานได้ทุกวันและเหมาะสมกับผู้ป่วยที่ต้องการมีความพร้อมในทุกเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อโอกาสนั้นมาถึง.

รศ.นท.ดร.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

ภาควิชาศัลยศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 14 ธันวาคม 2556

เหงือกอักเสบกระทบอวัยวะเพศ รุนแรงถึงขนาดหย่อนสมรรถภาพ

หมอไต้หวันศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ชายโดย เฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มแน่นและสูงอายุ ที่เป็นโรคเหงือกอย่างรุนแรง ล่อแหลมกับการเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศขึ้นได้ง่าย

นักวิจัยได้ใช้ข้อมูลจากการศึกษาขนาดใหญ่กับผู้ชายที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพเกือบ 33,000  คน  และจากผู้ที่เป็นปกติดีอยู่อีก  162,000 คน ในหมู่ผู้ชายเหล่านี้พบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มฟันอักเสบร้อยละ 12 และเป็นผู้มีอาการหย่อนสมรรถภาพร่วมอยู่ด้วย ร้อยละ 27 จนอาจกล่าวได้ว่า ผู้ชายที่หย่อนสมรรถภาพเหล่านี้จะเป็นโรคเหงือกกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะคนที่ยังหนุ่มอยู่ อายุไม่เกิน 30 ปี และผู้มีอายุเกิน 70 ปีไปแล้ว

ผลการศึกษาไม่ได้แสดงว่าการเป็นโรคเหงือก เป็นสาเหตุของอาการหย่อนสมรรถภาพ เพียงแต่เกี่ยวพันกันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หมอผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินปัสสาวะของสหรัฐฯ ผู้หนึ่ง ออกความเห็นว่า “เหตุที่โรคทั้งสองเกี่ยวพันกัน อาจจะเพราะการอักเสบที่เกิดขึ้น ทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญเสียหายไปด้วย จึงเห็นควรว่า ผู้ชายที่เป็นโรคเหงือก ควรจะรีบไปรักษาเสีย เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมเสียก่อน”.

ที่มา: ไทยรัฐ 25 พฤษภาคม 2555

.

Related Link:

.

Severe Gum Disease, Impotence May Be Linked

Men younger than 30, over 70 at particular risk, study shows

MONDAY, May 21 (HealthDay News) — Men with severe gum disease, known as periodontitis, are at greater risk for impotence, according to a new study that finds young men and the elderly at particular risk.

The researchers from Taiwan used data from a large study to identify almost 33,000 men with erectile dysfunction and randomly selected about 162,000 men without this condition.

Of these study participants, about 12 percent had periodontitis. This group with gum disease included about 27 percent of the men with erectile dysfunction and about 9 percent of those without sexual problems. The men were followed for five years.

The study found gum disease was much more prevalent among the men with erectile dysfunction than the control group. After taking into account other lifestyle factors, such as income and pre-existing medical conditions, the researchers found gum disease was still linked to impotence, particularly in men younger than 30 and those older than 70.

“Understanding all aspects of how and why a health condition occurs is vital to prevention and treatment goals,” said Dr. Tobias Kohler, a member of the American Urology Association Public Media Committee, in a committee news release. “This new study demonstrates how seemingly unrelated conditions can in fact be connected, underscoring the need for further research and education.”

The study did not show that gum disease causes impotence, merely that an association exists between the two.

One expert put forth a theory on a potential link between diseased gums and erectile dysfunction.

“I think the link between erectile dysfunction and gum disease is likely due to inflammation in the body, and the damage in the blood vessels supplying the penis,” said Dr. Aaron Katz, chairman of the department of urology at Winthrop-University Hospital in Mineola, NY. He added that men who have periodontitis should avail themselves of good dental care to help address the problem.

The researchers are from the Far Eastern Memorial Hospital and the Herng-Ching Lin School of Health Care Administration at Taipei Medical University. The study was to be presented Monday at a meeting of the American Urological Association, in Atlanta.

Data and conclusions presented at meetings should be considered preliminary until published in a peer-reviewed medical journal.

More information

The U.S. National Institutes of Health provides more information on gum disease.

