ความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในปัจจุบัน

dailynews150118โรคหลอดเลือดหัวใจตีบยังเป็นปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญของคนไทย ทำให้เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เช่น ช็อก หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง ลิ้นหัวใจรั่วเฉียบพลัน ผนังแบ่งช่องหัวใจห้องล่างทะลุ ผนังด้านนอกหัวใจทะลุ หรือเกิดภาวะหัวใจวายเรื้อรัง การบีบตัวของหัวใจลดลง ลิ้นหัวใจไมตรัลรั่ว เกิดลิ่มเลือดในหัวใจห้องซ้ายล่างซึ่งอาจหลุดไปอุดหลอดเลือดที่สมองทำให้เป็นอัมพาต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบพบบ่อยมากขึ้น แม้ในต่างจังหวัด ในตัวเมืองจะมีคนป่วยด้วยโรคนี้มาก แต่ในชนบทก็พบมากขึ้น จากปัจจัยหลายอย่าง เช่น บุหรี่ อาหารไขมันสูง การออกกำลังกายลดลง รับประทานผักผลไม้ลดลง ทานของหวานมากขึ้น คนไข้ที่เป็นโรคนี้อาจมีอาการเจ็บหน้าอก แล้วมาพบแพทย์ทำการตรวจโดยวิธีการต่าง ๆ เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ การวิ่งออกกำลังกายพร้อมตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจด้วยการฉีดสีทางหลอดเลือดดำแล้วทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ และการฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจโดยตรง ก็จะวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ ตีบรุนแรงมากเท่าไร และตีบกี่เส้น หลอดเลือดแดงหัวใจมีสามเส้น คือเส้นขวา เส้นซ้ายทางด้านหน้า และด้านข้าง การตีบก็สามารถบอกว่าตีบกี่เปอร์เซ็นต์โดยวัดว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของรูหลอดเลือดลดลงมาเท่าไร เช่น ถ้าเส้นผ่าศูนย์กลางเหลือ 50% พื้นที่รูของหลอดเลือดจะเหลือเพียง 25%

ในคนไข้ที่หลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรง (มากกว่า 70% สำหรับหลอดเลือดแดงแต่ละเส้นหรือ 50% สำหรับเส้นซ้ายหลัก) การรักษามักต้องใช้วิธีที่เปิดหลอดเลือดแดงออกเพื่อนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจให้เพิ่มขึ้น ซึ่งในปัจจุบันทำได้สองวิธีคือการขยายด้วยลูกโป่งและค้ำยันด้วยขดลวดซึ่งมีสองชนิดคือชนิดไม่เคลือบและชนิดเคลือบยา และการทำทางเบี่ยงหลอดเลือดแดงหัวใจที่เรียกว่าทำบายพาส ซึ่งทำได้สองวิธีคือไม่ใช้หรือใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม การเลือกว่าควรรักษาด้วยวิธีไหนมีข้อสรุปดังต่อไปนี้คือ

1. การรักษาด้วยการขยายด้วยลูกโป่งและใส่ขดลวด มีประโยชน์มากในคนไข้ที่มาด้วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเพราะมักเป็นการอุดตันโดยลิ่มเลือดในหลอดเลือดหัวใจที่เดิมตีบไม่มาก การขยายด้วยลูกโป่งมักประสบความสำเร็จ ข้อยกเว้นอาจมีบ้างในคนไข้ที่มีหินปูนที่ผนังหลอดเลือดแดงหัวใจมาก ลูกโป่งอาจขยายไม่ออก หรือมีการตีบตันชนิดซับซ้อน โอกาสที่จะขยายได้ดีก็จะน้อยลง การขยายและเปิดเส้นภายใน 4 ชั่วโมงหลังการอุดตัน (เริ่มเจ็บหน้าอก) จะป้องกันการตายของกล้ามเนื้อหัวใจได้ ในคนไข้ที่หลอดเลือดหัวใจเส้นอื่นตีบตันรุนแรงด้วยต้องแนะนำให้รักษาต่อโดยการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจหรือการใส่ขดลวดเส้นที่เหลือ มีการศึกษาพบว่าการผ่าตัดบายพาสมีอัตราตาย โอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายใหม่และโอกาสที่ต้องมารักษาการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าการรักษาด้วยขดลวดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การผ่าตัดอาจมีโอกาสเกิดอัมพาตมากกว่า และการรักษาด้วยขดลวดชนิดเคลือบยาและไม่เคลือบยาไม่มีความแตกต่างกัน แม้ในปัจจุบันแพทย์โรคหัวใจจะใช้ขดลวดชนิดเคลือบยาเกือบทั้งหมด

