หน้าหนาว ทำให้คนเหงา! มากิน “กล้วยหอม” ลดอาการซึมเศร้ากัน!

matichon141116_01หน้าหนาวแล้วสินะ

ว่ากันว่าหน้าหนาวทำให้คนเราไม่สดใส โดยเฉพาะผู้คนทางฟากฝั่งประเทศยุโรป เพราะปกติก็ไม่ค่อยได้เจอแสงแดดกันเต็มๆ ยิ่งหน้าหนาวอากาศที่มัวซัวซึมเซา ทำให้มีโอกาสเป็น “โรคซึมเศร้า”

…โรคที่เกิดจากการหลั่งของฮอร์โมนชนิดหนึ่งซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจึงไม่สามารถบังคับจิตใจตนเองไม่ให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากสมองสั่งการโดยตรง

ฉะนั้น ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจึงต้องเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ โดยแพทย์จะให้ยาเพื่อลดฮอร์โมนชนิดดังกล่าว

แล้วทำอย่างไรจะลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการซึมเศร้า?

มีค่ะมีการวิจัยพบว่ามีผลไม้ชนิดหนึ่งที่ช่วยลดการเกิดอาการซึมเศร้าได้นั่นคือ “กล้วยหอม”

ทั้งนี้ เนื่องจากในกล้วยหอมมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) อันเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนให้เป็นสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่จะทำให้ผ่อนคลาย มีความสุข หายจากความกังวลทั้งปวง

นอกจากนี้ การกินกล้วยหอมยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันการเป็นโรคที่เกี่ยวกับสมองอื่นๆ ได้ด้วย เพราะเป็นแหล่งรวมวิตามินบีที่สูงมาก ซึ่งวิตามินบีนี้จะช่วยในการทำงานของระบบประสาท และทำให้การทำงานของสมองได้สมดุล

ที่มา: มติชน 16 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

นอนอย่างพอดี ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

dailynews131014_001การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตคนเรา เพราะจะส่งผลต่อสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ แล้วคุณผู้อ่านรู้หรือไม่ว่า หากร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ มิใช่ก่อให้เกิดโรคเพียงอย่างเดียว อาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย!?

ข้อมูลจากเดลิเมล์ เปิดเผยถึงการศึกษาใหม่ ที่พบว่าการนอนหลับนาน 6 – 8 ชั่วโมงต่อคืน มีส่วนในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่า คนที่นอนน้อยกว่าคืนละ 8 ชั่วโมงมีความเสี่ยงถึง 2 เท่า ที่อาจจะมีอาการหัวใจวายและโรคหัวใจล้มเหลว ขณะที่คนนอนหลับเกิน 8 ชั่วโมงต่อคืน ก็มีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่า 2 เท่า โดยร้อยละ 19 มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

สำหรับต้นตอของผลวิจัยข้างต้น มาจากวารสารคลินิกโรคหัวใจออนไลน์ในสหรัฐ เผยถึงการศึกษานี้ ว่า ระยะเวลาในการนอนหลับมีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยคนที่มีระยะเวลาการนอนหลับแบบสุดขั้วหรือนอนหลับยาวกินบ้านกินเมือง มีความเสี่ยงสูงสุดของการเกิดโรค ส่วนระยะเวลาการนอนที่ดีที่สุดควรอยู่ระหว่าง 6-8 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ในสหราชอาณาจักร มีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจมีผู้เสียชีวิตราว 74,000 คน ส่วนโรคหลอดเลือดสมองมีผู้เสียชีวิตราว 42,000 คน โดย 1 ใน 6 ของผู้เสียชีวิตเป็นเพศชาย และ 1 ใน 9 ผู้เสียชีวิตเป็นเพศหญิง ฉะนั้นแล้วหากคุณผู้อ่านไม่อยากเป็น 1 ในสถิติดังกล่าว ก็ควรหันมาใส่ใจเรื่องของการนอนหลับ และปรับเปลี่ยนเวลาการนอนให้เหมาะสม เพื่อมีชีวิตที่ยืนยาว และห่างไกลโรค

จากการวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนควรทำอย่างพอดี หากมากเกินไปก็ส่งผลเสีย น้อยเกินไปก็ยังมีโทษ.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา: เดลินิวส์ 14 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

dailymail131006_001a

Sleeping for between six and eight hours a night ‘reduces risk of heart problems and strokes’

  • Fewer than six hours means you’re twice as likely to suffer heart attack
  • Sleeping for more than eight hours associated with higher angina risk
  • Study looks at sleep in relation to five different cardiovascular problems

By ROBIN YAPP

PUBLISHED: 15:58 GMT, 6 October 2013

Sleeping for between six and eight hours a night could be key to cutting the risk of heart problems and stroke, according to a new study.

Researchers found people who sleep for fewer than six hours a night were twice as likely to suffer a heart attack or stroke as those who sleep for between six and eight hours.

They also had a two-thirds higher risk of congestive heart failure, where the heart’s ability to pump blood around the body weakens with potentially damaging effects on other organs.

Sleeping for more than eight hours a night was associated with more than double the risk of angina and a 19 per cent higher likelihood of coronary artery disease.

The US authors said the study, published online in the journal Clinical Cardiology, was the first to look at sleep duration in relation to five different cardiovascular problems.

