ถ้าคู่ครองรักกันดี พบความสำเร็จง่าย

thairath150122ไม่ว่าจะทำเรื่องยากง่ายอย่างไหน ถ้าหากคู่ครองหรือคู่นอนเห็นดีด้วยแล้ว ก็จะสำเร็จทั้งนั้น ทั้งนี้เป็นการค้นพบของมหาวิทยาลัยคอลเลจแห่งลอนดอน ซึ่งศึกษาดูจากคู่ครองหรือคู่นอนที่อยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไป จำนวนไม่น้อยกว่า 3,700 คู่ วัดได้ว่าไม่ว่าฝ่ายหญิงหรือชาย มีหวังจะทำสำเร็จสมความตั้งใจมากไม่ต่ำกว่า 3 เท่า

นักวิทยาศาสตร์เคยพบมาก่อน ในการศึกษาที่แล้วๆมาว่าคู่ครองหรือคู่นอนของเรามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและสุขภาพของเราอย่างใหญ่หลวง คู่สมรสหรือคู่นอนคู่ใด ที่อยู่กินกันมาด้วยดี นอกจากจะเสี่ยงกับโรคหัวใจต่ำ และยังจะได้รับผลสำเร็จในการรักษาตัวจากโรคมะเร็งถ้าหากเป็นอยู่อีกด้วย.

ที่มา : ไทยรัฐ  22 มกราคม 2558

ออกกำลังไม่ลบ ภัยการนั่งนาน

thairath150127นักวิจัยของสถาบันพักฟื้นของแคนาดา อ้างว่า ทราบผลจากการศึกษาว่า การนั่งเป็นเวลานานหลายชั่วโมงจะยิ่งเสี่ยงกับโรคเบาหวาน หัวใจ มะเร็ง และการเสียชีวิตหนักขึ้น ถึงแม้จะเป็นผู้ออกกำลังประจำอยู่ก็ตาม ค้านกับความเชื่อที่เป็นมานานแล้วที่ว่า แค่ได้ออกกำลังนาน 1 ชั่วโมง ก็สามารถล้างโทษของการนั่งๆนอนๆนานๆออกได้หมด

นักวิจัยกล่าวว่า ได้ศึกษาด้วยการเอาผลการศึกษาที่แล้วๆมา 47 เรื่องด้วยกัน มาตรวจทบทวนดูอีกหนหนึ่ง

นักศึกษาปริญญาเอกผู้เป็นหัวหน้านักวิจัยเปิดเผยว่า “เราได้พบว่า การนั่งๆนอนๆนานๆ มีส่วนเกี่ยวพันกับโรคร้ายเหล่านี้อยู่อย่างแน่นหนา โดยชี้ให้เห็นว่า “เมื่อตอนเรายืน กล้ามเนื้อบางมัดในตัวเราจะต้องทำงานหนักมาก ในการที่จะทำให้เรายืนได้ตรง” แล้วบอกต่อไปว่า “แต่เมื่อเรานั่งนานๆการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานของเราจะหยุดชะงักลง การประพฤติเช่นนี้จะทำให้เกิดโทษหลายประการ”

เขายังได้แนะนำวิธีบรรเทาความเสียหายจากการนั่งจุมปุ๊กนานว่า หากนั่งนานทุกๆครึ่งชั่วโมงก็ควรจะลุกขึ้นพัก หรือเดินระหว่าง 1-3 นาที ถ้าหากนั่งดูทีวี ก็ควรจะลดเวลาดูให้น้อยลง ระหว่าง 15-20 นาที

ทุกวันนี้มีผู้เสียชีวิตเกือบปีละ 3.2 ล้านคน เพราะขาดการออกกำลัง องค์การอนามัยโลกได้กล่าวโทษการไม่ยอมออกกำลังเป็นมัจจุราชชั้นนำอันดับ 4 ของการเสียชีวิตทั่วโลก.

ที่มา : ไทยรัฐ  27 มกราคม 2558

‘เจ็บหน้าอก’ สัญญาณเตือนโรคหัวใจ

dailynews150201ทุกครั้งที่มีคนบ่นว่าเจ็บหน้าอก หลายคนจะนึกถึงโรคหัวใจ แต่น้อยคนนักที่จะนึกต่อได้ว่าเกิดสถานการณ์วิกฤติเข้าแล้วและต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด อันที่จริงสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นไปได้หลายประการแต่ความเป็นไปได้ที่ร้ายแรงที่สุด คือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) หรือที่เรียกกันว่า “หัวใจวาย” นั่นเอง

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็น 1 ใน 3 สาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดใกล้เคียงกับการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และโรคมะเร็ง แม้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจะสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดอาการแล้ว ผู้ป่วยจะต้องเสียชีวิตเสมอไป สิ่งที่จะ “ชี้เป็นชี้ตาย” ในสถานการณ์วิกฤตินี้คือผู้ป่วยถึงมือแพทย์ได้เร็วเพียงใด

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์ อายุร แพทย์โรคหัวใจและการสวนหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า หัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย หากเกิดแบบเฉียบพลัน เรียกว่า “Heart Attack” เป็น

กลุ่มอาการที่เกิดจากการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอต่อความต้องการของหัวใจในขณะนั้นทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายจากการขาดเลือด ไม่มีแรงบีบตัว หัวใจจึงสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะตามมา ผู้ป่วยอาจหายใจติดขัดและหมดสติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาภายใน 4-5 นาที หัวใจจะหยุดเต้น และเสียชีวิต ส่งผลให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้สมองตายกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนและมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ“ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมักจะเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) เกิดการอุดตันอย่างฉับพลัน จนไม่สามารถส่งผ่านเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจได้ กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนจะเริ่มตาย หากไม่รีบเปิดทางเดินของหลอดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจจะถูกทำลายมากขึ้นและหัวใจก็จะหยุดทำงานในที่สุด”

“ในขั้นเริ่มแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไรแต่เมื่อเวลาผ่านไปหลอดเลือดหัวใจตีบลงมากขึ้นผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเมื่อออกแรง ออกกำลังกาย หรือทำอะไรรีบ ๆ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลำเลียงเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ให้เพียงพอนั่นเอง”

อาการบอกเหตุของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายที่สามารถสังเกตได้ คือคนไข้จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ มากดทับ จุกแน่นหรือแสบบริเวณลิ้นปี่ หายใจสั้น หอบ อาจมีอาการเจ็บร้าวที่บริเวณแขน คอ ไหล่ และกราม เหงื่อออกท่วมตัว คลื่นไส้ หน้ามืด ใจสั่น

อาการเจ็บแน่นหน้าอกถือว่าเป็นอาการนำของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันซึ่งโดยมากมักจะเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น เหงื่อออก หายใจหอบ ปวดร้าวไปที่แขนข้างเดียว หรือทั้งสองข้างไปจนถึงคอ และกราม ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 20-30 นาที แต่ถ้าหากมีอาการอยู่ตลอดต้องถือว่าเป็นสัญญาณวิกฤติของอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ผู้ป่วยต้องรีบไปพบแพทย์หรือเรียกรถฉุกเฉินไปโรงพยาบาลทันที

สาเหตุที่ต้องส่งผู้ป่วยให้ถึงแพทย์โดยเร็วนั้น เพื่อทำการรักษาให้เลือดไหลกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยเร็วที่สุดเพราะเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อส่วนหนึ่งจะเริ่มตาย และเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตายแล้วก็ไม่สามารถฟื้นฟูหรือสร้างใหม่ได้ ดังนั้น ถ้าสามารถปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจมิให้ถูกทำลายได้มาก โอกาสรอดชีวิตก็มีสูง สาเหตุใหญ่ที่ผู้ป่วยตัดสินใจมาโรงพยาบาลช้า มักเกิดจากความไม่แน่ใจว่าใช่อาการเตือนของโรคหัวใจหรือไม่ หรือคิดว่าเป็นโรคอื่น

นพ.ปัญเกียรติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ แพทย์อาจจะแนะนำการตรวจได้หลายวิธี ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลัง เช่น การเดินสายพาน, การตรวจภาพหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง(echocardiogram),การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (multislice CT scan), การตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (cardiac MRI) ในกรณีที่มีอาการมากแพทย์อาจจะตรวจเลือดว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่หรืออาจจะทำการตรวจสวนหัวใจ (coronary angiography–CAG) เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

ถ้าหากผลการตรวจพบว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะแนะนำการรักษาซึ่งอาจจะแตกต่างไปในแต่ละบุคคลขึ้นกับความรุนแรงของโรคที่ตรวจพบและสุขภาพผู้ป่วย แต่หลักการสำคัญในการรักษาผู้ป่วย Heart Attack คือ ความรวดเร็วในการได้รับการรักษายิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นเท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่า50%ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มากกว่า 50% ดังนั้นการใช้รถ Mobile CCUจะช่วยทำให้การปฏิบัติการกู้ชีพมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากในรถ Mobile CCU จะมีแพทย์โรคหัวใจและเครื่องมือพิเศษที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจไปกับรถด้วยและมีการประสานงานระหว่างรถ Mobile CCUกับทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์พร้อมให้การรักษาขั้นสูงทันทีเมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล.

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์
อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
การสวนหลอดเลือดหัวใจทางข้อมือ
โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กุมภาพันธ์ 2558

นอกใจภรรยา สาเหตุการตายอันดับ1ของผู้ป่วยหัวใจ

dailynews141208_01ปรากฎการณ์ ตายคาอก หรือเสียชีวิตขณะมีเพศสัมพันธ์ คงไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับคนเป็นโรคหัวใจแต่มิวายมีอารมณ์ทางเพศ เพราะข้อจำกัดต่าง ๆ นานา ที่หากฝืนขึ้นมาอาจจะดับในสภาพสุดอนาถ แต่ความจริงแล้วเซ็กส์จะเป็นเรื่องที่ต้องงดสำหรับคนเป็นโรคหัวใจหรือไม่ วันนี้ นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี จะมาไขข้อข้องใจเรื่องดังกล่าวให้ฟังกัน

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวว่า สมาคมแพทย์โรคหัวใจสหรัฐอเมริกา (AHA) ได้แนะนำผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดว่า ควรจะได้รับการประเมินความเสี่ยงก่อนที่จะกลับมามีกิจกรรมทางเพศ โดยที่คุณสามารถผ่านการทดสอบการออกกำลังกายด้วยการเดินสายพานหรือหากเดินขึ้นบันไดสองชั้นอย่างสบาย ๆ หรือเดินเร็ว ๆ เป็นเวลา 6 นาที โดยไม่พักและไม่มีอาการอาการเจ็บหน้าอกหรือหายใจเหนื่อยหอบ คุณสามารถที่จะมี กิจกรรมทางเพศได้อย่างปลอดภัย

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องการมีเซ็กซ์ นพ.ปัญเกียรติ แนะนำว่า ควรมีเมื่อร่างกายและจิตใจพร้อม ควรเลือกท่าที่ไม่ใช้แรงมาก เช่น ตะแคงเข้าหากัน หรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่ด้านล่าง ไม่ควรตื่นเต้นมาก หรือพลิกแพลงท่า จนต้องออกแรงมาก จากงานวิจัยพบว่า คนที่หัวใจวายจนเสียชีวิตขณะมีเซ็กซ์ มักจะมีเซ็กซ์กับหญิงคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตนเอง เมื่อมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อยขณะมีเซ็กซ์ควรหยุด และหากยังไม่หายควรรีบปรึกษาแพทย์

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวต่อว่า ข้อหลีกเลี่ยงก่อนการมีเพศสัมพันธ์สำหรับผู้ป่วยหัวใจ ควรงดอาหารมื้อหนัก โดยเฉพาะงานเลี้ยงที่มีการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือหากต้องการหลังมื้ออาหารควรรอเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง อย่ามีเพศสัมพันธ์หลังออกกำลังกายมาจนเหนื่อยหรือมีความเครียดมาก่อน หลีกเลี่ยงการร่วมเพศกับบุคคลที่ไม่ใช่คู่สมรสหรือคู่ขาที่มีอายุแตกต่างกันมาก ๆ อย่าร่วมเพศในท่าผิดธรรมชาติ เช่น ท่าทางทวารหนัก จะเพิ่มความเครียด ความตื่นเต้นแก่หัวใจมากเกินไป รวมถึงความรีบร้อนบรรยากาศไม่ดี สถานที่ไม่ดี อุณหภูมิร้อน หรือหนาวเกินไป

