นอกใจภรรยา สาเหตุการตายอันดับ1ของผู้ป่วยหัวใจ

dailynews141208_01ปรากฎการณ์ ตายคาอก หรือเสียชีวิตขณะมีเพศสัมพันธ์ คงไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับคนเป็นโรคหัวใจแต่มิวายมีอารมณ์ทางเพศ เพราะข้อจำกัดต่าง ๆ นานา ที่หากฝืนขึ้นมาอาจจะดับในสภาพสุดอนาถ แต่ความจริงแล้วเซ็กส์จะเป็นเรื่องที่ต้องงดสำหรับคนเป็นโรคหัวใจหรือไม่ วันนี้ นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี จะมาไขข้อข้องใจเรื่องดังกล่าวให้ฟังกัน

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวว่า สมาคมแพทย์โรคหัวใจสหรัฐอเมริกา (AHA) ได้แนะนำผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดว่า ควรจะได้รับการประเมินความเสี่ยงก่อนที่จะกลับมามีกิจกรรมทางเพศ โดยที่คุณสามารถผ่านการทดสอบการออกกำลังกายด้วยการเดินสายพานหรือหากเดินขึ้นบันไดสองชั้นอย่างสบาย ๆ หรือเดินเร็ว ๆ เป็นเวลา 6 นาที โดยไม่พักและไม่มีอาการอาการเจ็บหน้าอกหรือหายใจเหนื่อยหอบ คุณสามารถที่จะมี กิจกรรมทางเพศได้อย่างปลอดภัย

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องการมีเซ็กซ์ นพ.ปัญเกียรติ แนะนำว่า ควรมีเมื่อร่างกายและจิตใจพร้อม ควรเลือกท่าที่ไม่ใช้แรงมาก เช่น ตะแคงเข้าหากัน หรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่ด้านล่าง ไม่ควรตื่นเต้นมาก หรือพลิกแพลงท่า จนต้องออกแรงมาก จากงานวิจัยพบว่า คนที่หัวใจวายจนเสียชีวิตขณะมีเซ็กซ์ มักจะมีเซ็กซ์กับหญิงคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตนเอง เมื่อมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อยขณะมีเซ็กซ์ควรหยุด และหากยังไม่หายควรรีบปรึกษาแพทย์

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวต่อว่า ข้อหลีกเลี่ยงก่อนการมีเพศสัมพันธ์สำหรับผู้ป่วยหัวใจ ควรงดอาหารมื้อหนัก โดยเฉพาะงานเลี้ยงที่มีการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือหากต้องการหลังมื้ออาหารควรรอเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง อย่ามีเพศสัมพันธ์หลังออกกำลังกายมาจนเหนื่อยหรือมีความเครียดมาก่อน หลีกเลี่ยงการร่วมเพศกับบุคคลที่ไม่ใช่คู่สมรสหรือคู่ขาที่มีอายุแตกต่างกันมาก ๆ อย่าร่วมเพศในท่าผิดธรรมชาติ เช่น ท่าทางทวารหนัก จะเพิ่มความเครียด ความตื่นเต้นแก่หัวใจมากเกินไป รวมถึงความรีบร้อนบรรยากาศไม่ดี สถานที่ไม่ดี อุณหภูมิร้อน หรือหนาวเกินไป

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวถึงความผิดปกติของผู้ป่วยหัวใจระหว่างหรือหลังการมีเพศสัมพันธ์ว่า ควรมีการสังเกตอาการของตนเองขณะหรือหลังการร่วมเพศ แล้วแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อช่วยเหลือ ป้องกันอาการผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งอาการดังต่อไปนี้มักเกิดหลังการร่วมเพศใหม่ ๆ

1. หัวใจเต้นเร็ว หรือรู้สึกใจสั่นอยู่นานกว่า 10 นาที
2. หายใจหอบเร็ว หรือหายใจลำบาก อยู่นานกว่า 10 นาที
3. มีอาการเจ็บแน่นกลางอกเหมือนอย่างที่เคยเป็น พักแล้วอาการไม่ดีขึ้น
4. นอนหงายไม่ได้ เพราะมีอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้น
5. อ่อนเพลียมาก เวียนหัวจะเป็นลม เหงื่อออกมาก ตัวชื้น เป็นต้น

สำหรับข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดอาการผิดปกติ นพ.ปัญเกียรติ แนะนำว่า ผู้ป่วยควรนอนพักอยู่กับเตียงอย่ารีบลุกเดิน หรือถ้าจำเป็นก็ค่อย ๆ เคลื่อนไหว หากพอจะมีออกซิเจนอยู่กับบ้านก็ใช้ดมทันที ควรใช้ยาอมใต้ลิ้น หรือยาพ่นใต้ลิ้น และนอนพัก แต่หากอาการต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ดีขึ้น ควรอมหรือพ่นยาซ้ำอีกครั้งในทุก 5-10 นาที แต่หากดมหรือพ่นยาซ้ำแล้วติดกัน 2-3 ครั้งไม่ดีขึ้น ควรรีบไปโรงพยาบาล ผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์ที่รักษาโรคเพื่อขอคำแนะนำทันที

ที่มา: เดลินิวส์  8 ธันวาคม 2557

Advertisements

เดินสั้นๆ แก้ลำนั่งนานๆได้

thairath140912_02เป็นที่รู้กันหมดทั่วไปแล้ว การนั่งอยู่กับโต๊ะทั้งวัน ทำลายสุขภาพ เพราะการนั่งนานๆ ทำให้ไขมันในเลือดสูง และพุงป่อง ซึ่งอาจกลายเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคพุงโตได้

แต่บัดนี้ นักวิจัยมหาวิทยาลัยอินเดียนาของสหรัฐฯ พบวิธีแก้ลำ ได้แล้ว โดยให้ลุกขึ้นเดินนานสัก 5 นาที สลับกับที่ต้องนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ นาน 1 ชม. ซึ่งอาจทำให้เส้นเลือดขาเสียหาย และเสี่ยงอันตรายกับโรคหัวใจสูงขึ้น

พวกเขาได้ทราบจากการศึกษากับกลุ่มชายฉกรรจ์วัยระหว่าง 20-35 ปี ร่างกายสันทัด โดยขอให้นั่งอยู่โดยไม่เคลื่อนไหวขาเลยนาน 3 ชม. โดยคอยใช้เครื่องมือวัดความดันเลือดและเทคโนโลยีอัลตราซาวนด์ คอยตรวจวัดการทำงานของเส้นเลือดโคนขาตั้งแต่ต้นจนจบ

นักวิจัยจับได้ว่า เส้นเลือดโคนขาชักเริ่มทำงานตกลงเป็นลำดับตั้งแต่ชั่วโมงแรก ตกลงถึง ร้อยละ 50 อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นออกไปเดินเล่นได้นาน 15 นาที ทุกเวลาของการนั่งนาน 1 ชม. กลับไม่เกิดเสียหายแต่อย่างใด

นักศึกษาปริญญาเอกผู้เป็นหัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า “เรา ได้พบว่า การนั่งนานทำให้การทำงานของเส้นเลือดเสียหาย อัน เป็นอาการขั้นต้นๆของโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ยังดีที่พบว่า แค่การออกกำลังกายนิดหน่อย ก็อาจป้องกันความเสียหายนี้ได้”.

