หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้

ramachannel140711_01ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ หัวหน้าศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบ่งได้ 2 ประเภท คือ โรคหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ และโรคหัวใจเต้นช้าผิดจังหวะ แต่ที่พบบ่อย คือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด เอเอฟ (Atrial fibrillation : AF) ซึ่งเกิดจากสร้างสัญญาณไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นเร็วสูงถึง 190-350 ครั้งต่อนาที ซึ่งพบได้ในทุกกลุ่มอายุแต่พบมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับความเสื่อมของร่างกาย การดื่มสุรา หรือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ หรืออาจมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น รู้สึกไม่สบาย ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ บางรายอาจพบลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนอันตราย หากลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดในอวัยวะสำคัญ อาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วย 5-7 คน ใน 100 คน หรือ 2 เท่าของผู้ที่หัวใจเต้นปกติ

“ขณะนี้มีผู้ป่วยภาวะหัวใจผิดปกติชนิดเอเอฟสูงขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐฯ คาดว่ามีผู้ป่วย 2.2 ล้านคน หรือร้อยละ 0.4 ของประชากร คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ได้ทำการวิจัยและพัฒนากระบวนการรักษาเพื่อให้บริการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้เปิด “ศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” ซึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทั้งการจี้ด้วยสายสวนด้วยระบบคาร์โต (Carto system) การผ่าตัดขนาดเล็ก และการผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ที่ทำสำเร็จเป็นแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ผศ.นพ.ครรชิต กล่าว และว่าส่วนการรักษา หากผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นช้าผิดปกติ 20-30 ครั้งต่อนาที สามารถฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจที่หน้าอกได้

ผศ.นพ.ครรชิต กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนวิธีการรักษา เมื่อพบความผิดปกติหัวใจเต้นผิดจังหวะ หลังจากมีการซักถามอาหารโรคเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา โดยเบื้องต้นจะต้องเปลี่ยนแปลงเลิกพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มสุรา กาแฟ หรือรักษาโรคหัวใจที่มีอยู่ จากนั้นก็ต้องหารือกับคนไข้จะเลือกวิธีการรักษาแบบการจี้ หรือผ่าตัด ซึ่งจะใช้วิธีการจี้ด้วยสายสวนด้วยระบบคาร์โต ซึ่งเป็นส่งคลื่นวิทยุความถี่สูง แต่หากการจี้ไม่ได้ผลดี จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการผ่าตัด ซึ่งพบว่า สามารถรักษาหายได้ 70-80% โดยไม่กลับมาเป็นเป็นซ้ำอีก โดยที่ผ่านมาทำการผ่าตัดไปแล้ว 2ราย

“วิธีการนี้มีใช่รักษาในอเมริกาไม่ต่ำกว่า 10 ปี แต่ถือเป็นวิทยาการล่าสุด ที่ทำสำเร็จเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ต้องไปรักษาในต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากเฉียดล้านบาท ซึ่งการผ่าตัดในประเทศจะช่วยลดการใช้จ่ายได้ 10 เท่าตัว” ผศ.นพ.ครรชิต กล่าว

ด้านผศ.นพ.สุชาต ไชยโรจน์ หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า วิทยาการล่าสุดเพื่อรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดปกติชนิด เอเอฟ คือ การผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งได้รับความร่วมมือกับทีมแพทย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และมหาวิทยาลัย UCLA เบื้องต้นแพทย์ต้องวินิจฉัยว่าผู้ป่วยควรรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ การผ่าตัดวิธีนี้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดแบบเดิม โอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนต่ำ เพราะเป็นการผ่าตัดขนาดเล็ก 2 จุด บริเวณช่องชายโครงความยาว 1-2 ซม.เพื่อสอดใส่กล้อง จากนั้นใช้อุปกรณ์พิเศษคล้องบริเวณขั้วของหลอดเลือดดำที่ปอด เพื่อปล่อยคลื่นไมโครเวฟทำลายวงจรผิดปกติของหัวใจ เมื่อหัวใจเต้นปกติ จะปิดเย็บแผล ใช้เวลาการผ่าตัดเพียง 1-1.5 ชั่วโมง หลังจากผ่าตัดผู้ป่วยจะพักใน รพ.1-2 วัน หากไม่พบความผิดปกติก็กลับบ้านได้