— Mary Elizabeth Dallas

SOURCE: Aaron Katz, MD, chairman of urology, Winthrop-University Hospital, Mineola, NY; American Urological Association, news release, May 21, 2012

Last Updated: May 21, 2012

Data from: healthday

กินถั่วพิชตาชิโอวันละ 1 กำมือ บำรุงกำลังร่างกายของบุรุษเพศ

โรงพยาบาลของศูนย์การเรียนและวิจัยอตาเติร์กตุรกี เปิดเผยว่า ถั่วพิชตาชิโอ เม็ดสีอมเขียว มีคุณประโยชน์ช่วยบำรุงกำลังร่างกายของบุรุษเพศ

เป็นที่ทราบกันมาก่อนแล้วว่ามันช่วยบำรุง สุขภาพทั่วไป เช่น ลดไขมันในเลือด

นักวิจัยตุรกีได้ศึกษากับกลุ่มผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว อายุระหว่าง 38-59 ปี 17 คน ให้กินวันละกำมือ เพื่อบำรุงเรี่ยวแรง เป็นเวลานาน 3 อาทิตย์ ได้ผลว่า พวกเขาพากันมีพละกำลังคึกคักขึ้น

วารสาร “วิจัยโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ” เปิดเผยผลการศึกษาว่า “ผู้ที่ได้เข้าร่วมในโครงการศึกษา ต่างทำคะแนนของดัชนีความพึงพอใจทางเพศกันได้สูงขึ้นเป็นพิเศษ”

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  ดร.โทมาส   ดับบลิว ฮอปกิ้นส์ กล่าวว่า  “เรารู้ว่ามันช่วยลดไขมันในเลือด และอาจจะเอาเข้าใช้ในโครงการควบคุมน้ำหนักตัวอย่างได้ผลได้ด้วย”

ที่มา: ไทยรัฐ 23 กุมภาพันธ์ 2555

Related Link

Pistachio Nuts and Erectile Dysfunction
Jacob Schor, ND, FABNOSnacking on pistachios improves erectile function and cardiovascular health markers

Monday, February 06, 2012
by: Jacob Schor, ND, FABNO

Jacob Schor, ND, FABNO, is a graduate of National College of Naturopathic Medicine and now practices in Denver. He served as president to the Colorado Association of Naturopathic Physicians, and is now on the board of directors of the Oncology Association of Naturopathic Physicians and is recognized as a Fellow by the American Board of Naturopathic Oncology. He serves on the editorial board for the International Journal of Naturopathic Medicine. In 2008, he was awarded the Vis Award by the American Association of Naturopathic Physicians. His writing appears often in Naturopathy Digest and Naturopathic Doctor News and Review.

 

Reference
Aldemir M, Okulu E, Neselioglu S, Erel O, Kayigil O. Pistachio diet improves erectile function parameters and serum lipid profiles in patients with erectile dysfunction. Int J Impot Res. 2011;23(1):32-38.

Design
An uncontrolled prospective intervention trial

Study Participants
17 married men with complaints of erectile dysfunction for a minimum of 12 months

Intervention and Design
Participants consumed 100 grams/day of pistachio nuts (Pistacia vera L.) for 3 weeks. International Index of Erectile Function (IIEF) scores and penile color Doppler ultrasound (PCDU) were tested before and after the pistachio diet. Total cholesterol (TC), low-density lipoprotein (LDL), high-density lipoprotein (HDL), and triglycerides were also measured before and after dietary intervention.

Key Findings
IIEF score increased by 151% after the diet. TC and LDL levels decreased significantly, whereas HDL level increased.

Practice Implications
Although the effect of nut and particularly pistachio consumption on lipid levels is well established (see NMJ Review on Pistachios, 2010), the reported benefit in erectile dysfunction may be unique only to pistachios.

In April 2010, Sari et al reported that a diet high in pistachios improved blood glucose levels, endothelial function, and some indices of inflammation and oxidative status in healthy young men. The 32 participants in the Sari study followed a Mediterranean style diet for 4 weeks prior to instituting the pistachio phase. After the month of eating pistachios, low-density lipoprotein had dropped by 23% and total cholesterol by 21%. The pistachio diet significantly improved endothelium-dependent vasodilation (P=0.002, 30% relative increase), decreased serum interleukin-6, total oxidant status, lipid hydroperoxide, and malondialdehyde and increased superoxide dismutase.1

A July 2010 paper suggested that the Mediterranean diet in itself could improve erectile function.2 Thus the fact that Sari’s paper used a 4-week run-in with participants following the Mediterranean diet makes their results seem more significant.

A June 2010 paper by Li et al compared pistachios against pretzels as a snack food eaten during a weight loss program. Despite the common belief that high-fat snacks will lead to weight gain, eating pistachios as an afternoon snack led to more significant decreases in body mass than did eating pretzels. Triglyceride levels in the pistachio consumers were 39% lower than in the pretzel group.1

Two other papers on pistachio consumption and CVD risk factors, Kay et al and Gebauer et al, published 2008 and 2010 respectively, were reviewed in the May 2010 issue of this journal. To briefly summarize, Kay reported in 2008 that eating 2 servings of pistachios per day dropped cholesterol by 8%, LDL by 11% and the non-HDL cholesterol/HDL cholesterol ratio by 10%.3 In 2010, analyzing blood samples retained from Kay’s initial 2008 study, Gebauer reported that eating pistachios had had a significant impact on reducing levels of oxidized LDL.4

Given these collected data, we should feel confident at encouraging pistachio consumption for patients with undesirable cardiovascular risk factors, and we should now entertain the same prescription for those with erectile dysfunction.