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวถึงความผิดปกติของผู้ป่วยหัวใจระหว่างหรือหลังการมีเพศสัมพันธ์ว่า ควรมีการสังเกตอาการของตนเองขณะหรือหลังการร่วมเพศ แล้วแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อช่วยเหลือ ป้องกันอาการผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งอาการดังต่อไปนี้มักเกิดหลังการร่วมเพศใหม่ ๆ

1. หัวใจเต้นเร็ว หรือรู้สึกใจสั่นอยู่นานกว่า 10 นาที
2. หายใจหอบเร็ว หรือหายใจลำบาก อยู่นานกว่า 10 นาที
3. มีอาการเจ็บแน่นกลางอกเหมือนอย่างที่เคยเป็น พักแล้วอาการไม่ดีขึ้น
4. นอนหงายไม่ได้ เพราะมีอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้น
5. อ่อนเพลียมาก เวียนหัวจะเป็นลม เหงื่อออกมาก ตัวชื้น เป็นต้น

สำหรับข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดอาการผิดปกติ นพ.ปัญเกียรติ แนะนำว่า ผู้ป่วยควรนอนพักอยู่กับเตียงอย่ารีบลุกเดิน หรือถ้าจำเป็นก็ค่อย ๆ เคลื่อนไหว หากพอจะมีออกซิเจนอยู่กับบ้านก็ใช้ดมทันที ควรใช้ยาอมใต้ลิ้น หรือยาพ่นใต้ลิ้น และนอนพัก แต่หากอาการต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ดีขึ้น ควรอมหรือพ่นยาซ้ำอีกครั้งในทุก 5-10 นาที แต่หากดมหรือพ่นยาซ้ำแล้วติดกัน 2-3 ครั้งไม่ดีขึ้น ควรรีบไปโรงพยาบาล ผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์ที่รักษาโรคเพื่อขอคำแนะนำทันที

ที่มา: เดลินิวส์  8 ธันวาคม 2557

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน.. ปฐมพยาบาลทันท่วงทีลดสูญเสีย

dailynews141005_01aหัวใจ เป็นอวัยวะที่สำคัญ เพราะมีหน้าที่คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย หากเราใช้หัวใจทำงานหนักเกินไปจนทำงานผิดปกติหรือหยุดทำงานโดยไม่รู้ตัวที่เรียกว่า “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” หากได้รับการปฐมพยาบาลหรือทำการรักษาไม่ทันอาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตลงได้ และที่น่ากลัวกว่านั้นคือในผู้ป่วยบางรายที่ภายนอกร่างกายดูแข็งแรงไม่เคยเจ็บป่วยหนัก ๆ มาก่อนก็สามารถเสียชีวิตจากภาวะนี้ได้หากได้รับการช่วยเหลือไม่ถูกวิธีหรือไม่ทันเวลา

นายแพทย์ประดับ สุขุม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า จากสถิติโรคหัวใจในประเทศไทยยังคงพบอัตราการตายของผู้ป่วยเป็นอันดับต้น ๆ และโรคหัวใจก็เป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต แต่ปัจจุบันโรคหัวใจเป็นโรคที่มีทางป้องกันได้พอสมควร เพียงแต่ต้องการการเอาใจใส่ดูแล เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร ซึ่งส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุที่มากขึ้น ภาวะอ้วน และไขมันสะสม สูบบุหรี่เป็นประจำ มีโรคประจำตัวคือ เบาหวานและความดันโลหิตสูง ไม่ชอบออกกำลังกาย เกิดความเครียดบ่อย ตลอดจนปัญหาทางพันธุกรรมที่เป็นตัวเร่งให้กลายเป็นโรคหัวใจ

สำหรับอาการแสดงออกถึงโรคหัวใจในแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน ขณะที่เส้นเลือดเริ่มตีบตันเพียงเล็กน้อยอาจไม่แสดงอาการ จนกระทั่งวันใดหัวใจเริ่มขาดเลือดจะเริ่มมีอาการเจ็บแน่นบริเวณหน้าอกหรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติให้เห็น สืบเนื่องจากอุบัติการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นจากอาการช็อกหมดสติ หัวใจหยุดทำงาน เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ จาก ภาวะของโรคโดยตรง เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคลิ้นหัวใจรั่ว โรคผนังกล้ามเนื้อหัวใจหนา เป็นต้น หรือเกิดจาก ภาวะหัวใจหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงและมักจะยังมีอายุไม่มากนักหรือเรียกว่า “โรคไหลตาย” ซึ่งอาจเกิดได้กับทุกคนโดยที่ไม่ทันรู้ตัว

หัวใจหยุดทำงานโดยไม่รู้ตัว หรือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หมายถึง ภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างทันท่วงที สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคหัวใจอยู่เดิมโดยที่เจ้าตัวอาจไม่ทราบหรือไม่เคยตรวจมาก่อน และถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันเราจะเรียกภาวะนี้ว่า ’Sudden cardiac death“ ซึ่งภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ สำหรับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปมักเกิดจาก ’โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน“ (Acute myocardial infarction) จากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน

ผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ส่วนใหญ่เกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Hypertrophic cardiomyopathy) ภาวะนี้การออกกำลังกายเป็นตัวกระตุ้นให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากภาวะเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดในคนอายุน้อย (Premature coronary artery disease) หรือภาวะเส้นเลือดหัวใจผิดปกติโดยกำเนิด (Congenital coronary artery anomalies) ผู้ป่วยบางรายมีระบบไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดโรคหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ ส่วนสาเหตุภายนอกที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เช่น ภาวะที่มีวัตถุกระแทกอย่างรุนแรงที่บริเวณหน้าอก ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเฉียบพลัน หรือผู้ที่ใช้ยาโด๊ป เช่น การใช้สาร Anabolic-androgenic steroids ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามสิ่งแรกที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะช่วยผู้ป่วยหมดสติคือ ต้องตั้งสติของตัวเองไม่ให้ตกใจจนทำอะไรไม่ได้ หลังจากนั้นให้ทำการเรียกหรือเขย่าตัวผู้หมดสติว่ายังมีการตอบสนองหรือไม่ ถ้าไม่มีการตอบสนองให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการกระตุกหรือชักเกร็งหรือไม่ หรือหายใจเฮือก หรือหยุดหายใจ ให้สันนิษฐานว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันให้รีบติดต่อขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลทันที และถ้าสามารถช่วยชีวิตพื้นฐานได้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น