Lead author Dr Saurabh Aggarwal, of Chicago Medical School, said: ‘People whose sleep duration is at the extremes are at the highest risk of cardiovascular events, and the risk decreases as the number reaches a middle point.

‘Six to eight hours is the best period of sleep duration according to this study.’

More than 159,000 people died from cardiovascular disease in the UK in 2011, according to the British Heart Foundation.

One in six male deaths and one in nine female deaths were from coronary heart disease (CHD) – a total of nearly 74,000 deaths – and stroke caused nearly 42,000 deaths.

The new study looked at 6,538 people drawn from a nationally representative US health database who had experienced at least one cardiovascular problem.

Questionnaires filled out by the participants, who had an average age in their early 60s, showed that they slept for an average of just under seven hours a night.

Analysis of how long the subjects slept for showed the clear trends for certain types of cardiovascular problem in people who slept for fewer than six hours or more than eight hours.

Heart issues: The new study looked at 6,538 people drawn from a nationally representative US health database who had experienced at least one cardiovascular problem (file picture)

Heart issues: The new study looked at 6,538 people drawn from a nationally representative US health database who had experienced at least one cardiovascular problem (file picture)

The results were adjusted to account for other factors that influence cardiovascular risk including age, body mass index, cholesterol, smoking, blood pressure, sleep apnoea and family history of heart disease.

Dr Aggarwal and colleagues wrote that disturbed sleep patterns can have ‘far-reaching effects’ on the body’s metabolism, immune system and hormones.

Shorter sleep duration has effects including increased levels of the stress hormone cortisol, increased blood pressure, hyperactivation of the sympathetic nervous system and increased inflammation.

The reasons why sleeping for longer than average raises the risk of cardiovascular disease are unclear, the team said.

It could be a risk factor in itself that can be changed or it could be that people who sleep longer are more likely to be depressed, poor and physically inactive.

The authors said adjusting their results to account for sleep apnoea – known to be linked to cardiovascular disease – helped make them a more reliable indicator of the importance of sleep duration than other studies.

Amy Thompson, senior cardiac nurse at the British Heart Foundation, said: ‘While the results of this study suggest an association between sleep and your heart, we cannot say that how long you spend sleeping actually causes heart disease and stroke.

‘Leading an active lifestyle, with a healthy diet and plenty of exercise, should boost your mental and physical wellbeing and help you to drift off easily. If trouble sleeping is causing problems for you, talk to your doctor.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

อย่าให้ ‘ความเค็ม’ เรียกพี่

bangkokbiznews130226_001คนไทยกินเกลือมากกว่าที่ร่างกายควรได้รับถึง 2 เท่า จากสารพัดเมนูแฝงโจ๊กซอง อาหารถุง อาหารไมโครเวฟและขนมกรุบกรอบ
จากการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยบริโภคเกลือและโซเดียมสูงเกินกว่าที่แนะนำ 2 เท่า หรือ 10.8 กรัม (โซเดียม 5,000 มิลลิกรัม) สูงเป็น 2 เท่าของที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน หรือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน (โซเดียม 2,400 มิลลิกรัม) โดย 71 % มาจากการเติมเครื่องปรุงรสระหว่างการประกอบอาหาร ที่นิยมใช้มาก 5 ลำดับแรก คือ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม

เมื่อเปรียบเทียบจะพบว่าเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 6,000 มิลลิกรัม น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,160-1,420 มิลลิกรัม ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 960-1,420 มิลลิกรัม ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะมีปริมาณโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,430-1,490 มิลลิกรัม ซอสหอยนางรม1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 420-490 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ยังพบว่าอาหารถุงปรุงสำเร็จ มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ยต่อถุง 815 – 3,527 มิลลิกรัม เช่น ไข่พะโล้ แกงไตปลา คั่วกลิ้ง ส่วนอาหารจานเดียว มีปริมาณโซเดียม 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อ 1จาน อาทิ ข้าวหน้าเป็ด ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู และข้าวคลุกกะปิ เป็นต้น

“อาหารรสเค็มจัดจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง ทำให้หัวใจทำงานหนักก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย และความดันโลหิตสูง ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต จึงควรสร้างนิสัยการรับประทานอาหารอ่อนเค็ม เริ่มจากการการลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง จะช่วยคนไทยห่างไกลโรค” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าว

การลดปริมาณเกลือโซเดียมทำได้โดย หลีกเลี่ยงการใช้เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ และผงชูรส (แม้ไม่เค็มแต่มีโซเดียมสูง) ในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุง เช่น ปรุงรสเพิ่มในก๋วยเตี๋ยว เติมพริกน้ำปลาในข้าวแกง หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม อาหารแปรรูป เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว ปลาส้มแหนม ไส้กรอก กุนเชียง หมูหยอง เป็นต้น

เลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ เพื่อทดแทนรสชาติเค็ม,น้ำซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณโซเดียมสูง ควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ำซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ำเพื่อเจือจาง และตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป และขนมถุง เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง

ด้านนาวาอากาศเอก นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในเดือนมีนาคมของทุกปี จะมีการจัดกิจกรรมวันไตโลก ซึ่งการจัดงานสัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง ปี 2556 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 มีนาคมนี้ ส่วนภูมิภาคจัดที่โรงพยาบาลภาครัฐทุกแห่งทั่วประเทศ และส่วนกลางจัดงานวันไตโลก ในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม

