โรคหอบหืด

thairath140801_02aโรคหอบหืด ตอนที่ 1 : หืดป้องกันได้ ก่อนจะสายเกินแก้

พบบ่อยแค่ไหน ?  

โรคหอบหืด หรือ โรคหืด เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่พบบ่อยในเด็กและมีแนวโน้มจะพบมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าเด็กไทยเป็นโรคหืดถึงร้อยละ 12 หรือประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 5 ของประชากรทั่วไป โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 2–4 ต่อปี

สาเหตุของโรคคืออะไร ?  

โรคหืดเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น เกิดการหดเกร็งของหลอดลม มีการหลั่งมูกเพิ่มขึ้น และผนังหลอดลมบวม เป็นผลให้มีอาการของหลอดลมตีบแคบ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจทุเลาได้เองหรือโดยการใช้ยา

สาเหตุสำคัญสุดคือ สารก่อภูมิแพ้ โดยพบว่าเด็กที่เป็นหอบหืดร้อยละ 80 เกิดจากภาวะภูมิแพ้ โดยเฉพาะในเด็กที่มีพันธุกรรมของโรคภูมิแพ้ในครอบครัว โดยสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยได้แก่ ไรฝุ่น แมลงสาบ สัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอาคาร/บ้านที่อยู่อาศัย ส่วนสารก่อภูมิแพ้ภายนอกบ้าน ได้แก่ ละอองเกสร หญ้า วัชพืช และเชื้อรา ซึ่งเชื้อรานี้พบได้ทั้งภายในและภายนอกบ้าน

นอกจากนี้ สารระคายเคืองทางเดินหายใจและมลพิษในสิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทเสริมการกระตุ้นให้ผู้ป่วยเป็นโรคหืดได้ง่ายขึ้น ซึ่งสารระคายเคืองที่พบบ่อยได้แก่ ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย และก๊าซ

ส่วนปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุเสริมให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการกำเริบเฉียบพลันคือ การติดเชื้อไวรัสในระบบหายใจ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนทำให้โรคหืดกำเริบได้

โรคหืดมีอาการอย่างไร ?      

อาการสำคัญคือ ไอ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด อาการมักเกิดเป็นพักๆ สลับกับช่วงไม่มีอาการ (เหมือนคนปกติ) โดยอาจเกิดอาการขณะออกกำลังกายหรือ ขณะนอนหลับกลางดึกก็ได้ จึงเป็นโรคที่ทรมาน ถ้าอาการรุนแรงและเกิดบ่อยๆ จะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคหืดจึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค หาสาเหตุ ประเมินความรุนแรง และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากผู้ป่วยไปพบแพทย์ได้ขณะกำลังมีอาการหอบหืด แพทย์อาจให้การวินิจฉัยโรคได้ไม่ยากโดยการตรวจร่างกาย ฟังเสียงหายใจผิดปกติในปอด และตรวจวัดสมรรถภาพปอด แต่ถ้าไปตรวจขณะไม่มีอาการอาจต้องอาศัยการตรวจพิเศษเพิ่มเติมมาช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค

โรคหืดรุนแรงถึงตาย…แต่ป้องกันได้        

ก่อนมีอาการรุนแรงจนอาจถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีสัญญาณอันตรายซึ่งตัวผู้ป่วยหรือญาติพึงสังเกตได้ ดังต่อไปนี้