2. คนไข้มาด้วยอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงและมากกว่าที่เคยเป็น แต่การตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจยังไม่พบว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการตายของกล้ามเนื้อหัวใจมากซึ่งอาจทำให้เสียชีวิต การรักษาในระยะแรกจะให้ยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวน้อยลงเรียกว่า heparin แล้วนำคนไข้ไปฉีดสีเส้นเลือดหัวใจใน 24 -48 ชั่วโมงแรกหลังมีอาการ การรักษาแล้วแต่ผลของการฉีดสี เช่นพบว่าหลอดเลือดหัวใจตีบเส้นเดียว มีพยาธิสภาพไม่ยุ่งยากมากนักการรักษาด้วยลูกโป่งและขดลวดน่าจะได้ผลดี แต่ถ้าหากพบว่าหลอดเลือดหัวใจตีบมากทั้งสามเส้น หรือเส้นซ้ายหลักตีบรุนแรง การตีบตันเป็นทางยาว มีหินปูนในผนังมาก ตีบตรงจุดแยกของแขนงใหญ่ การบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่างไม่ดี หรือมีลิ้นไมตรัลรั่วมากกว่าระดับปานกลาง การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจจะได้ผลดีกว่าในแง่ของอัตราตายในระยะยาวน้อยกว่า โอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายใหม่หรือต้องมาฉีดสีขยายหลอดเลือดหัวใจหรือผ่าตัดบายพาสอีกรอบจะมีน้อยกว่ามาก

3. คนไข้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกไม่บ่อยและไม่เป็นถี่ขึ้นหรือรุนแรงขึ้น ถ้ามีการบีบตัวของหัวใจปกติ การรักษาด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หยุดสูบบุหรี่ ควบคุมเบาหวาน ทานยาลดไขมันและคอยตรวจระดับไขมันที่ไม่ดีในเลือดได้แก่ Cholesterol, Triglyceride, LDL น่าจะเป็นวิธีการดีที่สุด ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปฉีดสี หรือเคยฉีดสีแล้วพบว่าตีบเพียง 1-2 เส้น ไม่ใช่เส้นซ้ายหลัก การขยายด้วยลูกโป่งและใส่ขดลวดก็ไม่ได้มีประโยชน์มากขึ้น ถ้าหากอาการเปลี่ยนแปลงจึงมาฉีดสีใหม่ เพราะมีโอกาสที่เส้นเลือดแดงหัวใจตีบตันมากขึ้นนั้นมีมาก แล้วจึงรักษาตามผลของการฉีดสี

มีการศึกษาเปรียบเทียบการผ่าตัดบายพาสโดยใช้และไม่ใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม ลงตีพิมพ์ใน Journal of Thoracic and Cardiovascular Surgery ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2557 เป็นการศึกษาจากรายงานในโลกที่รวบรวมคนไข้ทั้งหมด 104,360 คน พบว่าการผ่าตัดแบบใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมมีการเสียชีวิตน้อยกว่าแบบไม่ใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมถึง 7% เมื่อติดตามผู้ป่วยไปในระยะ 5 ปี มีการศึกษาอีกเรื่องหนึ่งใน journal ฉบับนี้เกี่ยวกับการศึกษาคนไข้อายุมากกว่า 70 ปีที่ได้รับการผ่าตัดบายพาสหัวใจโดยสองวิธีนี้ ติดตามโดยการฉีดสีที่ 6 เดือนหลังการผ่าตัดพบว่ากลุ่มไม่ใช้เครื่องหัวใจปอดเทียมเส้นเลือดที่ต่อปกติ 79%, ตีบ 9% และตัน 12% ส่วนคนไข้ที่ผ่าตัดโดยใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมพบว่าเส้นเลือดที่ต่อเป็นปกติ 86% ตีบ 5% และตัน 9% ความแตกต่างเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญทางสถิติ จากข้อสรุปทั้งสองเรื่องพบว่าการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจโดยใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมจะเกิดการตีบและตันของเส้นเลือดน้อยกว่า และคนไข้จะรอดชีวิตมากกว่าการผ่าตัดโดยไม่ใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม

ข้อมูลจาก นายแพทย์กิตติชัย เหลืองทวีบุญ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

ที่มา: เดลินิวส์ 18 มกราคม 2558

ตัดเส้นประสาทกำราบความดัน

bangkokbiznews131107_001ความดันโลหิตสูงเป็น 1 ในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยแต่ละปีมีประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะนี้มากถึงเกือบ 8 ล้านคน ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่ามีอันตรายเกิดขึ้นกับในร่างกายของตัวเอง เพราะโรคนี้แทบจะไม่ปรากฏสัญญาณเตือนใดๆ จนนานวันเข้ากลายเป็นสาเหตุเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตตามมาอย่างที่หลายคนนึกไม่ถึง เป็นสาเหตุอธิบายว่าทำไม “ความดันโลหิตสูง” จึงถูกขนานนามว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ”

สถิติจากมิเตอร์ประเทศไทย ของมหาวิทยาลัยมหิดล รายงานวันที่ 3 ต.ค 56 เวลา 15.26 น. พบว่า ตั้งแต่ต้นปีคนไทยเสียชีวิตแล้วด้วยโรคหัวใจรวม 25,959 คน โรคหัวใจขาดเลือด 26,197 คน โรคหลอดเลือดในสมองแตก 20,005 คน เบาหวาน 20,005 คน ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวเนื่องมาจากความดันโลหิตที่สูงขึ้นทั้งสิ้น

พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้นิยามของโรคความดันโลหิตสูงว่า มีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด และถือเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง หากทิ้งไว้นานโดยไม่ได้ใส่ใจเข้ารับการดูแลรักษา ก็อาจนำไปสู่โรคหรือภาวะแทรกซ้อนน่ากลัวกับอวัยวะสำคัญตามมา อาทิ โรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หัวใจโต หัวใจเต้นผิดจังหวะ จอประสาทตาเสื่อมทำให้การมองเห็นลดลงหรือถึงขั้นตาบอด ไตวายเรื้อรัง โรคเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น ไต แขนขา ตีบหรืออุดตัน เป็นต้น

สาเหตุของความดันโลหิตสูง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มที่ 1 เป็นผลจากภาวะโรคใดโรคหนึ่งหรือเรียกว่าความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ เช่น ภาวะธัยรอยด์เป็นพิษ ไตวายเรื้อรัง เนื้องอกของต่อมหมวกไต เป็นต้น แนวทางการรักษาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ รักษาที่ภาวะโรคที่เป็นต้นเหตุ

กลุ่มที่ 2 เรียกว่าความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ มักเป็นผลจากพันธุกรรม ความอ้วน อายุที่เพิ่มขึ้น นิสัยการกินเค็ม การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ความเครียด ร่วมกับผลจากความไม่สมดุลระหว่างระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวหรือขยายของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ซึ่งเป็นวงจรที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรงระหว่างการสั่งการจากสมอง ประสาท ไขสันหลัง และหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไต

คุณหมอย้ำว่า ความดันโลหิตสูงปฐมภูมินั้นไม่มีทางรักษาหายขาด ต่างจากแบบทุติยภูมิที่เมื่อรักษาโรคต้นตอแล้ว ภาวะความดันโลหิตสูงก็จะบรรเทาไปเอง การหมั่นตรวจสุขภาพ ดูแลรักษาร่างกาย พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแรกซ้อน

โดยทั่วไปการรักษาจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย หากไม่ร้ายแรงอาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เช่น ลดกินเค็ม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย เลิกสูบบุหรี่ ไปจนถึงการกินยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต

แต่สำหรับบางรายที่แม้จะพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเต็มที่แล้ว และรับประทานยาที่มากทั้งชนิดและปริมาณแล้วก็ยังไม่ช่วยอะไร ความดันโลหิตยังมีค่าเกินกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท ถ้ามีอายุน้อยกว่า 80 ปี มักแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการจี้ไฟฟ้าที่ระบบประสาทอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า Renal Denervation Therapy