กิจกรรมภายในงาน อาทิ การให้ความรู้เรื่องโรคทั่วไป การสาธิตโภชนาการและผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารลดเค็มเพื่อผู้บริโภค การเปิดรับบริจาคไต การตรวจสุขภาพ การเสวนาทางการแพทย์ และการแสดงบนเวที โดยกลุ่มศิลปินนักแสดงมากมาย สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.nephrothai.org หรือเว็บไซต์ www.lowsaltthailand.org ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การจัดงานสัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่งและงานวันไตโลก ถือเป็นความสำคัญที่ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนในเรื่องการรณรงค์ลดเค็มอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้คนไทยเป็นโรคต่างๆ สูงขึ้น โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ที่มีผู้ป่วยถึง 11.5 ล้านคน โรคไต 7.6 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือด 7.5 แสนคน และโรคหลอดเลือดสมอง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต 5 แสนคน โรคกลุ่มนี้เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งชื่นชอบอาหารรสชาติเค็ม ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง

 

ที่มา :  กรุงเทพธุรกิจ 26 กุมภาพันธ์ 2556

ปวดหัวไมเกรน ก่อ 2 โรคร้าย

dailynews130121_002โรคไมเกรนหรือโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่หลอดเลือดแดงบริเวณศีรษะ ผู้ที่ป่วยคงรู้ดีว่า โรคนี้เรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็มียาที่ใช้รักษาและป้องกันการเกิดอาการได้

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่ผู้ป่วยไมเกรนควรรู้เพื่อระวังปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา เพราะเมื่อไม่นานมานี้ สถาบันประสาทแห่งอเมริกา เผยว่า ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ได้ทำการติดตามภาวะสุขภาพของผู้หญิงกลุ่มตัวอย่าง 27,860 ราย ในจำนวนดังกล่าว มีผู้ที่ป่วยเป็นไมเกรน ชนิดมีอาการนำอยู่ 1,435 ราย โดยไมเกรนแบบมีอาการนำนี้หมายถึง ก่อนปวดศีรษะ 5-20 นาที จะเกิดความผิดปกติทางสายตา มีอาการตาพร่ามัว ตาลาย ภาพที่มองเห็นดูบิดเบี้ยวมีแสงวาบ

และที่สำคัญยังพบว่า จำนวนของผู้หญิงที่ป่วยไมเกรนตามข้อมูลข้างต้น ในเวลาต่อมา มี 1,030 ราย ป่วยเป็นโรคหัวใจวาย หรือไม่ก็เป็นโรคหลอดเลือดสมอง

อุบัติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไมเกรนมีส่วนก่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ซึ่ง ดร.โทเบียส เคิร์ธ จากโรงพยาบาลหญิงบริกแฮมในบอสตัน ขยายความเพิ่มเติมว่า ไมเกรนแบบที่มีอาการนำก่อนปวดศีรษะนั้น ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 2 เท่า ในการป่วย 2 โรคอันตราย คือ โรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต ขณะที่ไมเกรนแบบไม่มีอาการนำก็ก่อความเสี่ยงได้เช่นกัน แต่น้อยกว่า

ความเสี่ยงที่ว่านี้ ยังถือเป็นปัจจัยเสี่ยงรองหรือปัจจัยที่ 2 เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูงต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักนำโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองมาเยือน

นอกจากนี้ สถาบันประสาทแห่งอเมริกายังมีผลการศึกษาชี้ให้เห็นอีกว่า ผู้หญิงที่เป็นไมเกรนแบบมีอาการนำและใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดได้

ได้รู้ข้อมูลเช่นนี้แล้ว ใครเป็นไมเกรน อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าในอนาคตต้องป่วยโรคหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมองเสมอไป เพราะถ้าดูแลรักษาสุขภาพตนเองให้ดีทุกด้าน โรคร้ายต่าง ๆ ก็ยากที่จะเข้ามาทำร้ายสุขภาพ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  21 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Women who suffer from severe migraines are at an increased risk of suffering a heart attack or stroke, according to the study

Women who suffer from severe migraines are at an increased risk of suffering a heart attack or stroke, according to the study

Migraines are the second biggest risk factor for women suffering a heart attack or stroke

  • Severe migraines with visual disturbances, known as aura, are the second biggest risk factor
  • Only high blood pressure was a bigger factor
  • Findings come from 15 year study of 27,860 women

By JAMES RUSH

PUBLISHED: 06:36 GMT, 16 January 2013

 

Women who suffer from severe migraines accompanied by visual disturbances may be at an increased risk of heart attacks and stroke.

Scientists have said only high blood pressure was a bigger indicator of a stroke or heart attack than migraines with aura, as the condition is known when accompanied by vision problems including flashing lights.

The landmark 15-year study followed 27,860 women, of who 1,435 had migraine with aura.

While previous studies have suggested migraine with aura is linked to a doubling of the risk of a stroke or heart attack, never before has it been named as the second biggest factor.

Over the years there were 1,030 cases of heart attack, stroke or death from a cardiovascular ailment, according to the report from the American Academy of Neurology.

Study author Dr Tobias Kurth said: ‘After high blood pressure, migraine with aura was the second strongest single contributor to risk of heart attacks and strokes.

