สมุนไพรรักษาหวัด

dailynews140321_001สังคมในปัจจุบันเต็มไปด้วยมลพิษรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศที่เราหายใจเข้า-ออก ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งล้วนแล้วแต่ใกล้ตัวเรา และมลพิษเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดอาการป่วยได้ทั้งสิ้น แต่รู้กันหรือไม่ว่า รอบตัวเรานี้ก็มียารักษาอาการป่วยอยู่เช่นกัน เรื่องนี้กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้เผยแพร่ความรู้ไว้ว่า ผักผลไม้หลายชนิด มีสรรพคุณทางยา สามารถใช้รักษาโรคหวัด โรคฮิตที่หลายคนป่วยกันอยู่บ่อยๆ

เมนูง่ายๆ อย่างผัดกะเพราก็มีสรรพคุณทางยา เพราะ กะเพรา เป็นสมุนไพรที่คนไทยและคนอินเดียนิยมรับประทาน เพราะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ทั้งยังแก้ไอ แก้หวัด แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลายเครียด แก้อักเสบ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ

นอกจากนี้ สมัยก่อนคนไทยและคนจีนใช้ตะไคร้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ แก้ปวดหัว ปวดท้อง และตะไคร้ยังเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ แก้อักเสบ ปัจจุบันผู้ขายอาหารสุขภาพจึงนำตะไคร้มาคั้นเอาแต่น้ำแล้วจำหน่าย นอกจากนี้ ตะไคร้ยังเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารไทยขึ้นชื่อ อย่าง ต้มยำ เมนูโปรดของทั้งคนและชาวต่างชาติ เมื่อตะไคร้ไปรวมตัวกับสมุนไพรอื่นในเมนูนี้ ทั้งขิง ข่า มะนาว พริก กระเทียม มะกรูด หัวหอม จึงกลายเป็นเมนูที่ช่วยบรรเทาโรคหวัดได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ไม่ได้มีแต่ผักเท่านั้นที่สามารถรักษาโรคหวัดได้ เพราะผลไม้อย่าง กระเจี๊ยบ ก็เป็นสมุนไพรสีสวยที่เปี่ยมไปด้วยวิตามินซี สร้างสมดุลความดัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และมีสรรพคุณต้านหวัด แก้ไข้ แก้ไอ ขับปัสสาวะ ซึ่งกลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ระบุถึงการรายงานจากนักวิทยาศาสตร์พบว่า สารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบ มีฤทธ์ต้านเชื้อไวรัส ฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรงและลดปริมาณไวรัสเข้าสู่ร่างกาย และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ และยังเชื่ออีกว่า การรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารดังกล่าวจะช่วยลดการติดเชื้อ ลดปริมาณเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ ได้ โดยสารแอนโธไซยานินสามารถหาได้จากพืชหลายชนิด เช่น ดอกอัญชัญ มะเขือม่วง กะหล่ำม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว หรือจากผลไม้ที่มีสีแดงอย่าง ทับทิมและลูกหว้า

ส่วนผลไม้พื้นบ้าน อย่างมะขามป้อม รสเปรี้ยวเข็ดฟัน ก็อุดมด้วยวิตามินซีสูง คนรุ่นเก่านิยมนำมาใช้เป็นยารักษา และใช้เป็นยาอายุวัฒนะ มีสรรพคุณแก้ไอ บำรุงเสียง ทำให้ชุ่มคอ มีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกัน และมีสารโพลีฟีนอลที่ออกฤทธิ์เหมือนวิตามินซี ปัจจุบันพบว่า สารชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่อีกด้วย

ผักและผลไม้ในบ้านเราหลายชนิดมีสรรพคุณทางยาสามารถรักษาโรคได้โดยไม่ต้องพึ่งยาปฏิชีวนะ นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้นิยมใช้ธรรมชาติบำบัด.