วิธีนี้เป็นการใช้ความร้อนจากคลื่นความถี่วิทยุ จี้ทำลายร่างแหเส้นประสาทอัตโนมัติที่อยู่ในผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตทั้งสองข้าง โดยใช้อุปกรณ์พิเศษสอดผ่านหลอดเลือดจากขาหนีบย้อนขึ้นไปถึงหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตซึ่งเป็นแขนงของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง มีข้อดีคือใช้เวลารักษาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง หลังจากนั้นพักฟื้นและดูอาการอีกประมาณ 6 ชั่วโมง และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วัน

อย่างไรก็ตาม คุณหมอปิยนาฏแนะนำว่า “ท้ายที่สุดแล้ววิธีการรักษาเหล่านี้เป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น สุขภาพแข็งแรงควรเริ่มต้นที่การ “ป้องกัน” รู้จักดูแลตัวเองด้วยการนำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายแจ่มใส เพียงเท่านี้นอกจากจะช่วยให้ห่างไกลโรคภัยแล้ว ยังไม่ต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นอีกด้วย”

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 7 พฤศจิกายน 2556

นวัตกรรมการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ

นวัตกรรมการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ
รศ.นพ.ดำรัส ตรีสุโกศล
ศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ที่ผ่านการรักษาแล้ว มีโอกาสที่จะเกิดการตีบซ้ำได้ แต่ด้วยนวัตกรรมการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีขึ้น

 หลอดเลือดตีบตรงทางแยกทั้งแขนงหลังแขนงรวมหรือแขนงรวม

 ปัจจุบันการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีตั้งแต่การให้ยารับประทาน การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ หรือ บายพาส รวมถึงการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด ซึ่งผลการรักษายังมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีการตีบของหลอดเลือดหลักที่มีหลอดเลือดแขนงร่วมด้วย

สำหรับการใช้ขดลวดพิเศษ เพื่อรักษาผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบที่มีแขนงร่วมผ่านสายสวนนี้ จะมีการเจาะหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ ผ่านสายสวนไปยังหลอดเลือดเหมือนๆ กับการรักษาหลอดเลือดทั่วไป และมีการขยายบอลลูนในตำแหน่งที่ตีบ เพื่อใส่สายสวนพิเศษไปยังหลอดเลือดหลัก ปล่อยขดลวดโดยถอนสายรัดออกช้าๆ ให้ขดลวดดีดตัวออกเองจนกางเต็มที่ หลังจากนั้น ใส่ขดลวดชนิดธรรมดา ที่เคลือบยาต้านการตีบซ้ำไปยังแขนงหลักและแขนงรอง แล้วกางขดลวดออกให้ส่วนปลายต่อกันกับขดลวดพิเศษ ซึ่งใช้เวลาในการรักษาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นผู้ป่วยสามารถกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น และสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ

ขดลวดพิเศษที่ใช้รักษาหลอดเลือดทางแยกนี้ ถักจากโลหะนิตินอลเคลือบด้วยโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายตัวเองภายใน 60-180 วัน และเคลือบยาไบโอลิมัส เอ-9 เพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ที่จะมาซ่อมแซมผนังหลอดเลือดให้ช้าลง ทำให้โอกาสการกลับมาตีบซ้ำหลังการรักษาน้อยลง ในขณะที่การรักษาแบบเดิมอาจเกิดภาวะตีบซ้ำสูงถึงร้อยละ 25 เพราะขดลวดแบบเดิมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับหลอดเลือดทางแยกโดยเฉพาะ ทำให้การรักษามีความยุ่งยากซับซ้อน และได้ผลการรักษาที่ไม่ดีเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ที่มีแขนงร่วมผ่านสายสวน คือ หลอดเลือดแขนงรองต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 2.5 มม.รวมถึงมุมของหลอดเลือดแขนงหลักและหลอดเลือดแขนงรอง ไม่เกิน 70 องศา ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาคัดกรองความเหมาะสมในการรักษาต่อไป

สำหรับการป้องกันภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ สิ่งสำคัญ คือ ลดอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดเส้นเลือดหัวใจตีบตัน รวมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพหัวใจในผู้ที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 มิถุนายน 2555

.