‘It came ahead of diabetes, current smoking, obesity, and family history of early heart disease.’

Only high blood pressure was a bigger indicator of heart attacks or strokes, the study found

Only high blood pressure was a bigger indicator of heart attacks or strokes, the study found

Dr Kurth, of the Brigham and Women’s Hospital in Boston and the French National Institute of Health, is also a fellow of the American Academy of Neurology.

He said the risk for migraine-plagued women with aura was three times greater than for those with migraines that lacked this disturbance.

A second study released by the same academy said women who had migraines with aura and took hormonal contraceptives were more likely to have blood clots.

Both studies will be presented at the academy’s annual meeting in March in San Diego, California.

SOURCE: dailymail.co.uk

เจอแล้ว สาเหตุทำป่วยโรคหัวใจ ร้ายเท่าบุหรี่

dailynews121224_001อนาคต ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากป่วย โดยเฉพาะโรคที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการค่อนข้างสูง อย่างเช่น โรคหัวใจ แต่อย่างไรก็ดี โรคดังกล่าวนี้ ทีมวิจัยจากศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย เพิ่งพบหนึ่งสาเหตุก่อโรค ซึ่งผลการศึกษาที่ว่านี้ถือเป็นตัวช่วยในการลดความเสี่ยงป่วยโรคหัวใจในภายภาคหน้า

การวิจัยทำโดยสอบถามกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับความรู้สึกเครียด กระวนกระวายใจ เช่น รู้สึกอย่างไรเมื่อเครียด เครียดบ่อยแค่ไหน สุดท้ายจะมีการให้คะแนนด้วยว่า เครียดมากหรือน้อย จากนั้นจะติดตามประเมินความเครียดของกลุ่มตัวอย่างไปเป็นเวลา 14 ปี เพื่อจับตาว่าจะเกิดโรคหัวใจหรือไม่

เมื่อเวลาผ่านไป ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีความเครียดมาก มีแนวโน้มเกิดหัวใจวายได้ร้อยละ 27 โดยอาการเครียดหนักๆ ที่เกิดขึ้นมาตลอด 14 ปีนั้น ทำลายสุขภาพหัวใจได้เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 5 มวน

อย่างไรก็ตาม ความเครียดยังทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็เป็นผลเสียต่อหัวใจอีกเช่นกัน เพราะความดันโลหิตที่สูงกว่า 140/90 มม.ปรอท จะทำให้เส้นเลือดแดงแข็งและตีบ นอกจากนี้ พิษภัยของความเครียดยังเป็นปัจจัยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลว หรือ LDL ให้มากขึ้น ก่อให้เกิดไขมันอุดขวางทางเดินเลือด ดังนั้น เมื่อมีทั้งปัญหาความดันโลหิตสูงและLDLมาก ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน

แต่ทั้งนี้ทั้ง ทีมวิจัยชี้ว่า หากยิ่งแก่ ความเครียดก็จะส่งผลเสียต่อหัวใจได้มากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่า อายุ เป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจ แต่จะสำคัญอย่างไรนั้น ทีมวิจัยเตรียมจะศึกษาหาคำตอบให้ได้ในอนาคต.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา : เดลินิวส์ 24 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Stress, Depression Linked to Raised Stroke Risk in Seniors

People with the greatest distress had triple the risk of stroke-related death

By Barbara Bronson Gray
HealthDay Reporter

THURSDAY, Dec. 13 (HealthDay News) — Stressed out? A new study suggests that learning to deal effectively with life’s challenges may help you reduce your risk of stroke, especially as you age.

Researchers found that people over 65 with the highest levels of psychosocial distress — including depression, a negative outlook and dissatisfaction with life — had triple the risk of death from stroke as compared with those who had lower levels of stress.

“Emotions have a significant impact on health, and people know when they’re feeling stressed out,” said study author Susan Everson-Rose, an associate professor of medicine at the University of Minnesota, in Minneapolis. “It’s important that they recognize the physical impact of these psychological factors and practice relaxation techniques proactively.”

According to the U.S. Centers for Disease Control and Prevention, stroke is the fourth leading cause of death in the United States and a leading cause of long-term disability.

The researchers were interested in finding risk factors for stroke that people could actually change. Previous studies have linked depression with increased stroke risk, especially in women, but some research focusing just on women has suggested that the risk may extend beyond sadness to include situations in which people develop a negative outlook on life. The authors wanted to test the concept on a broader population with a wider set of psychological issues.

The study, published online Dec. 13 and in the January print issue of the journalStroke, used data from the 1997-1999 Chicago Health and Aging Project, research that involved interviews in participants’ homes on the south side of Chicago. The surveyors asked 4,120 black and white adults aged 65 and older questions about their symptoms of depression, perceived stress, signs of anxiety, anger, feelings of vulnerability and life satisfaction. The researchers used standardized rating scales to identify the levels of stress the participants reported.

Factors such as race, age, gender, level of education attained, stroke risk, history of chronic health conditions and medications to control blood pressure or relieve depression were identified so they would not affect the conclusions drawn from the data. Notably, race and sex did not affect stroke risk, the study authors said.

Researchers identified 151 deaths from stroke and 452 events that led to being hospitalized for a stroke. The deaths were verified by the National Death Index and the hospitalizations were based on Medicare claims from the U.S. Center for Medicare and Medicaid Services.