  • มีประวัติการเป็นโรคหืดที่มีการจับหืดอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น เคยรักษาตัวในห้องไอซียูเพราะหอบรุนแรง ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น
  • มีประวัติการเข้าห้องฉุกเฉินเพราะมีอาการหอบมากในปีที่ผ่านมา
  • มีประวัติการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากหอบรุนแรง ต้องให้ออกซิเจนและยาขยายหลอดลม
  • เป็นผู้ป่วยที่เคยใช้ยาพ่นสูดเป็นประจำเพื่อควบคุมอาการของโรค หรือเพิ่งหยุดยาพ่นสูดมาไม่นาน
  • เป็นผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานเป็นประจำ หรือเพิ่งหยุดยารับประทานมาไม่นาน
  • เป็นผู้ป่วยที่ไม่ค่อยยอมไปพบแพทย์ ชอบใช้ยาขยายหลอดลมเป็นประจำ และต้องใช้ยามากกว่า 1 หลอดต่อเดือน
  • เป็นผู้ป่วยหืดที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตร่วมด้วย หรือเป็นผู้ที่เสพติดยา
  • เป็นผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ยอมใช้ยาที่แพทย์สั่งเป็นประจำ ชอบหยุดยาเองเพราะคิดว่าหายแล้ว
  • เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในครอบครัวที่แตกแยก มีปัญหาครอบครัว ไม่มีคนดูแลเอาใจใส่

หากผู้ป่วยและคนใกล้ชิดหมั่นสังเกตปัจจัยทั้ง 9 ข้อดังกล่าว ให้ความสนใจและถามไถ่ปัญหาจากผู้ป่วย พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยก็จะสามารถใช้ชีวิตกับโรคหอบหืดได้อย่างมั่นใจ และจะได้ไม่มีใครเสียใจในภายหลัง.

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 1 สิงหาคม 2557

thairath140801_02b

โรคหอบหืด ตอนที่ 2 หอบหืด…รักษาได้

หลักการรักษาที่เหมาะสม คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และการใช้ยาควบคุมอาการ

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้นเมื่อสังเกตว่าสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งกระตุ้นใดทําให้เกิดอาการหอบ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งนั้นๆ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังโดยวิธีสะกิดหรือการตรวจเลือดหาระดับของ IgE อาจช่วยบอกชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการได้

2. การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ในการรักษาโรคหืดปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

-ยาช่วยบรรเทาอาการ (Reliever) ได้แก่ ยาขยายหลอดลม มีทั้งชนิดพ่นสูด ชนิดรับประทาน และชนิดฉีด ใช้เพื่อขยายหลอดลมในขณะที่มีอาการหอบหืด เนื่องจากออกฤทธิ์ได้ ยาวนาน จึงสามารถใช้ควบคุมอาการได้ โดยใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์

– ยาควบคุมอาการ (Controller) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ใช้ลดการอักเสบของหลอดลมเพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดอาการหอบขึ้นอีก ยาประเภทนี้ออกฤทธิ์ช้า จึงต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ขนาดยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ภายใต้คําแนะนําของแพทย์ ยาประเภทนี้แบ่ง เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

1. ยาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ คือ ยา Montelukast เป็นยารับประทานสําหรับเด็กและผู้ใหญ่ ที่เป็นโรคหืด โรคเยื่อบุจมูกอักเสบ และโรคภูมิแพ้ มีผลข้างเคียงน้อยแต่ราคายาค่อนข้างสูง

2. ยาสเตียรอยด์ มีหลายรูปแบบ ทั้งยาพ่นสูด ยารับประทาน และยาฉีด โดยยารับประทานและยาฉีดออกฤทธิ์ได้ดีและเร็ว แต่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายเมื่อต้องใช้บ่อยๆ หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ได้แก่ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเด็ก ความดันโลหิตสูง น้ําตาลในเลือดสูง ภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อง่าย และกระดูกพรุน จึงแนะนําให้ใช้ในระยะสั้น (ไม่เกิน 3–7 วัน) และใช้เมื่อ มีความจําเป็นเท่านั้น เช่น หอบหืดรุนแรง หอบเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง หอบหืดเฉียบพลันรุนแรง เป็นต้น

สําหรับการควบคุมอาการที่ต้องใช้ยาเป็นประจําและต่อเนื่อง แนะนําให้ใช้ยาสเตียรอยด์ในรูปแบบของยาพ่นสูดจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงน้อยมาก รูปแบบของยาพ่นสูดที่นิยมใช้โดยทั่วไป มี 2 แบบ คือ      