ขั้นตอนการช่วยชีวิตพื้นฐาน ประกอบด้วย การนวดหัวใจ (Chest compression) เป็นการเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองให้มากขึ้น โดยปกติสมองสามารถคงทนต่อการขาดออกซิเจนได้ไม่เกิน 5-8 นาที ถ้านานกว่านี้จะทำให้เซลล์สมองตายได้ ในปัจจุบันเราแนะนำให้นวดหัวใจเพียงอย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องเป่าปากร่วมด้วยก็ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้แล้ว

วิธีการนวดหัวใจทำได้ดังนี้ วางสันมือข้างที่ถนัดไว้ตรงบริเวณกลางหน้าอกผู้ป่วย และนำมืออีกข้างหนึ่งวางทับไว้ด้านบน ระหว่างทำการนวดหัวใจให้แขนเหยียดตรงตลอดเวลา จากนั้นให้ทำการกดหน้าอกให้ลึกประมาณ 1 นิ้วครึ่งถึง 2 นิ้ว โดยทำการกดและปล่อยหน้าอกให้คืนตัวสุดก่อนการกดแต่ละครั้งกดด้วยความเร็วอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที (หรือ 25 ครั้งต่อ 15 วินาที) และพยายามทำการนวดหัวใจให้ต่อเนื่องกันมากที่สุด

ส่วนการปฐมพยาบาลอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ Automated External Defibrillator (AED) เป็นเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดพกพา ได้รับการออกแบบให้ปล่อยกระแสไฟฟ้าจากภายนอกร่างกาย โดยจะวินิจฉัยการเต้นของหัวใจ หากพบภาวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติชนิดที่ไม่เป็นอันตราย เครื่องจะปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นให้หัวใจกลับมาทำงานตามปกติที่เรียกว่า “Defibrillation” เครื่องช็อตไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติซึ่งออกแบบมาให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้สะดวกและปลอดภัยขึ้น

วิธีการใช้เมื่อเปิดเครื่องแล้วจะมีเสียงให้คำแนะนำ แต่ถ้าจะให้ผลดีที่สุดผู้ใช้เครื่อง AED ควรได้รับการฝึกอบรมอย่างถูกต้องและถูกวิธี เพราะยิ่งใช้เครื่อง AED ได้เร็วเพียงใดโอกาสที่จะสามารถช่วยชีวิตจะยิ่งมีมากขึ้น โดยโรงพยาบาลกรุงเทพส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับการช่วยชีวิตเพิ่มมากขึ้นและวางแผนจะกระจายติดตั้งเครื่อง AED ยังสถานที่สาธารณะ ได้แก่ สถานที่ราชการ โรงเรียน มหาวิทยาลัย สนามบินฯลฯ เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงเครื่องมือให้ได้เร็วขึ้นและไม่ต้องรอเครื่องจากโรงพยาบาล ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างมาก

สุดท้ายการป้องกันโรคหัวใจก็ยังถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษาสุขภาพ รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจเช็กร่างกายเป็นประจำทุกปี เพราะเมื่อตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คนไข้รู้ตัวและใช้ชีวิตได้อย่างรู้เท่าทัน ป้องกันไม่ให้โรคหัวใจกำเริบเร็วเกินไป.

ที่มา : เดลินิวส์ 5 ตุลาคม 2557

พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิด ’โรคหัวใจ’ ในคนไทย

dailynews140823_02โรคหัวใจ เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดในลำดับต้น ๆ สาเหตุสำคัญก็เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย การหาแนวทางป้องกันและกระบวนการรักษาจึงมีความสำคัญมาก เพื่อที่จะให้ผู้ป่วยโรคหัวใจหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป

ปัญหาโรคหัวใจในปัจจุบันมีหลากหลายแบบ เช่น หัวใจผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หัวใจอุดตัน หัวใจล้มเหลว ระบบไฟฟ้าในหัวใจเต้นผิดปกติ แต่โรคหัวใจที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตได้มาก จะเป็นกรณีหัวใจขาดเลือด และหลอดเลือดอุดตัน ที่มักจะพบอยู่เป็นประจำในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

เมื่อพบว่าเป็นหัวใจขาดเลือดและหลอดเลือดอุดตัน ก็มักจะมีอาการตามมาด้วยโรคหัวใจล้มเหลว หัวใจวาย มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเพราะหัวใจขาดเลือด และส่งผลให้ระบบไฟฟ้าในหัวใจรวนได้อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันโรคหัวใจและหลอดเลือดจะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 6 คนต่อหนึ่งชั่วโมง ซึ่งอาจมีตัวเลขที่มากขึ้นได้หากพิจารณาตามขนาดของจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

รูปแบบพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

1) กรรมพันธุ์ ที่จะส่งผ่านมาจากทางบิดา มารดา ที่เป็นโรคหัวใจ จะส่งผลให้มีอัตราเสี่ยงที่จะเป็นมากกว่าปกติ

2) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากตัวเอง เช่น เป็นไขมันสูง ความดันโลหิตสูง เป็นโรคเบาหวาน แต่ไม่ควบคุมพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งการกิน การออกกำลังกาย รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ส่งผลทำให้สามารถเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้

สำหรับคำแนะนำ ในผู้สูงอายุ ต้องอธิบายว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้ว แต่ได้สั่งสมมาตั้งแต่อายุน้อย ๆ เปรียบเสมือน ท่อนํ้าที่สะสมสิ่งต่าง ๆ จนท่อสกปรก ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสะสมเพียงไม่กี่วัน หรือไม่กี่ปี แต่ใช้เวลานานถึง 10 ปี จึงจะพบปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ได้

ดังนั้น จึงไม่ควรประมาทในการดูแลตัวเองตั้งแต่ยังวัยรุ่นและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง อาทิ หนังสัตว์ หมูสามชั้น ของทอด หมั่นออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอยู่เสมอ

หลายคนอาจคิดว่า ออกกำลังกายทุกวันสุขภาพจะแข็งแรง ไม่น่าจะเป็นโรคอะไร แต่การที่ไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจวัดไขมันในเลือดว่าสูงหรือไม่ หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นหรือไม่ บางคนคิดว่าร่างกายผอม ไม่คิดว่าจะเป็นโรคหัวใจ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะคนที่มีรูปร่างผอม บางทีอาจจะสูบบุหรี่จัด หรือมีกรรมพันธุ์ที่แย่มากก็สามารถเป็นโรคหัวใจได้ ไม่ต่างจากคนที่มีรูปร่างอ้วนและนํ้าหนักเกินกว่าปกติ

สิ่งสำคัญเน้นยํ้าอีกทีว่า ไม่ควรประมาทในการใช้ชีวิตทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การขจัดความเครียดที่เกิดจากการทำงาน เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจช่วยให้คุณหลุดพ้นจากการมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้นั่นเอง.