Related link:

โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพ

‘สเต็นท์’ ‘โครงลวด’ ค้ำยัน ‘หลอดเลือดหัวใจตีบ’

โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพ

การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบมีวิวัฒนาการที่ยาวนาน เริ่มจากการใช้ “บอลลูน” ต่อมา คือ การใช้ขดลวดโลหะ (สเต็นท์) แบบธรรมดา และพัฒนาไปสู่ “สเต็นท์เคลือบยา” ลดการตีบซ้ำ จนถึงปัจจุบันได้มีนวัตกรรม “โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพ” ย่อยสลายเองได้ ส่วนจะแตกต่างจาก “สเต็นท์”อย่างไรไปฟังคำตอบกัน

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ แพทย์หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมมัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สเต็นท์ทำมาจากวัสดุที่เป็นโลหะ อาจจำกัดการขยายตัวและบีบตัวของหลอดเลือด หรืออาจไปบดบังการฉายรังสีเอกซเรย์ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) รวมทั้งมีโอกาสทำให้เม็ดเลือดยึดเกาะรวมตัวกันและจับตัวกันเป็นลิ่มเลือดที่อาจเป็นอันตรายได้ ในปัจจุบันยังมีการใช้สเต็นท์อยู่ แต่ท่อค้ำยันชีวภาพก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี เพราะมีความปลอดภัยสูง โอกาสเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบซ้ำก็พอ ๆ กับสเต็นท์เคลือบยา

โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพ สามารถหด คลายตัว เคลื่อนไหวได้เหมือนกับหลอดเลือดปกติ ช่วยลดข้อจำกัดของขดลวดถ่างขยายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยจะทำหน้าที่เปิดและเป็นโครงสร้างค้ำยันให้กับหลอดเลือดที่ตีบตัน จนกระทั่งหลอดเลือดนั้นได้รับการรักษาจนทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนของโลหิต เมื่อเวลาผ่านไปโครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพก็ย่อยสลายไปเอง

โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพ ผลิตจาก “โพลีแลคติก แอซิด” เป็นวัสดุที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่า มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพกับร่างกายมนุษย์และเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในการฝังอุปกรณ์ทางการแพทย์ไว้ในร่างกายมนุษย์ เช่น ไหมเย็บแผลชนิดละลายได้ ซึ่งโครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพจะเริ่มสลายตัวในช่วง 6 เดือนหลังจากที่มีการฝังเข้าไปและจะสลายตัวไปจนหมดสิ้นภายในระยะเวลา 2 ปี

ผลการวิจัยในต่างประเทศ ทั้ง ออสเตรเลีย เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ โปแลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ พบว่า โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพสามารถรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้ และหลอดเลือดที่มีการฝังโครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพสามารถขยายและบีบตัวได้โดยไม่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวจากอุปกรณ์ที่ฝังไว้ รวมทั้งไม่ปรากฏกรณีของการเกิดลิ่มเลือดด้วย

โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพเหมาะกับคนไข้หลอดเลือดหัวใจตีบที่อายุน้อย ๆ เพราะหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดีกว่าในกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงคนไข้ที่มีการอุดตันของเส้นเลือดบริเวณส่วนต้น เส้นเลือดมีขนาดใหญ่   ส่วนผู้ป่วยที่เกิดการอุดตันของเส้นเลือดบริเวณส่วนปลาย เส้นเลือดแข็งตัว มีหินปูนเกาะเยอะจะทำได้ยากหรือไม่สามารถทำได้เลย ทั้งนี้มิได้หมายความว่าในผู้สูงอายุจะทำไม่ได้เลย หากมีหลอดเลือดหัวใจยืดหยุ่น หินปูนเกาะน้อยก็ยังได้ประโยชน์จากการใช้โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพอยู่ในบ้านเรา หากมีอุปกรณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจก็น่าจะทำได้ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษ เพียงแต่จะต้องมีการฝึกอบรมพอสมควร อาทิ การเอกซเรย์ การอบรมพยาบาลในห้องสวนหัวใจ การศึกษาว่าจะใส่โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพได้อย่างไร ซึ่งโครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย เพราะเพิ่งมีการนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อใช้สอนแสดงเท่านั้น  ท้ายนี้คงต้องบอกว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ทั้งในประชากรชายและหญิงทั่วโลก ผู้ชายมีความเสี่ยงกว่าผู้หญิง แต่ความเสี่ยงในผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน โรคนี้เป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงที่ส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุดตันจากการสะสมของ “พลัค” ที่เกิดจากไขมัน คอเลสเตอรอล แคลเซียม หรือสารอื่น ๆ ที่สะสมบนผนังด้านในหลอดเลือดแดง เวลาผ่านไปคราบพลัคจะแข็งตัวปิดกั้นหลอดเลือดหัวใจ อาการบ่งชี้ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจถี่ แน่นหน้าอกขณะที่ทำกิจกรรมหรือเครียด ส่วนอาการอื่น ๆ เช่น ปวดแขน ปวดขากรรไกร แสบร้อนหน้าอก ลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน มีเหงื่อออกมาก หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์ทันที.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์  24 มิถุนายน 2555