ที่มา: ไทยรัฐ 12 กันยายน 2557

รู้ทันป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

dailynews140928_02สมาพันธ์หัวใจโลก กำหนดให้วันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์หัวใจโลก เนื่องจากกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและของโลก

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหา วิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นทุกปี โดยผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าผู้หญิง แต่ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วมีโอกาสจะเป็นโรคนี้ได้เท่ากับผู้ชาย ทั้งนี้เวลาพูดถึงโรคหัวใจส่วนใหญ่คือโรคของหลอดเลือดหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ ตัน

สาเหตุที่ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เพราะว่าผู้ชายมีปัจจัยเสี่ยง คือ สูบบุหรี่มากกว่า มีระดับคอเลสเตอรอลมากกว่า เครียดมากกว่า สำหรับผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงมีฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นตัวป้องกันไม่ให้ไขมันจับในหลอดเลือด แต่หลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว คือ หมดฮอร์โมนเอสโตรเจน ข้อดีของการป้องกันก็หายไป ดังนั้นหมดประจำเดือนผู้หญิงจึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเท่ากับผู้ชาย

สำหรับผู้หญิงที่จะเป็นโรคหัวใจก่อนวัยหมดประจำเดือน อาจมาจากการใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งจะทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย ก็อาจจะมีโอกาสเป็นโรคลิ่มเลือดหัวใจอุดตันได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ อาหาร บุหรี่ ความเครียด ความอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ระดับคอเลสเตอรอลของคนไทยใน 10 ปีหลังมานี้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นสังคมแห่งการกินดีอยู่ดี ใครเกิด ใครเสียชีวิต ดีใจ เสียใจก็กิน ไม่ได้เป็นการกินเพราะความหิว แต่เป็นการกินเพราะความอยาก

ลักษณะอาหารก็เปลี่ยนไปเป็นอาหารประเภท ชีส เค้ก ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ หาได้ทั่วไป อัตราการสูบบุหรี่ไม่ได้ลดลง ปัจจัยเสี่ยงก็ยังมีอยู่เยอะ คนอ้วนมีเยอะ ความอ้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคหัวใจ ขณะเดียวกันการต่อสู้ดิ้นรนในสังคมมากขึ้น ความเครียดมากขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง

ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการรักษา การทำบอลลูนช่วยชีวิตผู้ป่วย ทำให้อัตราการเสียชีวิตน้อยลง จากเดิมอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 25- 30% ในปัจจุบันการเสียชีวิตลดลงเหลือน้อยกว่า 5% แสดงว่าการรักษาดีขึ้น แต่ไม่ได้เก่งเรื่องการป้องกัน ไม่สามารถป้องกันให้คนเป็นโรคน้อยลงได้ อีกอย่างที่อยากจะบอก คือ

ความรู้ในโซเชียลมีเดียที่แพร่กระจายกันนั้น ข้อมูลหลายอย่างเชื่อถือไม่ได้ เช่น การบอกว่ากินน้ำมันมะพร้าวแล้วไขมันไม่สูง หรือบอกว่าคอเลสเตอรอลไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจ ตรงนี้เป็นข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันเยอะมาก

ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เดินแล้วเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ควรไปพบแพทย์ทันที สำหรับคนอายุยังน้อยที่มีความเสี่ยง เช่น ญาติพี่น้องเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัจจุบันมีการตรวจบางอย่างที่พอจะบอกได้ ถือเป็นทางเลือกอย่างหนึ่ง ดีกว่าการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น การตรวจหินปูนในหลอดเลือดหัวใจซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก

คนที่มีหินปูนเยอะโอกาสจะเป็นโรคหัวใจก็เยอะ ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หยุดสูบบุหรี่ หรือกินยาเพื่อลดคอเลสเตอรอล แม้ระดับคอเลสเตอรอลจะไม่สูงมาก แต่การลดระดับคอเลสเตอรอลน่าจะป้องกันโรคหัวใจในคนกลุ่มนี้ได้

ด้าน นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงปี 2554-2556 พบว่า อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อประชากร 100,000 คน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ในปี 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คนหรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คนสะท้อนว่าโรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่รุนแรงและต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

อาการที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ จุกแน่นหน้าอก จุกบริเวณยอดอกตรงกลางมักเป็นในขณะออกกำลังกาย หลังจากหยุดออกกำลังกายอาการจะดีขึ้น มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ อาการเจ็บจะปวดร้าวไปที่หัวไหล่ซ้ายหรือไปที่กราม ถ้าอาการเจ็บหน้าอกเป็นนานเกินกว่า 5 นาที พักแล้วไม่ทุเลาหรืออาการเจ็บรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องรีบพบแพทย์ หรือถ้ามีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติโดยเฉพาะเวลาทำงาน หัวใจเต้นผิดปกติ จังหวะการเต้นของชีพจร มีสะดุดหรือไม่สม่ำเสมอ

ที่สำคัญประชาชนจะต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน งดอาหารมัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเส้นใย ทำจิตใจให้แจ่มใส งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินภาวะสุขภาพและระดับความเสี่ยงซึ่งเป็นปัจจัยการเกิดโรคหัวใจได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 28 กันยายน 2557

 

อาหารว่างอาจเป็นที่มาของความอ้วน โดย ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล

manager140308_002ทำไมอาหารว่างจึงทำให้อ้วน

ในปัจจุบันนี้เรากินอาหารกันวันละหลายมื้อทั้งมื้อหลักและมื้อว่าง โดยที่มื้ออาหารว่างนั้นอาจมีทั้งช่วงสาย ช่วงบ่าย และช่วงดึก อาหารว่างส่วนใหญ่ที่คนนิยมกินกันล้วนแล้วแต่ให้พลังงานสูงในบางครั้งอาจให้พลังงานสูงกว่าอาหารมื้อหลัก เช่น อาหารว่างในกลุ่มของหวาน ซึ่งได้แก่ คุกกี้ เค้ก พาย ไอศกรีม ลูกอม ช็อกโกแลตชนิดแท่ง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา มีส่วนประกอบของไขมันและน้ำตาลในปริมาณสูง พลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 400-500 แคลอรี่ 100 กรัม ซึ่งเทียบเท่ากับ 1 ใน 4 ของพลังงานที่ต้องการทั้งวันสำหรับผู้ชาย หรือ 1 ใน 3 ของพลังงานที่ต้องการทั้งวันสำหรับผู้หญิง

อาหารว่างในกลุ่มทอด เช่น มันฝรั่งแผ่นทอด เต้าหู้ทอด เผือกทอด ขนมปังหน้าหมู เปาะเปี๊ยะทอด ขนมเบื้อง ให้พลังงานประมาณ 400-600 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของนึ่ง เช่น สาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ ช่อม่วง ปั้นสิบ ให้พลังงานประมาณ 300-450 แคลอรี่ 100 กรัม

อาหารว่างที่เป็นของต้ม เช่น เกี๊ยวกุ้ง กระเพาะปลา ให้พลังงานประมาณ 200-500 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของปิ้ง เช่น หมูสะเต๊ะ ข้าวเหนียวปิ้ง ไส้กรอก ให้พลังงานประมาณ 350-550 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของคลุก เช่น ปลาแนม ข้าวเม่าหมี่ หมี่กรอบ หมี่กะทิ และอื่นๆ เช่น ข้าวตังหน้าตั้ง เมี่ยงลาว เมี่ยงคำ ให้พลังงานประมาณ 250-500 แคลอรี่ 100 กรัม

นอกจากนี้ ยังมีขนมไทยอีกหลากหลายประเภท ทั้งขนมประเภทนึ่ง เช่น ขนมสาลี่ ขนมน้ำดอกไม้ ขนมประเภทต้ม เช่น ขนมต้มขาว มันต้มน้ำตาล ขนมประเภทกวน เช่น ตะโก้ ซ่าหริ่ม ขนมประเภทเชื่อม เช่น กล้วยเชื่อม ขนมประเภทน้ำกะทิ เช่น ลอดช่องน้ำกะทิ ขนมประเภทน้ำเชื่อม ผลไม้ลอยแก้ว วุ้นน้ำเชื่อม   ขนมประเภทบวด เช่น กล้วยบวชชี แกงบวดเผือก ในบางครั้งในมื้อว่างยังมีเครื่องดื่มที่มีไขมันและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบที่มักจะนิยมดื่มร่วมกับอาหารว่าง เช่น ชา กาแฟ น้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มสมุนไพร เช่น น้ำมะตูม น้ำตะไคร้ น้ำใบเตย

ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารว่างที่เกินสะสมไปเรื่อยๆ นานวันเข้าพลังงานที่เกินกว่าที่ร่างกายต้องการก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมอยู่ในร่างกายทั้งที่บริเวณใต้ผิวหนังและในอวัยวะภายในของร่างกาย ส่งผลให้เกิดความอ้วนและเกิดโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพตามมาได้ เช่น โรคอ้วนลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นก่อนที่จะเลือกกินอาหารว่างควรดูถึงคุณค่าทางอาหาร พลังงานและปริมาณที่เหมาะสม