ผศ.นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์ 23 สิงหาคม 2557

 

ฟันผุเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

dailynews140809_01“ฟัน” นับเป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่สำคัญของร่างกายที่ต้องหมั่นดูแลรักษาให้มีความแข็งแรง เพราะนอกจากจะช่วยในการบดเคี้ยวอาหารแล้ว ฟันยังมีส่วนสำคัญในการพูด ช่วยในการออกเสียง รวมทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างเสริมสุขภาพสร้างรอยยิ้มที่ชวนประทับใจ

เมื่อฟันป่วย ก็คงจะมีผลต่อความมั่น ใจอย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ฟันผุ”

ยิ่งพบฟันผุ แม้จะเป็นเพียงรอยผุเล็ก ๆ ไม่มีอาการปวดหรือ เสียวฟันก็ไม่ควรละเลย นิ่งนอนใจ ควรรีบพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาก่อนที่จะลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เพราะฟันผุสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย รวมทั้งยังเกิดในเด็กทารกได้ด้วย โดยหลังจากการดูดนม ควรมีการดูดนํ้าตามเพื่อทำความสะอาดคราบนํ้าตาลที่ติดตามฟัน เพราะนํ้าตาลในนมสามารถทำให้เกิดฟันผุได้ ส่วนเด็กในวัยเรียนก็มักจะชอบรับประทานขนมหวาน ลูกอม ขนมขบเคี้ยว ก็ทำให้เกิดฟันผุ สำหรับช่วงวัยรุ่นและวัยทำงานพอเติบโตขึ้นการทานขนมเหมือนกับวัยเด็กก็จะลดลง ฟันผุก็ลดลงกว่าเด็ก แต่ในกลุ่มผู้ใหญ่จะพบโรคเหงือกมากขึ้น ซึ่งถ้าไม่รักษาก็จะลุกลามกลายเป็นโรคเหงือกอักเสบได้

ฟันที่ผุจะเริ่มจากรูเล็ก ๆ หากปล่อยทิ้งไว้นิ่งนอนใจไม่รีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษา ก็จะกลายเป็นรอยผุที่ขยายใหญ่ขึ้นและอาจลุกลามไปถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น โดยเชื้อโรคจะลุกลามไปที่รากฟัน เกิดหนองส่งผลเสียต่ออวัยวะสำคัญข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็น ตา โพรงไซนัส และสมอง

อาการปวดฟันจากฟันผุ หากปล่อยให้ลุกลามจะมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เชื้อโรค จะแพร่กระจายตามกระแสเลือดไปตามอวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญ อย่างเช่น ส่งผลเสียต่อโรคหัวใจ จากที่มีการตรวจพบเชื้อโรคที่ทำให้เกิดฟันผุ “สเตร็ปโตคอคคัส” ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวที่ตรวจพบที่เยื่อบุหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ ดังนั้น จึงมีการตื่นตัวในการป้องกันรักษาสุขภาพฟัน เพื่อไม่ให้โรคฟันผุไปทำให้โรคหัวใจทวีความรุนแรงขึ้นหรือมีผลเสียต่อโรคหัวใจ

แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องมีความเข้าใจกันก่อนว่า โรคหัวใจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ แม้ว่าจะมีการศึกษาติดตาม แต่ในทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันข้อมูลรับรองว่าฟันผุทำให้เกิดโรคหัวใจได้หรือไม่ แต่พบว่ามีผลเสียต่อโรคหัวใจ เมื่อใดที่มีเลือดออกในช่องปาก เชื้อแบคทีเรียในช่องปากจะสามารถเข้าไปในกระแสเลือดได้ และเมื่อผู้ป่วยโรคหัวใจมีอาการปวดฟันมาเข้ารับการรักษา อาจต้องให้ผู้ป่วยรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนการทำฟันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ในขณะที่ฟันมีหน้าที่สำคัญทั้งในเรื่องการบดเคี้ยวอาหาร ช่วยระบบการย่อยอาหาร หากมีฟันผุหรือสูญเสียฟันไปก็จะบดเคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียดพอ เมื่อทานอาหารไม่ได้ ร่างกายก็จะไม่ได้รับสารอาหารสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรมลง การดูแลรักษาถูกวิธีจึงมีความสำคัญช่วยให้ฟันคงอยู่กับเรายืนยาว ก่อนต้องเผชิญกับฟันผุมีวิธีในการดูแลฟันโดยมีหลักใหญ่อยู่ 3 ประการคือ เมื่อทราบสาเหตุของการเกิดขึ้นของฟันผุว่าเกิดจากนํ้าตาล จึงควรแปรงฟันให้สะอาดถูกวิธี ต่อมาคือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และควรตรวจฟันทุก 6 เดือน

สำหรับการแปรงฟันให้สะอาด วิธีการแปรงฟันต้องแปรงให้ถึงซอกฟัน แปรงฟันให้นานพอและถูกวิธี และแปรงฟันให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าสามารถแปรงฟันได้หลังมื้ออาหารทุกครั้งก็จะดีที่สุด อีกทั้งการเลือกแปรงสีฟันควรเลือกแปรงขนอ่อน เวลาที่แปรงฟันก็ควรแปรงในลักษณะหมุนให้ขนแปรงซอกซอนไปตามร่องเหงือก แล้วปัดขนแปรงออกจากตัวฟัน

เมื่อฟันผุส่งผลเสียต่อร่างกายแบบนี้แล้ว ก็ควรหันมาใส่ใจปัญหาช่องปากกันให้มากเข้าไว้ เพื่อจะได้มีฟันไว้ใช้งานได้นาน ๆ.