The study showed that increasing levels of distress are related to increased risk of both fatal and nonfatal stroke in black and white seniors. The researchers also found that stress was associated with increased risk of hemorrhagic stroke, the type caused by a brain artery bleeding, but not by ischemic stroke, which is caused by a blood clot in an artery.

Dr. Ralph Sacco, chairman of neurology at the University of Miami Miller School of Medicine, explained how stress could be related to a stroke specifically caused by bleeding. “Increased blood pressure and abnormalities in blood clotting have previously been shown to be associated with stroke,” he said.

Sacco noted that it was especially interesting that the researchers identified what is called a dose response: the most distressed participants experienced more than a twofold increased risk of stroke mortality and a 32 percent increased risk of stroke, compared with those who reported less stress.

“The study adds to the growing evidence that stress is a significant factor in cardiovascular disease and stroke,” Sacco said.

The study found a link between greater levels of distress and stroke incidence in seniors. It did not prove cause-and-effect.

More information

Learn more about how to deal with stress effectively from the American Heart Association.

SOURCES: Susan Everson-Rose, Ph.D., M.P.H., associate professor, medicine, University of Minnesota, Minneapolis; Ralph Sacco, M.D., past president, American Heart Association, and chairman, neurology, University of Miami Miller School of Medicine; Dec. 13, 2012, Stroke, online

Last Updated: Dec. 13, 2012

SOURCE : healthday.com

ผู้ชายมีประวัติพ่อแม่หย่าร้างเสี่ยงภาวะเส้นเลือดสมองตีบ

credit: klax-tv.com

นักวิจัยแคนาดาเผยผลการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่อายุยังน้อย มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรงหลอดเลือดในสมองตีบตันได้มากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า

ผู้นำการวิจัย ดร.เอสเม ฟูลเลอร์-ทอมป์สัน จากมหาวิทยาลัยโทรอนโต กล่าวว่า ผู้ชายที่ผ่านประสบการณ์พ่อแม่หย่าร้างก่อนอายุ 18 ปี มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายที่มีครอบครัวปกติถึง 3 เท่า ในขณะที่ไม่พบความเสี่ยงอย่างเดียวกันในผู้หญิงที่ผ่านประสบการณ์ครอบครัวแตกแยกในวัยเยาว์

“ผลการศึกษาที่ออกมาน่างุนงงมิใช่น้อยเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เราได้กันคนที่เคยประสบกับความรุนแรงในครอบครัว หรือผู้ที่ติดพ่อติดแม่ออกจากการศึกษาแล้ว”

แองเจลา ดัลตัน ผู้ร่วมวิจัยเสริมว่า คณะทำงานคาดคะเนไว้ล่วงหน้าว่า ประสบการณ์วัยเด็กจากการที่พ่อแม่หย่าร้าง กับโรคหลอดเลือดสมอง อาจมีความเชื่อมโยงกันเนื่องเพราะปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่นว่า เกิดจากพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อสุขภาพ หรือสถานะทางเศรษฐกิจสังคมระดับต่ำของผู้ชายที่มาจากครอบครัวแตกแยก

อย่างไรก็ดี การศึกษากลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ได้มีการควบคุมตัวแปรต่างๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันอย่างเข้มงวด เช่น อายุ สีผิว รายได้ การศึกษา หรือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อย่างเช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ การออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน รวมไปถึงสุขภาพทางใจ และการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข

“ถึงแม้จะมีการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างเข้มงวดดังกล่าว ก็ยังพบว่าผู้ชายที่ผ่านประสบการณ์พ่อแม่หย่าร้างในวัยเด็กมีความเสี่ยงกว่าคนอื่นๆ 3 เท่าตัว” ดัลตันกล่าว

นักวิจัยยังไม่สามารถหาคำอธิบายชัดเจนได้ว่า เหตุใดการหย่าร้างจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ แต่ความเป็นไปได้หนึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด

ดร.ฟูลเลอร์-ทอมป์สันอธิบายว่า ความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบ อาจเกี่ยวข้องกับภาวะเก็บกด ในกรณีดังกล่าว เป็นไปได้ที่เด็กชายที่ประสบกับความเครียดจากการหย่าร้างของพ่อแม่ จะใช้วิธีเดียวกันในการรับมือกับความเครียดที่พวกเขาจะเผชิญต่อไปในชีวิต

หากแต่ ดร.ฟูลเลอร์-ทอมป์สันเสริมว่า ผลการวิจัยชิ้นนี้ยังจะต้องได้รับการยืนยันผลการวิจัยจากงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ด้วย ก่อนที่จะฟันธงลงไปได้ว่าการหย่าร้างส่งผลต่อภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ

ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันและโรคหลอดเลือดสมองอื่นๆ ถือเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดเป็นอันดับสอง โดยการตายของมนุษย์กว่า 10% เป็นผลมาจากโรคดังกล่าว.

ที่มา: ไทยโพสต์ 4 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

credit: klax-tv.com

Can Parents’ Divorce Boost Son’s Risk for Stroke?

Researchers suspect stress hormone may play a role

 

By Mary Elizabeth Dallas

Wednesday, September 26, 2012

WEDNESDAY, Sept. 26 (HealthDay News) — New research suggests a strong association between parental divorce and boys’ risk for stroke later in life.