 

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 21 มีนาคม 2557

Advertisements

‘ถั่วงอก’ มากคุณค่าทางโภชนาการป้องกันหวัด – เคล็ดลับสุขภาพดี

dailynews131013_002ช่วงนี้อากาศแปรปรวนบ่อยเดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวลมหนาวพัดมา ทำให้หลายคนเจ็บป่วย โดยเฉพาะอาการหวัดที่มักจะเป็นกันมาก จึงต้องหมั่นดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงจาก “ถั่วงอก” ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย แถมยังมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคหวัด วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีคุณประโยชน์ของถั่วงอกมาบอกกล่าวให้ทราบกันด้วย

“ถั่วงอก” คือต้นอ่อนที่งอกออกมาจากเมล็ดของถั่ว ซึ่งเมล็ดถั่วที่นิยมเพาะกันมีหลายชนิด ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลิสง ถั่วลันเตา ซึ่งรสชาติและวิธีการเพาะถั่วแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันออกไป สำหรับถั่วที่คนไทยนิยมรับประทานกัน คือถั่วงอกที่เพาะมาจากถั่วเขียว เพราะมีรสชาติหวานกรอบ และอร่อยถูกปากคนไทย ซึ่งสามารถรับประทานได้หลายรูปแบบ เช่น นำมาใส่ในก๋วยเตี๋ยว นำมาเป็นเครื่องเคียงในขนมจีนน้ำยา ใส่ในผัดไทย หอยทอด และยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้อีก เช่น ผัดถั่วงอก

สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของถั่วงอกนั้นมีคุณค่าทางอาหารหลายอย่าง ได้แก่ โปรตีน เกลือแร่ และวิตามินค่อนข้างครบถ้วน โดยในถั่วงอกนั้นจะมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็กสูง อีกทั้งยังมีวิตามินซีสูงอีกด้วย ถ้าเรารับประทานถั่วงอก 1 ถ้วย จะให้วิตามินซีในปริมาณ 1 ใน 10 ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน  ดังนั้นในช่วงเวลานี้จึงเหมาะอย่างยิ่งที่เราจะรับประทานถั่วงอกเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคหวัด นอกจากนี้ถั่วงอกยังจัดเป็นผักที่ให้พลังงานต่ำ โดยถั่วงอก 100 กรัมจะให้พลังงานเพียง 36 กิโลแคลอรี และยังให้เส้นใยอาหารสูงจึงเหมาะกับหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักตัว หรือคนที่มีน้ำหนักตัวเกิน

อย่างไรก็ตามมีการทดลองในหนูพบว่าการให้หนูกินสารในถั่วงอกสามารถป้องกันตับจากการถูกทำลายได้ โดยในถั่วงอกมีสารอาหารพิเศษ ได้แก่ สารซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส หรือเอสโอดี (SOD) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์สูง สารกาบา (GABA) เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง พบว่าสูงกว่าถั่วธรรมดาถึง 27 เท่า สารออกซิน (Auxin) เป็นฮอร์โมนที่พบได้ในพืช ทำหน้าที่ควบคุมการแก่ของเซลล์ได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถป้องกันการแก่ของเซลล์ในคน

นอกจากนี้กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานคุณค่าทางโภชนาการของถั่วงอก 100 กรัม ให้คุณค่าดังนี้ โปรตีน 2.8 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 85 มิลลิกรัม แคลเซียม 27 มิลลิกรัม และเหล็ก 12 มิลลิกรัม ส่วนวิตามินอื่น ๆ ในถั่วงอก ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 ฯลฯ ที่สำคัญการเลือกรับประทานถั่วงอกให้ได้ประโยชน์สูงสุดต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ไม่เลือกซื้อถั่วงอกที่มีสีขาวผิดปกติ หรือมีสีคล้ำมากกว่าปกติ และในการนำมาประกอบอาหารควรล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าหลาย ๆ ครั้ง จากนั้นจึงทำให้สุกเพราะความร้อนจะทำให้สารฟอกขาวถูกทำลายได้ หรือถ้าไม่มั่นใจก็สามารถปลูกรับประทานเองได้ง่าย ๆ

เมื่อทราบแบบนี้แล้วก็อย่าลืมหันมารับประทานถั่วงอกกันดูบ้าง เพราะนอกจากจะให้คุณค่าต่อร่างกายมากมายแล้วยังมีราคาถูกอีกด้วย หรือใครจะปลูกรับประทานเองก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ขั้นตอนไม่ยุ่งยากเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายที่ดีค่ะ.