ทันตแพทย์หญิงนฤมล ทวีเศรษฐ์
งานทันตกรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์  9 สิงหาคม 2557

สารพัดโรคจาก “เกลือ”

matichon140622_01คุณเคยนึกย้อนไหมว่าวันหนึ่งๆ อาหารที่รับประทานมีเกลือเป็นส่วนผสมอยู่มากน้อยเพียงใดอาหารไทยมากมายที่มีส่วนผสมของเกลือปริมาณสูง โดยเฉพาะอาหารแห้ง หรือหมักดอง กะปิ น้ำปลา

บางคนขาดพริกน้ำปลา เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง เช่นเดียวกับซิอิ้ว และของเค็มหลากชนิดในอาหารจีน เกลือที่โรยลงบนข้าวโพดคั่ว หรือมันฝรั่งทอด ไส้กรอก แฮม ในอาหารจานด่วนแบบตะวันตก หรืออาหารยอดฮิตของชาวฟิลิปปินส์ที่เรียก bagoong (บากุง) เป็นปลาแอนโชวี่หรือกุ้งที่หมักเค็ม คล้ายกะปิของไทย เห็นไหมว่าไม่ว่าชาติไหนๆ ก็นิยมอาหารที่มีเกลือผสมในปริมาณค่อนข้างสูง
ก็เพราะเกลือเป็นหัวใจสำคัญในการถนอมอาหารให้เก็บไว้กินได้นานๆ และเป็น ราชาแห่งเครื่องปรุงรส 1 ใน 5 รสชาติที่ลิ้นคุ้นเคยเสียด้วย

อันที่จริงร่างกายของเราต้องการเกลือเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน นักโภชนาการกล่าวว่าใน 1 วัน คนเราต้องการเกลือเพียง 220 มิลลิกรัม ( หรือ 1/10 ของ 1 ช้อนชา) เพราะถ้าร่างกายขาดเกลือก็จะมีอาการอ่อนเพลีย มีอาการคลื่นเหียน วิงเวียนถึงหมดสติได้ แต่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นกับวัฒนธรรมการกินแบบเราๆ ตรงกันข้าม เพราะเรากินเกลือเกินความจำเป็นถึงประมาณ 6 -10 เท่า จากปริมาณที่ร่างกายต้องการเสียด้วยซ้ำ

ซึ่งหากปริมาณเกลือในร่างกายมากเกินความต้องการก็จะนำพาโรคต่างๆ มาให้มากมายทั้งโรคไต โรคความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ โรคหัวใจ และอาการผื่นแดงคันตามร่างกายที่บางครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

 

ทำไมต้องกังวลว่าจะกินเกลือมากเกินไป ?

มีงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า สารโซเดียม หรือ เกลือ เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง มีผลร้ายแรงอย่างต่อเนื่องกับโรคหัวใจ และอัมพฤกษ์

โดย Jaen Brody นักเขียนและโภชนากร เขียนถึงเกลือไว้ในหนังสือ Nutrition Book หนังสือขายดีติดอันดับของเธอว่า ในเลือดมีปริมาณโซเดียมอยู่ถึง 40 % โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญในร่างกายมนุษย์ผสมอยู่ในของเหลวในร่างกาย หากร่างกายมีปริมาณโซเดียมสูงเหมือนน้ำทะเลที่เค็มจัด ร่างกายจำเป็นต้องการน้ำมาก เพื่อทำให้ความเค็มอยู่ในระดับที่สมดุล

และโซเดียมคลอไรด์ เป็นตัวบังคับสำคัญที่จะกำหนดความสมดุลของน้ำที่ทำละลายสสารต่างๆ นอกเซลล์ นอกเหนือจากนั้นยังทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ และชีพจรด้วย เมื่อระบบการดูดซึมผิดปกติ อาจทำให้ระบบการทำงานดังกล่าวผิดปกติ และเกิดอาการร้ายแรงต่อสภาพร่างกายได้

คุณอาจคาดไม่ถึงว่าเกลือในปริมาณที่มากเกินความต้องการจะมีผลร้ายแรงต่อร่างกายขนาดไหน และส่งผลไปถึงโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร Dr.Marlelo Agama นักฟิสิกซ์ชาวฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ไตเป็นอวัยวะที่ช่วยในการปรับระดับโซเดียมในร่างกายคนเรา เมื่อปริมาณโซเดียมสูงเกินไป ไตจะขับถ่ายออกมา ในทางกลับกันถ้าร่างกายต้องการโซเดียม ไตจะทำงานโดยดูดสสารนั้นกลับสู่เลือด แต่เมื่อใดที่ไตทำงานผิดปกติไม่สามารถขับโซเดียมได้ในปริมาณที่เหมาะสม จนร่างกายมีปริมาณโซเดียมสะสมสูง น้ำในร่างกายก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าระดับเลือดก็จะสูงขึ้นด้วย เมื่อปริมาณเลือดสูงขึ้น เลือดต้องวิ่งผ่านไปยังเส้นเลือดมากขึ้น เป็นผลให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งหัวใจก็ต้องสูบฉีดหนักขึ้น เพราะปริมาณเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น

นอกจากผลต่อความดันโลหิตแล้ว ปริมาณโซเดียมที่มากเกินความต้องการของร่างกายจะทำให้ปริมาณน้ำของเนื้อเยื่อภายในและภายนอกเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการบวม หรือปริมาณของเหลวในร่างกายที่มากเกินไปทำให้เกิดอาการเส้นเลือดคั่ง และหัวใจวายได

 

การค้นพบที่น่าสนใจยิ่ง

มีการสำรวจพบว่า แทบจะไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงในบริเวณที่ไม่นิยมใช้เกลือในการปรุงอาหาร นักวิจัยชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัย Harvard ศึกษาประชากรที่อาศัยอยู่ในเกาะ Solomon แถบหมู่เกาะทะเลใต้ ประชากรที่อาศัยอยู่บริเวณภูเขา ไม่นิยมปรุงอาหารด้วยเกลือ ไม่พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