References
1. Sari I, Baltaci Y, Bagci C, et al. Effect of pistachio diet on lipid parameters, endothelial function, inflammation, and oxidative status: a prospective study. Nutrition. 2010;26(4):399-404.
2. Esposito K, Giugliano F, Maiorino MI, Giugliano D. Dietary factors, Mediterranean diet and erectile dysfunction. J Sex Med. 2010;7(7):2338-2345.
3. Gebauer SK, West SG, Kay CD, Alaupovic P, Bagshaw D, Kris-Etherton PM. Effects of pistachios on cardiovascular disease risk factors and potential mechanisms of action: a dose-response study. Am J Clin Nutr. 2008;88(3):651-659.
4. Kay CD, Gebauer SK, West SG, Kris-Etherton PM. Pistachios increase serum antioxidants and lower serum oxidized-LDL in hypercholesterolemic adults. J Nutr. 2010;140(6):1093-1098.

 

เป็นโรคผิวหนังเป็น โรคสะเก็ดเงิน โดนโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศซ้ำ

นักวิจัยทางการแพทย์ของไต้หวัน พบสาเหตุซึ่งบีบหัวใจผู้ชายทั้งหลายว่า ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินอันเนื่องจากอาการแพ้ของผิวหนัง จะเสี่ยงกับการเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศสูงขึ้น

รายงานผลการศึกษาในวารสารวิชาการ “การแพทย์ทางเพศ” ได้ชี้แจงว่า แม้จะได้ศึกษากับผู้ป่วยโรคหย่อนสมรรถภาพจำนวนหลายพันคน  แต่ก็ยังไม่อาจลงความเห็นได้ว่า โรคสะเก็ดเงินเป็นสาเหตุทั้งหมดหรือไม่ หัวหน้าวิจัยของมหาวิทยาลัยแพทย์ไทเป ได้แต่กล่าวว่า “โรคสะเก็ดเงินเกี่ยวพันกับอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอย่างแน่นอน”

เป็นที่ทราบกันดีว่า มีโรคเรื้อรังหลายโรค อย่างเช่น โรคหัวใจ และเบาหวาน มีส่วนทำให้ต้องเสี่ยงกับโรคหย่อนสมรรถภาพสูงขึ้น อาจเป็นเพราะหลอดเลือดและประสาทต่างๆ ทำงานหย่อนยานลงไป

นักวิจัยได้พบในการศึกษาหนนี้ว่า มีผู้เป็นโรค “นกเขาไม่ขัน” ที่เคยเป็นโรคสะเก็ดเงินมาก่อนมากถึงร้อยละ 11.

ที่มา: ไทยรัฐ 16 กุมภาพันธ์ 2555

Related link:

Taiwanese study links eczema to impotence

Men who have the allergic skin condition eczema may have a higher risk of erectile dysfunction than other men, according to a Taiwanese study.

Though the study of several thousand men with erectile dysfunction, which appeared in the Journal of Sexual Medicine, addressed a link, researchers said more study is needed and it is still too soon to confirm that eczema alone can cause impotence.

“There was an association between ED and prior atopic dermatitis,” wrote lead researcher Shiu-Dong Chung and colleagues at Taipei Medical University. Atopic dermatitis is the medical term for eczema.

“Future studies are recommended, both to replicate the results seen here and to clarify the mechanisms behind them.”

It’s well known that some chronic illnesses, such as heart disease and diabetes, are connected to a higher risk of erectile dysfunction, perhaps due to dysfunction in the blood vessels and nerves.

Some past studies have also found that men with certain inflammatory skin conditions, such as psoriasis, have a higher rate of erectile dysfunction than other men.

Chung and colleagues looked through insurance claims data on 3,997 men with newly diagnosed erectile dysfunction, and compared them with nearly 20,000 men the same age with no known history of erectile dysfunction.

Almost 11 percent of men with erectile dysfunction had eczema before the impotence diagnosis. By comparison, just under seven percent of men without erectile dysfunction had a history of eczema.

After the researchers weighed other factors, including health problems such as diabetes and heart disease, they found that men with erectile dysfunction were 60 percent more likely to have a history of eczema than men without ED.

What the findings mean is unclear.

One question is why skin diseases like eczema or psoriasis would be linked to erectile dysfunction. Chung’s team said it’s possible that the underlying inflammation of the diseases, which may affect blood vessels as well as the skin, is to blame.

Allergy expert Donald Leung, an allergist and immunologist at National Jewish Health in Denver, Colorado, said the results were “interesting” but the study had limitations.

One is that it relied on administrative claims, which may not be accurate. It was also not clear whether the men had eczema at the time of the erectile dysfunction diagnosis or at some point years earlier, said Leung, who did not take part in the study.