หลักการเลือกอาหารว่าง

เลือกกินอาหารที่เป็นแหล่งของใยอาหาร ได้แก่ ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวโพดต้ม ลูกเดือย มันต้ม แครกเกอร์แบบโฮลวีต ขนมปังโฮลวีต

เลือกกินอาหารว่างที่มีการเติมน้ำตาล ไขมัน และเกลือในปริมาณน้อย (หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด และมันจัด) หากเป็นขนมเค้กก็กินแต่เนื้อเค้กไม่กินครีมทั้งหมด ขนมหวาน เช่น กล้วยบวดชี แกงบวดต่างๆ ก็กินแต่เนื้อไม่กินน้ำทั้งหมด ผลไม้ก็งดการจิ้มพริกเกลือหรือน้ำตาล

เน้นการกินผักและผลไม้สด แทนการกินผักและผลไม้แปรรูป เช่นผลไม้แห้ง ผลไม้กระป๋อง ผัก/ผลไม้ดอง ผัก/ผลไม้แช่อิ่ม ผักและผลไม้เป็นที่มาของวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร เป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานต่ำ แถมช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นาน

เลือกดื่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำหรือปราศจากไขมันและหวานน้อย เช่น นมเปรี้ยวไขมันต่ำ โยเกิร์ตไขมันต่ำ ไอศครีมไขมันต่ำ

เลือกอาหารที่มีเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ไม่ติดหนัง เนื้อหมูมันน้อย และถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว เลือกวิธีการทำให้สุกโดยการนึ่ง ย่าง ต้ม ตุ๋นแทนการทอด

ควบคุมปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลูกอม เค้ก คุกกี้ พาย โดนัท ของหวาน ไอศกรีม น้ำผลไม้ สามารถกินได้แต่ในปริมาณเล็กน้อย

นอกจากที่จะเลือกอาหารว่างที่ดีแล้ว อาหารมื้อหลักก็ควรคำนึงถึงปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการเช่นกัน อย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้กินอาหารที่อยากกินได้มากขึ้น หรือหากเป็นคนชอบกินอาหารว่างก็ควรที่จะไปลดปริมาณอาหารมื้อหลักลง ก็จะช่วยให้สุขภาพดีและไม่อ้วน

ที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มีนาคม 2557

ยืดอายุให้ยืนยาวด้วย ‘ทูน่า’

bangkokbiznews140307_001โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสุขภาพที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี จากข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในปี 2556 พบว่า โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตติดอันดับ 1 ใน 10 ของโรคที่มีอัตราการตายสูงสุดในประเทศไทย และยังส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท จากการวิจัยและคำแนะนำของแพทย์เพื่อยืดอายุให้ยืนยาวพร้อมกับลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจนั้นสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการรับประทานปลา โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึกที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและมากประโยชน์ต่อสุขภาพ

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ซึ่งพบได้มากในปลาทะเลน้ำลึกทั้งในปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล และปลาทูน่า ที่มีไขมัน โอเมก้า 3 สูงถึง 1 – 4 กรัม ต่อเนื้อปลา 100 กรัม กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่สำคัญมี 2 ชนิด ได้แก่ EPA (EICOSAPENTAENOIC ACID) และ DHA (DOCOSAHEXAENOIC ACID) ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ เนื่องจากโอเมก้าไปช่วยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและการหดตัวของหลอดเลือด จึงส่งผลให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ยากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดอัตราเสี่ยงโรคหัวใจล้มเหลว และช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดจึงลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดได้

ผลการศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากคณะสาธารณสุขมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐ พบว่าผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไปที่กินปลาเป็นประจำมีโอเมก้า 3 ในปริมาณสูง ทำให้มีอายุเฉลี่ยยืนยาวมากกว่าผู้ที่ไม่บริโภคกรดไขมันโอเมก้า 3 ถึง 2 ปี ทั้งนี้ พบความเชื่อมโยงว่าผู้ที่มีระดับโอเมก้า 3 ในร่างกายในปริมาณสูงมีความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเพียงร้อยละ 35 น้อยกว่าผู้มีระดับความดันโลหิตต่ำ นอกจากนั้นทางสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกันยังแนะนำเพิ่มเติมว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มกรดโอเมก้า 3 ในร่างกาย คือ เพิ่มการรับประทานปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 7 มีนาคม 2557

.

Related Article :

.

Credit: better4you.mbooth.com

Credit: better4you.mbooth.com

Ask the Expert: Omega-3 Fatty Acids

The Expert

Dr. Frank Sacks

Professor of Cardiovascular Disease Prevention, Department of Nutrition, Harvard School of Public Health

1. What are omega-3 fatty acids, and why should I make sure to include them in my diet?

Omega-3 fatty acids (also known as n-3 fatty acids) are polyunsaturated fatty acids that are essential nutrients for health. We need omega-3 fatty acids for numerous normal body functions, such as controlling blood clotting and building cell membranes in the brain, and since our bodies cannot make omega-3 fats, we must get them through food. Omega-3 fatty acids are also associated with many health benefits, including protection against heart disease and possibly stroke. New studies are identifying potential benefits for a wide range of conditions including cancer, inflammatory bowel disease, and other autoimmune diseases such as lupus and rheumatoid arthritis.

2. What foods are good sources of omega-3 fatty acids? How much do I need to eat of these foods to get enough omega-3s?

There are two major types of omega-3 fatty acids in our diets: One type is alpha-linolenic acid (ALA), which is found in some vegetable oils, such as soybean, rapeseed (canola), and flaxseed, and in walnuts. ALA is also found in some green vegetables, such as Brussels sprouts, kale, spinach, and salad greens. The other type, eicosapentaenoic acid (EPA) and docosahexaenoic acid (DHA), is found in fatty fish. The body partially converts ALA to EPA and DHA.

We do not know whether vegetable or fish omega-3 fatty acids are equally beneficial, although both seem to be beneficial. Unfortunately, most Americans do not get enough of either type. For good health, you should aim to get at least one rich source of omega-3 fatty acids in your diet every day. This could be through a serving of fatty fish (such as salmon), a tablespoon of canola or soybean oil in salad dressing or in cooking, or a handful of walnuts or ground flaxseed mixed into your morning oatmeal.

3. What are omega-6 fatty acids? Should I be concerned about the ratio of omega-6 fatty acids to omega-3 fatty acids in my diet?

Omega-6 fatty acids (also known as n-6 fatty acids) are also polyunsaturated fatty acids that are essential nutrients, meaning that our bodies cannot make them and we must obtain them from food. They are abundant in the Western diet; common sources include safflower, corn, cottonseed, and soybean oils.

Omega-6 fatty acids lower LDL cholesterol (the “bad” cholesterol) and reduce inflammation, and they are protective against heart disease. So both omega-6 and omega-3 fatty acids are healthy. While there is a theory that omega-3 fatty acids are better for our health than omega-6 fatty acids, this is not supported by the latest evidence. Thus the omega-3 to omega-6 ratio is basically the “good divided by the good,” so it is of no value in evaluating diet quality or predicting disease.

4. Is it better to get omega-3 fatty acids from food or from supplements?

Certainly foods, since the plants and fish that contain omega-3 fats have other good nutrients, such as protein, vitamins and minerals. People who do not eat fish or other foods rich in omega-3 fatty acids should consider taking an omega-3 supplement of 500 mg per day; fish oil is used in supplements, but there are also vegetarian supplements that have ALA. Studies suggest that people who have already had a heart attack may benefit from higher doses of omega-3 supplements (basically, double the 500 mg), so if you do have heart disease, consult your healthcare provider about whether taking a higher dose of omega 3s makes sense for you.

5. I am a vegetarian, so I do not consume any fish. But I get plenty of ALA in my diet, from canola and soybean oil, ground flax seed, and walnuts. How efficiently does the body convert ALA to DHA and EPA? Should I take an algal DHA supplement?