ผลสำรวจแบบเดียวกันที่แคว้น Akita ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น ประชากรในบริเวณนั้นนิยมใช้เกลือในการถนอมอาหาร ในแต่ละวันพวกเขารับประทานเกลือปริมาณ 3 ½ – 6 ช้อนชา เหตุนี้เองทำให้พบว่าประชากรส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคอัมพฤกษ์ ที่แย่ไปกว่านั้น จากการวิจัยที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสในลอนดอน พบว่าเกลือมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด
นอกจากนี้ยังพบว่า เกลือมีผลทำให้โรคริดสีดวงกำเริบ จากข้อคิดเห็นของ Dr.Lohn Lawder จาก Torrance California ได้กล่าวว่า ระดับเกลือที่เกินความต้องการทำให้ร่างกายขับของเหลวเพื่อเจือจาง ของเหลวในร่างกายที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น จะวิ่งผ่านระบบไหลเวียนของร่างกาย ไปยังเส้นเลือดต่างๆ ทั้งนี้มีผลทำให้เส้นเลือดดำโป่งพองได้ในบริเวณทวารหนัก และบริเวณอื่นๆ เช่นเดียวกันกับผลร้ายที่เกิดจากเกลือที่เขียนไว้ในหนังสือ The Doctors Book of Home Remedies ว่าการรับประทานเกลือมากเกินไปทำให้เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดศีรษะ(ไมเกรน)

Dr.Norman Schulman สูตินรีแพทย์จาก Cedars-Sinai Medical Center ใน LA แนะนำว่าควรลดการรับประทานเกลือ(เค็ม) ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เพื่อลดอาการเจ็บคัดหน้าอกก่อนมีประจำ แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Dr.Penny Wise Budoff จาก New York ที่แนะนำว่าให้ลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงประมาณ 7 -10 วัน ก่อนมีประจำเดือนเพื่อลดอาการบวมน้ำขณะมีประจำเดือน

สารอาหารบางอย่าง ดีต่อร่างกาย แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มากไป โดยเกินความจำเป็นที่ร่างกายจะได้รับ ก็ส่งผลอันตรายแก่ชีวิตได้ ต้องพิถีพิถัน ระมัดระวังอาหารการกินเข้าไว้ เพื่อสุขภาพที่ดี แข็งแรงเสมอไปค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.emaginfo.com
ที่มา : มติชน 22 มิถุนายน  2557

ยืดอายุให้ยืนยาวด้วย ‘ทูน่า’

bangkokbiznews140307_001โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสุขภาพที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี จากข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในปี 2556 พบว่า โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตติดอันดับ 1 ใน 10 ของโรคที่มีอัตราการตายสูงสุดในประเทศไทย และยังส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท จากการวิจัยและคำแนะนำของแพทย์เพื่อยืดอายุให้ยืนยาวพร้อมกับลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจนั้นสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการรับประทานปลา โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึกที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและมากประโยชน์ต่อสุขภาพ

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ซึ่งพบได้มากในปลาทะเลน้ำลึกทั้งในปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล และปลาทูน่า ที่มีไขมัน โอเมก้า 3 สูงถึง 1 – 4 กรัม ต่อเนื้อปลา 100 กรัม กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่สำคัญมี 2 ชนิด ได้แก่ EPA (EICOSAPENTAENOIC ACID) และ DHA (DOCOSAHEXAENOIC ACID) ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ เนื่องจากโอเมก้าไปช่วยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและการหดตัวของหลอดเลือด จึงส่งผลให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ยากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดอัตราเสี่ยงโรคหัวใจล้มเหลว และช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดจึงลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดได้

ผลการศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากคณะสาธารณสุขมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐ พบว่าผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไปที่กินปลาเป็นประจำมีโอเมก้า 3 ในปริมาณสูง ทำให้มีอายุเฉลี่ยยืนยาวมากกว่าผู้ที่ไม่บริโภคกรดไขมันโอเมก้า 3 ถึง 2 ปี ทั้งนี้ พบความเชื่อมโยงว่าผู้ที่มีระดับโอเมก้า 3 ในร่างกายในปริมาณสูงมีความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเพียงร้อยละ 35 น้อยกว่าผู้มีระดับความดันโลหิตต่ำ นอกจากนั้นทางสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกันยังแนะนำเพิ่มเติมว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มกรดโอเมก้า 3 ในร่างกาย คือ เพิ่มการรับประทานปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 7 มีนาคม 2557

.

Related Article :

.

Credit: better4you.mbooth.com

Credit: better4you.mbooth.com

Ask the Expert: Omega-3 Fatty Acids

The Expert

Dr. Frank Sacks

Professor of Cardiovascular Disease Prevention, Department of Nutrition, Harvard School of Public Health

1. What are omega-3 fatty acids, and why should I make sure to include them in my diet?

Omega-3 fatty acids (also known as n-3 fatty acids) are polyunsaturated fatty acids that are essential nutrients for health. We need omega-3 fatty acids for numerous normal body functions, such as controlling blood clotting and building cell membranes in the brain, and since our bodies cannot make omega-3 fats, we must get them through food. Omega-3 fatty acids are also associated with many health benefits, including protection against heart disease and possibly stroke. New studies are identifying potential benefits for a wide range of conditions including cancer, inflammatory bowel disease, and other autoimmune diseases such as lupus and rheumatoid arthritis.

2. What foods are good sources of omega-3 fatty acids? How much do I need to eat of these foods to get enough omega-3s?

There are two major types of omega-3 fatty acids in our diets: One type is alpha-linolenic acid (ALA), which is found in some vegetable oils, such as soybean, rapeseed (canola), and flaxseed, and in walnuts. ALA is also found in some green vegetables, such as Brussels sprouts, kale, spinach, and salad greens. The other type, eicosapentaenoic acid (EPA) and docosahexaenoic acid (DHA), is found in fatty fish. The body partially converts ALA to EPA and DHA.

We do not know whether vegetable or fish omega-3 fatty acids are equally beneficial, although both seem to be beneficial. Unfortunately, most Americans do not get enough of either type. For good health, you should aim to get at least one rich source of omega-3 fatty acids in your diet every day. This could be through a serving of fatty fish (such as salmon), a tablespoon of canola or soybean oil in salad dressing or in cooking, or a handful of walnuts or ground flaxseed mixed into your morning oatmeal.

3. What are omega-6 fatty acids? Should I be concerned about the ratio of omega-6 fatty acids to omega-3 fatty acids in my diet?