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สรรหามาบอก

– สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 15 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวันล้างมือโลก (Global Hand washing Day) หน่วยงานของรัฐบาลและเอกชนไทยจึงได้ร่วมกันจัดงานวันรณรงค์ ’วันล้างมือโลก2556“ ขึ้นเป็นปีที่ 5 ใน วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2556  ณ ลานอีเดน 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานมีกิจกรรมสาธิตการล้างมือที่ถูกต้องตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก นิทรรศการวันล้างมือโลก และเกมสนุกมากมาย  สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2718-3800

– เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ 21 ตุลาคม 2556 สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ได้จัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพช่องปากประชาชนทุกกลุ่มวัย ในโครงการรณรงค์ ’คนไทยฟันดี สดุดีสมเด็จย่า“  อาทิ การอบรมนักจัดรายการวิทยุ ในวันที่ 14 ต.ค. การประกวด 10 ยอดฟันดี วัย 80 และ 90 ปี ในวันที่ 17 ต.ค. การจัดนิทรรศการและพิธีเปิดโครงการ ณ โรงเรียนเทศบาลวัดละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ในวันที่ 18 ต.ค. และ ในวันที่ 21 ต.ค. มีบริการทางทันตสาธารณสุข ได้แก่ ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน ฟรี!  จำนวน 120,000 คน โดยหน่วยบริการสาธารณสุขทุกสังกัดทั่วประเทศ

– โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ โดย นายแพทย์ชาตรี ดวงเนตร กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับนายแพทย์เกตุ สายเพ็ชร์ ประธานบริหารโรงพยาบาลบางโพ พร้อมด้วยนายแพทย์ประดับ สุขุม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือ ’ศูนย์สุขภาพหัวใจ โรงพยาบาลบางโพ“ ด้วยความร่วมมือกับ ’โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ“ เพื่อให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วยการวินิจฉัยเบื้องต้น การตรวจด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยในการดูแลและการป้องกันโรคหัวใจ การรักษาหากมีอาการที่จะต้องผ่าตัดหรือสวนหัวใจ โรงพยาบาลบางโพมีศักยภาพส่งต่อไปโรงพยาบาลยังเครือข่ายเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพรวดเร็วเป็นระบบมาตรฐานเดียวกัน ใน วันพุธที่ 16 ตุลาคม 2556 เวลา 10.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารศูนย์การแพทย์ ชั้น 6 โรงพยาบาลบางโพ

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์ 13 ตุลาคม 2556

หวัดเรื้อรัง…จากเชื้อแบคทีเรีย

หวัดเรื้อรัง…จากเชื้อแบคทีเรีย

คอลัมน์สายตรงสุขภาพกับศิริราช
อ.นพ.เจตน์ ลำยองเสถียร
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา

โรคหวัดส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อกันผ่านทางลมหายใจ และสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย แต่สำหรับโรคหวัดเรื้อรัง มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเชื้อทั้งสองชนิดนี้จะแสดงอาการที่ต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น

โดยทั่วไป “ไข้หวัด” เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งสามารถหายเองได้ แต่ถ้ามีอาการนานกว่า 5-10 วัน อาจเป็นหวัดเรื้อรัง เนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณโพรงจมูกและไซนัสได้ ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีน้ำมูกข้นสีเขียวปนเหลือง มีอาการคัดจมูกและปวดตึงใบหน้า ความสามารถในการรับกลิ่นลดลง อาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคออักเสบ และเมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ

การรักษาในเบื้องต้น ผู้ป่วยจะได้รับยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบ ซึ่งต้องได้รับในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม หากผู้ป่วยรับประทานยาไม่ครบตามกำหนดจะส่งผลเสียต่อร่างกาย เพราะนอกจากอาการจะไม่ดีขึ้นแล้ว การใช้ยาปฏิชีวนะที่มากเกินไปก็มีผลทำให้เชื้อดื้อยา ดังนั้นการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง ส่วนใหญ่อาการของหวัดเรื้อรังที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะหายดี

แต่ถ้าการอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณโพรงจมูกและไซนัส ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการเจาะล้างไซนัสหรือการผ่าตัดด้วย ซึ่งการผ่าตัดไซนัสในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ใช้การส่องกล้องผ่านโพรงจมูกโดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดจากภายนอก ช่วยลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด และผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เร็วขึ้น

ว่าแต่ถ้าไม่อยากเป็นหวัดเรื้อรัง วิธีง่ายๆ ต้องออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานป้องกันแต่เนิ่นๆ ได้ครับ

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 ตุลาคม 2555

ไอเรื้อรัง…ต้องหาสาเหตุ

แพทย์หญิงพัณณิดา วัฒนพนม อายุรแพทย์ คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า อาการไอเรื้อรังไม่ใช่โรค แต่เป็นกลไกของร่างกายในการกำจัดเสมหะและสิ่งแปลกปลอมจากคอและทางเดินหายใจ หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีไม่เกิน 3 สัปดาห์ก็หายได้ แต่หากไอนานกว่านั้น ซึ่งมักจะเป็นผลของโรค หรือความผิดปกติบางอย่างที่เกิดจากตัวผู้ป่วย วิธีที่จะทำให้หายขาดได้เร็ว จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาเพิ่มเติม ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจมีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นที่ร้ายแรงและรอการรักษาอยู่ก็ได้