If you are getting adequate ALA in your diet from oils and nuts, I am not sure you really need to take an algal DHA supplement. As I mentioned above, the body partially converts ALA to EPA and DHA; it is not known if ALA has substantial health benefits as is, or whether it must be converted to EPA and DHA to produce most of the benefits. My current interpretation of the science is that ALA is important to nutrition because it is an essential fatty acid, and that at least part of its benefits come from its conversion to EPA and DHA. I don’t advocate that vegans take n-3 supplements if they are getting ALA from vegetable oils, vegetables, walnuts, and other vegetarian sources as described above.

6. Can omega-3 fatty acids be destroyed by high-heat cooking?

Not if the oil is fresh. In fact, even in frying oil that is used for days, you still can find ALA in it.

SOURCE : www.hsph.harvard.edu

ชีวิตหลังแต่งงาน ลดหรือเพิ่ม ปัญหาสุขภาพ

dailynews140303_001จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิชิแกน พบว่า การแต่งงานเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อความสัมพันธ์ทางสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพ

ดร.หลิว กล่าวว่า การแต่งงานที่มีความสุขจะช่วยสุขภาพทางกายภาพแข็งแรงขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม ความเครียดจากการแต่งงานที่ไม่มีความสุข อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และนำไปสู่พฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพเช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนั้นยังเพิ่มระดับฮอร์โมนความเครียดของร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้อาจส่งผลให้ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้นและในที่สุดนำไปสู่โรคหัวใจ จึงเป็นไปได้ว่าความสุขของการแต่งงานมีอิทธิพลต่อสุขภาพทางกายและการงาน

ผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ พบว่า คนที่คิดว่าคู่ของตนไม่สนับสนุนซึ่งกันและกัน มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ ส่วนคู่สมรสใดที่รู้สึกว่าบางครั้งก็เกื้อกูลกันแต่บางครั้งก็ไม่ เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดแดง และเสี่ยงจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ไม่เพียงเท่านั้น การศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ บ่งชี้ว่า การแต่งงานอาจส่งผลดีกับกระดูกของผู้ชาย โดยผู้ชายที่ชีวิตครอบครัวมั่นคงจะมีกระดูกที่แข็งแกร่งกว่าคนยังโสดหรือหย่าร้าง

ไม่ว่าอย่างไร ชีวิตหลังแต่งงานไม่ได้มีผลกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคู่สมรสและทุกคนในครอบครัวอีกด้วย

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์  3 มีนาคม 2557

.

Related Article:

.

dailymail140228_001

Could a bad marriage kill you? Stress of a bad relationship can lead to heart disease, doctors warn

  • People in an unhappy marriage are also at higher risk of depression
  • The stress of a bad marriage can raise blood pressure and heart rate
  • This can eventually lead to heart disease

By EMMA INNES

PUBLISHED: 14:28 GMT, 28 February 2014

Everyone knows that being in an unhappy marriage can make people miserable.

But now, researchers have suggests it could even prove fatal.

U.S. researchers believe that an unhappy marriage can cause stress which, in turn, affects physical health.

They believe people who are unhappy with their spouse could be at higher risk of depression, high blood pressure and even heart disease.

As a result, the scientists at Michigan State University are set to study how marriage affects cardiovascular health.

They say this is particularly important at a time when one in four people in the U.S. die of heart disease.

Dr Hui Liu, the lead researcher, said: ‘The importance of this study is highlighted by the continued high prevalence of cardiovascular disease in the United States.

‘We plan to provide nationally representative evidence on how marriage affects cardiovascular health and elucidate the multiple mechanisms in this relationship. The findings will have important implications for health policy and practice.’

The researchers say most cases of heart disease are preventable meaning identifying risk factors is crucial to the design of effective prevention strategies.

Dr Liu explained that scientists have long believed marriage to be the most important social relationship affecting health.

She believes, for example, that a happy marriage offers support and enhances physical health.

In contrast, she says the stress of an unhappy marriage can cause depression.

This, she says, can promote unhealthy habits, such as smoking and drinking, and can increase the body’s levels of stress hormones.

These hormones can result in raised blood pressure and heart rate eventually leading to heart disease.

dailymail140228_001a

Dr Liu’s theory is supported by previous research which has shown that the happiness of marriage has a powerful influence on physical health.

Recent research from the University of Utah revealed that people who think their partner is not supportive are more likely to develop heart disease.

Scientists found that people who say their spouse is sometimes supportive but also sometimes upsetting have higher levels of artery calcification.

This suggests their arteries are diseased and they are at greater risk of premature death.

Another recent study, from UCLA, revealed that marriage is also good for a man’s bones.

It showed that men in stable marriages have stronger bones than those who are single or divorced.

The researchers are not clear as to the reasons behind this finding.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

ล้างพิษตับอ่อน หยุดแป้งเลิกผลไม้ ลดอ้วนรักษาเบาหวาน โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

matichon131101_001แป้งข้าว ผลไม้ ก่อไตรกลีเซอไรด์สูง
อันตรายกว่าไก่ตอน หมูสามชั้น


มาร์กาเรต แอลบริงก์ (Margaret Albrink) เป็นแพทย์สาวทำงานกับ จอห์น ปีเตอร์ส (John Peters) ในภาควิชาอายุรกรรม มหาวิทยาลัยเยล ปีเตอร์สใช้เครื่องมือตรวจวัดสารเคมีในเลือดเพื่อดูปริมาณไตรกลีเซอไรด์ที่ส่งมาจากโรงพยาบาลนิวฮาเวน โรงพยาบาลในสังกัดของมหาวิทยาลัยเยล

ปีเตอร์สเสนอแนะให้แอลบริงก์ศึกษาความสัมพันธ์ของระดับไตรกลีเซอไรด์กับอัตราการเกิดโรคหัวใจ “เพราะปีเตอร์สเป็นคนคิดนอกกรอบ เขาไม่เชื่อทฤษฎีคอเลสเตอรอล” แอลบริงก์กล่าว ซึ่งรวมทั้งเอเวอลิน แมน (Evelyn Man) เพื่อนร่วมงานของแอลบริงก์อีกคนหนึ่ง

แอลบริงก์ยังได้ทำงานร่วมกับ วิสเตอร์ เมกส์ (Wister Meigs) ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยลซึ่งทำงานด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และเป็นแพทย์ประจำบริษัทอเมริกันผู้ผลิตเหล็กกล้าและเส้นลวด

ทั้งสามคนทำงานวิจัยร่วมกันและได้ปรากฏผลงานวิจัยในปี ค.ศ.1960 โดยศึกษาเปรียบเทียบระดับไตรกลีเซอไรด์กับคอเลสเตอรอลในผู้ป่วยโรคหัวใจหลอดเลือดของ รพ.นิวฮาเวน เปรียบเทียบกับคนงานที่สุขภาพดีของบริษัทเหล็กกล้า

แล้วก็พบว่า ในผู้ป่วยโรคหัวใจหลอดเลือดจะมีไตรกลีเซอไรด์สูงมากซะยิ่งกว่าการมีคอเลสเตอรอลสูง

กล่าวคือ ในคนสุขภาพปกติวัยหนุ่มมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงเพียง 5% ของประชากร เปรียบเทียบกับคนสุขภาพปกติวัยกลางจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง 38% ของประชากร

แต่ในผู้ป่วยโรคหัวใจหลอดเลือดจะมีไตรกลีเซอไรด์สูงถึง 82% ของจำนวนผู้ป่วย

พฤษภาคม 1961 ไม่กี่เดือนหลังจากที่สมาคมโรคหัวใจอเมริกันยกย่องชมเชยสมมติฐานของคีย์ส (เกี่ยวกับผลร้ายของคอเลสเตอรอลและกรดไขมันอิ่มตัวที่มีต่อโรคหัวใจ) อาห์เรนและแอลบริงก์ก็เสนอผลงานของพวกเขาในงานประชุมวิชาการสมาคมแพทย์อเมริกันที่แอตแลนตา