Omega-6 fatty acids (also known as n-6 fatty acids) are also polyunsaturated fatty acids that are essential nutrients, meaning that our bodies cannot make them and we must obtain them from food. They are abundant in the Western diet; common sources include safflower, corn, cottonseed, and soybean oils.

Omega-6 fatty acids lower LDL cholesterol (the “bad” cholesterol) and reduce inflammation, and they are protective against heart disease. So both omega-6 and omega-3 fatty acids are healthy. While there is a theory that omega-3 fatty acids are better for our health than omega-6 fatty acids, this is not supported by the latest evidence. Thus the omega-3 to omega-6 ratio is basically the “good divided by the good,” so it is of no value in evaluating diet quality or predicting disease.

4. Is it better to get omega-3 fatty acids from food or from supplements?

Certainly foods, since the plants and fish that contain omega-3 fats have other good nutrients, such as protein, vitamins and minerals. People who do not eat fish or other foods rich in omega-3 fatty acids should consider taking an omega-3 supplement of 500 mg per day; fish oil is used in supplements, but there are also vegetarian supplements that have ALA. Studies suggest that people who have already had a heart attack may benefit from higher doses of omega-3 supplements (basically, double the 500 mg), so if you do have heart disease, consult your healthcare provider about whether taking a higher dose of omega 3s makes sense for you.

5. I am a vegetarian, so I do not consume any fish. But I get plenty of ALA in my diet, from canola and soybean oil, ground flax seed, and walnuts. How efficiently does the body convert ALA to DHA and EPA? Should I take an algal DHA supplement?

If you are getting adequate ALA in your diet from oils and nuts, I am not sure you really need to take an algal DHA supplement. As I mentioned above, the body partially converts ALA to EPA and DHA; it is not known if ALA has substantial health benefits as is, or whether it must be converted to EPA and DHA to produce most of the benefits. My current interpretation of the science is that ALA is important to nutrition because it is an essential fatty acid, and that at least part of its benefits come from its conversion to EPA and DHA. I don’t advocate that vegans take n-3 supplements if they are getting ALA from vegetable oils, vegetables, walnuts, and other vegetarian sources as described above.

6. Can omega-3 fatty acids be destroyed by high-heat cooking?

Not if the oil is fresh. In fact, even in frying oil that is used for days, you still can find ALA in it.

SOURCE : www.hsph.harvard.edu

ชีวิตหลังแต่งงาน ลดหรือเพิ่ม ปัญหาสุขภาพ

dailynews140303_001จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิชิแกน พบว่า การแต่งงานเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อความสัมพันธ์ทางสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพ

ดร.หลิว กล่าวว่า การแต่งงานที่มีความสุขจะช่วยสุขภาพทางกายภาพแข็งแรงขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม ความเครียดจากการแต่งงานที่ไม่มีความสุข อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และนำไปสู่พฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพเช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนั้นยังเพิ่มระดับฮอร์โมนความเครียดของร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้อาจส่งผลให้ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้นและในที่สุดนำไปสู่โรคหัวใจ จึงเป็นไปได้ว่าความสุขของการแต่งงานมีอิทธิพลต่อสุขภาพทางกายและการงาน

ผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ พบว่า คนที่คิดว่าคู่ของตนไม่สนับสนุนซึ่งกันและกัน มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ ส่วนคู่สมรสใดที่รู้สึกว่าบางครั้งก็เกื้อกูลกันแต่บางครั้งก็ไม่ เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดแดง และเสี่ยงจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ไม่เพียงเท่านั้น การศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ บ่งชี้ว่า การแต่งงานอาจส่งผลดีกับกระดูกของผู้ชาย โดยผู้ชายที่ชีวิตครอบครัวมั่นคงจะมีกระดูกที่แข็งแกร่งกว่าคนยังโสดหรือหย่าร้าง

ไม่ว่าอย่างไร ชีวิตหลังแต่งงานไม่ได้มีผลกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคู่สมรสและทุกคนในครอบครัวอีกด้วย

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์  3 มีนาคม 2557

.

Related Article:

.

dailymail140228_001

Could a bad marriage kill you? Stress of a bad relationship can lead to heart disease, doctors warn

  • People in an unhappy marriage are also at higher risk of depression
  • The stress of a bad marriage can raise blood pressure and heart rate
  • This can eventually lead to heart disease

By EMMA INNES

PUBLISHED: 14:28 GMT, 28 February 2014

Everyone knows that being in an unhappy marriage can make people miserable.

But now, researchers have suggests it could even prove fatal.

U.S. researchers believe that an unhappy marriage can cause stress which, in turn, affects physical health.

They believe people who are unhappy with their spouse could be at higher risk of depression, high blood pressure and even heart disease.

As a result, the scientists at Michigan State University are set to study how marriage affects cardiovascular health.

They say this is particularly important at a time when one in four people in the U.S. die of heart disease.

Dr Hui Liu, the lead researcher, said: ‘The importance of this study is highlighted by the continued high prevalence of cardiovascular disease in the United States.

‘We plan to provide nationally representative evidence on how marriage affects cardiovascular health and elucidate the multiple mechanisms in this relationship. The findings will have important implications for health policy and practice.’

The researchers say most cases of heart disease are preventable meaning identifying risk factors is crucial to the design of effective prevention strategies.

Dr Liu explained that scientists have long believed marriage to be the most important social relationship affecting health.

She believes, for example, that a happy marriage offers support and enhances physical health.

In contrast, she says the stress of an unhappy marriage can cause depression.

This, she says, can promote unhealthy habits, such as smoking and drinking, and can increase the body’s levels of stress hormones.

These hormones can result in raised blood pressure and heart rate eventually leading to heart disease.

dailymail140228_001a

Dr Liu’s theory is supported by previous research which has shown that the happiness of marriage has a powerful influence on physical health.

Recent research from the University of Utah revealed that people who think their partner is not supportive are more likely to develop heart disease.

Scientists found that people who say their spouse is sometimes supportive but also sometimes upsetting have higher levels of artery calcification.

This suggests their arteries are diseased and they are at greater risk of premature death.

Another recent study, from UCLA, revealed that marriage is also good for a man’s bones.

It showed that men in stable marriages have stronger bones than those who are single or divorced.

The researchers are not clear as to the reasons behind this finding.

SOURCE: www.dailymail.co.uk