Researchers from the University of Toronto found that boys whose parents divorce before they turn 18 years old are three times more likely to suffer a stroke as adults than men who grow up in intact families. They noted this greater risk of stroke was not the result of other contributing factors such as family violence or parental addiction.

“The strong association we found for males between parental divorce and stroke is extremely concerning,” study lead author Esme Fuller-Thomson, chair of the university’s Factor-Inwentash Faculty of Social Work, said in a university news release.

Even after adjusting for factors such as race, income and education, and adult health behaviors such as smoking, parental divorce was still associated with a threefold risk of stroke among males, said Fuller-Thomson.

Although the reason why these men seem at greater risk for stroke remains unclear, the study authors suggested it may have something to do with their levels of the stress hormone cortisol.

“It is possible that exposure to the stress of parental divorce may have biological implications that change the way these boys react to stress for the rest of their lives,” noted Fuller-Thomson.

Women from divorced families do not face the same increased risk, the researchers found.

Although an association was noted between sons of divorced parents and later stroke risk, the research did not establish a cause-and-effect relationship. More research is needed to confirm their findings, the researchers said.

“If these findings are replicated in other studies, then perhaps health professionals will include information on a patient’s parental divorce status to improve targeting of stroke prevention education,” said Fuller-Thomson.

The findings are published in the September issue of the International Journal of Stroke.

SOURCE: University of Toronto, news release, September 2012

SOURCE: nlm.nih.gov

ป่วยหลอดเลือดสมอง จุดชนวนตั้งแต่วัยเด็ก

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรค ที่อาจเป็นได้ทั้งตีบ แตก ตัน มักเกิดขึ้นกับคนสูงวัย และสามารถทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรืออันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ เนื่องด้วยผลที่รุนแรงของโรคนี้ นักวิจัยจึงพยายามค้นหาสาเหตุต้นตอก่อโรคให้ได้มากที่สุด เพื่อใช้เป็นคำแนะนำในการลดเลี่ยงเกิดโรคดังกล่าว

เช่นงานวิจัยของ ดร.โรเบิร์ต วิลสัน จากศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยรัช ในชิคาโก สหรัฐอเมริกา ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,040 ราย โดยพวกเขาเหล่านั้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี ทุกคนต้องตอบแบบประเมินที่มุ่งเน้นไปยังความทรงจำในอดีตก่อนอายุ 18 ปี ในด้านความรักและการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครอง ตัวอย่างคำถามสำคัญ อาทิ ตอนเด็กเคยถูกทำให้กลัวหรือโดนข่มขู่บ้างไหม เคยถูกลงโทษรุนแรงด้วยการเฆี่ยนตีด้วยเข็มขัดและวัตถุอื่นๆ หรือไม่ รวมทั้งพ่อแม่หย่าร้าง และฐานะทางการเงินของครอบครัว

หลังการประเมินผ่านไปสามปีครึ่ง กลุ่มตัวอย่าง 257 รายได้เสียชีวิตลง ในจำนวนดังกล่าวมี 192 ราย ปรากฏสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมองที่พบได้ชัดเจนจากการชันสูตรศพ และแน่นอนว่า กลุ่มตัวอย่างในจำนวนเฉียดสองร้อยรายนั้น ระบุในแบบประเมินว่า ชีวิตในวัยเด็กของพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ดี ผู้ปกครองขาดการเอาใจใส่ เคยถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ

ถึงแม้ ดร.วิลสัน จะประเมินไปถึงปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความเครียด พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และการออกกำลังกาย ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังเป็นเช่นเดิม

ดังนั้น หลังวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ดร.วิลสัน จึงสรุปได้ว่า ประสบการณ์ชีวิตที่เจ็บปวดทั้งกายและใจในวัยเด็ก ตลอดจนการเจริญเติบโตทางร่างกาย และปัญหาสุขภาพ สามารถเพิ่มความเสี่ยงป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองในตอนสูงวัยได้ถึงสามเท่าตัว เมื่อเทียบกับผู้ที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ให้ความรักความอบอุ่นมาเป็นอย่างดี

นัยว่า พ่อแม่ ผู้ปกครอง ถ้าไม่อยากให้บุตรหลานต้องป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตอนแก่ ควรเลี้ยงดูเอาใจใส่ มอบความรักและประสบการณ์ชีวิตที่ดีให้พวกเขาตั้งแต่ในวัยเด็ก.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  24 กันยายน 2555

 

.

Related Link:

.

How children are treated when they are young can affect their future health

Emotionally neglected children ‘more likely to suffer strokes in old age’

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 20:00 GMT, 19 September 2012 | UPDATED: 20:00 GMT, 19 September 2012

People who were emotionally neglected as children are more likely to suffer a stroke as adults, according to a new study.

Researchers found people who felt ignored and unsupported when young had a higher risk of the brain-damaging condition in later life.

Study author Dr Robert Wilson, of Rush University Medical Centre in Chicago, said: ‘Studies have shown that children who were neglected emotionally in childhood are at an increased risk of a slew of psychiatric disorders, however, our study is one of few that look at an association between emotional neglect and stroke.’

For the study, 1,040 people 55 years of age or older took a survey measuring physical and emotional abuse before the age of 18. The questions focused on whether they felt loved by their caregiver, were made to feel afraid or intimidated and whether they were punished with a belt or other object. Questions about divorce and financial need were also included.