“More studies are needed to confirm that atopic dermatitis alone may be a cause of ED,” Leung told Reuters Health in an email, noting that any chronic health condition potentially creates emotional stress for a couple.

Chung and his team agreed, acknowledging that they had no information on the men’s lifestyle habits or family history, and some of those factors could help account for the connection between eczema and impotence.

Still, they suggested that doctors ask men with eczema about their sexual function, as part of “routine holistic care.”

SOURCE: http://bit.ly/yI9DBP

Association of Erectile Dysfunction with Atopic Dermatitis: A Population-Based Case-Control Study

Shiu-Dong Chung MD1,2,3, Joseph J. Keller MPH4, Herng-Ching Lin PhD3,*
Article first published online: 12 JAN 2012

ABSTRACT

Introduction.  Some studies have highlighted the high prevalence of erectile dysfunction (ED) in patients with dermatological diseases such as psoriasis, chronic hand eczema, and systemic sclerosis. However, to date, there is still no study that has explored the relationship between ED and atopic dermatitis (AD).

Aim.  Using a population-based data set, this case-control study aimed to examine the association of ED with prior AD by comparing the risk of prior AD between patients with ED and matched controls in Taiwan.

Methods.  This study used administrative claims data from the Taiwan National Health Insurance program. We identified 3,997 patients with newly diagnosed ED as cases and randomly selected 19,985 subjects without a history of ED as controls. Conditional logistic regression was used to calculate the odds ratio (OR) and corresponding 95% confidence interval (CI) for previously diagnosed AD between cases and controls.

Main Outcome Measure.  The prevalence and risk of having been previously diagnosed with AD between cases and controls were calculated.

Results.  Of the 23,982 sampled subjects, 1,758 (7.3%) had been previously diagnosed with AD; it was found among 425 (10.6%) cases and among 1,333 (6.7%) controls (P < 0.001). Conditional logistic regression analysis demonstrated that cases were more likely to have prior AD than controls (OR = 1.60, 95% CI = 1.42–1.80, P < 0.001) after adjusting for monthly income, geographic location, urbanization level, hypertension, diabetes, coronary heart disease, hyperlipidemia, obesity, and alcohol abuse/alcohol dependence syndrome.

Conclusions.  There was an association between ED and prior AD. We suggest that clinicians should be more attentive to sexual complaints from patients with AD. Chung S-D, Keller JJ, and Lin H-C. Association of erectile dysfunction with atopic dermatitis: A population-based case-control study. J Sex Med **;**:**–**.

sources: http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/j.1743-6109.2011.02587.x/abstract

ปัญหาสุขภาพเพศชายที่ควรพึงระวังในชายสูงอายุ

มีคำถามอยู่เสมอว่า เมื่อไหร่จะเข้าสู่วัยชายสูงอายุ..โดยทั่วไปเข้าใจว่าเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณอายุก็ถือว่าเข้าสู่วัยสูงอายุ แต่ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะในปัจจุบันคนเรามีอายุขัยเพิ่มขึ้น ในทางการแพทย์มีรายงานกำหนดอายุชายสูงวัยแตกต่างกันไปแต่ละรายงาน แต่ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงช่วงอายุตั้งแต่ 60 ปี 65 ปี 70 ปี 75 ปี และ 80 ปี ส่วนองค์การอนามัยโลกได้คาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ. 2025 จะมีผู้สูงอายุทั่วโลกราว 1,200 ล้านคน ดังนั้นปัญหาสุขภาพของชายสูงอายุ จึงกลายมาเป็นหัวข้อสำคัญที่ไม่ควรนิ่งเฉย

โดยส่วนใหญ่แล้ว ชายสูงอายุจะคิดว่าสุขภาพของตัวเองยังดีหรือดีเยี่ยม แต่ในความเป็นจริงได้รับการวินิจฉัยว่ามีการเจ็บป่วยเป็นอย่างน้อยหนึ่งโรคชนิดเรื้อรัง ซึ่งสุขภาพกายของชายสูงอายุได้รับผลกระทบอย่างมากจากพฤติกรรมสุขภาพเมื่อตอนยังหนุ่มหรือช่วงอายุน้อย อีกทั้งการดำเนินชีวิตที่มีสุขภาพดีในชายสูงอายุยังถูกทอดทิ้ง ดังนั้นผู้ชายสูงอายุจะประสบความสำเร็จได้ถ้าได้มีการวางแผนชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยดังกล่าว และความสามารถในการปรับตัวให้มีความคาดหวังและเป้าหมายในชีวิต สุขภาพที่ไม่ดีจะทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ เลวร้ายลง การมีอายุไม่ได้หมายความว่าสุขภาพทางเพศจะต้องไม่ดีตามไปด้วย เพียงแต่ต้องเรียนรู้วิธีที่จะทำให้ชีวิตเพศเป็นที่พอใจขณะที่มีอายุ การมีชีวิตทางเพศที่แข็งแรงเป็นส่วนสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีโดยรวม และเป็นเหมือนตำนานที่การมีเพศสัมพันธ์จะต้องไม่ดีเมื่ออายุมากขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าให้ความสนใจเรื่องเพศ ก็สามารถคงรักษาชีวิตทางเพศที่ดีต่อสุขภาพได้ตลอดชีวิต จึงควรมีการตระหนักปัญหาสุขภาพชายที่ควรพึงระวังในชายสูงอายุ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะประสบความสำเร็จในการมีอายุของผู้ชายให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนมีสุขภาพจิตที่ดีตามมา สามารถมีความยืดหยุ่นและปรับตัวอยู่ในสังคมได้ต่อไป

การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับอายุในสุขภาพทางเพศ

การมีอายุจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อชีวิตเพศของชายสูงอายุ และสามารถนำไปสู่ปัญหา เช่น มีความสุขน้อยลงระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ หรือจะยากลำบากในการกระตุ้นให้เกิดความต้องการทางเพศ ในผู้หญิงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หลังวัยหมดประจำเดือน หรือหลังการผ่าตัดมดลูกออกอาจทำให้ช่องคลอดกลายเป็นสั้น แคบ และหล่อลื่นน้อยลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถทำให้การมีเพศสัมพันธ์ด้วยความรู้สึกไม่สบายอึดอัด และมีความพึงพอใจน้อยลง นอกจากนี้ผลกระทบทางจิตวิทยาของการมีอายุ อาจทำให้การมีเพศสัมพันธ์มีความสุขน้อยลงสำหรับผู้หญิงบางคน ส่วนในผู้ชาย การมีอายุมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือการไม่สามารถที่จะมีหรือการคงการแข็งตัวขององคชาต ผู้ชายบางคนอาจพบว่าเมื่ออายุมากขึ้น การแข็งตัวขององคชาตจะลดลงหรือขนาดเล็กลงกว่าที่เคย และการหลั่งน้ำอสุจิน้อยลงระหว่างการถึงจุดสุดยอดหรือสูญเสียการแข็งตัวเร็วขึ้น หลังจากการสำเร็จความใคร่แล้ว อาจต้องใช้เวลาเพิ่มมากกว่า 12- 24 ชั่วโมง ปัญหาสุขภาพจะพบบ่อยในผู้สูงอายุ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับอายุยังสามารถส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจทางเพศทั้งชายและหญิง รวมถึงโรคต่าง ๆ เช่น โรคไขข้อ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ อาการปวดเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง และปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ การลดลงของฮอร์โมนเพศชายจะเริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปี และลดลงร้อยละ 1 ต่อปี และอาจเป็นสาเหตุหลักของสุขภาพทางเพศที่กล่าวข้างต้น การให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทนควรให้กับชายที่มีระดับฮอร์โมนต่ำกว่าปกติ และอยู่ในความดูแลของแพทย์ อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ สามารถให้ระดับฮอร์โมนทางเพศอยู่ในระดับปกติได้