ทั้งสองคนรายงานว่าการเพิ่มของระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ขณะเดียวกันอาหารไขมันต่ำ คาร์โบไฮเดรตสูงเป็นตัวการของการเพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์

รายงานนี้มีน้ำหนักมากขนาดนิตยสารนิวยอร์กไทม์ (New York Times) ขึ้นปกหน้าหนึ่ง ระบุว่า “สถาบันร็อกกีเฟลเลอร์ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า ไขมันเป็นปัจจัยก่อโรค”

เนื้อหาในเล่มยังได้แสดงข้อมูลของอาห์เรนที่พิสูจน์ว่า “คาร์โบไฮเดรตต่างหาก ไม่ใช่ไขมัน ที่เป็นสารพึงเฝ้าระวังถ้าจะป้องกันอันตรายจากโรคหัวใจหลอดเลือด”

ไทม์ยังได้รายงานว่า “การค้นพบดังกล่าวนี้ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกผิดคาดในหมู่แพทย์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากมายที่ร่วมอยู่ในการประชุมครั้งนั้น”

แอลบริงก์เปิดเผยบรรยากาศในที่ประชุมหลังการเสนอผลงานของเธอว่า “มันราวกับว่างานวิจัยของเราไปทำให้หลังคาบ้านถล่มทลายลงมา ผู้ฟังพากันโกรธเกรี้ยว พวกเขาบอกว่าไม่เชื่อหรอก”

ความไม่เชื่อนี้ยังคงดำรงอยู่อีกตลอด 10 ปี หลังจากนั้น ซึ่งแอลบริงก์ก็ยังคงวิจัยต่อไปและเสนองานวิจัยในการประชุมวิชาการอีกหลายครั้ง

แน่นอนว่าเธอต้องได้รับการโจมตีจากกลุ่มความคิดเก่าตามสมมติฐานของคียส์ตลอดมา กว่าที่วงการวิทยาศาสตร์จะตระหนักความจริงของอันตรายจากไตรกลีเซอไรด์ในภายหลัง

ปีค.ศ.1970 แนวคิดของแอลบริงก์ได้รับการยืนยันจากนักวิจัยที่โดดเด่นอีก 3 คน ต่างกรรมต่างวาระกัน
หนึ่งคือ ปีเตอร์ คูโอ (Peter Kuo) มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย
สองคือ ลาร์ส คาร์ลสัน สถาบันคาโรลินสกี สตอกโฮล์ม
และนักวิจัยซึ่งได้รับรางวัลโนเบลในภายหลัง โจเซฟ โกลด์สไตน์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน

ทั้งสามคนล้วนรายงานว่าภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงพบในผู้ป่วยโรคหัวใจบ่อยเสียยิ่งกว่าภาวะคอเลสเตอรอลสูง

คูโอรายงานในวารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน (Journal of the American Medical Association) ว่าการศึกษาในผู้ป่วยโรคเส้นเลือดแข็งตัว 286 คน ในจำนวนนั้นมี 246 คน ที่ได้รับการส่งตัวมาจากแพทย์ท่านอื่นโดยเข้าใจว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นภาวะคอเลสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม

ผลวิจัยปรากฏว่าเป็นปัจจัยจากพันธุกรรมจริงเพียง 10% ที่เหลืออีก 90% นั้นเป็นภาวะไขมันเลือดสูงที่มีสาเหตุจากคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate-induced lipemia)

บุคคลเหล่านี้ร่างกายตอบสนองต่อการกินคาร์โบไฮเดรตแล้วทำให้ทั้งไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลสูงขึ้น

เมื่อคูโอจัดการให้ผู้ป่วยเหล่านี้กินอาหารที่ไม่มีน้ำตาล มีแคลอรีจากคาร์โบไฮเดรตเพียง 500-600 แคลอรี/วัน ก็ปรากฏว่าทั้งไตรกลีเซอไรด์รวมทั้งคอเลสเตอรอลก็ลดลงอย่างชัดเจน

สองเดือนต่อจากนั้นวารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน (JAMA) ก็ตีพิมพ์บทบรรณาธิการสนองตอบชิ้นงานของคูโอว่า “นักวิชาการส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดผู้มีแต่ความคิดต่อต้านคอเลสเตอรอลจากอดีตถึงปัจจุบัน ล้วนได้ให้บริการที่ผิดพลาดไปแล้วจากทฤษฎีชี้นำที่ผิดพลาดของตน ยังโชคดีที่ว่าใน 2-3 ปีที่ผ่านมามีงานวิจัยซึ่งส่งผลดีทำให้เราสามารถแยกแยะหลักพื้นฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไตรกลีเซอไรด์กับกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว”

อย่างไรก็ตาม แม้วารสารสมาคมแพทย์อเมริกันจะได้ให้ข้อสรุปซึ่งเปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องความสัมพันธ์ของไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอลกับโรคหัวใจหลอดเลือด กับเรื่องอันตรายของคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันอิ่มตัวกันแน่ที่ก่อโรค

แต่กลุ่มแพทย์และนักวิชาการในสำนักความคิดเดิมก็ยังคงเดินหน้าในความเชื่อของตนต่อไป

และเนื่องจากว่าสมัยนั้นเครื่องมือที่จะใช้ตรวจระดับไตรกลีเซอไรด์ยังมีน้อย ผลก็คืองานวิจัยจากสถาบันใหญ่ 3 องค์กรอันได้แก่สถาบันฟรามิงแฮม, ห้องวิจัยของคีย์ส และห้องวิจัยอาหารและโรคหัวใจแห่งชาติ ซึ่งล้วนมีความเชื่อในทฤษฎีเก่า พวกเขาเหล่านั้นจึงศึกษาแต่ระดับของคอเลสเตอรอล

และแม้ว่าจะสามารถศึกษาให้ละเอียดต่อไปถึงระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ แต่พวกเขาก็ไม่ทำ

ผลก็คืองานวิจัยของ 3 องค์กรเหล่านี้ที่ป้อนให้แก่สถาบันสุขภาพแห่งชาติหรือกระทรวงสาธารณสุขอเมริกา จึงเป็นงานยืนยันเรื่องระดับคอเลสเตอรอลเท่านั้น

เราจึงพบว่าความคิดชี้นำเรื่องอันตรายของคอเลสเตอรอลยังคงเป็นความคิดกระแสหลัก ตราบเท่าทุกวันนี้

ประสบการณ์ตรงในประเทศไทย

คุณเฉลียว (นามสมมติ) เป็นแม่คุณเฉลิมผู้อ่อนน้อม รายที่ทั้งอ้วนทั้งเบาหวานและไขมันสูงนั่นแหละ แท้ที่จริงแล้วคุณเฉลียวเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพลูก ด้วยความเข้าใจผิดว่า กินไก่ตอนหมูสามชั้นอันตรายจากไขมันอิ่มตัวจะทำให้ลูกอ้วน เธอจึงห้ามเขา

แต่ปล่อยให้กินข้าว ขนม ผลไม้อย่างอุตลุด

ไม่ใช่แต่ลูกเท่านั้น ตัวคุณเฉลียวเองก็ปฏิบัติเช่นนั้นเป็นตัวอย่าง

ผลก็คือ คุณเฉลียวจึงป่วยเป็นโรคอ้วน เบาหวาน และไขมันสูงเป็นแบบอย่างเช่นเดียวกัน

เธอป่วยด้วยโรค
1) อ้วน แบกน้ำหนักตัวร้อยกว่า ก.ก.
2) เบาหวาน กินยา 2 ชนิดควบวันละ 6-7 เม็ด
3) ไขมันเลือดสูง ถูกสั่งให้กินยา
4) ไขมันพอกตับ จากผลข้างเคียงของยาลดไขมัน
5) ความดันเลือดสูง กินยา

เธอรักลูกมากกว่าตัวเอง แม้ว่าตัวเองต้องเฝ้าร้านค้าซึ่งขายดีอุตลุดจนละจากมาไม่ได้ แต่ด้วยความสงสารลูกที่ป่วยด้วยโรคเดียวกัน จึงนำพาลูกหันหาธรรมชาติบำบัดสูตรล้างพิษตับอ่อน