ผศ.นพ.สุชาต กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้ คือ แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดและพักฟื้นสั้น และโอกาสผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดสูง ซึ่งแพทย์และประชาชนที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ในงานประชุมวิชาการของคณะ ฯ ซึ่งจัดที่ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ หรือที่www.ramacvmc.org

ขณะที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากโรคเอดส์ ข้อมูลปี 2549 ของกระทรวงสาธารณสุข พบ ผู้ป่วยโรคหัวใจ 328,195 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจประมาณ 4 หมื่นรายต่อปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 4 ราย ขณะที่ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ 107.5 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา มีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจมากขึ้นเช่นกัน

“สาเหตุการเสียชีวิตจากโรคหัวใจส่วนใหญ่ เกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ยังพบว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ โดยเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตกะทันหัน ไหลตาย หรือการเสียชีวิตของนักกีฬาในขณะแข่งขัน” ศ.รัชตะ กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก ศ.นพ.รัชตะ รัชตนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ หัวหน้าศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และผศ.นพ.สุชาต ไชยโรจน์ หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

Advertisements

NCD โรคไม่ติดต่อ โดย ผศ.ดร.พญ.มยุรี หอมสนิท

manager140625_01“องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันทั่วโลก เกิดจากกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD มากถึง 68%”
NCD ย่อมาจาก Non Communicable Disease หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อ โรคกลุ่มนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่สำคัญและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในคนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างไม่เหมาะสม ทั้งในการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย ร่วมกับความเสื่อมของร่างกายตามอายุ ซึ่งทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน มะเร็ง โรคเหล่านี้อาจนำไปสู่โรคที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไตเรื้อรัง และโรคสมองเสื่อมจากสาเหตุต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตแย่ลง มีความพิการ หรือแม้แต่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พ.ศ.2551 (ไม่แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันมากนัก) มียอดผู้เสียชีวิต 57 ล้านคน ปรากฏว่า 36 ล้านคน หรือ 63% เกิดจากโรคที่ไม่ติดต่อ อันดับ 1 คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (48% หรือ 17.28 ล้านคน) โรคมะเร็ง (21% หรือ 7.6 ล้านคน) โรคระบบหายใจเรื้อรัง (12% หรือ 4.2 ล้านคน) และโรคเบาหวาน (ที่เป็นสาเหตุโดยตรง 3.5% หรือ 1.3 ล้านคน) ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดมาจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์มากไป

และจากพฤติกรรมยังเป็นที่มาของโรคความดันโลหิตสูง ทำให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 16.5% ของทั่วโลกจากการสูบบุหรี่ และจากน้ำตาลในเลือดสูง 9% การไม่ออกกำลังกาย 6% และน้ำหนักเกิน 6% หรือภาวะอ้วนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 5% อีกด้วย

จากสถิติจะเห็นได้ว่า คนทุกวัยมีสิทธิ์ที่จะเป็น แต่โรคเรื้อรังกลุ่มนี้มักพบในผู้สูงอายุ ที่มีการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การสูบบุหรี่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ล้านคนทุกปี รวมถึงผู้ที่เสียชีวิตจากการสูดควันบุหรี่จากผู้อื่น และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้าน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิต 3.2 ล้านคน จากการที่ออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีผู้เสียชีวิต 2.5 ล้านคน จากการดื่มแอลกอฮอล์ 1.7 ล้านคน เสียชีวิตจากการรับประทานผลไม้และผักน้อยไป

ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเราพิจารณาจากน้ำหนักตัวของประชากร ที่อยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐานมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มโรค NCD