การป้องกันปัญหาสุขภาพทั่วไปในชายสูงอายุมีความสำคัญกับสุขภาพทางเพศ

ปัญหาสุขภาพและโรคบางอย่างที่พบโดยทั่วไป ที่มักมีผลกระทบต่อสุขภาพทางเพศของผู้ชายสูงอายุได้แก่ ความดันโลหิต โรคหัวใจ เบาหวาน ปวดข้อ การติดเชื้อ มะเร็ง และอื่น ๆ เมื่อปัญหาสุขภาพเหล่านี้เกิดขึ้นในผู้ชายสูงอายุ อาจใช้เวลานานในการรักษาเนื่องจากอายุมาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาสุขภาพดังกล่าวสามารถป้องกันได้ ดังนั้นผู้ชายสูงอายุควรตระหนักปัญหาด้านสุขภาพทั่วไปเพื่อให้ชีวิตมีสุขภาพโดยรวมที่ดีด้วยการลดความเสี่ยงต่าง ๆ และได้รับการตรวจทางการแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างเช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด และความดันโลหิตสูงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนของเลือด เมื่อหลอดเลือดแดงแคบและแข็งขึ้น เลือดจะไม่สามารถไหลได้อย่างอิสระ ซึ่งจะเป็นปัญหาสำหรับการแข็งตัวขององคชาต ในความสามารถในการเติมเลือดในองคชาต ดังนั้นการควบคุมความดันโลหิตและรักษาโรคหัวใจ จากการเปลี่ยนการดำเนินชีวิตและยาที่เหมาะสม จะช่วยให้เพศสัมพันธ์ดีขึ้น ส่วนผู้ชายที่มีโรคเบาหวานส่วนใหญ่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติ อย่างไรก็ตามโรคเบาหวานทำให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศมากเป็นสามเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับชายที่ไม่มีโรคเบาหวาน และเร็วกว่าปกติ 15 ปี ทำให้คาดคะเนได้ว่าชายสูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ สำหรับโรคข้ออักเสบ การปวดหลัง และข้อเสื่อมอาจมีผลรบกวนการมีเพศสัมพันธ์ เพราะการเจ็บปวดอาจทำให้การมีเพศสัมพันธ์ไม่มีความสุข และทำให้อารมณ์ และทัศนคติเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนท่าและเทคนิคการร่วมเพศอาจช่วยลดความปวด รวมทั้งการปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอาการปวด ด้านการปัสสาวะกลั้นไม่อยู่หรือเล็ดราดพบบ่อยในชายสูงอายุ และระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ จะมีแรงดันไปที่กระเพาะปัสสาวะ อาจทำให้ชายสูงอายุที่มีปัญหาเรื่องปัสสาวะกลัวการมีเพศสัมพันธ์ การรักษาปัสสาวะกลั้นไม่อยู่จึงมีความจำเป็นต้องรักษา เช่นเดียวกันกับยาบางชนิดเช่น ยาลดความดัน ยารักษาโรคซึมเศร้าและโรคเบาหวานบางชนิด อาจทำให้มีความยากลำบากของการแข็งตัวขององคชาต การเปลี่ยนแปลงยาอาจช่วยลดผลข้างเคียงของยาได้ สุดท้าย การผ่าตัดช่องเชิงกรานในผู้ชายสูงอายุ เช่น การผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก อาจมีผลตามมาให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ ดังนั้นก่อนการผ่าตัดควรได้รับการปรึกษาและหารือเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ

การดูแลรักษาให้มีความพึงพอใจในชีวิตเพศ

ในขณะที่เราไม่สามารถหยุดกระบวนการชราได้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และการจัดการความเครียดในชีวิต จะสามารถช่วยชีวิตเพศของชายสูงอายุให้ใช้งานได้และมีความพึงพอใจ การติดต่อสื่อสารกับคู่นอน ความสัมพันธ์ของชายสูงวัยกับคู่นอนจะเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพทางเพศ การได้พูดคุยกับคู่นอนเกี่ยวกับความต้องการทางเพศซึ่งกันและกัน ตลอดจนการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเพศเป็นสิ่งสำคัญ และการเป็นผู้ฟังที่ดีจะเป็นการแก้ปัญหาได้ด้วยถ้าคู่นอนยังมีความกังวลอยู่ การลองสิ่งใหม่ ๆ การสำรวจการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่พยายามการมีการร่วมเพศ การเปลี่ยนสถานที่ใหม่ การมีเพศสัมพันธ์ในเวลาที่แตกต่างกัน มุ่งเน้นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเล้าโลมสามารถทำให้ชีวิตเพศน่าตื่นเต้นและมีความพึงพอใจมากขึ้น และเปิดโอกาสในการพบปะคนใหม่ หากเป็นคนโสด หม้ายหรือหย่าร้างกัน ควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบคนใหม่ โดยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมใหม่

การแก้ปัญหาสุขภาพทางเพศ

ถ้าชายสูงอายุมีปัญหาทางเพศที่ทำให้มีความกังวล ควรได้พูดคุยปรึกษากับแพทย์ ในบางกรณีการรักษาปัญหาสุขภาพทั่วไปหรือปรับเปลี่ยนยารักษาโรคประจำตัวเช่น ยาควบคุมความดันโลหิต ยาเบาหวาน ยารักษาภูมิแพ้หรือยารักษาโรคซึมเศร้า สามารถช่วยแก้ปัญหาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เมื่อปัญหาสุขภาพหรือยาที่ไม่ได้เป็นปัญหา ยังมีวิธีง่าย ๆ ในการรักษาหลายหนทางที่ใช้กันทั่วไป จากการประสบปัญหาทางเพศที่พบบ่อยจากการมีอายุที่มากขึ้น เช่น ผู้หญิงที่มีการหล่อลื่นในช่องคลอดไม่ดีอาจจะหาหนทางสร้างความพึงพอใจด้วยการใช้สารหล่อลื่นหรือการให้เอสโตเจนในช่องคลอด ส่วนปัญหาของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศของชายสูงวัย จะมีวิธีจัดการหรือรักษาด้วยการรับประทานยา การใช้กระบอกสุญญากาศ การให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทน การผ่าตัดหรือการให้คำปรึกษาทางเพศ

สุดท้าย อย่าสรุปว่าการมีเพศสัมพันธ์ของชายสูงอายุได้หายไปตามอายุ ยังมีวิธีที่คงการมีเพศสัมพันธ์ให้ดีได้อยู่ เพียงเข้าใจ และควรปรึกษาแพทย์.