‘ส​เต็นท์​’​

‘โครงลวด’ ค้ำยัน ‘หลอดเลือดหัวใจตีบ’

ถ้าเอ่ยถึง “สเต็นท์” หลายท่านอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าครอบครัวไหนที่คนในบ้านเป็น “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” ก็คงคุ้นชื่อเป็นอย่างดี บังเอิญช่วงนี้มีข่าว รพ.หลายแห่งเรียกเก็บเงินค่า “สเต็นท์เคลือบยา” จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกินจริง  ผู้เขียนก็เลยถือโอกาสไปพูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ เพื่ออธิบายเรื่อง “สเต็นท์” ให้ผู้อ่านได้รับทราบกัน

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า “สเต็นท์” คือ โครงลวด เหมือนโครงลวดเล็ก ๆ อยู่ในไส้ ปากกา จุดประสงค์ คือ เอาไว้ค้ำยันไม่ให้หลอดเลือดหัวใจกลับมาตีบซ้ำ

หลอดเลือดหัวใจที่ตีบ คือ หลอดเลือดโคโรน่ารี่ พบความพิการเกิดขึ้นได้บ่อย ถ้าตีบก็จะตีบเยอะ บางคนตีบทั้ง 3 หลอดเลือดหรือท่อเมน บางคนอาจตีบท่อเดียวแต่ตีบหลายจุด พยาธิสภาพในแต่คนไม่เหมือนกัน

อายุที่พบหลอดเลือดหัวใจตีบมาก คือ  ผู้ชายหลังอายุ 40 ปี ผู้หญิงหลังอายุ 50 ปี พออายุมากขึ้นโอกาสจะเป็นโรคนี้ก็มากขึ้น

อาการคนไข้หลอดเลือดหัวใจตีบ มี 2 อย่าง คือ แน่นหน้าอกฉับพลันทันที ภาษาอังกฤษ เรียกว่า “ฮาร์ท แอทแท็ค” คือ กล้ามเนื้อหัวใจวาย เพราะมีก้อนเลือดไปอุดตัน  อีกกลุ่มจะมีอาการ ค่อย ๆ ตีบมากขึ้น จะมีอาการแน่นหน้าอกเวลาออกกำลังกาย อาการส่วนใหญ่ คือ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก

ปกติการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและดูอาการก็พอรู้ การเดินสายพานจะเป็นการยืนยันว่าน่าจะเป็นจริง เช่น ถ้าเดินสายพานนาทีเดียวแน่นหน้าอกแสดงว่าโรคเป็นเยอะ  แต่ถ้าเดินสายพาน 6-7 นาทีค่อยมีอาการ  ก็แสดงว่า โรคเป็นน้อยโอกาสที่จะรักษาทางยายังพอไหว

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ การรักษาหลัก ๆ คือ การรักษาทางยา การขยายหลอดเลือด หรือ ทำบอลลูน และการทำบายพาส  การขยายหลอดเลือดหัวใจเริ่มมาตั้งปี พ.ศ. 2520 เริ่มต้นด้วยการใส่ลูกโป่งขยายหลอดเลือด พอปี พ.ศ 2533 ปัญหาที่เจอจากการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่ง คือ เส้นเลือดฉีก ปริ ขาด แตก ทำให้ต้องไปผ่าตัดต่อเส้นเลือดฉุกเฉิน ส่วนหนึ่งที่ขยายไปแล้ว แม้ไม่ฉีก ปริ ขาด แต่ก็อาจเกิดแผลเป็นในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำ ใน 100 คนที่ได้รับการขยายหลอดเลือดจะมีประมาณ 20 คนที่กลับมาตีบใหม่ มี 2 คนที่ปริ ฉีก ขาด ต้องไปผ่าตัดต่อเส้นเลือดฉุกเฉิน