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2557

 

manager140702_01

ปรับพฤติกรรม ปลอดภัยจาก NCD
“ในเรื่องของกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD ที่มาพร้อมกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เป็นเรื่องที่ควรรู้ รวมถึงการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ห่างไกลจากลุ่มโรคเรื้อรังเหล่านี้”
ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD จะเริ่มจากภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วมักจะเป็นเรื้อรังโดยตามมาด้วยโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ถ้าเป็นโรคเบาหวาน อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังเหล่านี้ มาจากพฤติกรรมที่ไม่สมดุลกัน ทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการทำงานที่สะสม จนเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ทั้งสิ้น

เริ่มแรกเราต้องตระหนักว่า โรคเรื้อรังต่างๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเอง และส่งผลกระทบกับคนในครอบครัว เมื่อตระหนักแล้วก็ต้องรู้จักปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เราเคยปฏิบัติกันมาจนเคยชิน ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยเริ่มต้นจากปัจจัยสำคัญที่สุดคือ อาหารที่เรารับประทาน ไม่ควรเป็นอาหารที่หวานจัด อาหารที่มีความมัน และอาหารรสเค็ม เครื่องดื่มก็เช่นกัน น้ำหวานน้ำอัดลม รวมทั้งเครื่องดื่มที่หวานมัน เช่น กาแฟปั่น กาแฟเย็นก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ นำมาซึ่งโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน ซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของตนเอง
นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม ก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผักมากๆ ผลไม้สด ที่ไม่หวานจัดในปริมาณที่พอดี เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและช่วยการขับถ่าย ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย
นอกจากนี้ เรื่องของการทำงาน พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย 3 อย่างนี้มักจะมาด้วยกัน เนื่องจากการทำงานเป็นเวลานาน จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน รวมถึงการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าไม่ปรับพฤติกรรมเหล่านี้ ก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรให้เวลาในการทำกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันใน 1 สัปดาห์ ทำให้ได้ประมาณ 5 ครั้ง ก็จะเป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี ที่สำคัญต้องงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด หากทำได้ โอกาสการเกิดโรคในกลุ่ม NCD ก็ลดลงตามไปด้วย

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2557

ผู้ชายหัวล้านเสี่ยงโรคหัวใจ

dailynews130721_001ท่านผู้อ่านคงได้ยินข่าวนักวิจัยในต่างประเทศ ค้นพบว่า ผู้ชายศีรษะล้านมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะล้านตรงกลางศีรษะมีความเสี่ยงมากที่สุด

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัญหาศีรษะล้านแบบผู้ชาย หรือที่เรียกว่า “เมล แพทเทิร์น บอลด์เนส” (male pattern baldness) ลักษณะ คือ ศีรษะล้านเหมือนขุนช้าง ล้านตรงกลาง แต่บริเวณขมับ 2 ข้างยังมีเส้นผมอยู่ คนกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนปกติ โดยเฉพาะคนศีรษะล้านและมีภาวะอ้วนร่วมด้วย ไม่ได้หมายความว่าศีรษะล้านอย่างเดียว ในกรณีศีรษะล้านแล้วรูปร่างผอม ความเสี่ยงอาจน้อยลง

ผู้ชายศีรษะล้าน มักจะมีฮอร์โมนเพศชายมาก คือ แอนโดรเจนและเทสโทสเตอโรน ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากฮอร์โมนในเพศหญิงจะเป็นตัวป้องกันคอเลสเตอรอลไม่ให้ไปจับในหลอดเลือดหัวใจ

การที่ผู้หญิงมีฮอร์โมน เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน จะช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปสะสม ทำให้ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ยังไม่หมดระดูมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าผู้ชาย

ปัจจุบันพบผู้เสียชีวิต และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะผู้ชาย ดังนั้นผู้ชายที่มีภาวะอ้วน หัวล้าน ผมบาง สูบบุหรี่ เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีความเสี่ยงมากที่สุด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี ถ้ามีอาการเหนื่อย แน่นหน้าอกควรปรึกษาแพทย์เร็วขึ้น นอกจากนี้ควรควบคุมอาหาร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าผู้หญิง ซึ่งโรคนี้มีทั้งปัจจัยที่ป้องกันได้และป้องกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า ผู้ชายศีรษะล้านจะมีความเสี่ยงทุกราย ต้องมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่