อาการไอเรื้อรังทั่วๆ ไปถือว่าไอเป็นเวลาติดต่อกันนานไม่น้อยกว่า 3 อาทิตย์ สาเหตุของการไอเรื้อรังนั้นอาจจะเป็นจากโรคที่ไม่รุนแรงก็ได้ เช่น อาการไอเรื้อรังหลังจากการที่เป็นไข้หวัดตามที่กล่าวมา หรืออาจจะเป็นอาการของโรคที่รุนแรง เช่น วัณโรคปอด หรือมะเร็งของปอดเป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง ไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลย ควรหาสาเหตุว่าไอจากอะไรก่อนที่จะเป็นการสายเกินไป

แต่โดยทั่วไปอาการไอเรื้อรังส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโรคของระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อยสุดคือ Post Natal Drip ซึ่งเป็นอาการน้ำมูกหรือเสมหะไหลลงคอ จะพบในคนที่เป็นหวัด ภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ และที่รองลงไปคือ โรคหอบหืด

การไอไม่จำเป็นต้องเกิดจากโรคระบบทางเดินหายใจเท่านั้น โรคกรดไหลย้อยก็เป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง และเพราะร่างกายต้องการกำจัดของเสียที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจ จึงแสดงออกในรูปของอาการไอตามมานั่นเอง ซึ่งคนไข้ที่เป็นกรดไหลย้อนอาจไม่รู้ตัวเองก็ได้

อาการเบื้องต้นของคนที่มีอาการไอ จะมีทั้งแบบอาการไอแห้ง และไอมีเสมหะ ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีน้ำมูก ปวดศีรษะ แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ และผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนอาจมีอาการเจ็บ แสบ บริเวณลิ้นปี่ร่วมด้วย

ผู้ที่ไอมากๆ และไอนานๆ อาจเกิดอาการเหนื่อยหมดแรง ซึ่งพบได้ในราว 57% ในผู้ป่วยที่ไอมาก, นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่พอ 45%, เจ็บหน้าอก 45%, เสียงแหบ 43%, เหงื่อออก 42% และปัสสาวะเล็ด 33%

คุณหมอมีคำแนะนำสำหรับการรักษาอาการไอ จะต้องรักษาสาเหตุของโรคที่เป็นถึงจะหายขาด เช่น การใช้ยาฆ่าเชื้อ การใช้ยาลดบวมของเยื่อจมูกสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ หรือการให้ยาลดกรดในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน เพียงเท่านี้ก็จะหายจากอาการไอเรื้อรังที่น่ารำคาญได้แล้ว

การดูแลตัวเองในผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง ควรจะจิบดื่มน้ำอุ่นให้บ่อย เพื่อช่วยละลายเสมหะในคอ งดสูบบุหรี่หรือเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ การดื่มชาร้อนผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำขิงร้อน ก็ช่วยบรรเทาอาการไอได้เป็นอย่างดี การพักผ่อนและการงดใช้เสียงก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน ถ้าผู้ป่วยยังพูดมากอาการไอจะไม่ทุเลา

ที่ผ่านมา หลายคนมักมีความเชื่อกันว่า ผู้ป่วยที่มีอาการไอควรหลีกเลี่ยงอาหารทอด คุณหมอขยายความว่า ความเชื่อนี้ไม่มีผิดซะทีเดียว ในผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาหารทอดจะทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงอาการไอ แต่สำหรับอาการไอเรื้อรังที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ไม่มีอาหารอะไรที่ต้องห้าม จึงสามารถกินทุกเมนูได้ปกติ

“การป้องกันอาการไอโดยตรงในตอนนี้ยังไม่มี แต่การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง งดสูบบุหรี่ ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง”อายุรแพทย์ กล่าวและว่า สำหรับคนที่มีอาการไอเรื้อรังเป็นๆ หายๆ หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า เป็นเพราะเขาสูบบุหรี่ หรือเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน วิธีแก้จึงต้องเริ่มที่งดสูบ และหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ เพียงเท่านี้ก็ห่างจากอาการไอเรื้อรังได้แล้ว

ทั้งนี้ การไอเรื้อรัง แม้จะไม่ใช่โรค แต่มักเกิดจากโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง ที่ร่างกายคนคนนั้นเป็น ผู้ที่พบว่าตัวเองมีอาการไอเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุโรค และรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

ทีี่มา: กรุงเทพธุรกิจ 28 กุมภาพันธ์ 2555

7 โรคพบบ่อยในหน้าร้อน พึงระวัง!