– ยาพ่นสูดชนิดที่ใช้แรงดันก๊าซ (Meter-DoseInhaler,MDI) เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมานาน ควรใช้ร่วมกับกระบอกพ่นยาและหน้ากากทุกครั้ง เนื่องจากการพ่นเข้าปากโดยตรง ต้องอาศัยจังหวะและความคล่องของผู้ป่วย หากสูดหายใจผิดวิธี จะมียาเข้า สู่ปอดน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยพ่นสูดด้วยวิธี MDI ได้ไม่ดี ก็สามารถเลือก วิธีการพ่นยาผ่านเครื่องพ่นฝอยละออง (Nebulizer) แทนได้ แต่มีข้อจํากัดคือต้องซื้อ เครื่องพ่นยา และยาชนิดที่ใช้กับเครื่องพ่นมีราคาค่อนข้างสูง

– ยาสูดแบบผง(DryPowderInhaler) เหมาะสําหรับเด็กโตอายุ 5–6 ขวบขึ้นไป เพราะต้องใช้แรงสูดที่แรงและเร็ว เพื่อดูดเอาผงยาเข้าไปในทางเดินหายใจและปอด

ข้อดีคือ เครื่องพ่นใช้ง่ายและพกพาสะดวก ไม่ต้องใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ แต่ ราคายาสูงกว่ายาพ่นสูดแบบ MDI

3. วัคซีนภูมิแพ้ หากผู้ป่วยโรคหืดที่มีสาเหตุจากภูมิแพ้ได้ทําการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้น รวมไปถึงดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีและใช้ยาเต็มที่แล้ว ก็ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ร่วมด้วย โดยการใช้สารละลายที่ผสมสารก่อภูมิแพ้ นํามาฉีดหรืออม ใต้ลิ้นทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน เริ่มจากขนาดยาน้อยๆ แล้วปรับความเข้มข้นให้มากขึ้น จนระบบ ภูมิคุ้มกันในตัวผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไป สามารถทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ได้ ระยะเวลา ในการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ประมาณ 3–5 ปี แต่มีข้อจํากัดคือ ในขณะที่ฉีดหรืออมใต้ลิ้นอาจก่อ ให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) จึงต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงและความจําเป็นในการรักษาด้วยวิธีนี้ และต้องทําการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้เท่านั้น

โรคหืดรักษาหายหรือไม่

โรคหืดมีธรรมชาติของโรคที่หลากหลาย ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 25 เป็นหอบหืดในวัยเด็กเท่านั้น เมื่อโตขึ้นก็ไม่มีอาการอีกเลย ส่วนเด็กที่มีอาการหอบหืดเนื่องจากติดเชื้อในทางเดินหายใจอีกร้อยละ 25 มีอาการตั้งแต่เด็กและป่วยต่อเนื่องจนเป็นผู้ใหญ่เนื่องจากหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ยาก ที่เหลืออีกร้อยละ 50 จะมีอาการเป็นๆ หายๆ บางคนมีอาการปกติในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ แต่พออายุมากขึ้น (ประมาณ 40 ปี) ก็กลับมามีอาการอีก

โรคหอบหืดเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กไทยและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมาน และมีคุณภาพชีวิตแย่ เป็นๆ หายๆ หรือต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลบ่อยๆ หากมีอาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อหรือปรับขนาดยาเอง ควรมาพบแพทย์ ตามนัดเพื่อประเมินผลการรักษา ปรับขนาดและชนิดของยาให้เหมาะสม จะทําให้ผู้ป่วยโรคหืดสามารถใช้ชีวิตได้ ตามปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกับคนทั่วไป.