ด้วยเวลา 10 วัน ทำตัวให้หยิ่งยโสกับแป้งข้าว ผลไม้ และของหวาน แต่แสดงความรักกับหมู ไก่ ไข่ ปลา และอาหารไขมันอย่างไม่ยำเกรง แต่ก็บังคับตัวเองให้กินผักราวกับชาติที่แล้วเกิดเป็นกระต่าย แถมด้วยไก่ตุ๋นยาจีนบำรุงตับอ่อน

ระหว่าง 10 วัน ยาเบาหวานถูกลดทอนอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนวันสุดท้ายไม่ต้องกินยาเลย

ส่วนยาลดไขมันทิ้งลงถังขยะไปตั้งแต่วันแรก

เสร็จแล้วผลของกุศลกรรมก็ปรากฏให้เห็นชัด เมื่อพบว่า
น้ำตาลเลือด น้ำตาลสะสม Chol Trig HDL LDL น้ำหนักตัว
ม.ก.% % ม.ก.% ม.ก.% ม.ก.% ม.ก.% ก.ก.
ก่อน 138 7.3 272 130 66 180 111.8
หลัง 129 6.1 223 88 49 156 107.7

ด้วยประสบการณ์ตรงเช่นนี้เอง ผมจึงบอกกับแฟนๆ ผู้อ่านว่า ถ้าคุณชื่นชอบหนังไก่ก็กินไปโดยไม่ต้องเลาะทิ้ง หมูสามชั้นกินครบทุกชั้นอย่างเอร็ดอร่อย ขอแต่ให้เพิ่มผัก งดข้าวงดผลไม้ แล้วคุณจะหุ่นดี มีความสุข

( ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 25-31 ตุลาคม 2556)

ที่มา : มติชน 1 พฤศจิกายน 2556

 

ตัดเส้นประสาทกำราบความดัน

bangkokbiznews131107_001ความดันโลหิตสูงเป็น 1 ในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยแต่ละปีมีประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะนี้มากถึงเกือบ 8 ล้านคน ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่ามีอันตรายเกิดขึ้นกับในร่างกายของตัวเอง เพราะโรคนี้แทบจะไม่ปรากฏสัญญาณเตือนใดๆ จนนานวันเข้ากลายเป็นสาเหตุเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตตามมาอย่างที่หลายคนนึกไม่ถึง เป็นสาเหตุอธิบายว่าทำไม “ความดันโลหิตสูง” จึงถูกขนานนามว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ”

สถิติจากมิเตอร์ประเทศไทย ของมหาวิทยาลัยมหิดล รายงานวันที่ 3 ต.ค 56 เวลา 15.26 น. พบว่า ตั้งแต่ต้นปีคนไทยเสียชีวิตแล้วด้วยโรคหัวใจรวม 25,959 คน โรคหัวใจขาดเลือด 26,197 คน โรคหลอดเลือดในสมองแตก 20,005 คน เบาหวาน 20,005 คน ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวเนื่องมาจากความดันโลหิตที่สูงขึ้นทั้งสิ้น

พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้นิยามของโรคความดันโลหิตสูงว่า มีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด และถือเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง หากทิ้งไว้นานโดยไม่ได้ใส่ใจเข้ารับการดูแลรักษา ก็อาจนำไปสู่โรคหรือภาวะแทรกซ้อนน่ากลัวกับอวัยวะสำคัญตามมา อาทิ โรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หัวใจโต หัวใจเต้นผิดจังหวะ จอประสาทตาเสื่อมทำให้การมองเห็นลดลงหรือถึงขั้นตาบอด ไตวายเรื้อรัง โรคเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น ไต แขนขา ตีบหรืออุดตัน เป็นต้น

สาเหตุของความดันโลหิตสูง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มที่ 1 เป็นผลจากภาวะโรคใดโรคหนึ่งหรือเรียกว่าความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ เช่น ภาวะธัยรอยด์เป็นพิษ ไตวายเรื้อรัง เนื้องอกของต่อมหมวกไต เป็นต้น แนวทางการรักษาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ รักษาที่ภาวะโรคที่เป็นต้นเหตุ

กลุ่มที่ 2 เรียกว่าความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ มักเป็นผลจากพันธุกรรม ความอ้วน อายุที่เพิ่มขึ้น นิสัยการกินเค็ม การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ความเครียด ร่วมกับผลจากความไม่สมดุลระหว่างระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวหรือขยายของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ซึ่งเป็นวงจรที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรงระหว่างการสั่งการจากสมอง ประสาท ไขสันหลัง และหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไต

คุณหมอย้ำว่า ความดันโลหิตสูงปฐมภูมินั้นไม่มีทางรักษาหายขาด ต่างจากแบบทุติยภูมิที่เมื่อรักษาโรคต้นตอแล้ว ภาวะความดันโลหิตสูงก็จะบรรเทาไปเอง การหมั่นตรวจสุขภาพ ดูแลรักษาร่างกาย พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแรกซ้อน

โดยทั่วไปการรักษาจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย หากไม่ร้ายแรงอาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เช่น ลดกินเค็ม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย เลิกสูบบุหรี่ ไปจนถึงการกินยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต

แต่สำหรับบางรายที่แม้จะพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเต็มที่แล้ว และรับประทานยาที่มากทั้งชนิดและปริมาณแล้วก็ยังไม่ช่วยอะไร ความดันโลหิตยังมีค่าเกินกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท ถ้ามีอายุน้อยกว่า 80 ปี มักแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการจี้ไฟฟ้าที่ระบบประสาทอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า Renal Denervation Therapy

วิธีนี้เป็นการใช้ความร้อนจากคลื่นความถี่วิทยุ จี้ทำลายร่างแหเส้นประสาทอัตโนมัติที่อยู่ในผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตทั้งสองข้าง โดยใช้อุปกรณ์พิเศษสอดผ่านหลอดเลือดจากขาหนีบย้อนขึ้นไปถึงหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตซึ่งเป็นแขนงของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง มีข้อดีคือใช้เวลารักษาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง หลังจากนั้นพักฟื้นและดูอาการอีกประมาณ 6 ชั่วโมง และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วัน

อย่างไรก็ตาม คุณหมอปิยนาฏแนะนำว่า “ท้ายที่สุดแล้ววิธีการรักษาเหล่านี้เป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น สุขภาพแข็งแรงควรเริ่มต้นที่การ “ป้องกัน” รู้จักดูแลตัวเองด้วยการนำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายแจ่มใส เพียงเท่านี้นอกจากจะช่วยให้ห่างไกลโรคภัยแล้ว ยังไม่ต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นอีกด้วย”

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 7 พฤศจิกายน 2556

ลดความอ้วนและไขมันในเลือดสูงด้วยผักพื้นบ้านไทย

Credit: en.wikipedia.org

Credit: en.wikipedia.org

ลดความอ้วนและไขมันในเลือดสูงด้วยผักพื้นบ้านไทย

รองศาสตราจารย์ .ภญ. พร้อมจิต ศรลัมพ์
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

          ภาวะไขมันในเลือดสูงในคนไทยทั้งชายและหญิงเป็นปัญหาสุขภาพที่นับวันจะรุนแรง และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่ากลัว พบว่าทัศนคติในการบริโภคของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กไทยเปลี่ยนจากอาหารไทยที่อุดมไปด้วยผักนานาชนิด ไปเป็นอาหารจานด่วนแบบตะวันตก ที่เข้ามาแพร่หลาย ได้รับความนิยมสูงและหาซื้อง่าย สารอาหารที่พบในอาหารจานด่วนส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ซึ่งถ้าบริโภคเป็นประจำ จะส่งผลให้เกิดโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูงและจะพัฒนาเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็งในทางเดินอาหาร เราควรหาโอกาสไปพบคุณหมอและตรวจหาข้อมูลสุขภาพสักปีละครั้ง เพื่อป้องกันก่อนเกิดโรคเหล่านี้

image0003

ระดับไขมันในคนปกติจะต้องมีค่าโคเลสเตอรอลรวมน้อยกว่า 200 มก./ดล. ไตรกลีเซอไรด์น้อยกว่า 170 มก./ดล. ไขมันชนิดดี (HDL) ซึ่งเป็นไขมันที่ทำหน้าที่จับโคเลสเตอรอลจากเซลล์ของร่างกายและนำไปกำจัดทิ้งที่ตับ ควรมีค่ามากกว่า 60 มก./ดล. ส่วนไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ควรน้อยกว่า 130 มก./ดล. สำหรับเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นผู้นำในการรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ ทำให้ร่างกายแข็งแรงและป้องกันโรคต่างๆ เอาไว้ก่อน