ปัจจัยที่ไม่สามารถป้องกันได้คือ อายุ เพศ ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง คนที่มีอายุมากก็มีความเสี่ยงมากขึ้นเราจะไปแก้เรื่องเพศ และอายุคงไม่ได้ หรือบอกว่าศีรษะล้านเพราะฮอร์โมนเพศชายเยอะ แล้วไปกินยาฮอร์โมนก็ต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงอย่างอื่นที่จะตามมาด้วย

สิ่งที่อยากแนะนำ คือ ปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างสามารถป้องกันและแก้ไขได้ เช่น การสูบบุหรี่ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารหวาน มัน เค็ม คนที่มีโรคประจำตัว เป็นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ก็ต้องพยายามรักษา โอกาสเสี่ยงก็ลดลง

ที่บอกว่าคนศีรษะล้านมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นเป็นเพียงการติดตามสังเกต ถามว่ามีประโยชน์หรือไม่ก็มีเพราะทำให้เรารู้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง งานวิจัยฉบับนี้เป็นการเตือนว่ากลุ่มไหนควรใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองให้มาก สิ่งสำคัญที่สุด คือ พวกเราทุกคนควรใส่ใจสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง อย่างสมัยก่อนบอกว่า หูมีติ่งอาจมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น ตรงนี้คือสิ่งที่เกิดจากการสังเกต ทำให้เรารับรู้ว่าลักษณะดังกล่าวอาจมีโอกาสเป็นโรคได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็น เพราะอย่างที่บอกปัจจัยที่เราสามารถป้องกันได้เยอะมาก

สรุป คือ ไม่ใช่ว่าศีรษะล้านแล้วมีความเสี่ยงทุกคน เพราะในปัจจุบันพบว่า คนที่ยังหนุ่มแน่น ผมดกเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเช่นกัน คนศีรษะล้านไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจทุกคน หากมีพฤติกรรมที่เหมาะสม ใส่ใจดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงก็น้อยลง

ท้ายนี้แนะนำว่า ผู้ชายที่อายุเกิน 40-45 ปี ผู้หญิงอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป หรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือนแล้ว ควรไปตรวจร่างกายเป็นประจำ และกลุ่มที่ควรจะไปตรวจเช่นกัน คือ ผู้ชายศีรษะล้านที่เป็นกรรมพันธุ์ มีภาวะอ้วน สูบบุหรี่ มีโรคประจำตัว โดยหลัก คือ ทุกคนควรตรวจร่างกายทุกปี ไม่เฉพาะคนศีรษะล้านเท่านั้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  21 กรกฎาคม 2556

คนโกรธโมโหง่ายกลับจะตายยาก อายุยืนมากกว่าคนเก็บกดตั้ง 2 ปี

cbs130109_001เพิ่งมีการศึกษาพบว่าชาวอิตาลีและสเปน ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้อน กลับมีท่าทางว่าจะมีอายุยืนกว่า สุภาพบุรุษผู้ดีเมืองน้ำชา ซึ่งชอบเม้มปากนิ่งเงียบ ได้เกือบตั้ง 2 ปี

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเยนาของเยอรมนีผู้ศึกษา กล่าวว่า เพราะการเป็นคนโกรธง่ายและต้องระบายอารมณ์ออกมา กลับเป็นเรื่องดีแก่สุขภาพจิต การศึกษาจากคนไข้กว่าครึ่งพันคนยังทำให้รู้ด้วยว่า การเก็บงำความวิตกกังวลไว้ในใจนั้น จะทำให้ชีพจรเต้นเร็วขึ้น ซึ่งหากทำนานๆเข้าจะทำให้ความดันโลหิตสูง และเสี่ยงที่จะเป็นโรคภัยหลายอย่างตั้งแต่โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง และไตพิการ

นักวิทยาศาสตร์ยังได้ระบุถึงผู้ที่ชอบเก็บกดความรู้สึกว่า จะเสี่ยงกับโรคภัยเป็นพิเศษ พวกเขาจะผิดกับคนอื่น ตรงที่จะพยายามไม่แสดงอาการอะไรออกมาให้คนอื่นเห็น.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Expressing Anger May Help You Live Longer

January 9, 2013 3:42 PM

NEW YORK (CBS NEWS) – Can losing your cool be good for you? According to a new German study, people who express their anger live two years longer, on average, than those who bottle up their rage.