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 8 สิงหาคม 2557

 

 

Advertisements

อาหารหลากสีต้านภูมิแพ้

dailynew140501_01ภูมิแพ้ เป็นหนึ่งในโรคที่พบมากที่สุด ซึ่งถือเป็นโรคทางพันธุกรรมที่สร้างความรำคาญให้แก่ผู้ป่วยได้ไม่น้อย โดยลักษณะอาการมีตั้งแต่ แพ้เพียงเล็กน้อยจนถึงรุนแรงขั้นเสียชีวิต

โรคภูมิแพ้สามารถแบ่งตามอวัยวะที่เกิดโรคได้ 4 ประเภท ดังนี้ โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อาการ, โรคตาอักเสบจากภูมิแพ้, โรคหอบหืด และ โรคผื่นผิวหนัง จะเห็นได้ว่าในชีวิตประจำวันก็สามารถเสี่ยงกับปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคได้ ซึ่งการเลือกรับประทานอาหารก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ได้

โรงพยาบาลเวชธานี แนะนำเมนูช่วยต้านภัยจากอาการภูมิแพ้ ไว้ว่า ผักและผลไม้เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสร้างวิตามินเอ ที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีความแข็งแรง พบมากที่สุดในผักและผลไม้สีเขียวเข้ม สีแดงเข้ม และสีเหลืองเข้ม เช่น ตำลึง, คะน้า, ใบยอ, ผักขม, ฟักทอง, แครอท และมะม่วง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการภูมิ เช่น ผลไม้ทุกชนิด, มะเขือเทศ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ไลโคปีน

หลักการง่าย ๆ ป้องกันทุกโรคคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายเป็นประจำ

ที่มา : เดลินิวส์  1 พฤษภาคม 2557

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าหญิงที่สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงให้เหลนป่วยด้วยโรคหอบหืด

voathai131007_002ทีมนักวิจัยพบว่าทายาทรุ่นลูกหลานและเหลนของหนูทดลองที่ได้รับสารนิโคตินระหว่างตั้งท้องมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อโรคหอบหืดเพราะผลกระทบต่อสุขภาพจากนิโคตินนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในดีเอ็นเอทำให้โรคสืบทอดได้ทางพันุกรรม

ผู้เชี่ยวชาญรู้ดีว่าผู้หญิงที่สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงแก่ลูกและหลานต่อการเกิดโรคหอบหืด คุณเวอร์เอ็นเดอร์ เรฮัน นักวิจัยด้านชีวการแพทย์เเห่งศูนย์ Harbor-UCLA Center กล่าวว่านั่นเป็นเพราะว่าสารนิโคตินไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในดีเอ็นเอสร้างผลกระทบทางชีววิทยาถาวรที่สืบทอดทางพันธุกรรมได้

คุณเรฮัน นักวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าทีมนักวิจัยคาดเดาเอาไว้ก่อนการศึกษาว่าสารนิโคตินอาจจะมีผลกระทบต่อพัฒนาการของปอดในทายาทสืบทอดทางพันธุกรรมรุ่นต่อๆไป

จากการศึกษาเรื่องนี้ในหนูทดลอง ทีมนักวิจัยพบว่ามารดาที่สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์จะส่งผ่านความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืดแก่คนรุ่นเหลน แม้ว่าเหลนจะไม่สูบบุหรี่ก็ตาม

ในการทดลองกับหนูทดลองที่ตั้งท้อง ทีมนักวิจัยได้ฉีดสารนิโคตินเเก่หนูกลุ่มแรกเป็นประจำทุกวันนานเกือบสามสัปดาห์จนกระทั่งหนูคลอดลูก ส่วนในหนูทดลองตั้งท้องกลุ่มที่สอง ทีมนักวิจัยได้ฉีดสารนิโคตินหลอก หลังคลอดลูกหนูทดลองทั้งสองกลุ่มสามารถให้นมลูกนานเท่าที่จะทำได้

หลังจากนั้น ทีมนักวิจัยจะทำการผสมพันธุ์ลูกหนูที่เกิดจากแม่หนูทดลองที่ได้รับสารนิโคตินขณะตั้งครรภ์ไปจนกระทั่งครบตามลำดับสามรุ่นคือลูกหลานและเหลน โดยลูกหลานและเหลนของหนูกลุ่มนี้ ไม่เคยได้รับสารนิโคตินเลย