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2533 จึงมีคนคิดว่าจะใส่โครงลวดเพื่อค้ำยันหลอดเลือดหัวใจตีบเอาไว้ ไม่ให้ตีบ ฉีก และไม่ให้เกิดแผลเป็นจนกลับมาตีบซ้ำ โครงลวดทำจาก “สเตน เลสสตีล” ก็เหมือนเป็นเส้นเลือดเสริมใยเหล็ก ไม่ถูกย่อยสลาย แก้ไขปัญหาเส้นเลือดฉีก ปริ ขาด และช่วยค้ำยันแผล เป็นไม่ให้กลับมาตีบซ้ำ จากร้อยละ 20 ก็เหลือประมาณ ร้อยละ 10

การใช้สเต็นท์รักษาคนไข้ที่หลอดเลือดหัวใจตีบช่วงสั้น ๆ ใหญ่ ๆ ได้ผลดี แต่ปัญหา คือ ทางเดินตีบยาวและเส้นเลือดเล็ก โอกาสจะตีบใหม่ก็มีสูง ดังนั้นก็เลยมีคนคิดการเคลือบยาเพื่อกดการสร้างแผลเป็นให้น้อยลง คือ นอกจากมีโครงเหล็กก็จะมียาเคลือบด้วย โดยยาที่เคลือบอยู่ จะค่อย ๆ ถูกปล่อยออกมา ดังนั้นในปัจจุบันแพทย์มักใช้สเต็นท์ชนิดเคลือบยา เพื่อให้ใช้งานได้นานขึ้น และโอกาสจะกลับมาตีบซ้ำก็น้อยลง

เมื่อมีการใช้สเต็นท์มาก ๆ การรักษาคนไข้ก็เปลี่ยนไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไข้ก็ไม่อยากผ่าตัด อีก ทั้งทำง่าย แพทย์มีความชำนาญมากขึ้น บางคนใช้  6-7 สเต็นท์ คิดว่าน่าจะเข้ามาทดแทนการผ่าตัดได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องพิสูจน์ต่อไปว่าจะเข้ามาแทนการผ่าตัดหรือไม่

สเต็นท์จะเข้ามาแทนในกลุ่มที่เป็น “ฮาร์ท แอทแท็ค” มีลิ่มเลือดอุดตัน สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงมา จาก 100 คน 30 คนอาจเสียชีวิต แต่ปัจจุบัน น้อยกว่า 10 คนที่เสียชีวิต ส่วนกลุ่มคนไข้ที่ค่อย ๆ ตีบ การใช้สเต็นท์ ก็ถูกนำมาใช้แทนเช่นกัน

ก่อนจะใส่สเต็นท์ จะต้องฉีดสีดูก่อนพยาธิสภาพว่า หลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ตีบอย่างไร ขนาดกี่มิลลิเมตร ยาวแค่ไหน กี่เส้น มีคด ๆ งอ ๆ หรือมีหินปูนหรือไม่ จากนั้นจะคุยกับญาติอธิบายให้เข้าใจถึงประโยชน์และความเสี่ยง

การใส่สเต็นท์จะใช้เวลาประมาณ 1 ชม. วิธีการ คือ เจาะเส้นเลือดใหญ่ทางขาหนีบ หรือเจาะเส้นเลือดที่  ข้อมือ ย้อนกลับไปที่หัวใจได้ จึงเรียกวิธีนี้ว่า “การสวนหัวใจ” ถ้าเจาะบริเวณขาคนไข้จะพักฟื้นประมาณ 6 ชม. ให้คนไข้นอน รพ.ประมาณ 1 วัน แต่ถ้าเจาะบริเวณแขน คนไข้สามารถลุกเดินได้เลย โดยแพทย์จะให้คนไข้อยู่ใน รพ.อย่างน้อย 8-12 ชม. เมื่อเทียบกับการผ่าตัด คนไข้นอน รพ.สั้นลง เจ็บตัวน้อยลง และมีความปลอดภัยกว่า

ผลแทรกซ้อนจากการใส่สเต็นท์ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น เลือดออก เส้นเลือดปริ ฉีกขาด บางรายอาจเกิดภาวะไตวาย จากการฉีดสี และอาจเสียชีวิตได้ในกรณีหลอดเลือดปริ ฉีกขาด ไม่ตอบสนองต่อการรักษา แต่โอกาสเสียชีวิตมีเพียง 1 ในหมื่นรายเท่านั้น

นวพรรษ บุญชาญ : สัมภาษณ์

 

ที่มา: เดลินิวส์  25 ตุลาคม 2552