วัฒนธรรมการปรุงอาหารไทย ใช้เครื่องปรุงที่มีอยู่ในพื้นที่ เป็นพืชผักและเครื่องเทศ ซึ่งพบว่ามีสารประกอบพฤกษเคมี หรือไฟโตเคมิคอล (phytochemical) ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการและปฏิกิริยาต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นด้วย ทำให้เราใช้ประโยชน์เป็นยาที่ช่วยปรับสมดุล ป้องกันและรักษาโรคได้ดีมาก มีการวิจัยเพื่อตรวจหาศักยภาพของผักในบ้านเราที่สามารถลดไขมันในเลือดได้ พบว่า

พริกไทยดำ และสารสำคัญคือไปเปอรีนสามารถลดการซึมผ่านของโคเลสเตอรอลจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด (cholesterol uptake)1,2

ส่วน ข่า มีน้ำมันหอมระเหยและ ชาดำ มีสารกลุ่มแทนนินช่วยต้านกระบวนการย่อยสลายไขมันในลำไส้ของเอนไซม์ไลเปสจากตับอ่อน (pancreatic lipase activity) ทำให้ไขมันที่บริโภคไม่สามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ และถูกขับออกมากับกากอาหารอื่น1 ข่า ยังสามารถลดระดับโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟไลปิด และเพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) ในซีรัมหนูทดลองไขมันสูง3

ส่วนสารสกัด กลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดง ใบมะรุมและผลมะระขี้นก ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ HMG-CoA reductase เช่นเดียวกับยาลดไขมันกลุ่มสแตติน เช่น พราวาสแตติน ทำให้การสังเคราะห์โคเลสเตอรอลในร่างกายลดลง1

     ใน เหง้าขิง มีสารสำคัญกลุ่มน้ำมันหอมระเหยและยางเรซินซึ่งไม่ค่อยละลายในน้ำ พบว่าสัตว์ทดลองไขมันสูงกินน้ำต้มขิงในขนาดสูง (500 มก./กก.) สามารถลดโคเลสเตอรอลได้ แต่ไม่มีผลลดระดับไตรกลีเซอไรด์4หลังจากให้กระต่ายทดลองที่กินขิงสกัดด้วย 50% แอลกอฮอล์ ตรวจพบปริมาณไขมันถูกขับออกมาในอุจจาระเพิ่มขึ้น5 

สารสีแดงกลุ่มแคโรทีนอยด์ใน พริกชี้ฟ้า ชื่อแคปแซนตินทำให้ระดับไขมันชนิดดีในสัตว์ทดลองสูงขึ้น6

ใบผักบุ้ง ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ของหนูแรทที่ทำให้มีไขมันสูงได้ทั้งในเลือด ตับ ไต และหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ7

หนูทดลองกินน้ำต้ม ใบตะไคร้ ขนาดต่างๆ นาน 42 วัน พบว่า ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดและไขมันชนิดไม่ดีลดลงตามขนาดที่กิน แต่ไม่มีผลลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์8

มีผลงานวิจัยที่ทดลองในสัตว์เป็นจำนวนมาก ระบุว่า ผลมะขามป้อม มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก พบว่าน้ำคั้นผลมะขามป้อมสด สามารถลดระดับโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์และ LDL ของกระต่ายโคเลสเตอรอลสูงลงได้ โดยกลไกลดการดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร และเพิ่มการขับถ่ายออกไปพร้อมอุจจาระ9 สารออกฤทธิ์เป็นกลุ่มฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล ซึ่งลดการสังเคราะห์ไขมันและเสริมการทำลายโคเลสเตอรอลทั้งในซีรัมและในเนื้อเยื่อของหนูที่โคเลสเตอรอลสูงด้วย10

สารอัลลิซินและอะโจอินใน กระเทียมสด มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างสารโคเลสเตอรอลในร่างกายและมีฤทธิ์ต้านการก่อไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้11

มีการวิจัย ลูกเดือย ในปี 2012 นี้สรุปว่าในลูกเดือยมีสารกลุ่มโพลีฟีนอล ซึ่งออกฤทธิ์ลดโคเลสเตอรอล ต้านอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด12

มะเขือเทศ เป็นผักที่มีไลโคปีนสูง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสามารถลดระดับไขมันชนิดเลวได้ดี13 การศึกษาโดยการสังเกตและวิเคราะห์ไปข้างหน้า (Prospective cohort) พบว่าหญิงที่รับประทานมะเขือเทศเป็นหลักอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 7-10 มื้อ จะลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย14

การนำผักเครื่องเทศเข้ามาในเมนูอาหารของครอบครัวเป็นเรื่องง่าย เติมพริกไทยในอาหารต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ แกงจืดใบตำลึง น้ำพริกแนมกับใบมะรุม ผลมะระขี้นก ใบตำลึงต้ม อันที่จริงเรามีน้ำพริกหลากหลายชนิด น้ำพริกมะม่วง น้ำพริกกะปิ น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกปลาร้า ไตปลาแห้ง เป็นต้น เป็นอาหารที่นำไปสู่การบริโภคผักที่ดี ไก่ต้มข่า หากใช้ข่าอ่อน จะเคี้ยวทานไปได้เลย เวลาทำข้าวต้มปลา จะใช้ข่าอ่อนโขลก เติมน้ำปลา ใส่ในข้าวต้มตอนรับประทาน และคีบเนื้อปลาจิ้ม จะหอม และกลบกลิ่นคาวปลา อร่อยมาก ตะไคร้เป็นเครื่องเทศที่พบในอาหารไทยเสมอ ยำตะไคร้ใส่กุ้งหมูและน้ำยำรสจัด ทำให้เราบริโภคตะไคร้ในปริมาณที่มากขึ้น มีพริกอยู่ในอาหารแทบทุกจานอยู่แล้ว ลองนำมะเขือเทศมาผัดกับหมูและไข่ เหยาะน้ำปลา โรยต้นหอมผักชีเล็กน้อย ทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือจะผัดเป็นข้าวผัดก็ดี ใส่ลูกเดือยในแกงจืด หรือทำขนมก็ได้ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำชาจีน น้ำมะขามป้อม เป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติแตกต่างกันและมีคุณประโยชน์ดีกว่าน้ำอัดลม

ที่กล่าวถึงเป็นเพียงตัวอย่างผักและเครื่องปรุงอาหารบางส่วนเท่านั้น อันที่จริงนอกจากสารประกอบพฤกษเคมีหลากหลายชนิดที่พบในผักผลไม้ต่างๆ แล้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ คือ สารแมคโครนิวเทรียนต์ (macronutrient) ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน สารอาหารอีกชนิดหนึ่งคือ สารไมโครนิวเทรียนต์ (micronutrient) เป็นสารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเช่นกัน แต่ต้องการปริมาณเพียงเล็กน้อย ได้แก่ ไวตามินและแร่ธาตุ แม้แต่ส่วนกากเส้นใย (fiber) ก็ยังช่วยดูดซับไขมันที่เราบริโภคในมื้อนั้นไว้ และช่วยนำพาไปกำจัดออกจากร่างกายพร้อมอุจจาระ

วันนี้ท่านรับประทานผักหรือยัง ทุกมื้อควรมีผักครึ่งหนึ่ง อาหารอื่นอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อสุขภาพที่ดีเราต้องทำให้ได้ เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