ทีมนักวิจัยได้ทำการทดสอบหลายๆชุดกับหนูทั้งสามรุ่นเพื่อตรวจหาอาการบกพร่องในปอด เป็นวิธีการตรวจปอดคล้ายกับที่ใช้ตรวจปอดคน คุณเรฮันกล่าวว่าทีมนักวิจัยพบว่าลูกหลานหนูที่เกิดจากหนูทดลองที่ได้รับสารนิโคตินขณะตั้งท้ิองแสดงอาการว่าเป็นโรคหอบหืด

คุณเรฮัน หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าลูกของหนูทดลองรุ่นที่ได้รับสารนิโคตินโดยตรงจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหอบหืด แต่ข้อมูลสำคัญจากการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าไม่ฉพาะลูกหนูที่เกิดจากแม่หนูที่ได้รับสารนิโคตินเท่านั้นที่เป็นหอบหืดแต่หนูที่เกิดในรุ่นต่อๆมาจนถึงรุ่นเหลนยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นหอบหืดด้วย

บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามีคนราวสามร้อยล้านคนทั่วโลกเจ็บป่วยด้วยโรคหอบหืด ซึ่งเป็นอาการป่วยที่ต้องการการดูแลฉุกเฉิน เพราะหลอดลมเกิดอาการอักเสบและบวมอย่างรวดเร็วหลังจากผู้ป่วยได้รับปัจจัยให้เกิดอาการป่วย เช่น ฝุ่น ละอองเกสร หรือ ยารักษาโรคบางชนิด ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจำนวนผู้ป่วยโรคหอบหืดจะเพิ่มขึ้นเป็นสี่ร้อยล้านคนภายในอีก 12 ปีข้างหน้า

Jessica Berman

07.10.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

A woman smokes a cigarette in a parking lot in Bangkok, Thailand, May 27, 2010.

A woman smokes a cigarette in a parking lot in Bangkok, Thailand, May 27, 2010.

Studies Show Maternal Smoking Triggers Asthma in Grandchildren

Jessica Berman
November 01, 2012

Everyone knows that smoking cigarettes and other tobacco products is bad for your health… and for those around you. Now, there’s new evidence from studies with lab rats that the habit can cause asthma not only in smokers’ children, but in their grandchildren, as well.

Researchers at Harbor-UCLA Medical Center in Los Angeles, California, have found evidence of a generational effect of tobacco-smoking on lung development. The scientists gave a group of pregnant rats injections of nicotine, the amount an average smoker would receive, exposing the animals’ unborn pups to the chemical. Nicotine is one of more than 4,000 chemicals in tobacco smoke known to adversely affect lung development. As predicted, the injections caused changes in the fetal animals’ upper and lower airway development consistent with asthma.

The chronic and potentially fatal respiratory condition, which afflicts growing numbers of people worldwide, causes fits of coughing, wheezing, gasping and chest tightness.

After they were born, the rat pups were never again exposed to nicotine. Nor were their offspring. Nevertheless, researchers found that these second-generation rat pups showed the same physical signs of asthma.

“So even if they are not exposed to any smoke or nicotine in the second generation pregnancy or [even] third generation pregnancy, they still go on to have asthma,” said neurologist Verinder Rehan, who led the study.

The change in lung function in the second generation of rat pups NOT exposed to nicotine in the womb was caused, Rehan said, by so-called epigenetic factors – alterations in how DNA functions as a result of environmental factors, such as the first generation’s exposure to nicotine.

The researchers saw what turned out to be a significant generational ripple stemming from the initial nicotine exposure.

“We have for the first time developed this experimental model where we are showing these changes actually happening… and we are also providing a mechanism that is the epigenetic mechanism responsible for these changes,” said Rehand. “And actually even more importantly we have shown if you can block these changes, you can block the transmission of asthma.”

To demonstrate this, Rehan’s group gave a separate group of rat mothers that had been injected with nicotine a drug that normalized their lung function. That healing prevented lung damage in two subsequent generations of pups.