Over a period of three-and-a-half years, 257 people in the study died, of whom 192 had a brain autopsy to look for signs of stroke. Forty of the participants had evidence of a stroke based on their medical history or an examination. A total of 89 people had signs of a stroke based on the autopsy results.

The study found that the risk of stroke was nearly three times higher in those who reported a moderately high level of childhood emotional neglect than those who reported a moderately low level.

Dr Wilson said the results stayed the same after considering factors such as diabetes, physical activity, smoking, anxiety and heart problems.

However, he noted a limitation of the study was that neglect was reported from memory many years after it happened, so participants may not have remembered events accurately.

Dr Kevin Barrett, a member of the American Academy of Neurology who wrote an editorial on the research, said: “The results add to a growing body of evidence suggesting that traumatic childhood experiences and physical illness in adulthood may be linked.”

The study was published in the online issue of the medical journal Neurology.

SOURCES:  dailymail.co.uk

.

The long-term experience of family life after stroke.

Kitzmüller G, Asplund K, Häggström T.

Department of Health and Society, Narvik University College, Narvik, Norway. gk@hin.no

http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22210306

.

อัมพาตเฉียบพลัน 3 ชั่วโมงต้องถึงมือหมอ

การใช้ชีวิตแข่งกับเวลาจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอัมพาตเฉียบพลัน และร้ายแรงถึงขั้นพิการตลอดชีวิตได้ หากไปไม่ถึงมือหมอภายใน 3 ชั่วโมง ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ นพ.สุรัตน์ บุญญะการกุล ผู้อำนวยการศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพญาไท 1 ว่า สาเหตุหลักมาจากโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือหลอดเลือดสมองแตก ผู้ป่วยจะมีอาการหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว แขนไม่มีแรง เริ่มพูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้เหมือนคนลิ้นไก่สั้น หรือพูดไม่ออกเลย ทั้งๆ ที่พยายามจะพูดให้เป็นปกติ อาการเหล่านี้บอกเหตุโรคหลอดเลือดสมอง

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองมีความผิดปกติ แยกเป็น 2 ชนิด คือ หลอดเลือดสมองอุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก ทำให้สมองหยุดทำงานไปอย่างเฉียบพลันจากการที่สมองไม่มีเลือดไปเลี้ยง หรือมีเลือดออกแทรกทับในเนื้อสมอง ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเดียว หรือหลายๆ อาการร่วมกัน บางคนมีอาการอ่อนแรงอย่างเดียว ชาครึ่งซีกอย่างเดียว บางคนอาจจะมีการอ่อนแรงครึ่งซีก ร่วมกับพูดไม่ชัด รับประทานอาหารแล้วสำลัก เดินเซ ผู้ป่วยจะมีอาการที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลันทั้งสิ้น ให้สังเกตอาการสำคัญ 3 อย่างให้แม่น คือ หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว แขนไม่มีแรง และพูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ หรือพูดไม่ออกเลย ถ้าทั้ง 3 อาการนี้เกิดขึ้นทันทีอย่างเฉียบพลัน หรือเกิดอาการใดอาการหนึ่ง หรือเกิดหลายอย่างร่วมกัน อย่ารอช้า รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที ถ้ามาทันใน 3 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ ผู้ป่วยก็มีโอกาสไม่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และหายเป็นปกติในที่สุด แต่ผู้ป่วยจะต้องได้พบแพทย์ที่มีความชำนาญด้านสมองและไขสันหลัง

แต่ทั้งนี้ความรวดเร็วในการดูแลผู้ป่วยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการดูแล ดังนั้นการให้ผู้ป่วยถึงมือแพทย์เร็วที่สุดเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยว่าคนไข้มีอาการพูดอ้อแอ้ ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว แขนชา รถพยาบาลที่มีเครื่องมือด้านโรคสมองโดยเฉพาะ พร้อมพยาบาลที่ผ่านการอบรมโรคสมองโดยตรงก็จะออกไปรับคนไข้ทันที โดยประสานงานกับแพทย์ด้านสมองที่โรงพยาบาลตลอดเวลา เพื่อรับทราบอาการของคนไข้ทุกระยะ ตั้งแต่รับตัวขึ้นรถพยาบาลจนถึงโรงพยาบาล ระหว่างการส่งตัวถึงแพทย์นี้จะให้การรักษาต่อเนื่องและรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อรักษาชีวิตคนไข้ และป้องกันไม่ให้คนไข้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตแบบถาวร

หลังจากที่มาถึงโรงพยาบาล แพทย์ก็จะนำคนไข้เข้ารักษาต่อในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน หรือ Acute Stroke Unit ทันที

คุณหมอสุรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในหอผู้ป่วยฯ มีแพทย์ด้านสมอง ทีมสหสาขา และพยาบาลที่เชี่ยวชาญการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองดูแลผู้ป่วยแบบตัวต่อตัว ด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย เมื่อผู้ป่วยปลอดภัยจะส่งผู้ป่วยไปพักฟื้นต่อที่หอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟู เพื่อดูอาการต่อเนื่อง ทำกายภาพแบบเข้มข้นเพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติโดยเร็ว มีการกำหนดแผนการรักษาที่แน่นอนไว้ล่วงหน้า เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยลงอย่างชัดเจน รวมถึงการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรักษาที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล สามารถลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ 30% เมื่อเทียบกับการรักษาแบบธรรมดาทั่วไป.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 20 สิงหาคม 2555