รศ.ดร.นท.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 14 มกราคม 2555

คลายกังวล…อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

คุณผู้ชายที่ตกอกตกใจกับสภาวะปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้

ความต้องการทางเพศ หรือความสนใจทางเพศลดลง

การหลั่งน้ำอสุจิผิดปกติ การหลั่งเร็ว หรือหลั่งช้าผิดปกติ

เกิดอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จนไม่สามารถคงความแข็งตัวขององคชาตเพื่อใช้งานได้

ปัญหาทั้งหมดนี้ มักเกิดขึ้นได้ในผู้ชายทั่วโลก ส่วนใหญ่เมื่อเกิดปัญหาก็มักเขินอายที่จะไปพบแพทย์ ต้องบอกก่อนว่า ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดซ้ำซ้อนกันได้ เพราะบางรายอาจมีปัญหามากกว่าหนึ่งในเวลาเดียวกัน แต่ข่าวดีคือปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ และจะช่วยให้ผู้ชายและคู่สมรส สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขมากขึ้น

ปัญหาสำคัญในการเริ่มต้นแก้ไขนั่นก็คือ อย่าอายที่จะนำปัญหาดังกล่าวมาพบแพทย์ หรือไม่ควรคิดว่าไม่มีทางในการรักษา และสุดท้ายก็ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษา ซึ่งหากพูดถึงกลุ่มปัญหาข้างต้น เราจะเรียกกลุ่มโรคนี้ว่า “โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ”                   

ผู้ชายที่มีโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศมักมีปัญหาในการแข็งตัวขององคชาตเพื่อให้เพียงพอในการมีเพศสัมพันธ์ ผู้ชายส่วนใหญ่มีความลำบากในการแข็งตัวขององคชาตเมื่อวันเวลาผ่านไป บางคนมีอาการไม่รุนแรงและนาน ๆ ครั้งจึงจะมีอาการ แต่บางคนมีปัญหารุนแรงมากและเป็นบ่อยครั้งที่จะมีเพศสัมพันธ์ ปัญหาดังกล่าวนี้จะทำให้ความมั่นใจในตัวเองเสียไป เกิดความกังวลใจ ซึมเศร้า รู้สึกเครียด และรบกวนการมีคุณภาพชีวิตของคู่สมรสเป็นอย่างมาก อุบัติการณ์ในประเทศไทยพบผู้ที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอยู่ประมาณ 42.18% (อายุระหว่าง 40-70 ปี)

สาเหตุของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มีสาเหตุหลายประการที่เป็นไปได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ปัจจัยทางด้านร่างกาย เช่น เลือดไหลเข้าในองคชาตไม่เพียงพอ มีหลายภาวะที่ลดการไหลของเลือด ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยคือ เส้นเลือดขอดหรืออุดตัน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือด และการ   สูบบุหรี่เป็นสาเหตุของปัญหาดังกล่าว สาเหตุต่อมาคือ องคชาตไม่สามารถเก็บเลือดไว้ได้ในระหว่างการแข็งตัว สาเหตุเกิดจากเส้นเลือดดำรั่ว ทำให้ไม่สามารถคงการแข็งตัวได้ ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ อีกสาเหตุหนึ่งที่พบคือ การส่งข่าวของเส้นประสาทจากสมองหรือไขสันหลังไม่สามารถส่งมายังองคชาตได้ ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคพาร์กินสัน อาจเป็นสาเหตุของปัญหานี้ การบาดเจ็บหรือการผ่าตัดบริเวณเชิงกรานก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำลายเส้นประสาทที่มาเลี้ยงองคชาตได้เช่นกัน

ปัจจัยทางด้านจิตใจ การมีกิจกรรมทางเพศต้องมีจิตใจและร่างกายทั้งสองอย่างร่วมกัน ปัญหาด้านอารมณ์และความสัมพันธ์สามารถทำให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือทำให้อาการแย่ลง ตัวอย่างปัญหาเช่น โรคซึมเศร้า ความขัดแย้งในครอบครัว ความเครียด ความกังวลใจเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ เป็นต้น

คำถามตามมาก็คือ การแข็งตัวขององคชาตเกิดขึ้นได้อย่างไร? ต้องบอกว่าถ้าผู้ชายไม่ได้รับการกระตุ้นทางเพศ องคชาตของผู้ชายจะอ่อนตัว แต่เมื่อมีการกระตุ้นทางเพศ เส้นประสาทจะส่งข่าวให้มีการหลั่งสารเคมีไปเพิ่มการไหลของเลือดเข้าในองคชาต เลือดจะไหลเข้าแกนขององคชาตที่มีสองห้องที่เป็นฟองน้ำอยู่ด้านข้าง กล้ามเนื้อเรียบของห้องฟองน้ำจะคลายตัวและทำให้เลือดไหลเข้าไปและคงอยู่ภายในห้อง ความดันเลือดทำให้องคชาตแข็งตัว เมื่อผู้ชายถึงจุดสุดยอด เลือดจะไหลออกจากองคชาตอีกครั้งและองคชาตจะเริ่มอ่อนตัวลงทันที