ร้อนนี้ ไม่ว่าจะต้องอยู่เผชิญแดดจ้ากลางแจ้ง หรือเลือกหลบร้อนไปอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำๆ ก็มีสิทธิ์ป่วยได้ทั้งนั้น โดยนพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เผย 7 โรคฮิตที่มักทำให้คนเมืองป่วยในหน้าร้อน

เริ่มจาก ‘โรคช็อคแดด’ (Heatstroke) ป่วยด้วยความร้อนที่ขึ้นสูงจัด สมองทนไม่ไหวก็เข้าโหมดเออเร่อเสียดื้อๆ จนกลายเป็นลม ความดันตกถึงขั้นชัก คนที่ไวต่อช็อคแดด คือ เด็ก, ผู้อาวุโส และคนที่มีโรคประจำตัว บางทีในนักกีฬาก็เกิดได้รวมถึงคนที่ขาดน้ำ

ต่อด้วย ‘โรคขาดน้ำ’ ทำให้ร่างกายเพลียไวต่อความเครียดและเหนื่อยล้า พาให้หงุดหงิดไม่สบายอารมณ์ การขาดน้ำทำให้เกิดโรคปวดหัวแบบไมเกรน, ปวดท้องประจำเดือน, สิวขึ้น, หน้าแห้ง, ไร้เรี่ยวแรงและไข้ขึ้นได้ง่าย แค่กินน้ำไม่พอก็จะนำอีกหลายโรคตามมา

และตามด้วย ‘โรคพิษจากน้ำ’ น้ำในหน้าร้อนไม่น่าไว้ใจ ไม่ว่าจะน้ำดื่มหรือน้ำเป็นตัว อย่างน้ำแข็ง ไอศกรีม ทานมากนอกจากปวดหัวจี๊ดได้แล้วยังทำให้ปวดท้อง ป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร  การเกิดพิษจากน้ำในหน้าร้อนมาจากการปนเปื้อนของน้ำ เช่น แช่น้ำแข็งร่วมตู้กับของสดหรือตู้ไอศกรีมที่เปิดปิดไม่เป็นเวลา

ยังมี ‘โรคเก่ากำเริบ’ ผู้ที่มีโรคความดันสูง, เบาหวาน หรืออาการปวดมึนศีรษะง่ายอยู่แล้ว จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นยามอยู่ในที่ร้อนจัดและมีความเครียด

‘โรคร้อนลงผิว’ (Heat rash, Prickly heat) ผดผื่นคันผิวจะเคล้าความดุเดือดแอ็กชั่นจากอาการคัน  ซึ่งไม่ควรโรยแป้งลงบนผื่นถ้าไม่แน่ใจเพราะอาจเป็นการช่วยส่งเสริมให้เชื้อที่ผิวหนังลงหลักปักฐานกันแน่นหนามากขึ้น และขอให้ระวังน้ำอุ่นไว้ด้วย

‘โรคเบื่ออาหาร’ การกินหน้าร้อนให้อร่อยต้องค่อยๆ รับประทาน เพราะท้องไส้ยามนี้พาลจะเบื่อ เลี่ยน เอียนอาหาร ควรงดของมัน, อาหารทอด และกะทิ แนะเลือกกินเป็นเฉาก๊วย, น้ำรากบัว, หล่อฮั้งก้วย, เก๊กฮวย หรือแตงไทยเย็นๆ ก็ได้

สุดท้าย ‘โรคหวัดฟุดฟิด’ ใช่จะฮิตเฉพาะในหน้าหนาว แต่หน้าร้อนก็ป่วยกันมาก เพราะเปิดแอร์กันจนเป็นหมีขั้วโลกแล้วเดินเข้าออกร้อนทีเย็นที ร่างกายปรับไม่ทันก็ป่วยไป กลายเป็นไข้หวัดเอื้ออาทรกันทั้งโรงเรียนและบริษัท ทางที่ดีควรจัดให้มีเวลาพักแอร์หรือปรับอุณหภูมิไม่ให้เย็นจัดเกินไป