After analyzing 6,000 patients, researchers found that those who internalized their angry feelings ran the risk of an elevated pulse, high blood pressure and other serious ailments.

Dr. Janet Taylor, a psychiatrist who specializes in stress management, spoke about the study and how to interpret it. “It’s really how to express appropriate anger,” she said. “And people who keep it in, hostility…people who get depressed…certainly have a higher risk for having cardiovascular disease, like heart attacks and even sudden death.”

But Taylor added that the key word is “appropriate,” and that does not include throwing things or punching your fist through a wall. She suggests channeling anger into something constructive, like forming a group or starting a petition.

SOURCE : cbslocal.com

โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพ

การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบมีวิวัฒนาการที่ยาวนาน เริ่มจากการใช้ “บอลลูน” ต่อมา คือ การใช้ขดลวดโลหะ (สเต็นท์) แบบธรรมดา และพัฒนาไปสู่ “สเต็นท์เคลือบยา” ลดการตีบซ้ำ จนถึงปัจจุบันได้มีนวัตกรรม “โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพ” ย่อยสลายเองได้ ส่วนจะแตกต่างจาก “สเต็นท์”อย่างไรไปฟังคำตอบกัน

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ แพทย์หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมมัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สเต็นท์ทำมาจากวัสดุที่เป็นโลหะ อาจจำกัดการขยายตัวและบีบตัวของหลอดเลือด หรืออาจไปบดบังการฉายรังสีเอกซเรย์ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) รวมทั้งมีโอกาสทำให้เม็ดเลือดยึดเกาะรวมตัวกันและจับตัวกันเป็นลิ่มเลือดที่อาจเป็นอันตรายได้ ในปัจจุบันยังมีการใช้สเต็นท์อยู่ แต่ท่อค้ำยันชีวภาพก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี เพราะมีความปลอดภัยสูง โอกาสเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบซ้ำก็พอ ๆ กับสเต็นท์เคลือบยา

โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพ สามารถหด คลายตัว เคลื่อนไหวได้เหมือนกับหลอดเลือดปกติ ช่วยลดข้อจำกัดของขดลวดถ่างขยายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยจะทำหน้าที่เปิดและเป็นโครงสร้างค้ำยันให้กับหลอดเลือดที่ตีบตัน จนกระทั่งหลอดเลือดนั้นได้รับการรักษาจนทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนของโลหิต เมื่อเวลาผ่านไปโครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพก็ย่อยสลายไปเอง

โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพ ผลิตจาก “โพลีแลคติก แอซิด” เป็นวัสดุที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่า มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพกับร่างกายมนุษย์และเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในการฝังอุปกรณ์ทางการแพทย์ไว้ในร่างกายมนุษย์ เช่น ไหมเย็บแผลชนิดละลายได้ ซึ่งโครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพจะเริ่มสลายตัวในช่วง 6 เดือนหลังจากที่มีการฝังเข้าไปและจะสลายตัวไปจนหมดสิ้นภายในระยะเวลา 2 ปี

ผลการวิจัยในต่างประเทศ ทั้ง ออสเตรเลีย เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ โปแลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ พบว่า โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพสามารถรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้ และหลอดเลือดที่มีการฝังโครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพสามารถขยายและบีบตัวได้โดยไม่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวจากอุปกรณ์ที่ฝังไว้ รวมทั้งไม่ปรากฏกรณีของการเกิดลิ่มเลือดด้วย

โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพเหมาะกับคนไข้หลอดเลือดหัวใจตีบที่อายุน้อย ๆ เพราะหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดีกว่าในกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงคนไข้ที่มีการอุดตันของเส้นเลือดบริเวณส่วนต้น เส้นเลือดมีขนาดใหญ่   ส่วนผู้ป่วยที่เกิดการอุดตันของเส้นเลือดบริเวณส่วนปลาย เส้นเลือดแข็งตัว มีหินปูนเกาะเยอะจะทำได้ยากหรือไม่สามารถทำได้เลย ทั้งนี้มิได้หมายความว่าในผู้สูงอายุจะทำไม่ได้เลย หากมีหลอดเลือดหัวใจยืดหยุ่น หินปูนเกาะน้อยก็ยังได้ประโยชน์จากการใช้โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพอยู่ในบ้านเรา หากมีอุปกรณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจก็น่าจะทำได้ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษ เพียงแต่จะต้องมีการฝึกอบรมพอสมควร อาทิ การเอกซเรย์ การอบรมพยาบาลในห้องสวนหัวใจ การศึกษาว่าจะใส่โครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพได้อย่างไร ซึ่งโครงค้ำยันขยายหลอดเลือดชีวภาพยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย เพราะเพิ่งมีการนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อใช้สอนแสดงเท่านั้น  ท้ายนี้คงต้องบอกว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ทั้งในประชากรชายและหญิงทั่วโลก ผู้ชายมีความเสี่ยงกว่าผู้หญิง แต่ความเสี่ยงในผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน โรคนี้เป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงที่ส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุดตันจากการสะสมของ “พลัค” ที่เกิดจากไขมัน คอเลสเตอรอล แคลเซียม หรือสารอื่น ๆ ที่สะสมบนผนังด้านในหลอดเลือดแดง เวลาผ่านไปคราบพลัคจะแข็งตัวปิดกั้นหลอดเลือดหัวใจ อาการบ่งชี้ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจถี่ แน่นหน้าอกขณะที่ทำกิจกรรมหรือเครียด ส่วนอาการอื่น ๆ เช่น ปวดแขน ปวดขากรรไกร แสบร้อนหน้าอก ลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน มีเหงื่อออกมาก หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์ทันที.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์  24 มิถุนายน 2555

ซ่อมหัวใจชำรุด

ฉบับที่แล้ว เราพูดกันถึงการซ่อมหลอดเลือดหัวใจ ด้วยวิธีการสวนหัวใจ ฉบับนี้ยังมีวิธีการอื่น ๆ มาให้ติดตามกันต่อ

ซ่อมด้วยบอลลูนหรือลูกโป่ง

การซ่อมด้วยการขยายหลอดเลือด ปรัชญาคือการทำให้รูภายในหลอดเลือดโคโรนารีมีขนาดใหญ่ขึ้น และเลือดสามารถไหลได้สะดวกขึ้น การขยายหลอดเลือดไม่ได้ทำให้ก้อนไขมันหายไป แต่จะทำให้ลักษณะโครงสร้างเปลี่ยนไปและมีรูไหลของเลือดใหญ่ขึ้น การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดเป็นการสอดใส่ลูกโป่งขนาดเล็กที่ยังแฟบอยู่ เข้าไปในหลอดเลือดโคโรนารีผ่านท่อสายยางที่ใช้ฉีดสี และใช้แรงดันเป่าลูกโป่งให้ขยายขึ้นส่งผลให้มีการเบียดดันก้อนไขมันให้ชิดกับผนังหลอดเลือดมากขึ้น และรูไหลมีขนาดใหญ่ขึ้น และใช้การฉีดสีเป็นตัวบ่งชี้ผลการรักษา ซึ่งเมื่อก่อนใช้วิธีการขยายด้วยลูกโป่งเพียงอย่างเดียวเป็นหลัก และก็เป็นการรักษาที่ได้ผลดีมาก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและไม่แน่นหัวใจ ส่วนในผู้ป่วยบางรายมีการรอดชีวิตจากภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตันฉับพลันมากขึ้น

การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดได้มีการพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาที่เกิดจากการใช้ลูกโป่งเพียงอย่างเดียว อันได้แก่ เกิดการฉีกขาดของหลอดเลือดโคโรนารี (ซึ่งในบางรายต้องได้รับการแก้ไขด้วยการทำผ่าตัดต่อหลอดเลือดทางเบี่ยงฉุกเฉิน) และการกลับมาตีบใหม่ ก็ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นวิธีการเพิ่มเติม เช่น การใช้หัวกรอกากเพชร การใช้พลังงานแสงเลเซอร์เพื่อกัดกร่อนเอาก้อนไขมันหรือหินปูนออกบ้าง เพื่อให้การขยายตัวของลูกโป่งง่ายขึ้น จนกระทั่งถึงปัจจุบันสิ่งที่ทำร่วมไปกับการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งในคนไข้ส่วนใหญ่ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ ก็จะเป็นการใส่ขดลวดค้ำยันไว้ในหลอดเลือดโคโรนารีอย่างถาวร หรือที่เรียกว่า “สเตนท์” การใส่ขดลวดลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งเพียงอย่างเดียวได้มาก การรักษาด้วยวิถีทางนี้มีอัตราความสำเร็จโดยไม่เกิดผลข้างเคียงมากกว่าร้อยละ 95 มีอัตราความสำเร็จแต่อาจจะเกิดผลข้างเคียงได้ประมาณร้อยละ 3.5 มีอัตราการเกิดผลข้างเคียงและต้องทำผ่าตัดทางเบี่ยงฉุกเฉินประมาณร้อยละ 1 และมีอัตราการเสียชีวิตจากหัตถการนี้น้อยกว่าร้อยละ 0.5  และยังผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเมื่อออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว (ประมาณร้อยละ 5-10) อาจจะต้องกลับมาขยายหลอดเลือดกันใหม่เพราะเกิดการตีบซ้ำใหม่

การทำผ่าตัดบายพาสหัวใจ

การซ่อมรักษาอีกวิธีหนึ่งคือ การผ่าตัดต่อหลอดเลือดทางเบี่ยง บางครั้งก็เรียกว่าการผ่าตัดบายพาส โดยมีแนวคิดหลักคือ หลอดเลือดที่เสื่อมตีบตัน แต่มีลักษณะหลอดเลือดส่วนปลายที่ดี  ศัลยแพทย์สามารถนำหลอดเลือดดำที่ขาหรือหลอดเลือดแดงที่ผนังหน้าอก มาทำเป็นหลอดเลือดบายพาสเส้นใหม่ข้ามส่วนที่ตีบตันไปต่อกับหลอดเลือดส่วนปลายที่ยังดีอยู่ เลือดก็สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้มากกว่าเดิมและสามารถเพิ่มได้เมื่อต้องการเพิ่มขึ้น การผ่าตัดบายพาสหรือผ่าตัดต่อหลอดเลือดทางเบี่ยง เป็นการรักษาที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จากเดิมที่ใช้หลอดเลือดดำที่ขาเพียงอย่างเดียวก็ปรับเปลี่ยนมาใช้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงผนังหน้าอกแทน ส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ประโยชน์ทั้งในแง่ที่ทำให้อาการแน่นหน้าอกดีขึ้นมาก จนผู้ป่วยสามารถมีชีวิตได้ตามปกติแล้ว ในผู้ป่วยบางรายสามารถต่อชีวิตให้ยืนยาว เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยยา โดยทั่วไปเป็นการรักษาที่ดีและปลอดภัย และมีอัตราการทำผ่าตัดสำเร็จ ปราศจากผลข้างเคียงถึงร้อยละ 95 ใช้เวลาอยู่โรงพยาบาล 7-10 วันและสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้หลังจากพักฟื้นที่บ้านอีก 4-6 อาทิตย์
การเลือกวิธีการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นตะกรันตีบตัน