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่ามีปัจจัยเสี่ยง? ส่วนมากปัญหาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศจะพบได้มากในผู้ป่วยที่เป็นโรคต่าง ๆ ดังนี้ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคซึมเศร้า โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคหัวใจขาดเลือดหรือเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โรคอ้วน โรคไตวาย รวมทั้งผู้ที่สูบบุหรี่จัด ติดยาเสพติด ได้รับการผ่าตัดบริเวณเชิงกรานหรือฉายแสงรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก

การตรวจวินิจฉัยรักษา แพทย์จะตรวจวินิจฉัยพิเศษให้ยารักษา หรือผ่าตัดแก้ไขปัญหาการแข็งตัวขององคชาต หากปัญหาเกิดจากระดับฮอร์โมน ก็จะได้รับฮอร์โมนทดแทน หากปัญหาเกิดจากจิตใจ ก็จะส่งไปพบจิตแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีปัญหาทางจิต จิตแพทย์ก็จะช่วยเป็นที่ปรึกษาหรือร่วมแก้ปัญหาได้

สิ่งที่จะได้รับการตรวจเมื่อมาพบแพทย์ ลำดับแรก แพทย์จะทำการซักประวัติ ผู้ป่วยจะต้องแจ้งปัญหา และระบุโรคที่เป็นอยู่ให้ทราบ บางคำถามอาจเกี่ยวกับประวัติทางเพศสัมพันธ์และอาจเป็นคำถามที่ค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัว คำตอบที่แพทย์ได้รับจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในตรวจวินิจฉัยรักษา

ต่อมา แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างระมัดระวัง เพื่อดูว่ามีอาการของโรคอื่นด้วยหรือไม่ เช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อ แพทย์จะทำการตรวจร่างกายโดยการวัดความดัน การตรวจองคชาตหรือลูกอัณฑะ รวมทั้งตรวจต่อมลูกหมาก

ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นขั้นตอนการตรวจในลำดับถัดมา แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อหาค่าระดับฮอร์โมนเพศชาย ระดับน้ำตาล ระดับไขมันในเส้นเลือด หรือฮอร์โมนธัยรอยด์ ตรวจปัสสาวะ ซึ่งทั้งหมดจะทำให้ทราบถึงปัญหาได้ดียิ่งขึ้น

ปัญหาทางเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งที่อ่อนไหวมาก ทำให้รู้สึกลังเลใจ ไม่มั่นใจที่จะมาปรึกษาแพทย์ ซึ่งจากสถิติพบว่า มีผู้ป่วยโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศจำนวนร้อยละ 14.81 ที่รู้สึกค่อนข้างไม่สะดวกที่จะมาปรึกษาแพทย์ ร้อยละ 13.75 รู้สึกอึดอัดกับการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีเพียงร้อยละ 9.7 ที่รู้สึกค่อนข้างยินดีที่จะเปิดเผยและพูดคุยกับแพทย์ ดังนั้น ควรได้รับการนัดหมายเพื่อตรวจสุขภาพ โดยอาจแจ้งว่ามานัดตรวจเพื่อตรวจสุขภาพชายก็ได้

อีกสิ่งหนึ่งที่จะแนะนำก็คือ คนใกล้ชิดหรือคู่สมรส ควร รับรู้ปัญหาร่วมกัน เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน คู่ชีวิตจึงควรให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ต้องไม่ทิ้งปัญหาไว้แก้แต่เพียงผู้เดียว ให้ระลึกว่าปัญหาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นสิ่งที่รักษาได้

ทิ้งท้ายไว้ว่า การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศก็คือ ทั้งคู่ยอมรับการรักษาร่วมกันและให้กำลังใจกัน ฉะนั้น..มาร่วมแก้ปัญหากันเถอะในงาน “มาดูแลสุขภาพชาย เพื่อวันพ่อกันเถิด” งานที่หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดขึ้น โดยกิจกรรมภายในงาน นอกจากจะมีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพเพศชายแล้ว ยังมีบริการตรวจ สุขภาพ วัดความดัน วัดความหนาแน่นของมวลกระดูก วัดความแรงของปัสสาวะ วัดรอบเอว เจาะเลือดตรวจไขมัน รวมทั้งตรวจวัดสมรรถภาพทางเพศ เรียกได้ว่าฟรี!! ตลอดทั้งงาน …อย่าพลาดพบกันในวันเสาร์ที่ 28 พ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 06.30-12.30 น. ที่ห้องประชุมชั้น 5 อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ * ติดต่อลงทะเบียนได้ที่หน้างาน *

นท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์   21 พฤศจิกายน 2552