Rehan said his study shows that the effects of cigarette exposure can be both far-reaching and long-lasting – another reason pregnant women should avoid lighting up or exposing themselves to second-hand smoke.

An article on the generational effects of nicotine exposure in causing asthma is published in BioMed Central’s open access journal BMC Medicine.

SOURCE : www.voanews.com

ปัญหาในเมืองทำเด็กป่วยหอบหืดพอ ๆ กับควันบุหรี่

dailynews130325_002เพราะโรคหอบหืดมักเกิดขึ้นตั้งแต่ผู้ป่วยยังอยู่ในวัยเด็ก โดยร้อยละ 4-18 ของเด็กที่ป่วยโรคนี้ มีสาเหตุมาจากการได้รับควันบุหรี่จากผู้ใหญ่ หรือที่เรียกว่า บุหรี่มือสอง

ล่าสุดมีการวิจัยพบอีกสาเหตุที่ก่อโรคหอบหืดได้อย่างชัดเจน โดย ดร.ลอร่า เปเรซ หัวหน้าทีมวิจัยจากสถาบันสุขภาพเขตร้อนแห่งบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ เล่าว่า พวกเขาทำการศึกษาใน 10 เมืองใหญ่ทั่วยุโรป จนทราบว่า มลพิษจากการจราจรที่คับคั่งวุ่นวายในเขตเมือง ส่งผลให้เด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวป่วยเป็นหอบหืดได้ ซึ่งพิษสงของมลพิษทางอากาศจากการจราจรนั้น ให้ผลร้ายเทียบเท่าควันพิษจากบุหรี่ ดังนั้น แม้ผู้ปกครองไม่ได้สูบบุหรี่ เด็กๆ ในครอบครัวคนเมืองก็มีสิทธิ์ป่วยโรคหอบหืดได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลวิจัยชิ้นก่อนหน้า เคยระบุว่ามลพิษจากการจราจรในเขตเมืองคือสาเหตุการป่วยโรคหอบหืด แต่ ดร.ลอร่า ย้ำว่านี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผลวิจัยสามารถแสดงออกมาเป็นตัวเลข โดยมลพิษจากการจราจรส่งผลให้เด็กป่วยเป็นหอบหืดได้ถึงร้อยละ 14

เมื่อผลออกมาเป็นเช่นนี้ ถ้าผู้อ่านอาศัยอยู่ในเขตเมืองที่มีสภาพการจราจรคับคั่ง ลองคิดหาวิธีเลี่ยงโอกาสสัมผัสมลพิษเหล่านั้นได้แล้วล่ะ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 25 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Fourteen per cent of chronic childhood asthma was due to pollution near busy roads. This is similar to the burden linked to inhaling second hand tobacco smoke

Fourteen per cent of chronic childhood asthma was due to pollution near busy roads. This is similar to the burden linked to inhaling second hand tobacco smoke

Traffic pollution causes as much childhood asthma as passive smoking 

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 00:06 GMT, 22 March 2013

Traffic pollution causes as much childhood asthma as passive smoking, according to new research.

A study conducted in 10 European cities found that 14 per cent of chronic childhood asthma was due to pollution near busy roads.

This is similar to the burden linked to inhaling second hand tobacco smoke.

Between 4 per cent and 18 per cent of asthma cases in children are associated with passive smoking.

Lead scientist Dr Laura Perez, from the Swiss Tropical and Public Health Institute in Basel, said: ‘Air pollution has previously been seen to trigger symptoms but this is the first time we have estimated the percentage of cases that might not have occurred if Europeans had not been exposed to road traffic pollution.

‘In light of all the existing epidemiological studies showing that road traffic contributes to the onset of the disease in children, we must consider these results to improve policy making and urban planning.’

The findings are reported in the online version of the European Respiratory Journal.

Scientists used data from existing studies showing that children exposed to higher levels of traffic pollution also had higher rates of asthma.

A method known as population attributable fractions was employed to assess the impact of pollution near roads.