เจาะลึกการรักษา “ภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน”

‘โรคหลอดเลือดสมอง’ เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือด ซึ่งทำหน้าที่ส่งผ่านเลือดไปเลี้ยงสมอง อาจเป็นได้ทั้งการตีบ อุดตัน หรือฉีกขาด ส่งผลให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดและมีก้อนเลือดกดทับสมอง เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตหรือทุพพลภาพได้

สำหรับสถานการณ์ของโรค นพ.ฤกษ์ชัย ตุลยาภรณ์โชติ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาประสาทวิทยาด้านหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ เผย โรคดังกล่าวอยู่ในกลุ่มประสาทวิทยาที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่ง เกิดจากความเสื่อมสภาพสะสมของเซลล์ในร่างกายที่กำหนดโดยยีน เริ่มตั้งแต่ช่วงวัย 20 ปี และจะแสดงอาการชัดเจนในช่วงวัย 50 ปี โดยการดำเนินของโรคนั้นขึ้นกับปัจจัยภายนอกที่จะเข้าไปเร่งให้การเสื่อมสภาพเร็วขึ้น อาทิ ลักษณะนิสัยการกิน สภาพแวดล้อม ความดันโลหิต การดื่มสุรา หรือการสูบบุหรี่

ทั้งนี้จากรายงานในปี พ.ศ.2542 พบว่า ในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง 44,587 ราย สาเหตุใหญ่ของความพิการและเสียชีวิตเนื่องจากการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรับมืออาการที่เกิดอย่างปัจจุบันทันด่วน รวมถึงการตัดสินใจกำหนดวิธีรักษาของแพทย์ด้วย เพราะภาวะของโรคหลอดเลือดสมองนี้ แม้คนไข้จะมาถึงทันเวลาและอยู่ในมือแพทย์ที่ดีที่สุด แต่ความเสี่ยงจากการเสียชีวิตก็ยังมีอยู่ถึงร้อยละ 6 ขึ้นอยู่ที่การวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญ

อาการที่ใช้สังเกตว่าสมองขาดเลือด คือ การชาตามแขนขา ใบหน้า หรือร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง มีการสื่อสารบกพร่องสับสน เห็นภาพซ้อน ตาพร่า ทรงตัวลำบาก วิงเวียนและปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ ในบางรายที่รุนแรงมากอาจเป็นลมหมดสติ

อย่างไรก็ตาม การแสดงออกทางร่างกายที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งและระดับความรุนแรงของสมองส่วนที่ขาดเลือด ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงจากโรคประจำตัวของคนไข้ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจและลิ้นหัวใจร่วมด้วย

โดยทั่วไปถ้าอาการเกิดยังไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง แพทย์อาจจะพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือด (T-PA) เพื่อสลายก้อนเลือดที่อุดตัน แต่บางกรณีแพทย์จะตัดสินใจงดใช้เพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียตามมากับผู้ป่วยบางกลุ่ม หรือเข้าข่ายข้อห้ามสำคัญคือ ขนาดของการขาดเลือด (Stroke) ยิ่งใหญ่มากเท่าไหร่ ก่อยิ่งอันตรายสำหรับการใช้ยาละลายลิ่มเลือดมากขึ้นเท่านั้น

หากเข้าข่ายข้อหาแล้วจะรักษาอย่างไร? นพ.ฤกษ์ชัย ตอบว่า ต้องผ่าตัดยกกะโหลกศีรษะออก เพื่อปล่อยให้สมองฝั่งที่บวมขยายตัวออกโดยไม่ไปกดทับอีกฝั่ง ช่วยรักษาส่วนที่ยังดีอยู่ไว้ได้ โอกาสที่ผลการรักษาจะออกมาดีก็มีมากขึ้น อีกประการหนึ่งคือ Stroke ขนาดใหญ่สามารถมีเลือดออกมาเองได้ การให้ T-PA จึงอาจทำให้เลือดไหลไม่หยุด แต่ระหว่างนั้นรักษาคนไข้ด้วยวิธีอื่นด้วย เช่น ให้ยาบางตัว หรือให้นอนยกหัวสูงเพื่อลดสมองบวม

หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการทำนายโรค ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 6-7 วัน จะทำซีทีสแกนซ้ำอีกครั้งเพื่อดูผล ถ้าสมองยุบแล้ว จัดเตรียมกระบวนการทำกายภาพบำบัด เมื่อคนไข้พร้อมอีกครั้ง ก็จะใส่กะโหลกกลับเข้าไป

ท้ายที่สุด นพ.ฤกษ์ชัย ฝากเตือนว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคเกี่ยวกับความเสื่อมที่มีปัจจัยภายนอกเป็นตัวเร่ง ผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถควบคุมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ลดการดื่มสุรา สูบบุหรี่ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัวในกลุ่มของความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในหลอดเลือด ซึ่งต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษและควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ตามวาระ เพราะทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงกับการชะลอความเสื่อมของร่างกาย และช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลันได้ดีที่สุด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 15 พฤษภาคม 2555