การตัดสินเลือกวิธีการซ่อมนั้นแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย และในบางรายมีความซับซ้อนมากในการตัดสินใจ แต่มักจะอยู่บนพื้นฐานของอายุ ลักษณะอาการการเจ็บป่วยของหัวใจและหลอดเลือดโคโรนารี ภาวะความผิดปกติของอวัยวะอื่น ๆ ภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม ความเชื่อทางศาสนาและบุคคล แต่พอจะบอกในหลักทางวิชาการคือ ถ้ามีความเสื่อมตีบตันในหลอดเลือดเป็นเฉพาะส่วน และเป็นที่หลอดเลือดเส้นเดียว ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่ (มากกว่า 3 มิลลิเมตร) ก็มักจะใช้การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดเป็นหลัก และมักจะมีการใส่ขดลวดค้ำยันเสมอ แต่ถ้ามีความเสื่อมตีบตันหลายเส้น และการตีบเป็นทางยาว (ไม่ได้เป็นเฉพาะส่วน) ก็มักจะแนะนำให้รักษาด้วยการทำผ่าตัด

อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยบางส่วนซึ่งสามารถรักษาได้ทั้งสองวิธี กล่าวคือ ถ้ามีการเสื่อมตีบตันเป็นที่หลอดเลือดสองเส้นและเป็นเฉพาะที่ ก็จะสามารถเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งก็ได้ ซึ่งจะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจจะใช้เวลาไม่นานนัก ไม่ต้องเจ็บตัวจากการมีแผลมากนัก อยู่โรงพยาบาลสั้นกว่า และอาจจะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรักษาด้วยการทำผ่าตัดบายพาส แต่อาจมีปัญหาของการเกิดการตีบซ้ำใหม่หลังการขยายด้วยลูกโป่งในระยะแรก ๆ (ภายใน 1-2 ปีแรก) หลังจากที่ทำไปแล้ว ซึ่งเมื่อเทียบกับการทำผ่าตัดบายพาส การทำผ่าตัดจะเกิดโอกาสหลอดเลือดที่ต่อใหม่นั้นเสื่อมตามธรรมชาติในระยะแรก ๆ นั้นน้อยกว่า
นอกเหนือไปจากลักษณะหลอดเลือดที่เห็น จากการฉีดสีก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น อายุ และโรคแทรกซ้อน ถ้าเป็นผู้ป่วยสูงอายุ และมีหลอดเลือดหลายเส้นตีบ แต่มีภาวะแทรกซ้อนของอวัยวะอื่นร่วมไปด้วย (ไม่ได้เป็นโรคหัวใจเพียงอย่างเดียว) ก็อาจจะให้การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดเส้นสำคัญที่เป็นปัญหามากเพียงเส้นเดียว และให้การรักษาทางยาต่อไปด้วย เพื่อเลี่ยงผลข้างเคียงของการทำผ่าตัด ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งและรุนแรงกว่าในผู้ป่วยสูงอายุ พูดภาษาชาวบ้านก็คือ หัวใจที่ชำรุดก็เหมือนรถที่เก่าแล้ว ต้องเอาเข้าอู่ บางครั้งสามารถซ่อมนิดซ่อมหน่อยไม่ยุ่งยากนักให้วิ่งไปสบาย ๆ ถึงแม้ไม่สามารถวิ่งได้เร็วนักก็ยังดีกว่า แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะในรถที่ยังไม่เก่ามากนักก็จะให้ยกเครื่องซ่อมใหญ่ (ทำผ่าตัดต่อหลอดเลือดทางเบี่ยง) ไปเลยจะดีกว่า

การตัดสินใจเลือกวิธีการซ่อมรักษานั้นจะเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ ก็ต้องมีการอธิบายถึงความหนักหนาของโรคพยาธิ สภาพที่เห็นจากการฉีดสีโรคอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยมีร่วมด้วย ผลดีผลเสียของการรักษาแต่ละวิธี  และอาจจะต้องขอความเห็นจากศัลยแพทย์หัวใจร่วมไปด้วย.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 4 กุมภาพันธ์ 2555