This calculates the proportional reduction in disease or death that would occur if exposure to a risk factor was lowered.

The results took account of differences in the health of different city populations, as well as other factors including passive smoking and socio-economic background.

SOURCE: dailymail.co.uk

ป่วยหอบหืด..ออกกำลังกายแบบไหนโรคไม่กำเริบ

หอบหืดกำเริบเมื่อออกกำลังกาย ป้องกันได้เพียงเลือกชนิดกีฬาให้เหมาะ และรู้ข้อควรปฏิบัติก่อนเอ็กเซอร์ไซส์

ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหอบหืด ส่วนใหญ่จะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการออกกำลังกาย เนื่องจากบางรายเคยมีประสบการณ์ว่าโรคดังกล่าวนี้กำเริบภายหลังออกกำลังกายเสร็จไปแล้วราว 5-20 นาที โดยมีอาการแน่นหน้าอก หอบหายใจเร็ว ซึ่งบางรายพักเพียงชั่วครู่ก็หาย แต่บางรายกลับทรุดหนักจนต้องส่งโรงพยาบาล…เหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดไม่กล้าเล่นกีฬา หรือออกกำลังกาย

สาเหตุที่ทำให้อาการหอบหืดกำเริบขณะออกกำลังกายนั้น วารสารชมรมผู้ป่วยโรคหืด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยไว้ว่า เป็นเพราะหลอดลมหดเกร็ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของอุณหภูมิและความชื้นในอากาศที่สูดเข้าไปอย่างรวดเร็วและลึกมากกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่ออากาศนั้นมีความเย็นและแห้งมาก

อีกทั้ง โดยปกติแล้วอากาศที่หายใจเข้าทางจมูกจะมีความชื้นและอุ่นกว่าอากาศภายนอก อันเป็นผลมาจากโพรงจมูกช่วยเพิ่มความชื้นและปรับอุณหภูมิก่อนจะเข้าไปสู่ปอด แต่ขณะที่เราออกกำลังกาย ร่างกายต้องการอากาศมากขึ้น เราจึงมักอ้าปากหายใจ ทำให้ปอดได้รับอากาศเย็นและแห้งกว่าปกติ อาการหอบหืดจึงกำเริบขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกำเริบของหอบหืดมักเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่ป่วยออกกำลังกายหนักๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวติดต่อกันนานๆ ไม่มีจังหวะพัก เช่น ฟุตบอล สควอช  บาสเก็ตบอล

ขณะที่กีฬาซึ่งเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคหอบหืดมากที่สุดคือ การว่ายน้ำ ที่สภาพแวดล้อมบริเวณสระน้ำมีอุณหภูมิและความชื้นค่อนข้างคงที่ ประกอบกับลักษณะของการสูดหายใจขณะว่ายน้ำจะมีจังหวะที่ต้องกลั้นหายใจ จึงช่วยให้สูญเสียความร้อนและความชื้นทางลมหายใจน้อย แถมยังเป็นการออกกำลังกายในแนวราบ กล้ามเนื้อปอดได้เคลื่อนไหวจากส่วนท้ายขึ้นมาส่วนบน จึงช่วยไล่อากาศหรือขับสิ่งขัดขวางการหายใจออกได้ง่ายกว่าการออกกำลังท่ายืน และการได้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนบน ยังถือเป็นการพัฒนาระบบหายใจให้มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

สำหรับข้อควรรู้ของการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยหอบหืด คือ ควรอบอุ่นร่างกายก่อนเล่นกีฬา ไม่ออกกำลังกายอย่างหักโหม ไม่ควรออกกำลังกายในช่วงที่อากาศเย็นจัดและแห้ง แต่หากมีความจำเป็นหรือต้องแข่งขันกีฬา ควรสูดยาขยายหลอดลมก่อนออกกำลังกาย 10-15 นาที ที่สำคัญ ถ้าอาการกำเริบต้องหยุดเล่นกีฬา และสูดยาขยายหลอดลมเข้าช่วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  21 เมษายน 2555