ขณะที่ 10 บัญญัติขจัดโรคร้อน ‘ดื่มให้พอ’ ดื่มเรื่อยๆ มีเทคนิคคือตั้งขวดน้ำไว้หน้าโต๊ะทำงานแล้วปฏิญาณว่าวันนี้จะดื่มให้หมดขวด ในผู้ที่ชอบออกกำลังฤดูนี้ต้องยั้งพลังไว้บ้าง แล้วดื่มน้ำให้มากก่อนลงสนาม ‘รอเข้าวิน’ ขออย่าเพิ่งเข้าห้องปรับอากาศทุกครั้งร่ำไป ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ให้หาเสื้อไว้เปลี่ยน เผื่อถ้าเดินชื้นเหงื่อมาแล้วต้องเข้าออฟฟิศทำงานเลย จะทำให้ร่างกายเย็นจนเป็นหวัดไม่สบาย

‘กินให้น้อย’ ขออย่าให้กินอิ่มเกินไป เพราะทำให้อาหารไม่ย่อยและป่วยไข้ได้ ความร้อนทำให้อาหารบูดเสียเร็วไม่เว้นแม้ในกระเพาะลำไส้

 ‘ค่อยๆ ออก’ หมายถึงออกกำลังกายให้เพลาลง มีหลายท่านที่ช็อคแดดในหน้าร้อนในฟิตเนสกันมาแล้ว  หาเอ็กเซอไซส์โหมดเบาๆ ให้เหมาะกับตัวเรา คือ ไม่เหนื่อยลิ้นห้อย

‘บอกถ้าป่วย’ หากท่านมีโรคประจำตัวอยู่ขอให้คอยระวังไว้เวลาเหนื่อยแล้วต้อง ‘เพลา’ ลงบ้าง เพราะโรคร้ายอย่างสโตร้ค อัมพฤกษ์ อัมพาต กับโรคหัวใจจะมาถามหาเวลาร้อนจัด หากมีโรคประจำตัวที่ว่าการหารือกับคุณหมอไว้ก่อนให้ปรับยาก็จะดี

‘ช่วยนอนเร็ว’ การนอนช่วยดับร้อนได้ส่วนหนึ่ง คือ ช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนซ่อมแซมตัวเองหลังจากผจญไอร้อนมาทั้งวัน ความร้อนทำให้เสียน้ำ, หัวใจเต้นเร็ว และเสียเกลือแร่ในร่างกาย ตัวเราจะใช้เวลานอนนั้นในการ ‘ยกเครื่อง’ ปะผุพ่นสีใหม่ให้ตื่นมามีแรงอีกครั้ง

 ‘เจลลดไข้’ ใช้ได้ในเด็กที่ใกล้จะช็อคแดดหรือซึมลงจากอากาศร้อนเพราะช่วยลดได้ทันใจไม่อันตราย ดีกว่าจับอาบราดน้ำเย็นเป็นเด็กลูกกรอกตัวสั่นฟันกระทบกึก

‘ไม่กินหวาน’ รสหวานถือเป็นการเร่งให้ร่างกายต้องเผาผลาญอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล จะทำให้ ‘เครื่องใน’ เกิดอาการป่วยได้ เพราะในของหวานมีน้ำตาลที่ทำให้เกิดกระบวนการ ‘ไกลเคชั่น’ อันทำให้เกิดเสื่อมอักเสบขึ้น เรียกว่าร้อนต่อร้อนมาเจอกันถึง 2 เด้ง

‘อาหารเย็น’ เป็นเครื่องดับร้อนที่ควรเลือกหา จะรับเป็นแบบไทยๆ ก็มีแกงส้ม, ข้าวแช่, แตงไทยน้ำกะทิ, น้ำมะตูม หรือแบบเทศก็มีเฉาก๊วย, สมู้ทตี้แตงโม, เก๊กฮวยเย็น, ต้มมะระ ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ

สุดท้าย ‘เน้นธรรมชาติ’ คนไทยรุ่นใหม่ใช้แอร์เป็นเครื่องดับร้อนจึงทำให้ยิ่ง ‘ร้อนใน’ เพราะแอร์เป็นอากาศแห้งและเย็นทำให้เกิดอักเสบทางเดินหายใจง่าย ที่ไหนมีแอร์ที่นั่นมีสิทธิ์ป่วย ทั้งนี้ไม่ได้ให้งดใช้แอร์ แต่ลองสลับดูบ้าง อย่างร้อนนักก็อาบน้ำให้ชื่นใจ หรือใช้แป้งเย็นโรยตัวก็ได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 12 มีนาคม  2555