เอกสารอ้างอิง

  1. Duangjai A, Ingkaninan K, Limpeanchob N. Potential mechanisms of hypocholesterolaemic effect of Thai spices/dietary extracts. Nat Prod Res 2011;25(4):341-52.
  2. Duangjai A, Ingkaninan K, Praputbut S, et al. Black pepper and piperine reduce cholesterol uptake and enhance translocation of cholesterol transporter proteins. J Nat Med 2012;67(2):303-10.
  3. Achuthan CR and Padikkala J. Hypolipidemic effect of Alpinia galanga (Rasna) andKaempferia galanga (Kachoori). Indian J Clin Biochem 1997;12(1):55-8.
  4. Thomson M, Al-Qattan KK, Al-Sawan SM, et al. The use of ginger (Zingiber officinale Rosc.) as a potential anti-inflammatory and antithrombotic agent. Prostaglandins Leukot Essent Fatty Acids 2002;67(6):475-8.
  5. Sharma I., Gusain D., Dixit VP. Hypolipidaemic and Antiatherosclerotic effects of Zingiber officinale in cholesterol fed rabbits. Phytother Res1996;10:517–8.
  6. Aizawa K and Inakuma T. Dietary capsanthin, the main carotenoid in paprika (Capsicum annuum), alters plasma high-density lipoprotein-cholesterol levels and hepatic gene expression in rats. Br J Nutr 2009;102(12):1760-6.
  7. Sivaraman D. Hypolipidemic activity of Ipomoea aquatica Forsk. leaf extracts on lipid profile in hyperlipidemic rats. Int Pharm Biol Arch 2010;1(2):175-9.
  8. Adewale AA and Oluwatoyin AE. Hypoglycemic and hypolipidemic effects of fresh leaf aqueous extract of Cymbopogon citrarus Stapf. in rats. J Ethnopharmacol 2007;112:440-4.
  9. Mathur R, Sharma A, Dixit VP, et al. Hypolipidaemic effect of fruit juice of Emblica officinalisin cholesterol-fed rabbits. J Ethnopharmacol 1996;50:61-8.
  10. Anila L and Vijayalakshmi NR. Flavonoids from Emblica officinalis and Mangifera indica-effectiveness for dyslipidemia. J Ethnopharmacol 2002;79(1):81-7.
  11. Sendl A, Schliack M, L?ser R, et al. Inhibition of cholesterol synthesis in vitro by extracts and isolated compounds prepared from garlic and wild garlic. Atherosclerosis 1992;94(1):79–85.
  12. Wang L, Sun J, Yi Q, et al. Protective effect of polyphenols extract of adlay (Coix lachryma-jobi L. var. ma-yuen Stapf) on hypercholesterolemia-induced oxidative stress in rats. Molecules 2012; 17(8):8886-97.
  13. Agarwal S and Rao AV. Tomato lycopene and its role in human health and chronic diseases. CMAJ 2000; 163(6): 739–44.
  14. Sesso HD, Lin S, Gaziano JM, et al. Dietary lycopene, tomato – based food products and cardiovascular disease in women. J Nutr 2003; 133: 2336–41.

ที่มา : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=151

นอนหลับให้เต็มอิ่มป้องกันโรคหัวใจได้

thairath130708_001นักวิจัยของเนเธอร์แลนด์ ได้พบจากการติดตามศึกษาคนไข้โรคหัวใจและอัมพาต จำนวนไม่น้อยกว่า 14,000 คน มานาน 10 กว่าปีพบว่าการนอนหลับเต็มอิ่ม ไม่ต่ำกว่าคืนละ 7 ชม. จะทำให้หัวใจมีสุขภาพแข็งแรง

พวกเขาพบว่า คนที่ปฏิบัติตามข้อแนะนำในการดำรงชีวิต 4 ข้อ มีการออกกำลัง กินอาหารที่เป็นประโยชน์ กินเหล้าแต่พอประมาณและไม่สูบบุหรี่ จะป่วยด้วยโรคหัวใจกับหลอดเลือดหัวใจ น้อยลงถึงร้อยละ 57 และโรคลมอัมพาตน้อยกว่าร้อยละ 67 และหากได้นอนเต็มอิ่ม คืนละไม่ต่ำกว่า 7 ชม.ด้วยแล้ว ก็จะ ยิ่งเป็นผลดีหนักขึ้น จะหนีห่างจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้นเป็นร้อยละ 65 และโรคลมอัมพาตมากถึงร้อยละ 83

ในเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่อาวุโสของมูลนิธิโรคหัวใจแห่งอังกฤษ ก็ช่วยทำความเข้าใจว่า ผู้ที่เป็นโรคนอนไม่ค่อยหลับก็อย่าเพิ่งตกใจ เพราะไม่ได้หมายความว่า การนอนไม่หลับจะทำให้เป็นโรคหัวใจไปด้วย คงจะต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อจะได้เข้าใจความเกี่ยวพันของการนอนกับโรคหัวใจให้มากขึ้น “ผู้ที่นอนหลับยาก ควรจะหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน และการกินอิ่มเต็มที่ ตอนใกล้ๆ กับเวลานอนเสีย”.

 

ที่มา : ไทยรัฐ  8 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Sleep is good for the heart as well as the mind, say researchers

Sleep is good for the heart as well as the mind, say researchers

Good night’s sleep ‘protects heart’

By Helen Briggs

BBC News 3 July 2013

Seven or more hours’ sleep a night boosts the benefits to the heart of a healthy lifestyle, research suggests.

According to a large study, traditional advice on exercise, diet, drinking and smoking reduced deaths from heart disease or stroke, but even more lives were saved by also having enough sleep.

Advice on getting enough sleep could have a substantial impact on public health, say European researchers.

In theory, many heart and stroke deaths could be prevented or postponed.

A team in the Netherlands tracked heart disease and strokes in more than 14,000 men and women for more than a decade.

By the end of the study, about 600 individuals had suffered heart disease or stroke, and 129 died.

The study found that deaths were less likely in people who followed all four positive lifestyle recommendations – taking exercise, eating a healthy diet, drinking alcohol in moderation, and not smoking.


This research shows that combining a good night’s sleep with other healthy lifestyle choices can reduce your risk of heart disease”

Doireann MaddockBritish Heart Foundation

Observing all four behaviours was associated with a 57% lower risk of cardiovascular disease and a 67% lower risk of dying from stroke or heart disease, they say.

But when sufficient sleep – seven or more hours a night – was added to the other four lifestyle factors, the beneficial effect was amplified – resulting in a 65% lower risk of cardiovascular disease and an 83% lower risk of death from cardiovascular disease.

The researchers say other studies have shown a link between poor sleep and cardiovascular disease, but this is the first to look at whether sleep – added to the other four healthy lifestyle recommendations – can further reduce risk.

“If all participants adhered to all five healthy lifestyle factors, 36% of composite cardiovascular disease [heart disease or stroke] and 57% of fatal cardiovascular disease could theoretically be prevented or postponed,” say the researchers, from the National Institute for Public Health and the Environment, Bilthoven, and Wageningen University.

“The public health impact of sufficient sleep duration, in addition to the traditional healthy lifestyle factors, could be substantial.”

Commenting on the work, published in the European Journal of Preventive Cardiology, Prof Grethe S Tell, of the University of Bergen, Norway, said the benefits of sleep should be considered by public health experts and parents alike.

“The main message of the study is that we need to consider sleep as an important factor for health,” she told BBC News.

“From a public health point of view we should encourage people to get enough sleep and like all other healthy lifestyle factors this needs to be taught at home.”

Sleepless nights

Doireann Maddock, senior cardiac nurse at the British Heart Foundation, said people suffering sleepless nights should not be alarmed.

“This research shows that combining a good night’s sleep with other healthy lifestyle choices can reduce your risk of heart disease,” she said.

“But troubled sleepers should not be alarmed – this study doesn’t mean sleepless nights cause heart disease.”

She added that further research was needed to fully understand the link between sleeping habits and the heart.

“If you find it difficult to drift off, avoiding caffeine and heavy meals too close to the end of the day may help.

“But if lack of sleep is becoming a problem, make sure you have a chat to your doctor.”

SOURCE : www.bbc.co.uk